✿Primpinky✿
Group Blog
 
All blogs
 

ถึง...ผู้ชายคนนึงที่รักสุดหัวใจ

กว่าจะสามารถเขียนบล๊อกนี้ขึ้นมาได้ ไม่รู้ว่าน้ำตาหมดไปกี่ถังแล้วเหมือนกันนะคะ

คนเรามีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา แต่มันไม่ง่ายเลยเวลาที่เกิดขึ้นกับตัวเองแล้วมันทำใจแทบไม่ได้

วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของคุณพ่อ 2ก.ค.2499 ถ้าท่านยังอยู่ ตอนนี้ก็จะอายุ 57ปีพอดีเลย เราคงได้ฉลองวันเกิดด้วยกัน T_T


ใครที่บอกว่า อกหักแทบตาย นั้นความเจ็บมันไม่ได้เสี้ยวนึงเลยของการจากไปของคุณพ่อ

พริ้มขอเกริ่นคร่าวๆให้เห็นความเป็นคุณพ่อคนนี้ของพริ้มก่อน
ปกติพริ้มจะเรียกพ่อว่า "ป๋า" ที่เรียกอย่างนี้เพราะว่าตอนเด็กๆพริ้มพูดไม่ชัดออกเสียงพ่อไม่ได้ เรียกได้แค่ป๊ะป๊ะ แล้วก็กลายมาเป็นป๋าอย่างทุกวันนี้

ป๋า เป็นผู้ชายร่างสูงใหญ่ แข็งแรง หน้าตาดี เป็นคนเก่งทั้งเรื่องเรียน ทั้งเรื่องเล่น
ฉลาด มีไหวพริบ จิตใจดีชอบทำบุญช่วยผู้อื่นเสมอๆ เป็นที่รักใคร่ของผู้คนรอบข้าง
สำหรับลูกสาวคนนี้ ป๋าได้สอนทุกเรื่อง (จริงๆเป็นคนที่ชอบสอนมากๆ) เรื่องการเรียน ติวเลข ติวสังคม ศาสนา พาจับงานก่อสร้าง(สร้างบ้านตัวเอง บ้านเช่า สนามกอล์ฟของตัวเอง) ซ่อมเครื่องใช้และสิ่งของต่างๆภายในบ้าน ทั้งๆที่ป๋าไม่ได้จบวิศวะเหมือนเราด้วยซ้ำ สอนการใช้ชีวิต สอนแม้กระทั่ง ถ้าโตเป็นสาวเห็นเลือดออกอย่าตกใจนะ ผุ้หญิงทุกคนต้องเป็นเมนส์ (รู้ว่าเรากลัวเลือด) จริงๆน่าจะเป็นคุณแม่มากกว่าที่น่าจะเป็นคนบอก แต่เนื่องจากความเป็นป๋าไง ถึงไม่น่าสงสัยเลย


อยากเล่าให้ฟังเกี่ยวกับอาการป่วยของโรคตับแข็ง ตับอักเสบ ไวรัสตับบีของป๋าให้ฟัง

สมัยป๋าหนุ่มๆเนื่องจากดื่มสุราเยอะมาก ท่านเล่าว่าขนาดแอลกอฮอที่จุดไฟติดยังดื่มเลย
ประกอบกับติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีด้วย เลยทำให้ทรุด ป๋าตรวจเจอตอนปี 2549 ตอนนั้นป๋าปวดหลังมากๆ ตอนแรกคิดว่าเกิดจากการขับรถนานๆ ปกติที่บ้านจะนิยมขับรถจากศรีสะเกษไปกรุงเทพ
ป๋าขับคนเดียวเลย เพราะตอนนั้นป๋ายังไม่มั่นใจไม่เชื่อมือขับรถของลูกๆ
พอปวดมากๆเลยไปโรงพยาบาล อย่างที่รู้โรงพยาบาลที่ศรีสะเกษ หมอยังไม่เก่งพอ ตอนนั้นวินิจฉัยว่าเป็นอะไรเรื่อยเปื่อย รักษาไม่หาย พอเข้ากรุงเทพเลยได้รู้ว่าเป็นโรคตับอักเสบ โชคดีที่มีพี่สาวทำงานเป็นพยาบาลที่โรงพยาบาลตำรวจ เลยได้เข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจเป็นเดือนเลย
ช่วงแรกอาการก็ไม่ค่อยดี ตอนนั้นได้ปรับเปลี่ยนการกินใหม่ทั้งหมด กินอาหารปลา ไม่แตะน้ำมันหรือไขมันเลย เนื่องจากตับมีหน้าที่ผลิตน้ำดีออกมาย่อยอาหารประเภทไขมันและคนที่เป็นโรคนี้ ตับก็จะไม่สามารถผลิตน้ำดีออกมาย่อยได้ ดังนั้นจึงต้องเลี่ยงอาหารหนักๆ เน้นทานนึ่งปลาและผัก ผักใบเขียวและเห็ด 3 อย่างขึ้นไป ทานยาต้านไวรัสและอื่นๆตามที่หมอสั่ง จนควบคุมไวรัสได้ดี (ไม่อยากจะบอกเลยว่ายาที่กินนี่เม็ดละ 192 บาท แพงมากๆเลย ดีนะคะที่ป๋าเบิกได้ไม่งั้นคงจ่ายเยอะแน่ๆ) อาการดีขึ้นเรื่อยๆจนกลับบ้าน ป๋าได้สั่งเสียครั้งแรก ทำเอาร้องไห้ระงมกันทั้งบ้าน หลังจากนั้นป๋าก็ทำประวัติตัวเองเป็นแฟ้มๆไว้เลย ใบสำคัญต่างๆเก็บเรียงไว้เลย พร้อมกับเขียนเล่าเรื่องตัวเองใส่กระดาษ 5-6 หน้า เหมือนที่เราเคยอ่านกันที่เค้าแจกหนังสืองานศพ 
หลังจากนั้นป๋าก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ไปพบหมอเพียง 3 เดือนครั้ง คุณหมอก็บอกว่าผลการรักษาอาการดีขึ้นเรื่อยๆ คงเป็นเพราะยาคุมอยู่และควบคุมอาหารการกินได้ดีมาก
จนบางครั้งคิดว่าหายเหมือนคนปกติทั่วไปแล้ว 
แล้วก็จะแอบกินพวกขาหมู เนื้อย่างติดมัน ของหวานกะทิ เค้ก พิซซ่า KFC เพราะว่าชอบกินมาก พอมาเปลี่ยนเป็นกินปลาเผาบ่อยเข้าก็เบื่อ แอบกินของไม่ดีต่อสุขภาพบ้าง แต่สิ่งที่เลิกเด็ดขาดคือแอลกอฮอร์
คนที่เป็นโรคนี้ต้องทานยาทุกวัน ยิ่งเป็นผลต่อการทำงานของตับ สิ่งที่ต้องเลี่ยงเลยคือห้ามกินยาพารา ป๋าไม่กินยาพารามาเกือบสิบปี เพราะถ้ากินจะปวดท้องมาก ที่บ้านจึงต้องปลูกเครือบอระเพ็ดเอาไว้ เผื่อว่าช่วงที่ป๋าป่วยเป็นไข้จะตัดเครือบอระเพ็ดมาฝานบางๆทานกับน้ำผึ้ง เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ไช้รักษาไข้ได้
ปี 2555 พริ้มไปอยู่เกาหลีมา 9 เดือนกว่า ระหว่างนั้น ป๋ามักจะพูดในแนวว่าคิดถึงอยากให้กลับมาอยู่ด้วยเร็วๆ ถามตลอดเมื่อไหร่จะกลับ นับวันเวลาให้เรากลับเร็วๆ
ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าป๋าจะทรุดนะ เพราะเสียงตามสายดูสดใสมาก ท่านก็บอกเสมอว่าแข็งแรงดีไม่เป็นไร

