All Blog
กรรมสิทธิ์หัวใจ ตอนที่ ๒๒

ตอนที่ ๒๒


จากที่เคยได้ให้สัญญาว่าจะต้องแบ่งเวลามาช่วยงานในส่วนของบริษัทคุณอังกาบบ้างเมื่อได้รับอนุญาตให้เรียนในสิ่งที่ชอบได้ พีรพัฒน์ก็ตั้งข้อตกลงว่า ต่อนี้ไปหลังจากกลับมาจากมหาวิทยาลัย วริณสิตาจะต้องมาเรียนรู้เรื่องพื้นฐานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเอพีกรุ๊ปกับเขาทุกวัน ทันทีที่พีรพัฒน์เลี้ยวรถเข้ามาจอดเทียบหน้าบันไดบ้านสุริยะธาดาแล้ว เขาก็หันมาหาสาวน้อยที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ


“เดี๋ยวฉันจะให้เวลาเธออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าครึ่งชั่วโมงนะ แล้วลงมาทานข้าวเย็นด้วยกัน หลังจากนั้นเราค่อยเริ่มเรียน โอเคมั้ย?” แม้จะปิดท้ายด้วยประโยคเชิงถาม แต่แท้จริงนั่นคือประโยคคำสั่ง วริณสิตาคิดหวังว่าการเรียนพื้นฐานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อะไรนี่คงใช้เวลาไม่นานนัก เพราะแม้จะเพิ่งเริ่มเรียนเลคเชอร์ในมหาวิทยาลัยเป็นวันแรก แต่บางวิชาก็มีการบ้านแล้วเหมือนกัน สาวน้อยจึงรับคำ ‘ค่ะ’ แล้วเปิดประตูรถลงมาอย่างว่องไว


วริณสิตายิ้มแป้นให้นางบัวศรีและนายก้านที่มายืนรับหน้าชายหนุ่มผู้เป็นของเจ้าบ้านเช่นเคย แต่เสียงบีบแตรยาวๆหน้าประตูใหญ่ที่ดังขึ้นติดๆกันถึงสามครั้งส่งผลให้วริณสิตาชะงักเท้าที่กำลังก้าวขึ้นบันไดบ้านกะทันหัน แม้แต่พีรพัฒน์ที่เพิ่งจะดันประตูรถปิดก็ต้องหันไปมอง และทันทีที่นางบัวศรีลนลานกดรีโมตเปิดประตูอัลลอยด์ รถสปอร์ตสีดำแล่นปราดเข้ามาราวกับพายุ แต่นั่นก็ยังจะดูไม่แรงเท่าอารมณ์ของเจ้าของรถ ทันทีที่เหวี่ยงประตูเปิดออกมาได้ หทัยรักก็โผตัวเข้ากอดพีรพัฒน์ทันที!


“พี! พีต้องช่วยรักนะคะ ฮือๆ ต้องช่วยรักนะ! ฮือ...”


วริณสิตาตาค้าง พอๆกับนางบัวศรีและนายก้านที่ได้แต่มองหทัยรักซึ่งกลิ้งเกลือกใบหน้าเปื้อนน้ำตากับอกของพีรพัฒน์อย่างไม่สนใจใครอีกแล้วในโลกนี้


                “เอ่อ...รักๆ มันเกิดอะไรขึ้น คุณใจเย็นๆก่อนนะ” พีรพัฒน์พยายามจับไหล่สาวสวยไว้แล้วดันออก แต่ดูเหมือนการกระทำนั้นจะยิ่งทำให้หทัยรักส่งเสียงโหยหวนหนักขึ้น


                “ฮือๆ ก็คุ...” แต่แล้วก็ชะงัก ดูเหมือนสาวสวยก็จะยังมีสติดีอยู่หรอก เพราะเจ้าหล่อนไม่ได้หลุดสาเหตุที่ทำให้ร้องไห้เป็นเผาเต่ามาทันที แต่กลับเหลือบมอง ‘เหล่าคนใช้’ ที่ยังยืนอึ้งตาค้างกันอยู่ และเมื่อสาวสวยขึงตาให้ คนใช้สูงวัยก็รู้ตัว 


