Group Blog
 
All blogs
 

The Bible 2013 - Are you the son of God ? YES, I am. ( มินิซีรีย์10 ตอน)


หลังจากได้ดูหนังเรื่อง  The Passion of the Christ (2004) ที่ภาพพระเยซูถูกตรึงกางเขนยังติดตาตรึงใจ  เชื่อว่านับจากนี้ไป ทุกครั้งที่เห็นไม้กางเขน จะยังนึกเห็นภาพพระเยซูจากหนังเรื่องนี้ไปตลอดแน่ๆ   

ลองมาดูฉบับซีรีย์กันบ้าง   The Bible มินิซีรีย์สิบตอนที่บอกเล่าเรื่องราวในคริสตคัมภีร์  จากที่พอะคุ้นกับชื่อบุคคลสำคัญต่างๆ ในศาสนาคริสต์มาบ้างจากการอ่านหนังสือที่เล่มนั้นเล่มโน้นพาดพิงถึง ครานี้ ... ทำให้สามารถเรียงลำดับได้แล้ว ใครมาก่อนมาหลัง และสร้างความยิ่งใหญ่เป็นสำคัญไว้อย่างไร   โนอาห์ อับราฮัม โมเสส โยชูวา ซามูเอล ราซูล ดาวิด แซมซัน  ฯลฯ   จนมาถึงพระเยซู แม้ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับศาสนาคริสต์  แต่การได้ดูเรื่องราวที่เป็นตำนาน เป็นประวัติศาสตร์ของคริสตชนเช่นนี้ ก็นับเป็นซีรีย์ที่ดูสนุกไม้น้อยเลยทีเดียว   



ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าสร้างแผ่นดิน 
แผ่นดินว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ 
และพระเจ้าตรัสว่า "จงเกิดความสว่าง"  ความสว่างก็เกิดขึ้น 

นวันที่สอง พระเจ้าทรงแยกน้ำ  เพื่อให้เป็นทะเลและท้องฟ้า 
ในวันที่สาม พระเจ้าทรงสร้างแผ่นดิน    มีต้นไม้ พืชพันธุ์และผลไม้ 
วันต่อมา ..  พระเจ้าทรงสร้างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวไว้บนท้องฟ้า

ในวันที่ห้า พระองค์ทรงสร้างสัตว์ในทะเล และบนท้องฟ้า 
และในวันที่หก พระองค์ก็ทรงสร้างสัตว์ทั้งหมดบนพื้นดิน 
แล้วพระองค์ก็ทรงสร้าง "มนุษย์"  ให้อาศัยอยู่ในสวนเอเดน
จนกระทั่ง อดัม และ เอวา ไม่เชื่อฟังพระเจ้า และกินผลไม้ต้องห้าม
และด้วยทางเลือกนั้น ทำให้ทั้งสองได้เรียนรู้จักทั้งความดี และความชั่ว

ตั้งแต่นั้นมา ตั้งแต่คาอิน ฆ่า อาเบล 
พระองค์จึงได้เห็นความชั่วร้ายในใจมนุษย์ 

การเลือกที่ผิด การตัดสินใจที่ผิด  นี่คือเหตุผลที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น
พระเจ้าผู้สร้างได้ทรงตัดสินใจที่จะล้างโลกใบนี้ 





"พระเจ้าทรงเตือนเรา  พระองค์ทรงบอกให้เราต่อเรือ"

หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมทั่วโลก  การเริ่มต้นใหม่ของโนอาห์และลูกหลานได้เริ่มต้นขึ้น
และนี่เป็นโอกาสที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ ระหว่างพระเจ้าและมนุษยชาติ
นี่คือพระคริสตธรรมคัมภีร์  The Bible 

ประเทศชาติและผู้คนแสวงหาความศรัทธาที่ยิ่งใหญ่จากพระเจ้า
เรื่องราวของพวกเขาเหล่านั้น ทำให้เรารู้ว่าเราคือใคร
ทางเลือกที่เรากระทำ  วิธีที่เราใช้ชีวิต  วิธีที่เรารัก  วิธีการที่เราต่อสู้และเอาชนะอุปสรรค

ก่อนที่คนนับพันล้านจะมีความเชื่อในพระองค์ 
มีชายคนหนึ่งได้ยินเสียงของพระเจ้า ............



"พระเจ้าทรงตรัสต่อเรา   พระองค์จะนำเราไปสู่บ้านใหม่
พระองค์ได้ทรงสัญญากับเราว่า พงศ์พันธุ์ของเราจะมีมากเหมือนอย่างดวงดาว"

"พระเจ้าทรงช่วยเราจากการเป็นทาส"

"โยชูวา  เรามีบทบัญญัติใหม่  เตรียมไว้สำหรับดินแดนพันธสัญญา"

"ความฝันของเรา อนาคตของพวกเรา ท่านจะเป็นอนาคตแก่พวกเรา..โยชูวา
ท่านจะต้องเข้าไปในดินแดนพันธสัญญาของอับราฮัม "



ชนชาติยิวได้รับการน้อมนำในความเชื่อ  โดยเหล่าวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ 

"ถ้าเราเชื่อฟังในพระบัญญัติของพระองค์  ทุกสิ่งก็เป็นไปได้"

อับราฮัม ได้ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเขาเหมาะสมที่จะเป็นบิดาแห่งประชาชาติ
โมเสส ได้ให้อิสรภาพแก่คนของเขาจากการเป็นทาส 
ดาวิด ได้เมืองเยรูซาเลม  รวบรวมชาวอิสราเอลให้เป็นหนึ่ง



แต่ต่อมาความเชื่อของอิสราเอลก็หวั่นไหว 
กษัตริย์กลายเป็นทรราช  ความเสื่อมทรามมีมากขึ้น
บัดนี้สายสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อระหว่างพระเจ้ากับคนของพระองค์  ..กำลังอยู่ในจุดแตกหัก

ทุกสิ่งที่ชาวอิสราเอลได้ต่อสู้มา     กำลังตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคาม
เยรูซาเล็มจะอยู่รอดได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับผู้นำคนใหม่ที่อ่อนแอ
เมืองจะถูกพิพากษา หากกษัตริย์  เซเดคียาห์ ไม่กลับพระทัยไปหาพระเจ้า 



ถูกล้อมรอบด้วยมหาอำนาจ  ชาวอิสราเอลจึงต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด 
เมื่อโรมยึดดินแดนแห่งพันธสัญญา  ผู้คนรอคอยกษัตริย์องค์ใหม่เหมือนดาวิด
เมสสิยาห์ ... พระผู้ช่วยให้รอด 

บางคนเชื่อว่าผู้นั้นคือ ยอห์น ผู้ให้รับบัพติศมา (ผู้ทำพิธีล้างบาป) 

"พวกเจ้าจะต้องรับการชำระ   ชาวอิสราเอลทุกคนจะต้องรับการชำระ" 

ผู้คนแห่กันไปดู ผู้มาจากถิ่นทุรกันดาร  "ยอห์น"

พวกนั้นคิดว่าเขาเป็นผู้เผยวัจนะ 

"จงเตรียมมรรคาไว้สำหรับ พระผู้เป็นเจ้า
พระองค์จะนำยุคใหม่แห่งความชอบธรรม และความยุติธรรม
ฤทธานุภาพของพระองค์จะนำผู้คนสู่โลกใหม่"



พระเยซูทรงเริ่มรวบรวมสาวก ที่สละทุกสิ่งเพื่อติดตามพระองค์ 

"จงตามเรามา เปโตร  มอบปลาที่จับได้ แล้วเราจะให้เจ้าเป็นผู้จับคนดั่งจับปลา"


"เราได้รับรายงานเกี่ยวกับผู้เผยพระวัจนะหนุ่ม  เยซูชาวนาซาเร็ธ  เขามีผู้ติดตามมากมายที่กาลิลี" 

"เขาทำสิ่งอัศจรรย์  รักษาผู้ป่วย และชุบชีวิตคนจากความตาย
  คนนับพันเชื่อว่าเขาคือพระเมสสิยาห์" 

"พวกเขาต้องการให้พระองค์เป็นกษัตริย์ของชาวยิว"

และโรมันจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น

พวกเขาอยู่ในความขัดแย้งต่อเหล่าปุโรหิต
ที่เกรงกลัวการมาถึงของพระองค์  พระเยซู -  บุตรแห่งพระเจ้า 




โมเสส ปลดปล่อยผู้คนจากการเป็นทาสในอียิปต์
โยชูวา นำพาผู้คนเข้าไปในดินแดนแห่งพันธสัญญา
ดาวิด ได้รวบรวมชาวอิสราเอลให้เป็นหนึ่งและยึดเมืองเยรูซาเล็ม 
แต่ยามนี้ลูกหลานของพวกเขาถูกปกครองโดยโรม   "ปอนติอัส ปิลาต"

ปิลาตได้สังหารหมู่ชาวยิวนับร้อยคน   
มหาปุโรหิตคายาฟาส กลัวปิลาตจะเข่นฆ่าผู้คนอีกครั้ง   หรือไม่ก็ปิดพระวิหาร 








ในแคว้นกาลิลี พระเยซูได้ทำพันธกิจเสร็จสิ้น 
พระเยซูและสาวกของพระองค์ กำลังมุ่งหน้าไปสู่ศูนย์กลางของอำนาจ 

"เยรูซาเล็ม"


"เราเชื่อว่าบุตรชายของท่านคือกษัตริย์ของประชากรแห่งพระเจ้า 
 ตามที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้   ทรงมีนามว่าอย่างไร "

"เยซู .. นามของพระองค์ คือเยซู"







"เจ้าตัวปลุกปลั่นความวุ่นวานคนนี้จากกาลิลี   เขาเป็นตัวปัญหา  "

"พระเจ้าจะทรงนำพระพิโรธของพระองค์ ลงมาที่พวกเราทุกคน 
และใครจะไปรู้ว่าปิลาตจะทำอะไร "

"ถ้าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในวันนี้ ยังคงเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้อีก ข้าจะปิดพระวิหารทันที" 

"เขาขู่ว่าจะทำลายพระวิหาร" 

"เราต้องกำจัดชายผู้นี้ ไม่เช่นนั้นพวกโรมันจะทำลายทุกสิ่ง ทำลายชนชาติของเรา"













"ชีวิตของคนหนึ่ง  เพื่ออนาคตของชนชาติแห่งพระเจ้า"



































เป็นภาพประทับใจ  แต่ก็ยังไม่อาจลบล้างภาพพระเยซูใน The passion of the Christ ค่ะ 
เป็นธรรมดาว่า  ดูก่อน ได้ใจก่อน   และสำหรับภาพความรักของแม่  ...ให้ความรู้สึกกินใจเสมอ





พี่น้องชายหญิง เราชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากของเรา
เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น  ทำให้เกิดความอดทน
และความอดทน ทำให้เห็นว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้
และการที่เราเห็นเช่นนั้น ทำให้เราเกิดมีความหวัง 


หากไม่มีความรัก เราก็ไม่มีค่าอะไรเลย
ความรักคือความอดทน และกระทำคุณให้
ความรักไม่อิจฉาไม่อวดตัว  ไม่หยิ่งผยอง
ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด 
แต่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติชอบ
ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น
เชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ 
มีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกสิ่ง
ดังนั้นจงตั้งอยู่ใน ความเชื่อ ความหวัง และความรัก
..  ความรัก  คือ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  .. 



บัญญัติ 10 ประการ   (วิกิพีเดีย) 

ฉบับคาทอลิก

  1. จงนมัสการ องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าองค์เดียวของท่าน
  2. อย่าออกพระนามพระเจ้าโดยไม่สมเหตุ
  3. อย่าลืมฉลองวันพระเจ้าเป็นวันศักดิ์สิทธิ์
  4. จงนับถือบิดามารดา
  5. อย่าฆ่าคน
  6. อย่าผิดประเวณี
  7. อย่าลักขโมย
  8. อย่าพูดเท็จใส่ร้ายผู้อื่น
  9. อย่าปลงใจผิดประเวณี
  10. อย่ามักได้ทรัพย์สินของผู้อื่น

^^ ขอเคารพในทุกศาสนา  เพราะ  ศาสนาทุกศาสนาสอนให้มนุษย์เป็นคนดีค่ะ   ^^ Smiley




 

Create Date : 31 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 31 กรกฎาคม 2558 19:55:41 น.
Counter : 1261 Pageviews.  

Dexter : Season 3 - 6 คือวันนี้ที่รอคอย ..เด็กซ์กับเด็บบ์

จากที่เคยเขียนถึง DEXTER Season 1-2 เอาไว้เมื่อปี 2008 ถึงตอนนี้ก็เป็นเวลากว่าห้าปี ที่คงจะต้องเกริ่นกลับไปยังที่มาที่ไปของเด็กเตอร์สักเล็กน้อย

เด็กเตอร์ คือ เด็กชายผู้รอดชีวิตจากเหตุฆาตกรรมโหด   นายตำรวจแฮรี่ ได้รับเขามาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม  แฮรี่ได้พบสัญชาตญาณบางอย่างในจิตใจของเด็กเตอร์ ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นอันตรายที่เขาเชื่อว่าไม่มีหนทางจะแก้ไข  จึงได้ทุ่มเทเลี้ยงดูเด็กเตอร์อย่างใกล้ชิด  เพื่อเบี่ยงเบนแรงกระตุ้นนี้ไปยังทิศทางที่ (น่าจะ) ดีกว่า ?   สอนทุกอย่างให้ .. เพื่อรู้จักสืบค้นหาความจริง แยกแยะฆาตกร การแกะรอยตามล่า การกำจัดร่องรอยทำลายหลักฐาน   ทั้งหมดนั้น มันคือกฏเกณฑ์ของการฆ่า รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดฆาตกร

เมื่อนายตำรวจฝีมือดี  ทุ่มเทใจเลี้ยงดูนักฆ่าสติปัญญาดี  นั่นแหละ .. ที่มาของฆาตกร The ฺBay Harbor Butcher นักชำแหละแห่งอ่าวไมอามี่  ที่ยังไม่เคยมีใครรู้จัก 'ตัวจริง'  เพราะใครบางคนที่เสือกรู้  .. ก็ไม่มีชีวิตอยู่เพื่อบอกต่อ.. สักราย

เพราะเขาไม่เหมือนใคร .. (แน่ล่ะ .. ใครจะอยากเหมือน) เขาจึงเป็นพระเอกที่ So cool เจ๋งมากอ่ะ เดี๋ยวก็น่ารัก เดี๋ยวก็น่ากลัว  เดี๋ยวก็น่าสงสาร  แต่อีกเดี๋ยวก็ทำฮา  แถมหน้าตาดีอีกต่างหากแต่ที่เริ่ดที่สุดในสามโลก คือความโรคจิตของเด็กเตอร์ ที่ไม่ค่อยจะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของคนธรรมดาทั่วไป แล้วก็ใช่ว่าจะเข้าใจ ความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างหลังเนี่ยสับสนสุดๆ 

ความรู้สึกหรือ?   บางทีก็ไม่แน่ใจว่ามีอยู่จริงหรือไม่  เพราะถึงอย่างไรเด็กเตอร์ก็จำเป็นต้องอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคม   เพื่อการ "อำพรางตัว"  และมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในการที่จะสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ  แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็พยายาม ในการที่จะเป็นเพื่อน เป็นพี่ชาย เป็นคนธรรมดาที่สามารถจะมีความรัก มีครอบครัว

'แต่ถ้าคุณเล่นบทบาทไหนนานพอ

ก็อาจจะคิดไปได้ว่า มันจะกลายเป็นจริงมั้ย

แฮรี่พูดถูก ผมไม่เคยต้องการอะไรมากนักในชีวิตนี้

แน่นอนที่ผมยังคงเป็นอย่างที่ผมเคยเป็น

คำถามก็คือ ผมกำลังจะกลายเป็นอะไร ?"


เห็นมั้ย ... เด็กเตอร์สับสนอีกแล้ว


I really need to kill somebody.

มันเป็นเหมือนพิธีกรรม  ที่เด็กเตอร์จะต้องทรมานเหยื่อให้หวาดกลัว  แจ้งให้ทราบถึงเรื่องเลวอันเป็นเหตุให้ได้รับเชิญมาขึ้นเตียงสังหาร  กรีดเก็บตัวอย่างเลือดชั่วใส่แผ่นสไลด์ ไว้เก็บสะสมเป็นคอเล็คชั่นใส่ช่องแอร์  ลงมือฆ่า ชำแหละ  ยัดใส่ถุงดำ ออกล่องเรือไปกลางทะเล  ทิ้งศพ  ปลดปล่อย  อา... สบายใจ 

นั่น คือโลกส่วนตัวในด้านมืดของเด็กเตอร์ ที่ยังไม่เคยไม่มีใครเข้าถึง เว้นก็แต่เหยื่อของเด็กเตอร์ที่ได้รับโอกาสให้เข้ามาเยือน  แต่น่าเสียดายที่ว่า  คนที่เข้ามาแล้วไม่เคยมีใครได้กลับออกไป 

ส่วนชีวิตอีกด้าน   เด็กเตอร์ทำงานด้านนิติเวชเป็นนักนิติวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์การกระจายตัวของเลือด (ของมันแน่อยู่แล้วว่าต้องเชี่ยวชาญ) มีนิสัยเป็นระเบียบ และดำเนินชีวิตเรียบง่าย   กลางวันทำงานอยู่กับเลือด ส่วนใหญ่เป็นรอยเลือดสังหารที่ถูกทิ้งไว้โดยฝีมือของฆาตกร  ตกกลางคืน  คอยสืบเสาะมองหาเรื่องราวของคนเลว เสิร์ช สืบ ค้น ใครหนอไม่สมควรมีชีวิตอยู่ เป็นรายต่อไป เจอเลวถูกใจแล้วล็อคเป้าหมาย หาทางพิสูจน์ว่าใช่  มันชั่วจริง ไม่มีผิดตัวแน่นอน หลังจากนั้นก็วางแผนและลงมือ   หึ ...ช่างเป็นชีวิตที่ เรียบง่ายมากกกกก

ดังนั้น  เมื่อมีฆาตกรรายหนึ่งโผล่มาสร้างผลงานการฆาตกรรมต่อเนื่องขึ้นที่ไมอามี่ โดยมีชื่อคดีว่าฆาตกรรถน้ำแข็ง (The ice truck killer) ที่เด็กซ์เตอร์ออกจะทึ่งในวิธีการฆ่าอันคลาสสิค แอบดีใจที่จะมีเป้าหมายรายใหม่เป็นฆาตกรเหี้ยมโหดมีระดับ ..ทำให้ชีวิตเรียบง่ายของเด็กซ์เตอร์ได้มีโอกาสตื่นเต้น   และนั่นคือเรื่องราวในซีซันแรก ที่ฆาตกรต่อเนื่องรายใหม่ไม่เพียงโผล่เข้ามาล่าเหยื่อในถิ่นของเด็กเตอร์เท่านั้น  แต่ยังรุกล้ำเข้ามาในชีวิตส่วนตัวของเขาด้วย 

ฆาตกรรถน้ำแข็งกำลังส่งสาร ...  "มาเล่นกันเถอะ" 

แรกๆ เด็กเตอร์ก็ตอบรับด้วยความสนุกสนานดี

แต่มันเริ่มไม่สนุกแล้ว เมื่อเด็กเตอร์อาจจะต้องสูญเสียใครบางคนที่ใกล้ชิดไป

How long can you hide the truth ?

