All Blog
กรรมสิทธิ์หัวใจ ตอนที่ ๑๐

ตอนที่ ๑๐


“อ๊ายหทัยรักร้อง ใบหน้าสวยที่แต่งด้วยเครื่องสำอางชั้นเลิศบูดบี้เพราะความขัดเคืองใจเมื่อกดมือถือต่อสายกลับไปอีกครั้งก็ดันกลายเป็น ‘ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่คุณเรียก’ ไปเสียแล้ว!


“อ๊าย! อ๊าย!ๆๆ นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ยแล้วก็ส่งเสียงแหลมอีกหลายครั้งให้สากับความขัดใจทำเอาหนุ่มใหญ่วัย ๕๓ ที่เพิ่งเปิดประตูห้องทำงานเข้ามาถึงกับมุ่นคิ้วอย่างสงสัย 


“อะไรกันน่ะลูก? เอะอะเสียงดัง”


“คุณพ่อ


ไม่จำเป็นที่คุณอมรจะต้องถามอะไรอีก หทัยรักก็ลุกพรวดจากโต๊ะทำงาน เม้มริมฝีปากจนบางเฉียบแบบคนอัดอั้นยามจ้องหน้าผู้เป็นบิดา


“ก็ ’ท่านประธานกรรมการใหญ่’ ของคุณพ่อน่ะสิคะ ทำตัวแย่ แย่! แย่ที่สุด


“เฮ้ย...” คุณอมรลากเสียงยาว ก้าวพรวดๆเข้ามาหาลูกสาวที่ยืนหน้าหงิกชนิดไม่ห่วงจะหมดสวย ทั้งสีหน้าและบุคคลิกของคุณอมรที่มักจะวางเรียบเฉยต่อหน้าบุคคลอื่นได้เสมอ กลับอันตรธานไปได้ ง่ายดายยิ่งกว่าแสงแวบวับของฟ้าแลบเสียอีก แม้จะเป็นนักธุรกิจมากประสบการณ์ ผ่านปัญหาอุปสรรคมาโชกโชน ทว่าคุณอมรกลับแพ้ราบคาบอยู่อย่างเดียว...


...ลูกสาว...


“ทำไมถึงไปพูดอย่างนั้นเล่าลูก?” คุณอมรถาม


“ก็มันจริงนี่คะ หทัยรักเถียง “คุณพ่อทราบมั้ยคะ ว่าจู่ๆอีตา...’อีตาบ้า’นั่นก็บอกว่าคงเข้ามาประชุมบอร์ดไม่ทัน


“โธ่! ไม่เอาน่าลูก เรื่องแค่นี้ รถมันอาจจะติดก็ได้ เขามาไม่ทัน งั้นเดี๋ยวพ่อก็แจ้งเลื่อนการประชุมเป็นตอนบ่ายก็ได้”  


“มันไม่อย่างงั้นสิคะคุณพ่อ รักยังไม่ทันพูดอะไรเลย เขาก็บอกว่า เขาไม่ต้องการให้การประชุมต้องเลื่อนหรือล้มเลิก ให้กรรมการคนอื่นประชุมไปได้เลยโดยไม่มีเขา นี่แหละค่ะ ประสาทที่สุดหทัยรักพ่นออกไปเป็นชุดอย่างสุดทน แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าที่พีรพัฒน์บอกมาจริงๆก็สามารถทำได้! การประชุมวิสามัญสามารถดำเนินได้ถ้ามีผู้ถือหุ้นมาเข้าประชุมกันแทนหุ้นได้เกินจำนวนหนึ่งในสี่แห่งทุนของบริษัท! แต่...


แต่มันจะเรื่องบ้าอะไรกันเล่า ในเมื่อเขาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุด! เขาก็น่าจะรู้สิว่าตัวเองสำคัญที่สุด แล้วนี่อะไร ไม่ใส่ใจเลย! และที่น่าคลั่งแค้นกว่านั้นน่ะหรือ...