                “เอ่อ เจ้าจิ๊บ! ตาก้าน! ไปๆ ไปช่วยข้าในครัวหน่อยซิ กับข้งกับข้าวอะไรยังไม่เสร็จเลยเนี่ย ดูสิมันยุ้งยุ่ง! ไปๆ” แล้วนางบัวศรีก็กวาดต้อนวริณสิตาและนายก้านออกไป แต่แทนที่จะเข้าครัวอย่างปากว่า แม่บ้านวัยหกสิบห้ากลับดันหลังสองคนหลบเข้าแค่หลังเสาต้นสุดท้ายที่ปลายห้องโถงรับแขกนั่นแหละ! ไอ้ปากว่าตาขยิบอย่างงี้ อดีตคนรถคุณอังกาบก็อดไม่ไหว แขวะเข้าให้


                “ไหนว่ากับข้งกับข้าวไม่เสร็จไงยายศรี”    


                “วุ้ย!” คนถูกแขวะค้อนขวับปะหลับปะเหลือก “เอ็งน่ะไม่รู้เรื่อง! จะทุ่มกว่าอยู่แล้ว กับข้าวมันจะไม่เสร็จกะผีอะไรล่ะ ถ้าข้าไม่ดึงออกมาเนี่ย เดี๊ยวคุณหทัยรักแกจะหาว่าพวกเราน่ะไม่มีมารยาท ไปยืนเจ๋อฟังเจ้านายเขาคุยกัน เข้าใจไหม”


                “อ้อ! ยืนเจ๋อไม่ดี แต่ยืน ‘จ้อน’ ได้ว่างั้นสิ”


                “ไฮ้!” นางบัวศรีได้แต่ค้อนขวับอีกครั้ง นึกอยากแจกตุ้บตับให้เพื่อนร่วมอาชีพสักผัวะสองผัวะแต่ก็ทำไม่ได้ ขณะที่วริณสิตาไม่รู้จะพูดอะไร ความจริงไม่ได้อยากจะยืนซ่อนแอบฟังเขาคุยกันอย่างนี้ แต่ทำไงได้ในเมื่อโดนกวาดมาแล้ว จะแอบเลี่ยงขึ้นห้องก็ไม้ได้อีกเพราะยังไงๆก็ต้องผ่านบันไดในห้องโถงอยู่ดี นาทีนี้จึงต้องร่วมขบวนการแอบฟังด้วยไปโดยปริยาย


                พีรพัฒน์พาหทัยรักเข้ามานั่งในห้องรับแขก หญิงสาวยังคงร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลัง น้ำตาไหลพรากอย่างไม่ห่วงสวย


                “ฮือๆ พีต้องช่วยรักนะคะ คุณพ่อน่ะ ฮือๆ คุณพ่อน่ะไม่รักรักแล้ว ฮือๆ”


                “มันเกิดอะไรขึ้น เล่าให้ผมฟังได้ไหม”


หทัยรักสูดก้อนสะอื้นลงไป


                “ก็...ก็นี่น่ะค่ะ!” หทัยรักโยนของหนึ่งอย่างลงบนโต๊ะรับแขกอย่างแรงคล้ายมันเป็นสิ่งขยะแขยง “พีจำได้ไหมคะ ที่รักเห็นคุณพ่อเดินควงกับนังผู้หญิงหน้าไม่อายคนหนึ่งน่ะ รักไม่ได้ตาฝาดเลย นี่ไงคะหลักฐาน” พีรพัฒน์กะพริบตา มองซองสีน้ำตาลที่จำได้ว่าหทัยรักได้มาจากเลขาฯพร้อมคำบอกกล่าวว่า ‘มาจากสำนักงานนักสืบวรพล’ จนถึงนาทีนี้แล้วชายหนุ่มจึงถือวิสาสะหยิบสิ่งที่อยู่ข้างในออกมาดู และสิ่งที่เห็นก็คือภาพแอบถ่ายหลายใบของบิดาหทัยรักกับหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งในอิริยาบถที่สนิทชิดเชื้อ