Season 2 :  แฮรี่ พ่อบุญธรรมที่เสียชีวิตไป ไม่ได้เป็นเพียงคนเดียวอีกแล้วที่เข้าใจเด็กซ์เตอร์ เพราะใครอีกคนกำลังดูออก  ความจริงในสิ่งที่เด็กเตอร์เป็น และสิ่งที่เด็กเตอร์ทำ  ..  ซีซั่นนี้ ใจหายใจคว่ำ  ลุ้นจัด ไม่อยากให้เด็กเตอร์แหกกฏของการฆ่า (คนชั่วเท่านั้น) แล้วก็ไม่อยากให้เด็กเตอร์ถูกจับด้วย  

เอาใจช่วยอะไรจะขนาดนั้น  นั่นฆาตกรเชียวนะ   ไม่ใช่ฆาตกรธรรมดาด้วย  แต่เป็นฆาตกรต่อเนื่องโรคจิต  จ่าโดคส์  นายตำรวจแห่งไมอามีเมโทร  จะไล่ต้อนเด็กเตอร์อย่างไร  ใครจะจนมุมใคร  เดี๋ยวก็รู้ว่าตำรวจหรือฆาตกร

ความโดดเดี่ยวในโลกมืดของตัวเอง  ความแปลกแยกในโลกปกติของคนทั่วไป ความหิวโหยในการฆ่าที่ไม่อาจได้รับการรักษาหรือเติมเต็ม ทำให้บุคลิกของเด็กเตอร์เป็นคนที่แปลกมิใช่น้อยๆ แต่ถึงอย่างนั้น .. ก็ยังอุตส่าห์ได้ลงจากคาน หลังจากมีเรื่องมากมายเกิดขึ้น เด็กซ์เตอร์ก็ได้แต่งงานกับ ริต้า แม่ม่ายสาวลูกติดสองคน และเธอยังตั้งท้องกับเขาด้วย

Season 3 : พระเจ้าช่วยกล้วยทอด นอกจากจะเป็นเพื่อน เป็นสามี เป็นพี่ชายแล้ว ฆาตกรต่อเนื่องโรคจิต กำลังจะเพิ่มบทบาทของตัวเองในการเป็นพ่อคน   เอาจริงดิ .. นักฆ่าพ่อลูกอ่อน หรือจะเริ่มเป็นฆาตกร "ไม่-ต่อเนื่อง" เพราะต้องแบ่งเวลาฆ่าคนไปเลี้ยงคน  แล้วแดดดี้เด็กซ์ จะไหวป่ะเนี่ย

"ความเข้าใจ"  เป็นเรื่องยากนักที่จะหา  แต่บางที อาจเป็นไปได้ที่เด็กซ์เตอร์จะได้พบใครสักคนที่มีความกระหายในด้านมืดเหมือนๆ กัน มีความเข้าใจและกลายเป็นเพื่อนกันได้ รองอัยการมิเกล พลาโด้ ไงล่ะ คนที่ใช่  เด็กซ์เตอร์จะได้บัดดี้คู่ใจ หรือแท้จริงแค่ถูกลองใช้ แล้วไหนจะมีเจ้าวายร้ายคนใหม่ที่ต้องใส่ใจ กับคดี สกินเนอร์ 

Season 4 :  ทรีนิตี้ คิลเลอร์ (Trinity Killer) ฆ่ามายาวนานกว่าสามสิบปี ด้วยวิธีฆาตกรรมที่เวียนวนซ้ำอยู่ในสามรูปแบบ   หากนักสืบไม่เก๋าจริง ยากจะจับไต๋ได้ว่าเป็นฆาตกรรายเดียวกัน  แม้แต่นักสืบ FBI อย่าง แฟรงค์ ลันดี้  ดูออกอยู่นะว่าเป็นทรนิตี้ คิลเลอร์  แต่หาไม่เจอ  จับไม่ได้ไล่ไม่ทันซักกะที  จนกระทั่งการฆาตกรรมสามรูปแบบที่่ว่านี้เริ่มปรากฏขึ้นที่ไมอามี  ดูทีว่าทรีนิตี้คิลเลอร์ จะย้ายถิ่นฐานไปฆ่าเหยื่ออยู่แถวนั้น  นักสืบลันดี้จึงต้องตามมาเพื่อหาทางปิดคดีโดยร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจถิ่นนี้ ไมอามีเมโทร

แหม่ .. นักฆ่าผู้เลื่องลือทั้งหลาย ดูจะขยันมาท้าท้ายเจ้าถิ่นแห่งไมอามี่ ยิ่งฆ่าเก่ง เด็กซ์เตอร์ของเรายิ่งดีใจ  ยิ่งฆ่ายาก ยิ่งชอบ  โดยเฉพาะรายนี้ โอ้วว .. น่าทึ่งถลึงตาเพราะผ่านมาป่านฉะนี้ยังไม่ถูกจับกุม เขาเป็นอย่างไร เขาใช้ชีวิตอำพรางตัวมาได้อย่างไร ช่างน่าสนใจอะไรเช่นนี้  เด็กซ์เตอร์มีหรือจะพลาดเอาตัวเข้าพัวพัน  ..( เผื่อจะได้เคล็ดลับ ) 

แต่สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง นับประสาอะไรกับฆาตกรสองมือสองเท้าอย่างเด็กเตอร์ หรือประวัติศาสตร์จะถูกสร้างฆาตกรขึ้นซ้ำรอยอีกครั้ง  เมื่อในแววตาคู่นั้นของลูกชาย "แฮริสัน" อาจเป็นแววตาอย่างเดียวกันกับที่นายตำรวจแฮรี่เคยมองเห็นจากดวงตาของเด็กซ์เตอร์เอง

Season 5 : ผมเคยคิดว่าจะเปลี่ยนตัวเองได้ เพื่อให้ครอบครัวปลอดภัย แต่มันไม่สำคัญเลย ไม่ว่าผมจะทำยังไง เพราะผมต่างหากคือสิ่งที่ผิดพลาด" เด็กซ์เตอร์ต้องทนทุกข์อยู่กับความรู้สึกผิดที่ริต้าตายจากไป ความโดดเดี่ยว เคว้งคว้าง หวนคืนมาด้วยความหิวโหยที่รุนแรงกว่าเดิม  และจำต้องหาทางสงบใจด้วยการกลับไปฆ่าคนหนักกว่าเดิม  เพราะความพิถีพิถันในกฏของกางฆ่าเริ่มถดถอย  

แล้วเขาก็ได้พบกับเธอ  หนึ่งในเหยื่อสิบสามคนของแก๊งฆ่าข่มขืนผู้รอดชีวิต  แม้สำหรับเด็กซ์เตอร์ การฆ่าจะมีอำนาจมากกว่าความปรารถนาจะสร้างสัมพันธ์กับใคร  แต่กับผู้หญิงคนนี้ "ลูเมนท์"  คนที่ผ่านความกลัว ความเจ็บปวด ความเป็นความตายมา ยังฝังแน่นอยู่กับความเคียดแค้นชิงชังที่ต้องการการการปลดปล่อย  จะเป็นไปได้ไหมที่โลกมืดของเด็กซ์เตอร์จะไม่เดียวดายอีกต่อไป แต่จะมีคู่แท้ที่เข้าใจเขาอย่างแท้จริงคอยเคียงข้าง คนที่เขาจะสามารถเป็นตัวของเองในฐานะฆาตกรโดยไม่ต้องคอยปกปิดอำพราง

"โลกสวย" ของเด็กซ์เตอร์จะยืนยงหรือไม่  ลูเมนท์ เท่านั้นที่ตอบได้





ในซีซั่นนี้ พวกชั่วช้า รุมโทรมข่มขืนแล้วฆ่ายัดถังหมกป่า  ไม่รู้ซะแล้วว่าเด็กซ์เตอร์กำลังอยู่ในอารมณ์ไหน  ช่วงชีวิตการสูญเสียริต้าที่กำลังมืดมิดสุดขีดอยู่เช่นนี้ พวกมันต้องโดนฆ่าชำแหละสถานเดียว


Season 6 : แม้ว่าการเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดียว จะเป็นกลายเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตที่เด็กซ์เตอร์ต้องการจะทำให้ดีที่สุดต่อลูกชาย "แฮริสัน"  แต่เมื่อ..  ผู้เดินทางในความมืด (Dark Passenger) ยังคงอยู่กับเด็กซ์เตอร์ ต่อให้เขาพยายามซ่อนมันอยู่ในเงามืดอย่างไร  การฆ่าก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่เรื่อยไป    การได้พบกับหลวงพี่แซม ฆาตกรกลับตัวที่ละทิ้งความมืดในจิตใจหันมาสู่แสงสว่างด้วยการศรัทธาในพระเจ้าและความดีงาม ทำให้เด็กซ์เตอร์เริ่มจะมีความหวังอีกครั้งกับการจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง   


แต่ ..คดีเก่า ทรีนีตี้ คิลเลอร์ ยังคงหวนกลับมาส่งผลกระทบสร้างความซับซ้อนสับสนขึ้นในจิตใจอีกแล้ว แล้วไหนจะมีฆาตกรต่อเนื่องรายใหม่ที่สร้างความโด่งดังจากฉากฆาตกรรมอันสยดสยองที่อ้างอิงจากคัมภีร์วิวรณ์ของคริสต์ศาสนา มันน่าสนใจสุดๆ   ความเชื่อ ความบ้าคลั่งของฆาตกรรายนี้ หรืออาจะสองราย ทำเอาคนไม่มีพระเจ้าในหัวใจอย่างเด็กซ์เตอร์ถึงกับงง ไปไม่เป็นอยู่หลายจังหวะ  ดูท่าการจัดการกับปิศาจร้ายพวกนี้จะเป็นเรื่องหนักหนากว่าที่คิด



ความเป็นไปของคนเลวที่ดีแล้วอย่างหลวงพี่แซม  คนดีที่หลงเลวและไม่มีใครจัดการได้อย่างฆาตกรดูมส์เดย์  เด็กซ์เตอร์สุดจะสับสนอยู่กับเรื่องความมืด ความสว่าง พลังแห่งความหวัง ความศรัทธา ที่ไม่แน่ใจว่ามันมีอยู่จริง

ฆาตกรดูมส์เดย์ .. ฆ่าอย่างพิศดารเลยล่ะรายนี้   อึ้ง ทึ่ง ในความโหด เห็นภาพแล้วชวนสยอง 

ชอบซีซันหกเป็นพิเศษ เพราะความเน้นชัดมากขึ้นในความผูกพันของเด็กซ์เตอร์กับเด็บบร้าผู้เป็นน้องสาว   ถ้าใครเป็นแฟนซีรีย์เด็กเตอร์ จะยังจำประโยคนี้ได้ไหมนะ เสียงจากจิตใจที่เฉยชา ราวกับว่าเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้หัวใจ จึงไม่มีความรักจะมอบให้ใคร  

"แต่ถ้าผมสามารถมีความรู้สึกอะไรๆ ได้  ผมจะเก็บมันไว้ให้เด็บ"

นั่นดูเหมือนจะเป็นประโยคมัดใจเป็นการส่วนตัว เป็นประโยคที่มีความสำคัญจนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยังคงติดตามซีรีย์เรื่องนี้มาตลอด  ทั้งที่มันเป็นซีรีย์ฆาตกรรม  มีพระเอกเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ไม่น่าจะถูกจริตกันได้เลย แต่กลับกลายเป็นว่าชอบมาก 

นางเอกของเรื่องเป็นตำรวจสาวไฟแรงแห่งไมอามีเมโทร  ..ผู้หญิงเกรียน ห้าวเป้ง ที่พ่นคำหยาบเป็นไฟอย่าง "เด็บบร้า" ไม่น่าจะเป็นนางเอกที่ถูกใจได้เลย แถมเธอยังไม่ใช่นางเอกในความสัมพันธ์แบบ  "คนรัก"  แต่เป็น  "น้องสาว" ของเด็กซ์เตอร์ แต่ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันหรอกนะ  เด็บบร้าเป็นลูกสาวของแฮรี่ นายตำรวจพ่อบุญธรรมที่นำเด็กซ์เตอร์มาเลี้ยงนั่นเอง


เป็นแค่น้องสาวห้าวเป้ง ที่เด็กซ์เตอร์คนไร้ความรู้สึกจะมอบให้ใคร คงไม่รัก

แต่การตัดสินใจครั้งสำคัญของเด็กซ์เตอร์ในซีซันแรก .. มันมีความหมายมาก  

'ทำไม่ได้'  ' ไม่ใช่เด็บ'  สุดซึ้งใจกับเหตุผลที่เป็นเพราะว่า  'ยังรักเธออยู่'

ในตอนนั้นคิดว่าฆาตกรต่อเนื่องอย่างเด็กซ์เตอร์  มีความรู้สึก "รัก" น้องสาวคนนี้จริงๆ น่ะหรือ  คำตอบในตอนนั้นคือ .. ก็ไม่รู้สินะ  และต่อมาก็ยังคลางแคลงใจสงสัยอยู่เสมอ  เพราะบางที ที่ลมหายใจของเด็บบร้ามีความสำคัญ ที่เด็กซ์เตอร์ยังอยากให้เธอมีชีวิตอยู่ อาจเป็นเพราะเด็กซ์เตอร์นั้นรู้ซึ้งดี

"ในโลกใบนี้ เธอเป็นคนเดียวที่รักผม"


แต่ในคำตอบ ก็ไม่รู้สินะ  ก็มีสายสัมพันธ์ในความไม่มั่นใจเรื่อยมา  มันชัดแหละว่า เด็กซ์เตอร์เป็นพี่ชายที่เด็บบร้ารัก เขาเป็น "ครอบครัว" เพียงคนเดียว  ไม่ว่าในวันดีๆ หรือวันเลวร้าย เด็กซ์เตอร์จะเป็นคนที่เด็บบ์นึกถึง สมอ เขาคือ "พี่ชาย"  เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอ .. ห้าวหาญแค่ไหน แต่ถ้าเป็นเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับเด็กซ์เตอร์ เด็บบ์จะอ่อนไหวเป็นพิเศษแม้เพียงคำพูดไม่กี่คำ แม้การกระทำที่ไม่ตั้งใจเล็กน้อยสำหรับเด็กซ์เตอร์ แต่ใหญ่โตมากในความรู้สึกของเด็บบร้า




แม้ตลอดมาหกซีซั่นทางด้านของเด็กซ์เตอร์  อาจไม่มีอะไรลึกซึ้งเด่นชัด แต่ก็ไม่ใช่ความเย็นชาหรือว่าไม่แคร์   เขาอาจเป็นพี่ชายเพียงแค่ตามความสัมพันธ์ที่ต้องเป็น มีโลกของตัวเองที่ไม่มีพื้นที่สำหรับให้เด็บบ์เข้ามามีส่วนร่วม เธอถูกปิดกั้นไว้จากเขา เธออยู่แค่รอบนอก  แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็มีความหมายกับเขา

"พี่ไม่ชอบควินน์มาก ?"

"ฉันไม่ชอบทั้งหมดที่เป็นควินน์   แต่ฉันต้องการให้เธอมีความสุข"

"ใช่ฉันมีความสุข  และพี่ก็ต้องมีด้วย  และนั่นคือทั้งหมดที่ฉันหมายถึง"

ในซีซั่นหก .. มีคำถามจากคู่ปรับเก่าที่ร่วมเดินทางในความมืด   ความขัดแย้ง ความสงสัย ความลังเลไม่แน่ใจ ที่อยู่ภายในใจผ่านการพูดคุยกับตัวเอง 

"เด็บบร้า ชีวิตเธอค่ากับนายจริงหรือ"

"ช่วยบอกหน่อยได้ไหม ระหว่างนายกับเธอมันคืออะไร"

เด็กซ์เตอร์ ไม่ทันได้มีคำตอบสำหรับคำถามนั้น ..

ทว่าสำหรับเด็บบร้า .. เธอมีคำตอบสำหรับข้อสงสัยของตัวเอง

ความสัมพันธ์ ความรู้สึกผูกพัน ที่นำไปสู่อะไรบางอย่างที่ซับซ้อน

แต่ก่อนที่อะไรจะถูกทำให้ชัดเจน  สิ่งที่เรารู้ดีว่าจะต้องเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้น




จากซีซันหนึ่ง  ที่รู้ว่าเธอมีความหมาย .. และจากนั้นตลอดมา อะไรหลายอย่างก็ย้ำเตือนว่าเธอ ..สำคัญ และมันจึงเป็นเหมือน "ฉากนี้ที่รอคอย" อ่านสปอยล์มาก่อนแล้วจึงรู้ว่ามันจะเกิดขึ้นในซีซั่นนี้ ...เตรียมตัวเตรียมใจมาตั้งนานก็มั่นใจได้ว่าต่อให้คาดเดาล่วงหน้าดักทางคนเขียนบทไม่ทัน ก็รับรองว่าจะไม่ช็อค แต่ถึงอย่างนั้น ฉากสุดท้ายของซีซั่นหกก็ก่อให้เกิดความรู้สึก..ใจหายไปเลย  หายไปในอากาศ

...

ขอต่อซีซันเจ็ดสักนิด เผื่อว่าเหตการณ์นั้นมันจะเป็นแค่ฝันร้ายของใครสักคน (จะได้ยืดต่อไปอีกหลายๆ ซีซัน) ไม่ฝันของเด็กซ์เตอร์ ก็ของเด็บบร้า    

แต่เสียใจจริงๆ ที่มันไม่ใช่ฝันร้าย Smiley


ขอแอบดูซีซันเจ็ดอีกนิด ..ดูตอนแรกก็รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว  Smiley สุดจะทานทน จบตอนแรกแล้วเราต้องเลิกดูเด็กซ์เตอร์  ขอเวลาไปทำใจสักพัก  ให้อารมณ์เจือจางแล้วค่อยกลับมาดูใหม่ พร้อมทั้งสงสัยตัวเองเหลือเกินกว่า แล้วเราจะดูผ่านซีซันเจ็ดไปได้อย่างไร เพราะนี่มันเป็นเรื่อง Fu-cking hurt โพดเจ็บปวด  Smiley

แต่แล้ว ... ตอนจบตอนแรก (ep 1) ของซีซั่นแรก  ก็ทำเอาหัวใจหล่นหายอีกรอบ  คนเขียนบทอย่างเทพเลยนะ  หรอกให้เราตายใจว่า "ไม่เป็นไร" แล้วล่ะ  .. 

ไม่เป็นไรกับผีน่ะสิ!  นี่มัน บรรลัยแล้ว  Smiley ความสลดหดหู่ทางอารมณ์ที่มันสมควรแก่เวลาต้องเกิดขึ้น ได้เกิดขึ้น 



"ลูกต้องไม่บอกความจริงเกี่ยวกับตัวเองให้เด็บบร้ารู้"

"ทำไมครับ"

"ถ้าเธอรู้ความจริงกับสิ่งที่ลูกเป็น  เธอจะหวาดกลัว"

"แต่เธอรักผม"

"เด็กซ์ เธอรักคนที่เธอคิดว่าลูกเป็น หากเธอเห็นตัวจริงของลูกเธอจะไม่มีทางยอมรับ"

"เด็กซ์ แม่ของลูกกับพ่อจะไม่ได้อยู่ข้างๆ ลูกตลอดไป สักวันเด็บบร้าจะเป็นทุกอย่างที่ลูกไม่มี  ลูกไม่อยากเสียเธอไปใช่ไหม"

ช่วงเวลาที่เด็กซ์เตอร์หวาดกลัวที่สุดในชีวิตได้เกิดขึ้นแล้ว    แต่ที่จริงมันอาจจะไม่น่ากลัวขนาดนั้น ถ้าความรู้สึกของเด็บบร้า "ฉันรักพี่นะ" ที่มีต่อพี่ชายของเธอจะลึกซึ้งมากว่าที่ใครๆ จะรู้และหยั่งถึง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันว่าแฮรี่ พ่อของเขาและเธอ ผิด หรือ ถูก และบางที..แฮรี่อาจจะผิดกับทุกเรื่องตลอดมาก็ได้ 

เมื่อเด็บบร้า  ที่มีพัฒนาการจากตำรวจธุรการต๊อกต๋อยในซีซั่นแรก ได้มีโอกาสเข้ามาอยู่ในทีมสืบสวนคดีฆาตกรรม ผ่านมาห้าซีซั่น เธอได้เติบโตจนกลายมาเป็น ผู้หมวดเด็บบร้า มอร์แกนหัวหน้าแผนกฆาตกรรม ของไมอามีเมโทร

แล้วเด็บบร้าจะทำอย่างไรกับเด็กซ์เตอร์ พี่ชายที่เป็นความรัก เป็นฐานที่มั่นของความรู้สึกปลอดภัย เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอ  แต่เขาเป็นใครอีกคนที่ฆ่าคน เป็น..ฆาตกรต่อเนื่อง

เธอเป็นตำรวจ เขาเป็นฆาตกร  ในเมื่อชีวิตต้องเดินต่อไป 

แล้วเส้นทางไหนกันล่ะที่เด็กซ์เตอร์กับเด็บบร้าจะต้องเลือกเดิน

นั่นทำให้คาดหวังล่วงหน้าว่า ... ซีซั่นเจ็ดของซีรีย์ DEXTER จะเป็นที่สุดของความน่าดู ได้เห็นวี่แววฆาตกรหลักประจำซีซั่นที่จะมาเป็นคู่ปรับของเด็กซ์เตอร์แล้วด้วย ดูจะฉีกแนวความร้ายกาจของตัวร้ายที่ผ่านมาทั้งหกซีซั่น เพราะคราวนี้เขามาพร้อมกับความทรงอิทธิพล (อยากดู ๆ)

เนื่องจากซีรีย์มันมีความแปลกพิศดารอยู่ในตัวของมันเองแล้ว นั่นคือ พระเอกของเรื่องเป็นฆาตกร  เป็นฆาตกรขวัญใจผู้ชมเสียด้วย  ถึงได้คอยติดตามกันมาตั้งหกซีซั่น เรื่องของเด็กซ์เตอร์กับเด็บบร้า จึงยังคงเชื่อมั่นในฝีมือของผู้เขียนบท ว่าจะไม่เผลอสร้างความน้ำเน่าออกมาให้ผิดหวัง โดยสถานการณ์มันชวนหดหู่ขั้นเลวร้าย แต่ความแปลก ความพิลึกที่มีอยู่ในความสัมพันธ์ น่าจะช่วยพลิกผันอารมณ์และสร้างความตลกน่ารักได้ พลังของความรัก จะช่วยบดบังความหดหู่ และชีวิตต้องดำเนินต่อไป 

เชื่อว่าซีซัน 7 -8 ความสัมพันธ์ของเด็กซ์เตอร์กับเด็บบร้า

อาจพัฒนาความซับซ้อนไปได้ไกล อย่างน่าซึ้ง..กว่านั้นอีก

ส่วนตัวหวังว่ามันจะไม่ออกไปในแนวโรมานซ์

แต่ถ้ามันจะเป็น ...ก็ไม่คิดว่าจะรู้สึกขัดแย้ง



ทว่าที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงการคาดคะเน ก่อนที่ตัวเองจะทะลึ่งไปเปิดยูทูปแล้วเจอ MV คลิปหนึ่งที่ทำขึ้น "เด็กซ์เตอร์กับเด็บบร้า" อดใจไม่ได้ .. ลองเปิดดู  

โฮ ............ Smiley

บอกได้เลยว่า การจบแบบนั้นเหนือความคาดหมายทั้งปวง มันคือความเท่ คือความสวยงาม

จากที่คิดว่าจะขอพักสักนิดนึง  เพื่อจะได้เตรียมใจใจฮึดสู้ดูผ่านความกลัวเศร้าในซีซันเจ็ดไปให้ได้ ทั้งที่จริงมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิดกลัว  แต่  MV อันนั้นน่ะ ..ทำพิษ 'กลัวเศร้า' กำเริบหนักกว่าเดิม  จึงขอพักดูสักระยะหนึ่ง .. ทั้งนี้ทั้งนั้น  เพื่อทำใจ








..