“ฮึ! แล้วมากกว่านั้นนะคะคุณพ่อมากว่านั้น” หทัยรักยังพ่นต่อไปอย่างอัดอั้น “เขากล้าปิดมือถือใส่รักค่ะคุณพ่อ เขาปิดมือถือใส่รัก


ดูเหมือนจะเรื่องนี้เองที่ทำให้หทัยรักหัวฟัดหัวเหวี่ยงจนแทบกรี๊ด


“เฮอะ! ถ้าไม่ใช่ว่าตอนนี้เขากลายเป็นเจ้าของมรดกนับร้อยล้านของคุณป้าอังล่ะก็ แค่หางตา อย่านึกว่ารักจะแล


ใช่! และนั่นก็เป็นเหตุผลใหญ่ ‘ใหญ่ที่สุด’ เลยด้วยที่คุณอมรอยากให้หทัยรักสนิทชิดเชื้อกับพีรพัฒน์ แม้ความจริงหลังสิ้นคุณอังกาบ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรสำหรับคนอย่างคุณอมรที่จะทำให้เอพีกรุ๊ปเปลี่ยนจากมือพีรพัฒน์มาอยู่ในมือเขาแทน แต่นั่นไม่ใช่การวางแผนชีวิตที่ดี ฐานะเขาตอนนี้ก็ร่ำรวยสุขสบายอยู่แล้ว แต่แน่นอน...คนที่เขาอยากให้ร่ำรวยและสุขสบายยิ่งกว่าก็คือ...แก้วตาดวงใจที่ชื่อหทัยรักนั่นแหละ


                “โธ่! ใจเย็นๆน่าลูกสาวคนสวยของพ่อ” คุณอมรปลอบประโลม ลูบผมลูกสาวเบาๆ สิ่งที่เขาอยากให้หทัยรักได้ครอบครองไม่ใช่แค่เอพีกรุ๊ป แต่รวมถึงคฤหาสน์ ที่ดินและทรัพย์สินทุกอย่างของคุณอังกาบ และแน่นอน นาทีนี้การเข้าไปครอบครองด้วยสิทธิของ ‘ภรรยา’ ดูจะเป็นวิธีที่ดี ถูกต้องและสง่างามต่อลูกสาวของเขาที่สุด


                พอมีคนเอาใจแสดงความรักใคร่ หทัยรักก็ค่อยอารมณ์ดีขึ้น แต่ถ้าว่ากันแล้วความโทโสต่อผู้ชายบ้าๆที่บังอาจปิดโทรศัพท์ใส่สาวสวยอย่างเธอ อารมณ์ขึ้งๆก็ยากจะหายไปได้ปุบปับเหมือนกัน!


                หทัยรักจ้องมองบิดา เมื่อยี่สิบห้านาทีที่แล้ว ทั้งเธอและคุณอมรต่างก็นั่งอยู่ในห้องประชุมกันทั้งคู่ แต่หลังจากที่ไม่มีวี่แววว่าพีรพัฒน์จะโผล่มาสักทีหทัยรักจึงได้เลี่ยงออกมาแล้วจัดการโทร.ตามเขา แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นกันนี่แหละ!


                “คุณพ่อคะ เดี๋ยวรบกวนคุณพ่อแจ้งเลือนการประชุมเลยนะคะ” หทัยรักพูดขณะที่หันไปคว้ากระเป๋าถือผ้าไหมทอแสนหรูยี่ห้อ JIM THOMSON เปิดออก แล้วจัดการหย่อนมือถือใส่ลงไป


                “ได้สิ” คุณอมรตอบ “ว่าแต่...รักจะออกไปไหนล่ะลูก”


หทัยรักเงยหน้าขึ้นมา


                “จะไปไหนงั้นหรือคะ” หทัยรักย้อนคำถาม มือขาวๆหยิบแว่นกันแดดออกจากกระเป๋าก่อนสวมเข้ากับใบหน้าด้วยทีท่าของสาวมั่น


                “รักก็จะไปจัดการผู้ชายบ้าตาถั่วที่บังอาจปิดมือถือใส่รักน่ะสิคะ!”   


