Group Blog
 
All Blogs
 

Hongkong return #3 Victoria Bay, CityGate Outlets, Ngong Ping 360

เช้าวันสุดท้ายแล้ว ขอเริ่มต้นเก็บภาพสถานที่ใกล้ๆก่อนละกันครับ

Noonday Gun





เดินทางได้ 2 ทางครับ ทางบก ก็



ตอนแรกผมไม่รู้ว่ามีทางเดินข้ามถนนใต้ดิน ผมเลยเดินอ้อม ได้มีโอกาสเดินเลยไปถึง Victoria Park เลยล่ะ.. เล่นเอาเหงื่อตกแต่เช้าเลย


ส่วนทางใต้ดิน ก็มองหา รร. Excelsior จะมีทางข้ามถนนใต้ดิน ทางมุมขวาของโรงแรม




เสร็จแล้ว ผมว่าจะไปเดินเล่นแถว IFC Mall และกะว่าจะนั่งเรือข้ามฟาก ชมอ่าววิคตอเรียสั่งลาฮ่องกงซะหน่อย

Causeway Bay -> Central ค่าเดินทาง 5 เหรียญ ใช้เวลาประมาณ 7 นาที

Exit A หรือออกมาทาง World Wide Plaza แล้วมุ่งตรงไปทาง Central Pier เราจะเดินบนสะพานลอยที่อยู่บน ถนน Man Yiu Street เลยล่ะครับ



มุ่งหน้าไปทางอ่าววิคตอเรีย ทางซ้ายจะเป็นตึก IFC ด้านหน้าก็จะเป็น Central Pier ครับ



มาถึง Central Pier แล้วครับ ที่เห็นรถเมล์สองคันที่เปิดประทุน ก็รถเมล์สาย 15C ที่จะไปสู่ Lower Peak Tram Terminus นั่นเอง สถานีปลายทางเป็นที่นี่น่ะครับ



เดี๋ยวเราจะนั่งเรือข้ามฟากเล่นกันครับ แค่ 1.70 เหรียญเอง ถูกกว่าซื้อ Day Tour อีก

แอบแวปไป IFC Mall น่ะครับ เลยเข้าทาง Lower Deck ถ้าใครอยากจะนั่งเรือข้ามฟากชั้นบน ตอนข้ามสะพานมาจาก MTR ให้ตรงเข้าไป Central Pier ได้เลยนะครับ



ใช้บัตรปลาหมึกก็ได้ จ่ายสดแบบเรือข้ามฟากบ้านเราก็ได้ หรือจะใช้เหรียญหยอดตู้ที่อยู่ข้างๆ จะได้เป็นเหรียญ (แบบรถไฟฟ้าใต้ดินบ้านเรา) ไว้หยอดเวลาจะเข้าทางเข้ายังงี้



ห่างฝั่งไปเรื่อยๆ



ตึก Bank of China กับ ตึก IFC ยามเช้า



มุมขาว คือ The Peak ครับ

พยายามถ่ายให้เห็น ตึก Bank of China จะได้เห็นว่า มันก็ห่างกันอยู่นะ แต่ทำไมขึ้น Peak Tram มันแป๊ปเดียวหว่า



เป้าหมายคือ ท่าเรือ Star Ferry ทางฝั่งเกาลูนครับ



นี่เห็นครบเลยครับ ทั้ง Bank of China, The Peak แล้วก็ตึก IFC



Clock Tower หอนาฬิกา หนึ่งในสัญลักษณ์ที่โดดเด่นในจิมซาโจ่ย แต่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของสถานีต้นทางของรถไฟสายเกาลูน-แคนตัน (KCR) สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1915 หอคอยทำจากอิฐสีแดงและหินแกรนิต สูง 44 เมตร เป็นอนุสรณ์ชวนให้รำลึกถึงสมัยอาณานิคม ปัจจุบันพื้นที่ของสถานีรถไฟได้กลายเป็นที่ตั้งของศูนย์วัฒนธรรมฮ่องกง หลังคาทรงโค้งและดีไซน์ทางด้านสถาปัตยกรรมที่ดูทันสมัยกลายเป็นฉากหลังอันงดงามของหอนาฬิกาแห่งนี้



Avenue of Stars ยามเช้า (ทัวร์มาลงเยอะ คนมากไม่ต่างกับตอนกลางคืนเลยล่ะครับ)



Hongkong Space Museum ยามเช้า (เพราะถ่ายรูปตอนกลางคืน ไม่สวยเลยต้องมาเก็บตก..)



สุดท้ายก็มาโผล่แถวซิมซาจุ๋ยอีกแล้ว



ผมชอบแถว Cameron road นี่จัง เพราะเราจะหาอาหารอร่อยๆได้เยอะแยะเลย ในราคาที่ไม่แพง





ราคา 60 เหรียญกว่าๆเอง




อิ่มแล้ว เราจะไปต่อที่เกาะลันเตาครับ

Tsim Sha Tsui -> Lai King (เพื่อเปลี่ยนสายรถไฟ) -> Tung Chung ค่าเดินทาง 15.5 เหรียญ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 39 นาที

Exit B ก็จะเจอกับ.. CityGate Outlets



ทางซ้ายก็ทางขึ้นกระเช้า Ngong Ping 360 ครับ แต่ดูคิวซะก่อนว่า ยาวขนาดไหน



ผมเลยแวะไปฝากกระเป๋าที่ชั้นใต้ดินของ City Gate ซะก่อน



ชั้นใต้ดินนี่จะมี 2 ชั้นนะครับ ลงไปให้สุดเลย จะเจอตู้



ถ้าไม่มีเหรียญ แลกตรงใกล้ๆได้เลยครับ

ค่าฝาก 10 เหรียญ ถ้าเกิน 2 ชม.ก็ใส่เพิ่มอีก 10 เหรียญตอนขามาเอากระเป๋า อย่าลืมตั๋วรหัส เอาไว้กดรับของคืนด้วยล่ะครับ



พอขึ้นมา ก็มาต่อแถวรอ..ร้อ..รอ คิวขึ้น Ngong Ping 360 ขาแข็งไป ชม.นึงแล้ว (ป้ายข้างหน้ามันบอกว่ารอ 90 นาที แต่รอรมเกือบ ชม. ไหงยังไม่ถึงครึ่งเลยหว่า ) เลยตัดสินใจ ไปรถเมล์แทนครับ เพราะไม่เห็นมีคนต่อแถวรถเมล์เลยนะ

