Group Blog
 
All blogs
 

Tenno no Ryoriban - อากิยามะ โทคุโซ เชฟหลวงแห่งจักรพรรดิ




天皇の料理番   Tenno no Ryoriban / (Emperor’s Cook) 
Genre: ดราม่า ประวัติศาสตร์   Episodes: 12
Broadcast network: TBS   2015-Apr-26 to 2015-Jul-12    Sunday 21:00





ในบรรดานักแสดงรุ่นๆ เดียวกัน  จากซีรีย์เรื่องโปรดขึ้นหิ้งอย่าง Rookies ดูเหมือนว่าจะเป็น ซาโต้ ทาเครุ คนนี้แหละที่มีผลงานการแสดงให้เห็นอย่างค่อนข้างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้  ยิ่งดูยิ่งชอบ ยิ่งโตเป็นหนุ่มยิ่งชอบ  (แม้จะดูผอมแห้งแรงน้อยเหมือนเดิม)  ยิ่งได้รับบท อากิยามะ โทคุโซ ในเรื่อง Tenno no Ryoriban ซึ่งเป็นซีรีย์ฉลองครบรอบ 60 ปี ของสถานีโทรทัศน์ TBS ด้วยแล้ว ขอบอกว่าแม่ยกคนนี้ปลื้มมาก     



มีคนบอกว่าไม่ค่อยชาโต้เรื่องนี้เพราะผมสั้น แต่ส่วนตัวแล้วกลับชอบทรงนี้นะ เพราะทำให้ดูเด็กแล้วก็น่ารักดี 


Tenno no Ryoriban สร้างจากนิยายเรื่อง “The Emperor’s Cook”  ของนักเขียนรางวัลนาโอกิ  ฮิซาชิเดะ สุกิโมริ ตีพิมพ์เมื่อธันวาคม 1979 โดยสำนักพิมพ์โยมิอุริ  ซึ่งเป็นเรื่องราวชีวิตของ อากิยามะ โทคุโซ บุคคลผู้มีชีวิตจริงในประวัติศาสตร์ (1888-1974)   จากเด็กหนุ่มบ้านนอกที่รู้จักกันทั่วหมู่บ้านว่าเขาเป็นคนไม่เอาถ่าน  ทำงานอะไรก็ทำได้ไม่ทน ไม่นาน  ช่างแสวงหาอยากเป็นโน่นเป็นนี่ แต่ก็ไม่อาจจะเป็นอะไรได้ดีแม้สักอย่าง กระทั่งตอนอยากเป็นพระก็ยังก่อเรื่องจนถูกขับออกจากวัด  เหลวไหลจริงๆ เลย!




อากิยามะ ชูโซ  (สุกิโมโตะ เทตตะ)   ผู้เป็นพ่อจะเคี่ยวเข็ญอย่างไรก็ไม่ได้ดั่งใจ  ลูกคนนี้นิสัยแตกต่างจากพี่น้อง  อย่างลูกชายคนโต  อากิยามะ ชูทาโร ( เรียวเฮ ซูซูกิ ) เขาเป็นนักศึกษาคนเก่งที่กำลังศึกษาวิชากฏหมายอยู่ในโตเกียว มีความมุ่งมั่นจะสำเร็จการศึกษาและได้ทำงานที่เป็นประโยชน์รับใช้ประเทศชาติ   ส่วนน้องชาย อากิยามะ คุระซาบุรุ (โมริโอกะ เรียว) ก็เป็นคนเอาการเอางานช่วยเหลือพ่อซึ่งต่อไปก็จะกลายเป็นผู้สืบทอดกิจการของครอบครัว  แม้โทคุโซ จะมีน้องชายอีกคน อากิยามะ โคชิโระ  ( ซาโตะ  คาซุตะ)  แต่เขาก็ยังเล็กยังไม่ถึงวัยที่จะเอามาเปรียบได้  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ลูกชายในครอบครัว มีโทคุโซอยู่คนเดียวที่เป็นคนไม่ได้เรื่อง ทำแต่สร้างปัญหา อากิยามะ ฟูจิ ( มิโฮะ จุน) ผู้เป็นแม่แม้จะพยายามเข้าใจไม่ดุด่าว่ากล่าวเหมือนคนเป็นพ่อที่มักจะอารมณ์ขึ้นเพราะลูกชายคนนี้อยู่เนืองๆ  แต่ความห่วงใยของแม่ก็ทำให้ต้องมีคอยถามไถ่  ตักเตือน 


เกินจะทนคนเหลือขอ  พ่อจึงบังคับจับโทคุโซเขาแต่งงานกับ ทาคาฮามะ โทชิโกะ (คุโรกิ ฮารุ) เผื่อว่าการแต่งงานเข้าบ้านฝ่ายหญิง ต้องอยู่กับพ่อตาแม่ยาย ช่วยพวกเขาทำมาค้าขาย  จะทำให้โทคุโซรู้จักเกรงอกเกรงใจค่ากินอยู่และเปลี่ยนมาเป็นคนเอาการเอางานขึ้นบ้าง ทั้งยังโล่งใจเป็นอย่างมากที่มีคนยอมรับโทคุโซไปเป็นลูกเขย เพราะหากขืนยังชักช้าไปกว่านี้ ชื่อเสียงความไม่เอาถ่านของเขาอาจจะกลายเป็นปัญหาให้ขายไม่ออกได้ในภายหลัง 


เป็นไปตามคาดในระยะแรก  โทคุโซช่วยเหลือกิจการค้าขายของบ้านภรรยาอย่างขยันขันแข็ง  แต่เพียงไม่นานเขาก็เริ่มเกิดความเบื่อหน่ายในสิ่งที่ทำจำเจอยู่ทุกวันขึ้นมาอีกครั้ง   จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาได้พบกับ ทานาเบะซัง (ฮิเดอากิ อิโตะ)  และมีโอกาสได้กินเนื้อทอดคัทเลตจากฝีมือพ่อครัวของกองทัพคนนี้เป็นครั้งแรก   นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาตกหลุมรักอาหารอร่อยจนนำเขาเข้าสู่วงการอาหารตะวันตก  เส้นทางความใฝ่ฝันที่จะเป็นเชฟอันดับหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มต้นขึ้นและนำพาชีวิตเขาไปไกลถึงฝรั่งเศส  จนเมื่ออายุ 26 ปีจึงได้กลับมาที่ญี่ปุ่นในฐานะพ่อครัวของจักรพรรดิ



แต่ขึ้นชื่อว่าเป็น ความฝัน มันย่อมไม่ง่ายที่จะกลายเป็นจริง  บางครั้งท้อแท้ สิ้นหวัง บางครั้งหลงจุดหมายไปกลางเส้นทาง  และก็มีหลายครั้งที่ต้องก้าวผ่านความเจ็บปวดที่ไม่ใช่เพียงความรู้สึกของตัวโทคุโซเอง แต่มีความรู้สึกของคนรอบข้างรวมอยู่ด้วย




พี่ชายชูทาโร     ผู้สูญเสียความฝันไปกับการเจ็บป่วยที่ไม่มีทางรักษา แต่ยังมีพลังใจแรงกล้าที่จะสนับสนุนน้องชาย และเป็นแรงใจที่รอคอยวันแห่งความสำเร็จอยู่เบื้องหลัง

ภรรยาโทชิโกะ   เธอคือผู้อดทนกล้ำกลืนและเสียสละ ซ่อนเจตนาในหัวใจแท้จริงโดยไม่เคยปริปากบอกกับใคร เกี่ยวกับหนทางที่เธอเลือกเดิน 

พ่อและแม่        ที่ยอมเสี่ยงอีกครั้งกับลูกชายที่ไม่เอาไหน ทั้งที่ไม่มีความมั่นใจสักนิดว่าสิ่งที่เดิมพันให้ไปจะไม่สูญเปล่า  ความรักลูก และความเชื่อมั่นในชูทาโร ที่ยังเชื่อในตัวน้องชายเสมอเท่านั้น ที่เป็นเหตุผลในการตัดสินใจ





ในช่วงแรกนั้นรู้สึกขัดใจไม่น้อยที่ คุรากิ ฮารุ ผู้รับบทเป็น โทชิโกะ ภรรยาของโทคุโซ  ...ไม่สวย     เดาเอาว่าในนิยายคงจะเขียนลักษณะว่าอย่างนั้น  เพราะจะมีเหตุผลอะไรอื่นที่เลือกนางเอกไม่สวย จะอย่างไรความสวยก็ทำให้เจริญตาเจริญใจ แต่คนนี้ ดูมุมไหนก็ไม่สวย จึงแอบเศร้าอยู่แพร้บบบบ แต่พอดูไปดูมา ความสวยเริ่มไม่ใช่ประเด็น เพราะในโลกของความเป็นจริง มีคนหน้าตาธรรมดาดาษดื่นอยู่มากมาย การที่ในละครจะมีนางเอกไม่สวยสักคนจะเป็นไรไป  ดูไปสักพักจะเริ่มรู้สึกว่า  .. เธอคนนี้ก็มีเสน่ห์ในแบบของเธอ น้ำเสียงเล็กเบา รอยแย้มยิ้มที่แต้มอยู่บนใบหน้าทำให้เธอดูน่ารัก  และที่ชอบมากที่สุดคือลักษณะของความนุ่มนวลอ่อนโยนที่เธอได้แสดงออกมา

ก็ไม่เห็นเป็นไรที่เธอไม่สวย เพราะก็มีหลายๆ คน ที่เห็นว่าซาโต้ไม่หล่อ (ลางเนื้อชอบลางยา สายตาเรา สายตาท่าน) เอาเป็นว่าเธอแสดงได้ดีและทำให้น้ำตาซึมได้อยู่หลายครั้ง แม้แต่ความเศร้าของเธอยังรู้สึกว่ามันเป็นความเศร้าที่นุ่มนวล







สำหรับพระเอกคนโปรด ซาโต้ ทาเครุ  น่าแปลกที่รู้สึกว่าการเล่นบทนี้ยังธรรมดา หรือจะเป็นเพราะดูการแสดงของเค้ามาหลายเรื่องมากไปหน่อย ก็เลยชินกับวิธีการแสดงอารมณ์ของเค้า  แม้จะเป็นตัวละครคนละคน แต่ก็รู้สึกว่า โทคุโซ ยามทำหน้าเด๋อๆ ซื่อๆ หรือมีอารมณ์ท่าทีไม่พอใจจะทำหน้าทำตาทำริมปากคล้ายๆ กับตัวละคร "นัทสึกิ" ใน Bitter Blood ซึ่งให้ความรู้สึกว่าดูเป็นเด็ก แต่ในยามนิ่ง ขรึม เศร้า กลับทำให้ชอบมาก คงเป็นเพราะรู้สึกว่าซาโต้เหมาะกันดีกับบทนิ่งๆ 



เป็นซีรีย์ที่ดีมาก ทำให้น้ำตาซึมได้เกือบทุกตอน  นึกๆ ไปแล้วก็อดขำนิดๆ ไม่ได้  แม้แต่ซีรีย์ในครัว ของเชฟทำอาหาร  ก็ไม่ใช่ครัวธรรมดา แต่เป็นครัวเพื่อประเทศชาติ  หลังจากฟันฝ่าชีวิตจากเด็กบ้านนอกจนถูกเรียกตัวจากฝรั่งเศสมาเป็นเชฟหลวงของจักรพรรดิ ก็ต้องต่อสู้กับธรรมเนียมเก่าแก่ ต้องปรับตัว เข้าใจ ยอมรับ และก็ต้องมีบ้างที่ต้องแหกธรรมเนียมเพื่อปรับเปลี่ยนเปิดรับสิ่งใหม่ๆ แค่เพียงงานแรกที่รับผิดชอบจัดงานเลี้ยงฉลองจักรพรรดิองค์ใหม่ แขกนานาชาติกว่าสองพันคน การจัดอาหารเลี้ยงรับรองจะต้องแสดงให้เห็นถึงอารยธรรมของญี่ปุ่นว่าเป็นประเทศที่มีความทัดเทียมกับนานาชาติ  

