รุกคืบกันซึ่งหน้า

ตอนที่ ๓

“เฮ้! โว้ๆๆๆ ฉันประหลาดใจจังที่เจอนายที่นี่นะเนี่ย ป๊อป!”


ถ้าจะให้บรรยายในสิ่งที่อารยาเห็นตอนนี้ก็เห็นจะเป็นอัครพงษ์คนหนึ่งที่เดินเข้ามาในร้านและหยุดยืนขนาบข้างพร้อมวางมือบนไหล่ของอัครพงษ์อีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ก่อนหน้า!


ใช่! สิ่งที่เห็นด้านกายภาพเป็นแบบนั้นไม่มีผิด นี่มันอัครพงษ์หนึ่งกับอัครพงษ์สองชัดๆ!


สิ่งที่แตกต่างระหว่างเขาทั้งคู่ก็มีแค่เสื้อผ้ากับใบหน้าที่เป็นเวอร์ชั่นยิ้มร่ากับเวอร์ชั่นหน้านิ่งตายสนิทแค่นั้น!และเมื่ออัครพงษ์หนึ่งดูจะไม่หือไม่อือกับคำทักของอัครพงษ์สองอัครพงษ์สองจึงเบนหน้ามาเอ่ยทักอารยาแทนด้วยสุ้มเสียงเริงร่าประหนึ่งนกน้อยยามเช้าตรู่


“สวัสดีครับคุณอารยา ผมภัทรวัชร ลักษณะไพศาลยินดีที่ได้รู้จักกับสุภาพสตรีแสนน่ารักอย่างคุณนะครับ” ภัทรวัชรแนะนำตนเองแถมปิดท้ายคำพูดด้วยยิ้มเก๋ไก๋แต่ไอ้คำ ‘สุภาพสตรีแสนน่ารักอย่างคุณ’ นั่นมันอะไร! อารยาถึงกับต้องแอบเหล่มองหน้าอัครพงษ์(หนึ่ง)อย่างวิตกแต่สิ่งที่เห็นคือ...


สีหน้าเขาตายสนิท นั่นทำเอาอารยารู้สึกร้อนวูบๆที่หน้าขึ้นมาเลย!


แน่ใจสุดๆว่าที่ตัวเองรู้สึกคืออารมณ์ขายขี้หน้าล้วนๆ!


“โอเคครับ” ภัทรวัชรหัวเราะหึๆ “ถึงคุณจะไม่ได้เชิญผมนั่งลงเพราะความที่เขินผมจนหน้าแดงล่ะก็ไม่เป็นไร งั้นผมขอถือวิสาสะนั่งลงร่วมวงกับคุณเอง ขออนุญาตนะครับ” ว่าจบคนพูดก็ยิ้มกรุ้มกริ่มก่อนเลือกดึงเก้าอี้อีกตัวจากโต๊ะข้างๆมาเสริมขนาบกับอัครพงษ์แล้วหย่อนก้นลงนั่งทันที


“เอ้า! แล้วว่ายังไงล่ะป๊อป นี่นายยังไม่ได้ตอบฉันเลยนะว่านายมาทำอะไรที่นี่”แล้วเขาก็ถามชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ก่อนหน้าอีกครั้ง


อารยาสังเกตเห็นว่าอัครพงษ์ขยับปลายคางเชิดขึ้นกว่าเดิมนิดหนึ่งก่อนตอบเรียบๆว่า


“แค่มาหากาแฟทานก่อนไปทำงาน”ว่าจบคนพูดก็ยกกาแฟถ้วยที่เคยสำลักจนหน้าแดงขึ้นดื่ม แต่หนนี้นี่ไม่มีปฏิกิริยาใดเลยสีหน้าเขา...ตายสนิทได้โล่


“อ้อ!ถึงว่าสิ” ภัทรวัชรดีดนิ้วดังเป๊าะแบบคนเพิ่งนึกอะไรออก“เข้าใจแล้ว เพราะร้านคุณอารยาเปิดเช้าขนาดนี้เพื่อขายกาแฟให้คนขยันไปทำงานเช้าๆสินะครับแม่ผมถึงได้ติดใจและเป็นลูกค้าประจำประเภทเหนียวแน่นของคุณแบบนี้นี่นายก็ด้วยสินะป๊อป เฮ้อ!ฉันเพิ่งรู้เลยนะเนี่ย” ว่าจบเขาก็หันมายิ้มหวานให้อารยา เธอตั้งท่าจะพูด


“เอ่อ...”


ทว่าอัครพงษ์ก็ลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูงอารยาตกใจผงะไปนิด


“ต้องไปแล้วล่ะ! เดี๋ยวรถจะติด” เสียงเขาพูด แต่เพราะมันไม่มีทั้งสรรพนามหรือหางเสียงก็ทำให้บอกไม่ได้เหมือนกันว่าคนพูดนั้นตั้งใจจะบอกใครกันแน่


พี่ชายเขาแหละมั้ง...อารยาคิดอย่างมึนๆ อารามกิริยาปุบปับที่เกิดขึ้นทำให้เธอออกจะ...งงๆและตามไม่ทันและเหตุการณ์ต่อจากนั้นอัครพงษ์ก็ไม่ได้พูดพล่ามทำเพลงอีกตามเคย เขายื่นธนบัตรหนึ่งร้อยบาทให้อารยาเฉยๆหญิงสาวเลยกะพริบตา


อืม...นี่เขาต้องการให้เธอคิดเงินเขาสินะ...