                หลังจากได้พบหมอ รอรับยาและชำระค่ารักษาพยาบาลซึ่งทั้งหมดนั่นกินเวลาเข้าไปถึงเกือบสิบโมงสี่สิบห้า ดังนั้นกว่าที่พีรพัฒน์จะพาวริณสิตากลับมาถึงบ้านจึงล่วงเลยมากว่าสิบเอ็ดโมงสิบห้าเลยทีเดียว


                “เอาละถึงแล้ว” ชายหนุ่มบอกเบาๆขณะวนรถเข้าจอดเทียบตรงบันไดหินอ่อนหน้าบ้าน


                “ขอบพระคุณคุณพีมากค่ะ” สาวน้อยที่นั่งข้างๆกระพุ่มมือไหว้อย่างอ่อนน้อม ถ้อยประโยคที่ตอบกลับมาดูจะเบากว่าของเขาหลายเท่านัก แต่ดวงตาของสาวน้อยค่อนข้างแดงจัด พีรพัฒน์ไม่แน่ใจว่านั่นเป็นเพราะพิษไข้ ฤทธิ์ของยาแก้ไข้ หรือความดื้อของคนไข้กันแน่ที่เอาแต่ทนฝืนอาการจะหลับมิหลับแหล่มาตลอดทางถึงเพียงนั้น เขาไม่รู้ว่าควรจะเสียใจ โมโห หรือท้ายสุดคือ...นึกขำ ว่าจนถึงขนาดนี้แล้วเด็กคนนี้ก็ยังไม่ยอมจะไว้ใจเขาสักที


คิดๆก็น่าตีพิลึก!


“ไม่เป็นไร” ชายหนุ่มตอบ นางบัวศรีนั้นออกมายืนคอยอยู่ตรงบันไดหน้าอย่างใจจดใจจ่อเหมือนเคยแล้วก็ได้แต่ชะเง้อคอน้อยๆตามวิสัยใคร่รู้ วริณสิตาค่อยๆเปิดประตูรถออกมา มีถุงใส่ยาสีขาวถือติดอยู่ในมือ แต่ก่อนที่สาวน้อยจะดันประตูรถปิดให้ พีรพัฒน์ก็ไม่วาย เอียงหน้าลงมา จ้องตาสาวน้อยแล้วก็...


“เดี๋ยวทานข้าว ทานยาแล้วก็นอนพักเสียนะ” เขาออกคำสั่ง ส่วนคนถูกสั่งก็ได้แต่พยักหน้าและรับคำ ‘ค่ะ’ เสียงแผ่วๆ ทว่าอากัปกิริยาเจี๋ยมๆสุดแสนจะเจียมเนื้อเจียมตัวแบบนั้นทำให้พีรพัฒน์นึกจับทางอะไรได้อีก


                “อ่อ! แล้วก็นอนพักน่ะบนเตียงนะ ไม่ใช่ ‘บนพื้น’ เข้าใจไหม”


หนนี้คงรับคำออกมาเป็นคำพูดไม่ไหว วริณสิตาได้แต่ก้มหน้าลงไปมองพื้น พีรพัฒน์จึงไปเอ่ยวาจากับนางบัวศรีที่ยืนชะเง้อคออยู่แทน


                “ป้าบัวศรี”


                “ขะ...คะ คุณพี” นางบัวศรีกระวีกระวาดเข้ามาใกล้ๆประตูรถ พีรพัฒน์เลยเอียงหน้าลงอีกนิดก่อนออกคำสั่ง


“ดูแลวริณสิตาด้วย ผมต้องไปทำงานละ”


