All Blog
กรรมสิทธิ์หัวใจ ตอนที่ ๔

เสียงกังวานใสที่ร้องถามดังก้องอยู่เบื้องหลังทำให้ชายหนุ่มต้องชะงัก


                “ฉันถามว่าใคร แล้วจะขึ้นไปทำอะไรบนบ้านฉัน ตอบมาเดี๋ยวนี้นะ!” แม้เนื้อเสียงจะค่อนไปทางเล็กและใส ทว่าแต่ละคำที่รวมกันอยู่ในประโยคก็ประกาศชัดว่า คนพูดน่ะพร้อมจะเอาเรื่องผู้บุกรุกอย่างเขาไม่น้อย พีรพัฒน์ค่อยๆหมุนตัวกลับมาเพื่อเผชิญหน้ากับคนที่ประกาศชัดว่าเป็นเจ้าของบ้าน


                ร่างบางกระจ้อยของเด็กสาวอายุราวๆ ๑๗ ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำสนิทกับซิ่นลายทางสีเดียวกันยืนจังก้าอยู่ตรงลานหน้าบ้าน ใบหน้ารูปไข่ภายใต้หมวกสานใบลานเก่าๆดูขึงขังจริงจัง โดยเฉพาะนัยน์ตาที่ส่องประกายกล้ายามจ้องหน้าเขาเขม็ง


                “ใครน่ะ เป็นขโมยใช่มั้ย!”


พีรพัฒน์เลิกคิ้วขึ้นนิดๆกับคำถามแนวกล่าวหา ขโมยงั้นรึ? กับบ้านโทรมๆอย่างนี้น่ะหรือ...


ชายหนุ่มส่ายหน้าน้อยๆ      


“เปล่า” เขาตอบเบาๆขณะก้าวกลับลงมา มิได้นึกเคืองคำพูดเด็กสาวสักนิด “ฉันไม่ใช่ขโมย”


                “ถ้าไม่ใช่ แล้วคิดจะขึ้นไปทำอะไรบนบ้านฉัน!”


พีรพัฒน์หยุดฝีเท้าลงเมื่อมายืนประจันหน้า เด็กคนนี้สูงแค่ไหล่เขาเท่านั้น 


                “เธอคือจิ๊บใช่ไหม”


แววสนเท่ห์ที่ฉายชัดในตากลมโตซึ่งจ้องมองเขาเขม็ง ยืนยันได้ดีว่าสิ่งที่ถามเป็นเรื่องถูก พีรพัฒน์หยิบกระดาษสีขาวในกระเป๋าเสื้อออกมา


                “ฉันได้รับจดหมายจากยายของเธอเมื่อ...”


                “โกหก!” เด็กสาวร้องเสียงกร้าวตั้งแต่เขายังไม่พูดจบ มิหนำซ้ำร่างบางๆนั่นยังผงะถอยห่างไปราวกับเขากลายร่างไปเป็นตัวประหลาดอะไรสักอย่างที่พร้อมจะทำอันตรายผู้คนได้ทุกเมื่อ


                “ฉันไม่เชื่อหรอก นายเป็นใคร ออกไปจากเขตบ้านฉันเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นฉันจะร้องให้คนแถวนี้ออกมาช่วย ช่วย...”


                “นี่” พีรพัฒน์ต้องยกมือร้องห้าม ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจพรืดใหญ่เมื่อใช้น้ำเสียงสุขุมมากขึ้น “ใจเย็นๆก่อนเถอะนะวริณสิตา เธอชื่อนี้ ฉันเข้าใจถูกใช่ไหม”


ด้วยท่าทีที่ไม่ได้คล้ายจะจู่โจมมุ่งร้าย เด็กสาวเลยยังมิได้แหกปากออกไป ทว่าดูก็รู้ว่าเจ้าตัวมิได้วางใจเขาขึ้นเลย ร่างน้อยๆถลาไปคว้าอะไรสักอย่างที่พอจะเป็นอาวุธได้ มิใช่อะไรอื่นไกล ก็ท่อนไม้ไผ่ดุ้นที่ใช้เป็นเสาอิงสร้างค้างต้นถั่วนั่นแหละ


                “ฉันไม่ใช่ผู้ร้ายหรือหัวขโมยอะไรที่ไหนหรอกนะ แต่ฉันมาที่นี่เพราะจดหมายที่ยายสายใจของเธอส่งไป นี่ไงจดหมายของยายเธอ”