จำได้ว่า เมื่อ 3 ปีที่แล้วคุณหมอบอกว่า ป๋าเป็นโรคกระเพราะ มีเลือดออกในกระเพราะ พยายามจะส่องกล้องแต่วันที่หมอส่องนั้น หมอมีนักเรียนแพทย์มาเรียนด้วย คือจะมาเรียนอาการของป๋านั่นเอง ทำให้การตรวจเป็นไปอย่างช้า แล้วป๋าก็ไม่ยอมให้หมอส่องกล้องอีกเลย กลับบ้านมาเริ่มกินกล้วยน้ำว้า เพราะว่าสามารถสมานแผลในกระเพราะได้ 
และหลังจากนั้นหมอก็ไม่ได้พูดถึงโรคกระเพราะอีกเลย

ระยะหลังๆมานี้ปี 2556 ต้นปี เรากลับมาจากเกาหลีแล้วมาอยู่ที่บ้านพบว่า ดึกๆ
ประมาณตี 1- ตี2 ป๋าจะปวดท้องมาก แล้วหลังตีสองก็จะหาย เป็นอย่างงี้อยู่หลายที เลยไม่ได้ไปหาหมอ เพราะป๋าบอกว่าถ้าไปก็เหมือนเดิม กลัวหมอให้ยาแก้ปวดหรือยาพาราซึ่งมันจะยิ่งทำลายตับมากขึ้น ไม่ไปจะดีกว่า
(อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะคะ คุณพ่อเรียนเกี่ยวกับระบบร่างกายมา สามารถวิเคราะห์อาการป่วยและสาเหตุได้ดี บางคนอาจจะไม่เชื่อ แต่จริงๆแล้วไม่มีใครรู้จักร่างกายเราดีไปกว่าตัวเรา ถ้าเราบอกอาการเราให้กับหมอไม่ตรง หมอก็ไม่สามารถรักษาได้ นั่นคือความเชื่อของคุณพ่อ)

หลังๆนี้นอกจากจะปวดท้องบ่อยแล้วยังเป็นไข้อยู่บ่อยๆ ป๋าคิดว่าตัวเองขาดวิตามินซี เลยไปสรรหาน้ำผลไม้ 3 ชนิด หรือที่เรียกว่า ตรีผลา ทำมาจาก สมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม กินกับคุณแม่อยู่เกือบเดือน วันละ 1 แก้ววอดก้า
เห็นบอกว่ากินแล้วรู้สึกดีไม่ค่อยป่วย แต่.....นั่นแหล่ะที่ผิดมหันต์ !!!!

ประกอบกับการทำการล้างพิษตับ !!!
อันนี้ขอบอกไว้เลยนะคะ การล้างพิษตับนั้นควรทำเฉพาะคนปกติไม่มีปัญหาตับ
หลังจากการหาหมอแล้วหมอบอกอาการไม่ดีควรคิดเรื่องเปลี่ยนตับ
ป๋าเลยมาหาวิธีการรักษาแบบธรรมชาติ ก็ได้รู้เรื่องการล้างพิษตับเลยลองดูเพราะเค้าบอกว่าอาจารย์มหาลัยต่างๆได้วิจัยมาแล้วได้ผลจริงๆ

น่าจะเป็นสูตรนี้ สูตรล้างพิษตับ เพราะต้องใช้ น้ำมันมะกอก น้ำมะนาว ดีเกลือ
เป็นการขับของเสียออกจากตับและถุงน้ำดี เค้าบอกว่าถ้าคนที่ทำแล้วอุจจาระเป็นสีดำนั้น ผู้ป่วยจะเป็นมะเร็ง แต่....
การทำนั้นต้องกินน้ำแอปเปิ์ลวันละลิตร ซึ่งน้ำแอ๊ปเปิลที่ป๋ากินนั้นเป็นแบบกล่องของ Malee พวกนี้น่าจะมีฤทธิ์เป็นแอลกอฮอล์ ซึ่งสามารถทำร้ายตับด้วย
ที่สำคัญ คือตอนที่ต้องกินน้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาวนี่สิ โอ้โห...ตอนเห็นแม่เตรียมของให้ป๋านะ เรายังบ่นอยู่เลยว่า จะไหวเหรอ นั่นน้ำมันเพียวๆเกือบขวดลิตร กินเข้าไปแล้วจะเอาอะไรขับของเสียเพราะตับไม่ค่อยดี แต่ก็นะ
เค้าว่าดี....ก็อยากลอง
และหลังจากลอง อาการก็ดีขึ้น ตัวไม่ค่อยร้อน ไม่เป็นไข้แล้ว ก่อนหน้ายังเป็นไข้บ่อยๆ วันเว้นสามวัน ก็เลยคิดว่าอะไรๆคงจะดึขึ้น

หลังจากไปหาหมอครั้งสุดท้าย มีนาคม 2556 หมอเครียดเลยว่าทำไมผลการทำงานตับมันขึ้นสูงผิดปกติ หลังจากนั้นถึงมาคิดได้ว่าอาจจะเป็นที่น้ำตรีผลามันน่าจะเป็นการหมัก และถ้าหมักแล้วมันต้องมีแอลกอฮอร์แน่เลย ถึงได้ทำลายตับ และประกอบกับการทำการล้างพิษตับ เลยแย่ไปกันใหญ่คราวนี้

