Group Blog
 
All Blogs
 

กัวลาลัมเปอร์ เที่ยวใกล้ๆง่ายนิดเดียว # 5 วันกลับ (แถม review Tune Hotel)

เหนื่อยจากการเดินเที่ยวเมื่อวานมาทั้งวัน เช้าวันสุดท้ายในกัวลาลัมเปอร์ เลยตื่นสายไปเลยล่ะครับ เพลียพอสมควร ดีที่วันนี้ไม่มีแผนจะเที่ยวอะไร คงเป็นการเดินทางไปสนามบินเพื่อเดินทางกลับ (และพร้อมทำงานต่อช่วงบ่ายเลย)

ผมเลยขอ review Tune Hotel ที่ได้มาพักนี่ก็แล้วกันครับ

สำหรับ Tune Hotel Downtown จะตั้งอยู่ระหว่างรถไฟฟ้า สาย Star line (ลงที่สถานี Sultan Ismail) กับรถโมโนเรล สถานี Medan Tuanku ที่ผมเดินวัดระยะทั้งสองฝั่งมาแล้ว ก็ตั้งอยู่ระยะพอๆกันล่ะครับ เอาเป็นว่า ใครสะดวกเดินทางด้วยรถไฟฝั่งไหนก็ไม่ต่างกันครับ

โดยถ้ามาจาก สถานี SultanIsmail ให้เดินมาตามถนน Jalan Sultan Ismailได้เลย จะเจอตัวโรงแรมสีแดงสด ตัดกับสีขาวทางซ้ายมือ



ตัวโรงแรมก็อยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆของ KL เท่าไหร่ครับ อย่างมุมนี้ จะเห็นสถานีรถโมโนเรล (สถานี Medan Tuanku) กับ KL Tower อย่างชัดเจน (ผมโชคดียิ่งไปอีก ได้ห้องมองเห็นยอดหอคอย KL Tower เลยด้วยครับ)



บริเวณภายใน lobby ก็จัดสีสันแสบตา ดูทันสมัยครับ มีร้านรวงต่างๆพอสมควรครับ เรียกว่า ขายทุกจุดทุกพื้นที่ไมให้เสียประโยน์เลย



บริเวณเคาเตอร์ check in มีเท่านี้เองครับ มองด้านหลังไปก็จะเป็น 7-11 ที่มีประโยชน์มากสำหรับผม ใว้ซื้อน้ำสำหรับทานในห้องเป็นหลักเลยล่ะครับ เพราะห้องพักที่นี่ไม่มีบริการน้ำให้ฟรีอยู่แล้วครับ

สำหรับการ check in ให้เรานำใบจองมายื่นให้ก็ได้ครับ หรือจะจดแค่เลขที่อ้างอิงใบจองมาก็ได้ครับ ยื่นพร้อมหนังสือเดินทาง แป๊ปเดียวก็ได้ห้องแล้ว



สำหรับบางคนที่อยากได้อุปกรณ์อาบน้ำ ผ้าเช็ดตัว หรือแม้กระทั่ง wifi สามารถติดต่อซื้อที่เคาเตอร์ได้เลยครับ

ที่จริงผมก็ชอบ concept ของ Tune Hotel นะครับ ที่มีแต่ห้องให้ หากต้องการผ้าเช็ดตัว หรืออุปกรณือื่นๆ ต้องมาเสียเงินเพิ่มเนี่ย อารมณ์ก็เหมือนAIr Asia บริษัทแม่แป๊ะเลย ที่จริงมันก็ช่วงลดเรื่องการใช้ทรัพยากร ช่วยลดโลกร้อนนะเนี่ย



ถ้าใครต้องการซักผ้าก็มีตู้ให้ใช้บริการ ราคาก็ไม่แพงจนเกินไปครับ



ห้องน้ำบริเวณ lobby ครับ



ถัดจากเคาเตอร์ check in ก็จะเป็นร้านอาหาร Uncle George ครับ ถ้าใครซื้อเป็นชุดอาหารเช้าไว้ ก็มาแลกทานที่นี่เลยครับ บรรยากาศร้านสไตล์ ร้านน้ำชาของมาเลย์ (แถวภาคใต้บ้านเรา หรือสิงคโปร์ ก็ประมาณนี้น่ะครับ )





หรือใครจะรองท้องก่อนไปเที่ยว ก็มีทั้งกาแฟ และเมนูอาหารเช้าหลายๆแบบให้เลือกครับ Kaya toste ยังมีเลยครับ



พาขึ้นไปชมห้องกันดีกว่าครับ ด่านต่อไป บริเวณรอลิฟท์



ผมได้ห้องชั้น 2 ครับ ห้องแรกเลย (201) เลยไม่ได้ใช้ลิฟท์ครับ เดินขึ้นมาเองด้านบนเลย



บริเวณทางเข้าห้องครับ







ทางเดินก็แคบไปหน่อยนะครับ หลายๆคนบอกว่า ที่นี่เคยเป็นโรงพยาบาลมาก่อน ที่นี่มีคนตาย(ในโรงพยาบาล) เลยมีผีเฮี้ยน อันนี้ผมก็เฉยๆนะครับ ปกติเป็นคนที่ไม่มีสัมผัสพิเศษอะไรอย่างนี้ซักเท่าไหร่ เท่าที่เห็นก็เป็นโรงแรมที่สะอาดเรียบร้อยดี ก็เท่านั้นครับ



ห้องของผมเป็นห้องแรก อยู่ตรงข้ามลิฟท์เลย แต่เขาก็กันให้มาเดินเข้าทางช่องทางเดินแทนนะครับ



เป็นห้องเตียงเดี่ยว เปิดมาก็เจอเตียง ตั้งเด่นในห้องที่กว้างพอสมควรเลยล่ะครับ



บริเวณที่วางของ ที่แขวนเสื้อ ตรงมุมห้อง ทำง่ายๆ ไม่กินเนื้อที่ดีครับ



บริเวณประตูทางเข้า กับกระจก แถมยังมีป้านโฆษณาใว้ให้ขายของอีก 55



เดี๋ยวเรามาเปิดดูห้องน้ำกันครับ



ห้องน้ำ ที่ภายในมีตู้อาบน้ำอยู่ ที่ผมว่า ขนาดตู้อาบน้ำอาจจะเล็กไปหน่อย อาจเป็นเพราะถูกบีบด้วยมุมของห้องก็เป็นได้ครับ



สำหรับชักโครก มีสายฉีดชำระให้นะครับ หมดห่วงได้



วิวด้านนอกของห้องผมครับ มีหน้าต่างเล็กๆสามบาน แนะนำว่าไม่ควรเปิดเลยล่ะครับ เพราะด้านนอกเป็นสี่แยกพอดี มลพิษทั้งทางอากาศและเสียงนี่พอสมควรเลย





ห้องผม ได้วิว KL Tower ด้วย สังเกตุดูดีๆเห็นไหมครับ T_* ถ้าเป็นตอนกลางคืนนีจะเห็นไฟของยอดหอคอยชัดเจนเลย



ตัวตึก Tune Hotel สีสันแดง-ขาว เด่นอยู่ตรงสี่แยกเลยล่ะครับ ไม่รู้ว่าเรื่องผี หรือเรื่องโรงพยาบาลที่จริงมั้ย







ฝั่งตรงข้ามก็เป็นห้างสรรพสินค้านะครับเสียดายที่ผมมีเวลาสำรวจพื้นที่น้อยไปหน่อย



สายแล้ว ได้เวลาเตรียมตัวกลับครับ



ขากลับผมใช้รถโมโนเรลบ้างครับ สถานีใกล้กับโรงแรมก็คือ Medan Tuanku





ช่องจำหน่ายตั๋ว จากที่นี่ไปยังสถานี KL Sentral 2.5 RM ราคาเท่ากับอีกฝั่ที่เป็นรถไฟฟ้า (แต่ต้องต่อรถไฟอีก) กับทางนี้ที่นั่งโมโนโรลไปสายเดียว ราคาค่าโดยสารก็เท่ากันครับ





วันนี้เดินทางสาย คนว่าง เลยมีโอกาสนั่งเลย เพราะปกติคนจะใช้รถโมโนเรลกันแน่นมากครับ อาจเป็นเพราะ ขบวนหนึ่ง มีตู้โดยสารสั้นแค่ 3 ตู้รึเปล่า (แต่ที่จริงคนเยอะ น่าจะเพิ่มตู้ขบวนนา??)



ใช้เวลาเดินทางประมาณ 18 นาที ก็มาถึง KL Sentral ฝั่งของโมโนเรลครับ ที่เราต้องเดินไปยังสถานี KL Sentral จริงๆอีก





ว่าแล้วก็เดินข้ามถนนครับ จะมีทางเดิน (และป้ายบอกทาง) ไปยังตัวสถานี KL Sentral ซึ่งทางเดินนี้มีการกั้นบังการก่อสร้าง ในอนาคตคาดว่าจะมีห้างสรรพสินค้าขึ้นมาตั้งระหว่างสองสถานีนี้แน่ๆครับ






ระหว่างทางจะเห็นภาพ KL Tower คู่กับตึกแฝดด้วยครับ



เดินประมาณ 5 นาทีก็จะมาถึงชั้นล่างของสถานี KL Sentral ครับ สำหรับคนที่จะต่อรถบัส ให้ต่อรถที่นี่เลย เพราะชั้น 1จะมีรถบัสไปยังอาคารผู้โดยสารสายการบินต้นทุนต่ำ (LCCT) โดยตรงครับ

ปัจจุบันจะมีให้บริการ 2 เจ้า คือ รถบัสสีแดง Sky bus ในเครือแอร์เอเชีย กับรถบัสสีเหลือง Aerobus น่ะเอง

โดย Skybus จะแพงกว่า 1 RM ครับ อยู่ที่ 9 RM (Aerobus ถูกกว่าแค่เที่ยวละ 8 RM) แต่ถ้าใครจะใช้บริการทั้งขาไปและกลับให้ซื้อตั๋ว 2 เที่ยวของ Skubus จะถูกกว่าครับ อยู่ที่ 15 RM

โดยจะคล้ายๆบริการรถตู้บ้านเราน่ะแหละครับคือ มาถึงก่อนก็ขึ้นเลือกที่นั่งก่อน (มาซื้อตั๋วบนรถก็ได้ เพราะคนขายเยอะมาก ทั้งเคาเตอร์ ทั้งหน้ารถ) พอคนครบรถก็ออกครับ



แต่ถ้าใครจะใช้บริการรถไฟด่วนไปยังสนามบิน KLIA Ekpress ให้ขึ้นชั้นบนเพือไปต่อรถไฟครับ สำหรับวิธีนี้จะสะดวกสำหรับคนที่ไปต่อเครื่องที่อาคาร KLIA ครับ แต่ถ้าใครจะต่อเครื่องที่ LCCT ทาง KLIA EKpress ก็มีรถ Shuttle bus จะไปส่งให้อีกทีครับ





ใช้เวลาเดินทางประมาณ 55 นาที ก็มาถึง LCCT ครับ





ผมได้ทำ web check in มาเรียบร้อยแล้ว เพียงแค่มาตรวจเช็ดเอกสาร (หนังสือเดินทางนั่นเอง) ที่เคาเตอร์ซักครู่ก็เตรียม boarding ได้ครับ



แต่ยังไม่รีบขึ้นเครื่องหรอกครับ ยังมีเวลาอีกตั้งเยอะ



เลยแวะมาหาอะไรทานฆ่าเวลา เลยลอง nasilk lemak ของร้าน Marry Brown ดูครับ ร้านนี้ก็เป็นfast food ขายไก่คล้ายๆ KFC น่ะแหละครับ





ว่าแล้วก็เตรียมไปรอเครื่องครับ เราต้องขึ้นบันไดเลื่อนเพื่อผ่านกระบวนการตรวจคนออกจากเมือง





เห็นทางฝั่งของ KLIA ที่อยู่ไม่ไกลกันครับ



ผ่านห้องสำหรับสูบบุหรี่ ใหญ่โตทีเดียวครับ



เสร็จแล้วเราจะเดินลงบันได้เลื่อนอีกที เพื่อไปรอเครื่องที่หน้า Gate ครับ



ถึงจะเป็นอาคารสำหรับสายการบินต้นทุนต่ำ แต่ภายในอาคารก็กว้างขวางครับ ใครเล็งสินค้าปลอดภาษีในสนามบิน ที่นี่ก็มีหลายร้านครับ เลือกซื้อได้สบาย



ที่น่าประทับใจมากก็คงจะเป็น wifi ฟรีเนี่ยแหละครับ แถมยังมีจุดให้บริการชาร์จแบตเตอรี่ฟรีอีกหลายๆจุดครับ (บ้านเรายังไม่ใจปั้มขนาดนี้เลย)



ได้เวลาแล้วครับไฟล์ทของผม AK770 เตรียมเรียกแล้ว



ต้องเดินไปขึ้นเครื่องอีกไกลเลยล่ะครับ




รูปบังคับ (รึเปล่า??)



เท้าพ้น KL แล้ว ไฟลท์ AK770 KUL(LCCT) - HDY 12.10-12.25
ใช้เวลาบิน 1 ชม. 15 นาที (ไม่ใช่ 15 นาทีนะครับ พอดีว่าเวลาของมาเลย์เร็วกว่าบ้านเรา 1 ชม.)



สั่งอาหารของแอร์เอเชียมาเลย์ไว้ด้วยครับ น่าทานมั้ยเอ่ย





สรุปค่าใช้จ่ายของวันที่ 4
ค่าห้องพัก Tune Hotel 2 คืน 130.91 RM
รถโมโนเรล Medan Tuanku-KL Sentral 2.5 RM
รถบัส KL Sentral - LCCT 8 RM
อาหารเช้า@Marry Brown 9.9 RM
รวม 151.31 RM

รวมค่าใช้จ่ายตลอด trip นี้ (คิดเป็นเงินไทย)

ค่าตั๋วเครื่องบิน 1,463 บาท
วันที่ 1 1,931 บาท
วันที่ 2 1,682 บาท
วันที่ 3 1,109 บาท
วันที่ 4 1,513 บาท

รวม 7,698 บาท




 

Create Date : 06 สิงหาคม 2554    
Last Update : 6 สิงหาคม 2554 8:44:29 น.
Counter : 6788 Pageviews.  

กัวลาลัมเปอร์ เที่ยวใกล้ๆง่ายนิดเดียว # 4 ตึกแฝดเปโตรนัส รอบเมือง KL

ตื่นเช้ามากับวันอาทิตย์ ที่ภายในห้องพักของ Tune Hotel ไม่มีโทรทัศน์ ผมเลยรู้สึกเหงาๆหูนิดหน่อย แถมมานอนแปลกถิ่นอีก จากที่ปกติ ผมเป็นคนตื่นเช้าอยู่แล้ว ก็เลยตื่นเช้ากว่าปกติอีกครับ

โปรแกรมของวันนี้ ก็คงจะเป็นการเก็บตกกัวลาลัมเปอร์ทั้งหมด โดย hi light คงจะเป็นการขึ้นตึกแฝดเปโตรนัสครับ ไมรู้เป็นอะไรครับ ชอบมากกับการไปเดินเล่นบนตึกสูงๆเนี่ย 55

การไปชมตึกแฝดเปโตรนัส ก็ต้องมีการทำการบ้านไปนิดหน่อยครับ เพราะการขึ้นชมตึก จะมีการจำกัดจำนวนผู้ชมในแต่ละวัน ดังนั้น การจะได้ขึ้นไปชม เราต้องไปรอคิวแต่เช้าเพื่อซื้อตั๋ว โดยจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่ 8.30 แต่ผมไปตั้งแต่เช้า ถึงตึกก็ประมาณ 7.00 กว่าๆ ก็เจอคนมารอคิวเยอะมากแล้วล่ะครับ

สำหรับการเดินทางมาตึกแฝดก็ไม่ยากเลยครับ ใต้ตัวตึกจะเป็นสถานี KLCC (ย่อมาจาก Kuala Lumpur City Center ครับ) ของรถไฟสาย Putra LRT จากโรงแรมที่พักของผม (Tune Hotel) เลือกมาได้ 2 ทางครับคือ

ตั้งต้นที่สถานี Sultan Ismail (รถไฟฟ้า Star line) ค่าโดยสาร 1.2 RM นั่งไปสองสถานีลงที่สถานี Masjid Jamek เพื่อเปลี่ยนไปใช้รถไฟ Putra Line (1.6 RM) แล้วลงที่สถานี KLCC เลย (เส้นนี้ถือว่าอ้อมนิดหน่อย)

หรือจะนั่งโมโนเรล ที่สถานี Medan Tuanku ไปอีกหนึ่งสถานีลงที่ Bukit Nanas แล้วเดินไปตึกแฝดก็ได้ครับ (เพราะมองเห็นตึกแฝดอยู่รำไร) แต่จะต่อรถไฟ Putra Line ที่สถานี Dang Wangi ก็ได้ครับ แล้วสุดท้ายก็ลงที่สถานี KLCC เช่นกัน (เส้นนี้ดูใกล้กว่า แต่เปลี่ยนรถไฟไกลไปหน่อย)

ที่จริงจะเดินจากโรงแรมไปตึกแฝดก็พอไหวนะครับ (เพราะผมเดินเล่นตอนขากลับมาแล้ว) แต่วถ้าเดินตอนกลางวัน ได้เอาเหงื่อแลกเป็นปี๊ปแน่ๆครับ เพราะอากาศในกัวลาลัมเปอร์ร้อนมากๆๆ



เมื่อออกจากสถานี ผมแนะนำให้เดินออกมาด้านนอกจะหาทางเดินเข้าตัวตึกง่ายกว่าครับ เพราะด้านหน้าของตึกจะมีประตูเปิดให้คนที่จะไปเข้าคิวจองตั๋วขึ้นตึกแฝดอยู่หาได้ไม่ยากเลย

เมื่อเข้ามาในตึก ตรงบริเวณส่วนเชื่อมระหว่าง 2 ตึก เราจะเห็นป้ายบอกทางให้ลงบันไดเลื่อนไปอีกชั้นครับ เพื่อไปบริเวณจองตั๋ว