“อ่า...ถ้างั้นเดี๋ยวฉัน”ยื่นมือไปกำลังจะรับเงินนั่นแหละ แต่เขาก็ชิงวางปับลงบนโต๊ะเสียก่อน


“ไม่เป็นไรครับไม่ต้องทอน ผมยินดีจ่ายให้เกินราคาเพราะกาแฟของคุณอร่อยมากครับ” ว่าจบคนพูดก็เดินออกจากร้านไปไป ชนิดไม่เหลียวหลังมามองสักนิดเลยด้วย!


เอ่อ...กาแฟของเธอ...(ที่ทำเขาสำลักนี่น่ะนะ)อร่อยมาก...


อารยานึกอยากจะประกาศปิดร้านเพื่อการร้องไห้อย่างบ้าคลั่งสักหนึ่งวันจริงๆ!


โธ่! นี่เขาประชดเธอสินะเนี่ย...


แต่นั่นก็เป็นได้แค่ความรู้สึกนึกคิดเพราะคล้อยหลังอัครพงษ์ไม่ถึงนาที คนที่หน้าตาเหมือนอัครพงษ์เปี๊ยบก็ยื่นใบหน้าเปื้อนยิ้มแป้นแร้นเข้ามา


“คุณยาครับ”


แต่นั่นทำเอาอารยาถึงกะผงะ เพราะหน้าของภัทรวัชรที่ยื่นเข้ามานั่นมันดูจะใกล้เธอมากกว่าตอนที่อัครพงษ์ยังนั่งอยู่มาก!ก็ห่างกันแค่ความกว้างของฝ่ามือเองมั้ง


นี่เขาเปลี่ยนที่เลื่อนเก้าอี้ขยับมานั่งข้างเธอตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย!


ภัทรวัชรเท้าคาง ยิ้มกรุ้มกริ่ม


“แหม! หน้าแดงง่ายจัง คุณยานี่ เป็นผู้หญิงน่ารักอย่างที่แม่ผมบอกจริงๆนั่นแหละ”




Create Date : 31 สิงหาคม 2557
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 11:27:20 น.
Counter : 264 Pageviews.

0 comment
รักมั้ง...ก็ประมาณนั้นแหละ

ตอนที่ ๒

เสียงรถที่แล่นเข้ามาจอดด้านหน้าร้านทำให้คนที่กำลังสาละวนรดน้ำเถาต้นลดาวัลย์ซึ่งกำลังไต่เลื้อยขึ้นไปบนซุ้มระแนงไม้ตรงสวนหย่อมเล็กๆด้านข้างร้านกาแฟของตนต้องชะงักนึกสงสัยว่าลูกค้าคนไหนนะแต่เช้าตรู่ซะแบบนี้

อาจเป็นพี่หมิวมั้งอารยาคิด


หญิงสาวรีบส่งเสียง “ค่าๆ มาแล้วค่า” ออกไปก่อนเมื่อได้ยินเสียงปิดประตูรถที่บอกให้รู้ว่าลูกค้าคนที่มาเยือนนั้นคงออกมายืนรออยู่หน้าร้านเธอแล้ว


อารยารีบเดินไปปิดน้ำจากก๊อกที่ตนต่อสายใช้ฉีดรดสวนสวยๆของเธออยู่


พี่หมิวที่อารยานึกนั้นก็คือหนึ่งในกลุ่มลูกค้าประจำของอารยาที่มักจะแวะมาซื้อกาแฟสดกับเบเกอรี่อีก๒-๓ อย่างเพื่อไปฝากบรรดาลูกน้องที่ออฟฟิศเสมอเกือบทุกเช้า แต่ปกติแล้วพี่หมิวเธอก็ไม่เคยมาเสียชนิดเช้าตรู่ยังไม่เจ็ดโมงดีอย่างนี้เลย


“มาแล้วค่าทำไมวันนี้ถึงมาเช้าจังเลยล่ะคะพิ...” คนตะโกนชะงักทันทีเมื่อซอยเท้าถี่ๆออกมาจากมุมร้านเพื่อที่จะพบว่าคนที่มา หาใช่ลูกค้าสาวขาประจำนามว่าหมิวเสียที่ไหน  หากแต่เป็น...


