All Blog
กรรมสิทธิ์หัวใจ ตอนที่ ๑๗ (๒)

วริณสิตาบังคับตนเองให้ยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ตลอดเวลาสายตาจ้องพื้นเบื้องล่างแข็งขันกระทั่งเสียงทุ้มๆต้องเอ่ยถาม

 


                “ไง ไปซื้อของกับคุณซ้งมา เป็นยังไงบ้าง” แม้ฟังดูประโยคนั้นจะเป็นแค่การถามไถ่เรียบๆธรรมดา ทว่ากระแสเสียงที่ใช้ก็มิได้ฟังดูแล้วอบอุ่นในหัวใจอย่างที่เคย แน่ละ! ก็คุณพีเขาโกรธเธอนี่ แล้วนาทีนี้เธอยังจะคิดให้เขามาทำเสียงใจดี อบอุ่นเอื้อเอ็นดูกับคนที่สร้างความขุ่นใจให้คนสำคัญของเขาได้อย่างไร คนคิดสูดหายใจเข้าปอดยาวๆเพื่อขับไล่ความรู้สึกโหวงๆข้างใน

 


                “ก็...ดีค่ะ” วริณสิตาไม่รู้จะตอบยังไงได้นอกจากคำนั้น แต่ดูเหมือนนั่นจะไม่ใช่คำที่เข้าท่าสักเท่าไหร่เลย สีหน้าที่แค่นิ่งเฉยเลยชักจะบึ้ง

 


                “แล้วไปถึงไหน ได้อะไรบ้าง”

 


                “ก็...ได้เสื้อผ้า...เจ็ดชุดค่ะ” วริณสิตายังคงก้มหน้าตอบอุบอิบ เพราะหลังจากความจริงข้อนี้ คุณพีเขาอาจจะไม่ได้โกรธเธอแค่เรื่องคุณหทัยรักแล้ว แต่อาจโกรธไปถึงเรื่องที่เธอไปได้เสื้อผ้ามาถึงเจ็ดชุดด้วย!

 


ก็เสื้อผ้าสวยๆใหม่ๆตั้งเจ็ดชุด! นั่นอาจมากเกินไปสำหรับเด็กยากจนที่มาขอพึ่งพิงอาศัยใบบุญเขาแล้ว! แต่วริณสิตาก็ไม่รู้จะทำยังไง นั่นเพราะตอนที่ไป คนที่ช่วยเลือกซื้อให้ เขาดูจะมีความสุขและสนุกมากกับการเลือกซื้อชุดให้เธอ

 


‘อุ๊ย! เหมือนได้เล่นแต่งตัวให้ตุ๊กตาไง อีกอย่างนะ เรื่องช่วยช็อปเสื้อผ้าน่ะ ขอให้บอก สุ่ยชอบจะตาย’

 


และนั่นเป็นเหตุผลที่น้องสาวของคุณซ้งให้ก่อนพาเธอเดินเข้าเดินออกร้านเสื้อผ้าแล้วซื้อกระจายอยู่ตั้งหลายห้างโดยไม่มีการเหนื่อยแม้แต่นิด ส่วนเธอที่ถูกลากไปก็ได้แต่ทำหน้าเจื่อนๆ หันมามองคุณซ้งอย่างไม่ค่อยมั่นใจ ว่าเธอจะมีสิทธิ์ซื้อนู้นซื้อนี่ได้ตามที่คุณสุ่ยเลือกให้ได้อย่างไร แต่คุณซ้งก็ยิ้ม บอกให้วางใจ

 


                ‘ไอ้พีมันไม่ว่าอะไรหรอกเชื่อผมสิ แต่ถ้ามันว่านะ หนูจิ๊บก็บอกไป ว่าเสื้อผ้าพวกนี้ผมจ่ายให้ รึถ้ามันยังไม่ยอมอีก ก็บอกไปว่าไม่รู้ ราคาเท่าไหร่คุณซ้งเขาไม่ได้บอก เดี๋ยวมันก็มาคุยกับผมเองแหละ’ และนั่นก็เป็นที่มาของเสื้อผ้าเจ็ดชุดที่ใส่ได้พอดีสัปดาห์ ที่จริงตั้งเจ็ดชุดนี่ คุณสุ่ยก็ยังมีข้อกังขา

