LIFE GOES ON~
Group Blog
 
All blogs
 

~...อ่านหนังสือกันเถอะ...~




หลายวันก่อนไปทานข้าวกับเพื่อน แต่ระหว่างทางเพื่อนขอแวะเอาของไปให้พี่สะใภ้ก่อน ก็เลยได้เข้าไปนั่งรอในบ้านพี่เค้าแป๊บนึง

พี่สะใภ้เพื่อนเป็นครูประถมค่ะ รับสอนพิเศษตอนเย็นด้วย มีเด็กๆมาเรียน 4 คน ตั้งแต่เด็กป. 1 ถึงป. 4 เป็นเด็กโรงเรียนนานาชาติแล้วภาษาไทยแย่มาก พ่อแม่ก็เลยส่งมาเรียนภาษาไทย ก็เรียนๆเล่นๆสนุกๆ ให้อ่านพาดหัวหนังสือพิมพ์บ้าง เขียนตามคำบอกบ้าง เด็กคนเล็กสุด (เด็กผู้ชายชื่อไฮ...น่ารักมาก ^-^ ) คุณครูให้วาดรูปอะไรก็ได้ แล้วเขียนลงไปว่าตรงไหนเป็นอะไร (วันนั้นไฮวาดรูป "บ้านขอไฮ" จริงๆมันคือ "บ้านของไฮ" แต่ไฮลืมเขียน ง. งู...^-^ )

ดิฉันนั่งเล่นกับเด็กๆแล้วบอกว่าอ่านหนังสือภาษาไทยเยอะๆซิ หนังสืออะไรก็ได้ นิทาน การ์ตูน เรื่องที่อยากรู้ ป้ายข้างทาง เดี๋ยวก็อ่านเก่งเองแหล่ะ เจ้าเด็กผู้ชายคนโตสุดรีบบอกว่าชอบอ่านนารูโตะ ดิฉันก็บอกว่า... ได้ อ่านการ์ตูนก็ได้ อ่านฮิคารุหรือเปล่า โคนันก็สนุกดีนะ เนกิมะล่ะ?.... หันไปอีกทีเจอคุณครูพี่สะใภ้ทำหน้าเหวอๆ ก็จะมีครูซักกี่คนจะชอบใจที่เราไปบอกให้นักเรียนเค้าอ่านการ์ตูนเยอะๆล่ะเนอะ... ^^"

เรื่องนี้ทำให้คิดถึงสมัยมัธยม ตอนนั้นติดการ์ตูนญี่ปุ่นมากเพื่อนๆส่วนใหญ่ก็ติด คุณครูก็คงเบื่อแหล่ะที่เด็กเอาแต่อ่านการ์ตูน ก็บ่นๆตามประสาและหน้าที่ (การบ่นนี่เป็นหน้าที่หนึ่งของครูนะคะ ท่าบังคับค่ะ ไม่ทำ ไม่ผ่าน) แต่มีคุณครูคนนึงบอกว่า อ่านไปเถอะ อ่านอะไรก็ได้ ให้เราเป็นคนรักการอ่านก่อน แล้วเราก็จะเลือกหนังสือที่จะอ่านเอง แต่...ครูที่บอกเป็นครูสอนวิชาสังคมแฮะ ไม่ใช่ครูภาษาไทย! ...แล้วสิ่งที่คุณครูบอกมันก็จริง

ไม่รู้ว่าการรักการอ่านนี่มันถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือเปล่า เพราะทั้งยาย แม่ น้าๆทั้งหลาย ลูกพี่ลูกน้องก็ชอบอ่านหนังสือกันแทบทุกคน และตั้งแต่เด็กภาพที่จำได้คือที่บ้านยายจะมีผนังที่เป็นตู้ยาวตลอดผนังและสูงจากพื้นจรดเพดานอยู่ด้านนึง สองชั้นล่างจะเป็นพวกนิตยสารรายสัปดาห์ รายปักษ์ รายเดือน อย่างขวัญเรือน สกุลไทย ใกล้หมอ คู่สร้างคู่สม จำได้ลางๆว่ามีBRด้วย...และอื่นๆ ชั้นกลางๆเป็นพวกตุ๊กตาเซรามิก รูปถ่าย มีแจกันใหญ่กับดอกไม้ปลอม ของกระจุกกระจิกแบบที่ห้ามเด็กหยิบมาเล่น (แล้วจะมาวางล่อทำไมเนี่ย?)วางโชว์อยู่ ส่วนชั้นบนสุดเป็นหนังสือเล่มเล็กๆที่ท้าทายให้ปีนขึ้นไปหยิบมาอ่าน เพราะสงสัยว่าทำไมต้องเอาไปไว้สูงๆด้วย ซึ่งพอแอบปีนขึ้นไปเอามาอ่านได้ไม่กี่หน้า ก็ต้องแอบปีนเอาขึ้นไปเก็บอีก เพราะอ่านไม่รู้เรื่อง