                “รักจ้างนักสืบสืบประวัติมัน แล้วพีรู้มั้ยคะ ว่าจริงๆแล้วนังผู้หญิงหน้าไม่อายคนนี้มันเป็นแค่พนักงานทำความสะอาดของเอพีกรุ๊ปเราเท่านั้น แล้วมันยังคิดสะเออะ คงมาหว่านเสน่ห์ หวังรวยทางลัดมาจับคุณพ่อ!” สาวสวยพูด นัยต์ฉายแววโกรธเคืองชิงชัง “พอรักไปคาดคั้น บอกให้คุณพ่อจัดการไล่มันออกไปซะ คุณพ่อก็อึกอัก หนักๆเข้าก็กลับปกป้องมัน มิหนำซ้ำยังตวาดรัก แล้วบอกว่าจะแต่งงานกับมันด้วย ฮือๆ รักเกลียดคุณพ่อ ฮือๆ เกลียดที่สุด! พีต้องช่วยรักนะคะ พรุ่งนี้พีต้องไล่นังผู้หญิงหน้าไม่อายคนนี้ออกไปจากเอพีกรุ๊ปนะ ฮือๆ”


พีรพัฒน์ลำบากใจ เขาสามารถนึกภาพตอนคุณหนูเอาแต่ใจอย่างหทัยรักอาละวาดกับพ่อบังเกิดเกล้าได้ออกเลย


                “รักไม่ยอมนะคะ พีต้องช่วยรักนะ ต้องไล่มันออกให้รักนะ ฮือๆ”


                “เอ่อ...รักๆ คุณใจเย็นๆก่อนนะ ผมว่าคุณอาอมรต้องมีเหตุผลที่ทำแบบนั้น” พีรพัฒน์ค่อยๆบอก หวังให้สาวสวยอารมณ์ร้อนผ่อนความโทโสลง แต่ทว่า...


                “เหตุผลอะไร” หทัยรักไม่พอใจ สาวสวยเชิดหน้าขึ้นใส่เขาอย่างดื้อรั้น “ใช่สิคะ! พีก็ผู้ชายนี่ ผู้ชายก็ต้องเข้าข้างผู้ชายด้วยกันอยู่แล้ว!”


คนถูกล่าวหาได้แต่ผ่อนลมหายใจ


                “มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกนะรัก ผมแค่อยากให้รักลองคิดให้ดีๆก่อน อย่าเพิ่งใช้อารมณ์ ผมแน่ใจว่าคุณอาอมรรักรักมากที่สุดแน่นอน” พีรพัฒน์บอก มือใหญ่หนาคว้ามือสาวสวยไว้ในเชิงปลอบใจเมื่อเอ่ยต่อไปด้วยเสียงนุ่มทุ้มว่า “แต่รักเป็นลูก รักก็ต้องลองคิดถึงจิตใจของท่านบ้าง ท่านอาจจะอยากมีใครสักคนคอยอยู่ดูแลใกล้ๆยามที่แก่ตัวลงไปนะ คุณลองคิดดูสิ วันหนึ่งข้างหน้า อนาคตถ้าคุณแต่งงาน คุณก็ต้องย้ายไปอยู่กับสามีคุณใช่ไหม แล้วคุณอาอมรล่ะ ท่านจะอยู่คนเดียวได้ยังไง รักจะปล่อยให้ท่านต้องอยู่คนเดียวอย่างเดียวดายงั้นหรือ”


เจอประโยคนุ่มทุ้มนั่นเข้าไปหทัยรักก็ได้แต่จ้องหน้า มองชายหนุ่ม...แล้วกะพริบตา


                “แต่งงาน...แล้ว...ไปอยู่กับสามีงั้นหรือคะ?”