โดยจะเริ่มให้ขึ้นชมตึกตั้งแต่ 9.30 ทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ โดยในวันศุกร์ช่วงเวลาละหมาดใหญ่ประจำสัปดาห์ (บ่ายโมง-บ่ายสองครึ่ง ก็จะปิด)

แต่เริ่มจำหน่ายตั๋วกันตั้งแต่ 8.30 ครับ สำหรับ packageก็จะมีให้เลือก 2 แบบ ก็คือ

-ขึ้นไปชม Skybridge (ทางเชื่อมต่อระหว่างตึกตรงชั้นที่ 41 และ 42) อย่างเดียว จะเสีย 10 RM โดยมีเวลาขึ้นไปประมาณ 10 นาทีครับ

-อีกรูปแบบคือ ขึ้นไปยัง Skybridge และขึ้นไปบน Observation desk เป็นส่วนสังเกตุการณ์บนยอดของตึก แบบนี้จะเสีย 40 RM และใช้เวลาประมาณ 30 นาทีครับ ซึ่งผมว่าคุ้มกว่า 38 RM ที่ขึ้น KL Towerมากๆ



นี่ขนาดผมมาถึงใต้ตึกเพื่อจองตั๋วประมาณ 7 กว่าๆ (ของวันอาทิตย์)นะเนี่ยครับ คนยังมารอกันเยอะแล้ว





พอใกล้ๆ 8.00 น.ก็จะมีเจ้าหน้าที่เริ่มมาแจกบัตรคิว พร้อมกับถามจำนวนตั๋วที่เราจะซื้อ พร้อมกับเขียนใส่กระดาษให้เราถือไว้พร้อมกับบัตรคิวครับ ส่วนการเลือก Package ให้เราไปตัดสินใจเลือกเอาด้านหน้าได้อีกที สำหรับค่าตั๋วสามารถจ่ายได้ทั้งบัตรเครดิตและเงินสดครับ ขนาดผมมารอตั้งแต่ 7 โมงเช้า ยังได้บัตรคิวลำดับที่ 97 แล้ว



สำหรับรอบที่จะขึ้นไปชมตึกแฝดของทั้ง 2 package ครับ ผมตัดสินใจเลือก package ที่สอง ในรอบ 17.15 ครับ เพราะเป็นช่วงโพล้เพล้ ที่ยังมีแสงอาทิตย์อยู่ ทำให้มองเห็นวิวตอนกลางวัน และอีกส่วนนึงก็กำลังจะหมดแสงอาทิตย์ ทำให้ได้ชมวิวในเวลากลางคืนไปด้วยในคราวเดียวกันเลย



การจัดการด้านรอคิวซื้อตั๋วดีเลยล่ะครับ วันที่ผมไป มีการแจกบัตรคิวไปประมาณ 250 ใบได้ครับ ที่สำคัญนักท่องเที่ยวบางคน (โดยเฉพาะฝรั่งนี่ล่ะ) ยังไม่ทราบนะครับ ว่าต้องมารอคิวเนี่ย เพราะผมเห็นหลายคนมาช่วงบ่ายๆแตตั๋วก็หมดไปตั้งแต่ช่วงสายๆแล้ว (มีบาคนจะมาซื้อตั๋วต่อจากผมซะอีกนะ55 รู้ยังงี้ซื้อเอาไว้สองสามใบทำเงินไปแล้วนะเนี่ย)



กว่าจะซื้อตั๋วเสร็จก็เปิดเวลาห้างเปิดพอดี ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ทานอะไรเลยครับ เจอ KFC เข้าก็เลยวิ่งใส่ก่อนเลย มื้อนี้เป็นเมนู Nasi Lemak ของเขาครับ (คงเหมือนบ้านเราที่มีเมนูข้าวยำไก่แซบ) set นี้จ่ายไป 5.6 RM ได้ข้าวพร้อมน้ำ(ส้ม) ตามสไตล์แด๊กด่วนครับ ที่จริงตรงบริเวณที่รอคิวก็มีร้าน 7-11 นะครับ แต่พอดีผมไปคนเดียวเลยไม่มีคนคอยเดินซื้อเสบียงให้น่ะ T_T



สำรวจด้านหลังของตึกแฝดหน่อยครับ เป็นสวนสาธารณะ





จัดการเรื่องตั๋วเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็จะเป็น City tour ภายใน KL ครับ โดยผมขอนั่งย้อน Putra line ไปลงที่สถานี Pasar Seni (1.6 RM) ซึ่งสถานีจะอยู่ใกล้ Central Market และบริเวณ Chinatown ครับ



สถานี Pasar Seni จะใกล้ๆกับสถานีรถไฟ Kuala Lumpur ครับ ซึ่งสถานี Kuala Lumpur เมื่อก่อนจะเหมือนเป็นศูนย์รวมรถไฟ การเดินทางต่าง (เหมือนสถานี KL Sentral ในปัจจุบันน่ะครับ) แต่ด้วยการคมนาคมที่มีการตัดรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เลยย้ายศูนย์กลางคมนาคมไปยังสถานี KL Sentral แทน ปัจจุบันสถานีรถไฟ Kuala Lumpur เลยมีสถานะเป็นสถานีรถไฟหนึ่งของสาย Kommuter ไป แต่สภาพตัวอาคารยังคงอนุรักษ์ไว้อยู่ครับ



สำหรับแผนเที่ยวของผม จะลงที่ทางออกด้านขวา เพื่อตรงไปยัง Central Market กันก่อนครับ



Central Market หรือตลาดกลาง ผมเห็นโฆษณาในนิตยสารบนเครื่องแอร์เอเชียตลอด ก็เลยนึกอยากมาเดินดูครับ ตลาดกลางนี่ก็เป็นตลาดเก่าแก่แห่งหนึ่งของกัวลานะครับ แต่เดิมที่นี่เคยเป็นตลาดขายผักผลไม้มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1888 โดยด้านหน้าจะมีต้นไม้อายุมากๆ เหลืออยู่เป็นร่องรอยของประวัติศาสตร์





ปัจจุบันตลาดกลาง จะเป็นตลาดรวบรวมสินค้างานฝีมือทั้งหลายของมาเลย์ อารมณ์ก็ประมาณว่าเป็นตลาดจตุจักรของบ้านเราน่ะเองครับ แต่มี 2 ชั้น และติดแอร์เดินเย็นสบาย ถึมแม้พื้นที่อาคารไม่ใหญ่มากมายอะไร แต่ก็มีสินค้าหลากหลายให้เลือกซื้อเป็นของฝากของที่ระลึกครับ (แต่ราคาดูแล้วก็ไม่ถูกเท่าไหร่ครับ) ข้อดีอีกอย่างก็คือ บริเวณลานกว้างมักจะมีการแสดงของมาเลย์มาโชว์ให้ชมฟรีอยู่เรื่อยๆครับ





เดินตากแอร์ให้เหงื่อพอหายดีแล้ว เดินออกมาด้านนอกตามเส้นทางถนน Jalan Sultan กันครับ



เดินไปไม่ไกล มองทางขวามือไว้ จะเจอป้ายนี้ครับ ถนน Jalan Petaling (ที่จริง Jalan นั่นก็แปลว่า ถนน นะครับ) หรือ Petaling Market หรือ KL chinatown นั่นเองครับ จุดเด่นก็จะเป็นบรรดาแผงลอยที่มีสินค้าขายหลากหลายชนิด รวมทั้งพวกของที่ระลึกด้วย ที่สำคัญ สามารถต่อรองราคาได้อีกด้วยล่ะครับ





ใครที่คิดจะฝากท้องไว้ที่นี่ก็หาอาหารทานได้ไม่ยากครับ ตามสไตล์ chinatown ใครเบื่อเนื้อ เบื่อไก่ ตามสไตล์เมืองแขก จะมาหาหมูทานในแถบนี้ก็ได้นะครับ



เดินมาจนสุดตลาดมองทางขวา ก็จะเห็นสถานีรถไฟ Pasar Seni ครับ



ไม่ไกลกันนั้น (มองเห็นไกลๆ) จะเป็นจุดรวมสถานี่น่าสนใจในด้านประวัติศาสตร์ของมาเลยเซียครับ ผมพลาดไปนิดที่เดินตามเส้นทางของรถไฟฟ้า ตรงไปสะพานบนถนน Jalan Kinabalu (ที่จริงมันก็ตรงที่สุด) แต่ว่าเหมือนเขาจะไม่ได้ทำทางไว้สำหรับคนเดินเท่าไหร่น่ะครับ

ภาพจากบนสะพาน

ผมแนะนำให้เดินข้ามมาทางสถานีรถไฟ Kuala Lumpur ดีกว่าครับ เพราะมีทางเดินสำหรับคนเดินเท้าที่ร่มรื่นกว่า เดี๋ยวเราจะมุ่งหน้าไปยังมัสยิดกลางแห่งชาติ ที่เห็นยอดแหลมมาแต่ไกลครับ



เดี๋ยวนึกภาพไม่ออกครับ

(ใครจะโหลดแผนที่ขนาดเท่าของจริงอันนี้ไปที่ earthguide.com.my ได้เลยครับ)



อาคารหลังคารูปดาว 18 แฉกที่เห็นคือ มัสยิดเนการ่า (Negara Mosque) ซึ่งถือว่าเป็นมัสยิดแห่งชาติครับ สำหรับหลังคาที่ออกแบบให้มี 18 แฉก นั้น หมายถึง รัฐต่างๆของมาเลเซียทั้ง 13 รัฐ ส่วนอีก 5 แฉกที่เหลือ จะหมายถึงหลักปฏิบัติห้าประการของศาสนาอิสลามครับ ส่วนตัวเสาสูงที่ขนาบข้างก็มีความสูงถึง 73 เมตรครับ







สามารถเข้าชมด้านในมัสยิดได้ฟรีนะครับ แต่จะงดให้เข้าในช่วงที่มีพิธีละหมาดเท่านั้นเอง สำหรับผมไมได้เข้าไปชมเพราะเข้าชมมัสยิดสีชมพูมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เพราะที่จริงมัสยิดต่างๆ ด้านในจะค่อนข้างเรียบง่าย โปร่งโล่ง สำหรับทำพิธี เพื่อให้จุคนได้เยอะ ด้านในเลยไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไหร่ จะเน้นสถาปัตยกรรมด้านนอกซะเป็นส่วนใหญ่ครับ



ทัศนีภาพด้านนอกมัสยิดครับ มองเห็น KL Tower มาแต่ไกลเลย



เดินออกมาจากมัสยิดเนการ่า ไปตามถนน Jalan Hishamuddin จะมีตึก อาคาร สถานที่ที่เป็นประวัติศาสตร์ของมาเลเซียไปตลอดเส้นถนนเลยล่ะครับ



ทางด้านซ้าย อาคารสีขาวก็คือ สถานีรถไฟเก่าของกัวลาลัมเปอร์ครับ





ด้านตรงกันข้ามก็จะเป็นอาคารสำนักงานใหญ่ของรถไฟ KTM ครับ





เดินไปเรือยๆจะเจออาคารเก่าๆไปตามทางครับ เป้าหมายของผมก็คือ เดินไปพิพิธภัณฑ์แห่งชาติมาเลเซ๊ยครับ ตามแผนที่ บอกว่าเดินจากจุดสถานีรถไฟเก่านี่ไปอีกประมาณ 5 นาที






ระหว่างทาง ทางด้านขวามือที่เป็นสวนสาธารณะ เจอรถถังมากมายมาจอดกันทำไมเอ่ย คงไม่ได้มีปฎิวัติอะไรอย่างบ้านเราหรอกนา O_o





เห็นคนเข้าไปถ่ายรูป ทหารมีสีหน้านยิ้มแย้ม คงไม่ได้เกิดเรื่องร้ายๆแน่ครับ (เดี๋ยวมีเฉลยช่วงท้ายๆครับ) ถือว่าได้มาชมอาวุธยุทโธปกรณ์ของประเทศเพื่อนบ้านไปด้วยเลยนะเนี่ย



พอเหงื่อเริ่มซึมได้ที่ก็มาถึงแล้วครับ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติมาเลเซีย (National Museum)



พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติมาเลเซีย ตั้งอยู่บนถนน Jalan Damanasara ที่อยู่ด้านหลังของสถานี KL Sentral นั่นเองครับ (ทางฝั่งโรงแรม Le Meridien) โดยอาคารจะเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ยอดแหลมชี้ขึ้นฟ้าสไตล์มาเลย์





สำหรับค่าเข้าชม ชาวต่างชาติจะอยู่ที่ 5 RM ครับ หนังสือบางเล่มยังบอกว่าผู้ใหญ่ 2 RM อันนี้เป็นราคาของชาวมาเลย์เขานะครับ



ภายในจะจัดห้องออกเป็น 4 ส่วนครับ โดยไล่เริ่มความเป็นมาของมาเลเซียตั้งแต่ในอดีตตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์





ไล่มาจนถึงช่วงยุคเหมืองแร่เฟื่องฟู เรื่อยมาจนถึงยุคการปลูกยางปาล์ม ไปจนถึงช่วงอังกฤษเข้ามายึดครอง








อย่างช่วงเหลืองแร่เฟื่องฟูนี่ ก็คล้ายๆกับภาคใต้บ้านเรานะครับ เพราะวัฒนธรรมก็ไม่ไกลกันเท่าไหร่



จนมาถึงห้องสุดท้าย ที่พูดถึงยุคสร้างชาติขึ้นอีกครั้งหลังได้รับเสรีภาพ รวมไปถึงการจัดแสดงที่เกี่ยวกับหมวก เครื่องแต่งกาย และสุลต่านในอดีตท่านต่างๆ



เมื่อเดินมาถึงด้านนอกก็จะมีการจัดแสดงยานพาหนะ ตั้งแต่ในอดีต มาจนถึงการสร้างรถยนต์ที่เป็นแบรด์ของมาเลย์เองอย่าง Proton รวมไปถึงการแสดงบ้านเรือนแบบมาเลย์แท้ๆให้ได้ชมครับ






ขากลับผมขอนั่งรถไฟย้อนกลับก็แล้วกันครับ มองเห็นสถานี KL Sentral มาแต่ไกล (ทางโรงแรม Le Meridien กับ Hilton)



ต้องข้ามสะพานไปครับ อันนี้ภาพจากบนสะพาน จะเห็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ (เผื่อใครจะตั้งต้นที่ KL Sentral แล้วเดินมาให้ออกมาทางโรงแรม Le Meridien ได้เลยครับ)





ปาดเหงื่ออีกเหมือนเคยครับ กว่าจะมาถึง KL Sentral









เดี๋ยวผมจะนั่งรถไฟ ย้อนกลับไปที่สถานี Musjid Jamek ครับ โดยเลือกใช้รถไฟฟ้า Putra line ไปอีก 2 สถานีครับ (1.3 RM)



แป๊ปเดียวก็มาถึงครับ ผมขอเก็บสถานที่ต่างๆบริเวณนี้หน่อยครับ ก่อนจะกลับมามัสยิดจาเม็กเป็นที่สุดท้ายก่อนกลับเลย เพราะว่าตัวมัสยิดอยู่ติดกับสถานีรถไฟเลย



เห็นทางเดินเข้าตลาด(นัด) ก็เลยเดินตามไปด้วย เห็นป้ายมัสยิดอินเดีย เลยตามเข้าไปเลยครับ





ไม่แน่ใจว่าใช่ที่นี่รึเปล่านะครับ ป้ายด้านหน้าก็ไม่มี



ด้านในก็เป็นอาคารชุมชมคนอินเดียเลยล่ะครับ เห็นแขกโพกตัว สินค้าจากตะวันออกกลางก็มีขายทั่วไปอีกด้วยครับ






เดินมาบนถนน Jalan TuankuAbdul Rahman ก็มาเจอโรงภาพยนตร์เก่าแก่ตั้งแต่ปี 1921 อย่าง Colliseum ครับ



เดี๋ยวเราจะเดินข้ามไปยัง Merdeka Square ครับ



ทางด้านขวามือเราจะพบกับ Fountain Scrupture เป็นน้ำพุรูปทรงห้อมข้ามหม้อแกงลิง



ก่อนจะถึงจตุรัสด้านซ้ายมือ จะเจออาคารผมไม่แน่ใจว่าเป็นพิพิธภัณฑ์สิ่งทอ รึเปล่า ??