จำได้ว่าหนังสือที่ปีนไปหยิบลงมาตอนนั้นเป็นของคนเขียนชื่อ "รงค์ วงษ์สวรรค์ (28 กะรัต)" และ "มนัส จรรยงค์" อ่า...จะมีเด็กประถมคนไหนอ่านหนังสือของสองท่านนี้แล้วรู้สึกสนุกกันล่ะ? ( แทรก : เรื่อง "มนัส จรรยงค์" นี่แม่เล่าให้ฟังตั้งแต่เด็กๆว่าพี่ชายแม่(ก็ลุงน่ะแหล่ะ)เป็นเพื่อนนักเรียนกับลูกชายของ "มนัส จรรยงค์" เวลาปิดเทอมลุงกลับมาบ้าน เพื่อนคนนั้นก็จะตามมาเที่ยวด้วย เอาหนังสือของ "มนัส จรรยงค์" มาให้อ่าน แล้วก็ทิ้งไว้ที่บ้าน ฟังแล้วก็..."จริงอ่ะ?" จนตอนที่แม่เสีย เลยได้เห็นเพื่อนของลุงคนนั้นมางานศพแม่ด้วย "เออ...แม่พูดจริงแฮะ ไม่ได้โม้" ) ... ก็ปีนกลับลงมาอ่านหนังสือชั้นล่างๆกันต่อไป

ช่วงนั้นนอกจากนิตยสารที่ผู้ใหญ่รับแล้ว ก็จะอ่านการ์ตูนด้วย ทั้งการ์ตูนไทยอย่าง ขายหัวเราะ เบบี้ หนูจ๋า ชัยพฤกษ์ และการ์ตูนญี่ปุ่นอย่าง โดราเอมอน แคนนี้ จอร์จี้ รวมถึงการ์ตูนกีฬาฝรั่งอย่าง ฮาร์มิตตีนระเบิดและการ์ตูนผู้ชาย หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ วีระบุรุษจากลหุโทษ (อ่านตามพี่ชาย)... ก็อ่านพวกนี้มาเรื่อยๆจนถึงม.ปลาย ได้เจอเพื่อนที่ชอบอ่านพวกเรื่องสั้น ได้อ่าน "หมาเน่าลอยน้ำ" ของ ชาติ กอบจิตติ แล้วชอบมาก ความสนใจเลยเปลี่ยนจากการ์ตูนที่เคยอ่านไปเป็นอ่านเรื่องสั้นแบบอัตราส่วน 50 : 50 แล้วก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนเรียนมหาวิทยาลัยก็แทบจะไม่ได้อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นอีกเลย เรื่องสุดท้ายที่อ่านคือ "อเล็กซานไดรท" อ่านต่อเนื่องมาจาก "ไซเฟอร์" เพราะตัวละครในทั้งสองเรื่องมันรู้จักกัน แต่สุดท้ายก็อ่านไม่จบ เลิกอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นไปโดยสิ้นเชิง

หลังจากนั้นก็อ่านพวกเรื่องสั้น สารคดี ประวัติศาสตร์ ปกิณกะ ( ฝรั่งเจ้านายเก่าดิฉันเห็นหนังสือที่อ่านแล้วถามว่าเป็นหนังสือประเภทไหน นิยาย? เรื่องสั้น? ดิฉันตอบว่า ปกิณกะ เจ้านายถามว่าแปลว่าอะไร เลยเปิดdictionaryให้ดู เพราะดิฉันก็ไม่รู้ว่ามันแปลเป็นภาษาอังกฤษว่าอะไร พอชี้ให้ดู "miscellaneous" เจ้านายก็ทำหน้าพอๆกับดิฉัน แล้วบอกว่า "no idea!" ...จบข่าว) แต่หนังสือที่อ่านมาจนถึงทุกวันนี้คือ ขายหัวเราะ

ดิฉันอ่านหนังสือแปลน้อยมาก แทบจะนับเล่มได้ แต่หนังสือเล่มที่หยิบมาอ่านซ้ำบ่อยๆกลับเป็น "สิทธารถะ" ของ Hermann Hesse อ่านแล้วเหมือนได้พบอะไรใหม่ๆทุกครั้งทั้งที่เป็นหนังสือเล่มเดิม และหนังสือแปลที่ไม่พลาดเลยคือหนังสือที่แปลโดยคุณเทศภักดิ์ นิยมเหตุ

มีนักเขียนสองท่านที่ดิฉันชอบมากเป็นพิเศษขนาดว่าเก็บหนังสือทุกเรื่องเท่าที่จะหาได้ บางเรื่องเป็นนิยายก็เก็บทั้งที่เป็นคนไม่ชอบอ่านนิยาย สองท่านนั้นคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ : นักเขียนคนที่ต้องปีนเอาหนังสือไปเก็บเข้าที่เดิมเพราะอ่านไม่รู้เรื่องเมื่อตอนเด็กนั่นแหล่ะค่ะ

มีนักเขียนอีกสองท่านที่ดิฉันไม่เอ่ยชื่อท่านดีกว่า ดิฉันชอบอ่านความคิดของสองท่านนี้เพราะ คนหนึ่งนั้นใช้ชีวิตรื่นรมณ์ สนุกสนาน ทดลอง เรียนรู้ เปิดรับสิ่งใหม่ๆรอบตัวอยู่เสมอ กับอีกหนึ่งนั้นดูจะหงุดหงิดกับการเปลี่ยนแปลง ความไม่เป็นระเบียบ ไม่ถูกที่ถูกทาง อันนั้นไม่ดี อันนี้ไม่ได้ อะไรก็น่ารำคาญไปซะหมด อ่านสองท่านนี้แล้วสนุกดี คนนึงก็สุดๆไปทางนึง อีกคนก็สุดๆไปอีกทาง อ่านแล้วได้ความคิดหลากหลายดี นอกจากมองเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยสายตาของตัวเองแล้ว ยังได้เห็นมุมมองของคนสองแบบที่ตรงข้ามกัน ดิฉันว่าสองท่านนี้ทำให้ดิฉันเป็นคนยอมรับความคิดแตกต่างของคนอื่นมากขึ้นเยอะเลย...