                “ค่ะๆ” นางบัวศรีรีบรับคำก่อนจัดการปิดประตูรถให้พีรพัฒน์อย่างว่องไวเลยทีเดียว


               


                พีรพัฒน์เปิดโทรศัพท์มือถืออีกครั้งเมื่อตอนที่เขาหักพวงมาลัยรถเข้าสู่ถนนเส้นหลักเรียบร้อยแล้ว ไม่ทันจะถึงนาทีที่เปิดให้ติดต่อได้ด้วยซ้ำ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ชายหนุ่มส่ายหน้าน้อยๆ เขาคงไม่จำเป็นต้องเดาหรอกว่าใครโทร.มา พีรพัฒน์จัดการสวมหูฟังบลูทูธก่อนกดรับสาย


                “ครับ ว่ายังไงครับ”


                “เฮอะ! จะว่างงว่าไงกันล่ะครับไอ้คุณพี” เสียงห้าวๆคุ้นหูพร้อมสรรพนาม ‘ไอ้’ ที่สุดแสนจะคุ้นเคยทำให้พีรพัฒน์ถึงกับหัวเราะขำ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่คิดอย่างงั้น


                “ขำ ขำ” คนปลายสายได้แต่ประชด “เอ็งรู้บ้างมั้ย ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับข้าบ้าง ฮะ?”


                “อ้าว!” พีรพัฒน์ร้อง “ก็ถ้าเอ็งไม่บอก จะรู้ได้ยังไงล่ะครับ ไอ้คุณซ้ง”


คนถูกเรียก ‘ไอ้คุณซ้ง’ ได้แต่ทำเสียงชิชะมาตามสัญญาณคลื่นโทรศัพท์ก่อนจะบอกในสิ่งที่พีรพัฒน์พอจะเดาได้อยู่แล้ว


                “คุณรักเขามาที่นี่” เสียงของชายหนุ่มนามว่า ‘ซ้ง’ หรือ ‘สมศักดิ์’ บอกกล่าว “เขามาตามหาท่านประธานกรรมการใหญ่ของเอพีกรุ๊ป แต่บังเอิ๊ญเบ้จำเป็นของพีแอลเอสไม่รู้ว่ะว่าท่านประธานหายหัวไปไหน เท่านั้นแหละเอ็งเอ๊ย! รู้รึเปล่าคุณรักเขาเกือบฉีกอกข้าแหกเป็นชิ้นๆ”


พีรพัฒน์หัวเราะขำ เบ้จำเป็น ใช่ สมศักดิ์ใช้คำได้ถูกทีเดียว เพราะอย่างน้อยก็เดือนนี้ทั้งเดือนนั่นแหละที่เขาขอให้สมศักดิ์แบ่งเวลามาช่วยดูแลพีเอสแอลแทนเขาก่อน


“แล้วทำไมเอ็งถึงไม่ยอมให้เขาฉีกไปเล่า” พีรพัฒน์ว่า “เขาจะได้เห็นถึง ‘หัวใจ’ ของเอ็งสักทีไง”


“เฮอะ! ตลกฝืดแล้วไอ้พี” สมศักดิ์สวน แต่ต่างคนต่างก็รู้ดี ว่าในคำพูดที่คล้ายจะเย้าเล่นของพีรพัฒน์มีความจริงเจืออยู่ สมศักดิ์นั้นเป็นเพื่อนสนิทของเขา เป็นหุ้นส่วนหนึ่งในสามคนที่ช่วยกันสร้าง ‘พีแอลเอส ซิเคียวริตี้ ซิสเต็มส์’ ขึ้นมา เขากับสมศักดิ์เรียนวิศวะด้วยกันมาสี่ปี ซึ่งตลอดสี่ปีที่ผ่าน ไม่ใช่แค่เพียงพีรพัฒน์ แต่เป็นทุกคนในรุ่นต่างหากที่รู้ว่าสมศักดิ์นั้นแอบชอบสาวสวยเชียร์ลีดเดอร์ ดาวเด่นของมหาวิทยาลัยที่ชื่อ...หทัยรัก