มองเห็นจตุรัสเมอร์เดก้าด้านหน้าแล้วครับ



ด้านซ้ายมือจะเป็น อาคารศาลาว่าการเมืองหลังเก่า






วันนี้รู้สึกว่าจะมีคนมาที่จัตุรัสมากเป็นพิเศษครับ




ขนาดหญ้ายังโดนเหยียบซะเลี่ยนเลย



วันนี้เป็นแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่ประชาชนน่ะเอง ประมาณว่า แสดงความพร้อมของกองทัพมาเลยเซียเลยขนทั้งรถถัง ทั้ง ฮ. รวมถึงกำลังพลหลายๆส่วนมาโชว์ครับ แต่กว่าผมจะมาถึงงานก็เริ่มที่จะเลิกแล้วล่ะครับ

จัตุรัสเมอร์เดก้า (Merdaka Square) หรือจัตุรัสแห่งเอกราช ในภาษามาเเลย์ merdaka แปลว่า เอกราช เป็นสนามปาดัง (กีฬาชนิดหนึ่ง) สำหรับจัดงานเฉลิมฉลองสำคัญต่างๆ (ถ้าจะเปรียบเทียบก็คงเหมือนสนามหลวงของบ้านเราน่ะครับ) บริเวณโดยรอบจะประกอบไปด้วยอาคารที่ถูกก่อสร้างขึ้นในยุคอาณานิคมไม่ว่าจะเป็นศาลาว่าการเมืองเก่า อาคารศุลต่านอับดุลซาหมัด ฯลฯ

บริเวณนี้จึงใช้เป็นสัญลักษณ์ในการะประกาศอิระภาพ เมื่อมีการชักธงยูเนี่ยแจ็คลงจากยอดเสา (ที่เคยสูงที่สุดในโลก) ความสูง 100 เมตรลง แสดงความไม่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ในวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ.1957 (แต่การประกาศอิสระภาพอย่างเป็ฯทางการเกิดขึ้นที่มะละกานะครับ)



อาคารที่เห็นคือ อาคารสุลต่านอับดุลซาหมัด จะอยู่ตรงข้ามสนามปาดัง (จัตุรัสเมอร์เดก้า) เป็นอาคารสถาปัตยกรรมมัวร์ สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1894 จุดเด่นของอาคารนี้ก็คือ หอนาฬิกายอดโดมปลายแหลมด้านหน้า ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองวันพระราชสมภพของพระราชินีวิคตอเรียนแห่งอังกฤษ ครั้งเมื่อทรงเสด็จมาเปิดอาคารหลังนี้ในปี 1897ครับ หอนาฬิกานี้มีความสูงถึง 41.2 เมตร จนหลายคนจะเรียกว่า บิ๊กเบนแห่งมาเลยเซีย เลยล่ะครับ






ร้อนได้ที่ เตรียมตัวแวะสถานที่สุดท้ายละกันครับ



มัสยิดจาเม็ก (Jamek Mosque) เป็นมัสยิดเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1909 อยู่คู่กับกรุงกัวลาลัมเปอร์มาตั้งแต่ต้น เพราะบริเวณของมัสยิด ตั้งอยู่บริวเณจุดบรรจบของแม่น้ำกลัง (Sungai Klang) และแม่น้ำกอมบัค (Sungai Gombak) อันเป็นจุดที่เริ่มต้นของชุมชนชาวมาเลย์ที่มาตั้งหลักปักฐานจนกลายมาเป็นเมืองกัวลาลัมเปอร์ครับ






สำหรับตัวมัสยิดเป็นสถาปัตยกรรมกการก่อสร้างที่คล้ายกับมัสยิดโมคุลในอินเดียครับ







แม้มัสยิดจะมีอายุมามากกว่าร้อยปีแต่ก็ยังคงมีสภาพไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนักครับ ภายในยังสงบ ยังมีคนแวะเวียนเข้ามาทำพิธีอยู่เรื่อยๆ ไม่ก็เข้ามานั่งพัก ที่จะเปลี่ยนไปก็คงเป็นอาคารโดยรอบของมัสยิดมากกว่าครับ ที่ปัจจุบันกลายเป็นตึกอาคารระฟ้าไปเสียเกือบหมดแล้ว



อากาศในกัวลาก็ยังคงร้อนเหมือนเคยครับ ร้อนมากจนไม่อยากเดินต่อเลยขอยอมแพ้แค่นี้ล่ะครับขอไปสูดแอร์ในห้าง Suria ดูหนังรอเวลาขึ้นบนยอดตึกแฝดดีกว่าครับ

สถานีรถไฟฟ้า Jamek ที่อยู้ติดมัสยิดครับ ได้เวลาเดินทางต่อแล้ว





จากสถานี Jamek ไปยังสถานี KLCC ใช้รถไฟ Putra line ค่าโดยสาร 1.6 RM

ออกจากสถานี สามารถใช้ทางเชื่อมเดินเข้ามายังห้างได้เลยครับ เพราะเป็นเวลาเปิดทำการของห้างแล้ว แถมผ่านร้านขนมปัง ที่เคยดังในบ้านเราอีกด้วย



หนังจากดูหนังไปรอบหนึ่งฆ่าเวลา ก็ยังไม่ถึงเวลาขึ้นยอกตึกซะที เลยถือโอกาสมาเก็บภาพตอนกลางวันซะหน่อยครับ



ไม่รู้จะทำอะไรเลยมานั่งรอหน้า 7-11 ตรงข้ามศูนย์นักท่องเที่ยวของตึกแฝด (ที่มาจองตั๋วน่ะแหละครับ) พร้อมกับคิกกาบู๊โซดาและ Hot dog คู่นี้ก็ 5.2 RM แล้วนะ (กินMcDonal มื้อกลางวันไป 8.45 RM เพิ่มเงินอีกนิดจะอิ่มกว่าไหมเนี่ย)



พอได้เวลาก็มารอรับคิว โดยเจ้าหน้าที่จะแยกคนที่ซื้อตั๋วรอบต่างๆว่าเป็นแบบ package ใด เพราะจะมี 2 ระดับที่ขึ้นไม่เหมือนกัน ด้วยบัตรแถบสี แล้วจะพาแต่ละกลุ่มไปนั่งชมวีดีโอแนะนำ รวมไปถึงการก่อสร้างตึกตั้งแต่ต้น






เมื่อชมเสร็จก็จะเตรียมตัวขึ้นลิฟท์ โดยก่อนขึ้น จะรับฝากของกระจุกจิกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นร่ม กระเป๋าถือที่ใบใหญ๋เกินไปหรือเป้ไว้ที่ รปภ.ด้านล่างก่อนนะครับ





ตึกแฝดเปโตรนัส เป็นตึกแฝดที่มีความสูง 451.9 เมตร แต่ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 3 ปี (1993-1996) โยได้มีการระดมวิศวกรและคนงานให้ทำงานกันตลอด 24 ชม. ครองสถิติตึกที่สูงที่สุดในโลกอยู่เกือบสิบปีก่อนจะเสียตำแหน่ให้ตึก 101 ในไทเปไป (ค.ศ.2007)

โครงสร้างของตึกประกอบไปด้วยแผ่นเหล็ก ที่มีพื้นที่รวมถึง 214,000 ตารางเมตร ออกแบบให้เป็นรูปสามเหลี่ยนแฉกสลับกับครึ่งวงกลมรวม 8 คู่ เมือมองจากด้านบนจึงคล้ายรอยหยัก



ตึกทั้งสองจะมีทางเชื่อม (Skybridge) เชื่อมต่อกันอยู่ที่ชั้น 41 และ 42 ที่ความสูง 170 เมตร สำหรับตัวึกจะมีทั้งหมด 88 ชั้น แต่เราสามารถขึ้นไปได้สูงสุดเพียง Observatiion desk บนชึ้น 86 ครับ

ไม่นานนักก็มาถึง Skybridge สำหรับวันนี้ผมมาที่ชั้น 42 ครับ



สำหรับคนที่ซื้อ package A ราคา 10 RM จะขึ้นมาเฉพาะ skybridge นี้ครับ โดยจะมีเวลาบนนี้ประมาณ 10 นาทีครับ



ภาพจาก skybridge ทางด้านหน้าครับ



และด้านหลัง




สำหรับ package B ที่ขึ้นไปยัง observation desk ด้วย เมื่อครบสิบนาทีเจ้าหน้าที่จะเรียกรวม เพื่อเตรียมตัวต่อลิฟท์

สำหรับใครที่คิดว่าจะมั่วขึ้นไปเห็ฯทีจะยากนะครับ เพราะป้ายแถบสีที่รับมาตั้งแต่ทีแรกน่ะแหละ จะเป็นตัวแบ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวครับ ลักไก่ลำบาก






โดยจะขึ้นลิฟท์ไปยังขึ้น 83 ก่อนจะต่ออีกตัวไปยังชั้น 86



ภาพจากมุมด้านบนครับ



ผมชอบมุมนี้ที่สุดเลยล่ะครับ เป็นมุมที่ตึกแฝด ขนาบข้างประชันความสูงกับ KL Tower






สำหรับ observation desk บนชั้น 86 นี้ เราจะมีเวลาประมาณ 20 นาทีครับ สำหรับการเดินชมและถ่ายรูป ซึ่งก็ถือว่าเยอะพอสมควรเลยล่ะครับ สำหรับคนที่ไปคนเดียวอย่างผม ยังคิดว่ามันนานมาไปเลยนะ





ภาพจากอีกฝั่งครับ





เทียบกับ KL Tower ที่อยู่ไม่ไกลครับ



ขาลงมาจากตึกครับ ฝนปรอยๆ ตอนแรกว่าจะลงไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะซะหน่อย ฟ้าฝนไม่เป็นใจไปซะนี่



มื้อเย็นขอเป็น KFC ก็แล้วกันครับ เพราะผมอยากจะลองรสชาติของที่นี่ว่าเหมือนบ้านเรามั้ย 55 ดูแล้วก็ไม่แพงนะครับ ชุดนี้ 13.40 RM ได้ไก่ตั้ง 3 ชิ้นแน่ะ (บ้านเราไก่ก็ชินละ 35 บาทเข้าไปแล้ว) แถมยังมีน้ำโคลสลอร์ กับมันบดอีก ที่สำคัญที่นี่ใช้มือเปิบกันนะครับไม่มีช้อนส้อม รสชาติไก่ก็ไม่ต่างจากบ้านเรานักครับ แต่ที่ต่างก็คือ น้ำจิ้มครับ นอกจากซอสมะเขือเทศ เขาจะมีซอสพริกสองแบบครับ คือ ซอสพริกปกติกับซอสพริกคล้ายๆน้ำจิ้มไก่บ้านเรา เอาเป็ฯว่าถ้าใครติดซอสพริกหวานๆของ KFC เมืองไทย ที่นี่ไม่มีหรอกนะครับ



ยังมีแรงดูหนังได้อีกเรื่องครับ ก่อนกลับ เพราะค่าตั๋วหนังเขาก็ไม่ได้แพงบ้าเลือดอย่างบ้านเราเลย เรื่องละ 13 RM เองครับ (บ้านเราจะทะลุ 200 บาทอยู่แล้ว)



ขากลับ ไม่ลืมภาพตึกแฝดยามค่ำคืน ที่ผมว่า สวยกว่ากลางวันตั้งเยอะนะ





มุมไกลบ้าง



ขากลับ ช่วงเวลาใกล้ๆสี่ทุ่ม ผมมองจากแผนที่แล้ว เห็นว่าโรงแรมกับตึกแฝดเปโตรนัส ก็ไม่ไกลกันเท่าไหร่นี่นา ก็เลยลองเดินกลับดูครับ เพราะถ้าใช้รถไฟ ก็ต้องเดินไปต่อสถานีเหมือนกัน ชักจะเบื่อการต่อสถานีนี่แหละครับ

ก็เดินไปตามถนน Jalan Ampang ครับ มองเป้าหมายเป็นสถานีรถไฟฟ้าโมโนเรล Bukit Nanas เอาไว้ ระหว่างทางจะเจอศูนย์ส่งเสริมการท่องเที่ยวมาเลเซียด้วย






เมื่อเจอสายรถโมโนโรลก็เดินตามรางไปเลยครับ (มันก็แค่สถานีเดียว) ไปตามถนน Jalan SultanIsmail นั่นเอง






ระยะเวลาเดินก็ 30 นาทีได้ครับ ดีที่เป็นกลางคืน เลยไม่ร้อนเท่าไหร่ ไม่อยากคิดถึงตอนกลางวันเลยครับ ว่าจะร้อนขนาดไหน

สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ 3

ค่ารถไฟฟ้า Ismail -> Jamek 1.2 RM
ค่ารถไฟฟ้า Jamek -> KLCC 1.6 RM
อาหารเช้า @ KFC 5.6RM
ตั๋วขึ้นตึกแฝดเปโตรนัส 40 RM
ค่ารถไฟฟ้า KLCC -> Pasar Seni 1.6 RM
เข้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ 5 RM
ค่ารถไฟฟ้า KL Sentral ->Jamek 1.3 RM
ค่ารถไฟฟ้า Jamek -> KLCC 1.6RM
กลางวัน @ McDonald 8.45 RM
รองท้องหน้า Family Mart 5.2 RM
ดูหนัง 2 เรื่อง 2x13 = 26 RM
มื้อเย็น @ KFC 13.40 RM

รวม 110.95 RM




 

Create Date : 05 สิงหาคม 2554    
Last Update : 5 สิงหาคม 2554 7:16:35 น.
Counter : 19837 Pageviews.  

กัวลาลัมเปอร์ เที่ยวใกล้ๆง่ายนิดเดียว # 3 Putrajaya, KLTower

หลังจากสนุกสนานกับเครื่องเล่นใน Outdoor Theme Park มาในช่วงเช้า แถมผมยังทำเวลาดีคือใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งวันเท่านั้น ทำให้มีเวลาเข้าเมืองได้ตั้งแต่เที่ยงวันเลยครับ

การจะลงจากเก็นติ้งเพื่อเข้ากัวลาลัมเปอร์สามารถเลือกได้ 2 ทางครับ ทางแรก สามารถใช้รถบัสโดยสารที่สถานีใกล้ๆกับโรงแรม First World แต่วิธีนี้ รถบัสจะไปลงที่สถานีรถไฟฟ้าอื่นๆ ไม่ใช่ที่สถานี KL Sentral โดยตรง แต่ก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับคนกลัวความสูงนะครับ

อีกวิธี และเป็นวิธีที่นิยมกันมากกว่า ก็คือ การนั่งกระเช้าลอยฟ้า Skyway ลงมายังสถานีขนส่งด้านล่าง แล้วต่อรถอีกทีนั่นเองครับ แต่สถานีของกระเช้าลอยฟ้า Skyway นั้นอยู่ในโรงแรม Highlands Hotel อีกฟากของเขาครับ ทางเก็นติ้งจะมีรถ shuttle bus คอยรับ-ส่งผู้โดยสารอยู่ โดยมาขึ้นรถได้ฟรีที่หน้า First World Hotel ชั้น 1 ด้านข้างใกล้ๆกับ Starbuck นั่นเองครับ



ใช้เวลาไม่นานก็มาถึง Highlands Hotel ครับ



เข้ามาก็จะเป็นส่วน plaza ครับมองหาป้ายชี้ทางไป Skyway ได้เลยครับ แต่เลือกที่เป็นทางลงนะครับ เพราะยังมีเคเบิ้ลที่ขึ้นไปนมัสการวัดด้านบนอีกด้วยครับ



มาถึงแล้วครับ สำหรับค่าโดยสารก็ 5 RM ครับ



Genting Skyway มีความยาวถึง 3.4 กม. และเป็น cable car ที่ยาวที่สุดในเอาเชียตะวันออกเฉียงใต้ครับ แต่ถึงจะยาว แต่กระเช้าก็เคลื่อนที่ไวด้วยความเร็วสูงสุด 6 เมตรต่อวินาทีครับ ทำให้ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก็มาถึงสถานีด้านล่าง

Skyway เปิดให้บริการตั้งแต่ 7.30 ครับ และปิด 23.00 ในวันจันทร์-พฤหัสบดี สำหรับวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ จะปิดให้บริการเที่ยงคืนเลยครับ



เนื่องจากความสูงในระดับ 1800 ฟุต และพื้นที่ที่เป็นป่าความชื้นสูง ทำให้เจอหมอกได้เป็นระยะๆเลย



ตอนแรกผมนึกว่าโชคดีแล้วนะ เกือบได้นั่งกระเช้าคนเดียว แต่ดันมีคุณลุงคนนึงมาขออาศัยกระเช้าเดียวกันลงมาด้วยซะอีก ด้วยเหตุผลที่ว่า ลุงแกกลัวความสูงไม่กล้านั่งคนเดียว (ลุงรู้รึเปล่าเนี่ย ว่ามันก็มีรถบัสขาลงนะ) แต่พอเข้ามาแกก็ทั้งไอทั้งจาม ผมล่ะกลัวจะติดหวัดจากแกซะจริงๆ สงสัยว่าจะมาเสี่ยงโชคบนเก็นติ้งแล้วพักผ่อนน้อยแหงๆเลยครับ



ประมาณสิบกว่านาทีก็มาถึงสถานีรถโดยสารด้านล่างครับ



เมื่อมาถึงสถานีรถโดยสารแล้ว ก็เดินตามป้ายออกมาชั้นล่างสุดเลยครับ ช่องจำหน่ายตั๋ว และชานชาลารถ อยู่ใกล้กันนี่เอง



จุดหมายของผมก็คือ เข้าไปในกรุงกัวลาลัมเปอร์ครับ รถจะออกจากชานชาลาที่ 2 ไม่กลัวหลงเลยครับ ป้ายบอกเด่นชัดมาก ในระหว่างนี้ภายในอาคารยัมีร้านอาหาร ของว่าง และของที่ระลึกให้เลือกซื้อด้วยครับ



สำหรับค่าโดยสารจากสถานีระบัสเก็นติ้งไป KL จะอยู่ที่เที่ยวละ 4.30 RM ครับ สำหรับคนที่ซื้อตั๋วมาจาก KL Sentral จะเห็นว่าราคาค่าตั๋วจะเป็น 9.3 RM oนั่นก็เพราะเขารวมค่ารถบัส 4.3 RM + ค่ากระเช้าขึ้นเก็นติ้ง 5 RM เอาไว้แล้วนั่นเองครับ



ในตั๋วที่ซื้อ จะระบุเวลาของรถที่จะออกเอาไว้อย่างชัดเจนนะครับ สำหรับคนที่เผื่อฟลุก (อย่างลุงๆกลุ่มนี้) รถบางเที่ยว ที่พอถึงเวลาขึ้นรถแล้ว คนยังไม่ครบ เขาก็จะเรียกคนในเที่ยวถัดไปให้ขึ้นครับ อย่างลุงๆกลุ่มนี้ที่มาออกันต้นแถวก็โชคดีได้ขึ้นไปบนรถก่อนครับ เพราะตอนแรก คนยังไม่เต็ม แต่ซักพัก พอเจ้าของที่นั่งตัวจริงๆมา คนขับรถ ก็ต้องเชิญลุงๆพวกนี้นี่แหละครับ ให้ลงมารอขบวนจริงๆของลุงแก

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ที่จริงคนในประเทศเขาก็มีที่ไร้วินัยอยู่เหมือนกันนะครับ และอีกอย่างก็คือ ที่นี่ความตรงตรงเวลาเป็นเรื่องที่เขาค่อนข้างเข้มงวดครับ รถบอกจะออก 13.00 ก็ตามนี้จริงๆ ไม่ใช่รถหวานเย็นอย่างบ้านเราครับ



นั่งๆหลับๆในรถบัสประมาณชั่วโมงกว่าๆ (ถ้าในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนที่รถเยอะๆอาจใช้เวลาถึง ชม.ครึ่งได้ครับ) ก็มาถึงสถานี KL Sentral แล้ว จะเห็นย่าน Little India ใกล้กับสถานีครับ