 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2557    
Last Update : 8 พฤษภาคม 2557 20:32:42 น.
Counter : 4315 Pageviews.  

Game of Thrones (Season 1 -2) หากลงเล่นเกมชิงบัลลังก์ ถ้าไม่ชนะ ท่านก็ต้องตาย



มันก็นานมาแล้ว หลังจากหนังเรื่อง Lord of the ring , Pirate of the Carribian, Troy, Stardust , ที่ไม่พบหนังเทพนิยายหรือแฟนตาซีย้อนยุคที่จะถูกอกถูกใจมากพอ เคยอาจหนังสือ Lord of the ring และเคยคิดว่า เนื้อเรื่องยาวตัวละครเยอะอัดแน่นซะขนาดนั้น น่าจะมีคนหยิบเอามาทำเป็นซีรีย์คงจะดีไม่น้อย เช่นเดียวกับหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่ความเป็นหนังสองชั่วโมงแต่ละภาค ไม่อาจใส่รายละเอี่ยดของเรื่องราวและตัวละครได้พันผูก

Legend of the seeker จึงเคยเป็นซีรีย์เรื่องหนึ่งที่คาดหวัง ถึงไม่ทำให้ผิดหวังนักแต่ก็ไม่อาจสะกดอารมณ์ได้ดีเท่า Game of Thrones ที่อารมณ์มันหนักกว่ากันเยอะ ส่วน Robin Hood ยังค้างคาอยู่ก้นกรุเพราะมันเหมือนเป็นแนวเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว จึงไม่มีความแปลกใหม่ที่ดึงดูดความสนใจนัก แต่ความที่มันเป็นซีรีย์ย้อนยุคก็ยังตัดใจไม่ได้และอุตส่าห์ซื้อแผ่นมาเก็บไว้รอโอกาสอยากดูเมื่อไหร่ค่อยเปิดดู Tudors อาจเคยเป็นอีกหนึ่งซีรีย์ที่เลือกสรร แต่ว่าซีรีย์เรื่องนี้นั้น มันช่างแรงในความรู้สึก และจะหาคนดีๆ สักคนก็แสนจะยากลำบาก



แต่กับเรื่อง Game of Thrones อาจไม่ใช่ซีรีย์ที่เรียกได้ว่า "ถึงใจ" ในแง่ของความสนุกเร้าใจสุดมันส์อย่างที่เคย Prison break และ 24 hours แต่ก็เป็นซีรีย์ที่ถูกใจพลอตตลอดเนื้อเรื่องอย่างมาก

การแย่งชิงบัลลังก์เพื่อครอบครองดินแดน "เวสเตอรอส"

Game of thrones เกมแห่งบัลลังก์
เวสเตอเรส ประกอบด้วยดินแดน ๗ อณาจักร แต่ละอณาจักรปกครองโดยตระกูลใหญ่ ๗ ตระกูล สตาร์ค,เลนนิสเตอร์, บาราธอร์น, ทาร์เกเรียน, ทูลลีย์, ไทเรล , เกรย์จอย

คิงส์แลนดิ้ง (King's landing) เป็นเมืองหลวงของเวสเตอรอส มีพระราชวังชื่อตำหนักแดง ในอดีตเวสเตอรอสเคยปกครองโดยตระกูลทาร์เกเรียนที่มีตำนานเล่าขานว่าบรรพบุรุษของได้ขี่มังกรจากฟากฟ้ามาพบดินแดนแห่งนี้และก่อตั้งเวสเตอรอสขึ้นมา แต่ก็ถูกแย่งชิงบัลลังก์ไป ตระกูลทาร์เกเรียนถูกทำลาย ตระกูลบาราธอร์นได้ครองอำนาจ มี โรเบิร์ต บาราธอร์น เถลิงราชย์เป็นกษัตริย์ปกครอง ๗ อณาจักร

เรื่องราวใน Season ๑ เหตุการณ์หลักๆ ถูกผลักดันด้วยเรื่องราวของสามตระกูล สตาร์ค,เลนนิสเตอร์ และทาร์เกเรียน


http://gameofthrones.wikia.com/wiki


โรเบิร์ต บาราธอร์น กษัตริย์แห่งเวสเตอรอส เดินทางมายังอณาจักรทางเหนือ "วินเทอร์เฟล" เพื่อขอให้ลอร์ดเอ็ดดาร์ด เน็ด สตาร์ค เข้ารับหน้าที่เป็นมือขวาของกษัตริย์ (Hand of the king) เนื่องจากมือขวาคนก่อนเสียชีวิตลง แม้ไม่เต็มใจนักเพราะเน็ด สตาร์ค เป็นคนไม่ฝักใฝ่ในอำนาจ แต่กษัตริย์โรเบิร์ตเป็นเพื่อนที่เติบโตและร่วมรบในสงครามเคียงบ่ามาด้วยกัน (คือการแย่งชิงบัลลังก์จากกษัตริย์ทาร์เกเรียนนั่นแหละ แต่คำว่า "กบฏ" จะใช้กับเฉพาะผู้แพ้เท่านั้น ชัยชนะคือความชอบธรรมของฮีโร่ผู้กอบกู้อณาจักรจากกษัตริย์ชั่วร้าย) เน็ด สตาร์ค จึงไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะนั่นคือคำขอของกษัตริย์และเพื่อนแท้ อีกทั้งสตาร์คมีความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของมือขวาคนก่อน เขาจึงต้องการค้นหาความจริงถึงผู้อยู่เบื้องหลังและสาเหตุการลอบสังหารที่อาจสั่นคลอนถึงความมั่นคงของอณาจักร


Credit : http://gameofthrones.wikia.com/wiki


ไกลออกไปอีกฟากฝั่งของทะเล สองทายาทสายเลือดกษัตริย์ราชวงศ์ทาร์เกเรียนยังคงมีชีวิตอยู่ กำลังเฝ้ารอและมองหาหนทางหวนคืนสู่เวสเตอรอส เพื่อทวงสิทธิ์อันชอบธรรมตามกฏการสืบบัลลังก์โดยสายเลือด

ท่ามกลางการช่วงชิงอำนาจ การทรยศหักหลัง และไฟสงครามที่ลุกโชน มนุษย์ผู้โง่เขลาไม่เคยรู้ตัวว่า สงครามที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ใด กองทัพของแต่ละตระกูลต่างมุ่งหน้าลงใต้ไปสู่คิงส์แลนดิ้ง เพื่อบัลลังก์ดาบเหล็กของกษัตริย์ผู้ครอบครอง ขณะที่ทางเหนือปิศาจโบราณที่หลับใหลไปนับพันปีได้ตื่นขึ้น แม้บรรพบุรุษจะสร้างเดอะวอลล์ (The wall) เป็นกำแพงยักษ์กั้นขวางระหว่างดินแดนมนุษย์ศิวิไลซ์กับดินแดนป่าเถื่อนอันลี้ลับที่เต็มไปด้วยสิ่งน่าสะพึงกลัวมาตั้งแต่โบราณกาล แต่หากถึงเวลาเลวร้าย เดอะวอลล์ที่มีอยู่อาจยังกั้นได้ไม่สูงนัก และหน่วยไนท์วอทช์ (Night's watch) กองกำลังรักษาเดอะวอลล์ (เฝ้ายาม) ก็อาจไม่เพียงพอจะรับมือ

แล้วยังมี วัฏจักรของฤดูกาล ความมืดและสิ่งน่าสะพึงกลัวกำลังจะคืบคลานเข้ามาพร้อมกับฤดูหนาวหฤโหดที่ไร้แสงตะวัน


ดูจบไปแล้วสองซีซั่น และจะปักหลักรอคอยซีซั่นสามด้วยความตั้งใจรอ



ซีรีย์เรื่องนี้สร้างมาจากนิยายชุดชื่อดัง A song of ice and fire ของ George R. R. Martin โดย Game of Thrones เป็นชื่อเรื่องเล่มแรกของนิยายชุดนี้ ขอเอ่ยถึงเกียรติคุณของหนังสือเล่มนี้ตามที่อ่านพบได้จากการเสิร์ชกูเกิ้ล เห็นว่าพิมพ์ออกมาแล้ว ๕ เล่ม ได้รับการแปลกว่า ๒๐ ภาษา ขายได้ ๗ ล้านเล่มในอเมริกา และ ๑๕ ล้านเล่มทั่วโลก กวาดรางวัลมาแล้วหลายรางวัล พอเอามาทำเป็นซีรีย์ก็ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอมี่อวอร์ดถึง ๑๓ สาขา แม้จะได้จากเอมี่มาไม่เยอะ แค่ ๒ สาขา ในปี ๒๐๑๑ แต่รวมรางวัลจากสถาบันอื่นด้วยทั้งในปี ๒๐๑๑ และ ๑๐๑๒ ก็ถือได้ว่ากวาดรางวัลมา มิใช่น้อย


Credit: http://gameofthrones.wikia.com


David Benioff และ D.B. Weiss ผู้ผลิตซีรีย์เรื่องนี้เห็นว่าหนังสือชุดนี้ควรจะถูกทำเป็นซีรีย์ "พออ่านหนังสือเล่นแรก A Game of Thrones จบ มันชัดเจนมากว่าหนังสือเรื่องนี้ ไม่ควรจะถูกทำเป็นภาพยนตร์ฉายในโรงหนังอย่างยิ่ง A Game of Thrones มีเนื้อเรื่องที่พัวพันอีรุงตุงนัง เต็มไปด้วยแรงขับเคลื่อนต่างๆ มากมาย ผสมรวมกันออกมาอย่างสมบูรณ์แบบและลงตัว การจะอัดทุกอย่างใส่ในเวลา 3 ชั่วโมงถือว่าเป็นการก่อวินาศกรรมที่เลวร้ายมาก นิยายของ George เรื่องนี้มีเบื้องหลังตัวละครที่ลึกมาก และมีดราม่าความขัดแย้งในระดับมโหราฬ และมันไม่ใช่เนื้อเรื่องสำหรับเด็ก ที่ไม่มีเลือด ไม่มีเรื่องเพศ เป็นความดี VS ความเลวเรียบๆ ง่ายๆ ไม่ใช่ มันเต็มไปด้วยเลือด เต็มไปด้วยกามารมณ์ และตัวละครที่เป็นคนดีจริงๆ นั้นมีอยู่น้อยเหลือเกิน (โอเค ยกเว้น เน็ด สตาร์ค และคนอื่นอีกสองสามคน) เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องสำหรับเด็กจริงๆ และไม่สามารถทำ trailer ได้ภายใน 2 นาทีอย่างแน่นอน เรื่องนี้จะต้องเป็นซีรีย์ HBO คือการตัดสินใจของพวกเรา... และที่น่าอัศจรรย์ที่สุด HBO ก็เห็นด้วย!!" (ที่มา: บทความจากผู้ผลิต แปลโดยสุนัขป่าโลกันต์)

ดังนั้นรู้สึกขอบคุณผู้ผลิต และ HBO ที่ควักกระเป๋าแบบทุ่มทุนงบประมาณ ๕๐ ล้านเหรียญสำหรับซีซั่นแรก (แต่ไม่รู้ใช้จริงเท่าไหร่) อ่านพบอีกว่าเปิดตัวซีรีย์ได้ ๒ วัน จำนวนคนดูก็พุ่งทะยานอย่างน่าตกตะลึงทำให้ HBO ไฟเขียวให้กับซีซั่นสองทันที และก็ใจชื้นแล้วล่ะที่เห็นภาพทีเซอร์ของซีซั่น ๓ ออกมาตามอินเตอร์เน็ตแล้วด้วย หวังว่าจะสร้างต่อไปจนจบไม่เลิกไปกลางคันเหมือน Legend of the seeker ที่หยุดลงแค่ซีวั่น ๒ ด้วยเหตุผลที่ว่ามันต้องใช้งบประมาณมากเกินไป

อีกคนที่อยากขอบคุณ คือ สุนัขป่าโลกันต์ ผู้แปลซับไทย เพราะเลือกใช้คำในภาษาไทยที่เข้ากับความเป็นซีรีย์ย้อนยุคได้ดีอย่างน่าชม

มารู้จักตัวละครกันดีกว่า

ตระกูลสตาร์ค


ลอร์ดเอดดาร์ด เน็ด สตาร์ค ( ฌอน บีม , โบโรเนียร์ Lord of the ring ) เป็นลอร์ดปกครองอณาจักรวินเทอร์เฟลทางด้านเหนือของเวสเตอรอส เป็นคนที่กษัตริย์โรเบิร์ตไว้วางใจและรู้กันทั่วไปว่ากษัตริย์โรเบิร์ตรักใคร่ เน็ด สตาร์ค เป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง มากกว่าพี่น้องร่วมสายเลือดบาราธอร์นของตัวเองซะอีก เน็ด สตาร์คเป็นคนเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว ซื่อตรง จงรักภักดี มีคุณธรรม เป็นความดีเลิศที่ใครๆ ต่างให้การยอมรับ ไม้เว้นแม่แต่ขุนนางชั่วๆ ก็ยังมีใจยกย่อง เน็ด สตาร์ค คือชายชาตรีต้นแบบที่ดีอย่างไร้ที่ติ


แคทเทอรีน ทูลลีย์ หรือ เลดี้สตาร์ค ภรรยาของลอร์ดเอดดาร์ค เป็นคนหยิ่งทะนงในเกียรติตระกูล กล้าหาญ ซื่อตรง ไม่เสแสร้ง แต่ก็เป็นคนใจร้อนวู่วาม ดูจากการตัดสินใจกระทำเรื่องต่างๆ ที่นำมาซึ่งความยุ่งยากและบางเรื่องก็ดูไม่ฉลาดซักเท่าไหร่ (ในความคิดของเราน่ะนะ)


Credit:http://thegameofthronesseason2finaleepisode.blogspot.com/


ร็อบ สตาร์ค
ลูกชายคนโต หลังจากเกิดเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมากมาย ลูกชายของพ่อได้กลายเป็นผู้นำกองทัพจากดินแดนทางเหนือมุ่งลงสู่ใต้และตกอยู่ในฐานะผู้ก่อกบฏเพื่อล้มล้างบัลลังก์ ร็อบ.. เริ่มต้นจากการเป็นเด็กหนุ่มมีชาติตระกูลที่มีพ่อเป็นแบบอย่างที่ดี แต่สงครามจากประสบการณ์รับฟัง กับสงครามที่ต้องฆ่าคนจริงๆ นั้นแตกต่างกันมาก ร็อบเป็นคนมีเมตตาและได้คุณธรรมมาจากพ่อมาก็ไม่น้อย เมื่อเขาเริ่มกลายเป็นผู้นำ ก็ทำให้เริ่มชอบร็อบ

แต่เมื่อเขาพบรัก ผู้ชายที่บูชารักอาจเท่เป็นบางกรณี แต่กรณีของร็อบ ความรัก ท่ามกลางไฟสงคราม ทำให้จงใจละเลยสัญญาหมั้นหมายอันเคยตกลงยินยอมเพื่อผลประโยชน์ ในความเห็นส่วนตนรู้สึกว่านั่นมันเป็นเรื่องเสียสัตย์ เสียความเป็นผู้นำ และเสียแมน หลังๆ ก็เลยไม่ค่อยปลื้มร็อบซักเท่าไร


Credit : http://gameofthrones.wikia.com

ซานซ่า สตาร์ค ลูกสาวคนโต เลดี้แสนสวยจากตระกูลสตาร์คที่ดูเหมือนจะเกิดมากับโชควาสนา เพราะตำแหน่งราชินีในอนาคตดูจะไม่ไปไหนไกล เพราะถูกหมั้นหมายเอาไว้กับ จอฟฟรีย์ ทายาทสืบต่อบัลลังก์ของกษัตริย์โรเบิร์ต แต่โชคชะตามันเป็นสิ่งไม่แน่ไม่นอน จึงพลิกผันกันได้ จากเด็กสาวผู้ทะเยอทะยาน มุ่งมั่นในรักและเอาแต่ใจ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ซานซ่าจะเติบโตไปพร้อมกับการเผชิญชะตากรรมที่โหดร้ายของเธอ เดาเอาว่าในซีซั่นสาม ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น ซานซ่าผู้ทนทุกข์จะเริ่มกลายเป็นคนเข้มแข็งที่ยืนหยัดอย่างเด็ดเดี่ยวท่ามกลางศัตรูแวดล้อมในคิงส์แลนดิ้ง



อาร์ย่า สตาร์ค
ลูกสาวคนเล็กของเน็ด สตาร์ค ผู้ได้ชื่อว่า "ดุร้าย" เธอเหมือนเกิดมาผิดเพศ เพราะเป็นเด็กผู้หญิงแต่ยิงธนูแม่น ไม่ชอบเย็บปักถักร้อย แต่มีพรสวรรค์ในการฟันดาบ เข้มแข็ง กล้าหาญ มีแววเป็นสตรีผู้กล้า พี่ชายคนดีจึงยอมตีดาบมอบให้ ผู้เป็นพ่อถึงกับหาครูมาสอนดาบให้อย่างจริงจัง อาร์ย่าเป็นเด็กเฉลียวฉลาดและรู้จักเอาตัวรอด กระทั่งราชินีเซอร์ซียังอารมณ์เสียถึงขั้นเรียกเธอว่า "นังเดรัจฉานน้อยอาร์ย่า"


http://www.tvguide.com/tvshows/game-thrones/photos/305628/686748

แบรนดอน สตาร์ค ลูกชายคนรอง เป็นคนจิตใจอ่อนโยน มีเมตตา เขาคือเด็กชายผู้ถูกรบกวนด้วยลางสังหรณ์ แบรนมักจะฝันเห็นอีกาสามตา และเหตุการณ์ไม่ดีในฝัน ก็นำมาซึ่งเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะได้เห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น แบรนจึงต้องกลายเป็นเด็กพิการเดินไม่ได้ หวังอย่างยิ่งว่าในอนาคตซีซั่นต่อๆไป จะมีปาฏิหารย์ให้แบรนหายพิการ และจะกลายเป็นอีกหนึ่งสตาร์คที่สำคัญยิ่ง แม้บทบาทของลอร์ดน้อยแบรนจะโดดเด่นเป็นสำคัญอยู่แล้วก็ตาม


Credit : http://gameofthrones.wikia.com/wiki/

ริคอน สตาร์ค ( Rickon ) ลูกชายคนเล็กที่ยังไม่ค่อยมีบทบาทในเรื่องสักเท่าไร


จอน สโนว์ ลูกนอกสมรสหากลอร์ดเน็ด สตาร์ค จะมีข้อด่างพร้อยสักสิ่งในเรื่องของการเสื่อมเสียเกียรติ นั่นก็คือ "จอน สโนว์" หลักฐานของการร่วมประเวณีกับหญิงอื่นที่มิใช่ภรรยา การเป็นลูกนอกสมรสคือความต่ำต้อยที่ต้องทนแบกรับการดูถูกเหยียดหยาม (ไม่แพ้ลูกเมียน้อยของหนังย้อนยุคทางเอเชีย) เขามีเลือดพ่อเหมือนพี่น้องคนอื่นๆ แต่เขาไม่ใช่จอน สตาร์ค แต่เป็น จอน สโนว์ เพราะลูกนอกสมรส ไม่มีสิทธิ์จะใช้นามสกุลของบิดา

และสโนว์ไม่รู้ว่าแม่ของตนคือใคร

ตามประสาผู้มีจินตนาการ เนื่องจากแคทเทอรีน ทูลลี่ย์ ภรรยาของลอร์ดสตาร์ค เคยรักเคยหมั้นหมายกับพี่ชายของเน็ดมาก่อน แต่เขาตายในหน้าที่ เลดี้แคทเลยถูกจัดให้แต่งงานกับน้องชายแทน ร็อบกับจอน มีวัยใกล้เคียงกัน เดาเอาว่าบางทีแม่ของจอนอาจเป็นผู้หญิงที่เน็ดรัก อาจจะเป็นโสเภณี หรืออาจจะเป็นเลดี้จากตระกูลสูงศักดิ์ ใครจะรู้ได้ บางทีเรื่องแม่ของจอน อาจจะมีหรือไม่มีความหมายในอนาคต (ดูซีรีย์เรื่องนี้มีประเด็นให้จินตนาการอยู่เรื่อยๆ )