“อรุณสวัสดิ์ครับ”


อัครพงษ์ ลักษณะไพศาล เอ่ยสั้นๆด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เขาไม่ได้ยิ้ม ที่จริง...ไม่เคยยิ้ม แต่แค่ดวงตาบนใบหน้านิ่งๆนั่นก็พอแล้วที่จะทำให้อารยารู้สึกว่าแขนของตัวเองสองข้างนี้มีมากเกินความจำเป็น


“เอ่อ...อะ...อรุณ...สวัสดิ์ค่ะ”อารยาเริ่มถูมือกับผ้ากันเปื้อนที่ตนสวมไว้ ในหัวที่ไม่มีอะไรจู่ๆก็ดันเกิดความคิดขึ้นมาว่าทำไมวันนี้เธอถึงไม่เลือกหยิบชุดกระโปรงหวานๆน่ารักๆที่ก็พอจะมีกับเขาอยู่บ้างเอามาใส่ในตอนที่ลุกขึ้นมาเตรียมเปิดร้านเมื่อตีสี่แทนที่จะเป็นไอ้เสื้อยืดแขนยาวสีเทาอ่อนกับกางเกงยีนส์เก่าๆตัวนี้นะ


ก็นี่มันดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลย!


“คะ...คุณ...”

“อัครพงษ์ครับ”คนมาเยือนรีบเอ่ย ดูเหมือนเขาจะเข้าใจว่าปฏิกิริยาติดอ่างของอารยาเกิดมาจากความที่เธอไม่แน่ใจว่าเขาเป็นใครซึ่ง...นาทีนี้ก็คงมีแต่พระเจ้ากับอารยาเองเท่านั้นที่รู้ว่านั่นมันไม่ใช่...เขาเข้าใจผิด


“ร้านเปิดหรือยังครับ” เขาเอ่ยถาม


“อ่อ...เอ่อ...ขะ...ค่ะ! ชะ...เชิญค่ะ” อารยารีบผลักประตูกระจกเดินนำเขาเข้าไปด้านใน ความจริงร้านของเธอก็เป็นกระจกสภาพค่อนข้างโปร่งและช่วงเวลากลางวันก็จะสว่างเพียงพอด้วยแสงธรรมชาติแต่เช้าๆแบบนี้แสงยังไม่มากอารยาจึงเปิดดาวน์ไลท์ที่ให้แสงนุ่มๆดูผ่อนคลาย ทว่าเมื่อเธอนำอัครพงษ์เข้ามา อารยาก็กดเปิดสวิซต์ไฟด้านในทันทีด้วยมือที่รู้สึกว่าจำนวนมันเกินๆนั่นแหละแล้วก็...


พรึ่บ! ไฟทุกดวงที่มีภายในร้านพร้อมใจกันติดจนร้านทั้งร้านสว่างจ้า


ชายหนุ่มหยีตาแล้วก็หยุดตัวเองอยู่แค่โต๊ะตัวที่ใกล้ประตูทางออกที่สุด อารยาไม่ทันได้สังเกตจุดนั้นเพราะเธอตรงดิ่งลิ่วๆไปที่เคาน์เตอร์ชงกาแฟของเธอตามสัญชาตญาณ หัวใจยังเต้นตึกตักไม่หยุดเลยกับการที่ตอนนี้เป็นการเผชิญหน้ากับ...อัครพงษ์เป็นครั้งแรกชนิด...


ชนิดอย่างตรงๆ! เพียงลำพัง! ไม่คาดฝัน! และไม่ทันจะตั้งตัวด้วย!


อ๊าย! พระเจ้า! ไม่ๆเธอต้องระงับความรู้สึกตื่นเต้นจนพิลึกพิลั่นนี่สิ!


อารยาสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ ทั้งเครื่องชงกาแฟขวดไซรัปแต่งกลิ่นกาแฟไม่ว่าจะคาราเมล เฮเซลนัท อัลมอนด์ บัตเตอร์สก็อต และต่างๆนานาอีกมากมายที่เรียงรายบนเคาน์เตอร์นั่นก็เหมือนมันจะมีชีวิตขึ้นมาเสียงั้นเพราะอารยารู้สึกเหมือนว่าพวกมันกำลังตะโกนบอกให้เธอทำหน้าที่ขายกาแฟของเธอไป!


ใช่ เธอต้องชงกาแฟสิ! เอ...แล้วเขาทานอะไรกัน? อารยาพยายามนึกทุกครั้งที่คุณวารีบอกว่าจะซื้อเครื่องดื่มจากร้านเธอไปฝากคนที่บ้าน คุณวารีสั่งอะไรบ้าง


เอสเพรสโซ่รึ? ไม่ๆ เธอไม่คุ้นเลยว่าคุณวารีเคยสั่งไปฝากใคร


รึว่าจะเป็นคาปูชิโน่ ไม่ๆ ก็ไม่คุ้นอีกนั่นแหละ เอ๊ะ! มันอะไรกันนะ เธอต้องนึกให้ออกซี นึกให้ออกสิอารยา!