แต่ช่วงนี้แย่จัง อ่านหนังสือน้อยลงมาก สงสัยต้องหาเวลาไปนั่งรถเมล์เยอะๆ เพราะเป็นคนชอบอ่านหนังสือเวลานั่งรถเมล์ ตั้งแต่สมัยเรียนจนทำงาน วันนึงๆอ่านหนังสือได้ตั้งหลายชั่วโมงแน่ะ (มันเป็นเรื่องน่าดีใจมั้ยเนี่ย?) เคยอ่าน "ว้าวุ่น" ของ "ปินดา โพสยะ" บนรถเมล์แล้วทรมานเป็นบ้าเพราะขำมากแต่จะหัวเราะก็หัวเราะไม่ได้ ได้แต่นั่งตัวกระเพื่อมๆบนรถ โอย...มันอายนะเนี่ย -- -- """

อ้อ...เมื่อไม่นานมานี้กลับไปอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นอีกครั้ง เรื่อง kimi wa petto (You are my pet / คุณผู้หญิงคือเจ้านาย คุณผู้ชายคือสัตว์เลี้ยง )ถึงจะวัยนี้แล้วก็ยังอ่านการ์ตูนได้สนุกอยู่นะจะบอกให้ ไปค้นTouchมาอ่านด้วย และล่าสุดไปอ่านกระทู้ในห้องการ์ตูนเห็นว่าป่านนี้ "คำสาปฟาโรห์" ยังไม่จบเลย โอ้...แครอล ถ้าดิฉันตั้งท้องตอนอ่านเรื่องนี้ครั้งแรก ป่านนี้ลูกดิฉันเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วมั้ง???

เรื่องหนังสือนี่คุยสามวันไม่จบ หยิบเล่มไหนขึ้นมาก็มีเรื่องเล่าทั้งนั้น

ใครมีลูกมีหลานก็จำคำที่คุณครูสอนวิชาสังคมของดิฉันเคยบอกไว้แล้วกัน...

" อ่านไปเถอะ อ่านอะไรก็ได้ ให้เราเป็นคนรักการอ่านก่อน แล้วเราก็จะเลือกหนังสือที่จะอ่านเอง "



blogนี้ก็ตามประสาดิฉันแหล่ะค่ะ เจ้าของblogอยากเล่า ก็เลยเป็นประโยคบอกเล่าทั้งblog ... ^^ และจบห้วนๆเหมือนเดิม!



ปล. ภาพประกอบเก่าๆที่เคยใช้นะคะ ช่วงนี้ยุ่งมาก ไม่มีเวลาวาดรูปเลย




 

Create Date : 12 ธันวาคม 2551    
Last Update : 1 มกราคม 2552 7:37:13 น.
Counter : 423 Pageviews.  

~...ใช้ชีวิต...~

ในblogเก่าๆ ดิฉันเคยเอ่ยถึงเพื่อนบ้านที่ไปบวชชีอยู่พักนึง หลังจากนั้นก็กลับมาอยู่บ้าน ตอนนั้นดิฉันมองด้วยความสงสัยในใจว่าคนเราอยากสุข อยากหนีทุกข์จนต้องโกนผม โกนคิ้ว นุ่งขาวห่มขาวเลยหรือ?

ถึงตอนนี้เธอไม่ได้เป็นชีแล้วแต่ก็ยังนุ่งห่มขาวอยู่ค่ะ ผมก็ปล่อยให้ยาวขึ้นมาโดยไม่ได้ทำอะไร เช้า-เย็นจะเห็นเธอเดินผ่านหน้าบ้านไปรับ-ส่งลูกสาว ก่อนหน้านี้จะเป็นยายของเด็กที่ทำหน้าที่นี้ แต่ตอนนี้ยายอายุมากแล้วข้ามถนนลำบาก คงเป็นเพราะสาเหตุนี้ด้วยมั้งที่ทำให้เธอต้องกลับมาอยูู่บ้านเพื่อดูแลแม่และลูกสาวเอง

ดิฉันมองเห็นเธอเดินผ่านหน้าบ้านเกือบทุกวัน ยิ้มทักทายกันบ้าง แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนไม่ค่อยพูดและพี่คนนั้นก็เป็นคนเฉยๆเหมือนกัน จึงใช้เวลานานมากกว่าที่ดิฉันจะเริ่มถามเค้าว่า...

"พี่ถือศีลกี่ข้อคะ?"

"ถือศีลแปดค่ะ"

...แล้วเราก็คุยกัน(สั้นๆ) พี่เค้าไม่ได้ไปบวชชีหนีทุกข์อย่างที่ดิฉันคิดแฮะ!