พอรถเมล์มา ก็ได้ขึ้นเลย สรุปว่าไปด้วยรถเมล์สาย 23 ราคาแค่ 17.2 เหรียญเอง ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีครับ เสียวดีเหมือนกัน แต่ก็ดีนะครับ ได้เห็นบรรยากาศบ้านในแถบนี้ที่ไม่เหมือนบนฝั่งฮ่องกง หรือเกาลูน ก็แปลกตาดี



ผมว่า ถ้าผมยังรอขึ้นกระเช้า ก็ยังไม่ได้มาถึงองค์พระหรอกนะเนี่ย



ไหว้พระ



ถึงข้างบนแล้ว



ที่เห็นข้างหลังไกลๆ ก็ Po Lin Monastry



Ngong Ping Village เป็นหมู่บ้านสร้างน่ะครับ fakeๆนิดหน่อย หยวนๆน่ะ



ดูแถวขาลงเคเบิ้ลสิครับ ยาวอีกแล้ว



องค์พระใหญ่ ภาพก่อนกลับ




ค่าโดยสารครับ (คิดว่าขาลงจะถูก แบบ Peak Tram ซะอีกนะ ที่ไหนได้ เท่ากันเลย)

ตั๋วนั่งเคเบิ้ล ไป-กลับ ผู้ใหญ่ 96 เหรียญ / เด็ก 48 เหรียญ

วันหยุด ไป-กลับ ผู้ใหญ่ 107 เหรียญ / เด็ก 54 เหรียญ


ตั๋วเที่ยวเดียว วันธรรมดา ผู้ใหญ่ 63 เหรียญ / เด็ก 30 เหรียญ

วันหยุด ผู้ใหญ่ 75 เหรียญ / เด็ก 38 เหรียญ


ผมนั่งรถเมล์ขึ้นมา 17.2 + เคเบิ้ลขากลับ 63 = 80.2 เหรียญเอง ถูกกว่านิดหน่อย แต่ประหยัดเวลาในการรอขึ้นเคเบิ้ลไปได้มากเลยล่ะครับ





ข้างในยังวนอีกหลายทบ



ได้ขึ้นแล้ว

กว่าจะได้ขึ้น ก็รอร่วม 40 นาที





กระเช้า



ยังถือลูกท้ออยู่เลยง่ะ



พอมาถึงด้านล่างก็ได้เวลาอาหารเย็นแล้วครับ เลยต้องหาอะไรตุนท้อง ก่อนไปสนามบิน



ศูนย์อาหาร Food Republic ใน City Gate เนี่ยแหละครับ มีอาหารหลายหลายเชื้อชาติดี

มื้อนี้หมดไป 100 เหรียญกว่า ได้มาเท่านี้ครับ



แล้วก็ shopping เล็กน้อยติดมือ ให้สมกับที่มาถึง CityGate Outlets เพราะสมกับเป็นแหล่งรวมสินค้าลดราคา ไว้คอยกัดนักท่องเที่ยวจริงๆเล๊ย.. มีครบซะเกือยบทุก brand เลย


สุดท้ายก็กลับสนามบินครับ เรามีถึง 3 ทางเลือก คือ

- นั่ง MTR ใช้สาย Airport Express ซึ่งต้องนั่งรถกลับมาที่ Tsing Yi เพื่อเปลี่ยนรถไฟ วิธีนี้ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีครับ

-นั่งรถเมล์สาย A23 จาก CityGate ค่าโดยสาร 15 เหรียญ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที

- Taxi ค่าโดยสารประมาณ 40 เหรียญ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที

มองจากตอนนั่งกระเช้าได้เลยครับ ว่าสนามบินกับ City Gate เนี่ยใกล้กันแค่ข้ามสะพานเอง ไม่น่าพลาดซื้อ AE แบบ 2 เที่ยวมาเลยง่ะ เสียเวลานั่งรถไฟอ้อมเกาะไปซะอีก



Air Asia ใช้ Terminal 2 นะครับ



ได้ Gate 18 ไกลโคตร... สุดทางเลยมั้ง


มาถึง Gate ก็เตรียมตั้งแถวกันอีกแล้ว.. เครื่องยังไม่มาเลย แต่ผมนี่ปวดขาโคตรๆ.. เก็บอาการไม่อยู่แล้วครับ เที่ยวมาสองวันนี้ เข้าคิว ต่อแถว นานมากกว่าเวลานอนอีกนะเนี่ย ถึงชื่อว่าทริป ขาแข็ง in ฮ่องกงไงล่ะครับ



เครื่องมาแล้ว ตรงเวลาแป๊ะ กลับเมืองไทยก่อนนะครับ ไว้เจอกันเมื่อชาติต้องการครับ





 

Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2553 18:31:54 น.
Counter : 1375 Pageviews.  

Hongkong return #2 Golden Bauhinia Sq., Ocean Park, The Peak

เช้าวันนี้เปิดโปรแกรมด้วย Golden Bauhinia Square ครับ

Causeway Bay -> Wan Chai ค่าโดยสาร 4 เหรียญใช้เวลาเดินทาง 3 นาที

Exit A5 แล้วเดินต่อใช้เวลาประมาณ 15 นาที

สถานี Wan Chai ยังเป็นแหล่ง Hongkong style tea (ก็ชาเย็นบ้านเราเนี่ยแหละ) อันเลื่องชื่อ และมีอาหารเช้ามากมายให้เลือกทาน ไม่เชื่อ ลองมองดูสิครับ



พอออกจาก A5 จะเป็นสะพานลอยซึ่งอยู่บนถนน O'Brien road ให้เดินไปจนสุดสะพานลอยเลยครับ แล้วเราจะเจอตึก Immigration Tower



จากตึก Immigration Tower แล้วให้เลี้ยวขวา มองหาตึก Hongkong Convention & Exhibition Centre แล้วพยายามออกทางขวา มองหาป้ายเลยครับ

ดูแถวล่างสุด



ระวังเดินเลย ไปถึงตึก Hongkong Exhibition Centre นะครับ นั่นแสดงว่าเลยแล้ว

ถ้าไม่หลงทาง เดินตามทางไปหาชายฝั่ง ก็ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีครับ จาก MTR