ชายหนุ่มยื่นกระดาษในมือส่งให้ เกือบอึดใจเต็มกว่าที่สาวน้อยจะตัดสินใจยื่นมือมารับ ไม่สิ จริงๆน่าจะต้องเรียกว่ายื่นมือมาฉกอย่างไม่ยอมไว้ใจน่าจะตรงกว่า


                วริณสิตากะพริบตาถี่ๆมองตัวหนังสือที่เป็นระเบียบเรียบร้อยบนแผ่นกระดาษด้วยความรู้สึกสับสนบอกไม่ถูก แน่นอน นี่คือจดหมายของยายไม่ผิดแน่ เธอรู้เพราะเธอเป็นคนเขียนมันขึ้นมาให้ยายด้วยมือของเธอเอง แต่ว่า...


                “ไม่จริงละ! คุณต้องโกหกแน่”


                “ฉันไม่ได้โกหก”


                “ไม่จริง!” วริณสิตายังไม่เชื่อ ก็ในเมื่อคนที่ยายวานให้เธอเขียนจดหมายถึง คืออดีตเจ้านายที่ชื่อ ‘คุณอังกาบ’ มิหนำซ้ำอายุอานามคุณอังกาบตามคำบอกเล่าของยายก็ต่างจากยายแค่เจ็ดปีเท่านั้น เพราะอย่างงั้นคุณอังกาบต้องไม่มีทางกลายร่างเป็นชายวัยฉกรรจ์ ผิวพรรณขาว แถมตัวยาวสูงใหญ่เป็นยักษ์ปักหลั่นแบบนี้!


“ไม่จริง ยายส่งจดหมายไปถึงคุณอังกาบ และคุณอังกาบเขาก็เป็นผู้หญิง!”


                “ใช่” ชายหนุ่มตรงหน้ายอมรับ “คุณอังกาบเป็นผู้หญิง แต่จดหมายของยายเธอ ส่งไปไม่ถึงคุณอังกาบหรอก”


วริณสิตาได้แต่ขมวดคิ้วมุ่น


                “แล้วทำไมถึงไม่ถึง?”


คนถูกถามผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆอีกครั้ง


                “ฉันเสียใจนะ ที่จะต้องบอกให้เธอกับยายของเธอรู้ว่า...คุณอังกาบท่านเสียไปแล้ว”


                “อะไรนะ?” วริณสิตาร้องคราง หัวใจหวิวๆเมื่อนึกถึงคำบอกสุดท้ายของยาย...


‘คุณอังกาบท่านเป็นคนใจดีและเคยเมตตาต่อเรายายหลานนักหนา ในวันที่เจ้าไม่มียายแล้ว คุณอังกาบ...ท่านจะช่วยดูแลเจ้าได้นะลูกนะ’ 


โธ่...ยายจ๋า เจ้านายผู้เมตตาที่ยายยึดหวัง และขอเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่จะฝากฝังอนาคตหนูเอาไว้ ท่านจากไปจากโลกนี้เสียแล้ว...


                ใบหน้าน้อยๆภายใต้หมวกสานใบลานเก่าๆดูซีดสลดลงจนเห็นได้ชัด เสียงครางเรียกชื่อคุณอังกาบซึ่งหลุดลอดจากริมฝีปากบางๆของเด็กสาวทำให้พีรพัฒน์อดสงสัยไม่ได้ ก็แค่การจากไปของคนหนึ่งคนเท่านั้น หนำซ้ำมิใช่ญาติแล้วทำไมแม่สาวน้อยถึงต้องดูเสียใจถึงเพียงนั้น?


หรือเกรงว่าตนเองจะไร้คนรับอุปการะ?   


                “แล้ว...ถ้าอย่างนั้นคุณเป็นใคร ทราบได้อย่างไรว่าคุณอังกาบท่านเสียไปแล้ว?” จู่ๆประโยคนั้นก็ดังขึ้นมาก่อนที่เขาจะได้ข้อสรุปให้กับเหตุผลที่ตนเองสันนิษฐานไว้ ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบางๆ


                “ก็ต้องทราบสิ” เขาตอบ “เพราะฉันเป็นญาติคุณอังกาบไง”


                “ญาติ?”


