All Blog
ผลงานเรื่องนี้ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
สวัสดีค่ะ



หายไปนานสำหรับนิยายเรื่องนี้



ตอนนี้ปารินได้จัดทำนิยายเรื่อง 'นพรัตน์กับเฟื่องฟ้า' นี้ในรูปแบบของ E Book


Photobucket

ซึ่งทุกท่านสามารถหาอ่านได้ที่





นอกจากนิยายเรื่องแรกที่เขียนขึ้นแล้ว ยังมี E Book อีกเล่มที่ปารินทำให้อ่านภายใต้ชื่อ 'Parin's Stories'



Parin's Stories issue 1

ซึ่งจะลงนิยายของปารินเป็นตอนๆไว้ให้ทุกท่านได้อ่านกัน (พยายามจะออกเป็นรายปักษ์นะคะ Smiley)



แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะปารินเองก็ยังคงจะลงนิยายที่บล็อกแก๊งค์และที่เว็บสิรินดาให้ผู้อ่านทุกท่านได้อ่านกันเช่นเดิม 


E book พวกนี้ปารินต้องการฝึกวิทยายุทธ์สำหรับงาน freelance ไว้ เพื่อเตรียมตัวเป็นนักอยากเขียนที่จะตกงาน (กับงานประจำที่ทำอยู่) ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเท่านั้น


หวังว่านักอ่านที่น่ารักทุกท่านจะเป็นให้กำลังใจให้กันเช่นเดิมค่ะ












Free TextEditor



Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2555 10:54:05 น.
Counter : 380 Pageviews.

2 comment
ลองดูครั้งแรก...กับนิยายที่แต่งเป็นเรื่องแรกของชีวิตตตตต (๑๐)

“…เฟื่อง… คุณเฟื่อง…คุณเฟื่องครับ” หญิงสาวได้ยินเสียงใครบางคนเรียกเธออยู่…ฟังดูน้ำเสียงร้อนรนชอบก


ใครล่ะใครเรียก


เฟื่องฟ้าพยายามเปิดเปลือกตาขึ้น แล้วใบหน้าของชายหนุ่มก็ปรากฏขึ้นมา แต่ภาพที่เธอเห็นนั้นเบลอและพร่ามัว หญิงสาวหยีลูกตา ภาพของนพรัตน์จึงค่อยๆชัดเจนขึ้นมาในที่สุด


“เป็นยังไงบ้างครับชายหนุ่มถามอย่างห่วงใย คนเป็นลมไปเอ่ยเสียงเบา


“ไม่เป็นไรค่ะ” หญิงสาวตอบ…เสียงแหบพร่า ความจริงแล้วเธอยังรู้สึกว่าหัวหมุนติ้วๆอยู่เลย


“แล้ว...เด็กคนนั้นล่ะคะ แกอยู่ไหนเฟื่องฟ้าถามเขา มองหา เป็นห่วงขึ้นมาทันทีที่นึกถึงเด็กชายจิ๋ว ชายหนุ่มยิ้มบางๆ


“นับว่าโชคดีมากเลยครับ พ่อเขาผ่านมาตามพอดี ตอนนี้พาไปสถานีอนามัยแล้วล่ะ”


“แกเป็นไงบ้างคะ


“ผมไม่รู้”


“อ้าว คนเป็นห่วงเด็กร้อง “แล้วทำไมคุณถึงไม่ไปสถานีอนามัยกับแกล่ะ


“ก็คุณเป็นลม ผมตกใจเลยรู้มั้ย อยู่ดีๆก็ได้ยินเสียงคุณล้ม พอหันไป เห็นคุณนอนหมดสติ ทำอะไรแทบไม่ถูก ว่าแต่ตอนนี้คุณเป็นไงบ้าง


“ฉันไม่เป็นไรแล้วล่ะค่ะ ดีขึ้นแล้ว” เฟื่องฟ้าบอก แล้วพยายามทรงตัวลุกขึ้น แต่ก็ถูกฝ่ามือแข็งแรงของเขากดเอาไว้ให้นอนอยู่อย่างเดิม


“นอนอีกหน่อยเถอะ ท่าทางคุณยังดูไม่ดีขึ้นเลย” นพรัตน์ออกคำสั่ง เฟื่องฟ้ายอมทำตามที่เขาบอก แต่ว่า…พอพูดถึงนอน หญิงสาวก็ฉุกคิดขึ้นมาทันใด และแล้วก็เพิ่งจะรู้สึกเดี๋ยวนี้เองว่าตัวเธอกึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่ที่ไหน


ก็บนตักเขาไง! เฟื่องฟ้าตกใจ นี่เธอกำลังซบอยู่ในอ้อมกอดของเขา!


วินาทีนั้นเองเฟื่องฟ้าไม่ฟังคำสั่งของนพรัตน์อีกแล้ว เธอรีบลุกออกจากอ้อมกอดของเขาทันที


หญิงสาวรู้สึกว่าหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ ไม่กล้ามองหน้าหรือสบสายตาเขาเพราะไม่รู้ว่าตัวเองอยู่อย่างนั้นมานานแค่ไหนแล้ว


“ฉันหายแล้ว..” เฟื่องฟ้าบอกอุบอิบ


นพรัตน์เข้าใจและยอมปล่อยเธอไป แต่เขาก็รู้สึกเสียดายอยู่อย่างบอกไม่ถูก พอลุกขึ้นนั่งได้ เฟื่องฟ้ารู้สึกทันทีว่าเสื้อผ้าที่ใส่อยู่หลวมโพรกเพรกไป และแน่นอน หมายรวมถึงเสื้อชั้นในด้วย! หญิงสาวร้อนวูบวาบราวกับมีเปลวไฟลามเลียผิวกายทั่วทุกขุมขน ดวงหน้าแดงซ่านเข้าไปใหญ่เมื่อนึกถึงว่า ‘ใคร’ เป็นคนปลดตะขอเสื้อชั้นในของเธอ…


ชายหนุ่มเห็นดวงหน้าอันซีดเซียวเมื่อครู่เปลี่ยนสีเป็นแดงก่ำยังกับลูกตำลึงสุกก็เข้าใจ รีบบอกหญิงสาวทันที


“ผมขอโทษ แต่ว่ามันจำเป็น คุณจะได้หายใจได้สะดวก ไม่อึดอัด” เขาบอกตามความเป็นจริง


เฟื่องฟ้าเบือนหน้าหลบสายตาเขา นพรัตน์ใจไม่ดีเลย เขากลัวเหลือเกินว่าคุณเฟื่องจะโกรธเข้าให้อีก แต่คราวนี้หญิงสาวไม่ได้โกรธ เธอเข้าใจ นั่นเป็นวิธีการปฐมพยาบาลคนเป็นลม ถ้าจะโกรธก็ต้องโกรธตัวเองที่ดันไม่ใจแข็งพอแล้วก็...เป็นลมล้มตึงไป แต่ที่ไม่มองหน้าเขาเพราะเธอยังเขินอยู่อย่างบอกไม่ถูก


...ก็...หัวใจมันหวั่นไหวยังไงพิกล…


“ทำไมคุณถึงไม่พาฉันไปสถานีอนามัยพร้อมจิ๋วล่ะเฟื่องฟ้าถาม ไม่มองหน้าเขาสักนิด


“มันไกล ทางไปก็ไม่ดีด้วย เป็นหลุมเป็นบ่อ ผมเลยคิดว่าให้คุณอยู่รับอากาศในที่โล่งๆแบบนี้คุณจะฟื้นเร็วกว่า”


“เอ่อ...ขอบคุณมากนะ” หญิงสาวกล่าว ในที่สุดเธอก็ล้มเลิกความคิดที่ว่า จะไม่มีวันกล่าวขอบคุณเขาเด็ดขาด นั้นลงไปเสีย เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้น อาจทำให้เธอแย่ถ้าไม่ได้ความช่วยเหลือจากเขา


“ไม่เป็นไรครับ…เออ…ที่จริงผมมีเรื่องต้องขอโทษคุณอีกเรื่องด้วย”


“คะ? อะไรหรือเฟื่องฟ้าถามงงๆ


“ก็…ผมทำเสื้อคุณเลอะ” เขาบอก
หญิงสาวก้มลงมองเสื้อตัวเอง เพิ่งเห็นเหมือนกันว่าเสื้อเลอะเลือดเป็นปื้นๆตรงบริเวณแขน


“มันเปื้อนตอนผมพาคุณมาตรงนี้ ขอโทษด้วย ตอนนั้นมันฉุกละหุก ไม่รู้จะไปล้างที่ไหนเหมือนกัน”


เฟื่องฟ้าพยักหน้าหงึกหงัก ดูจากรอยที่เปื้อน เธอก็รู้แล้วว่าเขาพาร่างที่หมดสติของเธอมาตรงนี้ด้วยวิธีใด หญิงสาวเขินอีกแล้ว คงต้องแก้เขินด้วยคำถามอะไรสักอย่าง


“แล้วพ่อของจิ๋วพาแกไปสถานีอนามัยยังไงล่ะคะ


“ผมให้เขายืมรถไป”


“อ๋อ” เฟื่องฟ้ารับรู้ ”แล้ว...เราจะกลับกันยังไงล่ะคะ


“ก็ต้องรอจนกว่าเขาจะเอามาคืน”


“หรือคะแต่นี่มันก็จะเย็นแล้ว” พึมพำเบาๆ แต่เขาก็ได้ยิน


“คุณกลัวหรือเปล่าเขาถาม


“ฉันไม่ใช่พวกขวัญอ่อน”


คนถูกย้อนอมยิ้ม กะแล้วเชียวว่าจะต้องได้รับคำตอบแบบนี้จากปากคุณเฟื่อง จะว่าไปไอ้ท่าทางฟอร์มจัดอย่างนี้ก็นับเป็นสเน่ห์อีกอย่างของเจ้าหล่อนเหมือนกัน


“อืม! ผมเข้าใจ แต่ให้ผมพูดเผื่อไว้ก็แล้วกันนะ ถ้าหากว่าคุณเกิดรู้สึกกลัวขึ้นมาเมื่อไหร่ ขอให้คุณไม่ต้องกลัว เพราะตั้งแต่ตอนนี้ไป ผมจะอยู่เป็นเพื่อนคุณเสมอ ไม่ไปไหน ผมจะอยู่เป็นเพื่อนคุณ จนกว่า…”


“กว่า?...” เฟื่องฟ้าเผลอเคลิ้มตามเมื่อตั้งใจฟังเขาอยู่ แต่แล้วเมื่อรู้สึกว่า ประกายในดวงตาของชายหนุ่มตรงหน้า กำลังจะ ‘สื่อ’ อะไรบางอย่าง คนฟังก็หลบตาวูบ คนต้องการสื่อความนัยเลยถอนใจอยู่ครามครัน


“จนกว่าเขาจะเอารถกลับมาคืน” ชายหนุ่มบอก


เฟื่องฟ้ายกมือขึ้นคลำหลังศีรษะเบาๆ รู้สึกปวดๆ


“คุณเจ็บใช่มั้ยชายหนุ่มถาม ”เมื่อกี้ผมดูแล้ว หัวคุณโนด้วย อาจเป็นตอนที่หัวคุณกระแทกมั้งนพรัตน์ว่า หญิงสาวทำหน้าเหยเกเมื่อใช้ปลายนิ้วชี้กดลงไปตรงที่คลำๆแล้วพบว่ามันนูนๆขึ้นมา


“คุณทำอะไรน่ะ อย่าไปกดมันสิ เดี๋ยวก็ยิ่งระบมใหญ่” ชายหนุ่มเอ็ด เฟื่องฟ้านิ่วหน้า นพรัตน์ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเจ้าหล่อนเจ็บหรือขุ่นเคืองใจที่ถูกเขาเอ็ดกันแน่


“ความจริง ถ้าคุณรู้ตัวว่ากลัวเลือดคุณก็ไม่น่าตามผมออกมานะ”


“ก็ฉันรู้ซะที่ไหนเล่า เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเป็น ครั้งนี้ครั้งแรก” คนพูดบอก มือก็ยังคงลูบๆคลำๆศีรษะอย่างเดิม


“อือ แต่ผมก็เห็นใจน่ะนะ ผมเองยังแทบเข่าอ่อนเหมือนกัน”
เฟื่องฟ้าฟัง นึกถึงภาพบาดแผลของเด็กชายจิ๋ว เลือดไหลออกมาเต็มไปหมด ปากแผลปริออกจากกันเห็นเข้าไปถึงชั้นเนื้อ หนักกว่านั้น หญิงสาวคิดว่าตัวเองเห็นเข้าไปถึงชั้นของกระดูกเลยด้วยซ้ำ! มันทำให้นึกไปถึงตอนที่เรียนวิชาชีววิทยาสมัยที่อยู่ชั้นมอปลาย ที่เรียนเกี่ยวกับพวกระบบผิวหนังหรือโครงกระดูกอะไรพวกนั้น…


แอะ! คนคิดรู้สึกกระอักกระอ่วนทันทีทันใด ยกมือขึ้นอุดปาก


“เป็นไรไปอีกหรือเปล่าคุณนพรัตน์ถามทันที


“นึกภาพ…แล้ว…ฉัน…จะอ้วก” เฟื่องฟ้าตอบออกมายากเย็น มือยังคงยกปิดปากอยู่


“เอ้า! ก็อย่าไปนึกสิครับ”


“คุณ…ก็อย่า...พูดถึง...สิ


“กลายเป็นผมผิดไป


หญิงสาวพยายามจะค้อนเขาทั้งๆที่ตัวเองก็รู้สึกพะอืดพะอมจะแย่อยู่แล้ว นพรัตน์อดขำไม่ได้


“ก็ได้…ก็ได้ ผมขอโทษ ต่อไปไม่พูดแล้ว”
เฟื่องฟ้าพยักหน้า มือยังคงอุดปากแน่น


”จะให้ผมลูบหลังให้มั้ยเสนอตัวด้วยความหวังดี แต่คนรักศักดิ์ศรีก็...