Credit :http://www.fanpop.com/spots/game-of-thrones


แม้พี่น้องจะรักกันดี แต่เลดี้สตาร์คผู้เป็นแม่เลี้ยงนั้นเกลียดชังสโนว์ เรื่องน่าเศร้าของการเป็นลูกนอกสมรส ผลักดันให้สโนว์อาสาติดตามท่านอาเบนเจน ไปเป็นหน่วยไนท์วอทช์ที่เดอะวอลล์ ที่ของวีรบุรุษผู้ปกป้องอณาจักร ที่ ๆ คนหนุ่มเชื่อว่า มันจะทำให้ชีวิตมีมีความหมายและมีเกียรติ



ลอร์ดเบนเจน สตาร์ค เดอะวอลล์เป็นกำแพงกั้นชายแดนอณาจักรวินเทอร์เฟลกับดินแดนป่าเถื่อนทางเหนือและอยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลสตาร์ค ลอร์ดเบนเจน สตาร์คจึงทำหน้าที่เป็นผู้นำกองกำลังของไนท์วอทช์

ตระกูลเลนนิสเตอร์

เจ้าของคติพจน์อย่างไม่เป็นทางการแต่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปมากกว่าคติพจน์จริงๆ ของตระกูล

"เลนนิสเตอร์ไม่ทำอะไรเหมือนคนไร้สมอง"

"เลนนิสเตอร์จะชดใช้หนี้ของพวกเขาเสมอ"

"เลนนิสเตอร์ไม่เคยติดหนี้ใคร"


(มันเป็นคติพจน์ที่เจ๋งดีนะ)



Credit : http://gameofthrones.wikia.com/wiki


ลอร์ดไทวิน เลนนิสเตอร์
หัวหน้าตระกูลเลนนิสเตอร์ผู้มั่งคั่งทั้งเงินทองและอำนาจ มีลูกชายลูกสาวและหลานๆ ดังต่อไปนี้



Credit : http://www.fanpop.com/spots/game-of-thrones

เซอร์ซี เลนนิสเตอร์ ราชินีแห่งเวสเตอรอส


Credit : http://gameofthrones.wikia.com

เจมี เลนนิสเตอร์ น้องชายฝาแฝดของราชินีเซอร์ซี เป็นอัศวินในหน่วยองครักษ์พิทักษ์กษัตริย์


ไทเรียน เลนนิสเตอร์ น้องชายคนเล็กของตระกูลที่เกิดมาเป็นคนแคระพร้อมกับการเสียชีวิตของเลดี้เลนนิสเตอร์ผู้เป็นแม่

ราชินีเซอร์ซีของกษัตริย์โรเบิร์ต บาราธอร์น เธอมีลูกสามคน


จอฟฟรีย์ บาราธอร์น / เมอร์เซลล่า บาราธอร์น และ ทอมเมน บาราธอร์น


Credit : http://www.fanpop.com/spots/game-of-thrones



ตระกูลทาร์เกเรียน




Credot : http://www.fanpop.com/spots/game-of-thrones


วิเซอรีส์ ทาร์เกเรียน (Viserys Targaryen)
แดเนริส ทาร์เกเรียน (Daenerys Targaryen)


สองทายาทราชวงศ์ทาร์เกเรียนที่หลบหนีโทษทัณฑ์ไปไกล ณ อีกฟากฝั่งทะเล วิเซอรีส์ได้ยกน้องสาวให้แต่งงานกับ คาลโดรโก้ ผู้นำอันแข็งแกร่งของชนเผ่าดอธแรคคี เพื่อหวังแลกกับกองกำลังช่วยเหลือในการยกพลข้ามทะเลไป แต่อะไรๆ มันก็ไม่เป็นอย่างใจปรารถนานัก เพราะคาลโดรโก้ ไม่ใช่ชายที่จะสนใจในอำนาจหรือลุ่มหลงในอิสตรี ชาวดอธแรคคีรักการต่อสู้ ผู้นำไม่มีการสืบทอดทายาททางสายเลือด คนที่แข็งแกร่งที่สุดและต่อสู้ชนะคือคนที่จะได้เป็นผู้นำ (แต่มันดูเถื่อนมากกว่าจะเท่นะ) ชาวดอธแรคคีชอบนั่งบนหลังม้า และจะไม่สวมเกราะในการต่อสู้ คาลโดรโก้จะไม่นำพาผู้คนข้ามทะเลไป เช่นเดียวกับไม่คิดสนอะไรกับบัลลังก์ดาบเหล็ก

แต่ความคิดก็พลิกผันได้ เช่นเดียวกับโศกนาฎกรรมที่ไม่ปราณีใคร

แนะนำเป็นการเป็นงานแค่ตระกูลที่มีบทบาทกับสมาชิกตัวหลักๆ ของเรื่องราวในซีซั่นแรกอันเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามให้พอหอมปากหอคอ เพราะตัวละครเยอะมาก เพราะตัวชูโรงอันเป็นเสน่ห์ของละครหักเหลี่ยมเฉือนคมที่จะขาดเสียไม่ได้สำหรับซีรีย์ย้อนยุคก็คือพวกตัวประกอบแวดล้อม อย่างพวกเหล่าขุนนางทั้งหลายที่ซีซั่นแรกยากจะบอกได้ใครดีใครเลว และแล้วก็พบว่ามันเลวแทบทุกคน

สองตระกูลที่มีบทบาทใน Season 2

ตระกูลบาราธอร์น

Credit : http://www.fanpop.com/spots/game-of-thrones


กษัตริย์โรเบิร์ต / ลอร์ดสแตนนิส / ลอร์ดเรนลี

ตระกูลเกรย์จอย

ว่าคติของตระกูลเลนนิสเตอร์นั้นเจ๋งเป้ง คติของตระกูลนี้ยังเจ๋งกว่า จำเป็นประโยคไม่ได้ ความหมายประมาณว่า เราไม่ขุดเหมือง เราไม่ทำโน่น เราไม่ทำนี่ สรุปคือ เราไม่ลงทุนลงแรง ถ้าเราอยากได้อะไรเป็นของๆ เรา เราต้องแย่งชิง (มันไม่ใช่เป็นคติพจน์ที่ดีเอาซะเลย แต่ถ้ามองในแง่ความกล้าจะยึดถือ มันเจ๋งโพด ...)



ตระกูลเกรย์จอยได้ชื่อว่าเป็นจอมทรยศที่ไว้ใจไม่ได้ และคนของตระกูลเกรย์จอยก็ได้สำแดงเดชทรยศที่ทำเอาจุกอกซะจริงๆ

เก็บลิ้งค์บทความนี้มาให้เพราะรู้สึกว่ามันอธิบายลักษณะเรื่องราวของซีรีย์ได้ดึงดูดใจดี ทันทีที่มันขึ้นต้นด้วยประโยคที่ว่า "มันคือลอร์ดออฟเดอะริงฉบับเซ็กส์เดือดเลือดพล่าน" (ที่มา : Game of Thrones หนังแฟนตาซีที่มีมนุษย์เป็นตัวชูโรงอย่างแท้จริง)

ในกูเกิ้ลมีบทความดีๆ ที่เขาเชิดชูซีรีย์เรื่องนี้อย่างค่อนข้างมีข้อมูลเป็นทางการกันเยอะแล้ว ดังนั้น ขอเขียนถึงตัวละครและอะไร ๆ ที่ตัวเองชอบในซีรีย์เรื่องนี้ในแง่มุมความชอบส่วนตนที่อยากเปิดเผยให้คนอื่นรู้

ตัวละครสุดโปรด



แน่นอนอยู่แล้วต้องเป็น ไทเรียน แลนนิสเตอร์ น้องชายร่างแคระของราชินีเซอร์ซี รับบทโดย ปีเตอร์ ดิงก์เลซ (Peter Dinklage) ที่มีรางวัลนักแสดงสมทบยอดเยี่ยมเป็นเครื่องการันตีในฝีมือจาก 3 สถาบัน Emmy Awards , Golden Globes ( ลูกโลกทองคำ )และ Satellite Awards

ในละครก็พอจะหาคนตัวสูงหน้าตาดีให้ชอบได้อยู่บ้าง แต่ตัวละครที่มีเสน่ห์น่าหลงรักที่สุดก็ท่านลอร์ดผู้มีฉายา เดอะอิมพ์ (The Imp) ลอร์ดภูตน้อยผู้นี้แหละ ในสุนทรพจน์ด่าทอกษัตริย์ของชาวเมือง เขาถูกเรียกว่า ลิงปิศาจอีกด้วย ดูๆ แล้วคนในตระกูลเลนนิสเตอร์นั้นชั่วทุกคน แต่เดอะอิมพ์ผู้มีฉายาดั่งสิ่งชั่วร้าย กลับดูเป็นคนดีที่สุดแล้ว เขารู้จักมีเมตตา (ถ้าจำเป็น) ไม่หล่อไม่สูง สังขารไม่อำนวยต่อการจับดาบต่อสู้ แต่เขามีอาวุธเป็นสมองที่ฉลาดปราดเปรียว เอาตัวรอดอย่างเก่ง การเป็นมนุษย์ร่างเตี้ยที่ศรัทธาในความเป็นจริง ส่งผลให้การกระทำตน การพูดจา มันเป็นตลกร้ายที่มีเท่และมีเสน่ห์เหลือล้น มันทั้งเชือดเฉือน ประชดประชัน แดกดัน มีอารมณ์ขัน หักมุม และบ่อยครั้งมันก็เป็นความจริงที่คมกริบ

เดอะอิมพ์เป็นคนที่ดูเหมือนไม่ทุกข์ไม่ร้อนกับอะไรทั้งสิ้น ไม่มีความเกรงกลัวกับอำนาจใด แม้แต่กับกษัตริย์ เดอะอิมพ์ก็ยังบรรลุขีดความอดทนสุดขั้น ตบหน้าเอาฉาดๆ อยู่หลายครั้ง อย่างไม่เกรงกลัวโทษประหาร หากจะมีใครสักคนที่จอฟฟรีย์กษัตริย์คนต่อมารู้สึกขยาดอยู่ลึกๆ ก็ท่านอาเดอะอิมพ์นี่แหละ


Credit : http://www.omega-level.net/tag/game-of-thrones-season-2/


"ข้าไม่ได้ข่มขู่พระราชา แต่ข้ากำลังสั่งสอนหลานชาย"

"นี่ต่างหากล่ะคือการข่มขู่ เจ้าเข้าใจความแตกต่างของมันมั้ย"


ลอร์ดไทเรียนร่างแคระแห่งตระกูลเลนนิสเตอร์ เขาเล่นในบทบาทของเขาไม่ว่าจะเป็นแค่เดอะอิมพ์ผู้เสเพลกับสุรานารี หรือการได้มาซึ่งอำนาจสำคัญในราชวงศ์ เมื่ออยู่ในตำแหน่งไหนเขาจะเล่นในบทบาทนั้นอย่างดี เพราะการเกิดมาเป็นคนแคระมันเป็นปมด้อยที่ทำให้ต่ำต้อยไม่ต่างจากการเป็นลูกนอกสมรส เดอะอิมพ์ไม่สนใจในอำนาจเพราะย่อมรู้ตัวว่าไม่มีทางได้มา ผู้ไม่ฝักใฝ่ ไม่หลงใหลมัน ย่อมไม่หลอกตัวเอง มองเห็นความจริงได้กระจ่างและลงเล่นเกมชิงบัลลังก์อย่างรู้ทิศทางลม

ลอร์ดไทเรียนจึงถูกจัดอันดับเป็นตัวละครสุดโปรดที่หนึ่งในใจมาทั้งสองซีซั่น เขาเป็นความสนุกอย่างมากทั้งการผจญภัยนอกเมืองหลวงในซีซั่นแรก และยังกลายเป็นตัวละครหลักในซีซั่นสองขับเคี่ยวกันอย่างโดดเด่นกับราชินีเซอร์ซี พี่น้องที่มีทั้งความรัก ความแค้นในเวลาเดียวกัน เดอะอิมพ์ผู้ไม่เคยแยแสต่ออำนาจ แต่กลับจับพลัดจับผลูต้องมารับตำแหน่งสำคัญและรับมือกับอำนาจอันหอมหวานที่ดึงดูดเอาแต่ความชั่วร้ายเข้ามาหามัน

ความสุขในชีวิตแคระๆ ของเดอะอิมพ์คือการพูดจาข่มทับ
และสนุกสนานในการชิงไหวชิงพริบกับพวกแย่งชิงอำนาจ

ลอร์ดไทเรียนอาจไม่ใช่คนเลวนัก แต่ก็อย่าได้แอบหวัง ว่าเขาจะเป็นคนดี



คนต่อมาต้องเธอคนนี้ ราชินีเซอร์ซี สตรีผู้มีอำนาจมักมีความโดดเด่นเป็นที่ต้องตาต้องใจในเกือบทุกๆ ซีรีย์ย้อนยุค สีหน้าของราชินีเซอร์ซีนั้นดูเหมือนคนที่เหนื่อยล้ากับทุกสิ่งอย่างรอบตัว แต่เธอก็ไม่เคยหยุดต่อสู้ เพราะนี่คือเกมชิงบัลลังก์ เมื่อไหร่ที่หยุดก็จะสูญเสียอำนาจ เมื่อไหร่ที่ทำอำนาจหลุดมือ เมื่อนั้นก็จะแพ้ และเมื่อไหร่ที่แพ้ เมื่อนั้นคือความตาย ราชินีเซอร์ซีในซีซั่นแรกเหมือนจะควบคุมทุกอย่างในมือได้ แต่พอซีซั่นต่อมาทุกอย่างก็เริ่มจะอยู่เหนือการควบคุม จุดสำคัญคือเธอไม่ได้เป็นแค่ราชินีแต่เธอเป็นแม่ที่รักลูก และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คนเป็นแม่จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกๆ ของเธอ

Credit : http://www.fanpop.com/spots/game-of-thrones


คนต่อมา เจ้าหญิงแดเนริส ทาร์เกเรียน สายเลือดเผ่าพันธุ์มังกร และ คาลสิลี ราชินีของชนเผ่าดอธแรคคี ชอบเรื่องราวของอีกฟากฝั่งทะเลนี้จังเลยค่ะ เมื่อคาลโดรโก้ที่น้าตาคงหล่อภายใต้หนวดเคราที่น่ากลัว แต่งงานกับเจ้าหญิงรุ่นเยาว์แดเนริส ความดุดันของคาลโดรโก้และความตระหนกหวาดกลัวของคาลิลีในระยะแรก ได้กลายเป็นความรักในเวลาต่อมา (แถมโรแมนติกเสียด้วยสิ) แม้ในฉากน่ากลัวอย่างตอนที่คาลสิลีต้องทำพิธีกรรมด้วยการกินหัวใจม้าเลือดฟูมปาก ก็ยังอุตส่าห์จะแฝงความโรแมนติกด้วยสายตาของคาลสิลีแดเนริสและคาลโดรโก้ที่มองสบตากัน เป็นแรงผลักดันและเป็นกำลังใจ มันเหมือนเป็นการส่งพลังให้เธอค่อยๆ กล้ำกลืนหัวใจม้าดิบๆ ลงไปได้ถึงคำสุดท้ายโดยไม่ขย้อนออกมาซะก่อน แล้วเธอก็ได้รับการยอมรับจากดอธแรคคีเหมือนที่เธอได้รับความรักจากคาลเดรโก้

แต่ว่านะ...ขอเป็นพิธีกรรมที่น่าขย้อนน้อยกว่านี้ได้ก็คงดี


Credit : http://www.wordofthenerdonline.com/you-win-or-you-die-a-game-of-thrones-blu-ray-review/


ดาวหางแดงบนฟากฟ้ากับชะตาลิขิตของทายาททาร์เกเรียน เจ้าหญิงแดเนริสผู้อ่อนโยน จะค่อยๆ ได้รับบทเรียนของความโหดร้าย ตระหนักในพลังอำนาจของสายเลือดมังกรที่เปลวไฟมิอาจแผดเผาให้มอดไหม้ และเธอก็เริ่มเรียนรู้ที่จะใช้อำนาจอย่างเหี้ยมเกรียมด้วย



พัฒนาการทางคาแร็คเตอร์ของแดเนริส ทำให้เธอมีเสน่ห์มากมาย เจ้าหญิงผมสีเงินผู้งดงาม การตกระกำลำบาก กับการได้มาซึ่งอำนาจ "มารดาแห่งมังกร" ส่งผลให้ Emilia Clarke ผู้รับบทนีได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงสมทบถึงสองสถาบันในปี 2012 และคว้ามาได้หนึ่งรางวัลจาก Screen Actors Guild Awards ความจริง ก็ไม่รู้ระดับคุณค่าความใหญ่น้อยของอวอร์ดที่เอ่ยมาทั้งหลายแหล่นั่นหรอก แต่เห็นเป็นรางวัลก็ขอแสดงเป็นเครื่องการันตีคุณภาพให้แก่นักแสดงและบทบาทตัวละครนั้นๆ เอาไว้ก่อน



Credit :http://www.tvequals.com/2011/06/05/game-of-thrones-the-pointy-end-episode-8/


อาร์ย่า สตาร์ค ธิดาคนเล็กของลอร์ดเน็ด สตาร์ค ผู้นี้ เธอเป็นเด็กหญิงที่ทำให้เกิดด้วยจินตนาการโรมานซ์ล่วงหน้า ไม่ว่าจะในแง่ของสายสัมพันธ์พี่น้องในวันที่เธอจะได้พบร็อบ พบสโนว์ หรือในแง่ของการเติบโตขึ้นในอนาคต (ถ้าหากจะโตขึ้นในเนื้อเรื่องน่ะนะ) เด็กหญิงในตระกูลผู้ดีควรจะเป็นเลดี้สูงส่ง แต่เส้นทางของอาร์ย่าผู้ห้าวหาญดูจะไม่ไปลงเอยที่การแต่งงานกับใครสักคนเพื่อสร้างสัมพันธ์ทางสายตระกูล ฉากสะเทือนใจหนึ่งในเรื่องนี้ คืออาร์ย่าท่ามกลางฝูงชนในช่วงท้ายๆ ของซีซั่นหนึ่ง เด็กหญิงมอมแมมบนแท่นรูปปั้น และการเผชิญหน้ากับความจริงอันเป็นฝันร้ายหลอกหลอนทั้งในยามตื่นและในยามค่ำคืนที่ไม่อาจข่มตาหลับลง (มันเป็นฉากคล้ายหนังฮอลลีวู้ดเรื่องนึงเลย แต่จำชื่อเรื่องไม่ได้)


Credit :http://gameofthrones.wikia.com


เพราะมีฉากน่ารักเล็กๆ น้อยๆ ที่หาได้ยากในซีรีย์ อาร์ย่าตัวแสบที่ร็อบต้องจับตัวแบกใส่บ่าไปเข้านอน หรือตอนที่จอน สโนว์พี่ชายต่างแม่ได้ทำดาบเล่มน้อยเป็นของขวัญมอบให้ในวันลาจาก หรือความอ่อนโยนของพ่อผู้แข็งแกร่งกับการแสดงความปราณีต่อ Sweet Heart ลูกสาวตัวน้อย ทั้งในยามอบรมสั่งสอน ในยามปลอบโยน ชอบฉากที่จอน สโนว์กอดน้องสาว และเน็ด สตาร์คจูบหน้าผากลูกสาวมากๆ เลย (ก็มันเป็นฉากน่ารักที่หาได้ยากในท่ามกลางฉากเซ็กส์เดือด)




ที่ว่าเธอเป็นตัวก่อจินตนาการด้านโรมานซ์ เพราะคาดหวังว่าอาร์ย่าจะเป็นนางเอกในอนาคต (จินตนการทำงานอีกละ) การพัดพรากจากพ่อแม่และเหล่าพี่น้อง ทำให้อาร์ย่าที่แต่เดิมก็เป็นคนกล้าหาญไม่กลัวใครอยู่แล้ว จะ กร้านโลกที่เต็มไปด้วยการเข่นฆ่าอย่างรวดเร็ว เด็กหญิงอาร์ย่าที่ผ่านการฆ่าคนตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก เรียนรู้ที่จะเก็บงำซ่อนอารมณ์และมีไหวพริบรักษาความอยู่รอดของตนแม้ต้องตกอยู่ภายใต้เงาปีกของศัตรู