รถบัสจะมาจอดที่ชั้นล่างของสถานี KL Sentral เลยครับ ไม่มีหลงแน่ๆ เพราะป้ายบอกทางต่างๆ ชัดเจน มองหาได้ง่ายครับ



อย่างที่บอกไว้ข้างต้นครับ ถ้าซื้อตั๋วจาก KL Sentral ไปเลย เขาจะคิดรวมเป็น 9.30 RM ไปเลย ก็สะดวกดีครับ ถือตั๋วขึ้นกระเช้าได้เลย ไม่ต้องไปเข้าแถวซื้อตั๋วที่สถานีเก็นติ้งอีก



สำหรับรถบัสไป LCCT ก็อยู่ถัดไปไม่ไกลกันครับ สำหรับคนที่จะต่อรถจาก LCCT มายัง KL Sentral แล้วไปต่อยัง Genting ก็ไม่หลงแน่ๆครับ เพราะรถบัสทั้งหมดอยู่ติดๆกันเลย



สำหรับ KL Sentral เป็นสถานีจุดรวมของรถไฟ และรถไฟฟ้าหลายสายครับ บางคนอาจจะกลัวว่า การที่เป็นที่รวมรถและการขนส่งหลายๆรูปแบบจะทำให้งง หรือหลงทางได้ แต่จริงๆแล้วที่นี่ค่อนข้างจัดสรรพื้นที่การเชื่อมต่อรถต่างๆได้ดีครับ เมื่อมองหาป้ายบอกทางเพื่อไปต่อรถต่างๆก็มีมาก ไม่สับสนแน่ๆครับ




อย่างที่ KL Sentral นี่จะมีทั้งรถบัส รถไฟฟ้า ทั้ง Putra Line และ Star Line รถไฟธรรมดาที่เรียกว่า KTM และรถไฟฟ้าด้วนพิเศษไปสนามบินอย่าง KLIA Ekspres/Transit และถ้าเราจะรวมรถไฟรางเดียว Monorail ที่ก็มีสถานีที่นี่ด้วย (แต่ที่จริงตัวสถานีอยู่คนละอาคารเดินห่างไปประมาณ 5 นาทีได้ครับ) จะเห็นว่าเป็นสถานีที่รวมการขนส่งเอาไว้จริงๆ





สำหรับเวลาครึ่งวัน ผมเลยคิดจะเดินทางไปเที่ยวเมืองราชการอย่าง Putrajaya ครับ เพราะเดินทางง่ายๆด้วยรถไฟ KLIA Transit เพียงต่อเดียว

ที่จริงเมือง Putrajaya จะอยู่ระหว่าง สนามบิน KLIA กับกัวลาลัมเปอร์ สำหรับคนที่ไม่ได้มีสัมภาระเยอะ จะวางแผนแวะเที่ยวที่นี่เมื่อลงจากเครื่อง หรือก่อนไปขึ้นเครื่องบินก็ได้ครับ โดยอาจจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชม.สำหรับที่นี่ก็เพียงพอครับ





สำหรับภายตัวรถไฟก็กว้างขวาง เพราะเน้นที่นั่งเดียวมาก ทำให้มีพื้นที่วางกระเป๋าสัมภาระ (สำหรับคนที่จะไปต่อเครื่องบิน) ค่อนข้างมากครับ แอร์ก็เย็นเฉียบ ที่สำคัญเสียงปิดประตูยังไม่ดังน่ากลัวอย่าง Airport Link บ้านเราด้วย



สำหรับการเดินทางจาก KL Sentral มายัง Putrajaya ใช้เวลาประมาณ 18 นาที ตั๋วไป-กลับ ราคา 19 RM ครับ



เจ้ารถไฟขบวน KLIA Transit ครับ เป็นรถไฟที่วิ่งจาก KL sentral ไปยังสนามบิน KLIA โดยจะจอดทั้งหมดเพียง 4 สถานีเท่านั้น (KL sentral -> Bandar Tasik Selatan -> Putrajaya -> Salak Tinggi และสถานีปลายทาง KLIA)

สำหรับ KLIA Eksprese จะไม่แวะจอดสถานีใดเลยครับ (KL Sentral->KLIA)



เมื่อมาถึงสถานีรถไฟ Putrajaya แล้วให้เดินข้ามไปอีกฝั่งจะเป็นสถานีขนส่งของ Putrajaya เช่นกันครับ โดยจะมีรถบัสหลายสาย รวมทั้งรถ taxi ให้เลือกใช้บริการด้วยครับ



ตอนที่ผมมาถึงนี่เป็นเวลาบ่ายโมงกว่าๆ อากาศกำลังร้อนอบอ้าวได้ที่เลยล่ะครับ แถมลยังมีลุ้นว่าฝนจะตกรึไม่อีก



ลองมาดูแผนที่ของเมือง ประกอบกับสายของรถเมล์ต่างๆที่วิ่งในเมืองดูครับ



บริเวณภายใน Putrajaya Sentral โล่ง โปร่ง สะอาด แต่อากาศร้อนมากๆ





หลังจากที่มึนจากความร้อน ก็มาตั้งสติเพื่อจะเลือกสายรถเมล์ที่จะไปครับ สำหรับ Putrajaya จะมี hilight สำคัญอยู่ 2 สถานที่ ซึ่งอยู่ติดๆกันเลย นั่นคือ มัสยิดปุตรา (Putra Mosque) หรือมัสยิดสีชมพูที่เราเคยได้ยิน กับ อาคารทำเนียบรัฐบาลของมาเลเซีย (Perdana Putra) ซึ่งจะอยู่บริเวณศูนย์กลางของเมืองเลย รถเมล์ทุกสายแทบจะผ่านหมดครับ แต่แตกต่างกันเพียงที่ว่ารถแต่ละสายจะไปวนทางไหน โซนไหนก่อนเท่านั้นเองผมเลยลองเสี่ยงดวงกับรถเมล์สาย 114 ดูครับ (เพราะในป้ายบอกว่าผ่าน Putra Mosque)



สำหรับรถเมล์ที่นี่ ค่าโดยสารเพียง 0.5 RM ครับ อย่าลืมเตรียมเศษเงินให้พอดีกับตู้หยอดข้างๆคนขับนะครับ เพราะไม่มีทอน และถ้าใครกลัวจะพลาดหรือลงป้ายไม่ถูก ให้บอกคนขับได้ครับ ว่าจะลงป้าย Putra Mosque คนขับก็จะบอกว่าถึงป้ายให้ด้วยครับ

ถือว่าเป็นการนั่งรถเมล์ราคาประหยัดชมวิวไปด้วยในตัว แถมแอร์ยังเย็นฉ่ำไม่ร้อน ถือเป็น city tourราคาประหยัดโดยแท้ครับ55

นั่งรถเมล์ไม่นาน ก็เห็นอาคารรัฐสภาและมัสยิดสีชมพูให้ตื่นตาเล่นครับ



สำหรับเมือง Putrajaya เกิดขึ้นตามแนวคิดของนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ที่จะสร้างเมืองใหม่เพื่อใช้เป็นศูนย์ราชการ (ชื่อเมือง Putrajaya นั้นตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้กับนายกรัฐมนตรีท่านแรกของมาเลเซียครับ นั่นคือ นายกรัฐมนตรี ตวนกู อับดุล รามัน ปุตรา อัลฮัจ ) โดยได้ย้ายทำเนียบรัฐบาลกระทรวง และหน่วยงานราชการต่างๆมารวมไว้ที่นี่ โดยเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2001 นอกจากอาคารสำนักงานของรัฐบาลต่าง ยังมีอาคารที่พักอาศัย โรงเรียน มัสยิด ห้างสรรพสินค้า เพื่อรองรับข้าราชการ และผู้ที่ทำงานภายในเมืองอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการออกแบบผังเมือง และการก่อสร้างทุกอย่างอยู่ในความควบคุมของรัฐบาลทั้งหมด

แถมเส้นทางคมนาคมจากกัวลาลัมเปอร์ก็ไม่ไกล เพราะห่างกันเพียง 25 กม. อีกทั้งการเชื่อมการคมนาคมยังสะดวก ทั้งทางด่วนพิเศษและรถไฟฟ้า นอกจากนี้วิสัยทัศของท่านนายกมหาเธร์ ยังได้มีการสร้างเมืองคู่แฝดอย่าง Cyberjaya อันเป็นเมืองเทคโนโยสารสนเทศและความทันสมัยไปพร้อมกับอีกด้วย



เมื่อมาถึงป้ายที่จะลงไปยัง Putra Mosque จะมองเห็นด้านหลังอาคารหลังใหญ่นั่นก็คือ อาคารรัฐสภาหลังใหม่ครับ ให้เดินผ่านสวนสาธารณะข้างๆลงไปหาทางด้านหน้าครับ





เดินไปตามป้ายบอก มาไม่ผิดแน่ครับ



เดินแลกเหงื่อนิดหน่อย (เพราะเป็นช่วงบ่ายอากาศกำลังร้อนอบอ้าวเลยทีเดียว) ก็จะมาถึงมัสยิดสีชมพูครับ



บริเวณด้านหน้าของมัสยิดสีชมพู และอาคารรัฐสภาหลังใหม่ จะเป็นลานกว้างเรียกว่า Putra Square ครับ ตรงกลางลานจะมีรูปดาว 13 แฉก เป็นสัญลักษณ์ของรัฐทั้ง 13 ของมาเลเซีย เส้นผ่านศูนย์กลาง 300 เมตร โดยมีเสาธงชาติและธงของรัฐต่างๆตั้งประดับอยู่ สลับกับคมไฟและน้ำพุ เสียดายที่วันที่ผมไปมีการก่อสร้างเลยปิดรอบจัตุรัสไปครับ





ภาพมุมกว้างครับ จะเห็นว่า มัสยิดปุตราจะอยู่ข้างอาคารรัฐสภาเลย แสดงให้เห็นว่าศาสนาสำคัญเท่าเทียมกับรัฐบาลหรือการปกครองครับ



อาคารทำเนียบรัฐบาลหลังใหม่ (Perdana Putra) อาคารยาวบนเนินสูง ที่มีโดมสีเขียวปลายแหลมคล้ายหัวหอม เป็นการนำศิลปะอิสลามเข้ามาใช้ในงานก่อสร้างสมัยใหม่ครับ





ทางด้านซ้ายของทำเนียบรัฐสภา จะเป็น มัสยิดปุตรา (Putra Mosque) ที่ก่อสร้างด้วยหินอ่อน มียอดโดมสีชมพูทั้งเล็กและใหญ่ รวม 8 โดม มีความสวยงามแปลกตาตามแบบศิลปะอิสลามครับ โดยมัสยิดปุตรานี้ได้เลียนแบบมาจาก Sheikh Omar Mosque ในกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก







สำหรับนักท่องเที่ยวที่นุ่งกระโปรงสั้น หรือกางเกงขาสั้นมากๆมา เจ้าหน้าที่ของมัสยิด จะให้ยืมผ้ามาใส่เพื่อให้ดูสภาพครับ ที่จริงการมาเที่ยวชมสถานที่สำคัญทางศาสนาต่างๆ ก็ควรแต่งกายให้สุภาพนะครับ เพื่อเป็นการให้เกียรติในสถานที่นั้นๆด้วย



ด้านใน กว้างและรับลมจากทะเลสาบได้เย็นสบายครับ มองเห็นอาคารรัฐสภาด้วย





ด้านในของมัสยิดครับ ว่ากันว่า มัสยิดสีชมพูนี้ สามารถรองรับผู้มาละหมาดได้ถึง 15,000 คนเลยทีเดียวครับ สำหรับนักท่องเที่ยวผู้ชายอย่างผมก็สามารถเดินเข้ามาได้ในหลายๆส่วนครับ แต่ท่านสุภาพสตรีให้ระวังนิดนึงครับ เพราะภายในมัสยิดทั่วๆไปจะแบ่งเขตของชาย-หญิงอย่างชัดเจน ไม่ควรละเมิดโดยพละการครับ



นอกจากนี้ Putra Mosque ยังมีห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์คัมภีร์อัลกุรอาน อีกด้วยครับ



ข้อห้ามของ Putra Mosque ครับ แนะนำว่า อย่ามาวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันละหมาดใหญ่ครับ เพราะเปิดให้เข้าชมเพียงไม่กี่ ชม.เอง (บ่าย3-บ่าย4 และ17.30-18.00)



ด้านนอกมัสยิด จะเป็นทะเลสาบ (ที่ขุดขึ้น) และมีสะพานขึงต่างๆอย่างสวยงามครับ



อากาศร้อนมากอย่างงี้ ขอกลับไปหาแอร์เย็นๆดีกว่าครับ เดินกลับมารอที่ป้ายรถเมล์ที่ลงมาครับ



ที่ป้ายจะมีการแสดงถึงสายรถเมล์ที่กำลัจะมาด้วยว่าอีกกี่นาที ดูแล้วไม่น่าจะพังง่ายอย่างบ้านเราครับ



ขากลับผ่านทั้งห้างสรรพสินค้าอย่าง Carrefour ที่บ้านเราพับเสื่อกลับฝรั่งเศสไปซะแล้ว และชุมชน อาคารที่พักต่างๆของคนในเมืองที่รัฐบาลเป็นผู้ก่อสร้างทั้งหมด (ยกเว้นศูนย์การค้า ที่ให้เอกชนมาดำเนินการในบริเวณพื้นที่ที่กำหนดไว้)



ว่าแล้วก็มาถึงสถานีรถไฟ เดี๋ยวเราจะกลับเข้ากัวลาลัมเปอร์ เพื่อไปยังโรงแรมกันครับ





กลับมายัง KL Sentral ตามเดิมครับ อันเป็นศูนย์รวมรถไฟทั้งหมดของกัวลาลัมเปอร์

ภาพนี้เป็นมุมมองด้านบนครับ



สำหรับผมเลือกที่พักในกัวลาลัมเปอร์เป็น Tune Hotel ครับ เพราะเห็นว่าตัวโรงแรมตั้งอยู่ระหว่างรถไฟฟ้า 2 สายเลย (Star Line กับ Monorail) แถมจองล่วงหน้าไม่กี่เดือนยังได้ราคาพิเศษ ( 2 คืน พันสามร้อยบาท)



KTM Komuter จะอยู่ตรงข้ามกับ อีกสายนึงเลย





เป้าหมายคือ Tune Hotel ครับ ที่สามารถใช้รถไฟ Monorail เพียงต่อเดียว แต่ต้องเดินไปยังสถานีรถอีกที่ห่างจาก Kl Sentralไปประมาณ 5 นาที อีกวิธีก็คือ ต่อรถไฟฟ้า โดยเริ่มจาก Putra line ไปลงที่สถานี Musjid Jamek (2 สถานีจาก KL Sentral) ก่อนจะต่อรถไฟฟ้าสาย Star line ไปอีก 2 สถานีเพื่อลงที่ สถานี Sultan Ismail



อันนี้เป็นบริเวณที่ยืนรอรถไฟฟ้าครับ



แค่ 2 สถานีก็มาถึงสถานี Musjid Jamek เป็นสถานีหนึ่งที่มีจุดที่น่าสนใจและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งครับ แต่พอดีออกมาเจอฝนซะก่อน แถมการต่อรถไฟฟ้านี่ ก็ต้องออกจากสถานีก่อนเพื่อต่อไปยังอีกสาย เจอเท่ากับว่าเจอฝนมาตลอดสองวันที่เที่ยวเลยครับ

มัสยิดจาเม็ก + ฝนที่ตก



มัสยิดจะใกล้กับแม่น้ำ ที่ถือเป็นสายเลือดหลักของกรุงกัวลาลัมเปอร์เลยครับ พอฝนตกหน่อย ขยะลอยมาเต็มเลย เป็นอะไรที่หาดูได้ยากนะเนี่ย



ออกจากสถานี เพื่อมาต่อรถไฟฟ้าอีกสถานีใกล้ๆกัน ที่ตอนแรกผมคิดว่า คงจะเชื่อมสถานีกัน เดินไม่น่ายากเท่าไหร่ กลายเป็นว่า ต้องออกมาเจอฝนกับน้ำที่ท่วมขัง แฉะพอสมควรเลยล่ะครับ นี่ขนาดพกร่มติดมาด้วยแล้วนะเนี่ย

แถมท้องเริ่มร้อง ผมเลยตัดสินใจแวะ Burger King's ใกล้ๆกัน เปื่อรอฝนหยุดตก พร้อมกับหาเบอร์เกอร์เนื้อรองท้องไปก่อนอีก 16.32 RM แต่แล้วฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดครับ เลยตัดใจไปต่อดีกว่า



เปียกๆแฉะๆ ขึ้นมาบนสถานี กะว่าไปอาบน้ำทีเดียวที่โรงแรมละกันครับ



เพียง 2 สถานี ก็ถึงสถานี Sultan Ismail จุดหมายของเราครับ หา Tune Hotel ก็ไม่ยาก ให้มองหา รางทางรถไฟ Monorail ได้เลยครับ เพราะโรงแรมจะอยู่ระหว่าง 2 สถานีรถไฟพอดี หรือ เดินออกมาทางถนน Jalan Sultan Ismail เลยครับ (ที่จริงคำว่า Jalan ก็แปลว่า ถนน นะครับ)

รถไฟสองต่อ จาก KLSentral -> Masjid Jamek ราคา 1.3 RM และจาก Musjid Jamek -> Sultan Ismail 1.2 RM (ที่จริงนั่ง Monorail ต่อเดียว จาก KL Sentral -> MedanTuanku ก็ 2.5 RMนะครับ)



เดินมาท่ามกลางฝนปรอยๆ ก็จะเจอตึกแดงตรงหัวมุมถนน (ที่เขาว่าเคยเป็นโรงพยาบาลเก่ามาก่อน) ตรงกลางรูปจะเห็นรางรถไฟ Monorail กับตึก KL Tower ครับ

สำหรับ review ของโรงแรมผมขอยกยอดไปวันกลับเลยละกัน เพราะวันนี้กิจกรรมเรายังเยอะ...