มีสัตว์น้ำอยู่ชนิดหนึ่งที่ทำอาหารได้อร่อยมากชื่อว่าตัว "เครย์ฟิช" ซึ่งในญี่ปุ่นไม่แน่ว่าจะมีสัตว์ชนิดนี้หรือไม่ ..แต่เมื่อมีการค้นพบว่ามีอยู่  ทางฝ่ายจัดหาวัตถุดิบก็ได้ขอความร่วมมือไปยังกองทัพญี่ปุ่นให้ทหารช่วยกันออกไประดมจับตัวเครย์ฟิชเพื่อจะเป็นหนึ่งในเมนูอาหารที่แสดงถึงความทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ    นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการทำครัวเพื่อประเทศชาตินะคะ (ชาตินิยมซะน่ารักซะจริงๆ )





พี่ใหญ่ชูทาโร  ก็เป็นอีกคนที่หน้าตาไม่หล่อไม่เหลาเอาซะเลย  แต่ด้วยบทบาทที่ได้แสดงถึงหัวใจของ "พี่ชายที่แสนดี"  ก็ทำให้พี่ใหญ่หล่อมาก  เป็นตัวละครที่ชอบมากที่สุดในเรื่อง 



ส่วนอีกคนที่ชอบคือ คิริตานิ เคนตะ ผู้รับบทศิลปินช่างฝัน มัตสึอิ ชินทาโร่ จิตรกรมือสมัครเล่นที่หวังว่าสักวันหนึ่งจะเป็นมือโปร แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร พยายามสักเท่าไร เขาก็ยังเป็นจิตรกรมือเปล่า .. คือขายภาพไม่ได้ ไม่มีจะกิน  ภายนอกเหมือนจะไม่เป็นไร แต่ลึกๆ ในใจก็คงขมขื่น  เขาเป็นเพื่อนกับโทคุโซ ตั้งแต่สมัยทำงานเป็นลูกมือเชฟอยู่ก้นครัวเพื่อหาเลี้ยงชีพ แต่ฝันที่อยากจะเป็นจริงๆ คือจิตรกร  เมื่อครั้งที่โทคุโซไปฝรั่งเศส ก็ได้พบกับชินทาโร่ที่มาไล่คว้าความฝันด้วยเช่นกัน



แต่ในขณะที่ชีวิตของโทคุโซตั้งหลัก ตั้งตัวได้ .. ชินทาโร่ยังมีเพียงแต่ความล้มเหลว และต้องพึ่งพาโทคุโซเป็นอย่างมาก    เป็นตัวละครที่ไม่ได้มีคาแรคเตอร์เศร้าสร้อย  แต่การเป็นคนที่ย่ำอยู่ที่เดิมในขณะที่เพื่อนก้าวไปข้างหน้าห่างไกลออกไปคนละชั้นทุกที  ทำให้ดูแล้วก็รู้สึกเศร้าใจแทน 

ชินทาโร่อาจไม่ใช่คนที่กล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จในชีวิต แต่การวาดภาพของเขาก็ช่วยบันทึกความสุขความทรงจำไว้ในภาพนั้น  มิตรภาพนั้นไร้พรมแดน เพื่อนก็ยังเป็นเพื่อน  แม้จะเป็นไปในลักษณะพึ่งพิง แต่ชินทาโร่ก็เป็นคนที่อยู่กับครอบครัวของโทคุโซเสมอ





มีซีนประทับใจอยู่หลายซีนเลยล่ะค่ะ  โดยเฉพาะจดหมายถึงพี่ชาย  ทำร้องไห้เลย  มันเป็นตัวแทนของคำมั่นสัญญา ว่าโทคุโซ จะทำความฝันที่พี่ชายฝากเอาไว้ให้เป็นจริงให้ได้ 




ซีรีย์เป็นดั่งชีวประวัติชีวิตของ อากิยามะ โทคุโซ  ดังนั้น จึงจะได้เห็นซาโต้ถึงสามรุ่นชีวิต

รุ่นเด็กหนุ่มหัวเกรียน  ที่น่ารักมาก
รุ่นเป็นหนุ่มใหญ่วัยครองเรือน ... หล่อ
และรุ่นแก่วัยมีหนวนผมแซมหงอกสีขาว  .. ก็ยังหล่อดี
นี่มั่นใจได้เลยนะ ว่าถ้าไม่เลิกแสดงก็จะเป็นแฟนละครไปจนแก่จนเฒ่า






Tenno no Ryoriban  เชฟหลวงแห่งจักรพรรดิ   ... ชื่อไทยนี้ตั้งเองเองตามใจชอบเพื่อเอาเท่  ส่วนที่เว็ป Dark-dramas น่าจะใช้คำว่า มหาเชฟจักรพรรดิ   ใครชอบซีรีย์ญี่ปุ่น  ใครชอบซีรีย์ทำอาหาร  ใครชอบซาโต้ ทาเครุ  มีเวลาว่างๆ ก็ลองรับชมซีรีย์ที่สนุกและดีงามเรื่องนี้ดูนะคะ














 

Create Date : 29 สิงหาคม 2558    
Last Update : 29 สิงหาคม 2558 10:48:45 น.
Counter : 5526 Pageviews.  

Modern Farmer เกษตรกรพันธุ์ใหม่หัวใจสะออน



현대농부  Modern Farmer





เรื่องย่อ จาก http://www.series8-fc.com

ซีรี่ส์เกาหลี Modern Farmer  “เกษตรกรพันธุ์ใหม่หัวใจสะออน” เป็นซีรี่ย์แนวโรแมนติก คอมเมดี้ เคล้าเสียงเพลงร็อคเป็นเรื่องราวสนุกสนานของวงพั้งค์ร็อคชื่อ Excellent Souls หรือ “EXSO”ซึ่งโลดแล่นและมีชื่อเสียงด้านเพลงร็อค ด้วยเสียงร้องสุดกระเส่า เขย่าติ่ง ทำให้บรรดาสาวกขาโจ๋เพลงร็อคทั้งชายหญิงต่างพากันคลั่งไคล้จนทำให้พวกเขาโด่งดังเป็นพลุแตก แต่เมื่อพอถึงจุดอิ่มตัว หนุ่มๆ วงร็อค ที่เคยใช้ชีวิตแบบสุดเฮ้ว อู้ฟู่หรูหรา พวกเขาได้กลับไปเป็นเกษตรกรในเรือกสวนไร่นาตามชนบทใช้ชีวิตแบบพอเพียง  เรื่องราวจะชุลมุนชุลเกเฮฮาขนาดไหน เชิญติดตามและลุ้นกันได้.....




สมาชิกของวง  “EXSO”  ที่หลังจากผ่านช่วงขาลงเกินจะกอบกู้ พวกเขาได้แยกย้ายกันไปตามเส้นทางชีวิตของตนเอง ที่อาจจะเป็นหนทางความอยู่รอด 





อีมินกิ (อีฮงกิ FT Island ) เป็นทั้งนักร้องนำ มือกีตาร์ และหัวหน้าวง นอกจากจะทำงานเป็นเด็กล้างจานในร้านอาหารแล้ว เขายังก่อหนี้สินไว้มาก  ถูกแก๊งทวงหนี้ตามล่าทวงเงินทั้งต้นทั้งดอกมหาโหด

คังฮยอค (ปาร์คมินวู)   นักศึกษาแพทย์ทายาทเจ้าของโรงพยาบาล  ที่ไม่ได้คิดจะเจริญรอยตามเส้นทางอาชีพของครอบครัว ยังคงทำตัวเป็นเพลย์บอย รักสนุกสนาน แต่พอวงแตกก็กลับมาเป็นแพทย์อินเทิร์น 

ยูฮันซอล (อีชิอุน)  ทำงานเป็นพนักงานชั่วคราวของบริษัทแห่งหนึ่งที่ก็ไม่ได้มีความสุขสักนิด อีกทั้งเขาถูกตรจพบว่าป่วยเป็นมะเร็งร้าย จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกไม่เกินหนึ่งปี 

ฮันกีจุน (ควอคทงจุน)  ทางบ้านอยากให้เขาสอบราชการ  หรือถ้าสอบไม่ผ่านก็ต้องยอมรับช่วงต่อกิจการร้านข้าวขาหมูของที่บ้าน  ซึ่งไม่ว่าทางไหน กีจุนก็ล้วนไม่ต้องการ



ความฝันที่เคยเป็นจริงในยุคสมัยที่ “EXSO” ยังคงรุ่งโรจน์ เมื่อหลายปีก่อน ..ยังไม่จางหายไปไหน มินกิ ยังไม่คิดจะยอมแพ้บนถนนสายดนตรี  และยังคงเฝ้ารอวันที่จะฟื้นวง  “EXSO” ให้คืนชีพขึ้นมาใหม่อีกครั้ง  ถึงไม่มีค่ายเพลงมาสนับสนุนการเดบิวต์ ก็ยังมุ่งมั่นจะทำเพลงออกมาด้วยตัวเอง แต่จะทำอย่างนั้นได้ต้องมีเงินทุน  ปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ   แค่ปากท้องยังไม่มีเงินจะยาไส้ แล้วจะเอาเงินจากไหนมาทำเพลง





บังเอิญว่าได้รับมรดกจากย่าที่เสียชีวิตเป็นที่ดินกว้างใหญ่ในชนบทบ้านเกิด
ครั้นคิดจะขาย ราคาที่ดินในชนบทก็ต่ำแสนต่ำ  สองร้อยวอนต่อไร่  มันถูกเกิ๊นนนน

บังเอิญได้รู้ว่า กะหล่ำปลีราคาแพง หลังจากค้นหาข้อมูลแล้วพบว่าในช่วงปีนี้กะหล่ำปลีจะอยู่ในวัฏจักรราคาขาขึ้น มินกิ จึงคิดคำนวนสารตะ เขาจะหาเงิน ด้วยการปลูกกะหล่ำปลีขายมาทำทุนเพื่อทำเพลงตามความฝันอีกสักครั้ง 



ก็มันจะยากยากอะไรนักหนากันเล่ากับแค่การปลูกกะหล่ำปลี

แต่ถึงอย่างไร งานนี้ต้องมีเพื่อนร่วมก๊วน มาลงทุนลงแรงร่วมด้วยช่วยกัน

การแยกวงของ   “EXSO”  ใช่ว่าจะแยกกันด้วยดี เพราะมีปัญหาเกิดขึ้นนั่นเอง จึงทำให้วงแตก ความหวัง ความฝัน พังทลาย นับจากนั้น  ดังนั้น กว่าสมาชิกทั้งสี่จะมารวมตัวกันได้ มินกิก็ต้องเปลืองน้ำลายไปมิใช่น้อย ทั้งชักชวน ฮันซอล และ กีจุน  และที่เขาปฏิเสธไม่ยอมรับ คังฮยอค มาร่วมทาง มินกิยังคงโกรธเกรี้ยวคังฮยอคกับเรื่องราวในอดีตที่มีส่วนทำให้ “EXSO”  ต้องวงแตก 