“ไม่…เดี๋ยว...ก็หาย”


เฟื่องฟ้าใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะหยุดคิดถึงภาพบาดแผลเหวอะหวะน่าเสียวไส้นั่น แต่...แต่เธอทำไม่ได้ อาหารมื้อกลางวันที่ทานเข้าไปผันผวนจะตีกลับออกมาเสียให้ได้ คนทนไม่ไหวเลยลุกพรึบ วิ่งปรื๋อออกไปให้ห่างจากชายหนุ่ม แล้วตั้งต้นปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันอยากจะออกออกมาจนหมด…หมดไส้หมดพุงเลยทีเดียว แล้วก็โซซัดโซเซสะโหลสะเหลกลับมา


นพรัตน์รี่เข้าไปช่วยพยุงร่างบางๆ หญิงสาวไม่ได้ขัดขืนแม้แต่น้อย นั่นเพราะหมดแรง ไอ้ภาระกิจที่เพิ่งทำมาให้ความรู้สึกเหมือนไปวิ่งรอบสนามฟุตบอลมายี่สิบรอบ!


ชายหนุ่มพยุงเฟื่องฟ้ากลับมานั่งที่เดิม เขาไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร ท่าทางที่เหนื่อยอ่อนของคุณเฟื่องทำให้เขาไม่อยากจะรบกวน เฟื่องฟ้านั่งพิงโคนไม้อย่างหมดแรง ค่อยหลับตาลงเพราะหวังว่าถ้าหลับตาแล้วอาจรู้สึกดีขึ้นบ้างก็ได้


ชายหนุ่มนั่งอยู่นิ่งๆ เขาไม่ขยับตัวเลย กลัวจะเป็นการรบกวนคนข้างๆ คิดแล้วนพรัตน์ก็นึกขำ นั่งก็ห่างกันตั้งหลายคืบ ดันไม่กล้าขยับตัวกลัวเขาจะรำคาญ


เออ…ท่าจะบ้าแล้วล่ะวะ!
นพรัตน์หัวเราะกับความคิดของตนเอง จู่ๆหัวใจชายหนุ่มก็กระโดดตูมตามขึ้นมาเมื่ออยู่ดีๆคุณเฟื่องฟ้าเธอก็เอียงตัวมาซบไหล่เขาไม่มีปี่มีขลุ่ย! คนถูกซบนั่งตัวแข็งก่อนที่เสียงหายใจที่ดังอย่างสม่ำเสมอจะทำให้เขารู้ว่าเธอกำลังหลับ...หลับสนิท… หมอนอิงมีชีวิตยิ้มบางๆ


“แม่จ๋า...” เสียงพึมพำแผ่วเบาพร้อมรอยยิ้มแผ่วจางที่ก่อตัวบางๆบนดวงหน้าซีดเซียวทำให้ ‘หมอน’ ยิ้มกว้างกว่าเก่า


ฝันอะไรอยู่นะ...คุณเฟื่อง?...
นพรัตน์เอียงคอมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนที่หลับซบไหล่เขาอย่างหลงใหล เขาล้วงมือลงไปหยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อ ชายหนุ่มมอง ‘สิ่ง’ ที่หยิบขึ้นมาด้วยสายตาเปี่ยมรักก่อนบรรจงประทับริมฝีปากลงไปอย่างแผ่วเบา…


หญิงสาวกำลังหลับสบาย…แต่ก็รู้สึกได้ถึงสัมผัสแผ่วๆแถวใบหู ก่อนสัมผัสนั้นจะละเลื่อนไป แล้วกลายเป็นการไล้ปอยผมที่ตกลงมาปรกใบหน้าของเธออย่างอ่อนโยนแทน…


“คุณเฟื่องครับ…” หญิงสาวรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเพราะนพรัตน์เขย่าตัวเบาๆ “ตื่นเถอะครับ เขาเอารถมาคืนแล้ว เรากลับบ้านกันเถอะ”
คนเพิ่งตื่นขึ้นมาพยักหน้าอย่างงงๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน แต่พื้นมันลื่น พอลุกปับ ไม่ทันระวังตัวก็เซแซ่ดๆจะล้มไป นพรัตน์คว้าข้อมือเธอไว้ได้ก่อนที่จะล้ม


“ระวังหน่อยครับ” ชายหนุ่มพูด ไม่อยากจะคิดหรอก ว่าเขาฉวยโอกาสใช้มือสองข้างประคองเธอ


“ปล่อย...ได้แล้วล่ะค่ะ” เฟื่องฟ้าบอกเขินๆ


“คุณแน่ใจนะว่าเดินไหว” เขาถามไปงั้นๆ เหตุผลหลักคือยังไม่อยากจะทำอย่างที่หญิงสาวบอก


“แน่ใจค่ะ” คนมั่นใจบอก แต่นพรัตน์ยังไม่ยอมปล่อย ไม่วายคิดหาทางต่อไป


“อืม...เมื่อกี้ที่เซ อาจเป็นเพราะขาคุณเป็นเหน็บก็ได้ ให้ผมพยุงไปดีกว่า”


“ไม่ใช่ค่ะ เมื่อกี้ฉันลื่น”


“นั่นไง! พื้นมันลื่น ฉะนั้นให้ผมพยุงไปนั่นแหละดีแล้ว” คล้ายๆจะ ‘มีน้ำใจ’ แต่ทะแม่งๆยังไงไม่รู้


“ไม่ต้องค่ะ ฉันเดินเองได้” เฟื่องฟ้าพูด เน้นเสียงเต็มที่ ทำเอานพรัตน์เห็นแวว สุ้มเสียงอย่างนี้แสดงว่าคุณเธอเริ่มไม่พอใจชัวร์ คงต้องจำใจปล่อยเจ้าหล่อนไปแล้วล่ะ


ชายหนุ่มคลายมือออก เฟื่องฟ้าเดินขึ้นหน้า ตรงแหน่วขึ้นไปนั่งบนรถทันที พระอาทิตย์เริ่มยอแสงลง เสียงนกการ้องดังทั่วท้องทุ่ง หญิงสาวแหงนหน้าดูท้องฟ้าเห็นพวกมันบินกันมาเป็นฝูงใหญ่ ไม่ต้องสงสัย มันคงบินกลับรังเป็นแน่… ท้องฟ้าจวนจะมืดเต็มทน ปานนี้ป้าแดงคงเป็นห่วงเธอแย่ ก็ออกมาตั้งแต่ช่วงสายๆ จะมืดจะค่ำจนป่านนี้แล้วยังไม่ถึงบ้านอีก


“เร็วๆหน่อยสิคุณนพ” เฟื่องฟ้าตะโกน ตั้งใจจะเร่งคนที่กำลังเดินเอ้อระเหยอยู่ แต่ภาพของเขาที่เห็นทำให้เผลอตกอยู่ในภวังค์…ชายหนุ่มกำลังก้าวช้าๆอยู่ใต้แสงอาทิตย์สีส้มเข้มของยามอัสดง… ทั้งดวงหน้าและแววตาของเขาดูอบอุ่น ชั่วนาทีนั้นเฟื่องฟ้ารู้สึกว่า เขาช่างน่าพึ่งพิง สง่างาม และ...มีสเน่ห์จริงๆ...


เฮ้ย! คิดอะไรเนี่ย!


เฟื่องฟ้าสั่นหัวอย่างรุนแรงเพื่อไล่ความคิดบ้าๆที่เกิดขึ้น


“สั่นหัวทำไมครับคุณเฟื่องนพรัตน์ที่เพิ่งมาถึง ก้มหน้าลงมาถามอย่างอยากรู้ คนถูกถามหันไปมองเขา ใจเต้นแรงขึ้นมาทันทีเพราะดวงหน้าคมเข้มที่โน้มลงมาจนเกือบจะชิด


“ปละ...เปล่า มัน...มึนๆอยู่” คนคิดติดอ่างกะทันหัน


“อ้อ! หรือครับ แต่ว่าอย่าสั่นหัวแรงๆอีกนะครับ มันไม่ดี” เขาบอก


“ทำไมคะ


“เพราะ...ถึงคุณสั่นหัวไปมันก็ไม่หายมึน” เขาว่า ฟังดูแล้วไม่ได้มีเหตุผลสักเท่าไหร่


“เรารีบกลับเถอะ ป่านนี้ป้าแดงเป็นห่วงฉันแย่แล้ว”


“โอเคครับ” ชายหนุ่มรับคำ


ช่วงเวลาของพระอาทิตย์กำลังจะหมดแล้ว…แม้วันนี้จะมีเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นมากมาย แม้ชายหนุ่มจะรู้สึกเหนื่อย แม้เขาจะสงสารจิ๋วที่โชคร้ายต้องได้รับบาดเจ็บ แต่ในเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นก็ยังมีเรื่องดีแอบซ่อนอยู่ในนั้น นั่นคือ...อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าความรู้สึกที่คุณเฟื่องเคยมีให้ มันพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนแล้วนั่นเอง


ป้าแดงกับย่าแต๋วดูตกอกตกใจมากที่ได้เห็นหลานสาวกลับมาในสภาพที่เสื้อผ้าเปื้อนเลือดหลายจุด


“ตายๆ ไปทำอะไรมาแม่เฟื่อง! ทำไมถึงเลือดออกมาอย่างนั้นย่าถามด้วยน้ำเสียงตระหนก เฟื่องฟ้ารีบบอก


“ไม่ใช่เลือดหนูหรอกค่ะ”


“แล้วเลือดใคร ใครเป็นอะไรหึป้าแดงถามบ้าง


“จิ๋วน่ะครับ แกโดนมีดบาด” นพรัตน์บอก ”คุณเฟื่องเข้าไปช่วยทำแผล เสื้อผ้าเลยเปื้อนเลือดของแกน่ะครับ”
เฟื่องฟ้าหันไปสบตานพรัตน์ เขายิ้มให้ หญิงสาวนึกขอบคุณอยู่ในใจที่เขาไม่ได้บอกว่าเรื่องจริงเป็นเช่นไร เธอคงรู้สึกอายพิลึกแน่ถ้าป้ากับย่ารู้ว่าเธอเป็นลมล้มพับเพราะเห็นเลือด


“แล้วเจ้าจิ๋วมันเป็นยังไงบ้างล่ะย่าแต๋วถาม


“พ่อแกพาไปสถานีอนามัยไปเย็บแผล เห็นว่าเย็บไปห้าสิบกว่าเข็มได้” คราวนี้ชายหนุ่มบอกความจริงให้หญิงสูงวัยฟัง


“ตายแล้ว! ห้าสิบกว่าเข็ม แผลมันใหญ่มากเรอะป้าแดงตกใจ


“ก็เหวอะหวะเลยน่ะครับ” นพรัตน์บอกไปตามตรงอีก แล้วก็พอดีเพิ่งนึกขึ้นได้ หันไปมองหญิงสาวเห็นเจ้าหล่อนเริ่มออกอาการ...พะอึดพะอม... ‘คนเห็น’ เริ่มยิ้มๆ


“เอ่อ…ย่าคะ คือหนูรู้สึกไม่ค่อยสบาย ขออนุญาตขึ้นเรือนก่อนนะคะ” เฟื่องฟ้ารีบพูดขอตัว รู้ว่าถ้าฟังอีตาบ้านี่เล่าเรื่องจิ๋วต่ออีกหน่อยเธอต้องเป็นอีหรอบเดิมแหงๆ! เฟื่องฟ้าเดินขึ้นเรือน หน้ามุ่ยนิดๆเพราะเริ่มฉุนนพรัตน์ขึ้นมาอีกแล้ว


บ้าจริงๆ! ทำตัวเป็นคนดีไม่เท่าไหร่เลย กลับมากวนประสาทเธออีกตามเคยนะตาบ้า!
เฟื่องฟ้าเข้าไปในห้อง นั่งสงบสติอารมณ์อยู่พักหนึ่ง ป้าแดงก็ตามเข้ามา


“ไม่สบายเป็นอะไรมากหรือเปล่าลูกป้าเอ่ยถาม หญิงสาวยิ้มกว้าง ตอบผู้เป็นป้า


“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” แล้วก็...อดจะถามถึง ‘ตาบ้านั่น’ ไม่ได้ “คุณนพเขากลับไปแล้วหรือคะ


“เออ กลับไปแล้วล่ะ เห็นพ่อนพเขาบอกว่าวันนี้เราไม่สบายนี่นา ท่าทางเหนื่อยๆป้าเลยเข้ามาดู”


“ขอบคุณมากค่ะ”


“ไม่เป็นไร เดี๋ยวอาบน้ำอาบท่า กินข้าวแล้วอย่าลืมหาหยูกยากินล่ะ” ป้าสั่ง


“ค่ะ เอ่อ...ป้าแดงคะ แล้ววันนี้ไปป์กับธามมาหรือเปล่าคะเฟื่องฟ้าถาม


“ไม่มา“ ป้าตอบทันที ได้คำตอบอย่างนี้คนถามก็หน้าม่อยไปเล็กน้อย


“ป้าไปล่ะนะ อย่าลืมกินยาล่ะ” คนเป็นป้ากำชับหลานสาวอีกทีก่อนออกจากห้องไป


หญิงสาวถอนหายใจ  


เฮ่อ! ทำไมเด็กสองคนถึงไม่มา ไปป์กับธามน้า วันนี้ปล่อยให้อาเฟื่องรอเก้อ พรุ่งนี้มาจะต่อว่าเลย คอยดูสิ
คนคิดลุกขึ้นไปหยิบผ้าเช็ดตัว กะว่าจะเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ วันนี้มีแต่เรื่องมากมาย ไม่รู้ว่าหน้าตาโทรมไปถึงไหนแล้ว ขอดูสภาพตัวเองหน่อยแล้วกัน


หญิงสาวเดินมาหยุดอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ ดวงตาเบิกตาทันใดที่ได้เห็นภาพตัวเอง


ไม่ใช่เพราะหน้าตาที่ดูโซ้มโทรมหรอกที่ทำให้เธอตะลึง… แต่...ดอกไม้สีขาวที่ทัดแซมอยู่ข้างหูต่างหากเล่าที่ทำให้เป็นเช่นนั้น เฟื่องฟ้าค่อยๆใช้มือดึงดอกมะลิซ้อนดอกนั้นออกมา ยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนดวงหน้า


...นึกว่าวันนี้จะไม่ได้เสียแล้ว…
แม้ว่าดอกมะลิที่อยู่ในมือของเฟื่องฟ้าจะเหี่ยวเฉาแล้ว แต่เธอก็ประคองดอกไม้เล็กๆขึ้นมา จรดปลายจมูกสูดดมกลิ่นหอมอ่อนหวานอย่างมีความสุข

...คืนนี้เธอคงหลับฝันดีแน่ๆเชียว…




Free TextEditor



Create Date : 04 ธันวาคม 2552
Last Update : 4 ธันวาคม 2552 0:05:05 น.
Counter : 347 Pageviews.