                “ใช่ ฉันเป็นหลานชายของคุณอังกาบ ชื่อพีรพัฒน์”


“พีรพัฒน์?” สาวน้อยตรงหน้าทวนชื่อออกมาแถมกะพริบตามองเขาด้วยสีหน้าไม่มั่นใจสักนิด แถมมือเล็กๆยังกำดุ้นไม้ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย


                “ใช่” ชายหนุ่มเลยย้ำอีกครั้ง “ฉันชื่อพีรพัฒน์ แต่เธอจะเรียกฉันว่าคุณพีเฉยๆก็ได้ ฉันมาที่นี่เพราะจดหมายที่ยายของเธอส่งไป”


                “แล้ว...แล้วฉันจะเชื่อได้ยังไง ว่าคุณเป็นหลานของคุณอังกาบตัวจริง ไม่ใช่โจร”


                “อืม!” หนนี้คนถูกถามชักเกิดอาการเลิกคิ้วสูงเป็นวา “ถ้าจะเอาหลักฐานกันเวลานี้ ตอนนี้ ฉันเองก็คงไม่มีเอกสารอะไรมามายืนยันกับเธอได้หรอก แต่...” ชายหนุ่มหลิ่วตาไปทางเคหสถานมุงสังกะสีก่อนจะหันมาสบตากับแม่สาวน้อยอีกที “แต่เธอคิดว่า...จะมีโจรที่ไหนสนใจบ้านสภาพแบบนี้บ้างล่ะ หืม?”


แน่นอน แม้แต่คนฟังก็ยังอึ้งไม่น้อยกับคำถามขวานผ่าซากนั้น ผิวหน้าสีน้ำผึ้งใต้หมวกสานจึงดูเรื่อขึ้น เข้มจัดจนสังเกตได้ไม่ยากเลย


พีรพัฒน์ขยับตัวนิดๆ


                “ขอโทษนะ” เขากล่าว “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกเธอหรือว่าอะไรเลย เพียงแต่ต้องการให้เธอตรองดูเท่านั้น เชื่อเถอะ ฉันไม่ใช่โจร ฉันเป็นญาติของคุณอังกาบจริงๆ”


แม้ผิวหน้าจะยังเรื่อเข้ม แต่ดุ้นไม้ต่างอาวุธที่ถือในมือก็ย้ายสำมะโนครัวลงไปอยู่บนพื้นเรียบร้อย เมื่อนั้นล่ะพีรพัฒน์จึงได้ผ่อนลมหายใจไปพรืดใหญ่ ก็นี่ขนาดว่าเขาเป็นคนที่จะเข้ามาดูสารทุกข์สุขดิบและช่วยเหลือนะ ทว่าแค่นาทีแรกที่พบ เด็กคนนี้ก็ขู่ฟ่อเอาเสียแล้ว  


                “ก็อย่างที่ฉันบอกนั่นล่ะ” ชายหนุ่มค่อยๆเอ่ยต่อไป “ฉันมานี่เพราะจดหมายของยายเธอ แล้วตอนนี้ยายเธอเป็นอย่างไรบ้าง”


สาวน้อยตรงหน้ามิได้ตอบคำถามของเขาทันทีทันใด กระทั่งชั่วอึดใจกระแสเสียงอ่อนๆจึงเอื้อนเอ่ย


                “ไม่อยู่แล้ว” เด็กสาวบอก “ยายเองก็ตายไปตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อน”


นาทีนั้นพีรพัฒน์ทำได้แต่กะพริบตา แม้จริงๆจะนึกมาอยู่บ้างแล้วว่าคำตอบที่ได้อาจเป็นเช่นนี้ แต่มันก็อดจะรู้สึกวูบๆลึกๆในใจไม่ได้


...สองอาทิตย์อย่างนั้นหรือ...


สองอาทิตย์...ถ้าเพียงแต่เขาคิดใส่ใจกับจดหมายนั่นให้ไวสักนิด...


                “ฉัน...เสียใจด้วยจริงๆ” พีรพัฒน์กล่าวเสียงเบา แต่ทว่า...


                “ไม่เป็นไร” สาวน้อยตอบสวนทันควัน “เพราะยายสอนเอาไว้เสมอ เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา” ดวงหน้าน้อยๆยามเอ่ยประโยคนั้นเชิดขึ้นนิดๆ อากัปกิริยาเช่นนั้นเผยให้เห็นจมูกโด่งรั้น พร้อมสีหน้าและแววตา...ที่ทำให้พีรพัฒน์อดรู้สึกไม่ได้เลยว่า เด็กคนนี้...คงเป็นประเภทเข้มแข็งและมุ่งมั่นเอาการทีเดียวเชียว