และแล้วเมื่อจินตนาการอาร์ย่าเป็นนางเอก ก็เริ่มจินตนาการถึงพระเอกในอนาคตอีกด้วย (อิอิ จินฯ เยอะเลยนะเนี่ย) หรือจะเป็นสายเลือดบาราธอร์นลูกนอกสมรสของกษัตริย์โรเบิร์ต แต่อย่าเป็นเขาคนนั้นเลย หน้าตาไม่ถูกโฉลกสักเท่าไร ถ้าจะให้ปลื้มจริง ต้องอัศวินลึกลับ จาเคน ฮาการ์ เขาไม่หล่อหรอกนะ แต่บังเอิญชะตาข้องเกี่ยวระหว่างเขากับเด็กหญิงอาร์ย่ามันต้องใจ นักโทษที่เด็กหญิงได้ปลดปล่อยช่วยชีวิต กับคำสัญญา 3 ศพ ที่เป็นเหตุให้จาเคนประณามว่า "เด็กหญิงช่างน่ารังเกียจ" คนพูดเหมือนจะเคืองนิดๆ แต่บรรยากาศการรบเร้าทวงคำสัญญาของอาร์ย่ามันน่ารัก ^^ (ประหนึ่งมองเห็นขุนไกรในวัยหนุ่มกับแม่หญิงดาวเรืองวัยเด็กน้อยในละครเรื่องสายโลหิต)



สัญญา คำต่อรอง ข้อแลกเปลี่ยน ที่บุรุษหนุ่มมอบให้เด็กหญิงตัวน้อยทั้งที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ มันคือที่พึ่งพาสุดเท่เลยล่ะ แล้วยังมีของแทนใจที่บ่งบอกว่าอาร์ย่าจะพึ่งพาบุรุษเปลี่ยนหน้าลึกลับคนนี้ได้อีกในอนาคต



แล้วก็ยังหวังอีกว่า ครอบครัวที่จะได้พบตัวอาร์ย่าเป็นคนแรกคือ จอน สโนว์ (ก็ชอบพี่ชายคนนี้เข้าไปแล้ว) เช่นเดียวกับที่หวังให้ จอน สโนว์เป็นคนได้พบน้องชายคนเล็กทั้งสอง แบรน กับ ริคคอน ได้โอบกอดและปกป้องพวกเขาเอาไว้ในแบบฉบับของพี่ชายแสนดี แต่ดูๆ แล้ว เส้นทางการกวัดแกว่งดาบของจอน สโนว์ก็เริ่มจะไกลห่างพี่น้องออกไป บนดินแดนอันหนาวเย็นนอกกำแพง



จอน สโนว์ อย่างแรกเลยคือเป็น "คนหล่อ" ที่หาได้น้อยในซีรีย์เรื่องนี้ อย่างที่สองคือเป็นลูกนอกสมรสที่เป็นปมด้อยต่ำต้อย (ชอบพวกมีปมในใจ) แต่เขาคือสายเลือดของเน็ด สตาร์ค ลอร์ดผู้เปี่ยมไปด้วยเกียรติศักดิ์และคุณธรรม สายเลือดก็ย่อมต้องมีดีอะไรบ้างล่ะ เพราะเป็นส่วนเกินของตระกูลอันทรงเกียรติ จอน สโนว์ จึงหวังจะสร้างเกียรติของตนเองด้วยการสละตนเป็นหนึ่งในวีรบุรุษไนท์วอทช์


Credit : http://www.fansshare.com/gallery/photos/221510/Game-Of-Thrones-Wp-The-Wall/


แต่ไนท์วอทช์หน่วยหน่วยทหารประจำการรักษาเดอะวอลล์ ไม่ใช่หน่วยวีรบุรุษอย่างที่จอนจะคาดหวัง มันนานนับพันปีมาแล้วที่ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น แม้หน่วยไนท์วอทช์จะยังคงปกปักรักษากำแพง แต่บรรดาผู้นำทหารประจำการเริ่มแก่ชรา กองกำลังเริ่มมีจำนวนลดน้อยถอยลง สิ่งชั่วร้ายนอกเดอะวอลล์กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าขานที่ทางการคิงส์แลนดิ้งไม่ได้ให้ความสำคัญอีกต่อไป ไนท์วอทช์จึงไม่ใช่ที่สำหรับวีรบุรุษ แต่เป็นที่ของเศษเดนจากสังคมศิวิไลซ์ เป็นที่รวมตัวของนักโทษไร้ค่าเท่าที่จะเลือกหามาเป็ฯกำลังเฝ้ากำแพงได้ มันคือศูนย์รวมของคนไม่เป็นที่ต้องการ และไม่มีที่จะไป ถูกเนรเทศจากทางการ ครอบครัว หรือไม่ก็เนรเทศชีวิตอันสิ้นหวังของตนเองมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ อาหารการกินก็ขาดแคลน กำลังพลก็ไม่เพียงพอจะเฝ้าป้อมของกำแพงได้ทุกแห่ง กำแพงหินบางส่วนเริ่มผุพังและไร้กำลังจะซ่อมแซม แต่ถึงกระนั้นหน่วยไนท์วอทช์ก็ยังเท่ด้วยภารกิจเฝ้ากำแพงและคำสาบานตนต่อเทพเจ้าจะมอบกายถวายชีวิตเพื่อปกป้องผู้คนในดินแดน



"คืนมืดรวมตัว และโมงยามของข้าเริ่มต้น
มันจักไม่สิ้นสุด จนกว่าชีวิตข้าจะหาไม่
ข้าจักไร้ซึ่งดินแดน ไร้ภรรยาและไร้ซึ่งบุตร
ข้าจักไร้ซึ่งมงกุฏ ฤามีชื่อเสียงใดๆ
ข้าจะอยู่และตายขณะเฝ้ายาม
ข้าคือคมดาบในความมืดมิด
ข้าคือผู้เฝ้าระวังอยู่บนกำแพง
ข้าคือโล่ห์ผู้ปกป้องผู้คนในดินแดนนี้
ข้าขอยกชีวิตและเกียรติของข้าให้แก่ไนท์วอทช์
นับแต่คืนนี้จวบจนคืนต่อๆ ไป"



"ตอนเจ้าคุกเข่าลงยังเป็นเด็กชาย
แต่จงยืนขึ้นในฐานะคนของไนท์วอทช์"


นอกจากซีรีย์จะเริ่มต้นด้วยเรื่องราวของสามตระกูลในซีซั่นแรก มันยังเป็นเรื่องราวของสามดินแดนที่ทำให้เนื้อเรื่องค่อนข้างกระจัดกระจาย และมันก็ยังกระจายอยู่จนจบซีซั่นสอง คือ การไขว่คว้าหาหนทางของทาร์เกเรียนอีกฟากทะเล การแย่งชิงอำนาจของคนใต้กำแพง และการลาดตระเวนของหน่วยไนท์วอทช์ท่ามกลางป่าหินทุ่งน้ำแข็งในดินแดนนอกกำแพง


เป็นสามแนวที่ให้อารมณ์ต่างกันในซีซั่นแรก อารมณ์โรแมนติกของเจ้าหญิงตกยากกับหัวหน้าเผ่าดอธแรคคี อารมณ์ลุ้นกับการหักเหลี่ยมเฉือนคม ความปลิ้นปล้อนทรยศ การสืบสวนหาความจริงเกี่ยวกับการลอบสังหารมือขวาของกษัตริย์คนก่อน ความลับอัปยศ และสัมพันธ์สวาทของผู้คนที่ร้อนแรง (มากเกินไป) ส่วนดินแดนน้ำแข็งนอกกำแพงก็ให้อารมณ์วังเวง แลดูสงบนิ่งแต่ชวนยะเยือกหนาว ฉากเฝ้ายามบนกำแพงแลลงไป การเปิดประตูอุโมงไปสู่เขตนอกกำแพง หน่วยลาดตระเวนที่สูญหายไปพร้อมกับลอร์ดเบนเจน มีเหลือรอดเพียงม้าตัวเดียวที่วิ่งโดดเดี่ยวกลับเข้ากำแพง บรรยากาศเหล่านี้มันหลอนดีนะ แล้วก็เริ่มจะหลอนมากขึ้นๆ ในซีซั่นสอง ยอดเขาที่ปฐมบุรุษชาวเหนือเคยหยัดยืน เสียงแตรสัญญาณของคนเถื่อน หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง หมายความว่า ... และพอมันดัง ...หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง ...อ่า น่ากลัว

การปรากฏตัวของราชาปิศาจ (เป็นพวกซอมบี้กินคน)
การรวมตัวของคนเถื่อนภายใต้การปกครองของราชานอกกำแพง
(ยังไม่เจอตัว แต่กำลังจะโผล่มาแน่ในซีซั่นสาม)

ซึ่งไม่ต้องใช้จินตนาการใดก็บอกได้ว่า มันคือการเตรียมตัวยกพลลงใต้ร่นเข้ามาในเขตกำแพงในซีซั่นต่อไปแน่ๆ ฝ่ายหนึ่งจะลุกไล่ดินแดนเพื่อหาที่ปลอดภัย และอีกฝ่ายหนึ่งจะออกล่าเพื่อหาอาหาร (จินฯ ได้เตลิดเปิดเปิงมาก)

ในซีซั่นสอง ตระกูลต่างๆ เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมช่วงชิงอำนาจกับสามตระกูล ทูลลีย์ เกรย์จอย ไทเรล และบาราธอร์น ต่างระดมพล สุมหัว ร่วมมือ หักหลังกันอยู่ในเขตกำแพง เรื่องราวนอกกำแพงที่ถูกรายงานเข้าไปในคิงส์แลนดิ้งถูกละเลยความสนใจ เป็นเพียงเรื่องเหลวไหลอันงมงายของคนเหนือ ทั้งสิ่งน่าสะพึงกลัวนอกกำแพง หรือฤดูหนาวที่กำลังพัดมา ฤดูหนาวที่หายไปกว่าเก้าปี เมื่อลมหนาวเริ่มพัดมา คนเหนือต่างเชื่อว่าหากมีฤดูร้อนอันยาวนานเช่นนี้ นั่นหมายความว่าฤดูหนาวก็จะต้องยาวนานด้วยเช่นกัน แต่ผู้คนในกำแพงยังคงรบราฆ่าฟันแย่งชิงอำนาจโดยมองไม่เห็นความจริงที่ว่า

“คมดาบเหล่านั้นควรหันไปทางเหนือ ไม่ใช่ทางใต้”

เดอะวอลล์กับหน่วยไนท์วอทช์ เป็นเหมือนตัวคอยเบรกอารมณ์จากเรื่องเกมขับเคี่ยวช่วงชิงอำนาจและกามารมณ์ประโลมโลกในโลกใต้กำแพง พอเรื่องตัดมาที่เดอะวอล์ปุ๊บ มันจะกลายเป็นอีกอารมณ์ปั๊บ มันไม่มีการช่วงชิงที่นี่แต่มันคือความเปล่าเปลี่ยวของคนที่ไร้ความหมายต่อผู้คนผู้อยู่เบื้องหลัง คนที่มีคำสาบานเป็นเครื่องพันธนาการ การหลบหนีจากกำแพงมีโทษสถานเดียวคือประหาร (แต่ก็ไม่ประหารทุกคนหรอก เพราะคนเฝ้ากำแพงเหลือน้อยลงทุกที)


Credit : http://www.fanpop.com/spots/game-of-thrones


เดอะฮาล์ฟแฮนด์ (The half hand ) ผู้บัญชาการครึ่งมือ หนึ่งในผู้บัญชาการของหน่วยไนท์วอทช์ที่ไม่ศรศิลป์ไม่ค่อยจะกินกันกับจอน สโนว์ แต่เขาคนนี้จะสั่งสอนให้เด็กหนุ่มผู้ทะนงในสายเลือดสตาร์คได้เข้าใจถึงหน้าที่และความเป็นจริงของไนท์วอทช์

"ข้ายินดีสละชีพ"

"ข้าไม่อยากให้เจ้ายินดี ข้าอยากให้เจ้าด่าพ่อมัน
แล้วสู้จนหัวใจเจ้าหยุดเต้น รู้ไว้นะ ไอ้หนู
ความตายของเจ้าคือของขวัญแด่ทุกคนที่อยู่หลังกำแพง
พวกเขาไม่มีวันรู้ว่าเจ้าทำอะไร ไม่รู้ว่าเจ้าตายอย่างไร
พวกเขาไม่รู้ชื่อห่าเหวของเจ้าด้วยซ้ำ
แต่พวกเขาจะปลอดภัย เพราะไอ้คนไม่มีแม่ไร้ชื่อ
สละชีพอยู่นอกกำแพง เพื่อพวกเขา
ทีนี้ เจ้าเข้าใจหรือยัง"


ถึงมันจะเป็นแค่คำพูดที่ใช้ปลอบใจตัวเองว่ามีความหมาย แต่จอน สโนว์ก็ต้องเลือกเองระหว่าง ครอบครัว กับ กำแพง เขาจะมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งไหน

มันไม่มีศึกสงครามห่าเหวใดใต้กำแพงจะสำคัญ
หากพวกมันที่อยู่เหนือกำแพงนั่น
พากันข้ามฟากข้ามกำแพงเข้ามาได้

เพื่อประโยชน์ในวันข้างหน้าที่จะรักษากำแพงสูงตระหง่าน
จอน สโนว์ต้องฆ่าคนที่ไม่ควรถูกฆ่า
และรับเอาคำสั่งเสียสุดท้ายไว้

"จงจำไว้ว่า เจ้าคือคนของกำแพง"



ด้วยเหตุนี้ จึงเดาเอาว่า ทิศทางของซีรีย์ก็คงจะคล้ายๆ ลอร์ดออฟเดอริง คือสามัคคีรวมพลังทำลายล้างจอมมารผู้ชั่วร้าย ที่สุดแล้วอำนาจบนบัลลังก์กษัตริย์จะไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป หากไม่มีเผ่าพันธุ์มนุษย์เหลือรอดอยู่ และมนุษย์จะรวมตัวกันเพื่อต่อสู้ขับไล่ปิศาจ (ดูแล้วเดาไปเรื่อยๆ มันสนุกดี)

ความชอบที่มีต่อซีรีย์เรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องการหักเหลี่ยมหักมุมทั้งหลายแหล่
แต่มันเป็นเรื่องของแฟนตาซีที่น่าชมด้วย

ความดึงดูดแรกคือเดอะวอลล์สูงตระหง่าน และภารกิจฮีโร่ของบุรุษชุดดำ-ไนท์วอทช์
สายเลือดมังกรคนสุดท้ายและการกำเนิดครั้งใหม่ของมังกรพ่นไฟ หลังจากที่เคยสูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อพันปีก่อน (ออกแบบมังกรได้สวยดี)





หมาป่าแห่งแดนเหนือ หมาป่าเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของตระกูลสตาร์ค เช่นเดียวกับที่ราชสีห์เป็นสัญลักษณ์ของตระกูลเลนนิสเตอร์ ลูกหมาป่าที่รอดชีวิตจากการถูกฆ่า จอน สโนว์ โน้มน้าวผู้เป็นบิดาขอให้เลี้ยงพวกมันไว้ คำอนุญาตมาพร้อมกับเงื่อนไข ลูกๆ แต่ละคนต้องเลี้ยงดูป้อนข้าวป้อนน้ำพวกมันด้วยตนเอง หมาป่าแต่ละตัวของลูกแต่ละคนได้เติบโตขึ้น มันเป็นสัตว์ป่าที่ดุร้ายแต่มันจงรักภักดีต่อเจ้าของยิ่ง หมาป่าของร็อบมันลือชื่อในสงครามด้วยมันกัดแหลกฆ่าหมู่ม้าและเหล่าทหารของศัตรูเป็นฝูง หมาป่าของอาร์ย่าได้ช่วยนายหญิงของมันไว้ เช่นเดียวกับหมาป่าของแบรน ริคคอนและสโนว์ที่ความดุร้ายและความจงรักภักดีของมันเป็นที่เกรงขาม

เพราะมันปกป้องนายของมัน มันจึงหล่อและเท่ทุกตัว โดยเฉพาะ "โกส" หมาป่าสีขาวโพลนที่เดินย่ำบนป่าน้ำแข็งสีขาว วนเวียนอยู่กับนายของมัน จอน สโนว์






แม้ไม่ฮอบบิท ไม่มีเอลฟ์ ไม่มีก็อบลินเหมือนลอร์ดออฟเดอะริง แต่ก็มีอะไรๆ หลายอย่างได้แฟนซีขนาดหนัก หมาป่า มังกร ร่างเงาลึกลับของยักษ์โบราณ ลางร้ายของอีกาดำบอกเหตุ ปิศาจซอมบี้ (ทีมผู้ผลิต walking dead คงต้องทำงานหนักหน่อยเพราะซีรีย์เลือกนี้กำลังพยายามจะแย่งผู้ชม) แดนน้ำแข็งทางตอนเหนือ ลุ่มทะเลทางตอนใต้ ที่ราบทะเลทรายอีกฝั่งทะเลอันไกลโพ้น ปราสาทภูผาในม่านเมฆบนดินแดนเวลล์ (ตระกูลทูลลีย์) เกาะเหล็กไหล (ตระกูลเกรย์จอย) โจรสลัด -สังกัดอิสระแถวน่านน้ำย่านอณาจักรตระกูลบาราธอร์น ดาวหางแดงบนฟากฟ้า ไสยศาสตร์แม่มด มนต์ดำของนักบวชแดง จอมขมังเวทแห่งคาร์ธ สารระเบิดทำลายล้างไวร์ไฟร์ (ยังพยายามจะแอคชั่นไซไฟกะเค้าอีกต่างหาก) ความเชื่อในทวยเทพและพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ขุนนาง ขันที ทหารเลว อัศวินชั่ว ปราสาทงดงาม หอคอยสูงเสียดฟ้า ป้อมปราการแข็งแกร่ง กระโจมกองทัพ หมู่ม้า กองเรือ กษัตริย์ ราชินี มายลอร์ด มายเลดี้ ซ่องโสเภณี คมดาบ ยาพิษ กามราคะอันโล่งโจ้ง ความวุ่นวายกระหายอำนาจที่หากจะได้มา ต้องช่วงชิง ฯลฯ





มันคือความหลากหลายอารมณ์ในเรื่องเดียว ความหลอนที่ยังไม่ปรากฏตัวมากนักบนดินแดนอันหนาวเย็นนอกกำแพง ฤดูหนาวที่ผู้คนเป็นกังวลอย่างหวาดกลัวแต่ก็ยังมาไม่ถึง (แม้มันจะผ่านไปสองซีซั่นแล้ว) การเข่นฆ่าอย่างเหี้ยมโหดที่ทำให้หายใจไม่ทั่วท้อง การทรยศหักหลัง ความเนรคุณคนที่ทำให้รู้สึกอยากแค้นกระอักอกตามไปด้วย การหักเหลี่ยมที่ชวนอึ้ง การหักมุมที่กระชากใจ และคารมคมคายที่เข้ากันกับเนื้อหาอย่างน่าฟัง

"กษัตริย์ที่ดีต้องรู้ว่าเมื่อใดควรเก็บแรง และเมื่อใดควรบดขยี้ศัตรู"

"ใครก็ตามที่ไม่ใช่พวกเรา พวกเขาคือศัตรู"

"ราชสีห์ไม่ทุกข์ร้อนกับความคิดของแกะหรอก"

"ข้าเตือนท่านแล้วนะ อย่าไว้ใจข้า"

"การมองไม่ใช่การเห็น การเห็น คือการเห็นที่แท้จริง"

"ข้าควรจะตื้นตันใจที่เจ้าเกิดทะนงตนขึ้นมา
ในขณะที่ทำอะไรบุ่มบ่ามลงไปงั้นสินะ"

“เอาอีกแล้วนะ ใต้เท้า ตอนนั้นข้าไม่มีทั้งอาวุธ ทั้งชุดเกราะ
และถูกล้อมรอบไปด้วยคมดาบของพวกเลนนิสเตอร์นะ
ท่านเห็นความเป็นวีรบุรุษในตัวข้างั้นรึ”

“หากวันใดเจ้าคิดขายข้าให้กับศัตรูล่ะก็ จำไว้ว่า
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะจ่ายให้เจ้าเท่าใด ข้าจะให้มากกว่า
ข้าชอบการมีชีวิตอยู่”

"เราเคยมีกษัตริย์ที่เลว เราเคยมีกษัตริย์ที่โง่
แต่ไม่เคยมีครั้งไหนเหมือนครั้งนี้เลย
ที่เรามีกษัตริย์ที่ทั้งโง่และเลว"

"หนทางที่ใสสะอาดไม่ชนะในสงครามหรอก"

"การภักดีที่แท้จริง คือการบอกความจริงที่โหดร้าย"

"ความจริงอันโหดร้าย เป็นดาบสองคม"

ฯลฯ



นี่คือ Game of thrones ที่ชื่นชอบมาก  ส่วนที่ไม่ชอบเอามากๆ คือความเหี้ยมโหด และกามราคะนี่แหละ อย่างแรกมันทั้งโหด ทั้งเถื่อน ปาดคอเลือดสาด จ้วงท้องไส้กระฉูด ตัดคอหัวกระเด็น ตัดคอม้าขาดท่อน ตอกหัวศพเข้ากับหลักประจานปั่กๆๆๆ ฯลฯ ไม่รู้ทำไมจะต้องแสดงความโหดอะไรกันขนาดนั้น ส่วนอย่างหลังมันก็เยอะจริงๆ เอาแค่อีโรติคมันก็พอน่าดูชม แต่นี่มันเซ็กส์สะบึมเปลือยโล่งอย่างโจ่งแจ้งมาก ดีนะที่เราก็อายุเกิน 18 แล้ว ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานวัยแยกแยะของ กบว. คิดว่าที่ซีรีย์มันฮือฮาและโด่งดัง..ความรุนแรงและเซ็กส์จัดเหล่านี้น่าจะมีส่วน (เดาเอานะ)



หนังสือชุดนี้เพิ่งเขียนออกมาได้ 5 เล่ม ยังไม่มีฉบับแปลไทย เพราะถ้ามีคงแล่นไปซื้อหามาอ่านเพราะมีความเชื่อส่วนตนว่า หนังสือนั้นมีมนต์เสน่ห์กว่าหนังเสมอ แต่ขณะนี้แพรวสำนักพิมพ์ได้ซื้อลิขสิทธิ์การแปลไว้แล้ว เห็นว่าจะออกปลายปี

หวังว่าผู้ประพันธ์จะทำมันต่อให้จบถึงเล่มที่เจ็ด โดยไม่ล้มหายตายจากไปซะก่อน ขอให้ท่านจอร์จ อาร์ อาร์ มาร์ติน มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืน และสร้างบทสรุปสุดมันส์ที่ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์มีความรักความเมตตา สามัคคีรวมพลัง และเจริญจริยธรรมอันดีงาม(บ้าง)ด้วยเถิด เพราะเท่าที่ดูมาในสองซีซั่นนั้น มนุษย์ช่างโหดร้ายและเลวทราม



ภาพและข้อมูล :

http://www.fansshare.com
http://gameofthrones.wikia.com
http://filmax.in.th/feature125.html
http://www.makinggameofthrones.com
http://gameofthronesfansite.com/threads/8/
http://www.imdb.com/title/tt0944947/awards
http://www.fanpop.com/spots/game-of-thrones
http://en.wikipedia.org/wiki/Game_of_Thrones_(TV_series)




 

Create Date : 08 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 3 สิงหาคม 2558 22:59:58 น.
Counter : 53164 Pageviews.  