ตอนที่ไปบวชเมื่อเกือบสามปีที่แล้ว ตอนนั้นลูกสาวคนโตอยู่ชั้นป. 4 ลูกสาวคนเล็กเพิ่งจะเข้าอนุบาล มียายเป็นคนดูแลให้(ดิฉันไม่ได้ถามถึงสามีเค้า) ที่ไปบวชเพราะต้องการศึกษาพระธรรมและอยากใช้ชีวิตสงบๆ แต่พอยายของเด็กๆอายุมากขึ้นเริ่มจะดูแลเด็กสองคนไม่ค่อยไหว พี่เค้าก็เลยต้องสึกออกมาอยู่บ้าน (ชีเค้าใช้คำว่าสึกเหมือนพระหรือเปล่า?)

พี่เล่าว่าตอนที่ตัดสินใจสึกนั้นก็เสียดายเหมือนกัน แต่ความรับผิดชอบในฐานะลูกที่ต้องดูแลแม่และในฐานะแม่ที่ต้องดูแลลูกสาวสองคนก็เลยต้องออกทำหน้าที่นี้ และคิดว่าจะอยู่ที่ไหน ในสถานะไหนก็ศึกษาและปฏิบัติธรรมได้ ทุกวันนี้ก็ยังนุ่งขาวห่มขาวและถือศีลแปดอยู่

----------------------

เพื่อนคนนึงที่ไม่เคยสนใจเรื่องธรรมะมาก่อนเลย อยู่ๆวันนึงเธอก็บอกว่าในอนาคตเธอมีเป้าหมายว่าจะบวชชีตลอดชีวิต ดิฉันไม่ได้ถามเหตุผลแต่เธอบอกว่า...เพราะไม่อยากเวียนว่ายตายเกิดอีก ดิฉันถามว่าตอนนี้พ่อเธออยู่กับใคร? (...อยู่กับเมียอีกคนของพ่อ และลูกๆ) น้องชายล่ะ? (...แต่งงานมีครอบครัวแล้ว) มีน้องๆหลานๆที่ต้องดูแลมั้ย? (...ไม่มี ) ดิฉันก็เลยบอกว่าตอนนี้ก็เก็บสตางค์ไว้ให้พอกับการใช้ชีวิตแบบชี เพราะชีออกบิณฑบาตแบบพระไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องมีเงินไว้ซื้อหาอาหาร ซื้อของใช้จำเป็น ในเมื่อตอนที่คิดจะบวชก็ไม่ได้ทิ้งภาระไว้ บวชแล้วก็อย่าไปเป็นภาระใคร เธอบอกว่าคิดอย่างนั้นเหมือนกัน และไม่คิดว่าจะบวชเร็วๆนี้หรอก พร้อมเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น แต่คงอีกเป็นสิบปีแหล่ะ

----------------------

ดิฉันฟังทั้งสองเรื่องแล้วก็นับถือการตัดสินใจของเค้านะ ทั้งคนที่เดินจากวัดกลับมาอยู่บ้านและคนที่กำลังจะเดินจากบ้านไปอยู่วัด ไม่มีข้อกังขา ไม่มีข้อสงสัยและยินดีกับการเลือกใช้ชีวิตของคนทั้งคู่

ชีวิตเป็นของคุณค่ะ คุณเลือกจะทำอะไรก็ได้ ตราบใดที่มันไม่ทำให้คนรอบข้างคุณเดือดร้อน ไม่ผิดกฏหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ทำไปเถอะ! (ดิฉันมักจะชื่นชมเป็นพิเศษกับคนที่รู้จักหาสมดุลของความชอบส่วนตัวกับภาระหน้าที่ที่ต้องทำได้)

สำหรับคนที่มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบมากเหลือเกิน จนไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้ ก็จงภูมิใจว่าคุณเก่งมากที่รับมือกับภาระสาหัสแบบนั้นได้ เพราะที่ดิฉันยังใช้ชีวิตสบายๆเรื่อยๆเปื่อยๆอย่างนี้ได้ก็เพราะดิฉันไม่มีภาระอะไรมากมาย ก็ไม่รู้ว่าถ้าชีวิตมันหนักหนากว่านี้ดิฉันจะจัดการได้ดีเท่าคนอื่นๆมั้ย? (ซึ่งดิฉันตอบตัวเองได้เลยว่า...ไม่!)

ขอยกหางตัวเองหน่อยเถอะ...^^

เป็นโชคดีมากๆที่ดิฉันรู้ตัวว่าเป็นคนรับมือกับภาระหน้าที่หนักๆได้ไม่ดี ก็เลยตัดไฟเสียแต่ต้นลมด้วยการไม่เพิ่มภาระให้ตัวเอง และอีกอย่างก็คือกลัวใจตัวเองด้วย เพราะรู้นิสัยตัวเองว่าทนเท่าที่ทนได้ วันดีคืนดีรู้สึกว่าฉันไม่ทนแล้ว จะภาระหน้าที่ความรับผิดชอบอะไรก็ไม่สนทั้งนั้น ทิ้งได้หมด เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้มีคนเดือดร้อนเพราะนิสัยแบบนี้ก็เลยต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าอย่าสร้างภาระผูกพันไม่ว่าจะเรื่องไหน อยู่แบบตัวเปล่าๆ ชีวิตเปล่าๆนี่แหล่ะ






เริ่มต้นที่รู้จักลักษณะของตัวเองค่ะ แล้วจะมองหาทางเดินที่เหมาะกับตัวเองได้ง่ายขึ้น จะได้สะดุดน้อยหน่อย ลดความเสี่ยงเดินหลงทางหรือเข้ารกเข้าพงไปได้อีกนิดนึง มันอาจจะไกลกว่า อ้อมกว่า ก็...เดินชมนกชมไม้ข้างทางไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึงเอง...เนอะ...^^




 

Create Date : 28 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 1 มกราคม 2552 7:38:20 น.
Counter : 155 Pageviews.  