 


‘อ๊าย! แล้วงี้วันจันทร์จะใส่อะไรล่ะ จริงๆควรต้องมีอย่างน้อยสักสิบห้านะ ถึงจะพอ’

 


‘เฮ้ย! เกินไป หนูจิ๊บเขาไม่ได้ครึ่งเดือนซักผ้าทีนะโว้ย’

 


‘แหมเฮียคุณสุ่ยก็ไม่ยอมเลย ‘ผู้หญิงนะ จะให้เราใส่แต่เสื้อผ้าจำเจได้ไง มาพูดดักอีหรอบนี้ นิสัยเค็มคงกำเริบ กลัวงบบานแล้วน่ะซี้’

 


                ‘เอ่อ คุณสุ่ยคะ’ วริณสิตาก็ต้องรีบขัด เพราะไม่ใช่แค่คุณซ้งหรอก ตัวเธอเองก็เกรงจะแย่ ‘แค่เจ็ดตัวก็เกินพอแล้วล่ะค่ะ เสื้อผ้าเก่าของจิ๊บก็มี’

 


                ‘แหม! หนูจิ๊บก็อีกคน’ และแม้ว่าคุณสุ่ยจะมีทีท่าฮึดฮัดเล็กๆเมื่อถูกขัดใจ แต่เธอก็ยอมยุติให้ ‘อ่ะๆ เสื้อน่ะแค่เจ็ดก็ได้ แต่อย่างอื่น ต้องมากกว่าเจ็ดนะ’

 


                ‘เหอ อะไรของแก อย่างอื่น’

 


                ‘อ้าว...’ คุณสุ่ยลากเสียงยาว นัยน์ตาพราวระยับ ‘ก็ชุดข้างใน ของใช้ส่วนตั๊วส่วนตัวของผู้หญิงไง

 


นึกขึ้นมาวริณสิตาก็หน้าร้อนวูบ เพราะอยู่กับยาย ยายก็สอนเสมอว่าไม่ให้พูดอะไรน่าอายในที่โจ่งแจ้ง แต่คุณสุ่ยเธอก็ดูมั่นใจยามพูดถึงความจำเป็นของการซื้อ...ชุดข้างใน ซึ่ง...มันก็จริงอยู่หรอก แต่วริณสิตาก็ยังกระดากอยู่ดี! ยังนับว่าดีที่ท้ายสุดแล้วคุณสุ่ยก็เป็นคนจัดการให้ทั้งหมดรวมถึงเรื่องจ่ายเงินค่า ‘ชุดข้างใน’ ให้ก่อนด้วย ไม่งั้นวริณสิตาไม่ยอมเอาด้วยแน่!

 


                “แล้วมีแค่นั้นรึ เสื้อผ้าเจ็ดตัว” เสียงทุ้มๆเจือแววกรุ่นๆดึงเธอกลับมา แต่นั่นก็ทำให้วริณสิตายิ่งก้มหน้าหนักลงไป เพราะการโกหก ไม่บอกความจริงนี่ก็ใช่ เป็นสิ่งที่ยายห้ามนัก!

 


                “เอ่อ...คือ...” สาวน้อยอ้ำอึ้ง ผิวหน้าแดงปลั่ง และ...นั่นละ! เท่านั้นก็พอแล้ว!

 


                “เอาล่ะพอๆ!” พีรพัฒน์สวน เขาไม่นึกอยากจะได้ยินบางคำที่กำลังจะหลุดออกมา “แล้วเขาพาไปถึงไหน” ชายหนุ่มเปลี่ยนเรื่อง ทว่า...คำตอบที่ได้กลับมาก็ไม่ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นนัก

 


                “ไม่ทราบค่ะ”

 


พีรพัฒน์พ่นลมหายใจออกไป

 


“เขาพาไปห้างไหน ชื่ออะไรเธอไม่รู้รึ”

 


                “ไม่ทราบค่ะ”

 


                “แค่แถวไหนของกรุงเทพฯ เธอก็ไม่รู้?”