Brothers & Sisters - สายใยอาจขุ่นข้อง แต่ไม่มีวันตัดขาด



Brothers & Sisters


     บ้านแห่งรัก สายใยนิรันดร์



คงจะกลายเป็นเรื่องค้างคาใจอย่างมาก หากปล่อยให้ซีรีย์เรื่องนี้หลุดรอดมือไป (ไม่เขียนบล็อก)
เป็นครั้งที่ 2 ทั้งที่เป็นซีรีย์เรื่องหนึ่งที่รักมาก หรืออาจเรียกได้ว่า รักมากที่สุดในบรรดาซีรีย์ฝรั่งทั้งหมด
เท่าที่เคยดูมา

หลังจากดู Season 1 ความเห็นที่มีต่อซีรีย์เรื่องนี้ คำว่า "ดี" คงไม่เพียงพอ ต้องขอใช้คำว่า
"ยอดเยี่ยม" ถึงจะเหมาะสมกับคุณค่าของมัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง Season 2 ซึ่งสนุกยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

ยอดเยี่ยม เพราะเป็นซีรีย์เรียบง่ายที่ซับซ้อน ดูเรื่อยๆ แล้วค่อยๆ ซึมซับประทับใจ

เรื่องย่อ : Brothers & Sisters เป็นเรื่องราวการดำเนินชีวิตของครอบครัว ๆ หนึ่ง

จบเรื่องย่อ! (จะว่าไปแล้ว ไม่เคยเขียนเรื่องย่อได้สั้นขนาดนี้มาก่อนเลย)

แต่มันถูกต้องแล้วนะคะ เพราะทั้งหมดในเรื่องนี้คือชีวิตที่ดำเนินไปของสมาชิกครอบครัวอล์คเกอร์

ถ้าให้ตั้งคำนิยามสำหรับครอบครัวนี้

"ขัดแย้ง วุ่นวาย กระหายวิวาท"
"รักใคร่ กลมเกลียว หนึ่งใจเดียวกัน"
"อ่อนไหว ระส่ำระสาย กระทบกระเทือน"

"หนักแน่น มั่นคง และแข็งแรง ทนทาน"

ครอบครัววอล์คเกอร์เป็นทั้งหมดที่กล่าวมานั่นแหละค่ะ



พี่น้องทะเลาะกัน สามีนอกใจภรรยา การรับรู้ถึงการมีอยู่ของกันและกันระหว่างบ้านใหญ่บ้านเล็ก
ความจริงแล้วเรื่องแบบนี้อาจถูกมองเป็นเรื่อง "ทั่วไป" เพราะมันอาจเกิดขึ้นกับครอบครัวใด ครอบครัวหนึ่งก็ได้ เกิดขึ้นจนมันแปรเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคมให้มองเห็นเป็นเรื่องธรรมดาที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากปลง แต่กับคนในครอบครัวที่ต้องประสบพบเจอมันไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน และมันยากจะปลงด้วย มันอาจทำให้สูญเสียทุกอย่างที่เคยเชื่อใจ เคยสั่งสมความศรัทธาที่นับถือกันมาทั้งชีวิต

แต่ไม่ว่าจะสูญเสียอะไรไป ความเป็นครอบครัวยังคงต้องรักษาไว้ให้คงอยู่

นั่นคือสิ่งหนึ่งที่ครอบครัววอล์คเกอร์ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน
และมันค่อนข้าง กินใจ

แนะนำครอบครัวหลัก


คุณพ่อ วิลเลี่ยม วอล์คเกอร์



นอร่า วอล์คเกอร์ - คุณแม่


ซาร่าห์ วอล์คเกอร์ - ลูกสาวคนโต



คิตตี้ วอล์คเกอร์ -ลูกสาวคนรอง


ทอมมี่ วอล์คเกอร์ - ลูกชายคนโต



เควิน วอล์คเกอร์ -ลูกชายคนรอง


จัสติน วอล์คเกอร์ - ลูกชายคนสุดท้อง และเป็นน้องเล็กของบ้าน


และ

ลุงซอล พี่ชายของนอร่า ชายชราผู้ครองตัวเป็นโสดมาทั้งชีวิต
และกลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัววอล์คเกอร์


แนะนำครอบครัวรอง คือลูก ๆ ที่แต่งงานแยกครอบครัวออกไปแล้ว


ซ่าร่าห์ กับสามี โจ มีลูกด้วยกัน 2 คน คือ เพจ กับ คูเปอร์


ทอมมี่ กับภรรยา จูเลีย ยังไม่มีลูก



อีกหนึ่งตัวละครสำคัญ



โรเบิร์ต -วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน นักการเมืองหนุ่มไฟแรง ที่มีโอกาสมาพบเจอกับคิตตี้ ให้เธอได้ค้นหาตัวเอง และค้นหาความรัก ซึ่งหนุ่มๆ ในครอบครัวต่างพนันกันว่า ผู้หญิงแบบพี่คิตตี้ไม่มีวันได้แต่งงาน (ความคิดช่างหยาบคาย)

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในครอบครัวนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาหนักหน่วง หากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ไม่ใช่ในละคร การนำพาครอบครัวผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไปได้โดยยังเป็นครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียวกันอยู่ ไม่แตกแยกกันไปซะก่อน ต้องถือเป็นความ "น่าทึ่ง"

ครอบครัววอล์คเกอร์ จัดอยู่ในฐานะระดับเศรษฐีที่ร่ำรวยด้วยธุรกิจครอบครัว คือ บริษัท โอไฮ ฟู้ด ซึ่งเป็นกิจการแปรรูปอาหาร (หากเปรียบกับบ้านเราคงเรียกว่า เป็นตระกูลเจ้าสัว CP) วิลเลี่ยมก่อร่างสร้างบริษัทนี้ขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตของทุกคนในครอบครัว โดยมีลุงซอลเป็นผู้ช่วย และเมื่อทอมมี่โตขึ้นเขาก็ทำงานเป็นมือขวาของพ่อมาโดยตลอด



เรื่องยาว

เปิดเรื่องมาก็รู้อยู่แล้วว่าบ้านนี้มีปัญหา

คิตตี้กำลังจะกลับบ้าน เธอถูกขอร้องให้กลับมาเพื่องานวันเกิดของเธอเอง เธอจากไปเพราะทะเลาะกับแม่ ด้วยเรื่องของจัสติน น้องชายคนเล็กที่ติดยา

จัสตินติดยา เพราะมีปัญหาทางจิตใจอันเป็นผลกระทบกระเทือนจากสงครามหลังจากที่ไปเป็นทหารอาสาและกลับมาจากอิรัก

แม่โทษว่า ที่จัสตินไปรบเป็นความผิดของคิตตี้ พี่สาวหัวการเมืองฝ่ายรีพับลิกันที่สนับสนุนการทำสงคราม และผลักดันให้น้องชายไปเป็นทหาร

จัสตินทำให้แม่เชื่อไม่ได้ว่ามันเป็นการตัดสินใจของเขาเอง คิตตี้เพียงแต่เคารพการตัดสินใจนั้น แต่แม่ก็ยังคิดอยู่นั่นเองว่า ถ้าเพียงแต่คิตตี้ พี่สาวที่จัสตินให้ความเคารพเชื่อฟังจะห้ามปรามสักคำ จัสตินอาจจะไม่ตัดสินใจทำแบบนั้น และกลับมาเป็นคนที่ติดยา

ซาร่าห์ทำงานอยู่กับบริษัทอื่นขณะนั้น และพ่อได้เอ่ยปากขอให้เธอลาออกและเข้ามาทำงานให้กับ บริษัท โอไฮ ของครอบครัว สร้างความหวาดระแวงให้กับทอมมี่ ลูกชายที่เปรียบเสมือนมือขวา แต่ท่าทีของพ่อบ่งบอกว่ากำลังคาดอะไรบางอย่างจากซาร่าห์

แต่แล้วพ่อก็มาเสียชีวิตลงในวันเกิดของคิตตี้

วิลเลี่ยม วอล์คเกอร์ผู้เป็นที่รักเป็นเสาหลักของครอบครัวตายจากไปและทิ้งบางสิ่งบางอย่างไว้ให้กับครอบครัวเบื้องหลัง

คิตตี้จะตัดสินใจอย่างไร ซาร่าห์ ทอมมี่ มีครอบครัว ส่วนเควินยังไม่แต่งงานแต่ก็มีทีทางของตัวเอง เพราะเขาเป็นเกย์ที่ครั้งหนึ่งพ่อไม่อาจยอมรับ เมื่อพ่อเสียชีวิตไป บ้านก็เหลือแต่แม่ที่เศร้าโศก ทั้งยังจิตตก กับน้องชายขี้ยา เธอควรย้ายกลับมาบ้านเพื่ออยู่กับแม่และน้อง แต่จะทำอย่างไรกับปัญหาคาใจที่ไม่ลงรอยกันมานาน

ในพินัยกรรมของพ่อได้ตัดสินใจยกอำนาจทางการบริหารในตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท โอไฮ
ให้กับ ซาร่าห์ลูกสาวคนโต

ซาร่าห์รู้ดีว่าทอมมี่รู้สึกอย่างไร เขาอยู่ช่วยเหลือเคียงข้างพ่อมาโดยตลอด แต่พ่อกลับขอให้เธอเข้ามาและเหมือนเป็นคนได้ทุกอย่างไป

ทอมมี่เคยอยู่ใต้เงาของพ่อ และต่อจากนี้ยังต้องอยู่ใต้เงาของซาร่าห์ต่อไปอีก และเมื่อซาร่าห์เป็นประธานบริษัท มันจะเป็นอยู่อย่างนั้นตลอดไป

ทอมมี่คาดหวังว่าซาร่าห์จะปฏิเสธการรับตำแหน่ง เธอเข้ามาทีหลังและไม่ควรชุบมือเปิบสิ่งนั้นไป
แต่สำหรับซาร่าห์ บริษัท โอไฮ คือสิ่งที่พ่อใช้ชีวิตสร้างมาทั้งชีวิต เป็นแหล่งรายได้หล่อเลี้ยงทุกคนในครอบครัวให้มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย (ทุกคนมีรายได้จากการถือครองหุ้นบริษัท) และพ่อไว้วางใจมอบบริษัทนี้ให้กับเธอ ในที่สุดซาร่าห์จึงตัดสินใจรับตำแหน่ง

เธอหวังให้ทอมมี่เข้าใจ เธอเป็นพี่สาวคนโตและต้องการรับช่วงต่อโอไฮ เพื่อผลประโยชน์ของทุกคน
แต่แล้วมันกลายเป็นความบาดหมาง



แต่ก็หมางใจกันได้ไม่นานนัก เมื่อซาร่าห์พบว่า พ่อได้ทิ้งหนี้สินมหาศาลเอาไว้ให้กับเธอ เงินของบริษัทถูกโยกย้ายออกไป ไม่เว้นแม่แต่เงินบำเน็จบำนาญของพนักงานในบริษัท หนี้สินจำนวนนั้นมีเวลาเป็นเครื่องบีบรัดเข้ามา และมันมากพอที่จะทำให้โอไฮล้มละลาย และสมาชิกวอล์คเกอร์ทุกคนต้องกลายเป็นยาจก

ทอมมี่จำเป็นต้องละเรื่องเคืองขุ่นและหันมาช่วยซาร่าห์ กับลุงซอล แก้ปัญหานี้ พวกเค้าต้องตามหาว่าพ่อโยกย้ายเงินเหล่านั้นไปไว้ที่ไหน

และการตามหาเงินเหล่านั้น ทำให้ซาร่าห์ได้พบเรื่องที่ใหญ่กว่าเงินที่หายไป

วิลเลี่ยม วอล์คเกอร์ พ่อที่แสนดี สามีที่น่ารักของแม่ ตลอดชีวิตของครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ
พ่อซุกซ่อนผู้หญิงคนหนึ่งเอาไว้ พร้อมกับลูกสาวที่มีด้วยกันอีกหนึ่งคน

ฮอลลี่ ปาร์คเกอร์ อดีตนักแสดงแสนสวยที่อยู่กินกับวิลเลี่ยม วอล์คเกอร์
(เป็นภรรยาน้อย) มายาวนานกว่าสิบปี และมีลูกสาวหนึ่งคนคือ รีเบ็คก้า ปาร์คเกอร์



มันเป็นหายนะทางความรู้สึกสำหรับลูกๆ วอล์คเกอร์ทุกคน
และมันเป็นโลกาวินาศในความรู้สึกของนอร่า

พ่อเป็นเคยเป็นแบบอย่างของชายชาตรีที่ดีพร้อม เป็นพ่อ เป็นสามีที่ทุกคนรักและศรัทธา แต่เพิ่งจะรู้ตัว พ่อหักหลังทุกคนมาตลอด!

ทอมมี่แต่งงานมานานแล้ว แต่ไม่มีลูก เมื่อปรึกษาแพทย์เขาควรทำ Gift และเมื่อเชื้ออสุจิของทอมมี่ไม่เป็นผล ทอมมี่จึงขอร้องให้เควินช่วยเขาทำเรื่องนี้ เควินปฏิเสธที่จะให้น้ำเชื้อกับการทำ Gift ของทอมมี่และจูเลีย

เขาเป็นเกย์ และไม่ต้องการให้เด็กเกิดมาจากน้ำเชื่อของคนที่เป็นเกย์
เควินจึงบอกให้ทอมมี่ให้ขอความช่วยเหลือนี้จากจัสติน



ถึงแม้จัสตินจะเป็นชายแท้ แต่ในสายตาของทอมมี่ จัสตินคือผู้ชายอ่อนแอที่ติดยาเรื้อรัง และเขารับพฤติกรรมนี้ของน้องชายไม่ได้ ทอมมี่จึงไม่เคยปริปากเรื่องนี้กับจัสติน เมื่อจัสตินรู้เรื่องที่ทอมมี่ต้องการน้ำเชื้อโดยการเอ่ยปากขอกับเควิน แต่ไม่เคยปริปากบอกกับเขา ทั้งที่เขาช่วยได้ แต่ทอมมี่กลับไม่ต้องการ การถูกพี่ชายเมินในเรื่องนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกปฏิเสธคุณค่าและตัวตนของเขาเอง นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความเสียใจของจัสติน และเป็นอีกหนึ่งความบาดหมางระหว่างพี่น้องในครอบครัววอล์คเกอร์

เขาผ่านสงคราม ติดยา ทำให้แม่เสียใจ กล่าวโทษพี่สาว และพี่สาวก็โทษตัวเอง ทะเลาะกันกับแม่ และย้ายหนีออกจากบ้านไป

พี่ชาย .. ไม่ต้องการมีลูก หากว่าลูกต้องเกิดมาจากการปฏิสนธิด้วยน้ำเชื้อของน้องชายคนนี้!

***

แม่ กับคิตตี้ จะเคลียร์ปัญหาค้างคาใจที่มีต่อกันให้ลงรอยได้อย่างไร

เลิกโทษกันและกันและเคารพการตัดสินใจของจัสติน ยอมรับว่าเขาก็เป็นคนหนึ่งที่มีความคิด มีความต้องการเป็นของตัวเองเหมือนพี่น้องคนอื่นๆ ที่ล้วนแล้วแต่เลือกและทำกับชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร มันก็เป็นเพราะตัวเขาเอง ไม่ใช่เพราะใคร

ซ่าร่าห์ ทอมมี่ ลุงซอล จะร่วมกันค้นหา "เงินที่หายไป" และนำพาโอไฮให้รอดพ้นไปจากการล้มละลายได้หรือไม่

ครอบครัววอล์คเกอร์ จะทำใจยอมรับได้อย่างไร ว่าพ่อก็เป็นเพียงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ในโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ และพ่อก็เป็นคนหนึ่งที่มีข้อบกพร่อง พวกเขาจะเยียวยาจิตใจครอบครัวและมีชีวิตอย่างปกติสุขได้ โดยที่ยังรักและศรัทธาต่อพ่อของตัวเองต่อไปอย่างไร

เหล่านี้เป็นปมหลักๆ ของเรื่อง แต่เรื่องก็ไม่ได้มีเพียงแค่นี้



เพราะยังมี อีก 3 ครอบครัวย่อย

ความสัมพันธ์อันลุ่มๆ ดอนๆ ของซาร่าห์กับโจ ที่สั่งสมมาจนมันใกล้ถึงขีดสุด

ความรักความเข้าใจระหว่าง ทอมมี่กับจูเลียกับปัญหาความทุกข์ใจที่พวกเขาไม่สามารถมีลูกได้

ความโดดเดี่ยวในครอบครัว "มือที่สาม" ฮอลลี่ ผู้หญิงที่อยู่กินกับผู้ชายที่มีภรรยาอยู่แล้ว รู้ทั้งรู้แต่ไม่สามารถถอนตัวได้ และอยู่อย่างสงบเจียมตัวมาตลอด แต่การเป็นที่สอง ก็ไม่พ้นถูกตราหน้าว่าแย่งชิงสามีคนอื่น และไม่เป็นที่ยอมรับ ฮอลลี่เป็นคนไม่ยอมใครและมั่นใจในตัวเองสูง บุคลิกของเธอจึงดูร้ายและร้อนแรง เมื่อเธอถูกค้นพบว่าเป็นอีกหนึ่งภรรยาที่แอบแฝงอยู่ในชีวิตของวิลเลี่ยม
สมาชิกวอล์คเกอร์แต่ละคนที่พุ่งเป้าเข้ามาหาเธอแต่ละคน ต่างพกพาความเกลียดชังเข้ามาและตัดสินเธอแค่เพียงเพราะว่าเธอเป็นภรรยาน้อย เมื่อฮอลลี่ต้องปกป้องตัวเองด้วยการตั้งการ์ดสวนกลับ ภาพพจน์ของเธอในสายตาของพวกวอล์คเกอร์จึงเป็น "ผู้หญิงแพศยาที่ร้ายกาจ"

ทั้งหมดนี้ ผู้ได้รับแรงกระทบกระเทือนคือ รีเบ็คก้า สาวน้อยหน้าหวานที่เติบโตมาในฐานะของเด็กไม่มีพ่อ และฮอลลี่แม่ของเธอไม่เคยบอกให้รู้ว่าพ่อเป็นใคร เธอรู้จัก "ลุงวิลเลี่ยม" ในฐานะคนรักของแม่ แต่ไม่รู้ว่านั่นคือพ่อของเธอ "ความลับระหว่างแม่ลูก" เป็นปมขัดข้องภายในใจและรีเบ็คก้าก็เป็นเด็กมีปัญหาที่แยกกันอยู่กับแม่ตั้งแต่อายุเพียงแค่สิบหก


Smiley ชอบรีเบ็คก้ามากๆ เลยค่ะ เธอสวย น่ารักมากๆ และดูอ่อนหวานด้วยอีกต่างหาก


ซาร่าห์ พี่สาวใหญ่แห่งตระกูลวอล์คเกอร์เท่านั้นที่จะฉะกันกับฮอลลี่ได้สมน้ำสมเนื้อ หัวอกลูกสาวที่รักแม่ ทำให้เธอพุ่งเป้าระบายความแค้นใจที่มีต่อฮอลลี่ไปยังรีเบ็คก้าผู้เป็นน้องสาวของตัวเอง ด้วยการเปิดเผยความจริงให้รู้



