Group Blog
 
All blogs
 
LAMB : คำให้การสหายพระเยซู - ใครจะบอกเล่าเรื่องเราได้ดีกว่าสหาย _เลไว บิฟฟ์

คำให้การสหายพระเยซู

Lamb : The Gospel Accordig to Biff, Christs Childhood Pal

Christopher Moore เขียน  นพดล เวชสวัสดิ์ แปล


ใครจะบอกเล่าเรื่องเราได้ดีกว่าสหาย  ประโยคนี้เป็นของบล็อกเกอร์ยูเซอร์นาม I.am.Victor ผู้เขียนรีวิวนิยายเรื่องนี้ เมื่อสองปีก่อน ทำให้รู้สึกอยากอ่านเรื่องนี้ อ่านแล้วยังต้องขอถือวิสาสะนำประโยคนี้มาใช้เป็นหัวข้อบล็อกอีกต่างหาก ชอบค่ะ  มันโดนใจใช่เลย 

ในวาระครบรอบ ๓๐ ปี  ของการทำงานแปล คุณนพดล เวชสวัสดิ์ ได้ถอดความแปลหนังสือที่กล่าวว่าเป็นผลงานชิ้นเอก  "เพชรยอดมงกุฏ" จาก ๓ นักเขียน   โรงฆ่าสัตว์หมายเลข ๕ (อ่านแล้ว) มาสเตอร์กับมาร์การิตา ( ดองอยู่ ) และเรื่องนี้ คำให้การสหายพระเยซู   ที่แม้จะนึกเกรงอยู่เหมือนกันว่าอาจจะอ่านยาก  แต่อ่านแล้วก็ไม่ยากอย่างที่เกรง  จริงอยู่ที่เราเป็นชาวพุทธ ไม่ทราบความเป็นมา พระคัมภีร์ หลักคำสอนต่างๆ ของศาสนาคริสต์ แต่อ่านไปก็รับรู้ไป แม้ไม่เข้าใจมากนักก็ไม่ทำให้เสียอรรถรสในนิยายแต่อย่างใด

เราต่างรู้กันอยู่แล้วว่าพระเยซู บุตรของพระเจ้า ประสูติขึ้นมาจากหญิงพรหมจารีชื่อมารี เริ่มประกาศคำสอนเมื่ออายุ 30 และถูกทหารโรมันจับตรึงไม้กางเขนจนถึงแก่ความตายตอนอายุ 33 เรื่องราวเหล่านี้เราหาอ่านได้จากคัมภีร์ไบเบิล ภาคพันธสัญญาใหม่ แต่มีช่วงระยะเวลาหนึ่ง ตั้งแต่อายุ 12 จนถึงตอนรับพิธีบัพติสมาในน้ำที่แม่น้ำจอร์แดนไม่ได้ถูกบันทึกไว้ ชาวคริสต์เรียกช่วงเวลานี้ว่า ‘พระชนม์ชีพเร้นลับของพระเยซูเจ้า’

เกิดอะไรขึ้นกับพระเยซูในระหว่างนั้น? คือคำถามที่ทุกคนใคร่รู้

บัดนี้ปริศนาเฉลยแล้ว เมื่อเทวทูตราซีลปลุกชีพ บิฟฟ์ พระสหายสนิทของพระเยซูเจ้าขึ้นมาเขียนพระคัมภีร์เบิกโลก 2 เพื่อเล่าเรื่องราวที่ขาดหายไป แต่อย่าได้คิดว่าเรื่องที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้เคร่งเครียดจริงจัง พระเยซูก็มีช่วงเวลาให้เราขบขันได้เหมือนกัน ท่านจะได้พบกับการเดินทาง เวทมนต์ ปาฏิหาริย์ กังฟู ปิศาจร้าย และสาวสวยร้อนแรงเกินห้ามใจ(ที่มา : โปรยปกหลัง)

