Group Blog
 
All blogs
 
๑๓ บุปผาแห่งนานกิง - ดอกไม้งามที่ผลิบานใต้ฝ่าเท้า


13 Flowers of Nanjing

Geling Yan เขียน  ชินโป-หย่งชุน แปล

สำนักพิมพ์ เอิร์นเนส พิมพ์ครั้งที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๕



13 ธันวาคม 1937 นานกิงถูกรุกราน ทหารจีนแตกทัพไม่เป็นขบวน 
ทิ้งเมืองไว้และปล่อยให้ชาวบ้านเผชิญหน้ากับโชคชะตาตามยถากรรม 

ทหารญี่ปุ่นหาได้ทำตามกฎการใช้กำลังของนานาชาติไม่
ทำการข่มเหงและปล้นฆ่าผู้บริสุทธิ์ชาวจีนจำนวนมาก
 อันเป็นที่มาของ "การสังหารหมู่นานกิง" 
ซึ่งนับเป็นโศกนาฎกรรมที่โหดร้ายที่สุดของมนุษยชาติก็ว่าได้

 ซูเจวียนกับกลุ่มเพื่อนนักเรียนหญิงถูกกักติดอยู่ในโบสถ์
 ไร้ซึ่งหนทางหลบหนี และไร้ซึ่งอาวุธ
 บาทหลวงชรามีเพียงสองมือเปล่าใช้ต่อกรกับทหารญี่ปุ่นทั้งกองทัพ
 เพื่อปกป้องนักเรียนของเขา 

...จนกระทั่ง บุปผาทั้งสิบสามย่างกรายเข้ามา



โดยลักษณะการเล่าเรื่องจาก "ฉัน"  ที่เอ่ยถึง "คุณป้าของฉัน"  "ป้าซูเจวียนของฉัน"  ซึ่งหมายถึง เมิ่งซูเจวียน  อดีตนักเรียนหญิงโรงเรียนจินหลิงในวัยสิบสามปีที่อยู่รอดปลอดภัยมาได้จากการหลบซ่อนตัวอยู่ในโบสถ์วิลสันขณะนานกิงแตก  ทำให้รู้สึกคล้ายกับว่าเรื่องนี้ถูกเขียนจาก base on true story โดยการบอกเล่าของเมิ่งซูเจวียนและผู้รอดชีวิตอื่นจากสงคราม   แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ไม่พบข้อมูลที่จะบอกได้ว่าเรื่องนี้คือเรื่องจริงหรอกนะคะ เป็นแต่เพียงความรู้สึกว่ามันเหมือนจะจริง

ทว่าสิ่งหนึ่งที่เป็น 'ความจริง' คือหนึ่งในประวัติศาสตร์สงครามเกี่ยวกับ "การสังหารหมู่นานกิง" หรือที่รู้จักกันในนาม "การข่มขืนนานกิง" <--- คลิกอ่าน วิกิพีเดีย ได้เลยค่ะ ฉากเหตุการณ์ในนิยายเรื่องนี้อยู่ในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองนานกิงตามข้อมูลนี้เลย  

เราคงจะไม่บอกว่าหนังสือมันน่าอ่าน เพราะสำหรับคนที่ไม่นิยมอ่านหนังสือดราม่าเครียดๆ  หนังสือเกี่ยวกับสงครามเล่มไหนๆ ก็คงไม่เหมาะกับคุณทั้งสิ้น ตามที่คำนำของผู้แปล ชินโป - หย่งชุน กล่าวไว้

ไม่มีสงครามใดที่เกิดขึ้นอย่างชอบธรรม สง่างาม หรือสูงส่งไปด้วยคุณธรรมและอุดมการณ์ แท้จริงแล้ว สงครามคือสนามแห่งการล่าสังหารและการบดขยี้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่ตายหรือฝ่ายที่รอด สงครามจะตามรังควานไปตราบสิ้นลมหายใจ

หากเลือกได้ นานกิงคงไม่อยากถูกจดจำในฐานะสมรภูมิสงครามเลือดแห่งหนึ่งของโลก จริงอยู่... สงครามนานกิงสิ้นสุดไปนานแล้ว แต่ในห้วงความทรงจำนั้น  สงครามนี้อาจจะต้องอาศัยเวลาอีกหลายชั่วอายุคน กว่าบาดแผลจะเลือนหาย กว่าความแค้นจะมอดมลาย กว่าชีวิตคนข้างหลัง จะได้รับการเยียวยา กว่าความปวดร้าวจะลบเลือน ....