ประติมากรรมรูป “ดอกชงโคบานตลอดกาล” (โกลเด้น โบฮิเนีย) เป็นของขวัญที่จีนแผ่นดินใหญ่มอบให้เพื่อแสดงถึงความยินดีที่ได้ฮ่องกงได้กลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวกับแผ่นดินแม่ หลังจากที่ต้องแยกกันเป็นเวลานานกว่า 150 ปี ใกล้กันมีอนุสาวรีย์ของการรวมกันเป็นหนึ่งที่จารึกลายมือของประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน โดยทุกๆเช้าจะมีพิธีเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา (ถ้าจะมาชม ให้มารอตั้งแต่ 7.45 เลยครับ)



ฝั่งตรงข้ามก็จะเป็น Clock Tower กับ Avenue of Stars น่ะเอง




แล้วก็มาตามแผนเดิมครับ คือไปเที่ยว Ocean Park โดยหวังว่า คนคงจะน้อยลงจากเมื่อวานนะ เพราะออกจากช่วงวันหยุดตรุษจีนของคนฮ่องกงแล้ว แต่ที่ไหนได้ คิดผิดถนัดเลยตรู

Wan Chai -> Admiralty ค่าโดยสาร 4 เหรียญ ใช้เวลาเดินทาง 3 นาที

Exit B แล้วมองป้าย Bus to Ocean Park ทางซ้ายมือ จะเจอตู้ขายตั๋ว Ocean Park และตั๋วรถเมล์

แถวคิวซื้อตั๋ววันนี้สั้นลงมาก



ค่าตั๋วก็ ผู้ใหญ่ 208 เหรียญ เด็ก 103 เหรียญ

ส่วนค่าตั๋วรถเมล์สาย 629 ก็ 10.6 สำหรับผู้ใหญ่ และเด็ก 5.3 เหรียญ ต่อเที่ยว

จะรูดบัตรเครดิตเพื่อซื้อรวมไปเลยก็ได้ครับ 208+10.6+10.6=229.2 เหรียญ (ประมาณ 1,055 บาท) ต่อผู้ใหญ่หนึ่งคน

นั่งรถเมล์ซักครึ่ง ชม. ก็มาถึง Tai Shue Wan ส่วนเข้า Headland ครับ



โอเชี่ยนปาร์คฮ่องกง เปิดให้บริการในปี ค.ศ. 1977 เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมตลอดกาลของฮ่องกง ธีมปาร์คขนาด 200 เอเคอร์ นี้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะฮ่องกง มีเครื่องเล่น นิทรรศการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมายรายรอบเขา รถกระเช้าที่เชื่อมพื้นที่ 2 ส่วนระหว่างยอดเขาสูงและพื้นที่ด้านล่าง ทำให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์ตระการตาขณะโดยสาร และสิ่งดึงดูดใหม่ล่าสุดคือลูกหมีแพนด้ายักษ์ 2 ตัว และพิพิธภัณฑ์แมงกะพรุนทะเลแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แบ่งออกเป็น Headland



กับ Lowland



นอกจาก Cable Car ที่ใช้เชื่อทั้งสองส่วนนี้ เรายังสามารถนั่งรถเมล์ (ฟรี) สาย 888 ได้ด้วยครับ จะเชื่อมทางเข้า ทั้งสองส่วนนี้ไว้ด้วยกัน แต่ถ้าออกไป อย่าลืมแสตมป์มือด้วยนะครับ


ถ้าดูจากแผนที่ จะเห็นได้ว่า แค่ Headland ก็แบ่งเป็นหลายชั้นแล้ว ต้องใช้กำลังขาเยอะ ไม่เหมือน Disneyland ที่เป็นพื้นเรียบทั้งหมด แถมแต่ละจุด ยังเดินค่อนข้างไกล ต้องจัดเวลาเล่นเครื่องเล่นกับดูโชว์ให้ดีๆด้วยครับ

** จุดขายของ Ocean Park กับ Disneyland นี่ค่อนข้างต่างกันเยอะพอสมควรเลย ก็คือ

- Ocean Park จะมีเครื่องเล่นที่ตื่นเต้น เหมาะกับวัยรุ่นมากกว่า และสถานที่ ที่เป็นเขา ยังเหมาะกับคนกลุ่มนี้มากกว่า และ Ocean Park ยังเป็นแหล่งศึกษาสัตว์ทางทะเลหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ปลาต่างๆ โลมา สิงโตทะเล แมงกระพรุน และล่าสุดมีหมีแพนด้าอีกหนึ่งคู่จากจีน

- Disneyland มีเครื่องเล่นไม่ค่อยน่ากลัวมากนัก เหมาะกับเด็กเล็กๆ หรือพาผู้ใหญ่ที่สูงอายุมาได้สบายๆ เพราะมีโชว์ที่ได้มาตราฐานดีสนีย์ให้ชมมากมาย ที่สำคัญ Disneyland ยังมีจุดแข่งกว่าในด้านที่มีคาแรคเตอร์ตัวการ์ตูนที่เยอะ และแข็งกว่ามากๆครับ

ว่าแล้วก็เริ่มเบียดเสียดขึ้นบันไดเลื่อนแรกกันเลยครับ (มีตั้ง 4 บันได้เลื่อน)



ผ่านบันได้เลื่อนแรก ทางขวาจะเป็นภัตตาคาร ให้ขึ้นไปบันไดเลื่อนนึงอีกครับ ถึงจะเจอเครื่องเล่น ให้เดินตามลูกศรเลยครับ

ซึ่งมันจะเดินลงมาหน่อย ตรงจุดนี้จะมี 2 เครื่องเล่นให้เล่นคือ Raging River หรือล่องแก่งของบ้านเรา (แต่น้ำของเขาใสกว่ามากๆ) กับ Mine Train รถไฟเหาะบนยอดเขา ให้เดินมาอีกหน่อยครับ

แล้วก็มาเจอ Mine Train



ดูคิวซะก่อนครับ ข้างหน้าบอกว่าเวลารอคัว 90 นาที

กว่าจะได้เล่น ก็รอจนเหงื่อออก รอตั้ง ชม.นึงแน่ะ




ขึ้นลิฟท์ต่ออีกสองชั้นครับ



ถึงจะเจอ Pacific Pier เป็นสระแมวน้ำกับสิงโตทะเล จะมีโวให้ชมด้วย



แล้วจะเจอ Ocean Park Tower แต่ไกลเลยครับ



เลยมาส่วนเครื่องเล่นเสียวๆเลยครับ ต้องเดินเข้าไปอีกไกลเลยนะเนี่ย



ดูบริมาณคนซะก่อนครับ แทบไม่ต้องเดินเลย ให้ฝูงชนไหลพาไปเองได้เลยครับ



เครื่องเล่นแบบเด็กๆ Ferris Wheel ชิงช้าสวรรค์



Crazy Galleon ก็ไวกิ้งบ้านเราน่ะเอง แต่แกว่งไม่ค่อยสูงแบบ้านเราเท่าไหร่นะครับ



Eagle



The Abyss อันนี้เสียวสุดยอดครับ แถวรอคิวสั้นที่สุด รอแค่ 45 นาทีเองนะ





เครื่องเล่นเสียวๆต่อไปก็คือ The Dragon หรือรถไฟเหาะตีลังกา รออีก 1 ชม.