ถึงจะยกสิ่งที่ยายพร่ำสอนเธอเสมอว่ามันคือสัจธรรมของชีวิตขึ้นมาอ้าง ทว่าวริณสิตาก็ยังต้องเชิดหน้าขึ้น กะพริบตาถี่ๆก่อนสูดหายใจเข้าปอดให้ลึก ทั้งหมดนี้เพื่อพยายามสะกดกั้นน้ำอุ่นๆที่มันยังคงพาลจะเอ่อขึ้นในหน่วยตา


ไม่ได้นะ! วริณสิตาสั่งตัวเอง ก็ในเมื่อยายเองก็สั่งไว้ ว่าห้ามร้องไห้ให้ยายเกินเจ็ดวันเด็ดขาด! อีกอย่างคำสั่งเสียสุดท้ายของยายยังคงก้องในห้วงความคิด


‘เจ้าจะต้องเข้มแข็งนะจิ๊บนะ แม้ยายจะจากไปเจ้าก็ต้องระวังรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี ยายคงไม่มีบุญพอจะได้อยู่ดูอนาคตของเจ้าให้ตลอดรอดฝั่งแล้ว ที่พอจะทำได้ ก็คือฝากฝังแก้วตาดวงใจอย่างเจ้ากับคนที่เขาสามารถจะอุปการะได้ จิ๊บเอย...คุณอังกาบท่านเป็นคนใจดีและเคยเมตตาต่อเรายายหลานนักหนา ในวันที่เจ้าไม่มียาย คุณอังกาบจะช่วยดูแลเจ้าได้นะลูกนะ’


คนคิดได้แต่สะท้อนสะท้าน ลำพังแค่ต้องกลั้นความอาดูรต่อการจากไปของยายก็หนักเอาการอยู่แล้ว แต่นี่...


โธ่! ยายจ๋า...ยายจะรู้ไหมว่าโลกนี้ช่างเล่นตลกนัก ในเมื่อคนที่มาแทนคุณอังกาบเป็นผู้ชาย แล้วอย่างนี้อนาคตของจิ๊บจะเป็นอย่างไรต่อไปเล่า?


วริณสิตาตอบคำถามในใจตัวเองไม่ได้เลย เหมือนตนกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่เลือนราง กับความฝันและความหวังว่าชีวิตนี้ อย่างน้อยก็จะขอร่ำเรียนให้จบปริญญาก็คงต้องหยุดไป...ใช่! นึกแล้วก็ได้แต่สะท้อนสะท้านขึ้นมาอีก วริณสิตาลอบมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างหวั่นใจ ที่จริงนาทีนี้เธอไม่ควรริอ่านคิดไกลไปถึงเรื่องเรียนด้วยซ้ำ เพราะแค่อาณาเขตที่ประกาศก้องว่าตนเองเป็นเจ้าของอยู่เมื่อครู่ ที่จริงก็หาได้มีสิทธิ์สักหยิบมือ!


                ‘ผืนดินแห่งนี้แหละจิ๊บเอ๋ย ที่เจ้าอยู่มาตั้งแต่เล็กจนโต...มันเป็นที่ๆคุณอังกาบท่านเมตตา อนุเคราะห์ให้ยายได้ใช้อาศัยทำกินหาเลี้ยงเจ้า แต่ถึงแม้เราจะอยู่บนผืนดินแห่งนี้มานาน แต่มันก็เป็นสมบัติของคุณอังกาบ ไม่ใช่ของเราที่จะยึดครองได้โดยปราศจากการยินยอมนะลูกนะ’


                วริณสิตาจำได้และซื่อสัตย์เสมอกับทุกสิ่งที่ยายสอน และแน่นอน เธอคิดว่าหลานชายคุณอังกาบคนนี้ก็ต้องรู้ความจริงเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินดีเหมือนกัน! และนั่นเองที่ทำให้เกิดคำถาม...ว่า ‘เขา’ ยังจะอนุญาตให้เธออาศัยอยู่บนที่ดินผืนนี้ต่อไปได้อีกหรือไม่


                วริณสิตาไม่รู้เลย! 


..............







Create Date : 27 ตุลาคม 2552
Last Update : 27 ตุลาคม 2552 20:58:06 น.
Counter : 1971 Pageviews.

2 comments
  
*-*
โดย: tam IP: 203.154.19.114 วันที่: 21 มีนาคม 2554 เวลา:13:56:24 น.
  
อนาคตของจิ๋บ
โดย: fon IP: 49.48.110.65 วันที่: 20 ตุลาคม 2554 เวลา:20:27:13 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

parinnada
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]



แนะนำตัว
New Comments