ผมวิจัยรวบรวมข้อมูลในการเขียน Lamb และไม่ต้องสงสัยเลยว่า แม้จะใช้เวลาอีกหลายทศวรรษ ก็ยังคงได้เรื่องราวคลาดเคลื่อนอยู่ดี (ฝีมือสุดพิเศษเฉพาะตัว, ว่าไหม?) ในระหว่างที่ผมพยายามวาดภาพระบายสีโลกยุคเมื่อครั้งที่พระเยซูยังมีชีวิตอยู่ ผมเปลี่ยนหลายเรื่องหลายราวให้ง่ายต่อการเขียน บางคราวเห็นได้ชัดในตัวอยู่แล้ว ไม่มีหนทางทราบได้เลยว่าสภาวการณ์แท้จริง ระหว่างปีที่ 1 ถึง ปี 33 เกิดอะไรขึ้นบ้าง .....

ชีวิตในเชิงประวัติศาสตร์ของโยซัว หากไม่นับแหล่งอ้างอิงของโยเซฟัส นักประวัติศาสตร์ยิวแห่งศตวรรษที่หนึ่ง และคำกล่าวกระท่อนกระแท่นของนักประวัติศาสตร์โรมัน ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องคาดเดาทั้งสิ้น .....

โดยสรุปแล้ว ชีวิตวัยเด็กของโยซัวเละเทะจับต้นชนปลายไม่ถูก การเรียงลำดับเหตุการณ์ในวัยเด็ก เลวร้ายกว่านั้น .....

จากการถือกำเนิดไปจนถึงการเผยแพร่คำสอนในช่วงวัยสามสิบปี พระคัมภร์ฉายภาพหนึ่งเดียวให้เห็น ลูคบอกเราว่าโยซัวสอนสั่งในมหาวิหารแห่งเยรูซาเล็มเมื่ออายุสิบสองปี นอกเหนือจากนั้น เราได้หลุมดำสามสิบปีเต็มๆ ของชายผู้ทรงอิทธิพลที่สุดที่เคยเดินบนผิวโลกใบนี้

ใน Lamb ผมบรรยายตามวิถีเพี้ยนพิลึกของผม พยายามเติมช่องว่างประวัติศาสตร์ให้เต็ม ผมไม่ได้พยายามเขียนบันทึกประวัติศาสตร์ที่ควรจะเป็นขึ้นมาใหม่ ผมเพียงแค่เล่านิทาน......

ผมส่งโยซัวกับบิฟฟ์เดินทางไปยังดินแดนตะวันออก เพื่อความสนุกของนิยาย มิได้เกิดจากแง่มุมใดในพระวรสารหรือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เราจะได้เห็นความละม้ายคล้ายกันอย่างน่าประหลาดในคำสอนของโยซัว คำสอนของพระพุทธเจ้า (รวมตลอดไปถึงเล่าจื๊อ ขงจื๊อ และศาสนาฮินดู แต่แก่นหลักของคำสอน ก็ยังคงเป็นกฏทองคำ) ซึ่งสมเหตุสมผลอย่างยิ่งและเป็นข้อสรุปเชิงสัจธรรมของคนที่เสาะหาเรื่องราวอันถูกต้องเที่ยงธรรม นั่นก็คือการปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความรักและความเมตตาการุณย์ ความบ้าคลั่งสั่งสมธนสารสมบัติจะกลายเป็นความว่างเปล่าเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับชีวิตอมตะ และมนุษย์ทุกผู้ทุกคนดูเหมือนจะต่อเชื่อมผูกพันกันในเชิงจิตวิญญาณ ....