“เอ่อ...คุณจะช่วยชงกาแฟให้ผมสักแก้วได้ไหมครับ”จู่ๆเขาก็ถามขึ้น “คือถ้าคุณยังไม่พร้อม ผมขอกาแฟซองธรรมดาๆก็ได้”


“คะ?” อารยาชะโงกหน้า หนนี้เองที่เพิ่งจะสังเกตว่าเขาน่ะนั่งเสียห่างเคาน์เตอร์ชงกาแฟของเธอขนาดไหน


“คือผมไม่รู้ว่าร้านคุณเปิดจริงๆตอนกี่โมงแต่จำได้ว่าแม่บอกว่าคุณเปิดร้านค่อนข้างเช้า แต่ผมก็รู้แล้วล่ะ ว่าเจ็ดโมงเช้านี่มันเช้าเกินไป”


“อ๋อ! มะ ไม่หรอกค่ะ! ที่จริงคือฉัน”


“ไม่เป็นไรครับคุณแค่ชงกาแฟซองให้ผมแก้วหนึ่งก็พอ” น้ำเสียงนั่นราบนิ่ง ฟังแล้วก็รู้ว่าคนพูดตกลงใจแน่วแน่ในสิ่งที่สั่งโดยอารยาไม่ได้มีโอกาสจะอธิบาย ว่าจริงๆแล้วเธอตระเตรียมของเปิดร้านเสร็จตั้งแต่หกโมงทุกวันเป็นกิจวัตรประจำอยู่แล้ว และระหว่างรอที่จะเปิดร้านจริงๆในเวลาเจ็ดโมงครึ่ง เธอก็มักจะไปรดน้ำดูแลสวนหย่อมเล็กๆของเธออย่างวันนี้นี่แหละ  และจริงๆ นาทีนี้เธอก็พร้อมจะชงกาแฟชนิดอื่นให้เขาได้ด้วยถ้าเธอไม่...


ไม่ได้รู้สึกประหม่าจนถึงขั้นเงอะงะอย่างนี้!


แต่นั่นก็เหมือนจะช้าไปแล้ว นานอึดใจหนึ่งอารยาก็ถือแก้วกาแฟเดินมาส่งให้เขา และเพราะในร้านยังไม่มีลูกค้าคนไหน เธอจึงถือถาดใส่โถน้ำตาลและครีมเทียมเล็กๆมาวางเสิร์ฟให้เขาบนโต๊ะด้วย

“น่ะ...นี่ค่ะ” อารยาเอ่ยอุบอิบ

“ขอบคุณครับ”

อารยาก้มหน้า บอกไม่ถูกว่านาทีนี้ตัวเองอยากจะยิ้มหวานๆให้เขาหรืออยากจะวิ่งชิ่งหนีไปหลังร้านแล้วกรี๊ดดังๆให้มันก้องโลกกันแน่!

แต่ก็นั่นแหละ! แท้ที่สุดคือเธอไม่กล้าจะมองเขาตรงๆเอาเสียเลยทั้งที่นี่เป็นโอกาสแรกที่ได้ใกล้เขาขนาดนี้ คิดอยู่ว่าถ้าตนเองจะยืนอยู่อีกสักนิดโดยไม่พูดอะไรกับเขาเลยเขาจะคิดว่าเธอประหลาดไหม


โธ่! ก็ถ้าเป็นลูกค้าคนอื่นล่ะก็ สาวร้านกาแฟอย่างเธอก็มนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศไม่แพ้ใครในสามโลกหรอก! แต่กับเขาน่ะ เธอรู้สึกว่าต้านทานไม่ไหวจริงๆ!


“เอ่อ...คุณ...จะว่าอะไรไหมครับถ้าผมจะขอเปิดประตูออกสักหน่อย”


“คะ?”อารยานึกค้างเมื่อจู่ๆคนอีกฝั่งก็ถามประโยคนั้นขึ้นมา ก่อนจะต้องเบิกตากว้างเมื่อไฟทุกดวงที่ส่องสว่างส่งให้เห็นได้ชัดว่าอัครพงษ์มีเหงื่อผุดขึ้นมาบนหน้าเป็นเม็ดๆ

“ตายละ! ฉันลืมเปิดแอร์ให้คุณไปสนิทเลย!” อารยาร้อง  ตกใจจริงว่าเธอประสาทจนพลาดอีกเข้าให้เลยโดดผลุงตั้งท่าจะไปดันสวิชต์เปิดเครื่องปรับอากาศที่อยู่บนผนังห้อง แต่ทว่าอีกฝ่ายก็ร้องห้าม

“อ้อ! ไม่เป็นไรหรอกครับ ไม่เป็นไร ไม่ต้องเปิดก็ได้” ชายหนุ่มพูด “คุณแค่...เปิดประตูแล้วก็ กรุณาปิดไฟลงสักหน่อยเปิดแค่ดาวไลท์อย่างตอนแรกผมว่าก็พอแล้วล่ะ”


ใช่! นี่เธอพลาดอีกแล้ว...


“ขอโทษจริงๆ นะคะ” อารยายิ้มแหยแห้งๆให้เขาและแน่แหละเขาไม่ได้ยิ้มตอบอะไร แค่พูด “ไม่เป็นไรครับ” อีกครั้งขณะลุกขึ้นไปผลักประตูกระจกหน้าร้านให้เปิดออกส่วนอารยาเองก็เดินไปปิดสวิชต์ไฟลง ข้างในลึกๆนึกอยากจะร่ำไห้ปล่อยโฮกับตัวเองแทบขาดใจที่ในสถานการณ์สำคัญแบบนี้เธอกลับทำอะไรที่...