ทว่าด้วยความเป็นหนุ่มตี๋ขี้อายและเจ้าเนื้อ ทำให้สมศักดิ์มองว่าตัวเองต่ำต้อยไม่คู่ควรพอจะจีบคนสวยไฮโซระดับดาวมหาวิทยาลัยแม้แต่นิด! กระทั่งตอนนี้ ตอนที่มันเป็นหุ้นส่วนคนสำคัญของบริษัทรักษาความปลอดภัยบนเครือข่ายและระบบคอมพิวเตอร์อย่างพีแอลเอส เป็นเจ้าของกิจการร้านทองอันใหญ่โตของครอบครัวที่เยาราช มันก็ยังคงคิดว่าตัวเองต่ำต้อยอยู่นั่นเอง!


                “ว่าแต่ เอ็งไม่คิดจะแจกแจงแถลงไขให้รู้หน่อยหรือไง ว่าทำไมข้าถึงต้องมาโดนคุณรักด่าแทนเอ็งด้วยฮึ” สมศักดิ์ถาม ใจจริงพีรพัฒน์ก็อยากตอบ ว่าเป็น ‘คราวซวย’ ของสมศักดิ์เองที่หทัยรักคิดว่าเขาจะหายไปอยู่ที่พีแอลเอส แต่ตรองดูแล้วคิดว่ามันออกจะกวนบาทาไปสักหน่อย ไหนๆสมศักดิ์ก็เจอลูกวีนของหทัยรักไปอย่างช่วยไม่ได้แล้ว


                “เออ! โทษทีเพื่อน กับเรื่องนั้น มันเป็นเหตุสุดวิสัย”


                “ก็แล้วมันสุดวิสัยยังไงเล่าโว้ย เล่ามาสิวะ”


พีรพัฒน์หรี่ตา เขาน่าจะเหลือเวลามื้อกลางวันอีกสักพักก่อนจะต้องเข้าไปที่เอพีกรุ๊ปตามคำที่บอกไว้ และแน่นอน ในความรู้สึกเขาตอนนี้ มื้อกลางวันกับเพื่อนอย่างสมศักดิ์น่ะเข้าท่ากว่ามื้อกลางวันกับ...อดีตดาวมหาวิทยาลัยที่เกือบแหกอกเพื่อนเขาไปแน่นอน


                “งั้น...เอ็งออกมากินข้าวกลางวันด้วยกันสิซ้ง แล้วข้าจะเล่าให้ฟัง”


                “อะไรนะสมศักดิ์เงยหน้าขึ้นมองพีรพัฒน์ มืออูมๆเผลอค้างตะเกียบคีบเส้นบะหมี่สีเหลืองซึ่งเกือบจะเอาเข้าปากไปแล้วถ้าหูดันไม่ได้ยินอะไรเสียก่อน


                “อุปการะเด็ก?” สมศักดิ์ถามอีกครั้งแต่พีรพัฒน์ไม่ได้ตอบ เขาไม่ใช่คนชอบย้ำอะไรนักหนา หากพูดครั้งเดียวแล้วฟังไม่รู้เรื่องคนฟังก็หมดโอกาสเสียแล้วล่ะ แต่แน่นอน เพื่อนซี้อย่างสมศักดิ์รู้นิสัยข้อนี้ของเขาดี และที่ถามย้ำไม่ใช่ไม่แน่ใจ แต่ไม่อยากจะเชื่อมากกว่า  


                “ฮ่าๆ” แล้วก็หัวเราะออกมาจนได้ “นี่เอ็งนึกยังไงของเอ็งเนี่ยถึงเอาเด็กมาอุปการะ นึกอยากจะมีลูกโดยไม่ต้องหาแม่ของลูกรึไงวะ” สมศักดิ์ว่าอย่างติดตลก เพราะอายุอานามพวกเขาตอนนี้ ก็ ๓๒-๓๓ นั่นแหละ เพื่อนในรุ่นก็ทยอยแต่งงานมีลูกมีเต้าเข้าสู่สภาพสร้างครอบครัวกันไปแยะ ไอ้คนตรงหน้านี่ก็อาจจะอยากเอาอย่างบ้างก็เป็นได้ แต่จะตลกในความคิดก็ตรงที่ ไอ้พีมันดันไปหาลูกแทนที่จะหาเมียเท่านั้นเอง!