ในท้ายที่สุดนี้ นิยายเรื่องนี้อยู่ในช่วงทุกข์เข็ญ ยิวในศตวรรษที่หนึ่งตกอยู่ใต้การปกครองของโรมัน สภาวการณ์ที่ยากจะหาสียงหัวเราะสนุกสนานได้ ผมเลือกสรรถเรื่องหลุดโลกผิดยุคสมัยให้โยซัวหัวเราะหัวใคร่แสนสุข ผมอยากคิดว่าในระหว่างที่โยซัวสอนสั่งเทศนา ปฏิบัติภารกิจศักดิ์สิทธิ์ เขาน่าจะอมยิ้มมีความสุขไปกับเรื่องเสียดเย้ยและการแดกดันจากคุ่หูสุดเพี้ยน

นิยายเรื่องนี้มิได้ประสงค์จะท้าทายศรัทธาของบุคคลใด อย่างไรก็ตาม หากศรัทธาของบุคคลนั้นหวั่นไหวสั่นคลอนด้วยเนื้อหานิยายตลกเล่มหนึ่ง บุคคลผู้นั้นก็สมควรจะสวดมนต์ให้หนักและยาวนานกว่าเดิม .. (ที่มา : คำให้การของผู้เขียน Christopher Moore)


เป็นคำให้การที่เหมือนจะเสียดเย้ยแดกดันอยู่นะคะในตอนท้าย   ส่วนการเสียดเย้ยแดกดันของบิฟฟ์ในเรื่อง ที่โยซัวก็เรียนรู้และใช้เป็น (ใช้กับบิฟฟ์) เป็นจุดที่เราชอบเอามากๆ เลยล่ะ  มันขำดีน่ะค่ะ  โดยเฉพาะเวลาที่บิฟฟ์โดนเสียดเย้ย หรือมีความคิดแดกดันกับการเสียดเย้ยจะขำมากเป็นพิเศษ  ตอนที่สองสหายได้บวชเป็นพระและเรียนรู้วิชากังฟู เราขำจริงนะ  พระเยซูเคยบวชเป็นพระ ? ฝึกฝนวิชากังฟู ? คุณว่ามันขำไหมล่ะ  ลองถึงบิฟฟ์ใช้วิชากังฟูแก้ไขสถานการณ์บ้าง ขำกว่าอีก

คริสโตเฟอร์ มัวร์ ได้ทำการแต่งเติมช่วงชีวิตที่ขาดหายไปของพระเยซู  เปิดเผย "พระชนม์ชีพเร้นรับของพระเยซูเจ้า"  ผ่านการบอกเล่าอันขบขันของตัวละครที่เป็นสหายสนิท "เลไว บิฟฟ์"   เรื่องเล่าถึงพระเยซู จึงเป็นเรื่องของ "เรา"  และผู้เล่าที่เป็นหนึ่งในเราสองคนก็โขมยซีนซะมากมาย ถ้าถามว่าใครเป็นพระเอกเรื่องนี้ เราเองคงต้องตอบว่า "บิฟฟ์" แน่นอน

พระเยซู  หรือ โยซัว เป็นบุตรของพระเจ้า เขาเกิดมาเพื่อเป็นเมสสิยาห์  (องค์ศาสดาตามคำพยากรณ์ ผู้จะมาปลดปล่อยชาวยิวให้พ้นจากการถูกกดขี่จากอำนาจโรมัน)   และจากความไม่ธรรมดา ตลอดจนปาฏิหารย์ต่างๆ ที่ปรากฏให้พบเห็น เช่น ชุบชีวิตจิ้งจกที่ตายไปแล้วให้ดิ้นกระแด่วฟื้นคืน บิฟฟ์เชื่ออย่างปราศจากข้อสงสัย โยซัวคือเมสสิยาห์จริงๆ แต่ปัญหาก็คือไม่มีใครรู้แม้แต่ตัวของโยซัวเองว่าการเป็นเมสสิยาห์นั้นจะต้องเป็นอย่างไร  ทั้งสองจึงตัดสินใจที่จะออกตามหาผู้วิเศษสามคนที่ได้เดินทางมาพบทารกน้อยโยซัวเมื่อครั้งที่เขาถือกำเนิด  ในบรรดาผู้วิเศษทั้งสามอาจมีใครสักคนที่สามารถให้คำตอบและช่วยฝึกฝนโยซัวให้กลายเป็นเมสสิยาห์ได้ 