"ความภักดีของคนไทยเรานั้น ไม่เคยถูกใช้ไปในทางที่ผิด" : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

ดิฉันเคยคัดลอกข้อความเหล่านี้จากในหนังสือมาใส่blogครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2549

ผ่านไปสองปีกว่าๆ จากเหตุการณ์เมื่อวันจันทร์เรื่อยมาจนถึงเช้าวันนี้ ประกอบกับได้เห็นภาพนี้จากในกระทู้หนึ่งที่โต๊ะเฉลิมไทย

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A7248721/A7248721.html




ทำให้ดิฉันนึกถึงข้อความในหนังสือของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ขึ้นมา

ลองอ่านกันดูนะคะ คนที่เคยอ่านแล้วก็อ่านอีกครั้งค่ะ ดิฉันอ่านมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว


-----------------------------------------------------------------------------


ข้อความต่อไปนี้ดิฉันคัดลอกมาจากหนังสือ "พระพุทธศาสนากับคึกฤทธิ์" ตอน การศาสนากับคนญี่ปุ่นหลังสงคราม ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช




เนื้อความบางตอนมีดังนี้...


.....นี่เป็นความอ่อนแอในเรื่องชาตินิยม และความภักดีต่อพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปในญี่ปุ่นทุกวันนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ คือว่ารัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้นได้อาศัยความรู้สึกทางชาตินิยม และความจงรักภักดีที่ประชาชนมีต่อพระจักรพรรดินั้นไปในทางแสวงหาอำนาจในทางทหาร และไปในทางชักจูงให้ประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่สงคราม

ได้ผลคือความหายนะอันยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น และหลังจากความหายนะนั้นแล้ว ประชาชนก็เริ่มจะรู้สึกว่าลัทธิชาตินิยมอย่างรุนแรง ตลอดจนความภักดีต่อพระเจ้าจักรพรรดินั้น เป็นของที่ไม่ได้นำความดีความเจริญมาให้แก่บ้านเมือง หรือแก่ตัวของเขาเองอย่างที่เคยมีผู้อบรมสั่งสอนมา

เมื่อเป็นเช่นนี้ความรู้สึกของเขาเหล่านั้นก็อ่อนลงหมด ถ้าจะให้สรุปแล้วก็เห็นจะสรุปได้ว่าความรักชาติและความภักดีต่อพระมหากษัตริย์นั้น ในเมืองไทยเราเห็นว่าเป็นของดีอยู่และผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนก็มีความรู้สึกค่อนข้างรุนแรงในทางนี้ แต่ว่าเราไม่ได้รับการอบรมมาให้ใช้ความภักดีต่อชาติบ้านเมืองพระมหากษัตริย์นั้นไปในทางรุกรานหรือเบียดเบียนผู้ใด นี่เป็นเรื่องแตกต่างระหว่างไทยกับญี่ปุ่น

ความภักดีของคนไทยเรานั้น ไม่เคยถูกใช้ไปในทางที่ผิด ไม่เคยมีผู้ใดนำไปใช้เพื่อแสวงหาอำนาจผลประโยชน์ให้แก่ตนในทางที่ผิดและด้วยเหตุนี้ความภักดีต่างๆ ในเมืองไทยก็ยังคงมีอยู่ ทั้งๆที่ญี่ปุ่นผู้ซึ่งเคยมีความภักดีรุนแรงนั้น เริ่มจะหย่อนในความภักดีลงไปหรือเริ่มเปลี่ยนแปลงทัศนะของตนเกี่ยวกับความภักดีต่างๆลงไปในสมัยปัจจุบัน

๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๖




อ่านแล้วดิฉันมีความคิด ความรู้สึกบางอย่างในใจ แต่ดิฉันจะไม่บอกคุณหรอก คุณทุกคนก็คงจะมี...และไม่จำเป็นต้องบอกดิฉันเช่นกัน เราอาจจะเหมือนหรือแตกต่าง แต่ยังไงเราก็ยังอยู่ร่วมกันได้ เพราะอย่างหนึ่งที่เราทุกคนมีเหมือนกันก็คือ ความภักดี


-----------------------------------------------------------------------------


ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนเรื่องนี้ไว้เมื่อ 45 ปีที่ ดิฉันดีใจเหลือเกินที่ท่านไม่ได้อยู่เห็นความภักดีที่เปลี่ยนแปลงไปของคนไทยในทุกวันนี้




 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 1 มกราคม 2552 7:37:59 น.
Counter : 220 Pageviews.  