                “ใช่” พีรพัฒน์พยักหน้ารับ ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าอยากจะให้สาวสวยตรงหน้าเห็นใจบุพการีของตนบ้าง เพราะถ้าหากถึงขั้นตวาด ขึ้นเสียงใส่ลูกสาวคนเดียวที่รักอย่างแก้วตาดวงใจแล้วละก็ แสดงว่าหญิงคนนั้นก็ต้องมีความสำคัญกับคุณอมรมากเช่นกัน


                “คุณเข้าใจที่ผมพูดใช่ไหม”


ใบหน้าผุดผาดจะแดงซ่านขึ้นมากว่าเดิมหรือไม่ก็มิมีใครสังเกตได้ แต่หทัยรักก็หลบตาชายหนุ่มลงไปคล้ายหญิงสาวที่เขินอาย ก่อนแสร้งเชิดหน้าขึ้นไปอย่างไว้ท่า


                “ก็ได้ค่ะ เพื่อเห็นแก่พีนะคะ รักจะใจเย็น แล้วลองคุยกับคุณพ่อใหม่อีกครั้งก็ได้”


พีรพัฒน์ยิ้มกว้างให้สาวสวยอย่างจริงใจ หารู้ไม่...ว่าใครอีกคนก็เข้าใจความหมายในคำพูดของเขาไป ไม่ต่างจากหทัยรักสักนิด


            วันหนึ่งในอนาคตข้างหน้า ถ้าเขาแต่งงานกันแล้วย้ายเข้ามาอยู่นี่ ชีวิตเธอจะเป็นอย่างไร? สาวน้อยได้สูดลมหายใจ ไม่แน่หรอก เมื่อถึงวันนั้น เขาอาจจะอนุญาตให้เธอกลับไปทำไร่ที่บ้านตามเดิมก็เป็นได้


สรุปว่าคืนนั้นวริณสิตาก็ยังไม่ได้เริ่มเรียนพื้นฐานทางธุรกิจอะไรสักกะนิดเพราะกว่าที่หทัยรักจะตกลงใจยอมกลับบ้านได้เวลาก็ล่วงไปเกือบห้าทุ่มแล้ว และแน่นอนหญิงสาวที่กำลังมีปัญหาย่อมขอร้องให้ชายหนุ่มคนสำคัญไปส่งเธอด้วย และถึงแม้จะกลับดึกดื่นเพียงไหน รุ่งขึ้นรถสปอร์ตสีดำคันเดิมก็สามารถแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านสุริยะธาดาได้ตั้งแต่เช้าตรู่


                “รักยังไม่อยากจะญาติดีกับคุณพ่อตอนนี้ค่ะ ยังไงเช้านี้รักขออนุญาตทานข้าวกับพีแล้วกันนะคะ”


เพราะอย่างนั้นบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเช้าสำหรับวริณสิตาจึงค่อนข้างอึดอัดเลยทีเดียว จะมารู้สึกปลอดโปร่งได้ก็เมื่อตอนมาถึงมหาวิทยาลัยนี่ล่ะ


                “เย็นนี้จิ๊บน่าจะเลิกประชุมเชียร์ประมาณหกโมงเหมือนเดิมนะจ๊ะลุง” วริณสิตายื่นหน้าจากเบาะหลังไปบอกนายก้านซึ่งนั่งประจำอยู่ตรงที่นั่งคนขับก่อนจะหันไปเปิดประตูรถออก แต่ยังไม่ทันที่วริณสิตาจะได้ออกไปจากรถ นายก้านก็เอ่ยถาม


                “แล้วคุณพีท่านไม่มารับคุณจิ๊บเหมือนเมื่อวานหรือครับ”


สาวน้อยชะงัก


“อือ...คงไม่หรอกลุง เมื่อเช้าจิ๊บเห็นคุณรักเขายังเครียดๆอยู่เลย” แค่นั้นคนขับรถวัยหกสิบหกก็พยักหน้าทำนองว่าเป็นอันรู้กันละ วริณสิตาจึงยิ้มให้ก่อนจะลงจากรถไป และทันทีที่ดันประตูรถยุโรปคันใหญ่ปิดให้นายก้าน เสียงใสๆก็ร้องทักแต่ไกล


                “จิ๊บ!”