เรื่องราวในช่วงเหตุการณ์การสังหารหมู่  การข่มขืน..ที่นานกิง  และ  "๑๓ บุปผา"   ดอกไม้งาม ที่หมายถึง สตรีโฉมสะคราญ ประจำหอคณิกา  พวกเธอคือ "โสเภณี" ที่ถูกเหยียดหยามเป็น "กะหรี่เน่าเหม็น" โสโครกยิ่งกว่าดินโคลน เป็นหญิงไร้ค่าที่อยู่ระดับล่างต่ำสุดในการแบ่งชนชั้นคนของสังคมจีน 

ภายใต้การดูแลของบาทหลวงชราประจำโบสถ์วิลสัน ผู้ทำทุกวิถีทางจะปกป้องนักเรียนหญิงของเขาจากความโหดเหี้ยมวิปริตของทหารญี่ปุ่น เมื่อไม่มีหนทางจะพาเด็กสาวเหล่านี้หนีออกไปจากนานกิงได้ คุณพ่อบาทหลวงจึงซ่อนตัวพวกเธอไว้ในโบสถ์อเมริกันคริสเตียน ที่เปรียบเสมือนแผ่นดินอเมริกาที่คงไว้ซึ่งสถานะความเป็นกลาง สถานที่ที่เหล่าโสเภณีจาก "ซ่องเรือบุปผาฉินหวาย" ได้พากันหนีตายเข้ามาด้วยหวังว่าจะยังปลอดภัย แต่ในช่วงกลียุคที่นานกิงรุกเป็นไฟ แม้แต่ "เขตปลอดภัย" ยังไม่อาจปลอดภัยได้ .. นับประสาอะไรกับ "เขตอเมริกา" ที่เป็นแค่โบสถ์เล็กๆ นอกเมือง  และแม้เลือดจะนองแผ่นดินนอกกำแพงโบสถ์  ชีวิตของโสเภณีก็ยังด้อยค่าเกินกว่าจะเป็นที่ต้อนรับอย่างเต็มใจในดินแดนแห่งพระเจ้าผู้เมตตา




การอยู่ร่วมกันของคนต่างชนชั้น ระหว่างเหล่านักเรียนหญิงที่สะอาดบริสุทธิ์ กับเหล่าโสเภณีสกปรก  เป็นเหมือนน้ำกับน้ำมันที่ไม่อาจเข้าได้ แม้ในบ่วงชะตากรรมอาจจะต้องลงเอยไม่ต่างกัน  แต่ที่มันต่างกันเพราะว่าพวกหล่อนเป็นโสเภณี

"ก็เพราะคนเค้าให้รู้หนูแกอยู่ ก็เพราะคนเค้ายอมทนรับคนแบบพวกเรา ก็เพราะพวกเราเป็นพวกแส่หาเรื่อง  คนอื่นให้เกียรติก็ไม่รู้จักรับ ก็เพราะพวกเราศักดิ์ศรีด้อยกว่ามนุษย์ ตายไปก็สู้ผีไม่ได้ ทุบตีก็เสียแรงเปล่า เหยียดหยามไปก็เสียแรงเปล่าไงล่ะ"

...หลายปีให้หลัง ซูเจวียนทบทวนอีกครั้ง พบว่าอวี้ม่อด่าคนได้ดีจริงๆ หล่อนด่าเด็กหญิง ด่าฟาบิโอ แล้วก็ด่าคนทั้งโลก เพื่อให้พวกเด็กหญิงบริสุทธิ์ผุดผ่อง การเชิดชูให้พวกหล่อนสูงส่ง คนทั้งโลกจำเป็นต้องกดพวกอวี้ม่อให้ต่ำต้อยตลอดชั่วกาลนาน 



ตอนที่เห็นรูปถ่ายใบนี้ฉันคิดว่า นี่เป็นเรื่องเลวทรามต่ำช้ามากมายปานใดหนอที่มนุษย์กระทำขึ้น  พวกเขารุกรานกับย่ำยีเพศหญิงของอีกเผ่าพันธุ์หนึ่ง ความจริง สิ่งที่ข่มขืนนั้นคือศักดิ์ศรีของเผ่าพันธุ์นั้น พวกเขาถือเอารูปถ่ายนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ เพื่อทิ่มแทงจิตวิญญาณเผ่าพันธุ์ที่ถูกทำให้อัปยศอดสูให้บาดเจ็บอย่างลึกซึ้งรุนแรง หลังจากนั้นมาฉันครุ่นคิดอยู่เสมอว่า การทำร้ายจิตวิญญาณบาดเจ็บแบบนี้ จะต้องใช้เวลากี่ศตวรรษจึงจะสามารถเยียวยาฟื้นฟูได้นะ? ต้องใช้ความทรงจำที่ตราตรึงลึกซึ้งปานสลักลงบนกระดูกหรือหัวใจของคนกี่รุ่น กว่าที่สุดท้ายแล้วจะบรรลุถึงขั้นเจือจางลบเลือนได้ ?



"ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วร้องไห้ทำไม ร้องไห้อย่างเจ็บปวดขนาดนั้น" หลังจากแก่ชราแล้วซูเจวียนกลายเป็นนักเขียนผู้เก่งกาจ ใช้ความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้นมาขบคิดวิเคราะห์ไปวิเคราะห์มา วิเคราะห์ออกมาเป็นตัวอักษรกองใหญ่ หล่อนคิดว่าตอนนั้นตนร้องไห้เพราะว่าได้ละทิ้งความหวังที่มีต่อสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์โดยสิ้นเชิง  ทำไมคนเราอยู่ดีๆ ต้องก่อสงครามต่อสู้กันนะ? ต่อสู้กันไม่กี่วันมนุษย์ก็กลายเป็นอมนุษย์ เสื่อมทราม ถดถอย กลายเป็นสัตว์ ในขณะที่สัตว์เองก็ยังไม่กินเผ่าพันธุ์เดียวกันกับตัวเอง อดทน หลบซ่อน หวาดผวาแบบนี้  น่ากลัว...หล่อนมองไม่เห็นทางออก ซูเจวียนผู้ยืนอยู่ท่ามกลางเพื่อนนักเรียนหญิง ขับร้องเพลงส่งวิญญาณอย่างแผ่วเบา

หลายบทหลายตอนอ่านแล้วบีบหัวใจ

 "กะหรี่ก็คนนะโว้ย"

ถึงจะขายตัว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลือดเนื้อ ไม่มีหัวใจ  การถูกพร่ำด่า ถูกเหยียบย่ำประณามใช่ว่าจะไม่มีความรู้สึกรู้สา หากชีวิตเลือกได้ พวกเธอก็ใฝ่ฝันอยากจะเป็น "นักเรียนหญิง" ที่สูงค่ากับเขาเหมือนกัน




สิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียม มีอยู่จริงหรือ  แม้แค่จะเลือก "ตายดีไม่สู้มีชีวิตอยู่อย่างต่ำต้อย" ยังไม่อาจเลือกได้ตามใจปรารถนา สำหรับชีวิตที่ไม่บริสุทธิ์ ย่อมถูกจัดว่าเป็นชีวิตต่ำชั้นลงไปอีกขั้นหนึ่ง  ทั้งที่จะเป็นกะหรี่กร้านโลกีย์ หรือเป็นเด็กสาวนักเรียนผู้บริสุทธิ์แห่งโบสถ์วิลสัน ก็เป็นหนึ่งชีวิตเช่นเดียวกัน แต่แค่เพียงความแปดเปื้อน ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ก็ถูกลดทอน และไม่ควรค่าพอจะได้รับการปกป้อง  สิ่งเดียวที่ ๑๓ โสเภณีจะทำได้สำหรับชีวิตอันต่ำต้อยนี้ คือความเมตตาเพื่อตอบแทนที่เคยได้รับความเมตตา คือการเสียสละตัวเองและก้าวต่อไปเพื่อยอมรับการถูกย่ำยี 

๑๓ บุปผาที่เลือกชะตากรรมด้วยหัวใจงดงามของพวกเธอเอง

เจ็บปวด สะเทือนซาง หัวใจสลาย จึงเหมาะอย่างยิ่งแล้วที่ผู้กำกับคนดัง จางอี้โหม่ว ได้หยิบไปทำเป็นภาพยนตร์ ในชื่อ The Flower of War  สงครามนานกิง สิ้นแผ่นดินไม่สิ้นเธอ  .. และย่อมจะต้องเป็นหนังที่พลาดไม่ได้ จะหามาชมแน่นอน





Create Date : 14 กันยายน 2557
Last Update : 14 กันยายน 2557 19:52:23 น. 7 comments
Counter : 1499 Pageviews.

 
ช่วงสงครามนี้ก็เคยอ่านมาอยู่ครับ ถึงเวลาจะผ่านไปแต่ในใจคนจีนไม่เคยลืม..