สมศักดิ์หัวเราะขำ


                “ไม่ใช่อย่างงั้นโว้ย มันเป็นเรื่อง...เรื่องที่ช่วยไม่ได้ต่างหาก” พีรพัฒน์พยายามบอก แต่เหมือนคนตรงหน้าไม่ได้สนใจประโยคเขาสักนิด สมศักดิ์ดูสนุกสนานกับความคิดของตัวเองมาก ตาที่หยีเล็กอยู่แล้วยิ่งหยีเล็กลงไปอีกเมื่อถามต่อไปอย่างสำราญอารมณ์


                “แล้วเด็กที่เอ็งไปเอามาอุปการะเนี่ย ผู้หญิงผู้ชายวะ”


                “ผู้หญิง”


                “โฮ้...ลูกสาวเว้ย เหอๆ” ครั้งนี้หัวเราะต่ำๆ ในหัวสมศักดิ์จินตนาการพีรพัฒน์ในมาดคุณพ่อหวงลูกสาวไปแล้วอย่างขบขัน


                “แล้ว...กี่ขวบวะ” ถามต่อขณะส่งเส้นบะหมี่ที่ค้างในอากาศอยู่นานเข้าปากเสียที อาจจะชืดๆไปสักนิดแล้ว แต่เมื่อซดน้ำซุปตามพร้อมๆกับแกล้มด้วยเรื่องขำๆของไอ้พี รสชาติบะหมี่หมูแดงร้านประจำที่อยู่ห่างจากพีแอลเอสมาสองตึกนี่ก็อร่อยพอถูไถละ


                “สิบเจ็ด”


พรืด!!!


สมศักดิ์แทบพ่นบะหมี่ออกทางจมูก แต่คนที่ซวยเพราะน้ำซุปกระเด็นใส่สูทกลับเป็นคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า


“เฮ้ย!ๆ ขอโทษๆ”


พีรพัฒน์ข่มอารมณ์หลับตาขณะสมศักดิ์ละล่ำละลัก ลนลานคว้ากระดาษทิชชูบนโต๊ะมาเช็ดเศษบะหมี่ออกจากไหล่ให้


“แต่ว่าเมื่อกี้ เมื่อกี้เอ็งว่าเอ็งอุปการะเด็กอายุเท่าไหร่นะ”


“สิบเจ็ด” ชายหนุ่มกัดฟันตอบ


“โหย! ไอ้พี” สมศักดิ์คราง ทำหน้าเหมือนตัวเองพานพบสมบัติล้ำค่าของมวลมนุษยชาติไม่มีผิด “เอ็งนี่สุดยอด


“หยุดเลยนะไอ้ซ้ง” พีรพัฒน์ชี้หน้า “หยุดความคิดอกุศลของเอ็งไปเลย” เขาว่าขณะดึงกระดาษทิชชูอีกแผ่นออกมาปัดเศษหมี่ที่ยังค้างอยู่ให้หลุดไป “ยายของเด็กคนนี้เขียนจดหมายมาขอความอุปการะจากป้าอังโดยที่ไม่รู้ว่าป้าเสียไปแล้ว” พีรพัฒน์บอก


“อือฮึ” หนนี้สมศักดิ์นั้นตั้งใจฟัง ถึงขั้นจดจ่อตาไม่กะพริบ


“เขาป่วยหนัก” พีรพัฒน์ว่าต่อไป “ก็เลยขอร้องให้ป้าอังช่วยอุปการะเลี้ยงดูหลานสาวของเขาหน่อย โดยที่เขาจะยกหลานสาวให้เป็นสิทธิ์ขาดของป้าอัง”


                “ฮือฮึ แล้ว?”


ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจก่อนเอ่ยต่อไปอีก


                “ช่วงที่จดหมายมาถึงเป็นช่วงงานศพป้าอังพอดี ป้าบัวศรีเขาเห็นข้ายุ่งๆก็เลยไม่ได้เอาจดหมายให้ทันที กระทั่งจัดการเรื่องวุ่นๆทุกอย่างเสร็จนั่นแหละถึงได้รู้ พอมีโอกาสไปดูก็ปรากฏว่า...ยายของเขาตายไปแล้วสองอาทิตย์”


                “ฮื้อสมศักดิ์ร้อง “น่าสงสาร”


                “อือ” พีรพัฒน์เผลอพยักหน้า ความรู้สึกไม่ดียังติดอยู่ในใจว่าเขานั้นละเลยเรื่องนี้เกินไป แต่จมอยู่กับความรู้สึกผิดไม่เท่าไหร่ คนอีกฝ่ายก็ดั๊น...


                “หึๆ” หัวเราะออกมา “หน้าตาเป็นไงวะเด็กเอ็งเนี่ย” สมศักดิ์ถาม


“หึ…หึๆ” พีรพัฒน์เองก็แค่นยิ้มเหมือนจะขำ ก่อนจะขยำทิชชูที่อยู่ในมือแล้วปาใส่สมศักดิ์ทันทีทันใด “คิดอกุศลไม่เลิกนะไอ้ซ้ง


                “เฮ้ย คนถูกประทุษร้ายร้องเสียงดัง เอี้ยวตัวหลบขวับแต่ก็ไม่ทัน ก้อนกระดาษทิชชูเลยยังพุ่งเข้าหน้าไปอยู่ดี


                “โธ่!ๆ ไอ้พี เอ็งน่ะซีที่คิดอกุศล ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลย”


                “แต่สีหน้าเอ็งมันฟ้อง รู้เอาไว้นะโว้ย ที่อุปการะเด็กนั่น ข้าไม่ได้คิดนอกคิดในอะไรทั้งนั้นนอกจากไอ้ที่เขาวอนขอความเมตตาจากป้าอัง แค่นั้น เข้าใจ๋?”


                “ไม่กินเด็กว่างั้น?”


                “เอ๊ะ! ไอ้นี่”


                “เฮ้ย!ๆ เออ เอาน่าๆ ข้าก็ล้อเล่น จริงๆก็รู้อยู่ว่าคนอย่างเอ็งมันไม่เจ้าชู้ แต่ว่า...ถามตรงๆหน่อยเถอะนะ” สมศักดิ์หรี่ตา “เด็กผู้หญิงอายุสิบเจ็ดน่ะไอ้พี โตขนาดนั้น แล้วเอ็งจะบอกคนอื่นว่าอุปการะเขาใน ‘ฐานะ’ อะไร ไหนบอกซิ?”


เจอประโยคนั้นเข้าไปพีรพัฒน์ก็ได้แต่อึ้ง เพราะถ้าจะเอาแบบใจจริง ‘นั่น’ ก็เป็นคำถามที่เขายังหาคำตอบที่เหมาะไม่ได้เหมือนกัน!


.......................






Free TextEditor



Create Date : 27 ธันวาคม 2552
Last Update : 27 ธันวาคม 2552 12:41:23 น.
Counter : 1686 Pageviews.

1 comments
  
เลี้ยงต้อยหรือเปล่า
โดย: fon IP: 49.48.110.65 วันที่: 20 ตุลาคม 2554 เวลา:21:20:05 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

parinnada
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]



แนะนำตัว
New Comments