 


สาวน้อยส่ายหน้า

 


“ไม่ค่ะ”

 


และนั่นก็ทำให้ความอดทนของคนบางคนสิ้นสุด

 


“ไม่ทราบค่ะ! ไม่ทราบค่ะ! หากเขาหลอกพาไปขายเนี่ย เธอจะทราบบ้างมั้ย ฮึ?!”

 


นานนิ่งชั่วอึดใจหลังโพล่งประโยคหงุดหงิดนั้นออกไป ห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในไอละอองความเงียบที่น่าอึดอัด กระทั่ง...เกือบนาทีเต็ม เสียงอ่อนๆก็เอ่ย

 


                “ไม่ทราบค่ะ”

 


                “เฮ่อ!” พีรพัฒน์กระแทกลมหายใจออกไป บ้าชะมัด! เขาไม่เคยรู้สึกหงุดหงิดจนเผลอขึ้นเสียงใส่ใครแบบนี้มาก่อนเลย ชายหนุ่มฉวยแซนวิชในจานขึ้นมาเมื่อนึกถึงว่า ไอ้อาการฉุนเฉียวนี่น่ะ อาจเกิดจากภาวะการณ์โมโหหิวก็เป็นได้! ใช่! เพราะนาทีนี้คงมีเขาแค่คนเดียวเท่านั้นแหละมั้งที่ยังไม่ได้กินข้าว! คิดแล้วก็กัดแซนวิชหงับๆอย่างหงุดหงิดใจและเลี่ยงจะไม่มองใครที่อยู่ตรงหน้าให้นึกโมโหด้วย แต่ทว่า...

 


                “ดิฉัน...” เสียงอ่อนๆของวริณสิตาเอ่ยขึ้น ดวงหน้าที่เคยก้มต่ำ บัดนี้เชิดรั้น และแววตาแบบเมื่อครั้งแรกพบนั้นก็ปรากฎเด่นชัด “ไม่ทราบจริงๆค่ะ ว่าที่ๆคุณซ้งกับคุณสุ่ยพาไปคือห้างอะไร อยู่ที่ไหน เพราะไม่เคยไปไหนมาไหนในกรุงเทพฯมาก่อนเลย จึงไม่รู้จักชื่อห้างอะไรแม้แต่นิดเดียว”

 


คำอธิบายอย่างเป็นทางการนั้นยังกระแทกโสตประสาทไม่ชัดเท่ากับชื่อแปลกปลอมอีกชื่อที่เด็กสาวเพิ่งเอ่ย ชายหนุ่มขมวดคิ้ว   

 


                “อะไรนะ...คุณสุ่ยรึ?”

 


                “ค่ะ” วริณสิตาตอบชัด “ดิฉันเคยอยู่แต่บ้านนอกกับยาย ไม่รู้จักถนนหนทางอะไรในกรุงเทพฯที่คุณซ้งกับคุณสุ่ยพาไปหรอกค่ะ”

 


เท่านั้นเองอารามโมโหก็ลดฮวบ และถูกควบแทนด้วยอาการพูดไม่ออกกะทันหันเมื่อเพิ่งจะรู้ว่า...สองคนเขาไม่ได้ไปกันตามลำพังสักนิด! คิดไปคิดมาก็น่าจะใช่ ไอ้ซ้งมันคงไม่กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญแฟชั่นไปได้เพียงเพราะแค่พูดว่า สาวเปรี้ยวๆชอบใส่กระโปรงสั้นหรอก!

 


เวรเอ๊ย!  