ที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย!


อารยาหันกลับมาและเห็นว่าอัครพงษ์กลับมานั่งโต๊ะตามเดิมแล้วเธอเห็นเขาตั้งท่า ไม่ได้มองมาที่เธอหรอกก่อนจะยกแก้วขึ้นดื่มและทันใดนั้น


พรืด! เขาสำลักกาแฟออกมาพรวดใหญ่!


“คุณป๊อป!” อารยาตกใจ โดดผลุงเข้าไปหา ทว่าอีกฝ่ายรีบหันเบือนหน้า ยกมือห้ามเธอสุดแขน


“มะ ไม่ใช่ กาแฟซองหรือครับ” เขาพูดขณะที่ยกหลังมือขึ้นบังปากบังจมูก หน้าตาด้านข้างดูขื่นๆชัดเจนพอๆกับผิวหน้าที่แดงเรื่อขึ้นมาจนเห็นได้


“ฉัน...ฉันลืมบอกไปน่ะค่ะว่าฉันทำอเมริกาโน่ให้คุณ นี่น้ำตาลกับครีมเทียมน่ะค่ะ ฉันวางไว้ด้วย เผื่อคุณอยากจะเติม” อารยาพูดขณะดันโถน้ำตาลเล็กๆให้กระเถิบไปตรงหน้าเขาอีกนิด  อารยานึก  ถ้าทำได้เธอคงกลั้นใจตายตรงนี้ไปแล้ว

“ฉัน...ฉันขอโทษจริงๆนะคะ!”

“ไม่เป็นไรครับ”เขาพูด “ผมผิดเอง ไม่ทันสังเกต” น้ำเสียงนั้นฟังขัดและแปลกแปร่งไปกว่าที่อารยาเคยได้ยินแต่สีหน้าที่ยังขื่นผนวกกับปฏิกิริยาชนิดที่ว่าเลี่ยงจะสบตามองหน้าเธอก็ยิ่งทำให้อารยารู้สึกผิด! เธอเผลอทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามเขาอย่างหมดแรง

“ฉัน...ขอโทษนะคะ” อารยาครางหงิงก้มหน้าและรู้สึกผิดเสียจนนึกอยากจะปล่อยโฮออกมาหนักกว่าเดิมอีกเป็นล้านๆเท่า!

แต่ทว่า...

“ไม่ ไม่หรอก ผมต่างหาก  เป็นผม ที่ต้องขอโทษ ขอโทษคุณ”


เสียงนั้นที่อารยาได้ยินกลับมาขึงขังจริงจังแล้วและเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นก็พบว่าอัครพงษ์กลับมาจ้องหน้าเธอแล้ว หนนี้อารยาเลยถูกตรึงด้วยนัยน์ตาที่แสนจริงจัง


“ขะ...คะ?...”


สิ่งนั้น แววตาแบบนั้น กำลังบ่งบอกให้เธอรู้สึก...ว่าเขา มีอะไรบางอย่างที่ต้องจะพูดกับเธอ


อะไรสักอย่าง...ที่มีความสำคัญ


“เรื่องที่แม่ผมมาพูดกับคุณเมื่อวานนี้น่ะ คือ”


“เฮ้! โว้ๆๆๆ ฉันประหลาดใจจังที่เจอนายที่นี่นะเนี่ย ป๊อป!”

..............................................




Create Date : 26 สิงหาคม 2557
Last Update : 27 สิงหาคม 2557 11:28:38 น.
Counter : 292 Pageviews.

0 comment
Forbidden love: สุดหัวใจ ห้ามไม่ให้รัก

ตอนที่ ๑

อารยารู้ตัวว่าตนเองเผลอร้องอุทาน “ฮะ!”  ออกมามิใช่เบาๆเลยต่อหน้าสุภาพสตรีที่สูงวัยกว่าซึ่งเป็นแขกที่มาจากคฤหาสน์ใหญ่ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ท้ายซอยร้านกาแฟของเธอด้วย พร้อมๆกับความรู้สึกร้อนๆที่ลามเลียขึ้นมาตามผิวหน้าทำให้อาการเสียมารยาทเช่นนั้นเป็นเรื่องช่วยไม่ได้เอาเสียเลย เพราะนาทีนี้อารยาแน่ใจว่าตัวเธอคงจะอ้าปากค้างอยู่ด้วยแน่ๆ


    “มะ...เมื้อกี้ คุ...คุณป้าว่าอะไรนะคะ” อารยาติดอ่าง ไม่ใช่เพราะฟังไม่ชัด แต่เพราะชัดนั่นแหละ ถึงทำให้เธอไม่กล้าจะมองหน้าแขกทั้งสองคนอีกต่อไปแล้ว


    “โธ่! หนูยา อย่าทำหน้าแบบนั้นสิจ๊ะ” สุภาพสตรีสูงวัยกว่าเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหนักใจ “มันอาจดูเป็นคำขอที่หักหาญกับหนูมากเกินไปหน่อย แต่ป้าน่ะ อยากให้หนูตกลงแต่งงานกับลูกชายของป้าจริงๆ”


หวา! หนนี้อารยาได้แต่กรีดร้องอยู่ในใจ เพราะเสียงเธอมันหายไปเสียแล้ว หายไปราวกับว่าโดนความร้อนภายในที่พวยพุ่งขึ้นมาละลายมันไปพร้อมๆกับที่ละเลงผิวหน้าเธอให้แดงแปร๊ดเป็นลูกตำลึงสุกนั่นแหละ!