เริ่มปฏิบัติตัวใหม่ด้านการกิน เลือกกินสิ่งที่ทำร้ายตับน้อยที่สุด กินปลาไม่กินไขมันเหมือนเดิม แล้วก็งดการกินสิ่งที่ทดลองทั้งหลาย

ช่วงสงกรานต์ป๋ายังโอเคอยู่เลย ขับรถพาเล่นสงกรานต์ขำๆ 
วันที่ 15 เมษายน 2556 กลางคืนปวดท้องมาก ช่วงเวลาเดิม
หลังจากนั้นก็หาย ไม่ไปหาหมอ
แต่วันที่ 16 เมษา ฝนตก ป๋าบอกหนาวและสั่น เลยคิดว่าโดนฝนอาจจะไม่สบาย
แม่พากลับบ้านมาเช็ดตัวอยู่นาน ไข้ลด แต่พอช่วงเที่ยงคืนปวดท้องมากๆๆๆๆๆ
เลยบังคับไปหาหมอที่โรงพยาบาลประชารักษ์ ศรีสะเกษ ที่ใครๆก็รู้ว่าตอนกลางคืนไม่มีหมอ
ไม่รู้ว่าใครตรวจให้บอกว่าติดเชื้อในกระแสเลือดแต่ ให้นอนปวดท้องทั้งคืนพยาบาลเอายาพารามาให้กิน ตอนแรกป๋าไม่ยอมกินเพราะมันไม่มีต่อตับแต่เนื่องจากปวดมากๆปวดจนทนไม่ไหวเลยยอมกิน หลังจากนั้นต้องให้พยาบาลให้กินยานอนหลับถึงหลับได้ เช้ามาความดันลดลงมากจนน่ากลัว เค้าถึงย้ายไปอยู่ห้อง ICU แล้วบอกว่ามีเลือดออกในช่องท้อง(เด๋วจะมาเมาท์ต่อ เพราะเบิกไม่ได้ทางกองบัญชีกลางบอกว่าไม่ฉุกเฉิน บ้ารึป่าว....นี่ถ้าไม่เข้า ICU ป่านนี้จะเป็นไง ติดเชื้อในกระแสเลือดนี่นะไม่ฉุกเฉิน ตอนกลางคืนไม่ให้เข้า ICU ตั้งแต่แรกยังไม่เอาเรื่องเลยนะ)

อยู่ห้อง ICU มา 4 คืน อาการเริ่มดีขึ้นไม่มีเลือดไหลออกมาในช่องท้องแล้ว มีแรงมากขึ้น เลยได้กลับมาอยู่ห้องพิเศษ แต่เนื่องจากป๋าเป็นข้าราชการไม่สามารถเบิกโดยตรงกับโรงพยาบาลเอกชนได้
ค่ารักษา 7 วัน แสนนึง เลยเริ่มปรึกษากับเพื่อนที่เป็นหมอ เค้าบอกว่า หมอที่รักษาป๋า ก็ประจำที่โรงพยาบาลศรีสะเกษซึ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐเหมือนกัน ถ้าสามารถย้ายไปที่นั่นและมีห้องพิเศษก็น่าจะเทียบเคียงกันได้ (ใจจริงอยากพาเข้าโรงพยาบาลตำรวจที่อยู่กรุงเทพมากกว่า แต่ไม่รู้จะย้ายไปยังไง เพราะป๋ายังเดินทางไม่สะดวกยังสวนสายฉี่อยู่เลย ความดันก็ยังไม่คงที่ เพื่อนๆที่เป็นหมอไม่แนะนำให้ย้าย เลยย้ายไปที่ใกล้ๆก่อนเพราะทุกอย่างเหมือนกัน หมอคนเดียวกัน และห้องพิเศษเหมือนกัน สามารถเบิกได้ ก็น่าจะโอ

แต่!!!! มันไม่เป็นเช่นนั้น เพราะโรงพยาบาลศรีสะเกษมีแต่หมอเวรซึ่ง เป็นหมออินเทินใหม่ สด ซิง เป็นเพียงหมอฝึกหัดยังไม่รู้อะไรมากนัก
การย้ายมาที่โรงพยาบาลนี้ 2 วันแรก ไม่ได้กินยาอะไรเลย ทั้งๆที่ได้ถามแล้วว่ากินยาเก่าที่เอามาจากโรงบาลเดิมได้รึป่าว จริงๆป๋าอาการดีขึ้นแล้วนะ
พยาบาลบอกว่า ต้องรอให้หมอสั่งก่อน
ส่วนหมอเดิมที่เคยดูแลป๋าที่เก่าตอนนี้ติดอบรม มาได้ได้ 4 วัน
หมอใหม่ตรวจโรคได้ประทับใจสุดๆ หยุดยืนที่หน้าห้อง ถามว่าวันนี้ได้ข่าวว่าเพ้อเหรอ !!! โคะ แรงอ่ะ การเข้ามาจับตัวคนไข้วัดอะไรบ้าง ถามคนไข้บ้างว่าเป็นไง มันเป็นหน้าที่ของหมอนะ ไม่ใช่ว่าหมอฟังๆๆๆจากพยาบาลแล้วก็มาพูดไม่ถึง 1 นาทีแล้วก็เดินจากไป มันใช้ได้ที่ไหน

ประวัติคนไข้จากโรงพยาบาลเดิม อ่านแล้วรักษาให้ถูกต้องทำเป็นมั๊ย
หลังจาก 2 วัน ป๋าเริ่มไม่มีปัสสาวะออกมาแล้ว รอๆๆ ให้ยาขับปัสสาวะก็ไม่มี
ผ่านไปอีก 2 วันถึงมาบอกว่า ไตวายเฉียบพลัน ....เฮ่อ
ตอนนี้ท้องโต ขาบวมแขนบวม
ทางการแพทย์เรียกว่า ท้องมาน ดีซ่าน
ที่เป็นแบบนี้คุณหมอบอกว่า ตับผลิตโปรตีน albumin ไม่ได้ ซึ่งโปรตีนนี้มีมากในไข่ขาว เมื่อไม่มีโปรตีนตัวนี้เม็ดเลือดก็กักเก็บน้ำไม่ได้ น้ำก็ไม่สามารถไหลไปเลี้ยงทั่วร่างกายได้ แล้วน้ำที่กินเข้าไปจะไปอยู่ไหน ก็จะไหลไปสะสมอยู่ในช่องท้อง แขนขา ทุกๆที่ๆไปได้ 
พอท้องโต ปอดมีพื้นที่จำกัดในการขยายตัว การหายใจก็จะลดลง ระดับออกซิเจนที่ได้รับก็จะลดลง ปกติแล้วถ้าใส่เครื่องช่วยหายใจก็ไม่ควรต่ำกว่า 80% ถ้าต่ำถือว่าอันตราย