แต่ทั้งสี่หนุ่มก็มารวมตัวกันได้ที่หมู่บ้านแห่งนั้นในชนบท  .. มินกิ ต้องจำใจจาก ยูนา (Han Bo Reum)   นักร้องสาวไอดอลชื่อดังที่ตนหลงรัก และหวังว่าเธอจะรอเขาหวนคืนสู่วงการกลับมาผงาดมีชื่อเสียงอีกครั้งในสักวันหนึ่ง 

และสิ่งที่จะทำให้ความฝันอันแรงกล้านี้กลายเป็นจริง ก็คือเงินที่จะได้มาจากผลิตผลของไร่กะหล่ำปลี 


พวกเขามีความลับ  มินกิ  มีหนี้สินล้นพ้นตัว  ฮันซอล  ที่ติดตามมา เพื่อหวังว่าจะได้ทำดนตรีให้สนุกกับเพื่อนๆ อีกครั้งในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต   คังฮยอค ที่ไม่เคยปริปากบอกกับใครว่าเหตุใดจึงเกิดเรื่องที่ทำให้มินกิโกรธเคืองเขามาก  กีจุน เองก็กำลังเบื่อชีวิตของตัวเอง  บางทีการทำไร่กะหล่ำปลีอาจจะมีอะไรสนุกๆ ก็ได้  สมาชิกวง  “EXSO” จึงได้มารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อปฏิบัติการทำไร่กะหล่ำปลีเฉพาะกิจ 








แต่การเป็นเกษตรกรมันไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างนั้นหรอก โดยเฉพาะกับหนุ่มๆ สี่คนนี้ที่ ช่างไม่รู้อะไรเลย

ที่หมู่บ้านแห่งนั้น  ดูเหมือนว่าจะเต็มไปด้วยคนไม่เต็มเต็ง  ที่พอจะเป็นผู้เป็นคนหน่อยก็คือ ผู้ใหญ่บ้านหญิงอายุน้อย  คังยุนฮี  (อีฮานี) เธอเป็นรักแรกของอีมินกิ สมัยประถม  ร่าเริง สดใส จิตใจดี แต่พบกันหนนี้ "นูน่า" เปลี่ยนไป ไม่ได้บอบบางน่าปกป้องทนุถนอมเหมือนกาลก่อน  เพราะเธอเป็นสาวแกร่งเกษตรกรที่ทั้งถึกและบึกบึน  แถมยังเป็นหม้ายลูกติดที่เลี้ยงลูกชายมาคนเดียวอีกด้วย 









ตัวละครทุกคนในหมู่บ้าน หรือคนแปลกหน้าที่มาเกี่ยวข้องกับหมู่บ้านนี้  ล้วนมีบ้าบอและตลกมาก ยกตัวอย่างเช่น  หนุ่มใหญ่ขี้เมาผู้ช้ำรัก   เด็กสาวผู้ใฝ่ฝันจะเป็นนักร้องไอดอลกับพ่อของเธอที่สุดกีดกันและเขาคนนี้เป็นใบ้  หนุ่มใหญ่อีกคนที่หน้าตาแก่กว่าวัยและคนมักเข้าใจผิดว่าแม่ของเขาเป็นภรรยา ( 555) แต่ว่าเขาไม่ธรรมดานะ นอกจากจะเป็นเกษตรกรผู้เชี่ยวชาญ และเป็นคู่แข่งชิงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านแล้ว เขาคนนี้ยังมีภรรยาเป็นสาวต่างชาติด้วย  







ยังมีสาวใหญ่ที่หอบชีวิตล้มเหลวกับลูกสาววัยประถมกลับมาบ้านเกิดและกลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว สาวจีนผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฏหมาย เป็นแรงงานต่างด้าวที่ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ เจ้าหน้าที่ทางการ  สาวสไตล์ลิส ที่เข้ามาในหมู่บ้านโดยอ้างว่าเป็นนักศึกษาอาสาสมัครมาวาดภาพศิลปะ    ฯลฯ 

ภาพจาก : www.k-addicts.net

ภาพจาก : dramabeans.com

แม้ว่าคาแรคเตอร์ของบางคนจะซีเรียส  อารมณ์งี้บอกเลยว่า "ไม่ขำ" แต่ขอย้ำว่าทุกคนล้วนทำให้เกิดเรื่องที่มันตลก  ซีรีย์เรื่องนี้นับว่ามันฮาดีจริงๆ ชอบมากค่ะ ทั้งที่ความรักไม่ได้หวานแหววโรแมนติกอะไรเลยนะสำหรับเรา เพราะพระเอกนางเอกเค้าจะเหมือนพี่สาวขี้บ่นกับน้องชายไม่เอาอ่าวมากกว่า  ไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่คาดหวังเอาไว้ในตอนแรก แต่กลับชอบมากมายในแบบที่มันเป็น





ดูแล้วนอกจากจะได้หัวเราะ ยังได้สดชื่นกับบรรยาศไร่สวนของชาวเกษตรกร  สวยงามมากค่ะ   ดูแล้วสบายตาสบาย  ได้เรียนรู้การทำไร่  และการมุ่งมั่นเอาชนะอุปสรรคแบบฮาๆ ของพวกเขา จากสิ่งแปลกปลอม และไม่เป็นที่ต้อนรับ  พวกเขาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกษตรกร และก่อเกิดความรักความผูกพันขึ้นที่หมู่บ้านแห่งนั้น 

ใครชอบซีรีย์แนวตลกคอมเมดี้  เรื่องนี้ขอแนะนำ  ถ้าอยากรู้ว่ามันตลกยังไง  ต้องลองชมให้ได้นะคะ









































 

Create Date : 12 สิงหาคม 2558    
Last Update : 13 สิงหาคม 2558 6:26:39 น.
Counter : 2146 Pageviews.  

All about my Sibling ครอบครัว 5 พี่น้อง มากปัญหาวุ่นวาย แต่ได้ความรู้สึกดีงาม

Title: 若者たち  Wakamonotachi 2014 / All about my sibling.
Genre: Family    Episodes: 11
Broadcast network: Fuji TV   9 July - 24 Sep 2014  Wednesday 22:00
Theme song: Wakamonotachi by Moriyama Naotaro


เห็นซีรีส์เรื่องนี้อยู่แว่บๆ ใน Dramawiki จำไม่ได้แล้วค่ะว่าตอนนั้นตามเช็คผลงานของใคร ถ้าไม่ใช่ อาโออิ ยู  เพราะเพิ่งดูหนังที่เธอแสดงเรื่อง About her brother จบไปในช่วงนั้น  ก็คงจะเป็นพ่อยอดชายนาย เอตะ

ตอนนั้นยังหาซับไทยไม่ได้  เพิ่งมาเจอว่าในคลิปซีรีส์ออนไลน์ใช้ชื่อ  Wakamonotachi ไม่ใช่ All about my sibling มิน่าล่ะ ถึงหาซับไม่เจอ  รู้สึกขอบคุณนะคะ สำหรับแฟนๆ ซีรีส์ญี่ปุ่นที่ยังคงทำงานแปลซับซีรีส์ดีๆ ให้มีโอกาสได้รับชมกัน 

ครอบครัวซาโตะ ที่พ่อแม่เสียชีวิตไปหมดตั้งแต่ลูกชายคนโตยังเรียนอยู่ช่วงมัธยมปลาย  เขาจึงต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน และด้วยวุฒิการศึกษาที่จบเพียง ม. ต้น จึงต้องยึดอาชีพใช้แรงงานเป็นกรรมกรก่อสร้าง ในการการทำมาหาเลี้ยง และส่งเสียน้องๆ ให้ได้เล่าเรียน 



และต่อไปนี้คือห้าพี่น้องเรียงตามลำดับอาวุโส และปัญหาวุ่นวายของพวกเขา

ซาโตะ อาซาฮิ อายุ 29 ปี  (Tsumabuki Satoshi)  ทำผู้หญิงท้องก่อนแต่ง หลังจากที่ชายหนุ่มบ้านๆ หัวโบราณ เคยประกาศต่อหน้าน้องๆ ว่า เรื่องพรรค์นั้นเป็นอะไรที่ไม่สามารถยอมรับได้  (ฺฮา) แต่ ซาวาเบะ อาซุส (Aoi Yu) ผู้หญิงที่เขาคบหาอยู่ก็เกิดตั้งท้องขึ้นมา  โดยที่อาซาฮีนั้นยังไม่รู้อะไรอื่นเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเธอเลย นอกจากที่เธอขายข้าวกล่องและชอบดูกีฬามวยปล้ำเหมือนกันกับเขา การจะรับผิดชอบอยู่กินกับใครสักคน คงต้องเช็คประวัติความเป็นมา และผลที่ได้รู้ประกอบกับความไม่พร้อม ที่เธอท้องก็ชักไม่แน่ใจ ..ไม่อยากจะยอมรับ

ซาโตะ  ซาโตรุ อายุ 28 ปี ( Eita) เคยหนีออกจากกบ้าน  ก่ออาชญากรรมฉ้อโกง และถูกตัดสินจำคุก ไม่มีพี่น้องคนไหนมารับเขาในวันถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำ แต่มีหญิงสาวคนหนึ่ง เธอคือ ยาชิโระ ทาคาโกะ (Nagasawa Masami) ที่มารอเพื่อจะตราหน้าว่าเขาเป็น "ฆาตกร" ที่ฆ่าแม่ของเธอ คนที่ซาโตรุได้หลอกลวงโกงเงินไป  

แม้ว่าซาโตรุจะมีเหตุให้ไม่ยอมรับอาซาฮิในฐานะพี่ชาย แต่บ้านหลังนั้นเป็นของพ่อ ย่อมเป็นบ้านของเขาด้วยเช่นกัน คนเราจะไปไหนต่อไหนอย่างไร สุดท้ายก็ต้องกลับมาหา "บ้าน"  



ซาโตะ  ฮิคาริ  อายุ 25 ปี ( Mitsushima Hikari)  นางพยาบาล ที่รับผิดชอบคลุกคลีอยู่ในส่วนงานกุมารแพทย์ เธออ่อนโยน รักเด็ก แต่กลับไม่มีคนรักที่จะสามารถเปิดเผยได้ ละคิดถึงเรื่องการแต่งงานมีครอบครัวที่ดีอย่างที่อาซาฮีหวัง เพราะเธอนั้นเป็นชู้กับสามีคนอื่น  ซึ่งก็ไม่ใช่คนอื่นที่ไหนไกล แต่เป็นคุณหมอ มาซาโอมิ ชินโจ (Yoshioka Hidetaka)  อดีตเพื่อนบ้านใกล้ชิด ที่คอยช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา ถึงจะไม่ได้อยู่ใกล้กันอีกแล้ว แต่ยามใดมีปัญหาอาซาฮิจะวิ่งไปหา หวังปรึกษาพึ่งพาเหมือนเช่นเคยเป็น  แต่เขาไม่คิดเลยว่า หลังจากไว้วางใจฝากฝังน้องสาวให้ช่วยดูแล เพราะเธอได้ทำงานที่ รพ.เดียวกัน  เขากับเธอจะพัฒนาความสัมพันธ์ไปเป็นชู้รัก

อยากจะบอกว่าบทบาท "ฉันรักผัวเขา" นี้ ฝีมือการแสดงความเจ็บช้ำกล้ำกลืนของอาคาริช่างคู่ควรจริงๆ 


ซาโตะ  ฮารุ  อายุ 23 ปี  หนุ่มนักฝักที่ หลังจากเรียนจบแล้ว ก็ไม่ได้คิดทำงานอะไรเป็นหลักแหล่งมั่นคง เพราะเขานั้นทั้งรักและใฝ่ฝันจะเป็นนักแสดง ฮารุเป็นผู้นำกลุ่มละครเวทีที่เขารวมตัวกับเพื่อนๆ หวังจะทำฝันให้เป็นจริงโดยการปลุกปั้นคณะละครขึ้นมาเป็นอาชีพ 