แวะเติมพลังที่ Cafe Ocean ครับ



เวลาเหลือน้อย เลยเก็บตกดูพวกสัตว์ที่จัดแสดงบ้างครับ

Atoll Reef เป็น Underworld มีปลาให้ชมครับ





ก็เป็นอ่างอควอเรี่ยมขนาดใหญ่ แบบว่าเอาให้คุ้ม เจาะให้คนเดินดูกัน 4-5 level ครับ (ผมว่าบ้านเราดีกว่านะ)



Ocean Theatre เป็น hi-light ของ Ocean Park เลยครับ เพราะจะมีการแสดงปลาโลมาและสิงโตทะเล

โชคดีที่ช่วงเทศกาลเปิดถึงสองทุ่มนะเนี่ย เลยได้ชมรอบ 18.30 ท่ามกลางบรรยากาศหมอกบนเขา





โชว์สั้น ไม่ถึงครึ่ง ชม.ดี พอจบ รีบโกยอ้าวไปนั่ง cable car เลยครับ เพราะยังไม่ได้ลงไป Lowland เลยนะเนี่ย

มาถึงก็รอคิวอีก ครึงชม.



บรรยากาศบนกระเช้า ยามค่ำ





ใต้อาคารเคเบิ้ลคาร์ มีแอฟริกาให้หลงด้วยครับ เป็นการจัดบรรยากาศแบบในหนัง Madagascar 2 Escape Africa



ส่วน Kids' World ไม่ได้ไปเลยครับ เพราะเวลาเหลือน้อยเต็มที เลยไปทางฝั่ง Sky Fair แทน กะจะไปดูหมีแฟนด้าซะหน่อย



มืดมาก...

แวะไปเยี่ยมเจ้า Le Le กับ หนู Ying Ying ซะหน่อย แบบว่ามันเป็นญาติ ช่วง ช่วง กับ หลินฮุ้ย บ้านเรา (เกียวกลางเดือน ก.พ.ก็ว่าจะไปเยี่ยมช่วงช่วงกับหลินฮุยซะหน่อย)

อ้าว แอบหนีไปนอนซะแล้ว



ผมว่าลานจัดแสดงหมีแพนด้านี่ บ้านเราทำได้ดีกว่านะครับ เสียอย่างเดียวที่บ้านเราถ้าเข้าไปดูต้องเสียตังค์เพิ่ม ของฮ่องกงนี่ เข้าชมได้ฟรี แต่ถ้าใครอยากบริจาคช่วยหมีแพนด้า (ตอนที่จีนมีแผ่นดินไหว) ก็ใช้บัตรปลาหมึกแปะตรงขาออกได้ จะบริจาคทีละ 10 เหรียญครับ (พอๆกับค่าดูหมีที่เชียงใหม่เล๊ย..)

กลับออกมาตอนที่จะปิดสวนสนุกตอนสองทุ่มพอดีเลยครับ ก็นั่งรถถบัสสาย 629 กลับไปสถานี Admialty

ลำดับถัดไป เป็น The Peak ครับ

Admiralty -> Central ค่าโดยสาร 4 เหรียญ ใช้เวลาเดินทาง 3 นาที

Exit J2 ครับ ขึ้นมาเราจะพบกับ Chater Garden ให้เดินข้ามมาทางตึก Bank of China เลยครับ



แล้วมองหาป้ายไปทาง Peak Tram ซึ่งเราจะต้องเดินไปตามถนน Garden Road ครับ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ก็จะเจอ..



มาถึงก็เข้าคิวครับ (มาเที่ยวช่งเทศกาล ต้องทำใจ)


เจอเฉินหลงด้วยแหละ



ดูแถวซะก่อนครับ นี่ขนาดใกล้ 3 ทุ่มแล้วนะเนี่ย

กว่าจะได้นั่งรถ Peak Tram นี่ก็ร่วมชั่วโมงครับ ที่ยืนรอ..



มาแล้วครับ ตื้นตันใจใกล้ได้ขึ้นแล้ว

Lower Peak Tram Terminus -> The Peak Tower ใช้เวลา 7 นาที (ระยะทาง 373 เมตร)

ค่าโดยสาร เที่ยวเดียว 22 เหรียญ / ไป-กลับ 33 เหรียญ / ไป-กลับ+ชมวิวบนยอดตึก 48 เหรียญ

ถ้ามีบัตร Octopus card ก็จะมีช่องพิเศษ ทำให้ย่นระยะเวลาในการซื้อตั๋วครับ คือ ไปแปะบัตรตรงทางเข้าได้เลย โดยขาขึ้นหักเงินไป 22 เหรียญ แล้วขากลับลงมาจะหักเพิ่มอีก 11 เหรียญครับ



ไต่ขึ้นไปแล้ว รอมาตั้งนานนี่ไม่ได้นั่งด้วยนะเนี่ย ผมยืนห้อยอยู่ตรงหน้ารถเลย ฝั่งที่อยู่ต่ำสุดน่ะครับ



ภาพบรรยากาศรอบๆอ่าววิคตอเรีย จาก Peak Tram (กล้องผมถ่ายมาได้แค่เนี้ย ส่วนใหญ่มันจะเบลอๆง่ะ)





ในที่สุดก็มาเหยียบ The Peak (ยังไม่ได้ทานมื้อเย็นเลยนะเนี่ย)



Dinner at The Peak นี่ทำตามคู่มือท่องเที่ยวแนะนำเลยนะเนี่ย.. ผมทานที่ Cafe Deco ของตึก The Peak Galleria ที่เขาว่ามีวิวที่สวยที่สุดของ The Peak (เห็นโฆษณาหน้าร้าน)



จากบนร้านครับ จริงอย่างที่โฆษณาไหมเนี่ย



แถวข้างบน ขากลับนี่ ดูปรัมาณคนแล้วน้อยกว่า แต่ก็ยังเยอะนะเนี่ย



ขาลงแล้ว ใกล้ 5 ทุ่ม คนน้อยเชียวครับ



แถมครับ ถ้าไม่เกรงใจจะไปเหยียบบนป้ายมันเลยนะเนี่ย..