ช่วงที่อยู่โรงพยาบาลนั้น ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้ความคิดและรวบรวมความรู้ทั้งหมดจริงๆจากที่ไม่เคยรู้เลย เราไม่สามารถเชื่อใจพยาบาลเพียงคนเดียวได้ หรือไม่สามารถเชื่อหมออินเทินได้เลย
วันนั้น ระดับ oxygen ต่่ำเพราะเหตุผลที่เล่าไว้ ก่อนหน้านั้นไม่รู้ แต่พอต่ำปุ๊บ พยาบาลห้องพิเศษเริ่มไม่อยากให้ป๋าอยู่ห้องพิเศษ ต้องการย้ายให้ลงไปอยู่ห้องรวมชั้น 3 ตึกอายุรกรรม ถ้าใครนึกภาพไม่ออก ให้นึกถึงห้องโถงที่มีเตียงเต็มไปหมดแม้กระทั่งทางเดิน และนอกห้องหน้าลิฟท์ มีญาติผู้ป่วยนอนใต้เตียง คนไข้ร้อยสองร้อย พยาบาล 7 คน ที่เดินไม่ทั่วถึง และควรดูแลผู้ป่วยที่หนักกว่า
พยาบาลห้องพิเศษบอกเราว่า เหตุผลที่ให้ย้ายเพราะว่าที่นั่นจะมีพยาบาลมากกว่าดูแลได้ทั่วถึงกว่า แต่!!! เราไม่เห็นเลยว่าเค้าจะปรายตามามองป๋าเรา ฮึมๆ
และแล้วคุณหมอเจ้าของไข้ของป๋าได้กลับมาจากอบรม เหมือนสวรรค์ช่วย
มาได้ทันเวลา วันนี้คุณหมอย้ายป๋ากลับมาห้องพิเศษเพราะถูกขอร้องมาจากการรับสภาพห้องรวมไม่ไหวจริงๆ แล้วจะจ้างพยาบาลพิเศษมาดู 24ชม.
คุณหมอเลยยอม ช่วงนี้ป๋าเคลื่อนไหวตัวเองไม่ได้เพราะไม่มีแรงจากที่สองวันก่อนยังลุกขึ้นนั่งและกินข้าวเองอยู่เลย

วันนั้น คุณหมอเจาะเอาน้ำในท้องออกให้ป๋า 2 ลิตร ทำให้การหายใจดีขึ้นอาการดีขึ้น แต่ก็ยังไตวายอยู่ หลังจากทำการฟอกไตครั้งแรกก็ปกติดี อาการเหมือนจะดีขึ้น
แต่....ครั้งที่ 2 หลังการฟอกไต เลือดไหลไม่หยุด
การฟอกไตนั้นคือการเจาะที่เส้นเลือดใหญ่ แล้วเอาเลือดออกมาไหลวนเอาเลือดดีเข้าไปเปลี่ยน ดังนั้นต้องมีการสลายลิ่มเลือด เพื่อให้เลือดไหลได้สะดวก
แต่! พยาบาลที่ห้องฟอกไตหลังการฟอกก็ปิดแผลมาเฉยๆโดยไม่ดูด้วยซ้ำว่าเลือดมันยังไม่หยุดไหลอ่ะ
ช่วงนี้ป๋ามีเกล็ดเลือดน้อยอยู่แล้ว ถ้าการฟอกไตมีการให้ยาสลายลิ่มเลือดจริงก็ควรจะมีการเพิ่มเกล็ดเลือดหรืออะไรก็ได้ที่ทำให้การแข็งตัวของเลือดด้วย
รู้มั๊ยว่า ห้องฟอกนั้นไม่มีหมอเลยซักคน ทั้งโรงพยาบาลตอนนั้นมีหมอถึง 3 คนมั๊ยก็ไม่รู้ วันทีมีปัญหาเห็นแค่โทรรายงานหมอเวร แล้วเค้าก็รับคำสั่งกันไม่ถึงนาที ไม่ได้มาดูด้วยตาด้วยซ้ำ ก็พอรู้ว่าไม่ควรบ่น ควรรับสภาพกันโรงพยาบาลรัฐ แต่....พอเจอเข้าจริงๆมันทำใจไม่ได้นะ รู้สึกว่าคุณภาพชีวิตประเทศไทยมันแย่มากเทียบกับประเทศอื่นๆ เฮ่อ พูดแล้วปลงไม่ลง

สรุป แม้แต่พยาบาลก็ไม่รู้ว่าเลือดไหลไม่หยุด ปกติเราจะตรวจร่างกายพ่อตลอดว่ามีอะไรผิดปกติรึป่าว วันนั้นอึ้งเลยเพราะเลือดไหลซึมเต็มผ้าก๊อตตรงขาที่เจาะฟอกไต หัวใจจะวาย
ดึกคืนนั้น มีเลือดไหลออกจากทางจมูกด้วย คิดว่าน่าจะไหลในท้อง แต่หมอและพยาบาลยังไม่มีใครคิดที่จะมาดูไม่มาเช็คด้วยซ้ำ
ป๋ามีสติอยู่บอกให้เอาผ้าชุบน้ำแข็งมาประคบที่หัวจนปวดหัวไปหมดแต่เลือดก็ยังไหลอยู่ .... เราใจไม่ดีเลยคุยกับเพื่อนๆที่เป็นหมออีก ก็ได้รู้ว่าผู้ป่วยที่มีเกล็ดเลือดต่ำจะมีปัญหาด้านการไม่หยุดไหลของเลือด ถ้ามีการไอหรือกระชากเยื่อบุเพียงนิดเดียวอาจทำให้เลือดไหลได้ 
คืนนั้น ป๋าสั่งเสียกับแม่และลูกๆอีกครั้ง คิดว่าป๋าคงถอดใจไม่สู้ เราก็พยายามพูดให้ป๋าไม่คิดมากเพราะเป็นอาการของโรคและ เกิดจากยาสลายลิ่มเลือด

ผ่านไปวันนึงกับอีกคืนนึง กลางดึก ปริมาณออกซิเจนของป๋าต่ำลงเรื่อยๆ ตอนนี้เหลือ 86-88% หมอเวรมาบอกว่าต้องใส่เครื่องช่วยหายใจทางคอ โอ้โห...หลังจากเค้าเอาอุปกรณ์ง้างเสร็จ เลือดออกเต็มเลยไม่หยุดด้วย การหายใจ ความดันและ oxygen ตกลงมาก เหลือแค่ 60% ความดัน 60/40 หมอเวรคนนั้นยังสามารถออกไปข้างนอกได้เหรอ อันตรายมากเลยอ่ะช่วงนี้ ดีนะที่เพื่อนหมอเรามาทัน มาช่วยปั๊มยาเพิ่มความดันเข้าสายน้ำเกลือให้ ปกติเส้นเลือดจะเล็กปริมาณยาเข้าไปไม่ทัน ตอนนี้แขนขาป๋าบวมมากเลยหาเส้นเลือดให้เจาะแทบไม่ได้
นึกขอบคุณเพื่อนๆที่เป็นหมอมากเลย ถ้าเค้าไม่มา คงจะมีแค่ผุ้ช่วยพยาบาลที่ยังไม่บรรจุมาบีบๆที่เครื่องทำออกซิเจนให้