ซาโตะ ทาดาชิ  อายุ 18 ปี  (Nomura Shuhei) การมีพี่ชายติดคุก เป็นเรื่องน่าอับอายหนึ่งที่ทำให้ฮารุถูกกลั่นแกล้ง และเขาก็หนีปัญหาด้วยการออกจากโรงเรียน   เขาตกหลุมรักและคบหากับ นากาฮาระ คาซุมิ (Hashimoto Ai) แต่ที่สุดแล้วก็เป็นแค่การหลอกลวงหาเงินของเธอเท่านั้น  ในบรรดาพี่น้องทั้งหมดทาดาชิสนิทกับฮารุมากที่สุด  เมื่อเขาบอกเล่ากับพี่ชาย ฮารุจึงเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานี้ให้ และเขาก็พบว่า คาซุมิ มีลักษณะเหมาะกับการจะเป็นนักแสดง เขาจึงให้เธอมาลองเล่นละครแทนแฟนสาวของฮารุที่ยอมแพ้แก่ความฝันที่มันยากจะเป็นจริงและวางมือไป  ฮารุได้ค้นพบพรสวรรค์ของคาซุมิ  และคาซุมิเองก็ได้พบความฝันของตัวเอง การแสดงคือสิ่งที่เธอชอบ  ความหลงใหลทุ่มเทต่อการแสดง ทำให้ทาดาชิ ที่แม้จะเคยโดนหลอกแต่ก็ยิ่งรักยิ่งชอบ ทาดาชิมากกว่าเดิม

 แต่ปัญหารักสามเส้า เราสามคน หนึ่งหญิง สองพี่น้อง ความหึงหวง ทรยศ ก็ทำให้เกิดเรื่องร้ายขึ้น




ไม่รู้สึกว่าต้องคาดหวังอะไรเลย  หลังจากได้เห็นรายชื่อนักแสดงก็เชื่อว่ามันจะเป็นซีรีส์ที่น่าติดตาม  โดยเฉพาะสองคนแรกอย่างเอตะ และ มิตซุชิมะ ฮิคาริ ที่เคยประชันบทบาทสุดรันทดด้วยกันมาแล้วในซีรีส์ขมขื่นประทับใจเรื่อง Even so I will be living on  (Soredemo, Ikite Yuku หรืออีกชื่อ Still, Life Goes On) Best Drama ของ  Television Drama Academy Awards ครั้งที่ 70 ปี 2011 



พี่ชายคนโต อาซาฮี รักน้องสาวมาก  ไม่อยากเห็นฮิคาริต้องเจ็บปวดไปมากกว่าที่เป็นอยู่ จึงไม่อาจหักหาญห้ามปราม  แต่ซาโตรุนั้นตรงกันข้าม เขาต่อต้านเรื่องนี้อย่างแข็งกร้าว   ผลก็คือ  มีซีนหนึ่งที่เอตะได้พุ่งปราดเข้าไปตบหน้าฮิคาริอย่างแรง  ทำให้เรานึกถึงอีกซีนในเรื่อง Even so , I will be living on ที่เอตะถีบฮิคาริวซะเต็มเท้า ภาพยังชัดเจนติดตา เป็นดราม่าคู่ขวัญในใจเราเลยนะ  อยากให้เล่นด้วยกันบ่อยๆ 


"อย่าได้ให้เขาต้องมาทำอะไรแบบนี้อีก"   คำพูดประโยคนั้นของซาโตรุ ที่เอ่ยขึ้นหลังจากโดดถีบพี่ชายกระเด็น  และตบน้องสาวซะตัวเซ  มันเป็นซีนสะท้านใจมาก อาจไม่มีอะไรเลยที่จะฉุดรั้งฮิคาริได้ในความสัมพันธ์ที่เธอกล้ำกลืนยอมรับเพราะความรักที่มีต่อคุณหมอชินโจ แต่ถ้อยคำของพี่ชายคนรอง ที่ตอกย้ำภาพของความจริงตรงหน้าที่ว่า  อาซาฮี  พี่ชายที่ทุ่มเทเลี้ยงดูเธอมาหวังจะให้เธอมีชีวิตที่ดี  เขาต้องอดทนและเจ็บปวดแค่ไหนกับการกระทำที่ผิดศีลธรรมของเธอ  ผู้ชายหัวโบราณที่มักจะโวยวายโผงผางออกมา ผู้ชายที่ชอบจะสั่งสอนน้องๆ ของตัวเอง แต่เขากลับทำอะไรไม่ได้เลย เพราะไม่อยากให้น้องสาวเสียใจ  แย่ยิ่งกว่านั้นอาซาฮีกลับไม่ยอมแยกแยะผิดถูก ยอมก้มหัวและทำในสิ่งที่ซาโตรุไม่คิดว่าควรจะทำ ทั้งหมดก็เพื่อฮิคาริ  ความรักของพี่ชาย  อาจเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยฮิคาริให้เลือกเดินในหนทางที่ถูกต้องได้



เป็นเรื่องน่าประทับใจ  โดยเฉพาะฉากที่  ซาโตรุ อยู่กับ ฮิคาริ ลำพังสองคน พี่ชายที่บอกให้เธอปลดปล่อยมันออกมา  ในที่สุดฮิคาริที่ไม่ต้องการจะร้องไห้ก็ซบหน้าลงกับเข่าขอเขาแล้วปล่อยโอ   เอตะ กับ ฮิคาริ เล่นฉากนี้ได้ดีมาก 



ถัดจากนักแสดงคู่นั้น ก็ต้องเป็นนักแสดงคู่นี้   อาโออิ ยู  เป็นนางเอกคนโปรดอันดับต้นๆ ในใจเราอยู่แล้ว ได้มาเล่นกับขุ่นพี่ ซาโตชิ ที่หล่อเหลาเอาเรื่อง แม้ว่าตีนกาจะมาเยือนไม่น้อย แถมคาแรคเตอร์ยังบ้านๆ เป็นกรรมกรใช้แรงงานสังขารโทรมเหงื่อแลดูซอมซ่อสุดๆ  ..แต่ฮีก็ยังหล่อ (มันช่วยไม่ได้จริงๆ ) เคมีเข้ากั๊นเข้ากัน  น่ารักน่าเอ็นดู 







ที่ไม่ได้คาดไว้ แต่ถูกอกถูกใจกับการปะทะฝีมือ  คือ  ซาโตชิ กับ เอตะ  เวลาเล่นด้วยกัน แล้วดูเข้าขากันดีจัง   อาซาฮีเป็นคนโผงผาง ใจร้อน ชอบพูดจาสั่งสอนน้องๆ แต่ถ้าถูกย้อนก็ไม่เคยจะเถียงชนะ   และแล้วก็จะลงเอยด้วยการใช้กำลัง อาซาฮีเป็นคนชอบมวยปล้ำมาก  จึงมักใช้ท่ามวยปล้ำต่างๆ ในการจัดการน้องๆ  อีกทั้งยังชอบย้ำพูดย้ำเตือนน้องๆ ด้วยการลำเลิกบุญคุณ มันตลกดีที่เพื่อจะสั่งสอนแล้ว อาซาฮีจะเริ่มต้นลำเลิก เพียงขึ้นประโยคแรก  น้องๆ จะรู้เลยว่าประโยคต่อไปเขาจะพูดอะไรต่อ ถึงกับจดจำล้อเลียนประโยคคำพูดของพี่ชายรับส่งกันได้เป็นทอดๆ 


จากคาแรคเตอร์ดังกล่าว อาซาฮี อาจดูเหมือนคนไม่น่าเคารพสักเท่าไร ความตรงไปตรงมาของเขา บางครั้งก็เหมือนคนซื่อๆ โง่ๆ  ความคิดความอ่านการมองโลก ซาโตรุถึงกับว่าพี่ชายเป็นคน "โลกแคบ"  แถมยังเป็นพวกไร้ศักดิ์ศรี  เพราะแม้จะได้ชื่อว่าเป็นคนที่เลี้ยงดูส่งเสียน้องๆ แต่อาซาฮีก็มี "ความลับ" ที่มีแต่เพียงซาโตรุเท่านั้นที่รู้  และด้วยเหตุนั้น  เขาจึงไม่อาจยอมรับอาซาฮีในฐานะพี่ชายและหนีออกจากบ้านไป  เราชอบเนื้อเรื่องส่วนนี้มาก เมื่อเรื่องราวนี้ถูกเปิดเผย ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใครยอมรับได้จริงๆ  แต่อาซาฮีที่ถูกน้องๆ รุมประนามกลับเอ่ยประโยคนนี้ 

"ฉันไม่มีความคิดที่จะรู้สึกผิด  หรือ ขอโทษพวกแกหรอกนะ" 

มันเป็นละครที่ทำให้เราค่อยๆ ซึมซับความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร  ขอร้องไห้ให้กับอาซาฮี ในหลายประเด็นของการเป็นพี่ชายคนโต  และขอซาบซึ้งกับซาโตรุ ที่ค่อยๆ สัมผัสถึง เริ่มสำนึกและเข้าใจในสิ่งต่างๆ ที่พี่ชายทำ เขาคืนคนที่รับไม่ได้และหนีไป แต่อาซาฮีคือคนที่แบกรับไว้ทุกอย่าง  หลายเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ซาโตรุเริ่มเข้าใจและยอมรับ  และในที่สุดเขาก็ยอมเอ่ยเรียก "อาซา-โอนิ" (โอนี แปลว่าพี่)   

"ถ้าผมไม่หนีออกจากบ้านและอยู่กับเขา ชีวิตผมคงดีกว่านี้"




"ฉันรู้สึกว่าพี่ชายของคุณต้องการคุณ  ความสัมพันธ์ของคุณกับพี่ของคุณเหมือนแสงสว่างและเงา

"ผมเป็นแสงสว่างเขาเป็นเงาใช่ไหม"

"เปล่า...คุณเป็นเงาต่างหากน่ะ แสงสว่างน่ะบางทีก็ไม่รู้จะส่องไปทางไหนถ้าไม่มีเงา"

มีใครคนหนึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ของ อาซาฮี กับซาโตรุ ไว้เช่นนั้น  ไม่มีใครเข้มแข็งอยู่ได้ตลอดไป แม้แต่พี่ชายคนโตอย่างอาซาฮีในยามหมดแรงหรือเหนื่อยล้าเขาก็ต้องการจะพึ่งพาใครสักคน คนที่จะช่วยแบ่งเบาความรับผิดชอบ แบ่งปันความเจ็บปวด และผลักดันเขาให้ลุกขึ้นสู้ 

อาซาฮีผู้ชายที่บุคลิกไม่น่าเป็นคนน่าพึ่งพา ไม่น่าเคารพนับถือ  แต่กลับเป็นคนที่พึ่งพาได้ และได้รับความเคารพนับถืออย่างที่สุด  รักเอตะ แต่ว่าชอบบทของซาโตชิมากที่สุดในเรื่องค่ะ  เป็นบท "พี่ชายที่แสนดี" ที่มีเสน่ห์ดึงดูดความรู้สึกมาก