 


“เอ่อ...” พีรพัฒน์เหมือนจะรู้สึกผิด เขานึกอยากพูดอะไรออกไปบ้าง แต่ดูเหมือนเด็กสาวตรงหน้าจะไม่เปิดโอกาสเลย สาวน้อยยังคงเชิดหน้าอย่างไว้ตัว

 


                “ดิฉันต้องขออภัย เพราะไม่ทันนึกว่าคุณพีอาจจะต้องการรู้ชื่อสถานที่ และพอดีว่าคุณซ้งคุณสุ่ยก็จะต้องรีบกลับไปทานอาหารเย็นกับที่บ้านด้วย เลยไม่ทันถามได้ไว้ หากคุณพีจะโกรธหรือไม่พอใจก็เป็นความผิดของดิฉันเองล่ะค่ะ”

 


                “อะไรนะ...” และหนนี้ก็ถึงกับคราง เพราะนั่น...ก็ยิ่งหนักไปอีก!

 


ที่ไอ้ซ้งมันรีบ เพราะจะกลับไปกินข้าวกับที่บ้าน! ถ้างั้น...แล้วคนที่เชิดหน้า ยืนอธิบายใส่เขาเป็นชุดๆนี่เล่า

 


“เอ่อ...งั้น...เธอก็ยังไม่ได้ทานข้าวเย็นเลยใช่ไหม”

 


คนถูกถามไม่ได้ตอบอะไร แต่เรื่องแบบนี้ใครก็เดาได้ พีรพัฒน์เลยได้แต่กะพริบตา มองแซนวิชในมือที่ตัวเองซัดหงับๆไปเสียเกือบหมดอันแล้ว   

 


โธ่เว้ย! บ้าชิบ! พีรพัฒน์จัดแจงจะลุกจากโต๊ะทันที “งั้นก็ไป เราลงไปทาน”

 


แต่ทว่า...

 


                “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” วริณสิตาว่า “ดิฉันไม่ได้หิวมากนัก”

 


เท่านั้นคนชวนก็ชะงัก ความรู้สึกผิดชักจะอันตรธานเมื่อรู้สึกว่าเด็กสาวตรงหน้านี่น่ะ...

 


ชักจะอวดดีเกินไปแล้ว!

 


                “อ่อ!” พีรพัฒน์แค่นยิ้ม “ดี! ในเมื่อเธอบอกว่ายังไม่หิวก็ดี งั้นฉันก็มีเรื่องจะคุยกับเธอต่อเหมือนกัน!”

 


......................

 






Free TextEditor



Create Date : 24 มิถุนายน 2553
Last Update : 24 มิถุนายน 2553 15:49:52 น.
Counter : 1307 Pageviews.

5 comments
  
ตัดตอนได้เฉียบขาดอีกแล้วคร้าบ
ฮือๆ อารมณ์ค้าง รออ่านตอนต่อไปจ้า
โดย: มังกรเขียวหัวยุ่ง (cruduslife ) วันที่: 25 มิถุนายน 2553 เวลา:0:01:09 น.
  
เราถือว่าเป็นคำชมแล้วกันนะคะคุณมังกรเขียวหัวยุ่ง
โดย: parinnada วันที่: 28 มิถุนายน 2553 เวลา:17:58:29 น.
  
พระเอกเริ่มหึงแล้วๆๆ อิอิ น่ารักน่าติดตามจริงๆ ขอบคุณมากค่ะที่หานิยายสนุกๆมาให้อ่าน
โดย: ปาน IP: 77.187.11.58 วันที่: 27 กันยายน 2554 เวลา:2:25:03 น.
  
ความเป็นห่วง
โดย: fon IP: 49.48.110.65 วันที่: 20 ตุลาคม 2554 เวลา:23:41:31 น.
  
ขอบคุณสำหรับนิยายดี ๆ สนุกมากค่ะเป็นเพื่อนแก้เหงาอย่างดีเลย
โดย: A jangja IP: 223.204.69.49 วันที่: 17 มิถุนายน 2555 เวลา:23:47:02 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

parinnada
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]



แนะนำตัว
New Comments