 

Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2553 18:31:45 น.
Counter : 924 Pageviews.  

Hongkong return #1 Stanley Market, Repulse Bay, Mong Kok, SOL

เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา Air Asia ได้ออกโปร ไม่เป็นไร Thailand เพื่อกระตุ้นยอดการท่องเที่ยว หลังจากที่สนามบินสุวรรณภูมิถูกปิดไปสิบกว่าวัน ทำให้ผมได้อานิสงค์ไปด้วยสองประการ คือ ต้องกลับบ้านด้วยรถทัวร์ไป 1 เที่ยว.. เพราะสถามบินโดนยึดกับ ได้ตั๋วไปเที่ยวฮ่องกง ในราคาแบบ ถูกเหลือเชือ



ไป-กลับ สองคน ในราคา 4,236 บาทนี่ คงจะหาไม่ได้ง่ายๆ เพราะขนาดโปรเปิดเที่ยวบินฮ่องกง ยังแพงกว่านี้เลย (จะมีคนหมั่นไส้ผมไหมเนี่ย) แถมจองได้ใกล้ๆเดินทางซะด้วย ประมาณเดือนเดียว หักค่าฝากกระเป๋า 100 บาท ก็แค่คนละ 2,068 บาทเองนะเนี่ย

แถมเดินทางช่วงตรุษจีนซะด้วย (ฮ่องกงจะหยุด 3 วันช่วงตรุษจีน คล้ายๆสงกรานต์บ้านเราเนี่ยแหละครับ อย่างปีนี้ หยุดวันที่ 26-27-28) โดยหารู้ไม่ว่า จะได้แถมประสบการณ์เหนือธรรมดาหลายอย่างน่ะครับ




เดินทาง 27 ม.ค. 52 เวลา 16.30 ถึงฮ่องกง 20.15

เดินทางกลับ 30 ม.ค. 52 เวลา 20.50 ถึงสุวรรณภูมิ 22.50


ว่าแล้ว ออกเดินทางกันเลยดีกว่า...



มา check in ตั้งแต่บ่ายเลยครับ คนล้นหลามตามเคย เดี๋ยวนี้ที่สุวรรณภูมิ สายการบิน Air Asia จะทำการแบ่งการ check in เป็นในประเทศกับนอกประเทศไปเลยครับ ยกเว้น เที่ยวบินที่ใกล้ออก น้องๆพนักงาน จะไล่ให้ไป check in ที่แถว D ประมาณช่องที่ 18 ไป ไม่ต้องมา check in รวมที่แถว E

คราวนี้ รอไม่นานแฮะ 15 นาทีก็เรียบร้อย



ภาพนี้ รูปบังคับครับ ถ้าไปต่างประเทศ แล้วไม่ถ่าย เดี๋ยวจะโดนเพื่อนแซวว่า เอ็งไปจริงรึเปล่า...555 (พยายามหามุมใหม่ๆ เลยมาถ่ายด้านหลังแทน)


ว่าแล้วก็ไปเลานจ์ ของ King Power ดีกว่า



(ที่จริงกินเยอะกว่านี้นะเนี่ย) แต่ถ่ายให้ดูสวยงามน่ะ

ใครอยากใช้บริการก็ไปสมัครสมาชิกที่เคาเตอร์ด้านหน้า ก่อนผ่าน ตม. นะครับ โดยเสียค่าสมัคร 500 บาท แล้วจะได้บัตรกำนัลใช้ซื้อของได้ 750 บาท (แค่นี้ผมว่าก็คุ้มแล้วล่ะครับ) แต่ถ้าเป็นสมาชิกครั้งแรก ต้องซื้อของครบพันบาทก่อนนะครับ ถึจะเข้าเลาจน์ได้ (พอดีตากล้องผมเป็นสมาชิกเก่าอยู่แล้วเลยเข้าได้เลย..)



ต่อไปเป็นคำเตือนครับ เพราะผมเกือบตกเครื่องซะแล้ว

ไม่รู้ว่าทำไม ตอนตรวจก่อนเข้า Gate ต้องตรวจเข้มมากมายซะนาดนั้น ทั้งถอดเข็มขัด ทั้งค้นกระเป๋า แถมเด็กฝรั่งที่ใส่ชุดกันหนาวมา ก็แทบจะให้เด็กถอดเกือบหมด (ทั้งชุด ทั้งรองเท้า) ทำให้ได้ยินเสียงฝรั่งบ่นเข้าหูเป็นระยะๆเลยครับ เลยทำให้ผมขึ้นเครื่องช้าเป็นกลุ่มสุดท้ายเลย กลายเป็นว่า ได้นั่งรถตู้ ไปขึ้นเครื่องบิน Air Asia เป็นครั้งแรก ก็เที่ยวนี้ กว่าจะได้บินก็ 16.40 ไปแล้ว



มาถึงฮ่องกง สองทุ่มกว่าๆ กับอากาศ 15 องศา ที่หนาวสำหรับผม มื้อแรกในฮ่องกง เลยหาทานในสนามบินเนี่ยแหละครับ



เป็นร้าน ติดกับ Burger King's น่ะครับ จำชื่อไม่ได้ มื้อนี้ 70 เหรียญกว่าๆ โจ๊กอร่อยดี ใส่ทั้งมาทั้งทะเลเลย ทั้งหอย กุ้ง ปู ปลา.. เรียกว่าตักมาก็เจอเนื้อทุกคำ