ดูซีรีส์เรื่องนี้แล้วจะกล่าวว่าเป็นการชุมนุมดารายอดฝีมือก็คงจะไม่โอเวอร์มากไปนัก  เพราะไม่ว่าจะเป็น ซาโตชิ,  เอตะ, ฮิคาริ , อาโออิ-ยู , มาซามิ   ต่างก็มีประสบการณ์ผ่านงานแสดงมามาก ต่างก็เป็นนักแสดงนำตัวเด่นๆ กันทั้งนั้น  แม้แต่นางเอกน้องใหม่อย่าง ฮาชิโมโตะ อาอิ  ก็ฝากฝีมือการแสดงในเรื่องนี้เอาไว้ไม่น้อย โอเวอร์แอคติ้งในการแสดงออกทางอารมณ์มันก็มีอยู่บ้าง ซึ่งก็เห็นได้เป็นปกติของตัวละครในซีรีส์ญี่ปุ่นที่มักจะตะโกนโหวกเหวก ครอบครัวซาโตะนี่ก็สุดจะเอะอะมะเทิ่ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกขัดใจอะไร  เนื้อหาของละครก็ทำดีมาก ได้อ่านรีวิวในพันทิปพบลิงค์นี้  Wakamonotachi 2014 - สุขและทุกข์ของชีวิตนั้น คือความงดงาม  และคิดว่าคำวิจารณ์นี้แหละ ถูกใจใช่เลย เห็นด้วยอย่างแรง 

"  ความสัมพันธ์ของห้าพี่น้องและคนรอบข้าง ที่มีทั้งความผิดพลาดในอดีต ความลับที่ไม่อยากเปิดเผย  ความทุกข์ที่เก็บซ่อนไว้ในใจ ผ่านเรื่องราวของสังคมญี่ปุ่นในระดับคนหาเช้ากินค่ำ ซึ่งเรื่องราวอันดูเหมือนว่าจะไม่น่าบันเทิงใจนี้ กลับร้อยเรียงออกมาได้อย่างงดงาม มีแง่มุมอันลึกซึ้ง และมีบทพูด ที่ซื่อ ๆ แต่กินใจ และเมื่อรวมกับพลังการแสดงอันสุดยอดของดาราทุกคน นี่คือละครแนวหลายชีวิต ที่ผมเชื่อว่า ใครที่ได้ดูจะต้องรักและประทับใจอย่างแน่นอน (แอบเสียน้ำตาไปหลายฉาก)" 



"แกน่ะกำลังวิ่งหนีอยู่ไม่ใช่เหรอ    อย่าโทษคนอื่นเวลาที่แกหยุดเดินไปข้างหน้า

แกยังไม่พยายามเลย     เลิกทำเหมือนกับว่ามันหมดหวังซักที

ก่อนที่แกจะหาข้ออ้าง ลุกขึ้นมาสู้กับฉันให้สุดแรงก่อนสิ

สู้กลับถึงแม้จะดูน่าสมเพช  ต่อให้แกต้องเจ็บปวดทรมาน โดนหยาม โดนหัวเราะ 

ถ้าแกทนกับเรื่องนั้นไม่ได้  ชีวิตนี้แกไม่มีวันทำอะไรสำเร็จหรอก"


คำพูดนี้มาจากซีนที่ฮาซาฮีสั่งสอนฮารุท่ามกลางสายฝน แต่อารมณ์นี่สะท้อนไปถึงน้องๆ ทุกคนที่ยืนกางร่มยืนดูอยู่  โดยเฉพาะซาโตรุ  ยังมีอีกหลายซีนที่รู้สึกอินมาก แล้วร้องไห้ไปก็ไม่น้อย  แต่ไม่ใช่เพราะรู้สึกระทมทุกข์ปวดร้าวใจไปกับพวกเขานะคะ  มันเป็นน้ำตาของความซาบซึ้ง อิ่มเอมใจเสียมากกว่า    ในความสัมพันธ์ครอบครัว-พี่น้อง  ไม่ได้รักกันดูดดื่ม ดีกันหวานชื่น ไม่ได้มีชีวิตราบรื่นสวยหรู  ตรงกันข้ามมันเต็มไปด้วยปัญหาน้อยใหญ่  ความขัดแย้งทะเลาะกัน มีสาระบ้างไร้สาระบ้าง   แต่มันจะมีช่วงเวลา ที่พี่น้องกัน ไม่มีวันตัดกันได้ขาด พี่น้องกันจะยอมรับไม่ว่าเรื่องดีเรื่องเลว และพี่น้องกันจะช่วยเหลือ  เคียงข้าง  ร่วมสุขร่วมทุกข์   นั่นแหละเรื่องราวของ All about my sibling  ที่ทำให้เราได้ย้อนมองถึงความสัมพันธ์พี่น้องของตัวเอง  เจือจางทัศนคติในแง่ไม่ดี ลบบางความรู้สึกที่ค้างคา  เพราะบางสิ่งบางอย่างที่ได้เรียนรู้จากซีรีส์เรื่องนี้  







เมื่อเป็นเรื่องราวของคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำ  อาโออิ ยู ที่รับบทแม้ค้าขายข้าวกล่อง  หรือ มาซามิ ที่เป็นสาวสาวไร่กับบุคลิกแลดูกร้านชีวิต จึงไม่ได้มีโอกาสแต่งหน้าตาให้สวยงานอะไร ดูหน้าเพียวๆ เสื้อผ้าพื้นๆ กับสภาพเหนื่อยๆ โทรมๆ    ซาโตชิก็โทรม  ยิ่งเอตะด้วยแล้ว .. ซอมซ่อจริงๆ  นี่แหละคือความเป็นซีรีส์ญี่ปุ่น .. ไม่หล่อไม่สวยไม่แคร์ เอาแค่สมจริงตามบรรยากาศ แต่กระนั้น รอยยิ้มของอาโออิ-ยู ก็ยังเป็นรอยยิ้มละลายใจอยู่ดีล่ะนะ 

ดูแล้วคงหายคิดถึง เอตะ ไปสักพัก ..

เป็นซีรีส์ดีงาม ที่อยากแนะนำให้หาโอกาสรับชมกันนะคะ 











 

Create Date : 09 พฤษภาคม 2558    
Last Update : 9 พฤษภาคม 2558 17:58:32 น.
Counter : 1267 Pageviews.  

IRYU 4 : Team Medical Dragon สุดยอดทีมแพทย์รวมตัวกันอีกครั้ง....



Title :  IRYU 4  ~Team Medical Dragon~
Writer : Hedeya Hamada, Kayo Hikawa
Director : Naruhide Mizuta, Ryo Tanaka, Tomonobu Moriwaka
Network :  Fuji TV   January 9 - Mar 20,2014 Thursdays 22.00-22.54 
Episode :  11   TV Rating : 12.1%



มันเหมือนเป็นภาระจริงๆ นะคะ กับการมีซีรีส์ภาคต่อ เพราะดูมาแล้วสามภาคก็อดไม่ได้ที่จะดูต่อภาคสี่   โดยที่ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะคุณหมอคนเก่ง ก็คงจะเก่งเว่อร์วังอลังการเหมือนเดิม  แต่พอดูไปตอนแรกตอนเดียวกลับรู้สึกชอบมาก  ความรู้สึกประทับใจ ควรจะเกิดตอนเราดูซีรีส์จบใช่ไหมคะ แต่เรากลับรู้สึกประทับใจตั้งแต่ตอนแรกเสียเลยนี่  เพราะไม่ว่าจะในแง่ของความสามารถหรืออุดมการณ์ ต้องถือเป็นการโชว์พาวของทีมดราก้อนแบบจัดเต็ม


โดยในภาคสี่นี้  อาซาดะ ริวทาโร่ (Sakaguchi Kenji) จะกลับมาที่ญี่ปุ่น เพื่อทำงานให้กับโรงพยาบาลท้องถิ่นขนาดเล็กที่ชื่อว่า "โรงพยาบาลซากุไร"

ไม่ไกลกันนั้น มี รพ. ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งชื่อว่า L&P Hospital การดำเนินธุรกิจทางการแพทย์ของ รพ.แห่งนี้ ได้บีบให้ รพ.ขนาดเล็กอื่นๆ ดำเนินการอยู่ไม่ได้    รพ.ซากุไร เองก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนทั้งเครื่องมือและบุคลากรทางการแพทย์ อาจทำให้ รพ. ต้องปิดตัวลงในไม่ช้า




รพ.ซากุไร  เป็นที่ที่สร้าง  อาซาดะ ริวทาโร่ ขึ้นมา  ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ชูโซ ซากุไร คืออาจารย์แพทย์ของเขา  ลูกศิษย์เป็นคนอย่างนี้ คงบอกได้ว่าอาจารย์เป็นคนอย่างไหน  รพ.ซากุไร ดำเนินกิจการเพื่อรักษาดูแลผู้ป่วย และเห็นผู้ป่วยสำคัญที่สุดโดยไม่ได้แบ่งแยกพวกเขาตามฐานะการเงิน หรือปฏิเสธที่จะรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงเสียชีวิตสูง หรือผู้ป่วยในบางภาวะที่ รพ.ขนาดใหญ่อาจเห็นว่าไม่คุ้มค่ากับการจะให้การรักษาพยาบาล  รพ.ซากุไร แม้จะเป็น รพ.เก่าๆ ที่ไม่ได้มีอะไรพร้อมมากนัก แต่ก็เป็น รพ.ที่ยืนหยัดเป็นที่พึ่งสุดท้ายแก่ผู้ป่วยเหล่านั้น



ชูโซ ซากุไร  ผู้อำนวยการ รพ.ซากุไร  อาจารย์แพทย์ของอาซาดะ

อำนาจอิทธิพลของ รพ. L&P  นอกจากจะทำให้ รพ.ซากุไรอยู่ในสถานการณ์ลำบากแล้ว รพ.แห่งนี้กำลังวางแผนธุรกิจการแพทย์เพื่อกอบโกยครั้งใหญ่ด้วยการขยายสาขาและส่งออกแพทย์ไปสู่ต่างประเทศ ซึ่งศูนย์การแพทย์ทันสมัยครบวงจรแห่งแรก จะก่อตั้งขึ้นที่ประเทศอินเดีย  โดยมี ทาเคโอะ  โนงุจิ (Kishibe Ittoku) เป็นผู้ดูแลโครงการนี้  ร่วมกับ โอคามุระ ทาดาชิ  (Katsunori Takahashi)  ที่ปรึกษาด้านการจัดการของรัฐบาลและโรงพยาบาล L&P.