~...นก หรือ กระถางดอกไม้...~

(((ช่วงนี้อากาศดี คุยเรื่องรักๆกันดีกว่า...^^)))

มีหนึ่งเพลงกับหนึ่งประโยคที่ฟังแล้วให้อารมณ์คล้ายๆกัน


เพลงนี้ชื่อ "ฮวาบุน" แปลว่า "flower pot" (แทรก : " 화 : ฮวา" ในเพลงนี้เป็นภาษาเกาหลีแปลว่า ดอกไม้ ออกเสียงเหมือนกับคำว่า "花 : ฮวา" ในภาษาจีนกลางที่แปลว่าดอกไม้เหมือนกัน ส่วนดอกไม้ในภาษาญี่ปุ่น ใช้ตัวเขียนเหมือนภาษาจีน 花 (เขียนได้อีกแบบ はな) ออกเสียงว่า "ฮานา" หรือ "ฮานะ")

เนื้อเพลงแปลได้ดังนี้...


Hwa Boon : Flower Pot


From far, far, far away, you're coming

How am I to express these quaking feelings?

You stole my heart from the very start,

You gave me an illness without cure.


I want to become a flower pot, I constantly pray that...


I will be the small flower pot on your little window sill.

Even if I won't be able to say a word, or expect anything.

From time to time, I'll receive your smile and caresses

And would endlessly look upon your sleeping face.


Far far far away you're leaving.

How do I soothe these falling tears?

You had my heart from the very start,

and caused me an illness without cure.


I desire to become a flower pot, I always pray that


I will be the small flower pot on your little window sill.

Even if I won't be able to say a word, or expect anything.

From time to time, I'll receive your smile and caresses

And would endlessly look upon your sleeping face.



ส่วนอีกหนึ่งประโยคคือ...

"To the world you may be one person,
but to one person you may be the world."


เพลง "กระถางดอกไม้" นั่นเสียงของ Alex Chuนักร้องคนที่ดิฉันชอบแมวของเค้า ส่วนประโยคข้างบนนี้เจอที่หนึ่งในหลายblogที่ดิฉันชอบเข้าไปหาเพลงฟังประจำ (เจ้าของblogน่ารักมาก @^-^@) มันก็ฟังดูยิ่งใหญ่ปนหวานๆเลี่ยนๆ...และอันตรายดี ที่ว่าอันตรายเพราะการที่อยู่ๆจะไปยกให้ใครคนนึงเป็นคนกุมชะตา ทุกข์ สุขของเราขึ้นอยู่กับคนคนเดียวนี่มันมากเกินไปนะ และก็อันตรายพอๆกับการที่ใครมายกให้คุณเป็นthe worldของเค้าด้วย

มันต้องมีการกระจายความเสี่ยงกันหน่อย รักได้ แต่อย่ามากจนไม่เหลือความรักให้ตัวเอง

จะเป็นกระถางดอกไม้เล็กๆที่หน้าต่างบ้านเค้าไปทำไม ได้แต่อยู่นิ่งๆ พูดไม่ได้ แสดงออกไม่ได้ ได้แต่รอวันไหนเค้าอารมณ์ดีก็มาชื่นชม ยิ้มให้ วันไหนฟ้าฝนลมแรงหรือเกิดซุ่มซ่ามปัดกระถางตกแตกล่ะซวยเลย

ถ้าจะไปตกหลุมรักหรือแอบรักใครเข้าก็ทำตัวเป็นนกเถอะ ตื่นเช้าก็บินไปทำมาหากินหาเลี้ยงตัว ว่างๆหรือคิดถึงเหลือเกินก็บินโฉบมาเกาะหน้าต่าง พูดบอกความในใจเสียงหวานๆน่ารักๆให้เค้าได้ยินว่า...

"จิ๊บ...จิ๊บจิ๊บ จิ๊บ จิ๊บ..." อ่า...ก็เป็นนกอ่ะ ใครจะไปรู้ล่ะว่าเราพูดอะไร...^^

แล้วก็บินไปทำหน้าที่ ใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป ตอนเย็นๆหมดภาระหน้าที่หรือก่อนเข้านอนก็โฉบไปดูหน้า บอกราตรีสวัสดิ์เสียงหวานๆอีกรอบ...

"จิ๊บจิ๊บ...จิ๊บ จิ๊บ..." จะเกาะหน้าต่างมองดูเค้าหลับซักพักก็ได้ แต่อย่าอยู่ดึกล่ะ เดี๋ยวตื่นไปทำงานไม่ทัน...^^

วันไหนทำตัวงี่เง่า ไม่สนใจหรือพาแฟนหน้าตาจิ้มลิ้มเข้ามาในบ้าน ก็ไปเกาะหน้าต่างตะโกนด่า...