ต้องย้ายเข้า ICU ด่วน เชื่อมั๊ยคะว่าหลังจากเจาะคอทำให้พูดไม่ได้แล้วอาการยังทรุดๆๆๆลงอีก แม่บอกว่าแม่สบตากับป๋ารุ่งเช้าหลังเข้า ICU เหมือนป๋าจะบอกว่าป๋าไม่ไหว 
วันนั้น เราก็พยายามพูดให้ป่าเข้มแข็งไว้นะ สู้ๆไม่มีอะไร เด๋วก็หาย

เข้า ICU ได้ 1 วันผ่านไปป๋าเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองมากขึ้นเริ่มงอขาได้ ขยับตัวได้ ลืมตาได้ (วันนี้เราไปปล่อยปลาดุกที่กำลังจะถูกฆ่าที่ตลาดแล้วอธิษฐานให้ช่วยป๋าด้วย ไม่รู้เกี่ยวมั๊ยแต่ทำเพราะมีคนบอกมา)
วันนี้จับมือป๋าแล้วบอกป๋า สู้ๆ ป๋ามองตาแล้วพยักหน้า 
(ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนโลกยิ้ม เป็นอะไรที่ดีมากเลยที่ป๋าสัญญาว่าจะไม่ถอดใจ)

ผ่านไปอีก 1 วัน อาการดีขึ้นมาก เพราะสามารถจับดินสอมาเขียนแทนการพูด
ป๋าเขียนว่า "ให้พาพยาบาลทีมนี้ไปเลี้ยงข้าวเย็นนี้เลย งบไม่อั้น มาเบิกที่ป๋าเลย" นอกจากนั้นยังเขียนว่า ผ่านความตายมาแล้ว ... ทำให้ทุกคนจิตใจดีขึ้น
แต่...หลังจากนั้น 2 วัน อาการไม่ดีเลยหลังฟอกไตอีกแล้ว ขนาดดึงน้ำออกไปตั้งหลายลิตร ปริมาณ oxygen ที่ได้รับยังลดลงเรื่อยๆลดกว่า 80% ตอนนั้นใจไม่ดีเลย พยาบาลที่นั่นมีแต่บอกให้ทำใจ รอดูอาการ....
รอๆๆๆๆๆ รอแล้วไง ไม่เห็นมีใครบอกว่าต้องทำยังไง จริงๆแพทย์ควรทำงานเป็นทีม ประชุมเชิงรุกในการรักษาผู้ป่วยสิ ไม่ใส่ดูอาการแล้วรักษาตามอาการ แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะหาย (บ่นทำไมก็ไม่รู้ เราก็ไม่เข้าใจหมอ หมอ พยาบาลต่างๆก็คงรู้ว่าอาการแบบนี้ไม่รอดแล้วก็บอกให้ทำใจ) ก็ทำใจไม่ได้ ถ้าไม่ลองมาเป็นตัวเองคงไม่รู้หรอก เกลียดมากกับคำว่ารอดูอาการ ตอนนั้นถามตัวเองเลยว่า ถ้าเรียนหมอตั้งแต่แรก เรื่องแบบนี้อาจไม่เกิด หรืออาจจะทำอะไรได้ดีกว่านี้ ดีกว่ามารอๆๆๆ)

วันนั้นฉะกับหมออินเทินด้วย ถามหมอว่าทำไมเมื่อวานและตอนเช้ายังดีๆอยู่เลย ทำไมบ่ายมาเป็นแบบนี้ พยาบาลบอกว่าน้ำท่วมปอด เลยถามหมอว่าขอดูฟิล์มเอ็กซเรย์หน่อยค่ะ เทียบดูเมื่อวานกับวันนี้ไม่เห็นต่างกันเลย ทำไมบอกว่าน้ำท่วมปอด
หมอก็ตอบไม่ได้ พยาบาลก็ได้แต่บอกว่า คนไข้ห้องไอซียูหนักทุกคน บางคนเหมือนจะหายกำลังถือช้อนกินข้าวแต่หัวใจวายก็มี
สรุปวันนั้นหมอบอกให้รอดูอาการ.........ไม่รอหรอก บ้าเหรอ พ่อชั้นทั้งคนหายใจลดลงเรื่อยๆ รอได้เหรอ
เลยหาทางให้เค้าติดต่อหมอเจ้าของไข้มาดู....เค้าบอกว่าตามการปฏิบัติของโรงพยาบาลต้องให้หมอเวรดูก่อน......แล้วถ้าไม่ไหวค่อยส่งต่อตามลำดับ
ถามหน่อย....หมอเวรไม่รู้อาการป๋ามาก่อนตั้งแต่แรก มาอ่านๆชาร์ทแล้วสั่งการ มันเหมือนกันมั๊ย 
พอถามว่าเจาะท้องเพื่อช่วยระบายน้ำออกได้มั๊ย เผื่อจะได้หายใจดีขึ้น หมอฝึกหัดคนนั้นบอกว่าไม่ได้ เพราะวันนี้ดึงน้ำออกเยอะแล้ว เออ...ไม่ได้ซักอย่าง ขอร้องให้เค้าช่วยบอกหมอเจ้าของไข้มาดูหน่อยเถอะถ้าพวกคุณจะไม่ทำอะไร และรอก็รอไปคนเดียวเหอะ

เรื่องมากและกดดันจนเค้าโทรไปหาหมอเจ้าของไข้ให้ พอหมอมาทุกอย่างก็ดีขึ้น หมอก็ลองเจาะท้องระบายน้ำออก ป๋าก็หายใจดีขึ้น
ทุกครั้งที่แม่เห็นป๋าเลือดออกหรือมีอาการผิดปกติแม่จะออกไปรอข้างนอกเพราะทำใจไม่ได้ เราเองก็เหมือนกันกลัวเลือดกลัวเข็มขึ้นสมองแต่ ณ เวลานั้น ไม่มีใครที่จะต่อสู้เพื่อป๋านี่นา นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะทำได้ ก็ต้องทำ