หลังจาก check in เรียบร้อย ทำตัวให้แห้ง รอฝนหยุด ก็ได้เวลาออกเที่ยวต่อครับ ผมวางแผนไว้ว่าจะไปชม KL Tower กับแหล่งช็อปปิ้งอย่าง บูกิตบินตัง การเดินทางก็ใช้ Monorail เส้นเดียวได้เลย

ตั้งต้นที่สถานี Medan Tuanku ครับ มองเห็นตึกสีแดงขาวนั่นไหมครับ Tune Hotel นั่นเอง





รถไฟ Monorail ที่เขาว่าสั้นมากๆ ก็จริงดังว่าครับเพราะมีแค่ 3 โบกี้เองแถมยังลำสั้นๆ คนนี้แน่นเกือบตลอดเลย



เป้าหมายแรกของช่วงค่ำนี้ก็คือ KL Tower ครับ ตามหนังสือแนะนำการเที่ยวเล่มเก่าๆจะบอกว่าให้ลงที่สถานี Bukit Nanas (นั่งมาแค่สถานีเดียวเองแค่ 1.2 RM) แต่ในป้ายของรถโมโนโรล กลับแนะนำให้ลงที่สถานี Raja Chulan แทนนะครับ เพราะใกล้ปากทางเข้าไปชมหอหอยมากกว่ามากๆๆๆเลย





ผมลงสถานี Bukit Nanas ก็ต้องเดินไปตามถนน Jalan Sultan Ismail ดูง่ายๆก็เดินไปตามถนนที่รางรถไฟฟ้าวิ่งไปนั่นเอง แถมเดินไกลพอสมควรผ่าน Hard Rock Cafe และโรงแรม Concorde ก็จะเจอ 4 แยก จะเจอป้ายบอกทางไป KL Tower ครับ ให้เดินเลี้ยงขวาตามป้ายไป ทางเหมือนขึ้นเนินเล็กน้อย มองทางขวาไว้อีกที จะเจอถนนเล็กๆอีกเส้น มีป้ายชี้เช่นกัน ก็จะเจอทางขึ้นครับ

สำหรับ 4 แยกตรงนี้ถ้าเดินเลี้ยวซ้ายไปก็จะไปเจอ Petronas Twin Tower ล่ะครับ



มาถึงบริเวณ KL Tower แล้วล่ะครับ โดนเราจะต้องรอรถ Shuttle Bus ฟรี เพื่อจะไปส่งเราต่อถึงฐษนของหอคอยอีกทีครับ หรือใครยังมีแรงเหลือ จะเดินขึ้นเนินก็ได้ครับ แต่ผมเหนื่อยกับการเดินมาพอสมควร แถมรถฟรีด้วย รอสักหน่อย รถตู้ shuttle ที่คอยวนรับ-ส่งผู้โดยสาร ก็จะมารับเราไปครับ





KL Tower หรือ Menara Kuala Lumpur เป็นหอคอยส่งสัญญาณวิทยุและโทรทัศน์ ที่มีความสูงถึง 421 เมตรวัดถึงปลายยอด ถือว่าเป็นหอคอยสูงอันดับสี่ของโลก ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะบูกิตนานาส



ลานด้านหน้าทางขึ้นหอ ยังจัดเป็oลานกิจกรรม มีไม้ดอกไม้ประดับจัดแสดงอีกด้วยครับถ้าซื้อตั๋วขึ้นหอคอยก็สามารถเข้ามาชมได้ฟรี



การขึ้นชมหอคอยจะเสียค่าขึ้น 38 RM โดยจะมีลิฟท์ขึ้นไปยังจุดชมวิวที่ความสูง 276 เมตร การขึ้นชมก็ไม่มีการกำหนดเวลาครับ สามารถอยู่ชมได้นานเท่าที่ต้องการ หรือใครอยากจะ dinner บนชุดชมวิว ก็สามารถติดต่อหน้าเคาร์เตอร์ขายตั๋วได้ มีเป็น package เอาไว้ให้บริการด้วย (ราคาประมาณ 3 พันบาทไทยได้ครับ)



บริเวณวิวโดยรอบจากจุดชมวิวของหอคอยครับ เสียดายที่มืดไปหน่อย






นอกจากนี้ด้านบน ยังมีร้านขายของที่ระลึกให้เลือกซื้อกันอีกด้วย แต่ราคาผมว่าแพงพอสมควรเลยล่ะครับ



สำหรับ KL Tower ผมว่า ค่าเข้าชมแพงไปหน่อยครับ ตั้ง 38 RM แต่ขึ้นไปแล้วไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ ถ้าซัก 10-20 RM นี่น่าจะเป็นราคาที่สมควรมากกว่าครับ จะดีก็ตรงที่ เราสามารถอยู่ด้านบนได้ไม่จำกัดเวลา (แต่ก็ไม่มีอะไรให้ชมมากนัก) คนเข้ามาชมที่นี่ก็น้อยกว่า Petronas Twin Tower ครับ ดังนั้น ถ้าใครพลาดขึ้นตึกแฝด จะมาเก็บที่นี่เป็นทางเลือกก็พอจะกล้อมแกล้มได้ละกันครับ



จาก KL Tower นั่งรถไฟ Monorail จากสถานี Raja Chulan ไปอีก 1 สถานี ก็จะถึงสถานี Bukit Bintang ครับ



Bukit Bintang เป็นแหล่งช็อปปิ้ง รวมไปถึงย่านที่พักราคาประหยัดย่านหนึ่งเลยครับ ทั้งยังมี night life หลายรูปแบบ สามารถเดินได้เพลินทั้งห้างสรรพสินค้าหลายห้าง หรือ walking street ด้านนอกครับ



ห้างที่ใหญ่ที่สุดน่าจะเป็น Pavillion ครับ ตั้งอยู่เด่นพอสมควรภายในก็โอโถง สินค้าหลากหลาย ผมก็มาเดินตากแอร์ที่นี่ล่ะครับ





ด้านนอกก็คึกคักครับ พอจะสู้กับบ้านเราได้ไหมเนี่ย





ส่งท้ายด้วยรูปนี้ ก่อนจะกลับไปนอนเอาแรงที่โรงแรมล่ะครับ



สรุปค่าใช้จ่ายสำหรับวันที่ 2

เช่า Locker ฝากกระเป๋า 5 RM
บัตร Outdoor Theme Park 46 RM
เล่น Sky Venture 10 RM
Lunch ที่ Mary Brown 12.70 RM
เดินทางลงเก็นติ้ง ค่ากระเช้า จาก Sky Walk -> Bus terminal 5 RM
ค่ารถบัสจาก Bus terminal เข้า KL 4.30 RM
ค่ารถไฟฟ้าไป-กลับ KL Sentral <-> Putrajaya 19 RM
ค่ารถเมล์ในปุตราจายา (2 เที่ยวเที่ยวละ 0.50 RM) 1 RM
รถไฟฟ้า KL Sentral -> Masjid Jamek 1.3 RM
แวะกิน Burger King's 16.32 RM
ค่ารถไฟฟ้า Masjid Jamek -> Sultan Ismail 1.2 RM
ค่ารถไฟฟ้า Medan Tuanku -> Bukit Nanas 1.2 RM
ค่าขึ้น KL Tower 38 RM
ค่ารถไฟฟ้า Raja Chulan -> Bukit Bintang 1.2 RM
ค่ารถไฟฟ้า Bukit Bintang -> Medan Tuanku 1.6 RM
ซื้อน้ำติดห้อง 4.4 RM

รวม 168.22 RM




 

Create Date : 04 สิงหาคม 2554    
Last Update : 4 สิงหาคม 2554 9:43:00 น.
Counter : 9351 Pageviews.  

กัวลาลัมเปอร์ เที่ยวใกล้ๆง่ายนิดเดียว # 2 First World Outdoor Theme Park

สำหรับมื้อเช้าใน First World Cafe บนชั้น 3 ของโรงแรม ให้บริการตั้งแต่ 6.30 -10.30 ครับ



เมื่อลงจากลิฟต์ เราจะต้องเดินอ้อมตามลูกศรครับ เพื่อใช้ทางเข้าด้านหน้า



ช่วงนี้มีโปรโมชั่นสำหรับมื้อเที่ยงและเย็นด้วย แต่ผมว่าหาทานร้านข้างนอกน่าจะดีกว่านะครับ เพราะมีให้เลือกมากกว่า



ภายในห้องอาหารามเช้าวันเสาร์ คนน้อยมากครับ ผมมาหกโมงครึ่งกว่าๆ ห้องอาหารค่อนข้างใหญ่มากๆครับ เรียกว่ารองรับแขกของโรงแรมได้เกือบทั้หมดเลย โดยจะแบ่งออกเป็นโซนต่างๆให้เลือกนั่ง คือมีทั้งโซนอาหารธรรมดา และคนที่เป็นมังสวิรัติด้วย (เพราะในมาเลเซีย ค่อนข้างหลากหลายในเรื่องเชื่อชาติและศาสนาน่ะครับ) ที่สำคัญอาหารที่นี่ เป็นอาหารฮาลาลทังหมด ที่สำคัญไม่มีหมูแน่ๆครับ 55



ไลน์อาหาร main หลัก จะเป็นข้าวและแกงต่างๆครับ ดูแล้วไม่ค่อยหลากหลายอย่างที่ผมคิดไว้นะครับ อาหารตะวันตก ก็ไม่ได้เยอะเท่าไหร่ ด้วยความที่มข้อจำกัดเรื่องฮาลาล ผลิตภัณฑ์ต่างๆของหมูที่เราคุ้นเคยในอาหารเช้า อย่าง แฮม เบคอนเลยไม่มีน่ะเองครับ



ผมมาพักคนเดียวแต่ก็ยังได้คูปองทานอาหารสำหรับ 2 คนเลย ตอนแรกผมว่าถ้าห้องหาหารไม่ปิดไว (10.30) ยังคิดจะมาฝากท้องมื้อเที่ยงที่นี่เลยนะครับ แต่สุดท้ายเห็นไลน์อาหารแล้ว ก็เลิกคิดไปเลยล่ะครับ



คอร์นเฟล็ก ขนมปัง แยม



สลัดผัก ที่มีให้เลิอกน้อยมากทั้งชนิดของผัก และน้ำสลัด



อีกมุมของขนมปัง



ข้าวต้ม และซุปครับ นอกจากนี้ยังมี station ไข่ที่มีพ่อครัวมาปรุงให้



อุปกรณ์



มุมเครื่องดื่มครับ ธรรมดาๆ น้ผลไม้มีแค่ น้ำส้มกับน้ำสัปปะรด (ที่สำคัญเป็นน้ำผลไม้ผสม) ชา กาแฟ นม



สุดท้ายกับมื้อเช้าของผมครับ ตักเอามาประมาณว่าทำ nasik lemak ทานเองน่ะครับ 55



เช้าวันถัดมาผมขอตะลุยกับ Outdoor Theme Park ครับ เพราะเป็นวัถุประสงค์หลักที่มาเก็นติ้งเลย



สำหรับ Ourdoor Theme Park ค่อนข้างมีขนาดใหญ่พอสมควรครับ มีเครื่องเล่นถึง 28 ชิ้น โดยจะแบ่งออกเป็น 3 โซน คือ

Genting Land เป็นส่วนพื้นราบหลักของสวนสนุกเครื่องเล่นส่วนใหญ่จะเหมาะกับเด็กๆ

Frontier Land เป็นส่วนพื้นที่สระน้ำไปจนถึงตัวอาคารของ Indoor Theme Park เครื่องเล่นเหมาะสำหรับเด็กเล็กๆไปจนถึงเด็กโต

Magic Moutain เป็นส่วนของสวนสนุกที่อยู่ด้านบนของเขา เครื่องเล่นค่อนข้างหวาดเสียวและเหมาะกับวัยรุ่นจนถึงผู้ใหญ่มากกว่าครับ



ทางเข้าสวนสนุกจะมี 2 ทางครับ ทางหลักคือ ด้านหน้าของ Theme Park Hotel ส่วนประตูทางด้านหลังจะเข้า First World Hotel ครับ โดยจะเดินผ่าน Indoor Theme Park แล้งลงบันไดเลื่อนออกมา



ราคาค่าตั๋วครับ ถ้าทำบัตร World Card จะได้ส่วนลดพิเศษด้วย(ทำบัตรฟรี ดูรายละเอียดที่ตอนแรกได้ครับ)



เวลาเปิด-ปิดของสวนสนุกครับ



สำหรับคนที่มีเวลาน้อย เน้นประหยัดงบ ผมแนะนำให้เข้ามาเที่ยวช่วงกลางคืนครับ (ซื้อตัวแบบ evening pass) จะเข้ามาเล่นได้ตั้งแต่เวลา 19.00-22.00 ในคืนวันเสาร์ (และช่วง peak) แล้ววิ่งขึ้นไปเล่นในส่วนของ Magic Mountain ก็ได้ครับ เพราะในโซนนี้จะมีเครื่องเล่นตื่นเต้นเยอะ แถมช่วงเย็นๆคนก็ไม่เยอะ คิวไม่มาก สามารถเก็บเครื่องเล่นได้หมดเหมือนกัน แถมด้วยบรรยากาศแสงไฟกลางคืนสวยๆครับ



ได้ wristband มาแล้ว เตรียมไปสนุกกันได้เลยครับ สำหรับวันนี้ผมจ่าย one day pass ในราคา 46 RM ครับ (เพราะใช้บัตร world card ลดราคาค่าตั๋ว)



เครื่องเล่นชิ้นแรก ที่คอยต้อนรับเราจากด้านหลังและถือป็น Siganture ของที่นี่ก็ Flying Coaster ครับ สำหรับเจ้าตัวนี้ แยกซื้อตั๋วเล่นต่างหาก ใช้ร่วมกับตั๋ววันไมได้ครับ หรือคนที่มาเก็นติ้งจะไม่เข้าสวนสนุก แต่จะเล่นเจ้านี่ตัวเดียวก็ได้ครับ เพราะประตูทางเข้าเครื่องเล่น ไม่ได้เข้าทางสวนสนุกครับ แต่อยู่ด้านหลังเลย ค่าตั๋วคือ 12 RM แต่ถ้ามี wristband ตั๋ววันก็ลดเหลือ 10 RM ครับ



ผมเตรียมมาตะลุยสวนสนุกตั้งเปืด (8.00) เลยครับ หมอกยังลงอยู่เลย แต่ที่จริงหมอกก็จะลงมาเรื่อยๆครับ ถึงจะตอนสายๆก็เถอะ



รถบัสโดยสารสองชั้นสไตล์อังกฤษ จอดอยู่แถวร้านค้าขายของว่างทางด้านหลังของสวนสนุกครับ



ด้านหลังของสวนสนุกครับ First World Hotel ที่เห็นเป็นอาคารสูง สีแสบๆ อาคารเตี้ยด้านหน้าก็คือ Indoor Theme Park และที่เห็นเป็นรางรถไฟเหาะทางขวาก็คือ Flying Coaster (29) ตัวเลขในวงเล็บจะตรงตามในแผนที่นะครับ





ด้านในสุดของโซน Genting Land ก็คือ Pirate Ship (8) หรือเรือไวกิ้งที่เราคุ้นหูน่ะเองครับ





ถัดมาจะเป็นเวทีกลางแจ้ง Merdaka Stage ครับ



ถ้ามองถัดมาจาก Merdaka Stage จะเห็นว่าเหมือนสะพานลอยด้านบน ก็จะเป็น Parrot Lane (38) ที่เป็นโซนนกแก้ว และสัตว์เลี้ยงต่างๆเอาไว้โชว์เล็กๆน้อยๆครับ



ที่เห็นเป็นเหมืนอสะพานลอยนี่ก็เพราะเขาทำเป็นทางเชื่อมระหว่างโซน Magic Fountain ด้านบน กับ Genting Land น่ะเองครับ





สำหรับเครื่องเล่นแรกที่ผมได้เล่น (เพราะไม่ต้องรอให้คนเต็ม) ก็เจ้านี่ครับ รถรางเล็กๆ ที่เรียกว่า Pirate Train (6) นั่งเล่นเป็นขำๆครับ ว่า เออ..อายุปูนนี้ก็กล้านั่งเนอะ 55 (ไม่อายน้องคนคุมเครื่องเล่นเล๊ย..)