0 comment
ลองดูครั้งแรก...กับนิยายที่แต่งเป็นเรื่องแรกของชีวิตตตตต (๙.๒)

อ๊าย! เฟื่องฟ้าแทบอยากจะกรี๊ดออกมาให้โลกแตกสลายเมื่อได้ยินเสียงของ ‘คน’ ที่เธอพยายามหลบเลี่ยงไม่เอ่ยถึงมาตลอด


“เมื่อกี้ผมได้ยินแว่วๆ ใครอยากไปตลาดนะครับนพรัตน์ถามขณะที่เดินเข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับหญิงสาวสองวัยซึ่งนั่งอยู่ก่อน เฟื่องฟ้ามีปฏิกิริยาทันที ขยับหนีเล็กน้อย เขาก็เหมือนแกล้งเขยิบมาทางเธออีกนิด


“ใช่คุณหรือเปล่าครับ คุณเฟื่องเขาถาม หญิงสาวส่งสายตาดุๆไปให้ อีตาคนบ้าก็ยังหน้าระรื่นอยู่ เฟื่องฟ้าสุดหมั่นไส้ ทั้งสายตา รอยยิ้ม น้ำเสียง กวนประสาทที่สุด!


“ใช่ เขาอยากไปซื้อของน่ะ” ป้าแดงตอบแทนหลาน นพรัตน์จึงหันไปพูดกับฝ่ายนั้น


“พอดีเลยครับ วันนี้ผมจะไปตลาดเหมือนกัน กะจะมาถามป้าแดงว่าจะฝากซื้ออะไรหรือเปล่า


“อ่อ! ป้าไม่เอาอะไรหรอก แต่แม่เฟื่องเขาจะเอา ฝากเขาไปด้วยคนนะพ่อ”


“ด้วยความยินดีครับ” ‘ตาบ้านั่น’ ตอบ


“เอ่อ.. ป้าแดงคะ หนูไม่...” เฟื่องฟ้าอึกอัก เธอไม่อยากไปกับเขา แต่...


แต่ของที่เธออยากได้มันก็จำเป็น ถ้าเธอไม่ซื้อวันนี้ก็ไม่มีเสื้อผ้าใส่ ไม่มีผ้าอนามัยด้วย โอย! แย่ๆ


“ดูท่าทางหลานสาวป้าแดงคงไม่อยากไปกับผมนะครับ” นพรัตน์พูดอย่างรู้ทัน “งั้นคุณอยากได้อะไรบ้างล่ะ บอกผมมาเดี๋ยวจะซื้อมาให้”


บ้าน่ะสิ! จะให้เธอฝากผู้ชายซื้อผ้าอนามัยได้ยังไง!


ไม่มีทางเลือก ไปก็ไป!


“ฉันจะไปด้วย ไปเดี๋ยวนี้เลยหรือเปล่าล่ะเฟื่องฟ้าถามนพรัตน์ น้ำเสียงแสดงความไม่เป็นมิตรอย่างชัดๆ


“ครับชายหนุ่มตอบ


เฟื่องฟ้าเดินตามนพรัตน์มาที่บ้านของเขาเพื่อไปขึ้นรถ แต่พอได้เห็น ‘รถ’ ของเขา หญิงสาวถึงกับอึ้งกิมกี่ เพราะ...เพราะไม่รู้ว่าจะเรียกวัตถุที่อยู่ตรงหน้าว่า ‘รถยนต์’ หรือ ‘กองเศษเหล็ก’ สำหรับปลูกสะระแหน่ดี!


“สาบานนะว่านี่คือรถยนต์หญิงสาวถามเขา


“คร้าบ ถึงรถผมมันจะดูเก่า แต่เครื่องก็ยังแจ๋วนะคุณ”


“ฉันกลัวว่ามันจะวิ่งไม่ได้ซะมากกว่า” เฟื่องฟ้าสบประมาท


“โอ๊ย! มันต้องลองนั่งดู แล้วคุณจะอึ้ง”


“อึ้งตั้งแต่ก่อนจะขึ้นแล้ว หวังว่าไม่ใช่แค่หมาเห่าแล้วจะหลุดเป็นชิ้นๆนะ” เฟื่องฟ้าบ่นอุบอิบ กำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตูพอดี แต่นพรัตน์รีบห้าม


“เดี๋ยวครับเดี๋ยว ผมเปิดให้” แล้วเขาก็รี่เข้ามา หญิงสาวมองเขาด้วยหางตา


คิดจะทำความดีไถ่โทษความผิดงั้นหรือ ไม่ต้องหรอกย่ะ!
เฟื่องฟ้าไม่รอให้’ใคร’มาเปิดให้ เธอเอื้อมมือไปดึงประตู แต่แล้ว...เฟื่องฟ้าก็ตกใจ เพราะ...


เพราะทันทีที่ออกแรงดึงประตูรถ ประตูมันก็หลุดติดมาตามแรงเธอเฉย!


“เฮ้ยคนตกใจร้องเสียงหลง รีบชักมืออกพร้อมเด้งผลุงห่างไปให้ไกลที่สุด ประตูรถเลยหลุดห้อยลงมา เอียงกระเท่เล่


“ฉัน ฉัน ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะหญิงสาวพูดเร็วปรื๋อ แต่คนอีกฝ่ายพูดหน้าตายสนิท


“คุณทำประตูรถผมหลุด”


เฮ้อ! เฟื่องฟ้าหน้าเสีย พูดไม่ออก เพราะตกใจจริงๆ เธอไม่...เธอไม่คิดว่ามันจะหลุดติดมาง่ายๆแบบนี้นี่! นพรัตน์มองหน้าเฟื่องฟ้า พยาย้ามพยายาม...กลั้นหัวเราะ! ตั้งใจจะทำท่าเครียดแกล้งคุณเฟื่อง แต่ท้ายที่สุดเขาก็ห้ามตัวเองไม่ไหวปล่อยก๊ากออกมาอย่างสุดจะขำ


“ก็ผมบอกคุณแล้ว ว่าให้ผมเปิดให้คุณก็ไม่ฟัง” คนพูด พูดกลั้วหัวเราะ แล้วก็เดินเข้าไปดึงๆยกๆประตูรถอยู่สองสามทีมันก็กลับเข้าที่ ใช้ได้เหมือนเดิม


“คุณทำหน้าให้มีสีได้แล้ว มันเป็นแบบนี้บ่อยๆ” ชายหนุ่มบอก ยังไม่เลิกขำ คราวนี้หน้าซีดๆเลยเปลี่ยนสีทันควัน


“คุณแกล้งฉัน


“เปล่าน้า” คนถูกกล่าวหาปฏิเสธเสียงสูง ”คุณก็เห็น รถผมมันเก่าแล้ว”
หญิงสาวยัวะสุดๆ แต่ก็พูดอะไรไม่ออก เธอก้าวฉับๆขึ้นไปนั่งบนรถเขา นพรัตน์ปิดประตูให้เจ้าหล่อนแล้วเดินผิวปากอย่างอารมณ์ดี ไปนั่งที่คนขับเคียงคู่กับหญิงสาวก่อนจะสตาทร์รถแล้วค่อยๆขับออกไป


เฟื่องฟ้าหันหน้าออกนอกรถตลอดเวลา เธอตั้งใจว่าจะไม่มองหน้า ไม่เสวนากับ ‘เขา’ แม้แต่คำเดียว


“คุณเฟื่องครับ” นพรัตน์เรียก “คุณเฟื่อง ได้ยินผมหรือเปล่า


นั่งกันอยู่แค่นี้ มีหรือจะไม่ได้ยิน แต่...ไม่ตอบ!


“หลับหรือเปล่าครับเขาถามต่อ เฟื่องฟ้าเฉย ไม่ตอบอีก


“นี่...ถ้าคุณหลับน่ะ กรุณาอย่าหลับน้ำลายยืดนะครับ เดี๋ยวเปื้อนรถผม”
คนถูกหาว่าหลับสะบัดหน้ามาทางเขาชนิดไม่เสียวคอจะเคล็ด


“อ๊ะ! แสดงว่ายังไม่หลับ” คนกวนประสาทพูดยิ้มๆไม่ยี่หระกับสายตาแข็งกร้าวของเจ้าหล่อน


“คุณรู้มั้ย? เวลาขับรถน่ะผมไม่ชอบอยู่เงียบๆ”


มาบอกฉันทำไม ฉันไม่อยากรู้เรื่องของนาย! เฟื่องฟ้าตอบในใจ


“คุณน่าจะคุยกับผมมั่งนะ”


ไม่คุยย่ะ!


“ให้ผมพูดคนเดียวแบบนี้ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนบ้ายังไงไม่รู้”


ไม่ต้องรู้สึก ปรกตินายมันก็บ้าอยู่แล้ว


“หรือว่า วันนี้คุณลืมแปรงฟันมาเลยไม่กล้าพูด ไม่เป็นไรๆ พูดเถอะน่า ถึงจะกลิ่นแรงหน่อยแต่ผมจะทนนะ”


คราวนี้ทนไม่ไหว หญิงสาวก็แว้ดออกมา


“ทุเรศ


“อ้อ! ยังพูดได้” นพรัตน์กล่าวยิ้มๆ ”ทำไมคุณถึงไม่พูดกับผมล่ะ


“ฉันจะพูดกับคนที่ฉันอยากพูดด้วยเท่านั้น


“งั้นผมก็สบายใจได้”


“สบายใจอะไร?!” เฟื่องฟ้าถามอย่างเอาเรื่อง


“ก๊อ...สบายใจได้ว่าผมไม่ใช่คนที่คุณไม่อยากพูดด้วยน่ะสิ”


“งั้นควรจะเข้าใจซะใหม่นะ ว่าคุณน่ะเป็นอันดับหนึ่งเลยในบรรดาคนที่ฉันไม่อยากจะพูดด้วย”


“อ้าว เรอะ? ผมไม่ยักกะรู้แฮะ ก็คุณคุยกับผมตั้งหลายคำนี่”


“คุณนี่มัน!...”
เฟื่องฟ้าสะบัดหน้าพรืดออกไปมองข้างนอกอีกครั้ง นึกโมโหตัวเอง ทำไมนะ ตามอีตานี่ไม่ทันสักที!


“นี่...คุณรู้มั้ยว่าตอนนี้ คุณเป็นที่น่าอิจฉาของสาวๆบางนี้เลยน้า ภูมิใจไว้”


“ไม่รู้


“จริงๆนา สาวๆหลายคนเขาอยากนั่งรถผุๆของผม แต่ไม่มีโอกาส”


“นั่นไม่ใช่ฉันแน่นอน


“เอ้อ! ผมพูดจริงๆนะ ไม่ได้คุยเลย”


“คุณมันขี้หลี! ฉันล่ะสงสารลูกคุณเมียคุณ สักวันคงต้องช้ำใจตาย


“ฮะคนฟังทำหน้าเบี้ยว “เดี๋ยวนะคุณ ใคร เมียผม? นี่พูดแบบนี้ อย่าบอกนะว่าคุณเข้าใจว่า…ไอ้เก้า”


“แล้วไม่ใช่หรือไงคนคิดว่าตัวรู้ดีถามหมิ่นๆ


”โอย! เอาอีกแล้วนะคุณ” ชายหนุ่มตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ “ทำไมคุณชอบคิดเองเออเองเอาตลอดนักนะ”


“คุณมีสิทธิ์อะไรมาว่าฉันเฟื่องฟ้าขึ้นเสียง


“โอเค ผมขอโทษ แต่ว่า คุณกำลังเข้าใจผมผิด”


“ผิดตรงไหนอีกมิทราบ


“ก็ ไอ้เก้า ไม่ใช่ เมีย ผม” นพรัตน์เน้นเสียงช้าๆ ชัดๆ ต้องการให้คนคิดมากจัดได้ยินชัวร์ๆ


“ทั้งๆที่มีลูกตั้งสองคนอยู่ทนโท่แบบนั้นเนี่ยนะ คุณยังจะปฏิเสธอีก ใจดำที่สุด


“เฮ่อ! นี่คุณเข้าใจว่าธามกับไปป์เป็นลูกผมกับไอ้เก้า
เฟื่องฟ้าเชิดหน้าขึ้นอย่างถือตัวแทนคำตอบ