ในใจก็รู้ว่าระบบพ่อคงรวนไปหมดแล้ว แต่ก็อยากพยายามให้ถึงที่สุด ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ดีกว่าการรอคอยอย่างทรมาน

ตอนนี้ป๋าไม่รู้สึกตัวแล้วหล่ะ แต่ก็ยังหายใจเพราะเครื่องช่วยหายใจอยู่
กระซิบบอกป๋าว่าจะนิมนต์พระมาสวดให้ตอนเช้าวันพรุ่งนี้
พยาบาลบอกว่าตอนตีสาม หัวใจเกือบหยุดเต้นแล้วก็เต้นขึ้นมาใหม่
ตอนเช้า พอพระมา เปลือกตาป๋าเปิดเหมือนฟังที่พระเทศน์ แล้วก็สงบ
หลังจากนั้นคุณหมอก็มาเอาไฟมาฉายดูที่ตา เหมือนไม่มีปฏิกิริยา 
แต่คิดว่าป๋าคงรับรู้ เรื่องปาฏิหารบางเรื่องก็ไม่สามารถอธิบายได้
ตลอดเวลาที่เป็นเวลาเยี่ยม แม่จะสวดมนต์อยู่ที่ข้างๆหูป๋าตลอดเพื่อให้ป๋าผ่อนคลายและสงบไม่คิดมากหรือทรมาน

และคืนวันที่ 14 พ.ค. 2556 ป๋าเริ่มมีความดันลดลงอีกครั้ง 
ตอนนี้พูดจริงๆก็คือเห็นการคืนที่ผ่านมารู้สึกไม่อยากให้ป๋าทรมานแล้ว
ด้วยอาการของโรค ถ้าจะให้ทำความเข้าใจก็คือ ตับไม่ทำงาน ไม่สร้างโปรตีน ทำให้น้ำไม่อยู่ในเม็ดเลือด น้ำที่ให้เข้าไปก็จะกระจายอยู่ตามช่องท้องแขนขา 
อีกทั้งไม่สามารถเก็บพลังงานสำรองได้ น้ำตาลในเลือดก็ต่ำ การให้น้ำหรือเกล็ดเลือดก็ต้องดูปริมาณน้ำรวมของร่างกายว่าจะให้ได้มั๊ย เกล็ดเลือดต่ำเลือดก็ไหลออกมาช่องท้องได้ ความดันในทอ้งสูง เส้นเลือดที่กระเพราะอาหารแตก เลือดก็ไหลไม่หยุดอีก ไตก็วายขับของเสียไม่ได้ หายใจเองก็ไม่ได้ สรุปคือระบบทุกระบบมันล้มไปหมด น้ำท่วมปอดด้วย การรักษาโรคนี้ทำได้เพียงการเปลี่ยนตับ แต่ ณ สภาพร่างกายขณะนี้ ไม่สามารถดมยาสลบได้ด้วยซ้ำ หมดหวัง ไม่อยากเห็นป่าทรมานหรือเหนื่อยอีกแล้ว
วันนั้นกระซิบข้างๆหูป๋าว่า "ไม่เป็นไรนะป๋า ถ้าป๋าไม่ไหวก็ไม่เป็นไร เราสู้มาถึงที่สุดแล้วเนาะ ไม่เป็นไรไม่ต้องห่วงพริ้มนะ พริ้มดูแลตัวเองได้และจะดูแลแม่กับน้องด้วยไม่ต้องห่วงนะป๋า พริ้มรักป๋าที่สุดเลย" หลังจากนั้นคืนนั้นพยาบาลบอกว่าความดันลดลงเรื่อยๆ หายใจไม่ค่อยดี จนกระทั่งตอนเช้าวันที่ 15 พ.ค. 2556 ปกติเค้าให้เยี่ยมได้ตอน 7 โมงเช้า พยาบาลโทรมาหาตอน 6.45น. บอกว่าให้รีบไป
พอไปถึงก็เห็นว่าที่เครื่องจับความดันได้บ้างไม่ได้บ้าง เครื่องร้องตลอดเวลา หัวใจเต้นอยู่ที่ 70 แล้วก็ค่อยๆลดลง ช่วงนั้นน้ำตาเราไหลไม่หยุดเลยไม่อยากร้องแต่น้ำตามันไหลออกมาแบบว่า นี่อาจจะเป็นช่วงสุดท้ายแล้วที่ป๋าจะอยู่กับเรา
ส่วนแม่เข้มแข็งมากท่องสวดมนต์ให้ป๋า พอคิดได้ก็เลยมาช่วยแม่ท่องพุธโธๆๆ จนลมหายใจสุดท้าย เราเชื่อว่าถ้าจิตสงบวิญญาณป๋าจะไปสู่สุคติได้
ภาพสุดท้ายที่เห็นป๋า เหมือนป๋าแค่หลับจริงๆ ไม่ได้มีหน้าตาเศร้าหมองเหมือนคนป่วย ให้ใส่ชุดปกติขาว (ชุดราชการให้เต็มยศ พร้อมรองเท้าถุงเท้า) หล่อเหมือนเดิมเลยอ่ะแต่แค่หลับตาเท่านั้น

............หลับให้สบายนะป๋า...............วันนี้วันเกิดป๋า ขอให้ป๋ามีความสุขมากๆนะคะ หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง...........