และเพื่อจะบรรลุเป้าหมายธุรกิจนั้น พวกเขาต้องการซุปเปอร์สตาร์ทางการแพทย์ ซึ่งก็คือ ทีมดราก้อน



ในทางตรงกันข้ามกัน  อาซาดะ ริวทาโร่ ก็ต้องการจะสานต่อเจตนารมณ์ของอาจารย์ซากุไร โดยการสร้าง รพ.แห่งนี้ให้เป็น รพ. เพื่อทำหน้าที่ทางการแพทย์ต่อผู้ป่วยอย่างสมบูรณ์แบบ  

"ในฐานะหมอ เราไม่ได้รักษาแค่โรคของคนไข้เท่านั้น แต่เรารักษาทุกอย่างของเขา"

"ผมสนใจแค่ช่วยเหลือคนไข้ตรงหน้าให้ดีที่สุดครับ"

"อาซาดะ ริวทาโร่ คือหมอที่จะเลือกวิธีที่ดีที่่สุดให้กับคนไข้"

อาซาดะจึงได้รวบรวมสมาชิกทีมดราก้อนที่ประจำอยู่ รพ.ต่างๆ  เพื่อมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง 



ส่วนทางด้าน รพ. L&P  โอคามุระ ที่ปรึกษาด้านการจัดการของ รพ. ได้ชักนำ คุณหมอคิโต้ (์Natsuki Mari) เข้ามาร่วมงานในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง  เธอผู้นี้ที่มักจะเอ่ยเพียงชื่อ "อาซาดะ ริวทาโร่" แทนความรู้สึกยกย่องชื่นชมในฝีมือ  แต่ไม่ได้หมายความจะเป็นพวกเดียวกันหรอกนะ  ในภาคสี่นี้ภายใต้สีหน้ายิ้มๆ ของคุณหมอคิโต้  การร่วมมือกับโอคามุระ ขณะที่เธอเองก็ยังเข้าร่วมการรักษาปฏิบัติหน้าที่ศัลยแพทย์ในกรณีสำคัญๆ อยู่ด้วย ยากจะคาดเดาว่าคุณหมอคิโต้คิดจะทำอะไร และข้อตกลงแลกเปลี่ยนกับโอคามุระเกี่ยวกับทีมดราก้อนนั้นคืออะไรกันแน่




ที่ L&P มี คุณหมอคิฮาระ ทาเคฮิโอะ (Ikeda Tetsuhiro) เป็นหัวหน้าแผนกศัลแพทย์  ยังคงขี้โม้และตอบสนองทุกนโยบายของผู้มีอิทธิพลในโรงพยาบาลเช่นเคย  คุณหมอคิฮาระชอบโม้กับบรรดาแพทย์ฝึกหัดว่าตนนั้นเป็นผู้สร้างทีมดราก้อนขึ้นมา (ตลกดี) ซึ่งเนื้อแท้ในจิตใจที่คุณหมอเขาก็ชื่นชมในทีมดราก้อนมาก มีความเชื่อมั่นศรัทธา และเป็นกำลังใจให้ทีมดราก้อนให้ทำการผ่าตัดสำเร็จ และในบางครั้งเขาถึงกับต้องหลั่งน้ำตาให้

ส่วนทาง รพ.ซากุไร มีคุณพยาบาลอาวุโส อิโนฮาระ คาโอรุ (Kimura Midoriko) เธอเรียกอาซาดะว่า ริวทาโร่จัง  เป็นตัวละครที่ช่วยให้เรารู้สึกถึงบรรยากาศคุ้นเคยเก่าๆ ระหว่างคุณหมออาซาดะ กับคนเก่าคนแก่ของ รพ.ซากุไร   ทั้งคุณหมอซากุไร ผู้เป็น ผอ. และอาจารย์ และตัวเธอเอง ที่ได้ร่วมงานกับอาซาดะสมัยที่เขาเริ่มเป็นแพทย์ใหม่ๆ ที่โรงพยาบาลนี้   ในน้ำเสียงจึงมีความสนิทเอ็นดู หมออาซาดะจึงพลอยน่าเอ็นดูไปด้วย (แม้หน้าตาจะไม่ให้)  พยาบาลอิโนฮาระเป็นพยาบาลมืออาชีพที่ทำงานร่วมกับคุณหมอซากุไร ผู้เป็นอาจารย์ของอาซาดะ มานานมาก  นั่นย่อมหมายถึงว่าเธอเป็นพยาบาลยอดฝีมือที่การร่วมผ่าตัดกันทีมดราก้อนไม่อาจเป็นปัญหาให้ครณามือ

และการมาทำงานในโรงพยาบาลเล็กๆ ของอาซาดะ ก็ทำให้มีภาพของการเป็นหมอแบบธรรมดาๆ กับเขาบ้าง  นั่งพบปะคนไข้สอบถามอาการทำให้รู้สึกว่าหมออาซาดะเห็นหน้าโหดอย่างนี้ก็มีความอบอุ่นไม่น้อย


คุณหมออาซาดะยิ้มเป็นด้วยล่ะค่ะ  



เรื่อง IRYU ดำเนินมาแล้วสามภาค   ภาคนี้สมาชิกทีมดราก้อนแต่ละคนย่อมผ่านการขัดเกลาจิตใจของการเป็นแพทย์ จากการได้คลุกคลีตีวงกับคุณหมออาซาดะมาหมดแล้ว  อดีตสมาชิกทีมดราก้อนที่ไม่ว่าจะอยู่ รพ.เดียวกัน หรือ ที่ยังอยู่ต่าง รพ. กัน  พวกเขารวมตัวและช่วยเหลือกันด้วยใจ  "เงิน" ไม่อาจซื้อพวกเขาได้อีกต่อไปแล้ว  

โอคามุระเข้าใจเรื่องนั้นเป็นอย่างดี  การจะได้มาซึ่งทีมดราก้อน ต้องใช้ความล้ำลึกกว่านั้น และหนึ่งในแผนการของเขาคือการให้ รพ.ใหญ่ L&P  เป็นพันธมิตรทางการแพทย์กับ รพ.ซากุไร  และด้วยความเป็นพันธมิตร เขาจึงมีข้ออ้างที่จะจัดส่ง คุณหมอฮายากาวะ ( Emoto Tasaku) แพทย์ฝึกหัดของ รพ. L&P ไปประจำอยู่ที่ รพ.ซากุไร  เพื่อให้เป็นสปายคอยรายงานความเคลื่อนไหวของอาซาดะและการดำเนินการเรื่องต่างๆ ของ รพ.ซากุไร  





แม้ว่าคุณหมอทุกคนจะมีจิตวิญญาณของการเป็นแพทย์และอยากจะร่วมมือกับอาซาดะเต็มที่  แต่ในเมื่อทุกคนก็เป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว  คุณหมอแต่ละคนล้วนมีความฝันมีจุดมุ่งหมายทางการแพทย์ในส่วนลึกของตัวเอง  และโอคามุระ ก็ฉลาดพอจะรู้และเข้าใจในจิตใจของแพทย์เหล่านั้น   ..  การรวมตัวของทีมดราก้อนจึงเป็นไปได้ไม่นาน  โอคามุระจะวางแผนเพื่อดึงพวกเขาแยกจากไป ทีละคนๆ

แต่คำว่าทีม ไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่ร่วมกัน เรื่องราวที่ดำเนินไปในแต่ละตอนจึงสนุกมาก  


มีหลายสิ่งที่ชอบใน IRYU 4

เทพอาซาดะ ริวทาโร่   คุณหมอท่านเก่งระดับฟ้าประทานหัตถ์นี้เพือการเยียวยา  ผ่าตัดรักษาสำเร็จทุกเคส โค-ตระ อภิ -มหายาก  แต่เรากลับไม่รู้สึกต่ออาซาดะว่าเป็นพวกอัจฉริยะสักเท่าไร เพราะภาพของอาซาดะที่มักจะมองแผ่นเอ็กซเรย์  อ่านชาร์ตเกี่ยวกับอาการและแผนการรักษาในยามที่อยู่ลำพัง ภาพสายตาเขาสังเกตมองดูอาการผู้ป่วยและไม่ละเลยในอาการเล็กน้อยที่พบเห็น  มีการประชุมปรึกษา รับฟังความคิดเห็นของแพทย์คนอื่น นอกจากภาพของการทบทวนครุ่นคิดเหล่านั้นแล้ว อาซาดะยังทำการฝึกซ้อมผ่าตัดอีกด้วย   ยิ่งถ้ามีการรำลึกความหลัง สมัยอาซาดะยังเป็นแพทย์ใหม่ ยิ่งช่วยได้อีกในแง่ว่าเขาก็เป็นหมอธรรมดานี่แหละแต่ที่เก่งขนาดนั้น เพราะเขาฝึกฝนมามาก ทำมามาก และใส่ใจผู้ป่วยมากกว่าคนอื่น  อาซาดะไม่เคยยโสโอ้อวดในฝีมือของตัวเองเลย แม้จะในแง่ของการข่มขวัญศัตรูก็เหอะ พูดน้อยมาก และถ้าจะพูดยาวๆ ก็มักจะเกียวกับผู้ป่วยน่ะแหละ  เขานึกถึงแต่การจะช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิต จากภาคหนึ่งถึงภาคสี่ อาซะดะไม่เคยเปลี่ยนเลย นี่คือตัวละครที่แสดงถึงการเป็นแพทย์โดยจิตวิญญาณ ซึ่งไม่รู้จะมีหมอแบบนี้อยู่บ้างหรือเปล่าในโลกของความเป็นจริง

ในภาคนี้ มีหลายเหตุการณ์ที่ช่วยตอกย้ำให้ยิ่งรู้สึกว่า อาซาดะ ไม่ใช่อัจฉริยะ  มีบางสิ่งที่อาซาดะทำไม่ได้ และมีบางสิ่งที่อาซาดะขอให้คนอื่นทำ เพราะแพทย์เหล่านั้นจะทำได้ดีกว่าเขา  เพราะแพทย์ผ่าตัดเป็นเรื่องความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และมันยังมีข้อจำกัดในอาการของผู้ป่วยอีกด้วย มันไม่มีภาพของอาซาดะที่คิดจะเอาชนะโรคภัยให้ได้ แต่เป็นภาพของคนที่ก้มหัวลงและยอมรับ  

"ทำไม่ได้ครับ  ผมขอโทษครับ" 

เป็นประโยคที่ทำเราร้องไห้ได้เลย  .. อารมณ์ประมาณว่าท่านเทพอาซาดะก็มีโมเมนท์ "ทำไม่ได้" กับเขาเหมือนกันนะเออ

เหล่าเทพชุมนุม เป็น  ทีมดราก้อน แต่ละเคสการรักษา มันช่างเต็มไปด้วยอุปสรรคและความยากลำบาก  แต่เพราะพวกเขาเหล่าสมาชิกทีมดราก้อนล้วนมีฝีมือขั้นเทพ ยากแค่ไหนก็ย่อมจะทำได้ถ้าหากว่าผู้ลงมือคือ ทีมดราก้อน



หัวใจของการเป็นแพทย์  ที่ถ่ายทอดออกมาผ่านเรื่องราวของคุณหมอแต่ละคน (คงไม่ต้องพูดถึงอาซาดะที่น่ายกย่องเพราะนั่นคือหมอในโลกอุดมคติอย่างสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว) อายุรแพทย์  วิสัญญีแพทย์  ศัลแพทย์ การค้นคว้าวิจัย  แต่ที่เรารู้สึกอินมากคือเรื่องของคุณหมอฮายากาวะ แพทย์มือใหม่ฝึกหัด ที่เต็มไปด้วยอคติต่อการทำงานบนความแตกต่างระหว่าง รพ.ใหญ่ที่เพียบพร้อมอย่าง L&P และ รพ.ซากุไร ที่ขาดแคลน  เขาถูกส่งมาเป็นสปาย  และต้องการจะกลับไปเป็นหมอ รพ.ใหญ่ที่สะดวกสบาย มีพยาบาลคอยรายงาน มีเทคโนโลยีช่วยวิเคราะห์  แต่แล้ว รพ.เล็กๆ แห่งนี้ ก็ทำให้คุณหมอได้รับบทเรียนสำคัญ บางสิ่งที่หมอต้องทำ บางสิ่งที่เทคโนโลยีทันสมัยแค่ไหนก็ไม่อาจทำได้ นั่นคือ ความใส่ใจ การละเลยของหมอแม้เพียงน้อยนิด อาจมีผลต่อชีวิตเป็นตายของผู้ป่วย  เขาที่เคยต่อต้านทุกอย่าง จะเริ่มเปิดใจซึมซับการเป็นหมอจากคุณหมอซากุไร และอาซาดะที่ รพ.เล็กๆ ที่เคยดูแคลนแห่งนี้ 