อิ่มแล้ว เตรียมเข้าเมืองกัน



trip นี้จะเที่ยวซอกแซกเยอะครับ เลยซื้อ Airport Express ซะเลย



สำหรับ Airport Express (AE) นี่มี 2 แบบให้เลือกซื้อนะครับ คือ 220 เหรียญ จะรวมตั๋วรถไฟสาย Airport Express 1 เที่ยว และราคา 300 เหรียญ จะรวมตั๋วรถไฟสาย Airport Express 2 เที่ยว และใช้ขึ้น MTR ได้ 3 วันแบบไม่จำกัด (นับ 72 ชม.ตั้งแต่แตะบัตรครั้งแรกครับ) ยกเว้นสาย East Rail Line (สีฟ้า) กับ Ma On Shan Line (สีน้ำตาล) จำง่ายๆก็ ใช้ไปในโซน New Territories ไม่ได้น่ะเองครับ

ส่วนค่ารถเมล์ไม่รวมในบัตร AE นะครับ

บัตร Airport Express นี่ก็จัดเป็น Octopus Card ชนิดหนึ่ง ยังไงก็เติมเงินในบัตรด้วยนะครับ สำหรับการใช้ซื้อของตามร้านสะดวกซื้อ และจ่ายค่ารถเมล์ (แบบสะดวกๆ)

ถ้าใครจะจบ trip ที่ City Gate outlet / Ngong Ping 360 ผมแนะนำให้ซื้อ AE แบบเที่ยวเดียวจะประหยัดทั้งเงิน ทั้งเวลากว่าครับ เพราะขากลับ ถ้าใช้ AE ต้องมาขึ้นย้อนที่สถานี Tsing Yi ทำให้อ้อม เสียเวลาไปร่วม 40 นาทีได้ครับ แต่ถ้าเราขึ้นรถบัสสาย A35 นี่จะตรงไปสนามบินเลย ในราคาแค่ 15 เหรียญเอง (ดูความใกล้ระหว่างสนามบินกับ City Gate ได้ตอนนั่งกระเช้าเลยครับ)



ลำดับถัดไปก็ต้องเป็นการ review ที่พัก โดยผมหวังว่าจะพักเป็น hostel ให้สมกับเป็น trip ประหยัด โดยตั้งเป้าไว้ว่า จะพักทางฝั่งฮ่องกง เพราะคราวก่อน เคยไปนอนทางฝั่งเกาลูนมาแล้ว ซึ่งที่พักนี่เป็นความบังเอิญตั้งแต่ค้นหาใน Google แล้ว ทำให้ได้พักที่ Yesinn Hotel



ไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.yesinn.com ได้เลยครับ เป็น hostel ที่ดำเนินงานโดยคยฟิลิปินส์(มั้ง) เพราะพนักงานที่อยู่หน้าเคาเตอร์ก็เป็นสาวฟิลิปินส์ทั้งสองคน

ปัญหาแรก คือ ผมมีกำหนดจะพัก 3 คืนแต่หน้าเวป ทำการจองได้เพียง 2 คืนเอง (อาจจะเนื่องมาจากราคาที่พัก ในช่วงเทศกาลตรุษจีนมันไม่เท่ากับช่วงเวลาปกติรึเปล่า?) ดังนั้น จึงได้ทำการ e-mail ไปขอพักเพิ่มอีกคืน ซึ่งมีเมล์ตอบรับมาแล้ว ว่าพักต่อได้ แต่พอไปเช็คอิน (ตอนนั้น 5 ทุ่มกว่าแล้ว) กลับเกิดปัญหา จะให้เรานอนในห้องได้ 2 วันตามที่จองมา กับนอนรวมในห้องแบบหอพักอีกในคืนสุดท้าย ซึ่งไม่ใช่ความผิดเรา (เพราะทาง รร.ที่เมล์ตอบกลับมาแล้ว ว่าไม่มีปัญหา) ตากล้องผมเลยเกิดอาการวีนครับ ทำให้สุดท้าย จากโชคร้ายได้กลายเป็นโชคดีไป คือ แทนที่เราจะได้พักที่ Yesinn Hostel แถว Fortress Hill นี้ กลับเป็นว่า เราได้ไปนอนที่ Yesinn Studio แถว Causeway Bay แทน ที่อยู่ใจกลาง shopping เลย แถมใกล้ MTR มากๆ ในราคาที่จ่ายเพิ่มในคืนสุดท้ายอีก 450 เหรียญ

รวมที่พัก 3 คืน 811 + 450 = 1,261 เหรียญฮ่องกง (5,800 บาท สำหรับสองคน)

ค่าตั๋วเครื่องบินอีก 4,236 บาท

รวมเป็น หนึ่งหมื่นนิดๆเองครับ





Lucky อีกอย่างก็คือ ตลอด 3 วันที่พักนี่ มีแค่ห้องผมห้องเดียวที่มาพักนะเนี่ยครับ





อันที่จริงห้องที่ Yesinn Hostel ก็ไม่ต่างกับที่นี่หรอกครับ ต่างกันตรง ไม่มีครัวตรงส่วนกลางเท่านั้นเอง (กับตรงส่วนกลางเปลี่ยนเป็นส่วน check in น่ะครับ)




ชอบตรงทำเลเนี่ยแหละครับ นอนอยู่ตรงกลางแหล่ง shopping เลย ตึกที่อยู่ ก็ใกล้ๆกับป้ายบอกถนนนี่เลยนะเนี่ย



อันนี้ทางเข้าตึกครับ






ตื่นเช้าขึ้นมา ขอเดินเล่น warm up ขา แถวที่พักซะหน่อยครับ

แถว Causeway Bay นี่จะมีแหล่ง Shopping มากมายครับ ไม่ว่าจะเป็น Sogo หรือ Times Square เป็น landmark อันนึงเลยล่ะครับที่คนไทยต้องแวะมา



สำหรับคนที่มา Sogo ให้ออก ทางออก D1-4 ได้เลยครับ เพียงแต่ละช่องทางนี่ จะออกคนละฝั่งของตึกเท่านั้นเอง ที่สำคัญเดินใกล้กว่า ไปออกทาง Times Square ครับ ออกทาง Sogo มาเดินขึ้นบนถนน แล้วเดินเล่นชมวิวข้างบนแล้วค่อยเดินไป Times Square ดีกว่าครับ

ส่วนใครอยากตรงไป Times Square เลย ต้องเดินใน MTR ไกลหน่อยครับ ไปออกที่ Exit A เลย ก็จะไปทะลุชั้นใต้ดินของห้างพอดี

ไม่ค่อยเห็นใครจะถ่ายบรรยากาศยามเช้ายังงี้นะเนี่ย



ท้องร้อง เลยเติมพลังมื้อเช้าซะหน่อย ด้วย บิสกิตในตำนานของ KFC (แบบว่า ยังเป็นบิสกิตที่ห้องก้นครัว ยังอาลัยและถามถึงอยู่บ่อยๆ)



ราคาทั้งชุดนี่ 12 หรือ 18 เหรียญเนี่ยแหละครับ จำไม่ได้เพราะแปะบัตรปลาหมึกซื้อน่ะครับ มันไวมาก...