“ผมถามอะไรคุณอย่างนะคุณเฟื่อง คุณคิดว่าเด็กสองคนนั่นเป็นพี่น้องกันแท้ๆใช่หรือเปล่า


“ใช่”


“งั้น...คุณสังเกตหรือเปล่าว่าพวกเขาอายุไล่เลี่ยกัน”


“สังเกตสิ! แล้วฉันก็รู้ด้วยว่าพวกเขาอายุสี่ขวบกับสี่ขวบครึ…” คนพูด พูดไม่จบประโยคดีเพราะฉุกคิดอะไรขึ้นได้ก่อน
ชายหนุ่มมองยิ้มๆแล้วถามต่อ


”ทีนี้ถ้าคุณสังเกต แล้วคุณนึกอะไรได้มั้ย”
เฟื่องฟ้านิ่ง ไม่ตอบเขา เขาเลยตอบเอง


“พวกเขาสองคนไม่มีทางเป็นพี่น้องท้องเดียวกันได้ เพราะเขาอายุต่างกันเกือบจะไม่ถึงหกเดือนด้วยซ้ำ”


“เขา...ไม่ใช่พี่น้องกันหรือเนี่ยหญิงสาวพึมพำกับตัวเองเบาหวิว แต่นั่นกันอยู่แค่นี้ แค่ถอนหายใจยังได้ยินชัดเลย


“มากกว่านั้นอีก” นพรัตน์บอก “นอกจากเขาจะไม่ใช่พี่น้องกันแล้ว เขายังไม่ใช่ลูกแท้ๆของผมอีกด้วย ไม่ใช่ทั้งของผมและของเก้า เขาเป็นลูกกำพร้าที่ผมกับเก้าขอมาอุปการะ”
คนฟังได้แต่อึ้ง พูดอะไรไม่ออก


“อ้อ! ลืมบอกไปอีกอย่าง” นพรัตน์พูดต่อไป “นพเก้าไม่ใช่เมียผม แต่เขาเป็น ‘น้องแท้ๆ’ ของผม”


เหวอ! เฟื่องฟ้าเอ๊ย! เพิ่งรู้ว่าไอ้คำ ‘อายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี’ นี่มันเป็นยังไงก็วันนี้!


“คุณเฟื่องครับ” นพรัตน์เรียก


“อะไรอีกล่ะ” เฟื่องฟ้าขานเสียงห้วน แม้จะเริ่มๆอ่อนลงแล้ว แต่ขึ้นชื่อว่าคนฟอร์มจัดน่ะ ยังไงก็ต้องฟอร์มอยู่ดี


“คุณเข้าใจเกี่ยวกับตัวผมว่ายังไงอีก บอกมาให้หมดนะ” พูดทำนองออกคำสั่ง แต่ไม่ได้ใช้สุ่มเสียงวางอำนาจเลย
แต่...เฟื่องฟ้าไม่พูดหรอก! จะให้พูดได้ไง ขืนพูดอะไรออกไปอีกเธอก็อาจจะหน้าแตกซ้ำซากได้!


“เอ้า! ถ้าคุณไม่บอก งั้นผมแนะนำตัวให้คุณรู้จักเองแล้วกัน ฟังนะครับคุณเฟื่องฟ้า” แล้วนพรัตน์ก็เริ่มสาธยาย


”ชื่อจริงๆตามบัตรประชาชนของผมน่ะ นายนพรัตน์ วัฒนวิศาล อายุตอนนี้เลยเบญจเพสมาหนึ่งปี เพราะงั้นยี่สิบหกแล้ว ปัจจุบันนี้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมจนๆ ส่วนสถานภาพก๊อ...‘โสดสนิท’ ครับผ้ม“


“ใครเขาอยากรู้กันมิทราบเฟื่องฟ้าแหวใส่


“ไม่อยากก็ต้องรู้ไว้ครับ จะได้ไม่เอาไปผูกเป็นเรื่องเป็นราวอีก เพราะผมกลัวว่าชีวิตผมจะกลายเป็นนิยายน้ำเน่าไปไม่ทันรู้ตัว”


“คุณ เฟื่องฟ้ามองหน้านพรัตน์ นึกเจ็บใจจริงๆ เสียหน้าต่อหน้าเขาอีกจนได้! คนคิดสะบัดหน้าออกไปมองนอกรถ แล้วก็ไม่มีการสนทนาระหว่างเขากับเธออีกเลยจนกระทั่งถึงตลาดใหญ่ในตัวอำเภอ


เฟื่องฟ้าแทบจะกระโดดเข้าใส่ตู้โทรศัพท์สาธารณะทันทีที่ลงจากรถได้ ก็เธอคิดถึงคนที่อยู่ที่บ้านแทบขาดใจอยู่แล้ว มาถึงบ้านย่าก็หลายอาทิตย์แล้วแต่เธอยังไม่มีโอกาสได้ติดต่อแม่กับน้องเลย เฟื่องฟ้าหยอดเหรีญลงเครื่อง กดหมายเลข แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ไปตั้งขึ้นที่บ้านของเธอในกรุงเทพฯ


“ครับ หวัดดีครับ” คนทางโน้นรับสาย


“ฟางหรือ พี่เองนะ” เฟื่องฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น


“พี่เฟื่อง!โหย คิดถึงพี่จัง”


“พี่ก็คิดถึงนาย”
นพรัตน์มายืนรอหญิงสาวอยู่ข้างๆ เขามองเฟื่องฟ้าแล้วก็ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ นี่ถ้าเจ้าหล่อนจะยิ้มละไมให้เขาอย่างที่ยิ้มให้กับโทรศัพท์นี่บ้าง เขาคงจะสุขโขสโมสรมากทีเดียว


“ทำไมตั้งนานกว่าจะโทรมา แม่เขาเป็นห่วงมากรู้หรือเปล่า” ฟางข้าวถาม


“อือ แต่ที่บ้านย่าไม่มีโทรศัพท์ แล้วหมู่บ้านที่พี่อยู่นี่ก็ไกลปืนเที่ยงมากจริงๆเลย จะโทรศัพท์ทีต้องมาหาตู้โทรสาธารณะที่อำเภอ ไกลมาก มาลำบาก เออ! แม่อยู่มั้ยล่ะ พี่อยากคุยกับแม่”


“อ่อ! แม่อยู่หลังบ้านน่ะพี่ เดี๋ยวนะ” แล้วเฟื่องฟ้าก็ได้ยินเสียงฟางข้าวตะโกนลั่นบอกมารดา ก่อนหันมาคุยกับพี่สาวต่อระหว่างรอแม่มา


“พี่เป็นไงบ้างน่ะ


“สบายดี ทุกคนที่นี่ดีกับพี่หมดเลย ฟาง แม่มาหรือยัง


“กำลังมาพี่”


“บอกแม่เร็วๆหน่อย”


“ทำไมเร่งจัง


“ตังค์พี่จะหมดแล้วซี ว้ายๆ! เหลือบาทเดียวแล้วด้วย”


“มาแล้วพี่”


“มาแล้วรึ” เฟื่องฟ้าดีใจ เธอจะได้คุยกับแม่แล้ว


“ฮัลโหล เฟื่องหรือลูก” เสียงแม่ดังมาตามสาย


“แม่! หนูคิดถึงแม่จังจ้ะ” เฟื่องฟ้ารีบพูด แต่เสียงสัญญาณเตือนให้เติมเงินเพิ่มดังขึ้นแล้ว หญิงสาวควานหาเงินเหรียญเพิ่มในกระเป๋าเสื้อแต่ไม่มีเลย


“ฮือ แม่ก็คิดถึ…” เฟื่องฟ้าได้ยินเสียงแม่พูดได้เท่านั้นเองโทรศัพท์ก็ตัดไปก่อน


เฮ้อ! หญิงสาวรู้สึกขัดใจ เธออยากคุยกับแม่ คิดถึงแม่ที่สุดในโลก เฟื่องฟ้าเปิดประตูตู้โทรศัพท์ออกมา


“คุณนพ” เฟื่องฟ้าจำใจเอ่ยปาก นพรัตน์ทำหน้าคาดไม่ถึง นี่เจ้าหล่อนเรียกเขา เรียกเขาด้วยน้ำเสียงปรกติ!


“ครับ


“คุณมีเงินเหรียญบ้างมั้ย


“เอ่อ...ครับ มีเหรียญห้าอยู่สี่เหรียญ ทำไมหรือครับ


คนถูกถามทำหน้าเซ็ง ประชดในใจ


จะถามทำไมกัน อยู่ในตู้โทรศัพท์ ถามหาเศษเหรียญ เธอคงเอาไปซื้อไก่ทอดมั้ง!


“ขอยืมหน่อย ฉันจะโทรศัพท์ แต่ว่าไม่มีเหรียญ มีแต่แบงค์”


อ๋อ! พูดดีด้วยเพราะจะยืมเงิน นพรัตน์พยักหน้า ล้วงมือลงไปในกระเป๋า หยิบเงินเหรียญออกมาส่งให้เจ้าหล่อน เฟื่องฟ้ารับไป แล้วโทรกลับบ้านอีกครั้ง หนนี้แม่เป็นคนรับสาย แล้วหญิงสาวก็ได้คุยกับแม่สมใจ แต่ก่อนจะวางสายไป ฟางข้าวก็ขอคุยกับเธออีกครั้ง


“เออพี่ เพื่อนพี่ที่ชื่อพี่โบว์น่ะ เขาจะแต่งงานแล้วนะ” ฟางข้าวบอก


“อ่อ! เหรอ? เมื่อไหร่ล่ะ


“เสาร์หน้า”


“อือ…งั้นวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้พี่จะกลับบ้านแล้วกัน แล้วเจอกัน แค่นี้นะ หวัดดีจ้ะ” เฟื่องฟ้าพูดเร็วปรื๋อก่อนโทรศัพท์จะตัดอีกครั้ง แล้วเธอก็ก้าวออกมา สิ่งแรกที่เห็นคือรอยยิ้มที่เธอคิดว่ากวนประสาทจริงๆ หญิงสาวทำไม่สนใจเดินผ่านเขาไปราวเขาเป็นอากาศธาตุ


“เดี๋ยวสิครับคุณเฟื่อง คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าอากาศธาตุเดินตามมาถาม เฟื่องฟ้าทำไก๋


“ไม่นี่” เธอตอบ


“อ่อ! คุณลืมแน่ แต่จะให้ผมบอกหรือ ว่าคุณลืมอะไร


“ก็ลองบอกมาสิ” เฟื่องฟ้ายิ้มอย่างเป็นต่อ เธอมั่นใจว่าเขาจะทวงคำขอบคุณ แต่เธอจะไม่มีวันกล่าวคำนั้นให้เขาหรอก คอยดูสิ


”เอ่อ...คุณลืม…ลืมคืนเงินผมครับ”
ยิ้มยวนหุบฉับทันที


อีตาคนขี้งก! ยืมใช้มายังไม่ถึงยี่สิบนาที ทวงหนี้แล้ว ทุเรศ! หญิงสาวค้อนขวับ ควักธนบัตรยี่สิบบาทออกมาแล้วคว้ามือเขาก่อนยัดเงินใบสีเขียวๆลงไป


“เอาไปเลยย่ะ อีตาขี้งกพูดเสร็จก็กระฟัดหระเฟียดจากไปด้วยท่าหัวเสียสุดๆ แต่...นพรัตน์ยิ้ม เขาไม่สนใจอาการโกรธา ไม่สนใจวาจาร้ายๆและไม่สนใจเงินยี่สิบบาทที่หญิงสาวยัดใส่มือเขาอย่างฉุนๆด้วย แต่...เขาสนใจมือนิ่มๆที่คว้าหมับกับมือเขาเมื่อกี้นี้


นี่คุณเฟื่องจะรู้ไหม…ว่าผู้ชายอย่างเขาจะแอบคิดมากกับอาการลืมตัวเล็กๆน้อยๆของหล่อน


นพรัตน์ยืนฝันหวานอยู่ตรงนั้นหลายวินาที แล้วก็นึกได้ว่าคุณเฟื่องแกเดินไปลิบแล้วเลยรีบโกยอ้าวตามเจ้าหล่อนไป ส่วนเฟื่องฟ้าเห็นคนที่สุดแสนจะเกลียดขี้หน้าเดินตามมาก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น


“นี่มาตามฉันทำไม?!”


“ผมก็จะไปเป็นเพื่อนไง”


“ไม่ต้องค่ะ ฉันจะไปเดินซื้อของ”


“ผมจะไปช่วยถือให้” ตอบอย่างเอาใจ


“คุณนี่! ฉันบอกไม่ต้องไง ฉันจะซื้อของ ของใช้ ’ส่วนตัว’ เข้าใจมั้ยหญิงสาวถามอย่างสุดทน


“อ๋อ…โอเคครับ เข้าใจก็ได้” ไม่น่าเชื่อว่าชายหนุ่มจะทำตัวเป็นคนเข้าใจอะไรง่ายได้ในชั่ววินาที แหม ก็ฟังจากน้ำเสียงคุณเฟื่องแล้ว ถ้าเขายังขืนเซ้าซี้กวนประสาทอยู่ อารมณ์แรงคงระเบิดตูมออกมาไม่ช้าแน่


”งั้นอีกชั่วโมงเจอกันที่รถนะครับ” เขาบอก


หลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมงเฟื่องฟ้าก็กลับมาที่รถ เห็นเขายืนรออยู่ก่อนแล้ว ยิ้มหวานให้เธอเช่นเคย แต่หญิงสาวก็ยังมั่นคงดุจหินผาในการมุ่งมั่นที่จะโกรธาและบึ้งตึงใส่เขา ก็ตอนนี้เธอตั้งปณิธานแน่วแน่แล้วว่าจะไม่พูดกับเขา และ...มั่นใจว่าจะไม่ตกหลุมเล่ห์ของเขาอีกแล้วด้วย


คนเราน่ะ พลาดแล้วต้องจำและเรียนรู้!