จากนาซาเร็ธดินแดนของชาวยิว  สองสหายจำใจลาจาก หญิงงามอันเป็นที่รัก แมกกี้ หรือ  แมรี แห่งแม็กเดลา  สู่ดินแดนของโลกฟากตะวันออก ไปไกลสุดถึงกำแพงเมืองจีน ผ่านอินเดียและดินแดนหลายแห่งที่มีลัทธิความเชื่อ และความศรัทธาในศาสนาแตกต่างกันไป ผ่านร้อนผ่านหนาว  ผ่านความสุขทุกข์สังขาร และการฝึกฝน "วิชา" เพื่อจะกลับมาเป็นเมสสิยาห์ แต่ไม่ใช่เพียงเพื่อชาวยิวอีกแล้ว มหาอณาจักรแห่งพระเจ้าได้เปิดต้อนรับมนุษย์ทุกคนอย่างไร้การแบ่งแยก  โยชัวได้ออกช่วยเหลือผู้คนและเผยแพร่คำสอน  ระหว่างนั้นก็เกิดมีเหล่าสาวกผู้ติดตาม เริ่มจากไม่กี่คน แผ่ขยายเป็นจำนวนมากมาย  เรื่องราวดำเนินไปจนถึงช่วงเวลาสุดท้ายที่บุตรของพระเจ้าถูกตรึงกางเขน  ตลอดช่วงเวลาทั้งหมดเหล่านั้น โยซัวมีบิฟฟ์เป็นสหายคอยเคียงข้าง

บิฟฟ์รักแมกกี้  แมกกี้รักโยซัว และโยซัวต้องถือตัวครองพรมจรรย์  ความรักคล้ายจะสามเศร้า แต่มันไม่เศร้า เพราะความรักของเขาและเธอ คือ  รักแท้นิรันดร ที่กาลเวลาและความผกผันในชีวิตไม่อาจสั่นคลอนได้

ความขำอันดับหนึ่งของเรานะ  แน่นอนว่าต้องเป็น  "เลไว บิฟฟ์" ในความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนกับโยซัว ไม่รู้ทำไมชวนให้นึกถึง  โรนัลด์ วีสลีย์ (รอน) กับ แฮรี่ พอตเตอร์  เขาคือเพื่อนผู้อยู่เคียงข้างพระเอกผู้เป็นบุคคลสำคัญ มีภาระกิจใหญ่หลวงต้องกระทำ  บิฟฟ์เป็นคนคนเฉลียวฉลาดมีไหวพริบ แต่ก็เป็นคนเกรียน เพี้ยน พิลึกด้วย และแม้จะอยู่กับโยซัวที่สุดแสนจะใสซื่อด้วยจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ บิฟฟ์ก็ยังเป็นบิฟฟ์ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสุดๆ  และไม่มีอะไรที่เราจะชอบมากไปกว่า การที่บิฟฟ์เอ่ยนามเรียกโยซัวว่า "ยอช"  รู้สึกถึงความเป็นกันเอง เป็นเพื่อน เป็นสหาย เพียงเพราะคำเรียกชื่อแค่คำนี้คำเดียวก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจ

ความขำ อันดับสองต้องยกให้เขา "ราซีล" เทวทูต ผู้น่ารักและน่าถีบ (โดยเฉพาะไม้เบื่อไม้เมาอย่างบิฟฟ์ที่อยากถีบเทวทูตม๊าก ) เทวทูตสุดหล่อผู้ถูกขับตกสวรรค์มาทำหน้าที่กำกับดูแลบิฟฟ์ในการเขียนพระคัมภีร์เบิกโลก 2  เพื่อบอกเล่าช่วงชีวิตที่ขาดหายไปของพระเยซู  ฉากของบิฟฟ์กับเทวทูต มาน้อยแต่มาทีไรก็ขำได้ตลอด