แผนแรกว่าจะไป Ocean Park ครับ

Causeway Bay -> Admiralty ค่าโดยสาร MTR 4 เหรียญ ใช้เวลา 5 นาที ครับ

มองหา Exit B เมือออกมาแล้วเลี้ยวซ้าย จะเจอตู้ขายตั๋วเข้า Ocean Park และตั๋วรถโดยสาร

แต่ดูคนวันนี้สิครับ แบบว่ายังเป็นช่วงหยุดตรุษจีนอยู่ คนแห่มาเที่ยวซะขนาดนี้ ขนาดที่ว่า คนตั้งแถวขึ้นรถเมล์วนเกือบรอบตึก Lippo นี่เลยนะเนี่ย เห็นแล้วเครียดเลยต้องปรับแผนการเที่ยวอย่างด่วนเลย




ดีที่ว่ามีแผนสำรองครับ เลยว่าจะไปเที่ยว Stanley Market และ Repulse Bay แทน

ทำให้พลาดเลยนะเนี่ย เพราะอันที่จริง ถ้าเราจะไป Stanley Market เราสามารถนั่งรถมินิบัสสาย 40 ที่ออกจาก Causeway Bay ได้

แต่บ่ยั่นครับ มีบัตร AE ซะอย่าง ยังไงก็นั่ง MTR ได้ไม่จำกัดอยู่แล้ว

Admiralty -> Central ค่าโดยสาร 4 เหรียญ ใช้เวลา 3 นาที

Exit A จะเห็นตึกฝั่งตรงข้ามถนน คือ ตึก Exchange Square ให้ไปหาสถานีรถเมล์ที่ชั้นล่างของตึกนี้ครับ

รถเมล์ที่ไปถึง Stanley Market จะมีสาย 6, 6A, 6X, 66 และ 260

ราคาสาย 6 จะถูกกว่าเขาคือ 7.9 เหรียญ ในขณะที่ 6A,6X,66 ราคา 8.4 เหรียญ ส่วนสาย 260 ผมจำราคาไม่ได้ครับ

ส่วนผม เจอสาย 6X มันมาก่อน ก็รีบกระโดดขึ้นเลย



นั่งผิดด้านง่ะ

ถ้าอยากถ่ายรูปวิวสวยๆของอ่าว อย่าลืมนั่งฝั่งขวาของคนขับนะครับ



นั่งรถเมล์ประมาณ 40 นาทีก็ถึงแล้ว

ที่จริงเราจะลงตั้งแต่ตอนที่รถเมล์ จอดป้าย Stanley Plaza เลยก็ได้นะครับ เพราะตัว plaza นี่ ก็เป็นห้างที่ชั้นล่างสุด มันติดทางเดินไปถึงอ่าวอยู่แล้ว ตอนแรกผมไม่รู้ ก็เลยนั่งไปจนถึงป้ายตลาด Stanley เลย ซึ่งก็ไม่ผิดหรอกครับ (แค่เสียเวลาเพิ่มอีกนิดหน่อย)




ที่เห็นก็คือ Blake Pier (ซ้าย) และ Murray House (ขวา)



Slanley Plaza กับวัด Tien Hou (มองดีๆประตูทางเข้าวัดอยู่ใต้ภาพน่ะครับ)



วัด Tien Hou ทางซ้ายครับ ส่วน Stanley Plaza ทางขวา (มีห้องน้ำทางเดินข้างหลังร้าน Mc Donald ไปหน่อยนะครับ)


Murray House จะมี Hongkong Maritime Museum ที่บริเวณชั้นล่างและภัตตาคารคอยบริการที่ชั้นบน



Blake Pier





บรรยากาศโดยรอบครับ ลมค่อนข้างแรงครับ แต่โชคดีที่มีแดด อาการที่อุณหภูมิ ไม่ถึง 20 องศาเนี่ย ก็เลยสบายๆ จนถึงเกือบหนาวครับ (สำหรับผม)





ไปปืนโขดหินนี่เล่นด้วยครับ (โปรดสังเกตุว่า ใส่เสื้อ 3 ชั้น )



เดินตลาดครับ ได้เสื้อกันหนาวติดมือมาด้วย แถมราคาแสนถูก 79 เหรียญ (364 บาทเอง) ก็กะใช้กันหนาวตลอดทริปนี้ เพราะเมืองไทย คงไม่ค่อยได้มีโอกาสใส่เสื้อกันหนาวเท่าไหร่นี่นา



หนำใจแล้ว ก็นั่งรถเมล์ย้อนกลับไป Repulse Bay ครับ ขากลับนี่ ผมก็นั่งสาย 6X กลับเหมือนเคย



มาถึงแล้ว



Repulse Bay หรือ หาดทรายรูปจันทร์เสี้ยวนี่เป็นหาดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในฮ่องกง ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในหมู่ชาวฮ่องกงและนักท่องเที่ยว และยังใช้เป็นฉากในการถ่ายทำภาพยนตร์ไปหลายเรื่องด้วยครับ



ดูอากาศซะก่อนครับ หนาว..