เคสการรักษาและ...ในห้องผ่าตัด  ชอบภาพการอธิบายวิธีการผ่าตัด ช่วยได้มากสำหรับคนที่ไม่มีความรู้ทางการแพทย์  ป่วยตรงไหน จะผ่าตัดอย่างไร  และชอบยิ่งกว่านั้น เมื่อแพทย์ชุมนุมกันอยู่เหนือเตียงผ่าตัดภายใต้แสงไฟที่สาดส่อง  เพราะนี่คือการช่วยชีวิตคน  ดูแล้วมันเป็นภาพที่สวยงาม







ชอบเป็นพิเศษคือคุณหมออาราเสะ  เขาเท่ทุกครั้งเวลาเรียกหา "แท่นยืน" และวางยาสลบโดยการนับ 1 - 7



มุมกล้อง แสงและเงา   เรื่องนี้โดนใจมาก  อธิบายไม่ถูกต้องดูกันเอาเอง  ช่วยบิ๊วอารมณ์ความรู้สึกในแต่ละฉากละตอนได้ดีจริงๆ







แผ่นหลังของคุณหมออาซาดะ ริวทาโร่  ... ฮาฮ่า  อันนี้ชอบมากเป็นการส่วนตัว ที่จริงแล้วก็ไม่เชิงแผ่นหลังของเขาซะทีเดียวนะคะ (แต่มุมนี้เท่ที่สุด)  ชอบเวลาคุณหมอเดินดุ่มๆ อยู่ในวอร์ดคนเดียว  ชอบเวลาสะบัดเสื้อกาวน์สีขาว ชอบเวลาเค้าละมือจากกรรไกรผ่าตัดที่ตกกระทบลงที่รองรับเสียงดังแกร๊ง  เป็นอันว่าการผ่าตัดสำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว เท่ทุกครั้งที่ประตูห้องผ่าตัดเลื่อนเปิดออก เวลานักแสดงมาเล่นเป็นหมอ ถึงจะไม่หล่อแต่ดูยังไงก็เท่



เจ้าแห่งแผนการ

คุณหมอโนงุจิ  มาด้วยสีหน้าอาการดั่งคนโรคจิต มุมกล้องมักจะซูมส่องผ่านตู้ปลาในห้องทำงานของเขา .. (ชอบมาก) หน้าตาช่างน่าหมั่นไส้ชิงชังซะจริงๆ 





โอคามุระ  หน้าตาก็ไม่ได้หล่อนะคะ  แต่ด้วยมาดของการเป็นนักธุรกิจที่ฉลาดสุขุม  สุภาพด้วย  บางทีก็เหมือนจะร้าย บางทีก็เหมือนจะดี  เขาคิดอะไรอยู่  และเจตนาที่แท้เป็นอย่างไรกันแน่  .. เป็นแง่มุมที่ชวนติดตาม  ชายคนนี้มีความหลัง  และมีอุดมการณ์มีความฝันที่เขาต้องการสร้างขึ้นมาด้วยสองมือเช่นกัน



อะไรก็ตามที่จะถูกวิจารณ์ได้ว่าเว่อร์ใน IRYU   ก็ยังคงเว่อร์อยู่อย่างนั้นเป็นปกติแหละค่ะ  ภาพการเปิดประตูเข้าสู่ห้องผ่าตัด  ภาพนี้มีการสลัดถุงมือเสียงดังเพิ่มเข้ามาอีกต่างหาก  นาฬิกาจับเวลา  เหตุฉุกเฉินในห้องผ่าตัดที่ชวนคิดว่า .. เก่งกันขนาดนั้นทำไมก่อนเข้าห้องผ่าตัดไม่รู้อาการ  (เพิ่งจะมาพบและแทรกซ้อน)  การผ่าตัดสำเร็จแล้วเดินออกมา ผ่านผู้คนที่ชื่นชมและปรบมือให้  ดนตรีประกอบที่บิ๊วอารมณ์ประหนึ่งคนเหล่านี้ได้กอบกู้โลกไว้ให้แก่มวลมนุษยชาติ   เว่อร์จริงๆ นะ แต่ก็เท่

ถ้าจะติมีนิดเดียว  ... อาซาดะเป็นหมอที่ผ่านงานมาแล้วอย่างโชกโชน หมอคนอื่นๆ ก็เช่นกัน จะเขียนบทให้เก่งอย่างไรก็ไม่น่าเกลียด   แต่กรณีที่ใช้หมอที่ไม่เคยจับมีดผ่าตัดมานานเป็นสิบปีมาผ่าเคสยากขนาดนั้น เราค่อนข้างยากจะยอมรับได้ยากในความอัจฉริยะ 

ถ้าใครชอบซีรีย์หมอๆ  ถึงจะภาคสี่แล้วแต่คิดว่ามันยังมีอะไรให้สนุกได้อยู่นะคะ  




เซอร์ไพรส์!!  .....  เสียงเรียก "ริวจัง"  ที่มีคนเรียกอยู่คนเดียว  กับรอยอมยิ้มของคุณหมอนี่ชวนมโนนะคะ เพราะเธอไม่ได้มาเองซะด้วย แต่เขาขอให้มา  ดูเขามีความสุขน่ะค่ะ    นี่ถ้าจะมีภาค 5 ต่ออีกช่วยทำให้หมออาซาดะมีความรัก รักคนนี้ สักหน่อยเห๊อะ





 

Create Date : 26 เมษายน 2558    
Last Update : 26 เมษายน 2558 15:33:17 น.
Counter : 4055 Pageviews.  

Uroboros มังกรสองตัวกินหางของกันและกัน อิคุตะ โทมะ vs โอกุริ ชุน



Title : ウロボロス  Ouroboros   
Genre: Suspense, mystery
Episodes: 10    Viewership ratings: 10.42
Broadcast network: TBS  2015-Jan-16 to 2015-Mar-20  Friday 22.00
Theme song: Sakura by Arashi

"นี่เรียกว่าอุโรโบโรส"

"อุโรโบโรสเหรอ"

"งูใหญ่สองตัวพวกนี้คือมังกร   พวกมันกินหางอีกฝ่ายเป็นวงกลมใช่ไหม มันแปลได้ว่าความเป็นนิรันดร์ และความไม่มีที่สิ้นสุด การสร้างและการทำลายล้าง รวมไปถึงความตาย และการคืนชีพ นั่นคือความหมายของมัน " 



เมื่อยี่สิบปีก่อนในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าชื่อ มาโรโฮบะ เกิดคดีฆาตกรรม คาชิวาบะ ยูอิโกะ ขึ้น ชายสี่คน หลบหนีจากที่เกิดเหตุ  เด็กชายอีกคนหนึ่งวิ่งมาพบศพของคุณครูนอนตายจมกองเลือดอยู่ตรงหน้าเด็กชายอีกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ฆาตกรรมแต่เขากลับจำอะไรไม่ได้เลย   เหตุการณ์นั้นถูกปกปิดโดยตำรวจ  จากกลุ่มอิทธิพลที่เรียกว่า นาฬิกาเรือนทอง   

"สำหรับคนที่ไม่มีครอบครัวอย่างเรา เธอเป็นเหมือนแม่จริงๆ แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับฉัน"

"ใครก็ตามที่พรากเธอไป ฉันจะฆ่าพวกมันให้หมด"






"ยกโทษให้ไม่ได้ ไม่ว่าพวกนั้นจะทำอะไร ถ้าเราปล่อยไว้แบบนี้มันก็จะหายไป"

"เราจะฆ่าพวกมัน  เราทั้งสองคน  เราจะแก้แค้นให้ได้"

เพื่อจะเอื้อมไปให้ถึงกลุ่มนาฬิกาเรือนทอง  เด็กสองคนจึงผูกพันกันด้วยสัญญาใจที่จะตามหาฆาตกรและทำการแก้แค้นให้กับครูยูอิโกะที่เป็นเหมือนแม่เป็นเหมือนครอบครัวของตน พวกเขาเติบโตและแยกกันไต่เต้าขึ้นไปในสองวงการ  เพื่อผงาดทั้งในโลกบนดินที่มีเกียรติอย่างวงการตำรวจ และโลกใต้ดินในวงการยากูซ่า 

ริวซากิ อิคุโอะ    (อิคุตะ โทมะ)  นักสืบมือหนึ่งของแผนกสืบสวนชิบูย่า ในกรมตำรวจนครบาล
ดันโนะ ทัตสึยะ   (โอกุริ ชุน)  หัวหน้าระดับสูงของแก๊งยากูซ่าที่บัญชาการอยู่ในถิ่นชิบูย่า

แม้สองคนใช้ชีวิตแตกต่าง แต่ทั้งหมดก็เพื่อเป้าหมายที่มีร่วมกันตลอดยี่สิบปีผ่านมา  
เป็นตำรวจกับยากูซ่า ที่ไม่มีใครล่วงรู้ถึงสถานะที่แท้จริงนั่นก็คือการเป็น "คู่หู" 



 "นี่  ฟังครูนะ ไม่ว่ายังไงเธอจะเดินออกจากเส้นทางที่ถูกต้องไม่ได้เลยนะ"




การย้ายเข้ามาในแผนกสองของ ฮิบิโนะ มิซุกิ (อุเอโนะ จูริ) ตำรวจสาวผู้เถรตรง ที่มีพ่อเป็นนายตำรวจผู้บัญชาการระดับสูง เธอเป็นคนรักความถูกต้องยุติธรรม และประกาศอย่างชัดเจนว่าเธอจะไม่มีวันให้อภัยกับคนที่เลือกเดินในเส้นทางที่ผิด และเพียงไม่นานเธอก็เริ่มสงสัยว่าอิคุโอะอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับดันโนะ ทัตสึยะ หัวหน้ายากูซ่าคนนั้น 

ความใกล้ชิดของมิซุกิในฐานะตำรวจคู่หูของอิคุโอะ  ทำให้ถ้อยคำสั่งสอนของของครูยูอิโกะถูกย้ำเตือนให้รำลึกถึง   บนหนทางที่จะนำไปสู่การแก้แค้น พวกเขาย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเข้าไปพัวพันกับเรื่องอาชญากรรมนอกกฏหมาย  ทัตสึยะ เป็นยากูซ่า และอิคุโอะเองก็พัวพันกับทัตสึยะ ผลงานการเป็นตำรวจมือหนึ่งนั้น มีทัตสึยะคอยส่งเสริมอยู่ในเงามืด 

"นั่นเป็นดวงตาของฆาตกร"

นายตำรวจโซโนะ บอกกับมิซุกิเช่นนั้น เขามีความสงสัยมานานว่าอิคุโอะที่ทุกคนรู้จัก อาจไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเขา อิคุโอะอาจเป็นใครอีกคนในบุคลิกอื่นที่มีความลับและความเลวร้ายซ่อนอยู่  



ในส่วนของตัวละคร ชอบความแตกต่างในสองบุคลิกของตำรวจกับยากูซ่ามาก

อิคุโอะ  ที่ตั้งแต่เด็กก็ร้องไห้ขี้แยอยู่เสมอ  โตมาแม้จะมีความแค้นคอยหล่อเลี้ยง แต่บุคลิกซื่อๆ โก๊ะ ที่แสดงออกเพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริงนั้นก็ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งที่แท้จริงของอิคุโอะจริงๆ  คำเรียก "ทัตจัง"  ที่เอ่ยออกมาทุกครั้งนั้น แสดงถึงความรักความผูกพันที่มีต่อทัตสึยะที่เติบโตมาพร้อมกันจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาโฮโรบะ  แต่ทางด้าน ทัตสึยะ ในมาดเย็นชาของยากูซ่า ค่อนข้างยากจะฟันธงว่ามีความรู้สึกต่ออิคุโอะในระดับเดียวกันหรือไม่ ความเป็นคนหัวดื้อและจิตใจที่แข็งกร้าวกว่าทำให้ทัตสึยะมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าต่อการจะบรรลุเป้าหมายโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น แม้แต่ความรู้สึกของอิคุโอะที่ก็คล้ายว่าจะไม่ได้สนใจไยดีสักเท่าไร  พบกันทัตสึยะก็คอยย้ำเตือนแต่เรื่องแก้แค้น และเรื่องที่อิคุโอะควรจะทำ 