เลไว บิฟฟ์ กับคำให้การของเขามันฮาอย่างไร คงเป็นเรื่องลำบากที่จะหยิบยกความคิด หรือบทสนทนาเพียงบางประโยคมาบอกเล่า เพราะมันควรจะมีความเป็นมา มีความเป็นบิฟฟ์ และจินตนาการถึงเรื่องราวที่สั่งสมต่อเนื่องกันมาด้วย ถึงจะฮาได้สะจาย เอาเป็นว่าถ้าสนใจนิยายแบบขำๆ แนะนำให้อ่านเรื่องนี้ 

สำนวนเล่าเรื่อง ที่เข้าใจว่าคงมาจากทั้งต้นฉบับของผู้เขียนเอง และเมื่อได้คนแปลอย่างคุณนพดลที่สุดสามารถในการปรุงปรับเป็นภาษาไทย  อ่านแล้วรู้สึกถึงความเป็นกันเอง อย่างการเลือกใช้สรรพนาม  "เอ็ง" "ข้า" ที่ชวนให้อินกับความเป็นสหาย   มีความรัก ความเข้าใจ และมิตรภาพที่แม้จะมีความขัดอกขัดใจ ไม่เห็นด้วยบ้างในบางครั้งคราว แต่โยซัวและบิฟฟ์ก็มีกันและกันเสมอ

ข้าขวัญกระเจิงไปแล้ว ตั้งแต่จำความได้ สัมพันธ์ฉันเพื่อนกับโยซัวเป็นสมอแห่งชีวิต เป็นเหตุผลของการดำรงอยู่ เป็นชีวิตของข้า บัดนี้ เขาเหมือนเรือพุ่งไปทำลายตัวเอง เรือที่โดนพายุซัดให้พุ่งไปกระแทกแนวปะการัง ข้าคิดอะไรไม่ออกนอกจากตื่นตระหนก "แล้วเราจะทำยังไง?"  แล้วเราจะทำยังไง?"

ข้าไม่เหลือความคิดในหัว ไม่เหลืออะไรเลยนอกจากความทุกข์เศร้าที่ผันเปลี่ยนเป็นความเดือดดาล

ความโกรธไหลพรูออกจากร่างของข้า ทิ้งความรู้สึกกลวงเปล่าเหมือนร่างไม่มีโครงกระดูกเหลืออีกแล้ว ข้าเดินตรงไปข้างหน้า ชะโงกมองหุบเขาเบนฮินนอนเบื้องล่าง มองม่านน้ำฝนขาวโพลนในสายฟ้าแลบ "ข้าเสียใจ"

การถ่ายทอดช่วงบทตอนสุดท้าย เข้าถึงใจเกือบทำน้ำตาหล่น มันมีบางจุดที่เกือบจะมีน้ำตาเพราะว่าอารมณ์ของตัวละครกำลังเศร้าโศก แต่ในความเป็นบิฟฟ์ ก็ไม่อาจทำให้มีน้ำตา ทว่า...สุดซึ้งใจ 

ใครจะบอกเล่าเรื่องราว เรื่องเรา ได้ดีกว่าสหาย  ..เลไว บิฟฟ์




Create Date : 27 มิถุนายน 2558
Last Update : 27 มิถุนายน 2558 13:44:16 น. 2 comments
Counter : 640 Pageviews.

 
ตอนเห็นชื่อเรื่องคิดว่าปกต้องดูซีเรียสแน่ๆ
พอคลิกเข้ามาดู ปกมุ๊งมิ๊งมากๆครับ ฮ่าๆ


โดย: PZOBRIAN วันที่: 29 มิถุนายน 2558 เวลา:13:56:54 น.  

 
เล่มนี้เคยอ่าน .... เราชอบนะ


โดย: Prophet_Doll วันที่: 29 มิถุนายน 2558 เวลา:16:12:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

prysang
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 96 คน [?]




จำนวนผู้ชม คน : Users Online
New Comments
Friends' blogs
[Add prysang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.