ถัดมาก็จะเป็น สนามเด็กเล่นเล็กๆสำหรับเด็กครับ





Flying Jumbo (5) มานั่งเจ้าช้างบินได้กันครับ เขาจำกัดความสูงขั้นต่ำของคนที่จะเล่น แต่ไมได้จำกัดอายุนะครับ 55





ใกล้ๆกันก็เป็น น้ำพุดนตรี Musical Fountain (39) ที่จะเปิดก็ใกล้ๆเที่ยงแล้วล่ะครับ





ภาพในมุมกว้างนิดนึง



Rodeo Rider (14) ให้เด็กๆได้โดนเหวี่ยงเหมือนนั่งอยู่บนหลังม้าครับ



ถ้ามองลงไปทางด้านสระน้ำ จะมีเครื่องเล่น 2 ตัวในสระครับ นั่นคือ เรือถีบ Boating (7) และ Bumper Boat (27)





เปลี่ยนบรรยากาศจากการเล่นรถบั๊ม มาเป็นเรือบั๊ม Bumper Boat (27) ได้ครับ สนุกมันส์กว่ากัน แถมเปียกน้ำได้ง่ายๆด้วยครับ



เดินกันต่อครับ ใกล้ๆกับเจ้าช้าง Jumbo ก็มี Astro Fighter (4) ให้เด็กๆได้ขับยานอวกาศหมุนรอบแกนกลางครับ ก็แปลกดีครับ ที่เครื่องเล่นเหมือนกันอย่าง Flying Jumbo ก็อยู่ติดกันเลย สงสัยจะเป็นที่นิยมของเด็ก เลยต้องมีสองเครื่องเล่นเอาไว้เฉลี่ยปริมาณเด็กแน่ๆเลยครับ





Tea Cup (3) ถ้วยหมุนแสนสนุกของเด็กๆ แต่ผมว่ามันเริ่มจะทำให้ผู้ใหญ่เวียนหัวได้ง่ายๆล่ะครับ



เครื่องเล่นเสียวๆอย่างรถไฟเหาะ Cyclone (21) ที่ขึ้นป้ายว่าเป็นรถไฟเหาะแห่งแรกของมาเลเซียเลยล่ะครับ อยู่เกือบถึงทางเข้าเลย อาจจะดูว่าเก่าไปหน่อย แต่สภาพโครงสร้างยังแข็งแรงมากๆครับ ที่สำคัญ ถือเป็นเครื่องเล่นกระตุ้นความตื่นเต้นได้ดี ก่อนที่จะขึ้นไปโซนด้านบนครับ เพราะเจ้า Cyclone นี่อยู่ด้านหน้าทางขึ้นบันไดเลื่อนไปสู่ Magic Mountain น่ะเองครับ





ก่อนจะถึงทางเข้าด้านหน้า ก็จะเป็นโรงละคร Arena of Stars (30) ไว้สำหรับจัดการแสดงต่างๆครับ




ภาพมุมกว้างของปากทางเข้าด้านหน้า



ทางเข้าด้านหน้าของ Outdoor Thme Park อย่างเป็นทางการครับ มีน้ำพุตัวการ์ตูนคอยต้อนรับอยู่ ขนาบด้วยเครื่องเล่นซ้าย ม้าหมุนสองชั้น Double Deck Carousel (2) และทางด้านขวา เป็นม้านั่งแบบหมุนเหวี่ยง Spinner (19)



ทางด้านขวามือ จะมีตู้ Locker ให้บริการ สามารถฝากของได้ทั้งวันครับ ในราคาตู้ละ 3 RM (ถูกกว่าใน Indoor Theme Park อีกครับในนั้น 5 RM)



หรือถ้าใครหิว อยากเติมพลัง ก็มี fast food ชื่อที่เราไม่ค่อยคุ้นตาอย่าง Marry Brown ครับมีทั้งเมนูข้าว เมนูโจ๊ก กลางวันก็ยังมีคล้ายๆก๋วยเตี๋ยวให้เลือกทานด้วยล่ะครับ



การที่มีม้าหมุน Double Deck Carousel (2) มาตั้งอยู่ตรงทางเข้านี่ ทำให้ผมนึกถึงสวนสยามบ้านเราขึ้นมาเลยนะครับเนี่ย



แต่เจ้าม้านั่ง Spinner (19) ใกล้กันนี่สิครับ เห็นอย่างนี้ หวดเสียวไม่ใช่เล่นเลยนะครับ คืออารมณ์น่ากลัวตอนที่มันเหวี่ยง ว่าจะหลุด ไม่หลุดเนี่ยแหละครับ ทำให้หัวใจเต้นโครมครามได้เลย



ช่วงเช้าอย่างนี้คนน้อยมากครับ



ปากทางเข้า



ใกล้ๆกันนั้น ยังมี Beryl's Chocolate Wonderland (31) เหมือนเมืองจำลองช็อกโกแลตน่ะครับจัดแต่งได้สวยงาม น่าจะถูกใจคนที่ชอบขนมหวาน และการถ่ายรูปครับ เพราะมีมุมสีสันสวยงามให้ถ่ายได้เยอะเลย โดยตรงทางออกจะมีซุ้มขายช็อกโกแลตยี่ห้อเดียวกับชื่อของเครื่องเล่นนี้ด้วย แต่เราไม่ซื้อ เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรนะครับ





เดี๋ยวเราเลี้ยวขวาม ขึ้นบันไดเลื่อนไปบน Magic Mountain กันครับ



ขึ้นมาก็จะเจอกระเช้าชิงช้าสวรรค์ Matahari (13) ที่มีไอศกรีมชื่อดังเป็นสปอนเซอร์ ความสูงของกระเช้า ไม่ได้สูงมากครับ แต่ด้วยที่ตั้งที่มาอยู่บนเขา เลยทำให้ดูสูงและมองเห็นวิวได้ในมุมกว้างเลยล่ะครับ





ถ่ายรูปตัวเองลำบากเลยไม่ได้ภาพในมุมสูงเลย



ใกล้ๆกัน จะเป็น Space Shot (26) เครื่องเล่นที่เป็นหอคอยสูง ให้เรานั่งแล้วจะพาเราขึ้นไปบนยอดสูงสุดก่อนที่จะปล่อยลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลกครับ ผมว่าผมชอบเจ้านี่ที่สุดในสวนสนุกแล้วล่ะครับ



ถัดมาจะเป็น Grand Prix Fun Kart (25) ขับรถแข่งสนุกๆด้วยตัวเองในสนามครับ โยก่อนจะเล่นเราต้องเซ็นต์หนังสือยินยอมเล็กน้อยครับ ว่าจะรับฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรไปเนื่องจากความคึกคะนองของเราเอง จะไม่ฟ้องร้องทางสวนสนุก



ด้านหลังสนามแข่งก็จะเป็น Dinosaurland (12) ล่องแก่งตามหาไดโนเสาร์ครับ



เนืองจากยังเป็นเวลาเช้าจัด (หมอกลงอยู่เนื่องๆ) คนไม่เยอะ พอผมขับรถไปได้ 2 รอบ ผมก็ชะลอความเร็วเพื่อจะคืนรถ แต่ลุงคนคุมรถกลับยกนิ้วโป้งแล้วบอก Go Go ให้เล่นไปได้เรื่อยๆครับ สรุปแล้วผมขับรถไปได้ 14 รอบ เรียกว่า ฉ่ำเลย เพราะเย็นจริงๆ เย็นทั้งอากาศ ทั้งหมอกที่มาปะทะตั้วด้วยนี่แหละครับ



ฝั่งตรงข้ามก็จะเป็นเครื่องเล่นของเด็กเล็ก (เผื่อน้องๆหนูๆขึ้นมาบนนี้จะได้มีเครื่องเล่นด้วยไงครับ) อย่าง Busy Bugs (16) Circus Ride (17) และ Junior Bumper Car (18)





สำหรับตัวอาคารตึกใหญ่ จะเป็น สนามซ้อมยิงธนู Archery (37) โดยด้านล่างจะเป็นร้านอาหาร ขายของที่ระลึก และทางเดินลงไปสู่ Parrot Lane (38) นั่นเองครับ



ด้านในสุดคือ รถไฟเหาะตีลังกา Corkscrew (24) ที่ไม่ได้มีความเสียวจากตัวรถไฟอย่างเดียวครับ ดที่ตั้งที่อยู่จุดสูงจุดหนึ่งของภูเขาก็ช่วยเพิ่มความเสียวได้เป็นอย่างดีเลย ยิ่งถ้ามีหมอกลงนะครับ รถไฟวิ่งแต่ละทีเนี่ย ไอหมอกเย็นปะทะหน้าเลยล่ะครับ





Corkscrew (24)



เครื่องเล่นสุดท้ายบนโซนนี้ก็คือ Dinosaurland เป็นการล่องแก่งตามล่าหาไดโนเสาร์ครับ โดยมีไกด์เป็นคนแนะนำพันธุ์ได้โนเสาร์ต่างๆ อันนี้คาดว่าเด็กๆน่าจะชื่นชอบกันเป็นพิเศษล่ะครับ





หลังจากเก็บด้านบนเสร็จ ผมก็ลงมาเล่นเจ้า Flying Coaster (29) ครับ เพราะเห็นมีคนเริ่มเล่นกันแล้ว



ปกติแล้วเราจะนั่งบนรถไฟเหาะกันใช่ไหมครับ แต่ Flying Coaster (29) นี่จะให้เรายืนบนเครื่อง ก่อนจะจับเรานอน แล้วให้เราเหาะไปบนเครื่องเล่นเหมือน Superman (แต่ตัวเครื่องเล่นกลับแต่งลาย Spiderman ไปซะอย่างนั้น) ถือว่าเป็นเครื่องเล่นที่สนุกคุ้มค่าน่าลองครับ ได้ใจผมตรงที่ผมไปคนเดียว คิวยังไม่มาก เขาก็จับให้ผมเล่นคนเดียวไปเลยน่ะครับ



สำหรับค่าตั๋ว จะไม่รวมกับตั๋ววันที่ซื้อครับ ปกติ 12 RM (คนภายนอกจะมาเล่นเจ้านี่อย่างเดียวก็ได้ เพราะไม่ได้ใช้ประตูทางเข้าร่วมกับสวนสนุกครับ) แต่ถ้าคนซื้อตั๋ววันจะได้ลดเหลือ 10 RM ครับ



เหลือแต่เครื่องเล่นในโซน Frontier Land ที่ติดกับสวนสนุกในร่มครับ ผมขอเริ่มด้วย Flying Dragon (28) รถไฟเหาะมังกรบินสีชมพู ที่หาทางขึ้นเครื่องเล่นนี้ยากหน่อยครับ คือต้องเดินมาทางสระตรงกลาง ถึงจะเห็นทางเข้าน่ะครับ





ถือเป็นเครื่องเล่นไม่เสียวมาก เล่นกันได้ทั้งครอบครัวครับ



เครื่องเล่นสำหรับนั่งชมวิวอีกชิ้น ก็คือรถราง Monorail (1) ที่สถานีทางขึ้นจะอยู่ใกล้ๆกับทางเข้าครับ รถรางนี้จะแล่นครบรอบสวนสนุกทั้ง Outdoor และ Indoor Theme Park ครับ โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที



ทางเข้าด้านหน้า จากมุมสูงบน monorail ครับ



สวนสนุกโดยรวม ฉากหลังคือ First World Hotel



เครื่องเล่นที่ปิดซ่อมครับ Crazy Space Lab (11) อยู่บน Magic Mountain



เครื่องเล่นที่ร้างไปแล้วอยู่บนเขาเหมือนกันครับ อยู่ด้านหลังของ Dinosaurland



สถานีขนส่งข้าง First World Hotel ใครจะเข้า KL หรือไปจุดต่างๆก็สามารถขึ้นรถจากที่นี่ได้ครับ



เข้ามาในส่วนของ Indoor Theme Park ครับ จะเห็นบันไดเลื่อนทางลงไปสู่ Outdoor Theme Park



เวทีกิจกรรม บันไดเลื่อนขึ้นไปโรงหนัง



Sky Venture



หอไอเฟล



แล้วก็มาถึงเครื่องเล่นสุดท้ายครับอย่างล่องแก่ง



ซึ่งผมพลาดตรงที่มาเล่นเจ้านี่เป็นชิ้นสุดท้าย แล้วก็เปียกไปเลย ถ้าเล่นเจ้านี่ก่อนแล้วไปเหวี่ยงบนเครื่องเล่นพวกรถไฟเหาะ คงจะแห้งไปแล้วน่ะครับ





ในเวลาเพียง 3 ชม.กว่าๆ ผมก็เก็บเครื่องเล่นได้หมดนะครับ เรียกว่ายังไม่ถึงเที่ยงดีเลย เพราะฉะนั้น ใครที่อยากประหยัดงบ ผมถึงแนะนำให้มาเล่นช่วงกลางคืน ซื้อเป็น Evening Pass ได้ไงล่ะครับ

ว่าแล้วก็นึกเสียดายค่า Locker 5 RM ที่ฝากกระเป๋าจังครับ เพราะคิดว่าคนอาจจะเยอะผมเลย check out ห้องพักออกมา แล้วเอากระเป๋ามาฝากไว้ใน locker รู้อย่างนี้ กลับห้องไปเช็ดหัว หรืออาบน้ำใหม่ ก่อนยังทันเลยนะเนี่ยครับ

อาหารกลางวันก่อนจะลงมาจากเก็นติ้งก็เป็น laksa ไก่ ของร้าน Marry Brown ครับ มื้อนี้ 12.70 RM





 

Create Date : 03 สิงหาคม 2554    
Last Update : 3 สิงหาคม 2554 6:12:20 น.
Counter : 4039 Pageviews.  

กัวลาลัมเปอร์ เที่ยวใกล้ๆง่ายนิดเดียว # 1 Genting

เปิดศักราชใหม่มา ผมก็มี trip ที่วางแผนไว้คร่าวๆ (ทั้งที่จองตั๋วแล้ว และยังไม่จอง) ก็ประมาณ 3 trip เข้าไปแล้ว ที่จองไว้ก็คือ

กุมภาพันธ์ กัมพูชา เพื่อไปชมสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่าง นครวัด (แต่เครื่องไทยแอร์เอเชียกลับไปลงที่พนมเปญ) ด้วยโปร 0 บาท

มีนาคม มาเลเซีย ลงที่กัวลาลัมเปอร์ โดยขึ้นเครื่องที่หาดใหญ่ ด้วยโปรโมชั่นเปิดเส้นทางใหม่ หาดใหญ่-KL เริ่มที่ 49 บาท

เมษายน กะว่าจะไปญี่ปุ่น T_T

แต่แล้วก็อย่างที่เราๆทราบกันดีครับ ว่า เรามีเรื่องกับเขมร ทริปแรกเลยเป็นหมันงดไปซะก่อน แถมญี่ปุ่นก็โดนซึนามิอีก บวกกับผมดันเจองานช้างช่วงเมษายนแทนซะนี่ก็เลยเหลือ trip เดียวที่ได้เดินทางนั่นก็คือ ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่มีความเจริญไม่แพ้เรา (หรือแซงเราไปแล้วหว่า) อย่างมาเลเซีย

ด้วยค่าตั๋วโปรโมชั่น เปิดเส้นทางบินใหม่ของ Air Asia ที่เปิดเส้นทางบิน หาดใหญ่-กัวลาลัมเปอร์ วันละ 1 เที่ยวบิน ด้วยราคาที่นั่งละเพียง 49 บาท รวมแล้วค่าตั๋วไป-กลับเพียง 1,173 บาทเท่านั้น เรียกว่า ถูกกว่าตั๋วไป-กลับหาดใหญ่-กรุงเทพ ซะอีก ใครจะไม่อยากบินไปนอนเล่นที่ KL ล่ะครับเนี่ย

แล้วก่อนเดือนทางประมาณ 1 เดือน (ที่ผมมั่นใจแล้วว่า ได้เดินทางไปเที่ยวแน่ๆ) ผมก็เพิ่มความสะดวกสบายให้ตัวเองซะหน่อยด้วยการสั่งอาหารทั้งขาไปและกลับเพื่อลิ้มลองอาหารจากแอร์เอเชียมาเลย์ซะหน่อย (ไฟลท์นี้บินด้วย AK นะครับไม่ใช่ FD ของไทย) เพราะกล้ำกลืนกับรสชาติอาหารบนเครื่อง FD ที่ทำด้วยร้านสีฟ้ามานาน

แถมด้วยการสั่งซิมการ์ดของ TuneTalk เพิ่มเข้าไปด้วย เพื่อความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร เรียกว่า ใช้บริการของเครือ Air Asia กันเต็มที่เลยล่ะครับ สำหรับทริปนี้ เพราะทั้งบิน ทั้งพัก (Tune Hotel) ทั้งโทร นี่ขาดแต่ไม่ได้ใช้รถบัส (Sky Bus) ที่เดินทางระหว่างสนามบินกับในเมืองเท่านั้นเอง เพราะว่าผมมีแผนจะเลยไป Genting ก่อนน่ะเอง



ว่าแล้วก็มาสู่การเดินทางกันดีกว่าครับ

เดินทางตอนเที่ยงที่สนามบินหาดใหญ่ ที่ปัจจุบันนี้ ช่วงเที่ยงถึงบ่ายนี่เป็นช่วงที่ยุ่งไม่ใช่น้อยเลยล่ะครับ สำหรับสนามบินหาดใหญ่ เพราะมีเครื่อง ทั้งที่มาจากดอนเมือง (นกแอร์ และโอเรียนไทย) สุวรรณภูมิ (แอร์เอเชีย ส่วนการบินไทยเลิกบินไฟลท์เที่ยงไปซะอย่างนั้น) เชียงใหม่ (แอร์เอเชีย) ภูเก็ต (Happy Air) สิงคโปร์ (Tiger Airways) และกัวลาลัมเปอร์ (แอร์เอเชีย) คิดดูละกันครับว่า การมีงวงเทียบท่าอากาศยานแค่ 2 งวง แต่มีประตู (Gate) เพียง 3 gates จะมีการแย่งยิงกันขนาดไหน เพราะฉะนั้น ใครเดินทางช่วงเที่ยงของสนามบินหาดใหญ่ อย่างนิ่งนอนใจครับ เพราะคิวแถวทุกอย่างจะแน่นมากกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจ scan ก่อนเข้าอาคารท่าอากาศยาน ไปจนถึงการตรวจ scan ก่อนเข้าห้องผู้โดยสาร



เครื่องแอร์เอเชียบินจากมาเลย์วันนี้โดนเครื่องอื่นยึดงวงไปแล้วครับ ผู้โดยเลยต้องเดินผ่าแดดตอนบ่ายขึ้นเครื่องเอา T_T

ไฟลท์ขาไป AK 771 HDY-KUL (LCCT) 12.55-15.05

ใช้เวลาเดินทาง 1ชม.20 นาที (เวลามาเลย์เร็วกว่าบ้านเรา 1 ชม.นะครับ)



บนเครื่องผู้โดยสารเกือบเต็มครับประมาณ 80% ได้ ผมทำ web check in ช้าไปหน่อย เลยได้ที่นั่ง 15B ไปซะ

และแล้วก็มีเรื่องเครียดๆบนเครื่องนิดหน่อยครับ นั่นคือ ด้วยการถูกนั่งขนาบข้าง ทางซ้ายที่นั่ง 15A เป็นคุณลุงเชื้อสายจีนมาเลย์ ที่ไอไปตลอดทาง ไม่ไอ ก็หลับ แล้วไอก็ไม่เคยปิดปาก (กลิ่นปากลุงก็ไม่ใช่เล่นครับ T_T) ทางขวาเป็นที่นั่ง 15C เป็นคุณป้าเชื้อสายจีนมาเลย์ ที่ตัวค่อนข้างอวบใหญ่ นั่งล้นที่นั่ง และที่พิเศษคือ ป้าแกได้นั่งแกะเศษเนื้อที่ลอกบนฝ่ามือเล่นไปตลอดการเดินทาง ทำให้ที่พื้นตรงที่นั่งของแกเต็มไปด้วยเศษเนื้อขาวๆเต็มไปหมด T_T น่าสยองนิดๆนะครับ