ชายหาด ที่ลมแรง ที่สำคัญแดดหายไปไหนหว่า



ไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมกันดีกว่าครับ



รีพัลส์ เบย์ มีรูปปั้นขนาดใหญ่ของเจ้าแม่กวนอิมและเจ้าแม่ทินโห่ว ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองชาวประมง โดดเด่นอยู่ท่ามกลางสวนสวยที่ทอดยาวลงสู่ชายหาด






ไหว้เจ้าแม่กวนอิมกัน





ถ้าไม่ข้ามสะพานนี่ เขาว่ามาไม่ถึง Repulse Bay ครับ







ขากลับ ตอนนั่งบนรถเมล์ เจอกลุ่มแม่บ้านฟิลิปินส์มาทำอะไรทานกัน ท่าทางน่าอร่อยเลย ถ้าเป็นเมืองไทย คงเห็น ครก สาก ตำส้มตำกันสนุกไปแล้วมั้งเนี่ย




นั่งรถเมล์กลับมายังสถานี Central ครับ


จุดหมายถัดไป Mong Kok ครับ

Central -> Mongkok (เลือกนั่งสายสีแดง Tsuen Wan Line ได้เลยครับ) ค่าโดยสาร 10.5 เหรียญ ใช้เวลา 12 นาที


ผมอยากมาดู Goldfish Market น่ะครับ อยากเห็นบรรยากาศจตุจักรบ้านเรา ที่ขายปลา ขายหมาขายแมว แต่ในฮ่องกงจะเป็นยัง ส่วน Lady's Market หรือพวกซื้อของ ทริปนี้ไม่ค่อยเน้นครับ (แต่ก็แวะไปเดินเล่น) เพราะช่วงนี้มีแต่เสื้อผ้าฤดูหนาวที่เซลล์เป็นหลัก บ้านเราไม่ค่อยได้ใช้อยู่แล้ว

อ้อ ถ้าจะลงตรง Goldfish Market ลงสถานี Prince Edward เลยก็ได้จะใกล้กว่า หรือลง Mong Kok แล้วเดินย้อนขึ้นไปหน่อยก็ได้ครับ



ตามร้านขายปลา ขายสัตว์ต่างๆนี่ เขาไม่ให้ถ่ายรูปนะครับ เลยต้องถ่ายไกลๆหน่อย เท่าที่มองดู หาหมาตัวใหญ่ๆนี่ไม่ค่อยมีขายเลยนะครับ จะเป็นพวกปลาทอง นก สัตว์เลื้อยคลานแปลกๆ เต่า ซะมากกว่า สงสัย เพราะคนฮ่องกง อาศัยบนตึกกันซะมาก เลยเลี้ยงหมากันลำบากรึเปล่าเนี่ย

แล้วก็มาโผล่แถวไหนเนี่ย จำไม่ได้แล้ว ใน Mong Kok เนี่ยแหละ



มื้อเย็น เที่ยงเมืองนอกที่ไร ต้องหาอาหารเกาหลีกินเรื่อยเลยนะเนี่ย

เจอเป็นร้าน อยู่บนชั้น 5 ตึกอะไรจำไม่ได้แล้วครับ เป็นนกเดินทางที่ เห็นป้ายอะไร อยากทานก็ตามไปเลยน่ะครับ ไม่ได้เน้น ตามคู่มือไปทานเท่าไหร่




มี buffet ด้วย ราคา 138 เหรียญ ซึ่งน่าสนใจมากๆ แต่เราไม่สามารถเลือกจากใบจดรายการอาหารที่เป็นภาษาจีนได้ เลยอดทานเลย

สุดท้ายก็เลือกแบบสั่งตามเมนูเอาซะ มื้อนี้หมดไป ประมาณ 250 เหรียญได้ครับ (ถูกกว่า buffet นิดหน่อย แต่อิ่ม อืด ไม่ต่างกันเลย ทานไม่หมดอีกต่างหาก)





พอตกกลางคืน ก็มาแถว Tsim Sha Tsui มารอดู SOL ครับ

MongKok -> Tsim Sha Tsui ค่าโดยสาร 5 เหรียญ ใช้เวลาเดินทาง 7 นาที

เลือกทางออกได้หลายทางนะครับ แต่ผมเลือกเดินมาทางสถานี East Tsim Sha Tsui เพราะจะมีทางเดินใต้ดินของ MTR ข้ามถนนมาเลย (เดินข้างบน ระวังจะแวะร้านค้า ที่ sales ได้ตลอดปี ดึงดูดความสนใจไปง่ะ ) เลือกมาออกทางห้าง New World Center Center จะได้เดิน The Avenue of Stars ตั้งแต่ปลายสายเลยครับ

พอเข้าไปในห้าง ช่วงนี้เป็นตรุษจีนพอดี เลยมีงานครับ มีของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมาร่วมด้วย



แถมก่อนสองทุ่ม ก็เป็นช่วงการแสดงของไทยเราบนเวทีพอดี (จัดว่าเป็นช่วงเวลาดีนะครับ เพราะพอแสดงจบคนก็เริ่มเกินไปดู SOL พอดี)



แล้วก็เดินมาถึง Avenue of Stars ครับ

Avenue of Stars เป็นสถานที่รำลึกถึงอัจฉริยบุคคลที่มีคุณูปการต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ของฮ่องกง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยว มีลายพิมพ์มือดารา แผ่นหินจารึกชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียงและประวัติศาสตร์ที่สำคัญของวงการภาพยนตร์ รวมไปถึงร้านจำหน่ายของที่ระลึกเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องต่างๆ รูปปั้นจำลองรางวัลภาพยนตร์ฮ่องกง และประติมากรรมขนาดเท่าคนจริงของบรูซ ลี ดาราหนังกังฟูผู้เป็นตำนาน

จะเจอเฮียบรู๊ซ ลี มายืนรอรับอยู่เลย





อ่าววิคตอเรียอันสวยงาม ภาพตึกระฟ้าบนฝั่งฮ่องกงที่เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของฮ่องกงไปแล้ว





เมื่อถึงเวลา 20.00 ก็จะเป็นการแสดงแสงสีมัลติมีเดีย A Symphony of Lights จากตึกระฟ้ารายรอบกว่า 43 แห่ง บนฝังฮ่องกง



เก็บตกบรรยากาศหลังจบโชว์ครับ



ฝั่งฮ่องกง ตึก IFC ครับ สูงที่สุดในฮ่องกง



clock Tower ยามค่ำคืนครับ



ย่านซิมซาจุ๋ย ยามค่ำคืน



ผมเชื่อว่า 2 ร้านนี้ ถ้าไม่มีคนไทยในร้าน ผมว่าผิดปกติครับ




กลับดีกว่าครับ

Tsim Sha Tsui -> Causeway Bay ค่าโดยสาร 10.5 เหรียญ ใช้เวลาเดินทาง 11 นาที

ปล.ที่จริงไป hank out ต่อน่ะแหละครับ แบบว่าพลังงานมันเหลือเฟือ




 

Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2553 18:31:35 น.
Counter : 2653 Pageviews.  


prapasawat
Location :
สระบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 37 คน [?]




Friends' blogs
[Add prapasawat's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.