พอมาคิดย้อนหลังดูแล้ว
- ถ้าเราใส่ใจไปหาหมอที่โรงพยาบาลตำรวจกับป๋าและเข้าไปฟังด้วยคงจะไม่เป็นแบบนี้ เพราะผุ้ใหญ่บางครั้งคุยแล้วมาเล่าให้ฟังไม่หมด หรือไม่ได้ถามอะไรบางอย่าง
- ดีที่กลับมาจากเกาหลีและยังไม่ได้ตกลงไปทำงานที่บริษัท ไม่งั้นคงไม่สามารถมาเฝ้าป๋าได้เป็นเวลาเดือนนึงเต็มๆที่โรงพยาบาล ทั้งดูแล ปรนนิบัติป๋าเหมือนเด็กที่เพิ่งคลอดช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เปลี่ยนแพมเพิสให้ เช็ดตัวให้ ทำทุกๆอย่าง จัดยา คุยกับหมอ ปรึกษาหมอและเพื่อนๆที่เป็นหมอได้ให้ความรุ้ความช่วยเหลือเต็มที่ ดีใจที่ได้ใช้ทุกวินาทีอยู่กับป๋าจนถึงวาระสุดท้าย
- หลังจากที่หาหมอครั้งสุดท้าย น่าจะพาป๋าไป admit ที่โรงพยาบาลตอนที่ยังเดินได้สะดวก ไม่น่ารอเลย จนกระทั่งมาติดเชื้อในกระแสเลือด ความดันไม่คงที่ย้ายโรงพยาบาลแล้วเสี่ยง ถ้ารวยคงจ้างเฮลิคอปเตอร์ 500,000 บาทและจ้างหมอย้ายพ่อแล้ว แต่ถึงย้ายไปก็คิดว่าการรักษาคงไม่ต่างกัน เพราะรักษาตามอาการ ไม่สามารถเปลี่ยนตับได้อยู่ดี ร่างกายไม่พร้อม
- โรคตับรักษาไม่ได้นอกจากการเปลี่ยนตับ เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว เทคโนโลยียังไม่ค่อยดี ตอนนั้นป๋ายืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนตับ เพราะหลังจากเปลี่ยนก็คงอยู่ได้ไม่นาน เพราะไม่รู้จะเข้ากันได้รึป่าว หรือต้องกินยากดภูมิไปตลอด แต่เมื่อไม่นานมานี้ ที่เกาหลีมีเทคโนโยลีการปลูกถ่ายเซลล์ เปลี่ยนตับพ่อและลูกสาว ลูกชายกับแม่ได้สำเร็จเยอะแยะ ค่ารักษาประมาณ 1-2 ล้านเอง แต่สถาพร่างกายของผู้ป่วยต้องแข็งแรง 
- มีคนบอกว่า ผุ้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งหรือไวรัสตับอักเสบบี ท้ายที่สุดแล้วจะกลายเป็นมะเร็งตับนั้น ป๋าพริ้มไม่ได้เป็นมะเร็งนะคะ ถ้าหยุดดืมแอลกอฮอร์และปรับเรื่องการกินซะ พริ้มว่าช่วยได้เยอะเลย มีหลายคนมาเยี่ยมพ่อพริ้มตั้งแต่ 8 ปีที่แล้วที่ป๋าป่วย หลายคนเสียชีวิตก่อนป่าอีก จึงอยากให้ข้อคิดว่าโรคนี้ต้องทำใจให้สบายไม่คิดมาก กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ทำร้ายตับ ก็อยู่ได้นานขึ้น และก่อนที่จะกินสมุนไพรอะไร ศึกษาให้ดีๆคิดให้ละเอียดถึงผลที่จะตามมาและข้อจำกัดด้วยนะคะ
- สุดท้ายอยากบอกว่าอย่าประมาท รักษาสุขภาพและรักตัวเองให้มากๆ อยากทำร้ายตัวเองด้วยการกินเหล้าสูบบุหรี่เลย ที่สำคัญควรมีอะไรที่ประกันความเสี่ยงให้กับตัวเอง การรักษาตัวที่โรงพยาบาลนั้นค่าใช้จ่ายไม่น้อยเลยนะคะ ป๋าไม่มีประกันสุขภาพเลย ถ้าไม่ใช่โรงพยาบาลรัฐต้องจ่ายเองทั้งหมด แค่ 7 วัน 1แสน แพงมากเลย
- สำหรับคนที่เป็นโรคนี้อยู่ สู้ๆนะคะ เอากำลังใจช่วยทุกคนค่ะ













 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2556    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2556 2:48:14 น.
Counter : 963 Pageviews.  

ซีรี่ส์เกาหลีใหม่ เรื่อง An-Angel-Choice เรื่องรัก 4 เส้าที่อยากรู้ตอนต่อไป

เริ่มดูที่ Episode 37 เลยทำให้ได้อยากรู้ตอนต่อไปและตอนก่อนหน้า คิดว่าตอนนี้เป็น climax ของเรื่องเลย

(เรื่องใหม่ยังไม่มี Subtitle นะคะ ดูแบบงงๆเหมือนกัน แต่เข้าใจ 555)

ขอเล่าคร่าวๆนะคะ 
นางเอกแต่งงานแล้วอยู่บ้านเดียวกันกับ พ่อ แม่ น้องชายที่แต่งงานแล้วและมีลูกสาว 1 คน
แต่....สามีของนางเอกแอบมีอะไรลับๆกับภรรยาของน้องชายนางเอง
เรียกได้ว่าผู้หญิงคนนี้น่ากลัวมากและสามีของนางเอกก็เลวพอๆกัน
ลูกสาวที่ทุกคนคิดว่าเป็นลูกของน้องชายนางเอก น่าจะเป็นลูกที่เกิดกับสามีนางเอก น้องชายนางเอกตอนนี้เหมือนคนปัญญาอ่อนเพราะอะไรก็ไม่รู้

ตอนที่ 37 นี้เองที่นางเอกรู้ความจริงเรื่องความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ Shock เลยทีเดียว และคิดหาวิธีเล่นงานคืน
(เป็นเราคงแทบบ้าไปเลย)

พอกลับไปย้อนดูตอนเก่าๆคร่าวๆ ได้รู้มาเพิ่มอีกว่า
- สามีนางเอกตอนเด็กๆพ่อตาย แม่บอกว่าเป็นเพราะพ่อนางเอก
- สามีนางเอกเดิมมีคนรัก สมัยวัยรุ่นรักกันมากๆๆ แต่ทำมัยมาแต่งงานกะนางเอกไม่รู้ และคนรักคนนี้ดันเป็นรุ่นน้องนางเอกที่น้องชายนางเอกจะแต่งงานด้วย!!! เหมือนแม่บังคับให้แต่ง เพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับครอบครัวนางเอก
- ผู้หญิงคนที่น้องชายจะแต่งงานด้วยนั้น ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีอยากแต่งงานกับคนรวยๆ โกหกทางบ้านนางเอกว่าแม่เป็นเจ้าของธุรกิจอะไรซักอย่าง และจ้างคนมาเป็นพ่อในวันแต่งงาน
- ก่อนวันแต่งงาน สามีของนางเอกได้เจอกับผู้หญิงคนนี้โดยบังเอิญ และมีอะไรกันก่อนแต่งงานโดยที่ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้จะเข้ามาเป็นน้องสะใภ้
- หลังๆน้องชายนางเอกเริ่มรู้ว่าภรรยาหลอกเรื่องที่ฐานะทางบ้านรวย เพราะตอนไปหาที่อพาร์ทเมนต์ที่เคยไปรับส่ง เค้าบอกว่าไม่มีคนนี้อยู่ที่นี่ และพอรู้ความจริงเรื่องสามีนางเอกแอบมีอะไรกับภรรยาตัวเองก็ต่อสู้กับสามีนางเอก แต่ดันพลาดโดนผลักไปฝาดกับบันได ปัญญาอ่อนไปเลย
- หลังจากนั้นเรื่องราวก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆจน 5 ปีลูกสาวผู้หญิงคนนั้นโต และตอนนี้เองก็เริ่มจับผิดพระเอกแล้วก็มารู้ความจริงใน Episode 37

ถ้าอยากรู้เรื่องราวต่อไปดูกันเองน๊า....