สาวน้อยหันไปตามเสียงเรียกเรียก ก็ได้เห็นว่าพยุดากับการนนท์กำลังวิ่งมาหา วริณสิตาคลี่ยิ้ม


                “โอ้โฮ! น้อยหน่ากับการนนท์เนี่ย มาพร้อมกันเลยนะ ดีจัง” สาวน้อยเอ่ยแซวก่อนที่เพื่อนทั้งสองจะซอยเท้าถี่ๆมาถึงตัวเสียด้วยซ้ำ ทว่ากระนั้นพยุดากลับค้อนขวับ


                “โหย! ดีอะไรกัน เรานะต้องมารอก่อนเลย กลัวจะหาจิ๊บไม่เจอ”


ใช่แล้ว...เมื่อวานหลังจากให้เบอร์โทรศัพท์บ้านที่ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ในสายตาเพื่อนๆไปแล้ววริณสิตาก็นัดพยุดากับการนนท์ว่าจะมาเจอกันตรงนี้ตอนแปดโมงครึ่งก่อนจะต้องไปเข้าเรียนด้วยกันตอนเก้าโมง


                “แต่เรายังดีนะ” พยุดาว่า “ไม่เหมือนสมองปลาทองหรอก มาตั้งกะกี่โมงนะ” แล้วสาวแว่นผมเปียก็หันไปหาการนนท์ แต่ฝ่ายนั้นขึงตา


                “พูดมากน่ายายแว่น!” เป็นอันว่าไม้เบื่อไม้เมาคู่นี้เขาไม่เรียกกันด้วยชื่อที่พ่อแม่ตั้งมาให้เสียแล้ว วริณสิตาฟังแล้วก็ขำๆ อดจะถามเพราะอยากรู้ไม่ได้เหมือนกัน


                “การนนท์มาตั้งแต่กี่โมงเหรอ?”


เด็กหนุ่มตอบเหนียมๆ


                “เอ่อ...ก็...เจ็ดโมง”


                “หา!” แต่ทว่าวริณสิตากลับตกใจเพราะไม่เคยคิดเลยว่าเพื่อนจะลำบากมารอเธอตั้งเป็นชั่วโมงๆอย่างนี้ การนนท์เหมือนจะอ่านออก หนุ่มน้อยเลยรีบบอก


                “แต่มันไม่เกี่ยวกับที่นัดกับจิ๊บหรอกนะ เราอยากจะรีบมาเอง มาเช้าๆรถมันไม่ค่อยติดไง”


                “อ้อ! เหรอ?” แล้วพยุดาก็อดไม่ได้ สาวแว่นผมเปียน่ะชักเริ่มๆจะรู้แล้วแหละว่าลักษณะการพูดของการนนท์ระหว่างตัวเองกับระหว่างวริณสิตาน่ะมันต่างกัน เรียกว่าหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยล่ะ แต่ก็นั่นแหละ พยุดายังไม่พรวดพราดพูดไปหรอกว่า ‘สมองปลาทองคิดจะจีบจิ๊บอ่ะดิ’ เพราะเพิ่งจะเริ่มเป็นเพื่อนกัน อีกอย่าง จากประสบการณ์ตัวเองก็หน้าแตกประจำหากทะลึ่งโพล่งอะไรไป พยุดาจึงเลือกที่จะหันไปหาวริณสิตาแทน


                “เออ ว่าแต่...จิ๊บอ่ะ...เป็นคุณหนูเหรอ”


                “ฮะ?!” แล้วสาวแว่นผมเปียก็ทำวริณสิตาอ้าปากค้างอีกจนได้ “คุณหนูเนี่ยนะ ทำไมถึงมาถามเราอย่างงี้ล่ะน้อยหน่า”