โดย: Tor (สมาชิกหมายเลข 756237 ) วันที่: 14 กันยายน 2557 เวลา:12:54:15 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณปรายแสง ^^
อ่านแล้วหดหู่จัง
ยิ่งจางอี้โหม่วถ่ายทอดเป็นหนังนี่คงสุดๆอะ

เคยอ่านเรื่องแบบนี้ค่ะ
สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
ที่ว่ารัฐบาลเกาหลีจัดผู้หญิงให้เป็นโสเภณีทหารในสงคราม ช่วงที่รบกับญี่ปุ่น
น่าสงสารมากเลย ตอนนี้ผู้หญิงเหล่านั้นเป็นคุณย่าคุณยายกันไปหมดแล้ว
แต่รัฐบาลเค้าเพิ่งตัดสินเยียวยาให้เป็นเงินน้อยนิดมากๆเทียบกับการถูกทารุณค่ะ
อ่านแล้วเศร้าเลย T T

ขอบคุณสำหรับรีวิวค่ะ



โดย: lovereason วันที่: 15 กันยายน 2557 เวลา:17:31:02 น.  

 
น่าอ่านมากๆค่ะ แต่เสียดายที่เล่าด้วย ฉัน ...เราไม่ถนัดอ่านจริงๆ =="
คงจะหาตัวหนังมาดูแทนละกันค่ะ



โดย: kunaom วันที่: 17 กันยายน 2557 เวลา:9:37:29 น.  

 
@ lovereason มันเศร้าจริงๆ ค่ะ

@ คุณต่อ อ่านแล้วเข้าใจเลยค่ะว่า "การบาดเจ็บทางจิตวิญญาณ" เนี่ย มันคือสิ่งที่ยากจะลืมจริงๆ

@ คุณ Kunaom "ฉัน" เป็นเพียงแต่การเกริ่นนำในบางจังหวะที่ผู้เขียนสื่อว่าได้รับฟังการบอกเล่ามาจาก "ป้าของฉัน" น่ะค่ะ แต่นอกนั้นก็จะเข้าสู่รายละเอียดการดำเนินเรื่องแบบนิยายทั่วไป ^^ จุดนี้เองทำให้เหมือนเรื่องนี้มีมาจากเรื่องจริง แต่ก็ไม่มีการเอ่ยถึงหรือรับรองว่าเป็นเรื่องจริง ก็เลยไม่รู้่ว่าจริงบ้างแต่งบ้าง หรือแต่งเอาทั้งหมดน่ะค่ะ ^^


โดย: prysang วันที่: 17 กันยายน 2557 เวลา:21:51:24 น.  

 
เรืองนี้วางแผนจะซื้อเลยล่ะค่ะ เพราะคนแปลมาก่อนเลย
ต่อมาก็เรื่องราว ขอบอกว่าหลากหลายคือความเศร้า
แม้วาจะอยากลืมแต่ก็ลืมไม่ลงนะคะ


โดย: JewNid วันที่: 18 กันยายน 2557 เวลา:0:36:15 น.  

 
อะไรที่เกี่ยวกับสงครามนี่เลี่ยงเลยค่ะ
น้ำตาจะตกเอา อ่านแล้วเดี๋ยวหนังสือชุ่มแน่
แต่เคยดูที่เป็นหนังแหละค่ะ เพิ่งรู้ว่ามาจากหนังสือเรื่องนี้


โดย: a murder suicide วันที่: 19 กันยายน 2557 เวลา:23:53:56 น.  

 
เศร้าทรมารจิตวิญญาญ เจ็บปวดเมื่อได้เห็นภาพเด็กๆๆน้อยถูกฆ่าทิ้งเป็นกอง หดหู่ใจมากๆๆกับโศกนาฏกรรมเมืองนานกิ้งเรื่องราวอันเลวร้ายที่คนญี่ปู่นก่อขึ้น แค่ได้อ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์เมืองนานกิงความรู้สึกเหมือนกำลังถูกทรมารอยู่กับคนในชุมชนนั้นเจ็บปวดลึกๆๆถึงจิตวิณญาญมันช่างอธิบายยากจัง สงครามเป็นอะไรที่เลวร้ายที่สุดในโลก


โดย: maleewang2015@gmail.com IP: 49.48.154.233 วันที่: 22 เมษายน 2560 เวลา:1:22:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

prysang
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 94 คน [?]




จำนวนผู้ชม คน : Users Online
New Comments
Friends' blogs
[Add prysang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.