"จิ๊บ...จิ๊บจิ๊บ จิ๊บ จิ๊บ...จิ๊บจิ๊บ...จิ๊บ จิ๊บ..จิ๊บ จิ๊บ........" ฮ่า ฮ่า...สะใจ งงอ่ะดิ ว่านกตัวนี้มาแผดเสียงที่หน้าต่างทำไม

เสร็จแล้วก็บินลั้ลลาไปเกาะหน้าต่างบ้านอื่นหรือไม่ก็กลับบ้านนอน...ตื่นเช้ามาทำมาหากินกันต่อไป...^^



บอกว่าอากาศดี จะคุยเรื่องรัก ก็ยืนยันว่านี่แหล่ะเรื่องรัก แต่เป็นเรื่องรักที่มองจากสายตาผู้หญิงแก่ๆ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบตัวเองและคนรอบข้าง เรื่องรักของคนที่มีแนวทางในการใช้ชีวิตว่า "ไม่เพิ่มภาระให้ตัวเอง , ไม่เป็นภาระคนอื่น และ แบ่งปัน" ...เรื่องรักของคนที่รักตัวเองมากจนไม่ยอมไปเป็นกระถางดอกไม้ที่บ้านใคร

ว่าแล้วก็ขอตัวบินโฉบไปเกาะหน้าต่างทักทายและบอกลาบ้านโน้น (บ้านนี้ และ บ้านนั้น และ บ้านนู้น และ บ้าน...ฯ) ก่อนนะคะ




ถ้าหลายวันไม่กลับมาก็ให้เดาว่าโดนหนังสติกยิงตายไปแล้ว...(>_<)... ด้วยความรำคาญของเจ้าของบ้าน


-----------------------------------------------------------


...นอกเรื่องแต่อยากเล่า...

เขียนเรื่องนี้เสร็จตั้งแต่วันพุธ วันพฤหัสก็มานั่งวาดรูปประกอบทิ้งไว้แต่ยังไม่ได้ลงสี หันไปเปลี่ยนหลอดไฟซะก่อน แล้วไหนๆก็ยกกล่องเครื่องมือออกมาแล้ว เลยซ่อมประตูเหล็กที่มันตกร่องเปิด-ปิดไม่ค่อยสะดวกไปด้วยเลย พอซ่อมเสร็จก็เมื่อยๆแขนแล้วมือก็สั่นด้วย คงเพราะยกแขนสูงๆอยู่นาน เลยมาลงสีรูปต่อวันนี้

เมื่อวานตอนที่กำลังซ่อมประตูเพื่อนมาเจอพอดี เพื่อนบอกว่า...

"หยุดเลยแก อย่าทำเอง"

"ทำไมอ่ะ ฉันทำได้"

"งานแบบนี้ผู้หญิงเค้าไม่ทำเองหรอก มันต้องไปทำเสียงหงิงๆให้คนอื่นช่วยเว้ย จะได้ดูบอบบางน่าทนุถนอม"

"...อ่า...>_<...ตลก!"

แล้วก็คุยกันไป ซ่อมประตูไปจนเสร็จ เพื่อนก็ทำเสียงหงิงๆว่า...

"ต่อสายอากาศทีวีให้อันนึงซิ ฉันจะเอาทีวีไปไว้ในครัว"

"หือ...ไม่ได้หรอก"

"ทำไม?"

"...(@^_^@)... ก็ เ ค้ า เ ป็ น ส า ว บ อ บ บ า ง ~ ~~ ~~~ "




 

Create Date : 21 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 1 มกราคม 2552 7:38:41 น.
Counter : 245 Pageviews.  

~...หนูจะเป็นอะไรดีนะ?...~

วันนี้เปิดเข้าไปดูblogเก่าๆแล้วเจอน้องคนนึงมาเขียนข้อความใส่ไว้ในกล่องcomment...


:: 13 ::

ตอนนี้หนูยังไม่รู้เลยคะว่าอยากเป็นอะไร แต่บอกกับแม่ไว้ว่าจะเป็นหมอให้ได้ แต่พอลองมองดูตัวเองดีๆแล้ว ...เราจะทำได้จริงๆเหรอ...ตอนนี้เลยค้นหาในเน็ตว่า การเป็นหมอมันเป็นยังไงต้องทำยังไง ไม่มีใครให้คำตอบได้เลย หนูอยากให้อนาคตของหนูเป็นไปด้วยดี หนูคิดว่าการตั้งใจเรียนเพื่อให้ได้เป็นหมอชีวิตข้างหน้าก็จะดี ก็เลยตั้งใจเรียนมาจนถึงทุกวันนี้ แต่มีบางวันที่รู้สึกท้อแท้ เหนื่อยมากจริงๆไม่มีใครให้คำตอบหนูได้บ้างเลยเหรอว่าเป็นหมอยากหรือง่ายกันแน่ แล้วมันดีมั้ย แต่หนูก็ไม่รู้ว่าหนูชอบอะไร เมื่อไหร่เราจะรู้คะ


โดย: มัดหมี่ IP: 80.164.107.235 วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:1:52:22 น.



ดิฉันเขียนตอบไปว่า...


:: 14 ::

^
^
พี่ว่าการเป็นหมอมันต้องเริ่มมาจากการมีจิตใจที่อยากช่วยเหลือคนอื่น มาจากความเมตตานะ ไม่ใช่เพราะเราเรียนดี เรียนเก่งเลยต้องเป็นหมอ

น้องโอกาสดีมากเลยนะคะที่เรียนดี เพราะน้องสามารถเลือกที่จะเป็นอะไรก็ได้ เอางี๊...พี่เล่าเรื่องนึงให้ฟังดีกว่า...