นี่ล้อกันเล่นใช่มั้ยคะ?!

อารยาก้มหน้างุดมองมือตัวเองที่ประสานอยู่บนหน้าตักทันที การถูกขอร้องในเรื่องสำคัญของชีวิตลูกผู้หญิงแบบนี้มันช่างประดักประเดิดจน...จนได้ยินเสียงใจตัวเองอย่างกับมันทะลุออกมาเต้นปักๆอยู่ข้างหูแล้ว!

ยิ่ง ‘คู่กรณี’ เองก็นั่งอยู่ตรงหน้าด้วย!


“ตะ...แต่ว่า...” อารยาพูดไม่ออก นาทีนี้เธออยากให้แขกอีกคนที่มาพร้อมกับสุภาพสตรีสูงวัยที่เรียกแทนตัวเองว่า ‘ป้า’ เอ่ยอะไรออกมาเสียบ้าง ไม่ใช่เอาแต่นั่งหลังตรงแหน่วจ้องมองเธอด้วยสายตาคมกริบแบบนี้


ก็นี่มันเรื่อง ‘ของเขา’ แท้ๆไม่ใช่หรือไง?!


อารยาสูดหายใจเข้าปอดลึกๆก่อนฝืนทำใจกล้า เงยหน้า แต่ก็พยายามรักษาสายตาไม่ให้เหลือบไปมองชายหนุ่มที่นั่งคู่อยู่กับมารดาของเขา


    “แต่ว่า...เรื่องสำคัญแบบนี้...หนู...”


    “ป้าเข้าใจจ้ะ ลูกชายของป้าคนนี้ก็ใช่ว่าจะได้เรื่องได้ราวอะไรสักเท่าไหร่ อายุตั้งสามสิบหกแล้ว ป้าก็อยากให้เขาเป็นฝั่งเป็นฝา”

คำพูดพรรณนาออกมานั้นทำให้อารยานึกสะดุด เธอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก่อนกะพริบตามองคนพูดอย่างช้าๆ เพราะคำขยายที่ใช้บอกลักษณะของบุตรชาย ว่า ‘ไม่ได้เรื่องได้ราว’ ของคุณวารี ลักษณไพศาล ประธานเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเครือลักษณไพศาลกรุ๊ปดูจะห่างไกลจากลักษณะจริงๆที่ปรากฎของผู้ชายคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าโดยสิ้นเชิง

เพราะเท่าที่เธอ...เฝ้าดูเขาตลอดมา ‘อัครพงษ์ ลักษณไพศาล’ เป็นลูกชายที่สามารถจะพูดโอ้อวดกับใครก็ได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเขาเป็นความภูมิใจ เป็นความหวัง และเป็นเสาหลักที่พึ่งพิงได้ของแม่ผู้เริ่มจะสูงวัยเช่นคุณวารี


นี่น่ะ...หรือว่า...


    “จริงๆนะจ๊ะหนูยา” เสียงคุณวารียังดังต่อเนื่อง “ป้าน่ะจะสารภาพวันนี้ล่ะ ว่าทุกๆวันที่ป้าเข้ามาในร้านกาแฟของหนู ไม่ใช่ว่าป้าแค่ติดใจรสชาติกาแฟของหนูอย่างเดียวเท่านั้นหรอกนะจ๊ะ ที่จริงแล้วป้าคอยเฝ้าดู เฝ้าสังเกตหนูด้วย สังเกตมาตลอดทีเดียว”


    “คะ?” อารยาหัวหมุนติ้ว ความเขินอายเริ่มจางหายไปเมื่อสมองเริ่มจะคิดและเริ่มจะติดตามราวเรื่องได้ทัน


    “จริงๆนะจ๊ะ” คุณวารียังคงพูดต่อ มากกว่านั้น ยังยื่นมาคว้ามืออารยาไว้ราวกับจะแสดงความจริงใจทั้งหมดทั้งมวลที่มีให้เธอได้รู้