นพรัตน์เองก็รู้ตัว สำนึกได้ว่าวันนี้อาจจะยั่วโมโหคุณเฟื่องมากไปแล้ว ชายหนุ่มไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเวลาเห็นหน้าเธอแล้วถึงรู้สึกอยากแกล้ง มันน่าแปลก… ผู้หญิงทุกคนที่เขาเคยชอบ เขาจะจีบพวกนั้นด้วยถ้อยคำหวานๆ แต่กลับคุณเฟื่องคนนี้ทำไมเขาต้องกวนโมโหเธอด้วย…งงๆอยู่เหมือนกันแฮะ!


ชายหนุ่มขับรถพาหญิงสาวกลับบ้าน ขากลับนี้นพรัตน์พยายามสงบปากสงบคำขึ้น ระหว่างทางเขาพบเด็กชายคนหนึ่งขี่จักรยานอยู่ เป็นเด็กที่รู้จักก็จอดรถทักทาย


“ไง จิ๋ว จะไปไหน


“ไปหาพ่อที่นา” เด็กชายจิ๋วตอบมา


“แล้วทำไมถือมีดอย่างงั้น? อันตรายนะน่ะ” นพรัตน์พูดเตือนเพราะเด็กชายจิ๋วไม่ได้ขี่จักรยานมาตัวเปล่าๆแต่กลับถือมีดอีโต้อันยาวไว้กับมือด้วย


“ก็จะเอาไปให้พ่อฟันกิ่งไม้ที่นานั่นแหละ ไม่เป็นไรหรอก จิ๋วก็ถืออย่างงี้ประจำ” เด็กชายพูด


“ระวังล้มหน่อยแล้วกัน” นพรัตน์บอกเด็กชายจิ๋ว ชายหนุ่มนึกต่อว่าพ่อเด็กอยู่ในใจ ไม่รู้นึกยังไงถึงปล่อยให้ลูกทำอย่างนี้ได้ ถือมีดแล้วขี่จักรยาน อันตรายมากทีเดียว นพรัตน์มองตามเด็กชายจิ๋วที่ปั่นจักรยานห่างออกไป เขารู้สึกเป็นห่วงเด็กชาย เพราะฝนที่ตกลงมาเมื่อคืนทำให้ทางเละเป็นโคลนและลื่นมาก ตอนนี้เองเฟื่องฟ้าก็รู้สึกเช่นเดียวกับเขา…น่าเป็นห่วงเด็กคนนั้นจริงๆ


และแล้วสิ่งที่ชายหนุ่มกังวลมันก็เกิดขึ้น เมื่อเด็กชายจิ๋วขี่จักรยานไปได้หน่อยเดียว รถก็เกิดแฉลบลื่น เอียงซ้ายเอียงขวาก่อนล้มโครมลงไป เสียงร้องไห้จ้าของเด็กชายดังลั่นขึ้นทั่วทุ่ง นพรัตน์เปิดประตูรถพุ่งพรวดไปอย่างรวดเร็ว ตรงไปหาเด็กชายจิ๋ว มีดอีโต้เล่มที่เด็กชายจิ๋วถืออยู่ก่อนหน้านั้น ตอนนี้มันได้บาดลึกเข้าไปที่แขนของเด็กชายก่อให้เกิดเป็นแผลฉกรรจ์


เฟื่องฟ้าวิ่งตามชายหนุ่มมาติดๆ เมื่อไปถึงเธอก็ต้องชะงักเพราะได้เห็นเลือดสดๆสีแดงฉานไหลทะลักออกมาจากบาดแผลของเด็กชายจิ๋ว หญิงสาวเบือนหน้าหนี หลบมาอยู่ด้านหลังของชายหนุ่มขณะที่เขากำลังใช้มือกดและเอาผ้าเช็ดหน้าของตัวเองพันบาดแผลเพื่อห้ามเลือดให้เด็กชายอยู่


“คุณเฟื่อง! มีผ้าเช็ดหน้ามั้ย
เฟื่องฟ้ารีบหยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองส่งให้เขา นพรัตน์รับไป ไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่ามือของหญิงสาวที่ยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้สั่นระรัวเพียงใด


เฟื่องฟ้าแข็งใจชะโงกหน้าไปดูบาดแผลของเด็กชายจิ๋วอีกครั้ง คิดในใจว่าเผื่อเธออาจช่วยอะไรชายหนุ่มได้บ้าง แต่หญิงสาวกลับรู้สึกว่าอาหารในกระเพาะมันขย่อนขึ้นมาอยู่ที่ลำคอ แล้วอยู่ดีๆทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเธอก็พร่ามัวลงไป


“พี่…นพ...” เฟื่องฟ้าเรียก แต่ชายหนุ่มไม่หัน
ตอนนี้เฟื่องฟ้ามองไม่เห็นอะไรอีกแล้วแม้ว่าเธอจะลืมตาอยู่ก็ตาม


เขาคงไม่ได้ยิน หญิงสาวคิด ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะดับวูบลงไป
…………………………………






Free TextEditor



Create Date : 23 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2552 21:25:19 น.
Counter : 258 Pageviews.

0 comment
ลองดูครั้งแรก...กับนิยายที่แต่งเป็นเรื่องแรกของชีวิตตตตต (๙)

เฟื่องฟ้ากำลังเดินลิ่วไปโดยไม่สนใจคนที่เดินตามอยู่ข้างหลังเลยแม้แต่นิด ตอนนี้ไม่รู้สึกกลัวความมืดรอบๆตัวเลยหรอก ก็ความโกรธมีอิทธิพลกับเธอมากกว่า


“คุณเฟื่องฟ้า” นพรัตน์เอ่ยเรียก แต่แน่ล่ะ เฟื่องฟ้าไม่สนใจ


“คุณเฟื่องหยุดก่อนสิครับ”
ไม่หยุด ยังเดินต่อไป


“คุณเฟื่องเรียกเสียงหนักๆ และคราวนี้ก็จำต้องหยุด ไม่ใช่อะไรนอกจากฝ่ามือแข็งแรงของเขาเอื้อมมารั้งแขนเธอไว้ หญิงสาวเลยหันมา เผชิญหน้ากับชายหนุ่ม


“คุณโกรธผมเรื่องอะไร


“ฉันน่ะหรือ โกรธคุณ? เพี้ยนหรือเปล่า


“แล้วคนที่เขาดีๆกันเนี่ย พูดแบบนี้หรือครับ
คนถูกย้อนถามเชิดหน้าขึ้น


“ความจริง คุณน่าจะรู้ตัวดีนะว่าฉันโกรธคุณเรื่องอะไร


นพรัตน์ถอนหายใจ “ผมไม่รู้”


“คุณหลอกฉัน


“ผมไม่ได้หลอก”


“ยังจะมีหน้ามาพูด! การที่คุณมาบอกฉันว่าคุณชื่อรัตน์ทั้งๆที่คุณชื่อนพ นี่น่ะหรือไม่ได้หลอก”


“ใช่ ผมไม่ได้หลอกลวงคุณเลยแม้แต่น้อย”


“ทุเรศ
เฟื่องฟ้าสะบัดแขนอย่างแรง พยายามให้หลุดจากการเกาะกุมของเขา แต่ไม่สำเร็จ นพรัตน์แรงเยอะกว่าและเขากำลังบีบแขนเธอแน่นขึ้นอีกจนตอนนี้เฟื่องฟ้าเริ่มเจ็บ…นิดๆแล้ว


“ผมชื่อนพรัตน์ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะ ‘รัตน์’ หรือ ‘นพ’ ก็เป็นชื่อของผมทั้งคู่ ถ้าหากว่าผมบอกคุณว่าผมชื่อเรน หรือลีจุนกิสิ คุณถึงค่อยมากล่าวหาว่าผมหลอกคุณได้”


“อ่อ คนพูดทำเสียงเยาะในลำคอ “คุณจะบอกฉันว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพราะฉันเข้าใจผิดไปเองงั้นสิ


“ก็...ทำนองนั้นล่ะครับ”
เฟื่องฟ้าจ้องหน้าเขา…เม้มริมฝีปากจนบางเฉียบ


“อ้อ!ฉันเข้าใจล่ะ ขอโทษนะคะคุณ ‘นพรัตน์’ เรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของฉันเองค่ะ ฉันผิดเอง ที่ดันโง่ ตามเล่ห์เหลี่ยมคุณไม่ทัน
ชายหนุ่มค่อนข้างตกใจกับคำพูดที่ออกจะรุนแรงด้วยอารมณ์ของเฟื่องฟ้า


”ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะครับคุณเฟื่อง”
แต่หญิงสาวไม่ฟัง สะบัดแขนโดยแรงอีกครั้ง แต่...ไม่หลุด เฟื่องฟ้าใช้มืออีกข้างที่เป็นอิสระพยายามแกะมือของนพรัตน์ออกไปแต่นั่นกลับทำให้ชายหนุ่มจับแขนเธอไว้ทั้งสองข้างและรั้งตัวเธอเข้ามาใกล้เขามากขึ้นอีก


“ปล่อย…นะคนพูดเค้นเสียงหนัก แต่คนฟังส่ายหน้าขวับๆในทันใด


“ไม่ จนกว่าคุณเฟื่องจะยอมเข้าใจ”


“จะให้เข้าใจอะไรอีก ฉันก็เข้าใจทุกอย่างจนทะลุปรุโปร่งแล้วไง


“เข้าใจผิดๆน่ะสิ ฟังผมนะ”


“ฉันนน…ไม่ม่ม่ม่...ฟังงง…” เฟื่องฟ้าตะโกนใส่เขาเต็มเสียง เพราะความที่อยู่ใกล้ นพรัตน์ถึงกับผงะเพราะเสียงคุณเฟื่องตะโกนออกมาดังมาก ดังชนิดเจาะทะลุเข้าไปในแก้วหูจนเขารู้สึกหูอื้อไปเลย


ครั้นเห็นนพรัตน์ชะงัก เฟื่องฟ้าเลยผลักอกเขาเต็มแรง แต่ลืมไปว่าชายหนุ่มจับแขนเธอไว้ทั้งสองข้าง เพราะงั้นร่างบางๆจึงถูกดึงล้มลงไปพร้อมกันกับเขา นพรัตน์เสียหลักลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้น ส่วนเฟื่องฟ้าก็...


ล้มทับอยู่บนตัวเขาพอดิบพอดี!
นพรัตน์ถึงกับจุก และคลายมือออก….


“โอ๊ย!...เจ็บนะคุณเฟื่องนี่ พูดกันดีๆก็ได้ ทำไมต้องทำอะไรรุนแรงด้วย หัวผมกระแทกพื้นนะ เกิดผมติงต๊องไปใครจะรับผิดชอบ”


หญิงสาววูบวาบทั่วสรรพางค์กาย… อายก็อาย เจ็บก็เจ็บ


เฟื่องฟ้ารีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว หายใจระรัวหอบถี่ น้ำตาปริ่มออกมา…


“นายมันบ้า! หากจะติงต๊องไป ก็สมควรแล้ว
แล้วหญิงสาวก็วิ่งหนีเขาไปแบบ...ไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว
 
นพรัตน์กลับมาถึงบ้านด้วยสภาพที่เลอะโคลนไปทั้งตัว


“ทำไมเลอะอย่างนี้ ไปทำอะไรมา นั่นเป็นคำถามแรกที่มารดาถามเขา


“ฝนตก ทางมันลื่น ก็เลยล้มน่ะแม่”


“ล้มยังไง? พี่ถึงเลอะขึ้นไปถึงหัวถึงหูแบบนั้น” นพเก้าถามบ้าง ทำเอาคนถูกถามต้องรีบตัดบท


“เรื่องของพี่น่า” ว่าอย่างนั้นก่อนหันไปบอกผู้เป็นมารดา “ผมไปอาบน้ำก่อนนะ”


แต่ว่า...