มีการประกวดนางงามปีนึง เค้าให้นางงามแต่ละคนเลือกว่า ระหว่างหมอ ครู และนักธุระกิจ เธอจะเป็นอะไร นางงามทุกคนตอบว่าเป็นครู มีเพียงคนเดียวที่ตอบว่าอยากเป็นหมอ(บังเอิญเธอเป็นพยาบาลอยู่)

พี่นั่งดูแล้วคิดว่า ถ้าเป็นพี่ คงตอบว่าอยากเป็นนักธุระกิจที่ประสบความสำเร็จ เพราะครูหนึ่งคนสอนเด็กในหนึ่งโรงเรียนได้ หมอหนึ่งคนรักษาคนป่วยในหนึ่งโรงพยาบาลได้ แต่นักธุระกิจที่ประสบความสำเร็จหนึ่งคน สามารถสร้างโรงเรียนเพื่อสอนหนังสือเด็กๆหรือสร้างโรงพยาบาลเพื่อรักษาคนป่วยได้หลายโรง

มันหมายถึงว่าลองถอยออกมามองกว้างๆ ไม่ว่าจะอาชีพไหนก็เลี้ยงตัวได้และมีโอกาสทำเพื่อคนอื่นๆได้เหมือนกันค่ะ

อย่างที่พี่บอกน้องไปแล้วว่าน้องโอกาสดีมากที่เรียนดี พี่ว่าน้องเลือกสิ่งที่น้องอยากเป็นจริงๆเถอะค่ะ ถ้าน้องไม่ได้อยากเป็นหมอ น้องก็เป็นอย่างอื่นที่มีความสุขแล้วช่วยเหลือคนอื่นๆทางอ้อมโดยไม่ต้องไปลงมือรักษาเค้าด้วยตัวเองก็ได้

การงานมันทำเพื่อเลี้ยงชีวิตค่ะ การทำความดีคือการหล่อเลี้ยงจิตใจ

ใช้ชีวิตให้มีความสุขนะคะ...


โดย: Q.NUH วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:11:15:19 น.



บรรทัดสุดท้ายน้องถามว่า...หนูก็ไม่รู้ว่าหนูชอบอะไร เมื่อไหร่เราจะรู้คะ?...

ตอบ : พี่ก็ไม่รู้ค่ะ บางคนตลอดชีวิตก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร บางคนก็คิดว่าที่เป็นมาตลอดชีวิตนั้นคือสิ่งที่เราชอบ แต่เช้าวันนึงตื่นขึ้นมาเราก็อาจจะรู้สึกว่า เราไม่อยากเป็นอย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว

ถ้ามันยังไม่ถึงเวลาที่จะรู้ตัวว่าชอบอะไร น้องก็ทำในสิ่งที่น้องทำได้ดีที่สุดไปก่อน เป็นคนดีไปเรื่อยๆมันก็ไม่เสียเวลาหรอกค่ะ

...(@^_^@)...


ดิฉันคงโชคดีกว่า"น้องมัดหมี่"อยู่อย่างที่รู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่เป็นความโชคร้ายของแม่ เพราะสิ่งที่ดิฉันอยากเป็นดันไม่ตรงกับสิ่งที่แม่อยากให้เป็นซะนี่!

ด้วยความอกตัญญู ย้ำ! ด้วยความอกตัญญูจริงๆ (ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำบุตรหลานในการอ่านเลยนะคะ)ในตอนนั้นดิฉันให้เหตุผลที่ไม่ยอมตามใจแม่ไปว่า...

...ถ้าตามใจแม่ตอนนี้ แม่ก็จะมีความสุขไปอีกซักยี่สิบหรือสามสิบปี แต่พอแม่ตายแล้ว หนูจะกลับไปเริ่มต้นทำสิ่งที่อยากทำตอนนั้นก็ไม่ทันแล้ว แม่มีความสุขที่หนูได้อย่างใจสามสิบปี แต่หนูต้องเป็นอย่างที่ไม่อยากเป็นไปจนตาย...

อืม...ตายไปตกนรกแน่เลยกรู...(-- --")

มาถึงตอนนี้ดิฉันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่อยากเป็นนักหนา แต่ก็ไม่เสียใจที่ยืนยันจะขัดใจแม่ในตอนนั้น เพราะความหวังของแม่จริงๆแล้ว มันอยู่ที่ลูกมีอนาคตที่ดี มีชีวิตที่ดี เลี้ยงตัวได้ ดิฉันว่ามันไม่ได้อยู่ที่อาชีพที่ลูกเลือกหรอก สิ่งที่แม่อยากให้เป็นมันคงเป็นสิ่งที่แม่เค้าคิดว่ามันจะดีและมั่นคงที่สุดสำหรับลูก เพราะฉะนั้นการใช้เวลาไม่กี่ปีพิสูจน์ให้แม่เห็นว่า "เราทำได้" แม่ก็คงสบายใจแล้วล่ะว่า "ลูกเราไปรอดแน่..." (@^_^@)


จะเป็นอะไรก็ดีทั้งนั้น ถ้าพื้นฐานมาจากความคิดดี การกระทำออกมาดี ผลมันก็น่าจะดี...จริงมั้ย?




ดิฉันชอบอาราเล่...^^ ฮ่า ฮ่า ไม่มีอะไร อยากบอกเฉยๆ




 

Create Date : 28 ตุลาคม 2551    
Last Update : 1 มกราคม 2552 7:39:06 น.
Counter : 199 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

Q.NUH
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




.
.
. .
Friends' blogs
[Add Q.NUH's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.