“ป้าเห็นหนู ป้าประทับใจในตัวหนู หนูน่ารัก เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆที่แข็งแกร่งสู้ชีวิตจนป้าทึ่ง ป้ามองไม่เห็นผู้หญิงคนไหนที่จะดีเท่าหนูอีกแล้ว ป้าแน่ใจว่าถ้าเป็นหนู ถ้าหนูยาตกลงจะเป็นครอบครัวด้วยกันกับตาปั๊บ หนูจะต้องสามารถช่วยเปลี่ยนเจ้าลูกชายที่ไม่เป็นโล้เป็นพายของป้าคนนี้ ให้กลายเป็นผู้เป็นคนที่ดีๆกับเขาได้บ้างแน่ๆจ้ะป้ามั่นใจอย่างนั้น เอ่อ...ว่าแต่ ป้าพูดขนาดนี้แล้ว หนูก็ยังเงียบ มันคงไม่ได้แปลว่าหนูยา...รังเกียจตาปั๊บของป้าหรอกใช่ไหมจ๊ะ”


    “คะ?! เอ่อ...คือ...คือว่า...” หนนี้อารยาได้อึ้งอีกครั้งจริงๆ เธอพยายามคิดตามให้ทัน ในตอนนั้นอารยาก็เผลอเงยหน้าขึ้นเหลือบมองไปทางชายหนุ่มโดยไม่ได้รู้ตัว และเมื่อเขามองตอบกลับมา อารยาก็หน้าแดง


    รังเกียจ...งั้นหรือ


อารยารู้ดีว่า ‘ภัทรวัชร ลักษณไพศาล’ หรือชายหนุ่มคนที่ถูกเรียกว่า ‘ตาปั๊บ’ คนนั้น ก็ไม่ได้มีอายุ หรือแม้แต่กระทั่งรูปร่างหน้าตาผิดเพี้ยนไปจากผู้ชายคนที่มองตอบเธอกลับมาในตอนนี้เลย ใช่...ไม่ต่างกันเลยเพราะเขาเป็นคู่แฝด


    ภัทรวัชร กับ อัครพงษ์


ภายนอกนั้นเหมือนกันเกือบจะทุกอย่าง ตั้งแต่ไหล่กว้าง ใบหน้าคมสัน คิ้วเข้มเข้ารูปกับจมูกที่ดูคมๆ  หรือกระทั่งขี้แมลงวันจุดเล็กๆใต้ขอบตาขวาเขาก็มีเหมือนกันจนไม่ได้ผิดเพี้ยน มันคงเป็นเรื่องยากมากที่คนไม่รู้จักจะแยกแยะพวกเขาจากรูปลักษณ์ภายนอก


แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็มีสิ่งแตกต่าง นั่นคือบรรยากาศจำเพาะที่พกติดตัวเอามาของแต่ละคน อารยารู้ เพราะเขาทั้งคู่ต่างก็เคยมาตามมารดาที่มักจะมานั่งอยู่ที่ร้านกาแฟของเธอ


และแม้ไม่เคยมายืนอยู่ต่อหน้าพร้อมๆกัน แต่อารยาจำได้เสมอ ครั้งแรกที่ได้พบกับแต่ละบุคคล...


ภัทรวัชร สำหรับชายหนุ่มคนนั้น การที่ถูกบอกว่า ‘ไม่ได้เรื่องได้ราว’ เธอคิดเอาว่าอาจเป็นเพราะเขาแลดูเป็นหนุ่มเพลย์บอยปากหวาน ยิ้มง่าย และเมื่อยิ้มทีก็เหมือนจะทำให้โลกดูสว่างสดใส ลักษณะแบบนั้นคงทำให้เขาดูเหมือนเป็นคนที่ไม่เคยมีเรื่องทุกข์ร้อนใดๆกล้ำกรายเข้ามาเลย

ตรงกันข้ามกับอีกด้าน อัครพงษ์ดูจะเต็มไปด้วยความจริงจังและเงียบขรึม สีหน้ากับแววตาที่ดูเป็นคนเข้มงวดจริงจัง และจากการที่เขาเคยเข้ามาในร้านเธอสามครั้ง (ไม่นับรวมหนนี้นะ) อารยาไม่เคยเห็นเขายิ้มหรือพูดอะไรกับเธอเกินคำว่า


‘สวัสดี แม่ผมอยู่ที่นี่ใช่ไหม’


นั่นราวจะเป็นอณูละอองหนักอึ้งที่ทำให้เขาเหมือนมือคนละด้านกับพี่ชายฝาแฝดของตัวเองโดยสิ้นเชิง แต่ถึงอย่างนั้น...สำหรับอารยามันก็มีสิ่งที่แปลกประหลาด     


สำหรับภัทรวัชร อารยาไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ กับอีกคน ที่เพียงพบหน้า และสบตากันแค่ผิวๆสองสามครั้งก็ทำให้ใจเต้น สิ่งนั้นให้ความรู้สึกแตกต่างมหาศาล


    “พอเถอะครับแม่”


ในที่สุดคนที่เงียบที่สุดในที่นั้นก็เอ่ยออกมา มันดูราวกับความอดทนของเขาจะสิ้นสุดแล้ว อัครพงษ์ลุกยืนขึ้น หันหน้าไปพูดกับคุณวารีด้วยสีหน้าจริงจัง


“เรากำลังทำให้คุณอารยาเธอต้องลำบากใจ เราจะหารือเรื่องนี้กันใหม่ ผมแน่ใจว่ามันต้องมีทางอื่นที่ดีกว่า”