                “อ้าว! ก็สมองปลาทองบอกเราน่ะ” พยุดาโบ้ยอีก “สมองปลาทองบอกว่าผู้ปกครองจิ๊บอ่ะ รวยมากกกกก เป็นเจ้าของโครงการบ้านจัดสรรระดับไฮโซทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑลเลยทีเดียวแหละ” แม่สาวแว่นผมเปียเน้นคำเสียจนวริณสิตารู้สึกว่าตัวเองเห็นภาพความรวยของพีรพัฒน์ได้ชัดแจ๋ว สาวน้อยได้แต่ทำหน้าเลี่ยนๆบอกไม่ถูก เพราะ...ก็จริงอยู่หรอกที่เธอรู้มาบ้างว่า ‘เอพีกรุ๊ป หรือ อังกาบ พร็อพเพอร์ตี้’ เป็นยักษ์ใหญ่ในด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเมืองไทย แต่เธอก็ไม่ใช่ใครที่จะไปยืนยันความเป็นมหาเศรษฐีของเขาได้ขนาดนั้นนี่! วริณสิตาไม่รู้จะอธิบายยังไง ได้แต่แอบนึกเคืองๆคนที่เล่าให้พยุดาฟังอยู่หน่อยๆ


“คือ...มันไม่ใช่อย่างนั้นเลยนะน้อยหน่า เราไม่ได้เป็นคุณหนงคุณหนูอะไรสักกะนิด”


“อ้าว! ไหงงั้นล่ะ” พยุดาร้อง เกาหัวแกรกๆ “เราชักงงแล้วนะเนี่ย แล้วไหนจะผู้ปกครองจิ๊บเมื่อวานนี้อีก ที่จิ๊บบอกไม่ใช่พ่อจิ๊บอ่ะ แล้วเป็นอะไรล่ะ อาเหรอ”


“เอ่อ...”


“ไม่ใช่หรอก!”


และหนนี้ก็เป็นคนที่วริณสิตาเพิ่งนึกเคืองโพล่งขึ้นบ้าง สาวน้อยได้แต่หันไปมองแล้วกะพริบตา


“ใช่ไหมจิ๊บ” การนนท์ถามอีก ก่อนตัดสินใจอรรถาธิบายต่อ “คือเราเคยได้ยินชื่อผู้ปกครองของจิ๊บจากพี่สาวเรา แล้วเราก็เลยรู้ว่าคุณพีรพัฒน์ วิศิษฏการน่ะ ไม่ได้มีน้องสาวหรือหลานสาวเลย”


นานเกือบอึดใจที่สาวน้อยนิ่งไป แต่ในที่สุดวริณสิตาก็ตัดสินใจ


“ใช่” สาวน้อยบอก “จริงๆแล้ว...เราไม่ได้เป็นญาติอะไรกับคุณพีเลย แต่เป็นแค่...เด็กยากจน...ที่มาขอความอุปการะจากเขาเท่านั้นเอง”


“ฮ้า! จริงดิ” ช่วยไม่ได้เลยที่ผิวแก้มจะร้อนเห่อขึ้นมายามได้ยินพยุดาเผลอตัวร้องออกมาอย่างนั้น ที่จริงวริณสิตาก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมารู้สึกอับอายในพื้นภูมิอันยากจนของตนเองหรอกหากเธอไม่จำเป็นต้องพูดคำว่า ‘ขอความอุปการะ’ ต่อหน้าเพื่อนถึงสองคนอย่างนี้ วูบนั้น...เด็กสาวนึกเกลียดความรู้สึกของตัวเองขึ้นมานิดหนึ่งจริงๆ


“อือ” วริณสิตายังคงพยักหน้าตอบรับเบาๆ “ยายเราที่เสียไปแล้วเคยเป็นคนรับใช้ในบ้านของคุณอังกาบน่ะ แต่ตอนที่ยายป่วย ยายกลัวว่าเราจะไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ ก่อนจะเสียยายก็เลยเขียนจดหมายขอความกรุณาจากคุณอังอาบ ขอให้คุณอังกาบช่วยอุปการะเรา แต่ช่วงนั้นคุณอังกาบท่านก็เสียพอดี คุณพีเขาก็เลย...ต้องกลายมาเป็นผู้รับอุปการะเราแทน เพราะงั้น...เราไม่ใช่คุณหนูอะไรเลยน้อยหน่า ที่จริงเราน่ะ...ควรจะต้องไปเป็นคนรับใช้เสียด้วยซ้ำ”