พิเศษ ยังมีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ปล่อยมาออกให้ชวนสงสัย ว่ามาจากลุงรึป้ากันแน่ด้วยล่ะครับ ก็ตดน่ะแหละประมาณ 3 ครั้ง T_T



ยังไม่หมดครับ ยังมีของแถมอีกนั่นคือ เก้าอี้ที่ผมนั่ง (15B) ปุ่มปรับเอนเบาะมันหายไปไหนก็ไม่รู้ครับ เลยปรับนอนไม่ได้เลย (ถึงแม้ปกติ เก้าอี้บนเครื่องแอร์เอเชียจะปรับนอนได้ไม่เท่าไหร่ก็เถอะครับ)



ผ่านเรื่องแย่ๆมาเยอะ ช่างมันเถอะครับ สิ่งเล็กๆน้อยในการเดินทาง (ปลอบใจตัวเองเต็มที่เลย)



ใช้เวลาเดินทางเพียงชั่วโมงกว่าๆครับ (เวลาในมาเลยเซียจะไวกว่าเมืองไทย 1 ชม.ครับ) ก็บินมาถึงสนามบิน LCCT หรือชื่อเต็มๆก็คือ Low Cost Carrier Terminal หรือ อาคารผู้โดยสารสำหรับสายการบินต้นทุนต่ำ ที่เราจะเห็นสายการบินแอร์เอเชียแทบจะครองทั้งอาคารเลยล่ะครับ (รวมทั้ง Air Asia X ด้วย) แต่ที่จริงก็ยังมีสายการบินอื่นๆบินมาลงอยู่หลายสายนะครับ สำหรับ LCCT นี้จะเป็นเพียงอาคารผู้โดยสารย่อยที่แยกมาจากตัวอาคารผู้โดยสารหลัก (เรามักจะเข้าใจผิดว่า LCCT กับ KLIA นี่มันคนละสนามบินกัน) ที่จริงกัวลาลัมเปอร์ก็มี 2 สนามบินนะครับ คือ KLIA สนามบินใหม่นี้ (เทียบเท่าสุวรรณภูมิ) กับสนามบิน XXX (เปรียบเสมือนดอนเมืองนั่นเอง)

ชื่อสนามบินจริงๆก็คือ สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur International Airport) หรือชื่อย่อคือ KLIA (อ่านว่า เค-เลีย คนมาเลย์ถึงจะเข้าใจครับ) ตัวอาคารผู้โดยสารหลักก็จะเห็นไกลๆในภาพน่ะครับ โดยมีหอบังคับการบินที่สูง 130 เมตร เป็นรองสุวรรณภูมิของเรานั่นเอง KLIA นั้นตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปประมาณ 60 กม. โดยตั้งอยู่กลางป่าปาล์มของเมือง Sepang เลยทีเดียวครับ

สำหรับการเดินทาง ระหว่างอาคารผูโดยสารหลัก กับ LCCT ก็จะมีรถบัสภายในวิ่งวนอยู่ค่าโดยสารเที่ยวละสิบกว่าบาทครับ



LCCT นี่จะพิเศษตรงที่ไม่มีงวงสำหรับเทียบตัวอาคารผูโดยสารนะครับ แต่จะเป็นหลุมจอดรอบอาคารแล้วให้เราเดินลงมาบนพื้นรันเวย์เอง ก่อนจะเดินเข้าสู่ตัวอาคารเองครับ อาจจะลำบากหน่อย เวลาฝนตกครับ



ผมมาถึงตอนบ่าย 3 โมงกว่าๆ ดูปริมาณคนที่มาต่อแถวรอผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองสิครับว่าเยอะขนาดไหน

ผมใช้เวลาผ่าน ตม.อยู่ ครึ่งชม.ได้ครับเพราะโชคดีที่เจ้าหน้าที่เขาเห็นคนเยอะ เลยเปิดช่องทางเพิ่ม แล้วผมได้ไปต่อแถวช่องทางใหม่ในลำดับต้นๆ แต่ถ้าปกติ ผมว่าคงไช้เวลาไม่ต่ำกว่า 45 นาทีแน่ๆ อย่าลืมเผื่อเวลาด้วยนะครับ

ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ พอเขาเห็นเป็นพาสปอร์ตไทย ก็ไม่ได้ซักถามอะไรมากครับ แค่ถามว่าจะไปเที่ยวไหนบ้าง (ผมก็ตอบว่าไปเก็นติ้ง กับเดินเล่นใน KL) ถามว่ามากีวัน (3 วันกว่าๆ) แล้วแกก็ชวนคุยนิดหน่อย ประมาณว่า มาน้อยไปรึเปล่าอะไรทำนองนี้ ซึ่งที่จริง ผมว่าเขาก็ชวนคุยมากกว่าจะเอาคำตอบจริงจังนะครับ



หลังจากผ่าน ตม.มาแล้ว เราจะเดินลงบันไดเลื่อน พอดีวาผมเอาเป้มาใบเดียวเลยเดินตัวปลิว ไม่ต้องไปรอรับกระเป๋าอะไร ก็มาเจอเคาเตอร์ขายตั๋วรถไปยังที่ต่างๆครับ (จะอยู่ก่อนออกประตู) กลุ่มนี้จะเห็นตรงหน้าเราเลย เพราะเป็นกลุ่มราคาแพงกว่าอีกเคาเตอร์นึง (ส่วนใหญ่เป็น Taxi และ ลีมูซีนน่ะเอง)



หากมองมาทางซ้ายมือ (ติดกับประตูทางออก) จะเจออีกกลุ่มเคาเตอร์ครับ ที่เป็นรถบัสราคาย่อมเยาว์กว่า ใครที่จะมาหารถบัสเข้า KL ก็เลือกซื้อตั๋วที่นี่ได้เลยครับ

สำหรับรถบัสเข้า KL จะมี 2 เจ้าก็คือ SKyBus ของแอร์เอเชีย ในราคาเที่ยวละ 9 RM และ AeroBus ที่ถูกกว่าหน่อยในราคา 8 RM ครับ ซื้อตั๋วแล้วเขาจะบอกเวลาขึ้นรถบัสไว้ กับบอก Terminal หรือหมายเลขป้ายที่จอดรถบัสให้เราไปรอด้านนอกครับ (หาไม่ยากเลย) การเดินทางจาก LCCT ไปถึง KL Sentral ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชม. 15 นาทีครับ ตรงต่อเวลาค่อนข้างมาก

แต่สำหรับผม ที่ได้จองห้องพักบน Genting เอาไว้แล้ว ก็มี 2 ทางเลือกครับ คือ

1.นั่งรถบัสไป KL Sentral (8 หรือ 9 RM ใช้เวลา 1 ชม.15 นาที) ก่อนแล้วนั่งรถต่อไป Genting อีกทอด (9.3 RM ใช้เวลาอีก 1 ชม.) วิธีนี้ นั่งรถ 2 ต่อ แล้วไปนั่งเคเบิ้ลขึ้น Genting อีกที ทำให้ต้องเสียเวลารอรถอีก 3 ช่วง แถมเย็นนี้เป็นวันศุกร์ ผมก้ไม่แน่ใจว่า คนที่จะไป Genting จะเยอะไหมที่ KL Sentral ผมเลยเลือกวิธีที่ 2 ครับนั่นคือ

2.นั่งรถบัสตรงจาก LCCT ไปยัง Geting เลย โดยใช้เวลา 1 ชม. 40 นาที ค่าโดยสาร 35 RM กับรถบัสของ AeroBus (ช่องขวาสุด)ครับ


ตรงจุดนี้ผมก็เจอเรืองที่ทำให้หงุดหงิดอีกนิดนึงครับ นั่นคือ พอผมเดินมาใกล้ถึงเคาเตอร์ (ทั้ง 2 อันน่ะแหละ) พนักงานที่ประจำแต่ละเคาเตอร์ก็ตะโกนเรียกลูกค้ากันเต็มที่ ผมก็แปลกที่แปลกถิ่น เห็นป้าย Genting ในกลุ่มแรก (ที่เป็นรถ taxi) ก็เลยเข้าไปคุยด้วยราคาที่แพงมาก เลยไม่สู้ครับ เลยไปถามอีกเคาเตอร์ (ที่เป็นกลุ่มรถบัส) น้องแขกมาเลย์ชาย (แต่น้ำเสียงและจริตจะกร้านเป็นสาวประเภทสอง) ของเคาเตอร์ AeroBus ทางขวามือสุด กลับทำเฉยเมย ไม่มองหน้าผม คือ เอาหน้าหนีไปอีกที จนผมต้องบอก sorry ไปหลายครั้ง แล้วถามน้องคนที่อยู่เคาเตอร์ติดกันว่า ต้องการตั๋วไป Genting น้องเขาเลยคุยให้ แล้วเธอ (แขกมาเลย์ชายแต่น้ำเสียงและจริตจะกร้านเป็นสาวประเภทสอง) ก็ตอบกลับมาว่า คุณรู้สึกยังไงบ้างล่ะ เวลาที่มีคนจะคุยกับคุณ แล้วเขาไม่สนใจน่ะ มันเป็นยังไง อ้าว เอ็งตะโกนโหวกเหวกกันตั้งหลายคน คนที่เดินออกมาก็ไม่ใช่มีผมคนเดียว แล้วการที่ผมเดินเข้าไปหาตั๋วนี่ ผมต้องเป็นคนรับผิดเหรอ ที่ไม่สนใจคุยกับคุณเนี่ย ตรูล่ะงง ถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจแต่แรกเริ่มเหยียบแผ่นดินมาเลย์เลย



ได้ตั๋วเรียบร้อย พร้อมกับอารมณ์ขุ่นมัวนิดหน่อย ก็ออกมาด้านนอกอาคารผู้โดยสารครับ



ออกมาตามหาซิมโทรศัพท์ Tune Talk ที่ได้ซื้อพร้อมกับตั๋วเครื่องบินกันครับ โดยถ้าเดินตรงออกมาจากประตูผูโดยสารขาเข้าจะเห็นร้าน Mc Donald ไกลๆ ให้มองหาเคาเตอร์ตรงกลางด้านหน้าเลยครับ สามารถรับซิมได้เลย เพียงแค่บอก Booking code 6 หลักแก่พนักงานครับ ก็จะได้ซิมมาแกะใส่เครื่องเขาเราแล้วโรไปเลือกเบอร์ ใช้ได้ใน 5 นาทีครับ

ที่สำคัญราคาซิม 5 RM นี่ เรายังสามารถใช้โทรได้เต็มราคา 5 RM เลยครับ ถือว่าคุ้มมากๆ เพราะโทรกลับไทย (ใส่รหัสประเทศกับเบอร์โทรตามปกติ) คิดค่าโทรแค่นาทีละ 1.40 บาทเองครับ 50 บาทราคาซิมนี่ ก็โทรได้ตั้ง 35 นาทีเลยครับ สำหรับผมถือว่าพอใช้งาน เลยไม่ได้เติมเงินเพิ่มแต่อย่างใดครับ



ขอซักรูปหน้า LCCTนี่ถือว่าเป็นรูปเดียวที่มีคนช่วยถ่ายให้ใน trip นี้เลยนะเนี่ย



ด้านนอกของอาคารผู้โดยสารสำหรับสายการบินต้นทุนต่ำ LCCT ที่เรียบง่าย



เมื่อเดินออกมาด้านนอกอาคาร โดยเดินทางขวา เราจะเห็นอาคาร Food Gardenของ LCCT อยู่ไกลๆ ระหว่างทางเดินนั้น ก็จะเป็น Terminal หรือ ท่ารถบัสสายต่างๆครับ ทั้งเลขป้าย บอกจุดหมายปลายทางชัดเจน ไม่มีหลงแน่นอนครับ



สำหรับที่จะไป Genting จะขึ้นที่ช่อง 6 อยู่หน้า Food Garden พอดีเลยล่ะครับ ตอนมารอ อาจจะไม่เห็นรถมาจอดรอเรานะครับเพราะมันวิ่งไกลพอสมควร จะมาจอดก็ตอนเอาคนจาก Genting มาส่งน่ะเอง



กว่ารถผมจะออกก็ประมาณ 17.00 ครับ เลยฆ่าเวลาที่ Food Garden ตรงข้ามอาคาร LCCT ซะหน่อย



ด้านในก็จะเหมือน food court ทั่วไปครับราคาอาหารก็ไม่แพง ที่จริงราคาอาหารในตัวอาคาร LCCT ก้ไม่แพงเท่าไหร่นะครับ (แม้แต่ fast food ก็เห็นราคาเดียว เท่ากับร้านปกติด้านนอก) ไม่เหมือนประเทศเรานะครับ ที่อาหารการกินแพงไปหมดที่สนามบิน (สงสัยจะคิดว่ามีแต่คนรวยที่บินได้รึไงเนี่ย)



KFC เลยกลายเป็นอาหารมื้อแรกในมาเลย์ไปซะได้ 55 ก็รองท้องยามบ่ายฆ่าเวลารอรถบัส ด้วยฟิลเลเบอร์เกอร์ (บ้านเราไม่มีขายแล้ว) มันฝรั่งทอดราดซีส (เป็นแบบผ่าซีกไม่เหมือนบ้านเราที่เป็นเส้นขาว) ชามะนาว แล้ว ตบท้ายด้วยไอศรีมมะพร้าว (ที่ไม่อร่อยอย่างแรง) ราคาประมาณ 15 RM ได้ครับ



ตั๋วรถบัสครับ ราคา 35 RM บนตั๋วบอกว่ารถออก 5 pm แต่จริงๆกว่าจะออกก็17.30 แน่ะครับ



ภายในรถก็เหมือนรถบัสปรับอากาศชั้น 1 หรือ VIP บ้านเราโดยทั่วไปครับ เพียงแต่ว่า เปิดแอร์แรงมากๆๆๆ (แทบจะเปิดแอร์แรงอย่างนี้ในทุกรถโดยสารของมาเลย์เลย)



รถขับเลี้ยวออกมาก็จะเจอศูนย์ไปรษณีย์ของสนามบินครับ ตรงมุมขวา จะเห็น Tune Hotel ครับ



Tune hotel ก็ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวอาคาร LCCT เท่าไหร่นะครับ ประมาณ 1 กม.กว่าๆได้ (เป็นข้อมูลไว้เผื่อใครคิดจะเดินครับ) แต่ที่จริงเขาก็มีรถบริการรับส่งนะครับ ราคาสิบบาทได้



นั่งรถบัสประมาณ 1 ชม. ก็เข้า KL ครับ แนะนำว่า ใครอยากเห็นตึกเปโตรนาสให้เลือกนั่งทางขวา นะครับ จะเห็นได้ถนัด (ผมดันเลือกนั่งฝั่งซ้ายไปซะนี่)



เรื่องถนนหนทางของมาเลยเซียนี่ก็ขึ้นชื่อเรื่องความสะดวก และเป็นระเบียบครับ ผมสังเกตุเห็นว่า เขามีช่องทางสำหรับรถมอเตอร์ไซด์และรถจักรยานด้วย โดยเมื่อผ่านด่านจ่ายเงิน ก็จะมีช่องพิเศษให้เลี้ยวผ่านด่านไปเลย (ไม่ต้องเสียเงินใช่ไหมเนี่ย) แต่ที่จริง ค่าธรรมเนียมผ่านทางด่วนของรถยนต์ก็ไม่แพงเท่าไหร่นะครับ



เดินทางมาสักพักก็เริ่มเข้าสู่เขาทางขึ้น genting แล้ว



รถบัสจาก LCCT -> Genting หน้าตั๋วบอกว่าจะออกเวลา 17.00 แต่ออกจริง 17.30 มาถึงเก็นติ้งเวลา 19.10 พอดีครับ

โดยรถบัสจะขับตรงขึ้นเขามาเลยครับไม่ได้ไปจอดที่ท่ารถของเก็นติ้ง ที่ต้องต่อกระเช้า Sky Way ขึ้นมาอีกที (อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีของคนที่กลัวความสูง) ที่สำคัญก็คือ ท่ารถที่รถบัสจะมาจอด จะใกล้กับโรงแรม First World เลยครับ ในขณะที่ถ้าขึ้นมาด้วยกระเช้า จะมายังโรงแรม Highland นั่นเอง (ผมจอง First World ไว้เลยเดินสบายหน่อย)



เดินตามทางเข้าไปเลยครับ ไม่ไกลนักก็จะเข้าสู่ตัวโรงแรม



โมเดลของโรงแรมบนเก็นติ้งครับ โดยจะมี 5 โรงแรมที่ต่างระดับกัน ตั้งแต่ Genting Hotel, Highlands Hotel, Resort Hotel, Theme Park Hotel และ First World Hotel โดย 2 โรงแรมหลังนี่จะมีราคาย่อมเยาว์เหมาะกับการมาพักผ่อนของทั้งครอบครัวมากกว่าครับ (ที่จริงจะมีโรงแรมโดยรอบอีกนะครับ แต่ว่าไกลและราคาแพงเกิน เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่ชอบตีกอล์ฟมากกว่า)





เห็นราคา walk in แล้วขนลุกครับ



มาดูราคาโปรโมชั่นกันดีกว่าครับ ที่สำคัญ ถ้าจองมาล่วงหน้า ก็แทบจะได้ราคานี้เกือบทั้งปีนะครับ แต่บนหน้าเวป อาจจะเปลี่ยนชื่อโปรโมชั้นไปเรื่อยๆเท่านั้นเอง เช่น บางครั้งอาจจะเป็นโปรโมชั่นราคาพิเศษสำหรับคนมาเลย์และคนสิงคโปร์ (ที่จริงคนไทยก็จองราคานี้ได้ เข้ามาพักก็ไม่มีปัญหาครับ)

เพียงแต่เราต้องดูปฐิทินเทศกาลของทางโรงแรมนิดหน่อยครับ เพราะเขาแบ่งออกเป็น 3 ช่วงราคานั่นคือ