แต่ก็น่าแปลก...ภายใต้สีหน้าแววตาที่ดูเย็นชาเหี้ยมเกรียม (การสวมแว่นตาไม่ได้ช่วยให้ซอฟลงเล้ย)  สิ่งที่ทัตสึยะกระทำต่อผู้อื่นที่ไม่ใช่ศัตรูกลับแสดงถึงความกรุณาปราณี . . . เอ่อ .. ชอบกล  เป็นคนยังไงกันแน่น่าสนใจมาก   กับอิคุโอะที่ทัตสึยะจะดูไร้ความรู้สึกอยู่เสมอ แต่ยามอยู่คนเดียวก็ไม่ใช่จะไม่ครุ่นคิดถึง   การที่อิคุโอะใกล้ชิดกับมิยูกิ คู่หูคนใหม่มากเข้า  บางสิ่งบางอย่างเริ่มก่อตัว  และทัตสึยะก็สัมผัสได้ถึงสิ่งนั้น  .. นั่นก็คือ "ความลังเล"  อิคุโอะที่ลึกๆ เริ่มไม่แน่ใจในสิ่งที่กำลังทำอยู่






แรกเริ่มความรู้สึกนั้นเคยคิดอยากให้ คุณตำรวจสาวมิซุกิ มาปิ๊งรัก (ต้องห้าม) กับ ยากูซ่าหนุ่มมากกว่าชอบตำรวจด้วยกันอย่างอิคุโอะที่เป็นคู่หูปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน   แต่ดูๆ ไปสักพัก  จะเริ่มปล่อยวางคิดว่านางเอกจะรักใครชอบใครช่างนางเถิด  เพราะบทของทัตสึยะนั้น ถูกใจมากมายโดยไม่ต้องการให้มีความรักมาเสริมเพิ่มเติมอีกแล้ว  มันดีมากๆ เลยล่ะที่ไม่จัดให้เป็นรักสามเส้าเราสามคนให้ระคายเคืองใจ

แม้จะใช้ชีวิตกันคนละแบบ แต่ปลายทางนั้นคือจุดหมายเดียวกัน  ทว่าเมื่อเรื่องราวพลิกผันมากมายเกิดขึ้น สิ่งที่คาดไม่เป็นอย่างที่คิด สิ่งที่เห็นไม่เป็นอย่างที่น่าจะเป็น  ทุกอย่างจะยังเหมือนเดิมอยู่ไหม 

อดไม่ได้ที่จะสปอยล์ เพราะชอบฉากนี้มากที่สุดในเรื่องค่ะ  อารมณ์แบบว่า หัวใจสลายผู้ชายแยกทาง

"ฉันกับนายจบกันแล้ว"

"เอ๊ะ? .."

"หน้าที่ของนายจบลงตรงนี้แล้ว อิคุโอะ จากนี้ไปฉันจะจัดการคนเดียว"

"ทุกสิ่งทุกอย่างจนถึงบัดนี้ ลืมมันไปเสียให้หมด อิคุโอะ ตั้งแต่นี้จงกลับไปใช้ชีวิตอยู่กับคนรอบๆ ตัวนายเสีย"

"ทำไมกันล่ะ?"
....... 


"ถ้านายเข้ามาใกล้อีก  ฉันจะฆ่านาย ! "

"ซาโยนาระ  อิคุโอะ"

ภาพชุนเอ่ยคำลาซาโยนาระด้วยรอยยิ้มนิดเดียว (นิดเดียวจริงๆ) ตรงมุมปาก  นี่ช่าง ..สุดเศร้าใจ นี่อาจเป็นร่องรอยความรู้สึกที่มีต่ออิคุโอะรอยเดียวที่ได้เห็นจากใบหน้าของเขาเลยนะ เป็นซีนที่ทำให้ชุนดูหล่อกระชากใจมากค่ะ Smiley



ตบท้ายด้วยการใส่หมวกกันน็อค  หันหลังให้   ภาพแผ่นหลังของเขา ที่จากไป .โอ้...เท่ที่สุด  เคยชอบชุนมากอย่างไร  ชอบมากขึ้นอีกในบทบาทของดันโนะ ทัตสึยะ   ( Smiley รักฝุดๆ ไปเลยอ่ะนะ )  ความจริงแล้ว คิดว่าบทของโทมะเด่นมากกว่าชุนนิดหน่อย และโดยปกติก็เป็นคนชอบโทมะถ้าเขาอยู่ในบทฉายเดี่ยว แต่ถ้ามีพระเอกรุ่นใหญ่หรือรุ่นๆ เดียวกันเล่นอยู่ด้วยทีไร  โทมะ กลายเป็นรักสำรองอันดับสองทันที (ขอโทษนะ ที่ลำเอียง ) 





หลังจากห่างหายจากการดูซีรีส์ญี่ปุ่นไปติดการอ่านหนังสือเสียนาน ไม่ได้ตามข่าวของบรรดาหนุ่มๆ ในสังกัดดาราประดับใจของตัวเองเลยค่ะ  กลับมาดูซีรีส์อีกที เหมือนกลับเข้าสู่วังวนเดิมๆ ติดหนึบ ดูเรื่องไหนก็สนุกไปซะหมด  เจอ Uroboros นี่ติดหนึบเลย  เพราะแต่ละองค์ประกอบโดนใจเหลือล้น ทั้งเนื้อเรื่อง ดราม่าแอคชั่น  นักแสดง  ชุน , โทมะ , จูริ และ เรียวโกะ  (ครูยูอิโกะ) คนโปรดทั้งนั้น  แล้วคาแรคเตอร์ตัวละครยังถูกใจเสียอีก  ตำรวจ กับ ยากูซ่า  เห็นภาพทีเซอร์ครั้งแรกที่ชุนสวมแว่นตา  แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังฟันธงอยู่ดีว่าชุนได้บทยากูซ่าแน่นอน เพราะรู้สึกอยู่เสมอว่าเขาเกิดมาเพื่อบทแนวนี้ 











"20 ปี มาแล้ว ที่พวกเรามีชีวิตอยู่เพื่อแก้แค้นให้ครูยูอิโกะ  ผมมีอุโรโบโรสของครูยูอิโกะเพื่อเตือนความจำ   ทัตจังก็มีรอยสักที่หลัง นานมากแล้ว  ที่เราไม่สามารถทิ้งมันไปได้" 

การมีชีวิตอยู่เพื่อการแก้แค้น  ชอบอารมณ์ยึดมั่นนี้ของตัวละครค่ะ  มันชวนติดตามกับคำถามที่ว่า ถ้าบรรลุเป้าหมายนี้แล้ว  หรือไม่มีเป้าหมายนี้แล้ว  แล้วยังไงต่อ ..  กับความลับดำมืดของวงการตำรวจและอดีตความลับความเป็นมาของคุณครูยูอิโกะ ที่ค่อยๆ เปิดเผยทีละเล็กละน้อยจากความทรงจำของอิคุโอะเองที่ถูกปิดกั้นมานานเพราะเขาเป็นเด็กคนเดียวที่อยู่ในเหตุการณ์สะเทือนใจตอนครูยูอิโกะถูกฆ่าตาย  เมื่อได้พบสิ่งกระตุ้น อิคุโอะก็เริ่มจะจดจำได้ทีละเล็กละน้อย  

มีเรื่องร้ายแรงบางอย่างเกิดขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อน และทุกคนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบัน ล้วนต้องพบกับการสูญเสีย   จากเงื่อนงำหนึ่ง สู่เงื่อนงำหนึ่ง ความสับสนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ความตายและแต่ละความจริงที่ปรากฏ ล้วนเป็นความเจ็บปวด   






















"ถ้าฉันปิดตาทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นว่าริวซากิซังได้ทำอะไรลงไปบ้าง คุณจะทำอะไรคะ  ถ้าฉันไม่สนใจว่าริวซากิซังเป็นคนแบบไหน แล้วถ้าต่อจากนี้ไปฉันอยากจะทำงานร่วมกับคุณ  ถ้าฉันอยากจะใช้ชีวิตร่วมกับริวซากิซังล่ะ ?  " 



"แต่..วัตถุประสงค์ของฉันไม่ใช่เพื่อเปิดเผยความลับของมาโฮโรบะ   ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการตายของยูอิโกะเซนเซย์ จะต้องถูกฆ่า"

"ทัตจังกับฉันรักยูอิโกะเซนเซย์มาก บางทีทัตจัง รักเธอมากกว่าใครๆ มาโดยตลอด ฉันก็เลยคิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ ที่ทัตจังเลือกฉันเป็นคู่หู  อาจเป็นเพราะฉันเป็นคนเดียวที่เห็นหน้าฆาตกร" 




".....ดันโนะ ทัตสึยะ จะไม่มาพบริวซากิซังอีก   แต่ฉัน จะอยู่เคียงข้างริวซากิซังตลอดไปค่ะ  ฉันจะไม่มีวันทิ้งคุณไป" 






"คนที่เป็นศัตรูมีแค่ผมคนเดียว  ริวซากิ อิคุโอะไม่เกี่ยวข้องอะไรเรื่องนี้ จากนี้ไป เขาไม่เกี่ยวข้องอะไรกับผมอีกแล้ว"

"ผมจะจบทุกอย่างด้วยวิธีของผม  แต่ถึงยังไง ผมก็อยากปกป้องเขา"

"พวกคุณคนเป็นตำรวจที่ผม ไว้ใจได้ใช่ไหม  หมอนั่นต่างจากผม เพราะงั้น ฝากด้วยนะ"





"ทัตจัง" 











เป็นเรื่องที่สนุก  ชวนติดตาม หนุ่มๆ เท่มาก  นักแสดงประกอบก็ช่วยให้เรื่องมีสีสันสนุกยิ่งขึ้น ชอบตำรวจ "โซโนะ" มากจริงๆ  แถมยังจบได้ถูกใจมากด้วย  ...  ชอบมากค่ะ  มีติอยู่นิดเดียวที่เราคิดว่า การถ่ายทอดความผูกพันของทัตจังกับอิคุโอะ มันยังไม่ค่อยอินค่ะ  รู้สึกว่ามันน้อย เรายังไม่เข้าถึงอารมณ์นั้นแบบสุดใจน่ะค่ะ 

เกือบลืมเอ่ยถึงเพลงประกอบ  ไม่อยากจะเชื่อว่าเป็น  Arashi อีกแล้ว  คือเวลาชอบเพลงประกอบละครเรื่องไหนมากจนถึงขั้นต้องมองหาชื่อเพลง และเจ้าของเพลง จากซีรีส์ญี่ปุ่นเนี่ยคะ  เป็น Arashi แทบทุกครั้งเลย  ไม่ได้เป็นคนชอบฟังเพลงญี่ปุ่นนะคะ  แต่เป็นแบบนี้แล้วชวนให้คิดว่าอาราชิคงเป็นวงที่ดีจริงๆ 




 

Create Date : 25 เมษายน 2558    
Last Update : 27 เมษายน 2558 19:26:22 น.
Counter : 1453 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

prysang
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 94 คน [?]




จำนวนผู้ชม คน : Users Online
New Comments
Friends' blogs
[Add prysang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.