วิลเลี่ยม วอล์คเกอร์ จากโลกไปสบายแล้ว แต่ได้ทิ้งหนี้สินมหาศาล และบาดแผลในหัวใจให้กับภรรยาและลูกๆ ทุกคน พวกเขาและเธอต้องแก้ไข เรียนรู้ เข้าใจ และผ่านมันไปให้ได้

ทั้งหมดนี้คือ Brothers & Sisters ใน Season 1 ที่ทำให้เสียน้ำตาและประทับใจมาก

ชอบเรื่องย่อ จาก http://movie.sabuycafe.com ที่เขียนไว้สั้นๆ แต่โดนใจค่ะ

เข้ามาสัมผัสโลกอันซับซ้อนของตระกูลวอล์คเกอร์ และสำรวจความหมายของการเป็นครอบครัวในศตวรรษทื่ 21 ถึงแม้พวกเขาจะใช้ชีวิตที่แตกต่างและขัดแย้งกันมาก แต่ครอบครัววอล์คเกอร์ก็ค้นพบความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวภายใต้หลังคาเดียวกัน สายใยอาจขุ่นข้องแต่ไม่มีวันตัดขาด เพราะพวกเขาพยายามค้นหาความเป็นตัวของตัวเอง ไปพร้อมๆกับยอมรับความแตกต่าง ของสมาชิกแต่ละคนในครอบครัวมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของซีรี่ส์ดราม่าสุดประทับใจ ที่ได้รับคำวิจารณ์ชื่นชมอย่างท่วมท้น

***



ไม่ใช่แนวแอคชั่นสุดมันส์ที่มีฮีโร่คอยปกป้องประเทศชาติหรือใครต่อใคร
ไม่ใช่แนวสืบสวนสอบสวนที่ลุ้นระทึกจนตัวโก่งกับการคลี่คลายปม
ไม่ใช่แนวตลกคอมมาดี้ ที่เฮฮาเพื่อความสนุก
และไม่ใช่แนวความรักโรแมนติกระหว่างหนุ่มสาว

แต่เป็นแนวครอบครัว ที่สมาชิกแต่ละคนมีความเป็นตัวของตัวเอง และบทบาทมีความโดดเด่นสำคัญไม่น้อยหน้ากัน เพราะมันเป็นเรื่องของครอบครัวที่ต้องดำเนินไปด้วยกัน

คิตตี้เป็นผู้หญิงมั่นใจในตัวเองสูง หัวการเมือง และทำงานกับวงการโทรทัศน์ในสายงานวิพากวิจารณ์การเมือง (เริ่ดค่ะ)

ทอมมี่ เป็นนักธุรกิจเหมือนพ่อและพี่สาว เป็นคนเงียบๆ ที่สุขุม เยือกเย็น

จัสติน เป็นคนอบอุ่น อ่อนโยน (แม้ว่าจะไม่มีงานการทำ เพราะมัวแต่ติดยา )

ซาร่าห์ เป็น Working Woman เข้มแข็ง เก่ง ฉลาด สามารถแปลงร่างเป็นนังร้าย และนังตัวแสบในบางช่วงเวลาของอารมณ์

เควิน เป็นทนายความฝีมือดีที่คอยช่วยเหลือพี่ๆ น้องๆ ในเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฏหมาย เขาเป็นเกย์ จึงเป็นทั้งลูกชายและลูกสาว และเป็นเพื่อนสนิทของแม่ เป็นทั้งน้องชาย น้องสาว ของพี่ๆ และเป็นเพื่อนสนิทของทุกๆ คน

เควินเป็นคนที่มีปัญหาน้อยกว่าใคร ปัญหาของเควิน จะมีอยู่บ้างก็คือ อดีตที่พ่อไม่ยอมรับความเป็นเกย์ที่เป็นตัวตนของเขา นอกเหนือจากนั้น ก็มีแค่ปัญหา ค้นหารักแท้ ตามแบบฉบับความรักของชาวเกย์



แต่เขากลับเป็นคนที่ต้องรับฟังปัญหาของทุกๆ คน เพราะถูกดึงไปมีส่วนรับรู้และต้องช่วยแก้ไข ไม่ว่า เควิน จะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม

ซาร่าห์ กับเควิน จึงเป็นตัวละครที่ชอบมากที่สุดใน Season 1



ชอบเนื้อหาที่ดำเนินเรื่องไป เพราะ "พวกเขาพยายามค้นหาความเป็นตัวของตัวเองไปพร้อมๆกับยอมรับความแตกต่าง" (เป็นประโยคที่ถูกต้องตรงใจมากที่สุด) ท่ามกลางปัญหาความขัดแข้งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว ทำให้ซีรีย์เรื่องนี้มีเสน่ห์ให้สนใจและติดตามชมอย่างมาก

นอร่า - แม่ผู้โศกเศร้าและพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไป ด้วยการยอมรับความจริงทุกอย่างที่เกิดขึ้น ความลับที่ถูกเปิดเผยภายหลังจากสามีของเธอตายไปแล้ว รวมถึงการทำใจยอมรับความมีตัวตนของฮอลลี่ ผู้หญิงอีกคนในชีวิตสามีของเธอ

คิตตี้ -พยายามดิ้นรนเป็นอิสระ จากความรู้สึกผิดในใจเกี่ยวกับจัสติน

จัสติน -พยายามเลิกยา และพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เขาโตเป็นผู้ใหญ่มากพอจะตัดสินใจทุกอย่างด้วยตนเอง และพี่ๆ ควรเลิกเห็นเขาเป็นน้องเล็กที่ต้องคอยประคบประหงมเสียที

เควิน - เป็นเพื่อนผู้รับฟัง และถูกขอร้องแกมบังคับให้ช่วยเหลือทุกคน ( หน้าที่ยิ่งใหญ่เหนือใคร 555)

ทอมมี่ -พยายามหักห้ามความผิดหวัง และมองหาเส้นทางชีวิตของตัวเอง

ซาร่าห์ -ผู้หญิงแกร่ง ผู้รับหน้าที่สืบทอดธุรกิจของครอบครัว ท่ามกลางมรสุมปัญหาที่พ่อทิ้งเอาไว้ และชีวิตการแต่งงานของตัวเองที่ง่อนแง่น

สำหรับเรื่องของ รีเบ็คก้า น้องสาวคนใหม่

ชอบหัวใจอันอ่อนโยนของจัสติน เขาเป็นคนแรกที่อยากพบรีเบ็คก้า อยากทำความรู้จักกับน้องสาว และทำให้พี่ๆ พลอยอยากเห็นรีเบ็คก้าไปด้วย จัสตินเป็นคนแรกอีกเช่นกันที่ยินดีต้อนรับนับรีเบ็คก้าเป็นหนึ่งในสายเลือดของตระกูลวอล์คเกอร์ และเป็นน้องสาวของเขา

***




ทอมมี่ และเควิน เป็นผู้ชาย ไม่เจ้าคิดเจ้าแค้นมากนัก พวกเขาจึงยอมรับรีเบ็คก้าเป็นน้องสาวคนเล็กได้โดยง่าย

แต่ซาร่าห์ต่อต้านเรื่องนี้ เพราะเธอเกลียดฮอลลี่ จึงไม่อยากยอมรับรีเบ็คก้า แม้ในใจส่วนลึกของเธอจะยอมรับว่า น้องที่เกิดมาไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่ได้มีส่วนในการกระทำของผู้ใหญ่ และยังมีใจสงสารที่รีเบ็คก้าเติบโตมาเหมือนเด็กไม่มีพ่อ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อของเธอคือใคร ในขณะที่ลูก ๆ วอล์คเกอร์ของวิลเลี่ยมทุกคน ถูกเลี้ยงดูมาอย่างถนอมและได้รับความรักความเอาใจใส่จากพ่อมาอย่างท่วมท้น

สำหรับคิตตี้ ซึ่งเป็นคนเถรตรงและยึดมั่นในหลักการรวมถึงศีลธรรมด้วย การกระทำของฮอลลี่เป็นสิ่งที่เธอรับไม่ได้ จึงต่อต้านรีเบ็คก้าอย่างรุนแรง ถึงขั้นแสดงอาการรังเกียจกันเลยก็ว่าได้



การที่ซาร่าห์บอกความจริงเกี่ยวกับพ่อให้รีเบ็คก้ารู้ ทำให้รีเบ็คก้าทะเลาะกับแม่ที่ปกปิดความจริงและระเห็ดตัวเองออกจากบ้านอีกครั้ง เป็นเพราะหมดทางไป หรือเป็นเพราะความโดดเดี่ยวก็ตาม ทำให้รีเบ็คก้าโหยหาความเป็นครอบครัวและความรักจากพี่ๆ เธอจึงตัดสินใจเคาะประตูเดินเข้าสู่บ้านวอล์คเกอร์

แม้นอร่าห์จะตะขิดตะขวงใจแต่ก็รับรีเบ็คก้าเอาไว้ ถึงไม่มีพี่ๆ คนไหนต้อนรับแต่อย่างน้อยจัสตินพี่ชายของเธอก็อยู่ที่บ้านหลังนี้ วัยที่ใกล้เคียงทำให้ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนสนิท

***

ความเจ็บปวดในหัวใจของผู้หญิงทั้งสองคนที่รักและอยู่กินกับผู้ชายคนเดียวกันมาเป็นสิบๆ ปี ความเกลียดชังของนอร่าและฮอลลี่นั้นแปลกประหลาด มันทำให้มองเห็นความเจ็บปวดของอีกฝ่าย และกลายเป็นความเข้าอกเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อน แต่ก็ไม่ใช่ศัตรู ไม่ถึงกับต้อนรับด้วยความยินดี แต่หัวใจก็กว้างขวางพอที่จะไม่เกลียดชังกันและกันอีกต่อไป

ฮอลลี่มีเงินส่วนที่วิลเลี่ยมทิ้งไว้ให้ และเธอเห็นความสามารถของทอมมี่จึงชักชวนและจับมือกันก่อตั้งบริษัทใหม่ เป็นบริษัทผลิตไวน์ นั่นคือหนทางที่เปิดให้ทอมมี่ก้าวออกไปจากเงาของซาร่าห์และออกไปจากโอไฮ

ชอบเป็นพิเศษเรื่องของทอมมี่และซ่าร่าห์ค่ะ มองว่ามันเป็นเรื่องหินสำหรับทั้งสองคน

เป็นเรื่องหินของทอมมี่ต้องเคารพในการตัดสินใจของพ่อ และยอมรับว่าพ่อมองเห็นบางอย่างที่มีอยู่ในตัวของซาร่าห์ และเธอคือคนที่เหมาะสมที่สุดกับตำแหน่งประธานบริษัทโอไอ

(และตัวเราเองดูแล้วจะเข้าใจว่า ทำไมพ่อถึงเลือกซาร่าห์ และเชื่อมั่นในตัวลูกสาวคนนี้มากกว่าลูกชายใกล้ตัว)

และทอมมี่ก็ควรมีที่ทางเป็นของตัวเอง การตัดสินใจก้าวออกไปจากโอไฮ ที่ที่เคยทุ่มเททำงานหนักมาโดยตลอด ด้วยความคาดหวังว่าวันหนึ่งเขาจะเป็นผู้สืบทอด แต่กลับไม่ใช่ และเขาไม่ต้องการจะหยุดอยู่ที่การเป็นผู้ช่วยของซาร่าห์ตลอดไป

การยอมปล่อยทอมมี่ให้ออกจากไฮโอ เป็นเรื่องหินของซาร่าห์ด้วยเหมือนกัน เธอคาดหวังว่าน้องชายจะยอมรับ และช่วยเหลือเธอในการทำงานบริหารโอไฮให้รุ่งเรืองต่อไป แต่กลับต้องปล่อยเขาไปทั้งน้ำตา ยอมรับความจริงที่ว่าทอมมี่ต้องการออกจากโอไฮ เพราะต้องการไปมีชีวิตของตัวเอง ไม่ใช่เพราะความโกรธอีกแล้ว

ความรักเท่านั้นที่ทำให้ทอมมี่กับซาร่าห์เข้าใจกัน
ความรักทำให้เกิดความเชื่อมั่นมากพอที่จะเคารพการตัดสินใจของกันและกัน

เป็นความรัก ที่ทำให้คิตตี้กับแม่หันหน้าเข้าหากันในช่วงเวลาแห่งความการสูญเสียและเรื่องราวเจ็บปวดที่ติดตามมา

ความรักอีกเช่นกันที่ทำให้ทอมมี่เริ่มมองจัสตินอย่างเข้าใจ และยอมรับในความผิดพลาด เพราะความรักนี้ และความรักจากทุกคนในครอบครัวที่ห่วงใยและหวังดี ทำให้จัสตินยอมเดินเข้าสู่สถานบำบัดและเลิกยาได้สำเร็จ

แต่มันไม่จบแบบ Happy Ending เสมอไป

- จัสตินได้รับหมายเรียกจากทางการให้กลับไปยังอิรัก

- รีเบ็คก้า นกน้อยที่บินหลงรังเข้าบ้านวอล์คเกอร์ ทำให้ฮอลลี่ไม่พอใจฮอลลี่ที่รับรีเบ็คก้าเอาไว้ มันเหมือนเป็นการโขมยลูกสาวของเธอไป และสองภรรยาของวิลเลี่ยม ก็เกิดวิวาทกันขึ้นอีกครั้ง

- ทอมมี่กับจูเลีย ได้ลูกแฝดที่เกิดใหม่ ส่วนผสมที่ได้มาจากทั้งน้ำเชื้อของเควินและจัสติน ซึ่งมันไม่สำคัญว่าเด็กจะเกิดจากเชื้อของใคร แต่ร่างกายของเด็กไม่สมบูรณ์ เพื่อไม่ให้สูญเสียลูกไปทั้งสองคน พวกเขาตัดสินใจเลือกรักษาชีวิตหนึ่งคนเอาไว้และปล่อยให้อีกคนจากไป และการตัดสินใจครั้งนี้ เป็นจุดหักเหในชีวิตคู่ของทอมมี่กับจูเลียในเวลาต่อมา

- ความสัมพันธ์ระหว่างซาร่าห์กับโจ เกินเยียวยา และรีเบ็คก้าก็เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ให้มันเดินทางมาถึงจุดแตกหักในที่สุด



เรื่องราวที่ต้องไปติดตามกันต่อใน Season 2
ซึ่งคนเขียนบทเยี่ยมมาก ไม่ยอมหมดมุขสนุกไปง่ายๆ และทำ Season 2 ออกมาได้สนุกกว่า Season แรก ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าชื่นชม


*****
ความวุ่นวายและปัญหานานาสารพันของครอบครัววอล์คเกอร์เป็นเรื่องสนุก
ทะเลาะกันก็สนุก ดีกันก็สนุกอีก และที่ทำให้เกิดความฮาทุกครั้งคือคนบ้านนี้ไม่รู้จักคำว่า "ความลับ"

เมื่อไหร่ก็ตามที่ใครคนหนึ่งเอ่ยคำเกี่ยวกับ "ความลับ" เช่น
"อย่าบอกใครนะ"
"เรื่องนี้อย่าให้แม่รู้"
"รู้แล้วเหยียบไว้เลยนะ"
"อย่าบอกใครเด็ดขาด"

เมื่อนั้น ความลับจะรั่วไหลได้รวดเร็วมาก

เป็นครอบครัวที่ทะเลาะกันมาก และแต่ละเรื่องก็เป็นการทะเลาะกันแรง (หาความสงบไม่ค่อยได้) แต่ก็เป็นครอบครัวที่รักกันอย่างเหนียวแน่นมากด้วยเช่นกัน .. น่าประหลาดใจ ที่ทำความขัดแย้งและความกลมเกลียวให้อยู่ในครอบครัวเดียวกันได้อย่างแนบเนียนและดูเป็นธรรมชาติ

เคยได้ยินเพื่อนบางคน บ่นว่าเบื่อหน่ายกับการอยู่ร่วมในครอบครัว ซึ่งเป็นครอบครัวใหญ่ และอยากจะซื้อคอนโดแยกมาอยู่ลำพังตัวคนเดียว

เรื่องของครอบครัวนี่ก็แปลกดีเหมือนกันนะคะ คนอยู่คนเดียวอยากอยู่กับครอบครัว คนอยู่กับครอบครัวอยากอยู่คนเดียว เหมือนคนในอยากออก คนนอกอยากเข้า แต่ใครที่กำลังเบื่อๆ กับปัญหาขัดแย้งกับ พ่อแม่ หรือพี่ๆ น้องๆ ในครอบครัว ลองหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาดู บางทีทัศนคติต่อความขัดแย้งที่ทำให้ "ขัดใจ" อาจเปลี่ยนไป และทำให้มีความสุขมากขึ้นกว่าเดิมบ้างก็ได้

***

ความจริงแล้วฮึดขึ้นมาเขียนถึงเรื่องนี้ เพราะเพิ่งดู Season 2 จบไป กะแค่จะปูพื้นเรื่องราวจาก Season 1 มา เพื่อจะพูดถึงต่อเรื่องราวใน Season 2 แต่เขียนไปเขียนมาชักนึกถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ และอดไม่ได้จะเขียนถึง (เบรกหลุดทุกที) สุดท้ายก็เขียนถึง Season 1 ซะเต็มพรึด ซึ่งความจริงก็ดูมานานแล้วสักประมาณ 2 ปี ถ้าเขียนถึงเหตุการณ์ของเรื่องแบบสับหน้าสับหลังไปบ้างเพราะความทรงจำที่ลางเลือนต้องขออภัยด้วยนะคะ และสำหรับความเข้มข้นใน Season 2 คงต้องมาต่อกันคราวหน้าแล้วล่ะนะ

ตอนนี้ซีรีย์มีถึง Season 5 แต่ Season ที่เหลือ หาดูไม่ได้เลย (เศร้า)



BROTHERS & SISTERS  IS GREAT!



Award :



Emmy Awards
2007: Outstanding Actress - Drama Series (Sally Field for playing "Nora Walker", won)

GLAAD Media Awards
2007: Outstanding Series - Drama (Won)
2008: Outstanding Series - Drama (Won)
2009: Outstanding Series - Drama (Won)

Screen Actors Guild
2009:Outstanding Actress - Drama Series (Sally Field for playing "Nora Walker", Won

ลิตท์การได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล


ขอบคุณภาพจาก

http://www.edzcelperk.wordpress.com
http://www.fanpop.com
http://www.smh.com.au




 

Create Date : 30 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 31 พฤษภาคม 2553 0:19:59 น.
Counter : 2613 Pageviews.  

Ugly Betty สาวเปิ่นขอเดิร์น

ถ้าอยากเปลี่ยนอารมณ์ตื่นเต้นระทึกใจและลุ้นจนตัวโก่ง จาก Prison Break , 24 หรือ เปลี่ยนอารมณ์จิตๆ ซาดิสก์นิดๆ แบบ Dexter หรืออารมณ์ติดตามอยากรู้อยากเห็นแบบ Lost ลองเปลี่ยนมาดูซีรีย์คลายเครียดอย่าง Ugly Betty ดูสิคะ รับรอง ฮา.....นักแสดงทุกคนในเรื่องนี้แม้จะมีบุคลิกแตกต่างแต่ก็สร้างความฮาได้ทุกคน



Betty Suarez สาวน้อยจาก Queens ย่านโลโซแห่งหนึ่งในนิวยอร์ค ครอบครัวของเธอเป็นอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกัน เธอมีความใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียนที่ได้ทำงานในวงการนิตยาสาร แต่ในวงการนี้ภาพลักษณ์ดูเหมือนจะเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่สำคัญ แม้ใบสมัครงานจะได้รับความสนใจแต่เมื่อเผยโฉมเธอก็กลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย




อาจจะเป็นผลของความไม่ย่อท้อ ที่อยู่ๆ วันนึง “โอกาส” ก็ลอยมาหล่นทับ แต่จะเรียกว่าบุญหรือกรรมนั้นสุดแต่จะพิจารณา เมื่อเบ็ตตี้ได้รับการติดต่อให้เข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยบรรณาธิการฝ่ายบริหารของนิตยาสารแฟชั่นสุดฮ็อตแห่งหนึ่งของอเมริกา

แม้ตอนแรกๆ จะทำใจลำบากนิดหนึ่งกับการดูเรื่องนี้ สาเหตุคือนางเอก ที่การใช้คำสุภาพอย่างคำ “ไม่สวย” ดูจะเป็นคำบรรยายที่ไม่เพียงพอ จึงต้องขอใช้คำ “ขี้เหร่” อันเป็นสาเหตุที่ต้องใช้ความอดทนเล็กน้อยกับการทนดูซีรีย์เรื่องนี้ในระยะแยก ก็คุณเธอทั้งตัวเตี้ยสั้น ตุ้ยนุ้ยตัวตัน หัวฟู คิ้วหนา จมูกแบน สุดจะต้องทนดูอีกสองอย่างคือแว่นตากับเหล็กดัดฟันที่ใหญ่หนาเตอะไม่แพ้กัน แถมยังแต่งตัวด้วยสารพัดลายและสีสันแจ๊ดแจ๋ อันบ่งบอกได้ถึงความเป็น “บ้านน๊อก..บ้านนอก” สุดแสนจะเด๋อด๋า กระเปิ๊บกระป๊าบ และเฉิ่มเบ๊อะสุดๆ ภาพลักษณ์ของเธอไม่มีอะไรที่เหมาะสมกับความเป็นนิตยาสารสุดหรูอย่าง “MODE” สักนิดเดียว แต่ดูไปไม่กี่ตอนต้องยอมรับว่า “ความเป็นเบ็ตตี้” ทำให้รู้สึกชอบซีรีย์เรื่องนี้ขึ้นมาอย่างมากมาย


แล้วมีอะไรอยู่ที่ “Mode” ?