“เดี๋ยว” นางผิวขัดลูกชายไว้ ”บอกแม่มาเดี๋ยวนี้นะ ว่าพ่อนพกะหนูเฟื่องเนี่ย ไปมีเรื่องอะไรกันมา ก่อนที่จะเจอกันวันนี้”


“เออ...อาบน้ำก่อนค่อยเล่าได้มั้ยแม่


“ไม่ได้ เล่ามาเดี๋ยวนี้เชียว”
นพรัตน์ทำหน้าเนือยๆ แต่ก็ทรุดตัวนั่งลงและเล่าเรื่องให้แม่กับน้องฟังอย่างหมดเปลือก


“ผมเจอกับเขาตั้งแต่วันที่เขามาบ้านเราครั้งแรกแล้วล่ะ”


“ฮะ! เจอที่ไหนนพเก้าถาม อยากรู้


“ที่ทุ่งนา เขาไปเดินเล่น”


“แล้วทำไมวันนั้นตอนฉันเล่าถึงพี่เฟื่อง พี่ถึงทำท่าเหมือนไม่รู้เรื่องล่ะเจ้าน้องสาวเริ่มเสียงดัง


“พี่มีเหตุผลน่า”


“เหตุผลอะไรล่ะ? ทำไมเรื่องแค่นี้ต้องปิดบังด้วยแม่น้องสาวหน้างอ นพรัตน์เริ่มรู้สึกว่าเขาไม่น่าเล่าเรื่องนี้ออกมาเลย แต่ว่า มาขนาดนี้ เขาไม่เล่าก็คงไม่ได้ ทั้งแม่ทั้งน้องคงเอาเขาตาย


“อย่าเพิ่งโกรธกันสิเก้า ให้เล่าให้จบก่อน”


“งั้นเล่ามาอย่าอ้อมค้อม แล้วพี่เขาพูดอะไรแม่เก้าก็อย่าเพิ่งขัดด้วย” นางผิวหันไปสั่งทั้งลูกชายลูกสาว


“ก็...วันนั้นน่ะเขาเข้าใจผิดคิดว่าเจ้าชูเป็นผม แล้วเขาก็…นินทาผมนิดหน่อย ผมก็เลยอยากรู้ว่าเขาคิดกับคนชื่อนพยังไง…เลย…ไม่ได้บอกเขาไปว่าผมคือนพ”


“แล้วก็เลยไปหลอกเขา ว่าเราเป็นคนอื่นนางผิวถามเสียงห้วน ชายหนุ่มต้องถอนใจ


“ผมไม่ได้หลอกว่าเป็นคนอื่นนะแม่ ผมแค่...บอกเขาว่าผมชื่อรัตน์ แล้วเขาก็เข้าใจผิดไปเอง”


“เรอะผู้เป็นมารดากล่าวเสียงสูงประชดประชัน ”แล้วยังไงต่อล่ะ


“พอวันนี้เขารู้ความจริง…เลยโกรธผมใหญ่”


“เออ…สมควรล่ะ เจริญจริงลูกฉัน! ไม่รู้ว่าไปเอาไอ้นิสัยเจ้าเล่ห์เพทุบายแบบนี้มาจากไหนกัน”


“สมน้ำหน้า…เขาโกรธก็ไม่แปลกหรอก” นพเก้าพูดอย่างยัวะๆ (ก็ไม่ใช่อะไร ยัวะเพราะไม่ได้ร่วมรู้เรื่องตั้งแต่ต้น)
นพรัตน์คอตก นึกสงสารตัวเองจับใจ  


โธ่เอ๊ย! ทุกคนรุมโกรธเขากันหมดเลย คุณเฟื่องโกรธ แม่ก็โกรธ ไอ้เก้ายังโกรธอีก…


“เราน่ะผิดเห็นๆ พรุ่งนี้รีบไปขอโทษเขาซะ เข้าใจมั้ย” นางผิวสั่ง


“คร้าบ…”
ที่จริงชายหนุ่มก็ตั้งใจเอาไว้อยู่แล้วว่าจะต้องไปขอโทษคุณเฟื่องในวันพรุ่งนี้ แต่...ปัญหาใหม่ที่เขาหวั่นๆอยู่ก็คือ ‘เหตุการณ์ตอนนั้น’ ตอนที่ร่างบางๆนุ่มๆนั่นล้มลงมาทาบทับอยู่บนตัวเขาพอดี๊พอดี เฮ่อ! ขนาดมีแค่แสงจันทร์สลัวๆแบบนั้น เขายังเห็นได้ว่าเธออายจนหน้าแดง น้ำตาปริ่ม แล้วตอนที่ด่าว่าเขาบ้า น้ำเสียงก็เครือจนน่ากลัว แล้วอย่างนี้เขาจะได้รับการให้อภัยจากคุณเฟื่องไหมล่ะเนี่ย?


...กลุ้มใจที่สุดในโลกเลย…


………………


ตอนที่ 8


“อาเฟื่องค้าบ…อาเฟื่องค้าบ…” เสียงไปป์ตะโกนโหวกเหวกอยู่หน้าบ้าน ก่อนเป็นเสียงธามตะโกนต่อ


“ธามกะไปป์มาหาค้าบบบ…”


คนถูกเรียกยื่นหน้าออกมาจากซุ้มเฟื่องฟ้าที่อยู่ข้างบ้าน


“น้องธาม น้องไปป์ อาอยู่ทางนี้คับ”


แล้วเด็กน้อยทั้งสองก็วิ่งตื๋อไปหาหญิงสาว


“อาเฟื่องทำไรอยู่ค้าบน้องธามชวนคุย


“เย็บผ้าอยู่คับ” หญิงสาวตอบ จู่ๆทั้งไปป์และธามก็ยื่นช่อดอกมะลิซ้อนช่อจิ๋วมาตรงหน้าหญิงสาวพร้อมกันทั้งคู่ เฟื่องฟ้าตาโต รอยยิ้มกว้างปรากฎขึ้นบนใบหน้าสวยทันที


“ให้อาหรือคับ


“คับ” เด็กน้อยประสานเสียงตอบ


“ขอบคุณคับ” เฟื่องฟ้ายิ้มแก้มปริ รับช่อมะลิจากมือเด็กทั้งคู่ ยกขึ้นแนบจมูกสูดความหอมเย็นของดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์


“เฮ่อ! หอมชื่นใจ น้องไปป์กะน้องธามน่ารักจังเลย อุตส่าห์เก็บดอกไม้มาฝากอาด้วย ขอบคุณนะคับ”


“อาเฟื่องชอบดอกมาลิมั้ยคับน้องไปป์ถาม


“ชอบคับ อาเฟื่องชอบดอกมะลิที่สุด”


“พ่อลุงฝากมาให้คับ”


ยิ้มสวยหุบฉับแทบไม่ทัน วางช่อดอกมะลิลงพลัน ความโกรธพุ่งพล่านขึ้นเมื่อนึกถึงคนที่เจ้าเด็กน้อยพูดถึง เฟื่องฟ้ายกมือเช็ดปลายจมูก ถ้ารู้แต่แรกว่าเป็นของอีตานั่น เธอจะไม่สูดเข้าไปเต็มขั้วปอดอย่างนี้เลย!
เด็กน้อยเห็นอาการของหญิงสาว


”อาเฟื่องไม่ชอบดอกไม้แล้วเหรอคับธามถาม สีหน้าเริ่มไม่ดี เฟื่องฟ้าพยายามลดดีกรีความโกรธในใจลง


“ชอบคับ ถ้าเป็นดอกไม้ของพวกหนู”


“แล้วไม่ชอบของพ่อเหรอคับธามถามอีก


“อืม”


“งั้นก็แย่ซีคับ” ไปป์โพล่งออกมา “ดอกไม้ที่บ้านไปป์ พ่อลุงเป็นคนปลูกหมดเลย”


“ต่อไปอาเฟื่องก็ไม่ชอบดอกไม้ที่บ้านธามแล้วสิ” แล้วเจ้าเด็กน้อยทั้งคู่ก็จ๋อยลงไปราวดอกไม้เหี่ยวๆทันตาเห็น อึดใจเดียว น้ำตาเด็กเริ่มปริ่ม…กระซิกๆ


เฮ้ย! เฟื่องฟ้าไม่สบายใจ อย่างนี้ก็เหมือนกับว่าเธอทำให้พวกเขาร้องไห้ ก็เท่ากับว่าเธอรังแกเด็กน่ะสิ!


“โอ๋ๆ อย่าร้องไห้น้า เมื่อกี้อาล้อเล่น อาชอบดอกไม้ที่บ้านไปป์กะธามคับ” แล้วคนว่าก็รีบจับช่อมะลิขึ้นมาดมอีกครั้ง


”เห็นมั้ย? นี่ไงอาเฟื่องดมแล้ว เอ้อ! ชื่นใจ”
เฟื่องฟ้าทำหน้าระรื่น แต่ในใจน่ะ...


เออ! หยวนไปก่อนน่ะ ถึงแม้จะเป็นดอกไม้ของอีตาบ้านั่น! แล้วหญิงสาวก็ปฎิบัติทุกวิถีทางที่จะเป็นการปลอบให้เจ้าเด็กน้อยหยุดสะอื้นได้


“นี่ๆอามีขนมด้วยน้า กินมั้ยคับพอเอาขนมเข้าล่อ พ่อตัวน้อยค่อยๆหยุดสะอื้น ตอบพร้อมกัน


“กินค้าบ…”


“งั้นรอเดี๋ยวน้า เดี๋ยวอาไปหยิบให้” ว่าแล้วคนพูดก็เดินเข้าบ้าน นึกถึงอีตาบ้านั่นก็โมโหขึ้นมาอีก


ร้ายนัก ใช้เด็กเอามาให้ รู้น่ะสิว่าเธอจะปฎิเสธไม่ได้! ฮึ่ม! ถ้านายเป็นคนเอามาให้เองนะนายนพรัตน์ ฉันจะ...ฮึ่มๆๆ!คนคิดขยี้ๆมือ อาฆาตเขาไปอยู่ในใจคนเดียว


ส่วนคนถูกอาฆาตนั้นรออยู่บ้าน ก้นร้อนนั่งไม่ติดที่ทีเดียว คอยแต่ชะเง้อมองปากทางจนคอจะยาวเป็นยีราฟอยู่แล้ว เมื่อไหร่เจ้าสมุนน้อยของเขาจะกลับมาสักทีนะ? กำลังจะเดินบ้าเป็นรอบที่ห้าสิบห้านพรัตน์ก็ตาลุกวาวเมื่อเห็นเด็กชายเล็กๆสองคนเดินแทะฝักข้าวโพดต้มกลับมากันต้อยๆ แต่...เจ้าตัวเล็กสองคนนั่นเดินกันช้าต้วมเตี้ยมจริง คิดแล้วชายหนุ่มก็ทนไม่ไหวรี่เข้าไปหาเสียให้รู้แล้วรู้รอด


“เป็นไงบ้างลูกนพรัตน์เปิดฉากถามทันที


“อารายค้าบเด็กน้อยถามกลับ ทำตาแป๋ว นพรัตน์เห็นแล้วหน้ามุ่ย ขัดใจเชียว


เออนะ เอากับมันสิ! ตัวแค่นี้เริ่มรู้จักกวน ไม่รู้ไปเอานิสัยแบบนี้มาจากใคร!


“ก็ดอกไม้ที่พ่อฝากธามกับไปป์ไปให้อาเฟื่องไง อาเฟื่องเขาว่าไงบ้างชายหนุ่มเข้าประเด็น


“อาเฟื่องชอบดอกไม้ที่ธามให้คับ” ธามบอก ทำเอาคนฟังหัวใจพองโต อย่างนี้ก็แปลว่าเธอยกโทษให้เขาสิ….


“แต่ไปป์บอกว่าเป็นของพ่อลุง อาเฟื่องยี้เลย”


“ฮะ คนร้องฝันค้าง ก่อนถามซึมๆ “แล้ว...เขาทิ้งดอกไม้ของพ่อหรือเปล่า


“ไม่ทิ้งคับ” ธามบอก ทำเอาฝันค้างๆมีท่าจะหวังขึ้นบ้าง


“จริงหรือเปล่าลูก


“คับ อาเฟื่องม่ายทิ้งดอกไม้ที่ธามให้”


“ไปป์ด้วย อาเฟื่องม่ายทิ้งของไปป์เหมือนกัน เย้ๆ” เจ้าเด็กน้อยกระโดดเหยงๆดีใจ หารู้ไม่ว่าไอ้ท่าดีใจแบบไร้เดียงสาราวกับจะตอกย้ำความหวังของ ‘คนถูกเกลียด’ คนเดียวในที่นั้นให้แบนแต๊ดแต๋


“แต่…” คนถูกเกลียดเสียงเศร้า “อาเฟื่องเขาไม่ชอบดอกไม้ของพ่อลุง ถ้าพ่อลุงเป็นคนให้อาเฟื่องจะโยนทิ้ง ไม่แยแส…” ว่าแล้วก็ถอนหายใจดังเฮือก!


“งั้นพ่อลุงก็ฝากไปป์ไปแบบวันนี้ก็ได้ ไปป์จาเอาไปให้ทู้กวันเล้ย”
คนถูกเกลียดพยักหน้าเห็นด้วย นี่คงเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วล่ะ


หลังจากนั้นเด็กน้อยทั้งสองก็รับหน้าที่เป็นคนส่งช่อมะลิซ้อนให้เฟื่องฟ้าทุกวัน แต่ว่า…ถึงจะได้รับดอกไม้แต่คุณเฟื่องไม่มีท่าทีใดว่าจะยอมหายโกรธชายหนุ่มเลย นพรัตน์เคยไปหาเธอ แต่เธอไม่ยอมพบเขา หลบหน้าเขาทุกวิถีทาง เฮอะ! แต่เรื่องแค่นี้ไม่ทำให้ชายหนุ่มท้อหรอก เขาไม่ใช่คนยอมแพ้อะไรง่ายๆ


ใช่! กะอีแค่ง้อผู้หญิงที่ตัวชอบ จะทำไม่ได้ก็เสียชาติเกิดเกินไปล่ะ!