    “โธ่! เดี๋ยวซีตาป๊อป” คุณวารีขัด “แม่ยังไม่ได้คำตอบจากหนูยาเลย ว่ายังไงล่ะจ๊ะหนูยา หนูยาไม่ได้รังเกียจตาปั๊บของป้าใช่ไหม ใช่ไหมจ๊ะ”


เมื่อถูกรุก อารยาก็ไม่รู้จะตอบออกไปอย่างไรให้กับคนถาม ยิ่งคนที่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วกลับมานิ่งเงียบและเหลือบนัยน์ตาสีดำหรุบต่ำมองเธอราวกับเขาเองก็กำลังรอฟังคำตอบเช่นกัน นั่นก็ดูจะเป็นการต่อสู้ยกบังคับให้อารยาต้องตอบอะไรออกไปสักอย่าง เธอก้มหน้า


    “หนูคิดว่า...” อารยาเอ่ยออกมาเบาๆ “คุณป้าคงจะเข้าใจ ว่าผู้หญิง...จะไม่มีวันยอมแต่งงาน...ถ้า...เธอไม่มีความรู้สึกว่า...เธอชอบหรือ… รักผู้ชายคนนั้น”


อาจเพราะมันเป็น ‘ความจริงที่อยู่ในใจ’ และมีคำว่า ‘รัก’ เป็นส่วนประกอบข้างในประโยคกระมัง ความรู้สึกร้อนวูบๆที่ผิวแก้มกลับขึ้นมาที่ผิวหน้าอีกครั้งเมื่อพูดออกไป อารยาคิด ว่าสิ่งที่เธอบอกเพื่อเป็นคำตอบกับคุณวารีเป็นถ้อยความที่ละมุนละม่อมที่สุดแล้ว ที่จะตีความได้และบอกกับคนสูงวัยกว่าให้ทราบว่าเธอจะไม่ตกลงแต่งงานกับ


    “โอ้!”

แต่ทว่า...จู่ๆคุณวารีร้องออกมาดังลั่น  


    “ป้าเข้าใจแล้วล่ะจ้ะ! ป้าเข้าใจแล้ว!” สุภาพสตรีผู้สูงวัยกว่าอารยาพูด สีหน้าแววตาเต็มตื้นราวกับสิ่งที่วาดหวังไว้เป็นจริงไปแล้วดังใจปรารถนา

    “ดะ...เดี๋ยวค่ะ” อารยารีบพูดตาเหลือก “คะ...คุณป้าเข้าใจอะไรคะ”

    “ก็เข้าใจว่า หนูยาไม่ได้ปิดโอกาสสำหรับตาปั๊บของป้าไง” คุณวารีพูดอ่อนโยน มองเธอด้วยแววตารักใคร่เอ็นดูอย่างจริงใจ


“เท่านี้ป้าก็ดีใจและขอบคุณหนูมาก ป้ากังวลแทบแย่ว่าหนูจะปฏิเสธคำขอนี้อย่างไม่มีเยื่อใย แต่ในเมื่อหนูยาเอ่ยมาแบบนี้ ป้าก็มีความหวัง ป้าจะได้ไปเชียร์เจ้าลูกชายของป้าให้เขามาทำให้หนูยารักเขาให้ได้ แค่นี้แหละจ้ะ แค่นี้ป้าก็ดีใจจนพูดอะไรไม่ออกแล้ว โอย...ป๊อป ป๊อปดูสิ แม่ดีใจจังเลย”

ท้ายประโยคนั้นคุณวารีหันไปคว้ามือพูดกับลูกชาย


    “ครับ...” และเขาก็รับคำ สั้นๆ ก็แค่เท่านั้น...


    “เฮ้อ! เอาล่ะจ้ะ ป้ามารบกวนหนูนานมากแล้วนะวันนี้ ยังไงป้าขอตัวกลับก่อนนะจ๊ะ”


คุณวารีลุกขึ้นก่อนจูงมือชายหนุ่มเดินออกจากร้านกาแฟเล็กๆของอารยาไปพร้อมเสียงพร่ำพรรณนากับบุตรชายคนที่มาด้วยว่า ‘ดีใจจริงๆ ดีใจจริงๆ เราต้องรีบพูดกับปั๊บแล้วนะป๊อป’


    อารยามองตามแล้วได้แต่ยิ้มเฝื่อนๆ เหมือนจะหมดแรงให้กับตัวเอง


มันเป็นอย่างนี้ไปได้ยังไง เธอ...ไม่เข้าใจเลยจริงๆ

...............................................

สวัสดีค่ะ

เรื่องนี้คงเป็นเรื่องสั้นที่เราจะฝึกตัวเองให้กลับมามีความรู้สึกอยากเขียนนิยายรักขึ้นมาใหม่ให้ได้ เราจะพยายาม เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ





Create Date : 19 เมษายน 2557
Last Update : 19 เมษายน 2557 10:10:31 น.
Counter : 298 Pageviews.

1 comment

parinnada
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]



แนะนำตัว
New Comments