มีพระเอกค่ะ รูปหล่อ พ่อรวย มีชื่อเสียง เป็นคุณสมบัติอันเพียบพร้อมของหนุ่มเพลล์บอยเสเพล อย่าง Daniel Meade เขาได้รับมอบหมายจาก Bradford Meade ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นเจ้าพ่อวงการสิ่งพิมพ์ ให้เข้ารับตำแหน่งบรรณาธิการบริหารของ Mode และก็เพราะนิสัย “ฟันไม่เลือก” ของดาเนียลนี่เอง ที่ทำให้แบรดฟอร์ด ตัดสินใจเลือกเบ็ตตี้มาเป็นผู้ช่วยฯ



และมันก็ได้ผล เพราะนอกจากจะลืมไปได้เลยว่าแดเนียลจะทำตัวเป็นสมภารกินไก่วัดเหมือนอย่างเคยแล้ว เขายังไม่ชายตาแลเพราะทนดูหน้าตาการแต่งตัวที่พิลึกพิลั่นของเธอไม่ได้อีกด้วย แดเนียลคิดว่าผู้ช่วยฯ อย่างเบ็ตตี้ทำให้เขาเสียภาพพจน์ความเป็นผู้บริหารหนุ่มรูปหล่อไฟแรง ที่กำลังฮ๊อตสุดๆ ในอเมริกา จึงทำทุกวิถีทางเพื่อจะบีบให้เบ็ตตี้ลาออกไป

แต่ก็เพียงระยะแรกเท่านั้น เพราะหลังจากได้เรียนรู้นิสัยใจคอของลูกน้องสาวเฉิ่มคนนี้ไม่นาน เบ็ตตี้ก็กลายเป็นคนสำคัญของดาเนียลมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ในเชิงชู้สาวนะคะ แต่ในฐานะมือขวา หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นมือเป็นเท้าแทน เปรียบอีกทีคือเป็น เหมือนคุณแจ๋วของแดเนียลก็ไม่ปาน และ

จริงๆ แล้วแดเนียล ก็ไม่เชิงเป็นคนไม่เอาไหนหรอกนะคะ ตัวเขาเองก็มุ่งมั่นจะพิสูจน์ตัวเองเพื่อลบเงาของพี่ชายที่คิดว่าดีกว่าเก่งกว่าพ่อรักมากกว่า อันเป็นปมด้อยในใจมาตลอด แต่ปัญหาของแดเนียลคือท้อแท้ง่าย และการติดผู้หญิงก็เป็นการสร้างปัญหาเพิ่ม ให้เบ็ตตี้ต้องปวดหัวไม่รู้จบ (นึกๆ ไปยังตลกไม่หายนะคะเนี่ย)

มีอะไรอีกที่ Mode ?




Wilhelmina Slater วิลเลมิน่า บรรณาธิการฝ่ายศิลป์ มาดของเธอเปรียบประดุจนางพญา เธอเป็นเหมือนนังแม่มดแก่ตัวร้าย ที่จับจ้องตำแหน่งบรรณาธิการบริหารตาเป็นมัน และพยายามทุกวิถีทางจะเลื่อยขาเก้าอี้ของแดเนียล ศึกป้องกันตำแหน่งนี้ใหญ่หลวงนัก (ฟังดูเหมือนหนังจีนมั้ยคะ) พัวพันถึงความสัมพันธ์และอดีตอันซับซ้อนของบุคคลในครอบครัวของแดเนียลเอง เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของเบ็ตตี้ที่ต้องคอยออกหน้ารับมือ และแก้ปัญหาให้แดเนียล ในขณะเดียวกันก็ต้องต่อสู้กับปัญหาต่างๆ ที่เข้ามารุมเร้าครอบครัวของตัวเองอยู่ไม่ขาด วิลเลมิน่าก็เป็นอีกหนึ่งคุณป้าที่สร้างความฮาได้หน้าตาย โดยเฉพาะการมีคู่ปรับอย่าง "ฟาเบีย" นักโฆษณาสาววัยทองวัยเดียวกัน ที่ไม่ออกมาบ่อยนัก แต่มาครั้งใดก็พกพาความเว่อร์มาเต็มที่ให้ได้ฮากัน


Marc St. James และ Amanda Tanen โดยรวมแล้วชอบตัวละครทุกคนในเรื่องนี้ แต่ มาร์คและอแมนด้า เป็น “สุดโปรด” จริงๆ เพราะออกมาครั้งใด ก็มีเรื่องให้ฮาครานั้น ไม่ค่อยคุ้นเคยกับเกย์ตุ้งติ้งของฝรั่งนัก แต่ มาร์ค ผู้ช่วยของวิลเลมิน่า ในเรื่องเล่นได้น่ารักมาก เช่นเดียวกับอแมนด้า ประชาสัมพันธ์สาวสายที่เป็นคู่หูตัวแสบ แรดได้ใจและโอเวอร์ได้ทุกเรื่อง นักแสดงสองคนนี้เล่นได้ดีมากค่ะ โดยเฉพาะหน้าตาแอ้บแบ๊วของมาร์ค และสายตาจิกกัดของอแมนด้า ที่ทำได้น่าดูสุดๆ





สองคนนี้จะคอยรวมหัวกันจิกกัดเบ็ตตี้ให้เจ็บๆ คันๆ ทุกครั้งที่มีโอกาส โดยมี Christina McKinney สาวใหญ่ฝ่ายเสื้อผ้า คอยจิกกัดโต้ตอบแทนเบ็ตตี้ คริสตินาทำงานเป็นดีไซน์เนอร์ฝ่ายเสื้อผ้า แต่กลับเป็นคนที่ไม่ฝักใฝ่หลงใหลในแฟชั่นและเธอถูกใจในความซื่อตรงไปตรงมาอย่างเบ็ตตี้เป็น จึงเข้ากันได้อย่างง่ายดายและกลายเป็นเพื่อนสนิทหนึ่งเดียวที่เบ็ตตี้มีไว้คอยเป็นที่ปรึกษา ระบายความในใจและช่วยเหลือกัน

นอกวงการ Mode ล่ะ?

ครอบครัวของเบ็ตตี้ อิ๊คนาซิโอ คุณพ่อที่น่ารัก ฮิลาดาพี่สาวที่จัดจ้านถึงพริกถึงขิง แม้จะไม่ได้เรื่องหน่อยๆ แต่เธอก็รักลูกรักพ่อรักน้องและพร้อมจะปกป้องทุกคนตามวิธีห่ามๆ ของเธอ จัสติน ลูกชายของฮิลด้า หลานชายขอเบ็ตตี้หนุ่มน้อยหน้ามนที่รักการแสดงและรอบรู้เรื่องแฟชั่นเสียยิ่งกว่าเบ็ตตี้ ราวกับเขาเป็น “กูรู” ในด้านนี้ก็ไม่ปาน และความคลั่งแฟชั่นของจัสตินก็เรียกความเฮฮาและเป็นสีสันที่สนุกสนานอย่างหนึ่งของเรื่อง

ส่วนทางด้านครอบครัวของแดเนียลก็มี คุณแม่ตัวดี คุณพี่ตัวแสบ และคุณพ่อตัวร้าย คิดดูนะคะว่ามันจะปั่นป่วนยุ่งเหยิงขนาดไหน




เสน่ห์ของซีรีย์ เรื่องนี้ ?

ไม่รู้คนอื่นๆ ดูแล้วคิดยังไง แต่เชื่อว่าดูแล้วคงจะชอบเรื่องนี้อยู่เหมือนกันไม่มากก็น้อย โดยส่วนตัวแล้ว ชอบ Ugly Betty ขึ้นมาอย่างมากมายตรงที่

1. ความเป็นครอบครัว
หนังเรื่องนี้สื่อให้เห็นความหมายของความเป็นครอบครัวได้ดีจริงๆ คุณจะเห็น “ความเป็นครอบครัว” ในหลายๆ แบบ เช่น ครอบครัวที่รักใคร่ปรองดองของเบ็ตตี้ที่รักกันอยู่ข้างเคียงกันต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคที่รุมเร้า ครอบครัวที่ร้าวฉานของแดเนียลที่ต่อให้โกรธเกลียด ชิงชังกันแค่ไหน สายใยบางๆ ก็ยังซ่อนอยู่ในนั้น และสุดท้ายแล้ว เมื่อยามชีวิตไม่มีใคร ที่พึ่งสุดท้ายที่จะเหลียวมองหาก็หนีไม่พ้นคนในครอบครัว

หรือแม้แต่ช่องว่างระหว่างวัยและการดำเนินชีวิตของวิลเลมิน่าที่บ้างานบ้าตำแหน่งกับลูกสาวที่ก่อเกิดเป็นกำแพงของความเย็นชาเหินห่าง หรือครอบครัวของมาร์คที่ไม่สามารถจะเข้าใจและยอมรับความเป็นตัวตนจนเขาต้องปิดบังเอาไว้ ก็ล้วนแล้วแต่ให้แง่คิดดีๆ กับคนดูทั้งนั้น





2. ความเป็นเพื่อน
เรื่องนี้ได้เห็นความเป็นเพื่อนที่น่ารักมากกๆ แม้ว่าฉากหน้าตัวละครจะไม่ได้มีฐานะเป็นเพื่อนกัน เป็นลูกน้องกับเจ้านาย เป็นพี่กับน้อง หรือแม้กระทั่งเป็นคนไม่ชอบหน้ากัน แต่คุณจะได้เห็นมิตรภาพ ความจริงใจที่มีอยู่แม้กระทั่งในความไม่กินเส้นกันเหล่านั้น



และการที่แดเนียลกับเบ็ตตี้ในฐานะพระเอกนางเอก ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรในเชิงชู้สาวแม้แต่น้อยนิดในซีซั่นนี้ก็ไม่ได้ทำให้หนังลดความน่าดูลงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม มันกลับอบอวลด้วยมิตรภาพความเป็นเพื่อน และทำให้ Ugly Betty เป็นซีรีย์ที่ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว



3. ความเป็นคนธรรมดา
นางเอกเรื่องนี้คงได้ใจคนดูไปไม่น้อย ในฐานะที่เป็นตัวแทนของผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งทั่วโลก (ดูแล้วอาจจะนึกถึงตัวเอง กรณีที่เราไม่ใช่คนสวยด้วยกัน 555) นี่คือจุดของซีรีย์ที่ต่างจากเรื่อง the devil wear prada อย่างเห็นได้ชัด แอน แฮทาเวย์ ในเรื่อง The devil น่ารักอยู่แล้วในตอนแรก แต่ concept ของหนังคือการที่เธอได้แปลงโฉมจนเริ่ดเป็น Pretty woman และหลงระเริงไปในชีวิตไฮโซหรูหรา กว่าจะได้สตินึกย้อนกลับมาถึงคุณค่าที่แท้จริงในตัวเอง

แต่ใน Ugly Betty นี้ เบ็ตตี้ไม่ได้ทิ้งความเป็นตัวของตัวเองเลยสักนิด เธอไม่หวั่นไหวหรือเปลี่ยนแปลงอะไรให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของ Mode จึงกลายเป็นคนเด่นคนดังในฐานะ “สิ่งแปลกปลอม” ไปโดยไม่รู้ตัว และถ้าคุณดูแล้วรู้สึกชอบเบ็ตตี้ ไม่เลิกดูซะก่อนเพราะไม่ชอบที่ต้องทนดูนางเอกไม่สวย นั่นหมายถึงคุณเข้าใจแล้วจริงๆว่า การคบคนที่นิสัยไม่ใช่หน้าตานั้นเป็นอย่างไร และรับรองว่าถ้าเหลียวมองไปรอบข้าง คุณมีเพื่อนแท้ดีๆ อยู่รอบตัวคุณแน่นอน

แล้ว What will going on in next seasons ?

เรื่องราวในซีซั่นต่อๆ ไปจะเป็นยังไงนะ นี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจ

อ่านในเน็ตเจอบางคนที่คิดว่า ทางผู้สร้างจะต้องให้แดเนียลคู่กับเบ็ตตี้ และไม่อยากให้เป็นแบบนั้น เพราะอยากให้สองคนนี้เป็นเพื่อนที่สนิทและรู้ใจกันเหมือนในตอนนี้ (อย่างที่บอกไปแล้ว คือใน season 1 แดเนียลกับเบ็ตตี้ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งเลยค่ะ นอกจากเป็นเจ้านายลูกน้องที่เหมือนเป็นเพื่อนรู้ใจแค่นั้นจริงๆ ต่างคนต่างก็มีชีวิตของตัวเอง เบ็ตตี้ก็มีความรักที่ลุ่มๆ ดอนๆ ของตัวเอง ส่วนแดเนียลก็เป็นปรมาจารย์ด้านความเจ้าชู้อยู่เหมือนเดิมตลอดซีซั่น) การที่คิดว่ายังไงหนังมันก็ต้องน้ำเน่าถึงจะขายดี ตามสไตล์ซินเดอเรลล่าที่คนส่วนใหญ่ชอบ เรากลับไม่คิดอย่างนั้นนะ



กลับมองว่าถ้าเรื่องนี้ต่อไปแดเนียลจะคู่กับเบ็ตตี้จริงๆ (ซึ่งตอนนี้ยังมองไม่เห็นทาง ให้นึกภาพเอาก็นึกไม่ออกว่า หล่อรวยเริ่ด! อย่างแดเนียลจะรักยัยเฉิ่มเบ๊อะอย่างหล่อนเข้าไปได้ยังไง) ก็เป็นชีวิตจริงๆ ที่ไม่น้ำเน่า ถ้าเรามองดูคนทั่วไป อาจจะมีหลายครั้ง ที่เราสงสัยว่า คนหน้าตาดีๆ เหล่านั้นทำไมถึงมีแฟนหน้าตาเห่ยจัง บางครั้งเรารู้สึกเสียดายความหล่อของผู้ชาย หรือเสียดายความสวยของผู้หญิงว่าน่าจะหาคู่ได้ดีกว่านั้น จริงมั้ยล่ะคะ ที่คนหล่อคนสวยไม่ได้มีคู่ครองที่หล่อที่สวยเสมอไป มีความแตกต่างมากมายที่เข้ากันได้ไม่ว่าจะเป็นฐานะ การศึกษา ระดับสังคม



ดังนั้น ถ้าให้มอง Ugly Betty ในเรื่องนี้ คงไม่มองว่าเป็นเรื่องของซินเดอเรลล่า เพราะเท่าที่ดู ดูเหมือนเบ็ตตี้จะเป็นผู้ใหญ่ในวัยอันน้อยนิด (ในเรื่องเบ็ตตี้อายุ 22 ค่ะ) เป็นที่พึ่งให้แดเนียลเสียมากกว่า และถ้าให้เดาความสัมพันธ์ของดาเนียลกับเบ็ตตี้ต่อไปก็คิดว่าเหมาะแล้วหากจะคู่กัน เบ็ตตี้นั้นลมหายใจเข้าออกของผู้หญิงมีมันสมองอย่างเธอ (แม้จะเฉิ่มเบ๊อะ) คือการดูแลเคี่ยวเข็ญแดเนียลให้เผชิญหน้ากับปัญหา มีความรับผิดชอบและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เธอเห็นแดเนียลเป็นเพื่อนที่ต้องตักเตือนมากกว่าจะทำตามคำสั่งอย่างเดียวในฐานะเจ้านาย


มามองดูฝ่ายดาเนียลบ้าง ผู้ชายเสเพลหนุ่มเพลล์บอยที่ผ่านผู้หญิงสวย ผู้หญิงเก่ง ไม่ว่าจะดารา นางแบบ นักเขียน ทนาย ฯลฯ (พ่อคุณท่านฟันเรียบค่ะ) ถึงขนาดจำคนที่นอนด้วยไม่ได้ (เยอะเกิน) แต่ไม่มีใครสักคนที่จะเป็นพี่พักใจ พูดคุยบอกเล่าหรือมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเค้า ถ้าเกิดแดเนียลจะคู่กับเบ็ตตี้จริงๆ ก็มีเหตุผลนะ เพราะการที่เขาผ่านผู้หญิงสวยๆ มากมาย ใช้ผู้หญิงเปลืองเหมือนกินข้าว สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ได้มีความหมาย ไม่ได้ให้อะไรจนต้องเสาะแสวงหาอีก



ถึงเวลานั้นแดเนียลน่าจะก้มมองต่ำลงมา (เพราะเบ็ตตี้ตัวเตี้ย) และจะเห็นว่าความสุขความสบายใจแท้จริงอยู่ตรงไหน อยู่กับใครที่คอยอยู่เคียงข้าง คอยฉุดคอยดึงให้อยู่ในลู่ในทาง ตอนนี้แดเนียลอาจยังไม่รู้สึกตัวเพราะความเคยชิน และถ้าต่อไปเขาจะรู้สึกว่าชีวิตขาดเบ็ตตี้ไม่ได้มันก็ไม่ดูไร้เหตุผลจนเกินไปแค่เพียงเพราะเบ็ตตี้ไม่สวยนะคะ



ถ้าดู S1 จะเห็นว่า แดเนียลนั้นแคร์เบ็ตตี้อยู่ไม่น้อยด้วยความเป็นคนใจดีด้วยส่วนหนึ่งด้วยความสนิทคุ้นเคยด้วยส่วนหนึ่ง การที่เขาใจดีกับเบ็ตตี้และผู้คนรอบข้างทำให้เป็นผู้ชายที่น่ารักมาก (อยากได้เป็นแฟนจัง อิอิ) ยกเว้นการจำผู้หญิงที่นอนด้วยไม่ได้นี่ใจดำสุดๆ ฉากที่เบ็ตตี้กับแดเนียลบังเอิญมีเหตุให้ได้ไปเดินเล่นด้วยกันแม้จะในฐานะเจ้านายลูกน้อง แต่แดเนียลก็ผ่อนคลายสบายใจ เราว่านี่แหละจุดสำคัญของความเป็นเพื่อนและถ้าต่อไปจะรักมันก็ไม่ยากเย็นนัก อย่างที่มีบางคนเคยกล่าวว่า "ความรักเกิดจากความเคยชิน"

แต่ยังไงมันก็เป็นการิเคราะห์แบบคาดเดานะคะ จริงๆ แล้ว สองคนนี้อาจไม่ได้คู่กันก็ได้ (แต่คงทำร้ายจิตใจน่าดูที่หนังจะเป็นแบบนั้น เพราะมันคงจะบ่งบอกว่า ยังไงหน้าตาและฐานะที่เหมาะสมก็มาก่อนเพราะมันสำคัญกับสถานภาพของคนในสังคมมากกว่าจิตใจ ) แต่ไม่แน่อีกนั่นแหละเบ็ตตี้ อาจจะแปลงโฉมเป็นสาวน้อยแสนสวยขึ้นมาก็ได้ แบบภาพนี้




นี่แหละ เหตุผลที่ต้องคอยติดตาม Drama Comedy เรื่องนี้ต่อไป

ประโยคที่ชอบมากคือที่แดเนียลพูดกับเบ็ตตี้บ่อยๆ ว่า
“อย่ามองผมด้วยสายตาที่บอกว่าคุณกำลังผิดหวังในตัวผมแบบนั้น ”

และมีอยู่ครั้งนึ่งที่กินใจ คือตอนที่แดเนียล มาหาเบ็ตตี้เพื่อจะให้เธอดูสิ่งที่เขาทำ ตามที่เธอบอกให้ทำ แล้วเบ็ตตี้ถามว่าทำไมไม่โทรมา คำตอบของแดเนียลคือ

“ที่ผมอยากมาด้วยตัวเอง เพราะผมอยากมาเห็นสายตาที่ไม่ผิดหวังของคุณสักครั้ง”


จำไม่แม่นทุกคำแต่ประมาณนี้ล่ะค่ะ จะจำไปใช้กับใครสักคนบ้างก็ได้นะคะ





 

Create Date : 12 ตุลาคม 2551    
Last Update : 12 ตุลาคม 2551 14:35:46 น.
Counter : 2592 Pageviews.  

1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
prysang
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 96 คน [?]




จำนวนผู้ชม คน : Users Online
New Comments
Friends' blogs
[Add prysang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.