สายๆของวันเสาร์หญิงสาวนั่งอยู่ที่ซุ้มเฟื่องฟ้ากับป้าแดงเช่นเคย แต่หญิงอ่อนวัยกว่ากลับมีอาการ ‘ไม่เหมือนเคย’


“เป็นอะไรแม่เฟื่อง หืม? ป้าเห็นนั่งไม่สุขตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ชะเง้อหาอะไรหึป้าแดงถามเมื่อทนไม่ไหวกับอาการยุกยิกของหลานสาว คนถูกถามยิ้มแหยๆ ปฎิเสธอ่อยๆ


“เปล่าค่ะ…ไม่ได้หาอะไร” คนพูดไปไม่ได้รู้เลยว่าตัวเองชำเลืองมองปากทางเข้าบ้านบ่อยขนาดไหน


“มาป่งเปล่าอะไร ก็เห็นๆอยู่ รอใครล่ะ


“เปล่าค่ะ ไม่ได้รอใคร” ปากบอกไปแต่ชะเง้อเสียคอยาว ผู้สูงวัยกว่าเลยส่ายหน้าอย่างเอือมๆ


“วันนี้เจ้าสองคนนั่นยังไม่มาเลยนะ” ป้าเอ่ย คล้ายจะเปรยๆธรรมดา


“นั่นนะสิคะ” คนไม่รู้ตัวพลาดท่า “ทำไมยังไม่มาไม่รู้”


“อ้อ! ที่แท้รอเจ้าสองคนนั่น”  
เฟื่องฟ้านึกได้ตอนนั้น รีบแก้พัลวัน


”เปล่านะคะ หนูไม่ได้รอ…เพียงแต่แปลกใจว่า…ทำไมวันนี้พวกเขาถึงยังไม่มาอีก”


ไปได้น้ำขุ่นๆ ผู้เป็นป้าได้แต่หัวเราะเบาๆออกมาอย่างนึกขำ


“พักนี้เห็นเอามะลิมาฝากทุกวันเลยนี่ ใช่มั้ย” ป้าแดงถามอีก


“ค่ะ”


“หึหึ...เจ้าพวกนั้นมันช่างประจบ รู้จักเก็บดอกม้งดอกไม้มาให้”


“ค่ะ” เฟื่องฟ้าอมยิ้ม นึกถึงความน่ารักของเจ้าคู่เด็กน้อย


“สงสัยมะลิหมดบ้านไปแล้วมั้งป้าแดงพูดขำๆ “ไม่รู้ว่าพ่อนพเขารู้หรือเปล่า ว่าเจ้าสองคนนั่นเด็ดมะลิมาฝากสาวทุกวัน”
คนฟังชะงักปั๊บ...ในทันใด ไม่อยากจะนึกถึงอิ...ไม่ๆ! คนคิดเปลี่ยนเรื่องคุยฉับพลัน


“ป้าแดงคะ แถวนี้มีตลาดหรือเปล่า


“ไม่มีหรอก จะมีก็แต่ร้านขายของชำตาเส็งเท่านั้นแหละ ทำไมล่ะ? อยากไปตลาดหรือ


“ค่ะ...อยากได้เสื้อกับกางเกงเพิ่มสักหน่อย พักนี้ฝนตกบ่อยๆ เสื้อผ้าหนูแห้งไม่ทัน ตอนนี้ไม่ค่อยมีใส่เลยค่ะ อีกอย่างใกล้จะถึงวันนั้นของเดือนแล้วด้วย”


ป้าแดงไม่เข้าใจ “วันนั้นของเดือนอะไร


“คือหมายถึง…วันมีประจำเดือนน่ะค่ะ” คนพูดเอ่ยเหนียมๆ แม้จะเป็นผู้หญิงเหมือนกัน แต่มันก็ยังอดกระดากไม่ได้อยู่ดี ป้าแดงพยักหน้าเป็นทำนองเข้าใจ


”งั้นต้องไปตลาดที่ตัวอำเภอโน้นล่ะ”


“แล้วหนูจะไปได้ยังไงบ้างล่ะคะ


“ไปกับพ่อนพได้ เดี๋ยวป้าไปวานเขาให้” พูดเสร็จก็ทำท่าจะลุกขึ้น ทำเอาเฟื่องฟ้าเสียงหลง


“เดี๋ยวค่ะป้า เดี๋ยวๆ” คนตกใจรั้งป้าไว้แทบไม่ทัน ”จะไปวานเขาทำไมคะเธอว่า


”อ้าว! ก็เราอยากไปตลาดไม่ใช่เรอะ ป้าก็จะไปวานให้เขาช่วยพาไปไง”


“ไม่ต้องค่ะ ไม่ต้อง เกรงใจเขา”


“ไม่เป็นไรหรอก ตลาดใหญ่นั่นมันอยู่ไกลกี่ บ้านนั้นเขามีรถ แล้วปรกติเขาก็เป็นธุระจัดการเรื่องไปซื้อข้าวของที่ตลาดให้บ้านเราอยู่แล้วด้วย เขาน้ำใจดี วานแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก”
คนฟังนึกอยากขาดใจตายให้ได้ ที่เธอหาทางเปลี่ยนเรื่องคุยกับป้าเมื่อกี้ก็เพื่อจะได้ไม่ต้องเอ่ยถึงอีตาบ้านั่น แล้วทำไมมันถึง ’เฮี้ยน’ นักล่ะ ตามมาหลอกหลอนจนได้!


“ไม่เอาหรอกค่ะ หนูเป็นคนอื่น เกรงใจเขา”


“ไม่เข้าเรื่องน่า คนอื่นที่ไหน เป็นหลานป้าแท้ๆ” ป้าแดงพูด หญิงสาวไม่สนใจ เธอไม่มีทางจะไปกับคน(เฮงซวย)พรรค์นั้นหรอก


“เออ หนูเคยได้ยินว่ามีรถสองแถว ไปสองแถวได้มั้ยคะเฟื่องฟ้าหาทางต่อไป แต่ว่าคำตอบที่ได้มาก็...


“โอ๊ย! ไอ้ช่วงมันเลิกขับไปแล้วล่ะ เห็นว่าไปตกถังข้าวสาร ได้เมียรวย”


“หรือคะ แล้ว...ยังมีทางอื่นที่จะไปได้อีกมั้ยคะเฟื่องฟ้าไม่ละความพยายามเลย


“งั้นก็เอารถเครื่องเจ้าสาธิตไป ขี่เป็นมั้ยล่ะรถเครื่องน่ะ


“คะ? รถเครื่องคนอยู่เมืองกรุงงง


“รถเครื่องก็คือไอ้สิ่งที่คนกรุงเขาเรียกกันว่า ‘มอเตอร์ไซด์เคิ้ลง’ นั่นแหละครับ”






Free TextEditor



Create Date : 17 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2552 21:39:45 น.
Counter : 255 Pageviews.

0 comment
ลองดูครั้งแรก...กับนิยายที่แต่งเป็นเรื่องแรกของชีวิตตตตต (๘)

หลังจากอาบน้ำ สระผม เปลี่ยนเสื้อผ้า นพรัตน์ก็เข้ามาเอกขเนกอยู่ในห้องของตัวเอง นึกถึงใครบางคนที่เข้ามานั่งในหัวใจเขาไปแล้วอย่างมีความสุข ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อนึกถึงว่าตอนนี้คุณเฟื่องไม่ได้มีใครอยู่ในใจ งั้น...เขาก็อาจมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปอยู่ในนั้นได้บ้างกระมัง คอยดูเถอะ พรุ่งนี้เขาจะต้องหาทางสานต่อความรู้สึกดีๆกับเธอให้ได้ คิดไปอมยิ้มไป แม่น้องสาวย่องเข้ามาข้างหลัง ไม่รู้ตัวเลยสักนิด


“พี่นพพพ…” เด็กสาวตะโกนใส่หู เล่นเอาชายหนุ่มสะดุ้งโหยง


“เฮ้ย! ไอ้เก้า! มาตะโกนข้างหูทำไม ตกใจหมด”


“เห็นเอาแต่เหม่อ เลยแกล้งซะ”


“เข้ามาห้องพี่ มีธุระอะไร?”


“ก็ไม่มีอะไร มาตามไปกินข้าว”
นพรัตน์พยักหน้า ลุกขึ้นจะเดินออกไปแต่กลับถูกน้องสาวดึงตัวไว้


“เดี๋ยวๆ” นพเก้าร้อง “ก่อนพี่จะออกไป หวีผมเผ้าให้มันดูดีกว่านี้สิ” แม่น้องสาวสั่ง


“ทำไม


“ก๊อ...วันนี้มี ‘แขกพิเศษ’ จะมาร่วมรับประทานอาหารเย็นกับเรานะสิเจ้าคะ”


“ใครพี่ชายถาม “แขกพิเศษของแก อย่าบอกนะว่าเป็น‘ศรีทอง’”


“ไม่ใช่”


“งั้นใคร?”


“ไม่บอก”


“งั้นจะออกไปสภาพทุเรศๆแบบนี้แหละ”


“เฮ้ย! ไม่ได้ๆ”


“ก็บอกมาว่าใครพี่ชายพูดเสียงเข้ม


“โธ่! เอาเหอะน่า เพื่อน้องบังเกิดเกล้านะ ขอให้ออกไปในสภาพหล่อสุดชีวิตนะคะคุณพี่” พูดแล้วนพเก้าก็วิ่งตื๋อออกไปก่อนที่นพรัตน์จะเข้าขั้นเค้นคอถามอะไรมากกว่านี้ ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างระอา หยิบหวีมาหวีสองสามทีอย่างเสียมิได้ ในใจคาดไว้ว่า ถ้าเป็นแขกพิเศษของน้องสาวเขาล่ะก็ คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลูกสาวกำนันที่ชื่อ ‘ศรีทอง’


แต่น่าเสียดาย ที่ชายหนุ่มไม่มีโอกาสรู้เลยว่าการคาดเดาของเขาในครั้งนี้จะผิดถนัด!
………………………………


ตอนที่ 7


นพรัตน์ก้าวออกมาจากห้องอย่างเซ็งๆ เมื่อนึกถึงเด็กสาวที่ตามกรี๊ดเขามาตั้งแต่เริ่มแตกเนื้อสาวนั่นแหละ มันอดนึกเซ็งไม่ได้ในเมื่อเขาไม่ได้อยากพบศรีทองสักหน่อย คนที่เขาอยากพบน่ะ คือหญิงสาวที่นั่งไหว้พระกับเขาเมื่อตอนกลางวันต่างหาก


ชายหนุ่มเดินช้าๆมาที่ชานเรือน แต่แล้ว...เขาก็ใจหายแว้บ เมื่อได้เห็นชัดๆว่า ‘แขกพิเศษ’ ของนพเก้านั้นเป็นใคร ชายหนุ่มชาวาบขึ้นมาทั้งตัว ก่อนจะตาลีตาเหลือกหลบเข้าหลังเสาเรือนแทบไม่ทัน แม้ว่าเธอจะเป็นผู้หญิงที่เขาคิดถึงและนึกอยากพบที่สุด


แต่เขาไม่ได้อยากจะพบหน้าเธอในลักษณะแบบนี้!


นพรัตน์ตัดสินใจทันที เขาต้องหลบ ขืนให้คุณเฟื่องรู้ความจริงตอนนี้ เขาอาจจะตายได้
แต่...ดูเหมือนวันนี้เขาจะโชคร้ายต่อเนื่อง


“เอ้า! พ่อนพ มาแล้วก็ออกมานี่สิ ไปยืนอยู่ตรงนั้นทำไมเสียงนางผิวว่า ชะโงกหน้าออกมาจากการสนทนากับเฟื่องฟ้าอยู่เมื่อครู่ นพรัตน์สะดุ้งเฮือก เขาตั้งสติ ตอบมารดากลับไปว่า


”ผมโดนฝนมา รู้สึกไม่ค่อยสบายน่ะแม่ วันนี้ผมไม่กินข้าวนะ”


“อ้าว! แล้วกันสิ ไม่สบายเป็นอะไรมากหรือเปล่านางผิวถามขณะที่ลุกเดินเข้ามาหาลูกชายที่ยืนหลบหลังเสานิ่ง ชายหนุ่มยิ้มแหยๆให้มารดา นางผิวเอามืออังหน้าผากลูกชาย


”ตัวก็ไม่ร้อนนี่ ถ้าไม่เป็นอะไรมากก็ออกไป วันนี้แม่ชวนหนูเฟื่องเขามากินข้าวที่บ้านด้วย ไป ไปรู้จักเขาหน่อย”
นางผิวดึงมือลูกชาย แต่นพรัตน์ขืนกายไว้เต็มที่


“ผมไม่สบายแม่ แค็กๆ แค็กๆ” นพรัตน์แกล้งไอออกมาเสียงดังๆ จะได้สมบทบาทหน่อย แต่น่าเสียดายที่มันไม่สามารถตบตาผู้เป็นมารดาได้…สักนิดเดียว


“ออกไปน่า ยืนอยู่ตรงนี้เสียมารยาท”


“ผมไม่สบายจริงๆแม่ โอ้ย!ปวดหัว”


“แค่ไปรู้จักเขาหน่อยเดียว มันไม่ตายหรอก ไป ออกไปเดี๋ยวนี้” นางผิวเริ่มรู้สึกขัดใจ ก็นางอยากให้นพรัตน์ได้พบกับหญิงสาว และวันนี้นางตั้งใจแน่วแน่ว่าต้องให้คนทั้งคู่พบกันให้ได้ด้วย


“โอย..ปวดหัวแม่ ปวดหัวจริงๆ” นพรัตน์ยังโอดครวญ


"พ่อนพ” มารดาเสียงเข้ม ”อย่าสำออย แม่รู้ทันนะ ออกไป เดี๋ยวนี้สิ้นคำสั่งเฉียบขาดของมารดา นพรัตน์ก็คอตก ลองแม่ทำเสียงแบบนี้ก็ไม่อาจจะขัดได้อีกแล้ว ทำไมนะ เมื่อตอนกลาววันโชคยังเข้าข้างเขาอยู่เลย แล้วดูสิ ตอนเย็นสถานการณ์ดันกลับตาลปัตรได้ขนาดนี้ ซวยจริงๆ


เอาวะ! เป็นไงเป็นกันสิน่า อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด!
นพรัตน์เดินก้มหน้างุดตามมารดาออกมา เฟื่องฟ้าได้ยินการสนทนาของแม่ลูกทั้งหมด เห็นผู้ชายตัวโตที่ก้มหน้าชนิดคางจรดอก ตามหลังคนเป็นแม่ออกมาต้อยๆ คนเห็นได้แต่แอบยิ้มขำๆ ตัวก็ออกใหญ่โต แต่ท่าจะลูกแหง่น่าดู…


แต่เอ๊ะ! คนขำชักฉุกคิดอะไรขึ้นมา วันแรกที่เธอเห็นอีตานพนี่ที่ร้านเจ๊อ้อย เขาไม่ได้ตัวโตขนาดนี้นี่นา แถมเสียงเขานี่ก็คุ้นๆหูพิกลนะ


เฟื่องฟ้าเพ็งสายตา พยายามจ้องหน้านพรัตน์สุดฤทธิ์ แต่เขากลับก้มหน้าหนักกว่าเก่า เรียกว่าพยายามหลบสุดฤทธิ์เช่นกัน


“พ่อนพ นี่หนูเฟื่องหลานย่าแต๋ว” เสียงนางผิวแนะนำก่อนหันมาทางเฟื่องฟ้า “นี่ลูกชายป้า ชื่อนพจ้ะ”


“สวัสดีค่ะ” เฟื่องฟ้าเริ่มทักทายก่อน สายตายังคงจ้องเขม็งไปที่ชายหนุ่ม


“ครับ…สวัสดี” คนถูกจ้องตอบอ้อมแอ้ม นางผิวเริ่มรู้สึกขัดใจอีกแล้ว วันนี้ไอ้เจ้าลูกชายของนางมันเป็นอะไร อ้อมแอ้มๆเห็นแล้วขัดตาเป็นที่สุด


“เป็นอะไร้พ่อนพ! ก้มหน้าก้มตาอยู่ได้ ไหนเงยขึ้นมาสิ
เมื่อเจอเสียงประกาศิต นพรัตน์ก็หลับตาปี๋ นึกในใจ เอาไงเอากัน มาถึงขนาดนี้แล้ว คงได้เวลาเงยหน้าเผชิญกับความจริง(อันโหดร้าย)สักที!