 

Create Date : 26 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 26 พฤษภาคม 2555 11:26:19 น.
Counter : 9098 Pageviews.  

ลืมไปได้เลยกับการ Print screen แล้ว Crop ภาพทีหลัง ใช้ Snippy สะดวกสุดๆ

โปรแกรมใหม่ค่ะ
แค่คลิกที่กรรไกร ก็
copy
ภาพ screen หน้าจอได้เลย หุหุ จะ save แบบเป็น file หรือจะ copy วางธรรมดาก็ได้


(มันอาจจะมีมานานแล้วก็ได้ แต่พริ้มเพิ่งรู้ คิคิ รู้สึกดีใจอย่างมากมาย อยากบอกให้โลดรู้ ^____^)



Snippy click link to download only 100KB


http://en.kioskea.net/download/download-145-snippy



วิธีใช้


http://www.itithai.com/software/66-program-make-screen-short-snippy.html


หลังจาก download ก็ set ค่าโดยคลิกขวาที่กรรไกร เลือกสีเป็นสีขาว และคลิกที่ free hand แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ link ข้างบนละกันนะคะ




ง่ายๆ สะดวกสุดๆ 





 

Create Date : 12 ตุลาคม 2553    
Last Update : 13 ตุลาคม 2553 7:46:00 น.
Counter : 713 Pageviews.  

ที่อ่านหนังสือที่ใหม่ 24 ชั่วโมง (จามจุรี 9 จุฬาฯ)

สุดยอดอ่ะ ช่วงนี้เด็กมหาลัยสอบ ทางคณะใจดีมากมายเปิดตึกให้อ่านหนังสือได้ 24 hrs. ปกติปิดเที่ยงคืน

ทั้งตึกสร้างมาเพื่อให้นิสิต อ่านหนังสือโดยเฉพาะ มี 6 ชั้นมั๊ง
ชั้นแรก เป็น Food court มีของขายถึงตีสี่.......เยี่ยมไปเลยใช่ม๊า

เริ่มจากชั้น 3 ก็จะเป็นโต๊ะอ่านหนังสือ มากมายมี Plug ไฟ มี internet wifi ให้ใช้ฟรีด้วย

เมื่อคืนไปอ่านโต้รุ่งมา........หลับสบายทีเดียว 555+

นิสิตอยู่กันเยอะมาก......สู้เค้า...ไปอ่านต่อดีกว่า

อะ......ปล. ตื่นเช้ามาค้นพบ ร้านเย็นตาโฟต้มยำอร่อยมากๆๆๆ ความแปลกอยู่ที่ เ้ส้นมีแบบที่เรียกว่า เกี้ยมอี๋ เป็นคล้ายๆแป้งเส้นสั้นๆ
ร้านอยู่ตรงสามย่าน ย่านนี้ตอนเช้ามีของขายเต็มเลยค่ะ.........ข้างๆร้านนี้มีปอเปี๊ยะสด ขนมเทียน หนมสอดใส้ด้วย .... เยี่ยม!!!

เค้าบอกว่าเค้าเปิด 9.00-17.00 น. ไว้วันหลังพาเพื่อนๆไปหม่ำดีก่า คิคิ




 

Create Date : 26 กันยายน 2553    
Last Update : 26 กันยายน 2553 9:50:37 น.
Counter : 3106 Pageviews.  

รู้ว่ามันจบแล้ว แต่ทำใจไม่ได้ที่จะเห็นเธอกับเขา...

อาการวูบวาบ ร้อนรุ่ม มันเกิดขึ้นมาอีกแล้ว.........T_T 


ไหนว่าทำใจได้แล้วงัย...ทำมัยปวดใจจัง


วันนี้เห็นหน้า FB ของเค้า pop-up ขึ้นมา เลยเปิดดู


OH MY GOD เค้ารับ Add หรือ Add เองก็ไม่รู้ ภาพผู้หญิงคนนั้นติดตามาก


XXX ได้อีก ภาพ profile แต่ละอัน.....หมดคำพูดเลยทีเดียว


คำถามมากมายเกิดขึ้นเต็มไปหมด.......เค้ารู้จักกันได้ยังงัยอ่ะ


ดูเหมือนผู้หญิงไม่ธรรมดา....อย่าบอกนะว่าเค้าเคย....มีอะไรลึกซึ้ง.....


หรือว่าอะไร โอ๊ยไม่ไหวๆแล้วอ่ะ จะมีคนใหม่ทำไมต้องเป็นคนนี้ด้วยอ่ะ


รู้สึกไร้ค่าไปเลยเรา......คบกันมาได้ตั้งนาน....พี่ชอบแบบนี้เหรอ (ภาพ) ??????


เป็นคนไทยเหมือนเราซะอิก....เฮ่อ.....ไม่มีสิทธิ์จะหึงแล้วนี่......แต่ทำไมยังอยากถามเค้านะ


จะเป็นไรมั๊ยถ้าเราจะถามผู้ ญ คนนั้นว่ารู้จักเค้าได้ยังงัย


หรือว่าถามเค้าโดยตรงเลยดีมั๊ยว่าคนๆนี้เป็นใคร นี่ใช่มั๊ยที่ทำให้เราเลิกกัน !!!! 







 

Create Date : 28 สิงหาคม 2553    
Last Update : 28 สิงหาคม 2553 3:55:03 น.
Counter : 459 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

prim_pm
Location :
Seoul Korea

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]




Welcome to -->
โลกแห่งการกิน 555 ไม่ใช่ๆ มันคือ Diary ตะหาก
&gblog

ไปเที่ยวกับเรามั๊ย?
:: New Updated ::
+Korea-Taipei Trip

+Beijing China trip

+Melboune&Sydney

+สนามไดร์ฟกอล์ฟ
สีชมพูของเรา


+สรุป Diary Australia
:: ใครชอบชุดลูกไม้ระบายโบว์เหมือนเราบ้าง? ::

:: มองหาชุดเก๋ๆอยู่รึป่าว ::

:: ชุดคู่รัก Pre-wedding เก๋ๆ ::

:: เสื้อกันหนาว/Jacket มั๊ย ::

:: Family Set Korean Style ::

:: ชุดเด็กสไตล์เกาหลี ::

:: เสื้อผ้าผู้ชายสไตล์เกาหลี :: กระเป๋าแนวเกาหลี

Google

MusicPlaylist
Music Playlist at MixPod.com
New Comments
Friends' blogs
[Add prim_pm's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.