“เฮ้ย! อย่าพูดอย่างงั้นสิจิ๊บ เราขอโทษนะ เราปากไม่ดีอ่ะ ไม่น่าถามจิ๊บอย่างนั้นเลย ขอโทษนะขอโทษ” พยุดาโหยหวนหน้าเสีย ขณะที่การนนท์เองก็ไม่ต่างกัน


“เราเองก็ต้องขอโทษจิ๊บด้วยเหมือนกัน” เด็กหนุ่มบอก แต่ทว่าวริณสิตาก็ส่ายหน้า


                “ไม่เป็นไร” สาวน้อยสูดหายใจเข้าไปลึกๆก่อนยิ้มแผ่วบาง “เธอสองคนไม่ต้องขอโทษเราหรอก เพราะยังไงมันก็เป็นความจริง ว่าแต่...” สาวน้อยเงยหน้า ถามเบาๆกับเพื่อนทั้งคู่ว่า “พวกเธอก็รู้แล้วว่าเราเป็นแค่เด็กยากจน พวกเธอสองคน...จะยังคบเราเป็นเพื่อนอยู่หรือเปล่าล่ะ”


“อ๊าย! อย่ามาพูดอย่างงี้นะ” พยุดากรี๊ดทันที คว้ามือวริณสิตาเอาไว้พร้อมพูดเร็วปรื๋อ “นี่จิ๊บเห็นเราเป็นคนยังไง จะดูถูกน้ำใจกันเหรอ เราไม่ใช่ประเภทที่เลือกคบใครที่ฐานะนะ อีกอย่างบ้านเราอ่ะ ก็ไม่ได้รวยเหมือนกัน พ่อแม่เราก็เป็นแค่ชาวไร่ธรรมดาๆ ปลูกข้าวโพดอยู่อุตรดิตถ์โน่นแน่ะ!”


“ใช่! เราก็เหมือนยายแว่น” นาทีนี้แม้แต่การนนท์ก็เอาด้วย เด็กหนุ่มบอกหนักแน่น “แม้ที่บ้านจะฐานะดีกว่าน่ะนะ แต่เราก็ไม่ได้เลือกคบใครที่ความรวยความจนเหมือนกัน!”


วริณสิตาได้แต่คลี่ยิ้ม มองเพื่อนทั้งสองอย่างตื้นตันในหัวใจ


                “ขอบคุณนะ ขอบคุณมากๆเลย”


.................................






Free TextEditor



Create Date : 22 กันยายน 2553
Last Update : 26 ตุลาคม 2553 11:33:44 น.
Counter : 1470 Pageviews.

3 comments
  
ว่าเเล้วเชียวยัยรักนี่ต้องเข้าใจไปเองเเล้วก็เออเองว่านายอ้วนพีคนนี้จะเเต่งงานด้วย ตายๆๆๆๆเเน่ๆนายอ้วนพีเอ๋ยผู้หญิงเขาตู่เข้าข้างตัวเองเเล้วนะว่าจะไปเเต่งงานกับเขา เห็นเรื่องยุ่งๆกำลังรออยู่รำไรเเล้วหล่ะนายพี
โดย: VEE IP: 66.172.227.207 วันที่: 23 กันยายน 2553 เวลา:5:01:09 น.
  
ทำไมคิดว่าพระเอกอ้วนล่ะ ฮ่าๆๆๆ เราจินตนาการว่าพระเอกเรื่องนี้คือ อ๋อม ส่วนนางเอกคือ แต๋ว เต็มที่ ฮ่าๆๆ
โดย: ปาน IP: 77.187.213.151 วันที่: 27 กันยายน 2554 เวลา:15:47:41 น.
  
เพื่อนใหม่
โดย: fon IP: 49.48.113.69 วันที่: 21 ตุลาคม 2554 เวลา:18:32:22 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

parinnada
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]



แนะนำตัว
New Comments