ชายหนุ่มค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา นาทีแรกที่เฟื่องฟ้าได้เห็นหน้า ‘ลูกชายป้าผิว’ หญิงสาวก็รู้สึก


พูดไม่ออก!


ราวกับตัวเองสูญเสียความสามารถในการพูดไปเฉยๆ และนาทีต่อมาความโกรธก็แล่นเป็นริ้วๆ


“คนนี้…หรือคะ…นพ”


“ใช่จ้ะ นี่แหละตานพลูกชายคนเดียวของป้า” นางผิวว่า สุ่มเสียงประมาณ...ภูมิใจนำเสนอสุดๆ
เฟื่องฟ้าหันหานพรัตน์ ส่งสายตาเย็นชาไปให้เขา แต่เขากลับทำตรงกันข้าม พยายามส่งยิ้มหวานให้เธอ เพราะตอนนี้ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรได้ดีไปกว่าการยิ้ม


เฟื่องฟ้าร้อนวูบวาบ เพราะเดือด คล้ายๆเลือดจะขึ้นหน้า


นี่ยิ้มเยาะฉันอยู่สินะ! อีตาคุณนพ!


“สวัสดีค่ะ ‘คุณนพ’” หญิงสาวเอ่ยทักทายอีกครา เค้นเสียงหนักราวกับอยากให้ขยี้ใครสักคนให้จมพสุธาลงไปได้ นพรัตน์เจื่อนชนิดจอดสนิท คุณเฟื่องเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกตัวเขาใหม่เสียแล้ว ชายหนุ่มได้แต่รู้สึกวูบๆอยู่ในอก เมื่อจับได้ชัดถึงความเหินห่างที่เกิดขึ้นกะทันหัน มันแฝงในน้ำเสียงและสรรพนามที่เธอใช้เรียกเขา


“ทำไม...คุณเฟื่องถึงไม่เรียกผมเหมือนเดิมล่ะครับชายหนุ่มเอ่ย หญิงสาวเลยสวนกลับ


“ฉันจำได้ว่าไม่เคยพบคุณเลยสักครั้ง แล้วจะให้ฉันเรียกคุณเหมือนเดิมยังไงมิทราบ


ถ้อยคำเหน็บแนมนั้น วิ่งเข้าโสตประสาทจนคนถูกเหน็บขยับยิ้มจางๆ เอ่ยเสียงนุ่มอย่างผู้คิดจะคุมสถนการณ์


“ผม...ไม่คิดนะ ว่าคุณเฟื่องจะความจำสั้น”


“ขอโทษนะคะ ความจำฉันปรกติดี!”


“อ้อ! หรือครับ ถ้าอย่างงั้น คุณน่าจะจำได้ ว่าคุณเคยเรียกผมว่า ‘พี่’”


“แต่รู้สึกว่า ‘นั่น’ เป็นเรื่องเข้าใจผิด ฉันไม่เคยเก็บไว้ในสมองหรอกค่ะ”


นพรัตน์ยังคงยิ้มบางๆ กล่าวต่อไปอีกว่า


“ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องเมื่อสองวันก่อนหรอกนะครับ” เขาพูด “แต่ผมหมายถึงเมื่อสิบแปดปีที่แล้วต่างหาก คุณเรียกผมว่า ‘พี่นพ’ ทุกคำ”


“ไม่จริงล่ะ! ฉันไม่เคยเรียกเฟื่องฟ้าเถียง  


“เคย คุณเคยเรียก”


“ไม่จริง! ตัวของฉัน ฉันจำได้ ไม่เคยเรียก


“เอ่อ...หนูเฟื่องจ๊ะ” นางผิวเรียก นางค่อนข้างแปลกใจ เมื่อรู้สึกได้ว่า ‘สถานการณ์’ ชักไม่ใช่อย่างที่คิดฝัน “คือหนูเคยเรียกจ้ะ ป้าจำได้ เมื่อตอนหนูเด็กๆน่ะ เห็นเดินตามกัน เรียกพี่นพๆอยู่จ้อยๆ”
คนเถียงแทบจะอ้าปากค้างหลังจากได้ฟังคำยืนยันจากนางผิว


เฟื่องฟ้าไม่อยากจะเชื่อ เมื่อตอนสี่ขวบเธอเคยเรียกไอ้ผู้ชายบ้าๆที่อยู่ตรงหน้านี่ว่าพี่จริงๆรึ?!


“เห็นมั้ย ผมไม่ได้โกหก” คนพูด พูดอย่างภาคภูมิใจเสียเต็มประดาที่ตัวเองเป็นฝ่ายถูก หารู้ไม่ ไอ้ท่าทางภูมิอกภูมิใจของเขานี่แหละมันเพิ่มอุณหภูมิความโกรธของหญิงสาวเข้าไปอีก


ก็มันทำให้เธอรู้สึกว่าเสียหน้า!


“นั่นมันก็นานมาแล้ว ฉันจำไม่ได้หรอก! แล้วตอนนี้ฉันก็ไม่ได้อายุสี่ขวบแล้ว จะให้ฉันเรียกคุณอย่างเมื่อก่อนคงเป็นไปไม่ได้


และไม่มีทางเป็นไปได้ด้วย! คนคิดนึกอย่างขุ่นเคือง


“ครับ คุณจะเรียกผมยังไงมันก็เป็นสิทธิ์ของคุณ”
นางผิวมองสองคนด้วยความแปลกใจแกมหนักใจ หนุ่มสาวคู่นี้มันต้องมีเรื่องอะไรกันมาก่อนแน่ๆ ไม่งั้นคงไม่คุยกันแปลกๆแบบประชดประชันกันทุกคำอย่างนี้


นพเก้ายกสำรับกับข้าวออกมาโดยมีเจ้าเด็กน้อยสองคนเดินตามมาติดๆ เด็กสาวรู้สึกงงๆอยู่เหมือนกันที่เห็นเฟื่องฟ้านั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ตรงข้ามกับพี่ชายเธอ


“เจ้าชูล่ะแม่เก้า ไปตามมาเร็ว จะได้กินข้าวพร้อมๆกัน ดูสิป่านนี้หนูเฟื่องหิวแย่แล้ว” นางผิวว่า


“เดี๋ยวก็มาจ้ะแม่ พี่ชูอาบน้ำอยู่”


“ไปบอกให้เร็วๆหน่อยก็ดีนะ เพราะใครบางคน เขาโมโหหิวจนหน้าหงิกหมดแล้ว” คน(แอบ)ปากร้ายไม่วายยั่วแหย่
เฟื่องฟ้าค้อนควับให้ แต่อีตาคนปากร้ายทำท่าไม่รู้ไม่ชี้


“พี่ชูมาโน้นแล้วล่ะ…” นพเก้าพูด
หญิงสาวเปลี่ยนสายตาไปมองคนที่กำลังเดินเข้ามา


เอ๊ย!เธอจำได้ ผู้ชายคนนี้แหละเป็นคนที่เห็นในร้านเจ๊อ้อยในวันนั้น!


“ตักข้าวเลยสิเก้า พี่หิวจนจะเป็นลมอยู่แล้วนะเนี่ย” ชายหนุ่มกล่าวกับน้องสาว แต่สายตาลอบชำเลืองไปทางคุณเฟื่อง แล้วก็ยังพบความจริงอันเสมอต้นเสมอปลายว่า คุณเฟื่องฟ้าแกยังส่งสายตาขุ่นเคืองให้อยู่ดี



มันเป็นความกระอักกระอ่วนแก่เฟื่องฟ้าเป็นอันมากที่ต้องนั่งอยู่ตรงนี้ เพราะอีตาบ้านี่ อีตาบ้าที่ส่งยิ้มกวนประสาทให้ตลอดเวลาจนเธอรู้สึกว่าอยากจะเอาช้อนข้าวทิ่มลูกตาให้สักสองที


ไอ้ผู้ชายโรคจิต!


“เออ หนูเฟื่องจ๊ะ” นางผิวเอ่ยเรียกขึ้นมา เมื่อรู้สึกว่าบรรยากาศวงข้าวมันดูฮึ่มๆอึมครึมๆพิกล “เดี๋ยวอิ่มแล้วอย่าเพิ่งกลับนะ อยู่คุยกับป้าก่อนสักสองสามคำ”


ทันใดนั้นเสียงเล็กๆก็ดังขึ้นมา


“โธ่! จาคุยกะย่าอย่างเดียวได้งาย อาเฟื่องคุยกะไปป์ด้วยนะ”


“คุยกะธามด้วย”
เฟื่องฟ้าค่อยยิ้มได้ สรพสำเนียงเจื้อยแจ้วของเด็กน้อยทั้งสองทำให้รู้สึกดีขึ้นมากมาย…แต่...


“คุยกับผมด้วยนะ”


ให้ตายดิ้นเถอะเสียงนี้! ได้ยินแล้วอยากจะลูกขึ้นมาวี้ดๆใส่หน้าให้สักสองทีนัก! สิ่งเดียวที่บังคับให้เธอนั่งอยู่ตรงนี้ตอนนี้ได้ก็คือคำว่า ‘มารยาท’ คำเดียวเท่านั้น แต่…จะว่าไป คำว่า ’มารยาท’ กับคำว่า ’มารยา’ มันก็ใกล้กันนิดเดียวนะ


“เอ่อ...ป้าผิวคะ…คือว่า วันนี้หนูรู้สึกเหมือนไม่ค่อยสบายน่ะค่ะ อยากจะขอตัวกลับเลยแล้วกันนะคะ


“เฮ้อ! วันนี้เป็นอะไรกันน้า ไม่สบายแบบพ่อนพอีกคนแล้ว”


“เขาเรียกใจตรงกันไงแม่” นพรัตน์พูดเสียงระรื่น หันไปถามคนนั่งตรงข้าม ”จริงมั้ยครับ คุณเฟื่องถ้าสายตาเฟื่องฟ้าพูดได้ มันก็กำลังประกาศชัดว่า


ทุเรศ! ใครเขาจะอยากไปใจตรงกับนาย!


เฟื่องฟ้าหันไปยิ้มเจื่อนๆกับคนชวน


“ขอโทษค่ะป้า แต่หนูไม่สบายจริงๆ ขออนุญาตกลับก่อนได้มั้ยคะ


“จ้าๆไม่เป็นไรหรอกลูก ไม่สบายก็กลับไปพักผ่อนเถอะ เอาไว้วันหลังค่อยคุยกันก็ได้” นางผิวบอก เฟื่องฟ้ายิ้มก่อนหันไปหาเด็กสาว


“น้องเก้าคะ ไปส่งพี่หน่อยได้มั้ย


“ผมไปส่งคุณเองก็ได้ เก้าเขายังไม่อิ่มเลย ใช่มั้ยชายหนุ่มถาม นพเก้าก็เหมือนจะเป็นใจ พยักหน้าเออออห่อหมกให้ในทันที
เฟื่องฟ้าทำคอแข็ง เชิดหน้า


”งั้นไม่เป็นไร ฉันกลับคนเดียวได้”


“แต่มันมืดแล้วนะ ไม่กลัวหรือไง


“ไม่กลัว”
นพรัตน์ยิ้มกรุ้มกริ่ม


”กลางคืนมันอันตรายนะคุณ ไหนจะคน ไหนจะ…ผี”
เฟื่องฟ้าหันขวับมา


”คุณ


“เอ้า! พ่อนพนี่ทำไมไปพูดอย่างงั้นล่ะ น้องก็กลัวกันพอดี” นางผิวต่อว่าลูกชายก่อนหันไปพูดกับหญิงสาว “ให้พี่เขาไปส่งน่ะดีแล้วล่ะหนูเฟื่อง มันค่ำมืดแล้วเชื่อป้าเถอะ”
เฟื่องฟ้าท่าทีอ่อนลงเมื่อได้ฟังคำของนางผิว นพรัตน์เห็นอย่างนั้นก็ลุกขึ้น ทำท่าผายมือให้

“เชิญครับ คุณผู้หญิง” แต่แม้ชายหนุ่มจะพูดเพราะสักขนาดไหนเฟื่องฟ้าก็ไม่วาย ส่งสายตาเขียวปั้ดให้เขาอยู่ดี






Create Date : 10 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2552 22:00:31 น.
Counter : 263 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

parinnada
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]



แนะนำตัว
New Comments