Low season อันนี้มักจะเป็นคืนวันจันทร์-พฤหัส ที่ไม่ติดเทศกาลใด

Shoulder season เป็นช่วงก่อนเทศกาล หรือ คืนวันศุกร์อย่างที่ผมมาพักนี่

Peak season ช่วงเทศกาล วันหยุดยาวนั่นเอง



นอกจากนี้ โรงแรม First World ยังได้ถูกบันทึกว่าเป็น โรงแรมที่มีห้องพักมากที่สุดในโลก ถึง 6,118 ห้อง จากกินเนสบุ๊คในปี 2005 อีกด้วยครับ เดี๋ยวเราจะไปพิสูจน์กันว่าห้องเป็นยังไงครับ



เนื่องจากห้องพักที่เยอะเป็นพันๆห้อง การมีระบบเช็คอินที่ดี จึงเป็นเรื่องสำคัญครับ ระบบเช็คอิน จึงเหมือนการไปธนาคารยังไงยังงั้นครับ นั่นคือ ขั้นตอนแรก เราต้องไปที่โต๊ะกลางเพื่อกดบัตรคิว ให้เรารอเรียกไปยังหน้าเคาเตอร์เพื่อทำการเช็คอินอีกทีครับ แต่สังเกตุว่าเราไปกดบัตรคิวจากจุดไหน บริเวณเคาเตอร์ที่ให้เราไปทำการเช็คอิน ก็จะอยู่ในรัศมีใกล้ๆ ไม่ได้เดินทางไปอีกซีกแต่อย่างใดครับไม่ต้องห่วง




สำหรับเวลา check in ก็ตั้งแต่ 15.00 ครับ และ check out ในเวลา 12.00

counter check in แถวยาวรองรับกับคนจำนวนมากที่จะมาเช็คอิน

แต่ถ้าใครเป็นสมาชิกของเครือ Genting สามารถเอาบัตรสมาชิกไปทำการเช็คอินที่ตู้ kios ได้เลยครับ (เดี๋ยวผมพาไปทำตอนท้ายละกันครับ)

การเช็คอินก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรนะครับ แค่ขอ passport กับหมายเลขที่จองมา ไม่ได้ขอดูบัตรเครดิตที่ใช้จองห้องเลยครับ หลังจากนั้น พนักงานก็จะจัดห้องให้ว่าอยู่ตรงไหน ชั้นที่เท่าไหร่ พอดีว่าน้องเขาจัดห้องให้ผมที่ชั้น 4 ผมก็ไม่ได้คิดอะไร ก็เลยตอบตกลงไป หารู้ไม่ว่ามันเป็นชั้นแรกที่เขาพักกันเลยนี่นา

แล้วก็จะได้ key card มา 1 ใบ (ถ้าใครพัก 2 คนก็พอ 2 ใบได้ครับ) กับ slip ที่ใช้เป็นคูปองอาหารเช้ามา สำหรับอาหารเช้า ให้บริการที่ห้องอาหารชั้น 3 ตั้งแต่เวลา 6.30-10.00 นะครับ



เนื่องจากห้องมีจำนวนมาก การทราบแต่หมายเลขห้องไม่พอครับ ถ้ารู้ด้วยว่าอยู่ปีกไหน จะทำให้สะดวกในการเลือกใช้ลิฟท์พอสมควรครับ ห้องของผมได้เป็นตรงกลางๆของโรงแรมพอดี เลยเดินไม่ค่อยไกลเท่าไหร่

เท่าที่เดินหาทางเข้าห้อง เลยทำให้รู้ว่าที่ห้องเขาเยอะนี่ เพราะ ซอยห้องค่อนข้างเยอะครับ ทำให้หน้าต่างห้องชนกันเป็นทบ (แต่มีชองตรงกลางนอกหน้าต่างนะครับ ไม่ใช่เปิดหน้าต่างมา เจอหน้ากันเลย)



เข้ามาดูในห้องกันดีกว่าครับ เป็นเตียงคู่มาตราฐาน เสียดายที่ TV เครื่องเล็กไปนิด 14 นิ้วเอง ห้องไม่ถือว่าเล็กมากนะครับ ก็ปกติของโรงแรมทั่วไป

ถ้ามองที่หน้าต่าง จะเห็นว่ามีหน้าต่างของห้องฝั่งตรงข้ามครับ (เราไม่เห็นวิวซะงั้น ทำใจได้ครับ ก็ราคามันถูกนี่นา )



บริเวณห้องน้ำ จะแยกห้องอาบน้ำ (ส่วนเปียก) กับห้องน้ำ (ส่วนแห้ง) ออกจากกัน มีอ่างล้างหน้าด้านนอก พร้อมกับผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ แต่เนื้อบางไปหน่อย 2 ผืน พร้อมกับสบู่ก้อนเล็ก 2 ก้อน



ห้องน้ำก็มีสายฉีดชำระนะครับ สบายใจได้



อีกมุมของเตียง มองไปทางประตูทางเข้า



โต๊ะวางของ และโต๊ะเขียนหนังสือ ผมมามาเลย์ด้วยกระเป๋าใบแค่นี้น่ะแหละครับพอแล้ว สำหรับ 4 วัน 3 คืน ใต้โต๊ะจะมีเหยือกน้ำให้ออกไปกดน้ำได้นะครับ เพราะไม่มีบริการน้ำขวดภายในห้อง



ปลั๊กไฟของมาเลย์ครับ ไฟฟ้าในมาเลเซียก็จะเป็น 220 โวต์เหมือนบ้านเรานะครับ แต่จะมี 3 ขาเท่าน้นเอง ซึ่งที่ชาร์จกล้องถ่ายรูปและโทรศัพท์มือถือของผม สามารถต่อได้โดยไม่มีปัญหาอะไรครับ ไม่ต้องใช้ตัวแปลงแต่อย่างใด





ด้านนอกหน้าต่างที่ว่าเห็นไปถึงห้องอีกฝั่งด้วย อ้อ..ที่สำคัญ ภายในห้องไม่มีแอร์นะครับ มีแต่พัดลมเพดาน เพราะอากาศบนเก็นติ้งเย็นวัน กลางคืนออกจะหนาวซะด้วยซ้ำครับ (เก็นติ้งอยู่บนความสูงมากกว่า 1,800เมตรนะครับ)

โดยรวมแล้ว ผมประทับใจความสะอาดของห้องครับ เพราะสะอาดมากๆ หรือเพราะไม่มีคนพักหว่า.. แต่ถ้าไม่มีคนพักจริงๆ ก็น่าจะมีปัญหาฝุ่นหรือห้องอับแทนนะครับ แต่นี่ไม่มีเลย ถือว่าคุ้มค่า คุ้มราคา คืนละ 108 RM จริงๆ (แต่ถ้ามานอนคืนวันจันทร์-พฤหัส นี่ยิ่งถูกกว่าคืนละ 48 RM เองนะครับ)



สำหรับการ check out ยิ่งงายกว่าครับ แค่เอา key card มาสอดคืนที่ตู้นี้เท่านั้นเองครับ (ตู้นี้จะอยู่ใกล้ลิฟท์เลยล่ะ) ก็ถือว่าเป็นการเช็คเอาท์แล้ว นั่นแสดงว่า เขาไม่มีแม่บ้านมาคอยเช็คของในห้องเท่าไหร่นะครับ แต่ที่จริงของในห้องก็ไม่เห็นจะมีอะไรให้หยิบนะครับ อย่างมากก็แค่ผ้าเช็ดตัวเท่านั้นเอง



สุดท้าย อย่าลืมมาทำบัตร World Card ที่เคาเตอร์บนชั้น 2 ทางด้านขวามือ (หลังเช็คอินแล้วเดินออกทางขวาสุด ขึ้นบันไดเลื่อมาเลยก็จะเจอครับ)

สำหรับบัตร World Card สามารถใช้สะสมแต้มได้เมื่อเราใช้บริการต่างๆในเครือ Genting ครับ ทั้งยังใช้เช็คอินได้ด้วยตู้ kios แต่ที่สำคัญก็คือ สามารถใช้ซื้อตั๋วเครื่องเล่นและการแสดงบน genting ได้ในราคาพิเศษครับ อันนี้คุ้มสุดเลยล่ะครับ เพราะทำบัตรฟรี แค่เสียเวลาทำบัตรนิดหน่อยเท่านั้นเอง



ใครที่คิดว่าประเทศที่มีที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรอย่างมาเลเซีย คงจะเจอแต่อากาศที่ร้อนอบอ้าวอย่างเพียงเดียว คงคิดผิดแล้วล่ะครับ เพราะมาเลเซียยังมีสถานที่ตากอากาศให้ได้สัมผัสความเย็นฉ่ำ และที่สำคัญอยู่ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปเพียง 50 กว่ากิโลเมตรเท่านั้นเองครับ

นั่นก็คือ Genting Highland ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาที่มีความสูงถึง 1,800 เมตร ทำให้อากาศบนเก็นติ้งเย็น 12-16 องศาอยู่ตลอดทั้งปี ยิ่งกลางคืน ยิ่งอากาศลดลงไปได้อีกครับ นับเป็นแหล่งตากอากาศที่สำคัญแห่งหนึ่งของคนมาเลย์ครับ นอกจากนี้การเดินทางยังสะดวก เพราะห่างจากกัวลาลัมเปอร์ประมาณ 50 กม. สามารถเดินทางได้ด้วยรถบัส ทั้งจาก KL Sentral และสถานีอื่นๆ ที่สำคัญ (อย่างสนามบิน หรือแม้แต่สิงคโปร์ก็มีรถมาถึงที่นี่เลย)



Genting Higland นอกจากจะเป็นสถานที่ตากอากาศ ยังเป็นจุดที่ผ่อนปรนให้มีการเปิดคาสิโนด้วยครับ ดังนั้น ช่วงสุดสัปดาห์อาจจะเห็นลุงๆป้าๆชาวมาเลย์ (หรือสิงคโปร์) ขึ้นมาแสวงโชคที่นี่ได้ ทำให้รถบัสแน่นขนัดได้ครับ

แต่ก็ไม่ใช่จะมีจุดเด่นอยู่ที่คาสิโนแต่เพียงอย่างเดียวนะครับ Genting Highland ยังเป็นแหล่งพักผ่อนที่ดีของครอบครัวด้วย เพราะนอกจากจะมีโรงแรมหลากหลายราคาให้พัก ตั้งแต่แพงยันถูกสุด ยังมี shopping plaza หลากหลายแบรนด์ดัง สวนสนุก สวนน้ำ รวมไปถึงเมืองหิมะจำลอง ให้ทุกคนในครอบครัวได้มาเล่น อีกทั้งยังมีโชว์ต่างๆมาแสดงอยู่เรื่อยๆ ไม่ต่างจากลาสเวกัสเลยล่ะครับ

อย่างผมมีเป้าหมายอยู่ที่สวนสนุกของที่นี่น่ะเองครับ เพราะจริงๆแล้วเจ้าของ Genting Highland หรือปัจจุบันจะเรียกรวมเป็นกลุ่ม Resort World (RW) นอกจาก Genting Highland ในมาเลเซีย ยังมี Sentosa ในสิงคโปร์อีกด้วยครับ

สำหรับในส่วนของสวนสนุกหรือ Genting Theme Park จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนนั่นคือ Indoor Theme Park และ Outdoor Theme Park ครับ

โดย Outdoor Theme Park จะอยู่ด้านนอกตามชื่อของสวน ระหว่างโรงแรม First World (ที่มีสีสันสะลานตา) กับ Theme Park Hotel โดยประตูทางเข้าหลัก จะอยู่หน้าโรงแรม Theme Park เลยครับ (ประตูทางเข้ารองก็อยู่ใน First World Hotel) แถมนิดครับสำหรับราคาค่าห้องโดยปกติแล้ว First World Hotel จะมีราคาถูกที่สุดบนเก็นติ้งครับ ช่วง Low Season หรือวันธรรมดาจะประมาณ 480 บาท ส่วน Theme Park Hotel ก็จะแพงขึ้นมาหน่อยครับ (ประมาณ 980 บาท) ทั้งสองโรงแรมนี้จัดว่าเป็นโรงแรมที่เหมาะสำหรับมาพักกับครอบครัวน่ะเอง

อีกส่วนคือ Indoor Theme Park ที่เป็นสวนสนุกภายในร่ม จะตั้งอยู่ในโรงแรม First World เลยครับ และเป็นสวนสนุกที่ค่อนข้างเหมาะกับเด็กเล็กๆซะมากกว่าครับ นอกจากนี้ยังมีสวนน้ำ และเมืองหิมะจำลองอยู่ในบริเวณ Indoor Theme Park ด้วย ที่จริง Indoor Theme Park ก็จะประมาณสวนสนุกตามห้างสรรพสินค้าในบ้านเราน่ะครับ แต่ที่นี่ดีตรงที่ เราไม่ต้องเสียค่าผ่านประตู เพราะนอกจากเครื่องเล่นแล้ว ภายในยังมีร้านค้า และร้านอาหารต่างๆให้เราเลือกใช้บริการด้วยนั่นเองครับ ถ้าคิดจะเล่นเครื่องเล่น ค่อมาซื้อตั๋วอีกทีก็ได้ ที่สำคัญ Indoor Theme Park ยังปิดดึกด้วยล่ะครับ คือกว่าจะปิดก็ร่วมเที่ยงคืนเลย


ค่าตั๋วของ Genting Theme Park

All Park



Outdoor Theme Park



Indoor Theme Park




เวลาเปิด-ปิด

Outdoor Theme Park จันทร์-ศุกร์ 10.00-19.00 เสาร์ 8.00-22.00 อาทิตย์ 8.00-20.00

(สำหรับช่วง peak วันหยุดนัตฤกษ์จะเปิด 8.00-22.00 )

Indoor Theme Park จันทร์-ศุกร์ 9.00-24.00 เสาร์ 8.00-1.00(ตีหนึ่ง) อาทิตย์ 8.00-24.00

(สำหรับช่วง peak วันหยุดนัตฤกษ์จะเปิด 8.00-1.00 )




สำหรับ Indoor Theme Park จะเน้น Theme ตกแต่งโดยนำสถานที่สำคัญของโลกมาใส่ไว้ที่สวนสนุกครับ โดยมีเครื่องเล่นมากกว่า 16 ชนิดให้เลือกสนุก แต่มีเครื่องเล่นที่สามารถซื้อตั๋วรวมเครื่องเล่น ให้ใช้ได้อยู่ 12 ชนิดครับ (ที่สำคัญยังเป็นชนิดเหมาะกับเด็กๆไปซะ) นอกจากนั้นต้องจ่ายเพิ่ม

ถ้าแบ่งกลุ่มเครื่องเล่น จะเป็น

กลุ่ม Signature Attractions (อันนี้เสียเงินเพิ่มเองทุกอย่าง)
- Genting X-pedition Wall เป็นการไต่เขาบนผนังจำลอง
- Genting Sky Venture จำลองการโดดร่มในโดม คนเยอะครับ
- SnowWorld เมืองหิมะ
- Rainforest Splash Pool



กลุ่ม Family Rides
- Ferris Wheel (2 หมายเลขในวงเล็บคือตามแผนที่นะครับ)
- Reindeer Cruiser (3)
- Monorail (4)
- Venice Gondola (5)
- Rio Float (6)
-Mini Train (25)

กลุ่ม Children Rides เหมากับเด็กเล็กจริงๆเพราะจำกัดความสูงของผู้เล่นด้วย
- Carousel (1)
- Ride De Paris (7)
- Junior Bumper Car (8)

กลุ่ม Thrill Rides
- Euro Express (9)
- Adult Bumper Car (10)
- 4D Motion Master (11)


เมืองหิมะ ที่ต้องจ่ายเพิ่ม



สวนน้ำ




สิ่งสำคัญและอยู่กลางสวนสนุกเลยก็คือ หอไอเฟล นั่นเองครับ ที่รอบๆจะเป็นเครื่องเล่นรถรางให้เด็กๆได้นั่งวนรอบตัวหอกัน Ride De Paris (7)





ใกล้กันก็คือ ม้าหมุน (Carousel)



ด้านในก็จะมีร้านอาหาร fast food ที่เราคุ้นเคยหลายยี่ห้อ เปิดให้บริการจนถึงเที่ยงคืนเลยครับ (บางร้านก็เปิด 24 ชม.เลย)




ในส่วนของรถบั๊ม ทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ จะอยู่ส่วนเดียวกันครับ ให้เดินขึ้นบันไดไปเลย เพียงแต่แยกชั้นด้านบนเป็น Adult Bumper Car (10) ในขณะที่ด้านล่างคือ Junior Bumper Car (8) สำหรับด้านหน้า ก่อนขึ้นบันไดรถบั๊มจะเป็นโรงหนัง 4 มิติ หรือ 4D Motion Master (11)



บริเวณเวทีลานกิจกรรม จะเห็นเทพีเสรีภาพตั้งเด่นครับ สำหรับกระเช้ารูปมังกร ก็คือเครื่องเล่น Rio Float (6) ที่จะเป็นการนั่งกระเช้าวนไปรอบๆ Indoor Theme Park เพื่อชมบรรยากาศในมุมสูง



บริเวณ plaza ในสวนสนุกครับ ร้านค้า ร้านอาหาร เยอะแยะ เป็นแหล่งดูดเงินในกระเป๋าชั้นดีรองจากคาสิโนเลยล่ะครับ





Rio Float (6) อีกมุม คู่กับคุณลุงออสการ์ครับ



ใครอยากล่องเรือกอนโดล่าก็มีครับ Venice Gondola (5) แต่ที่นี่จะแตกต่างจากเวเนเชียน มาเก๊า ก็ตรงที่ คนพายเรือเป็นหุ่นยนต์น่ะเองครับ โดยจะพายลอดผ่านสะพานสำคัญ หลายๆที่ครับ



อีกมุมของหอไอเฟล จะเห็น Genting Sky Venture ตั้งอยู่ใกล้ๆครับ โดยเจ้า Sky Venture นี่ถ้าใครอยากจะเล่น ต้องมาลงชื่อ ดูคิวก่อนนะครับ เพราะขนาดผมจะเล่นในวันถัดไป คิวยังเต็มเลย ที่จริงพนักงานบอกว่า มีการ booking เต็มตั้งแต่วันศุกร์ โดยส่วนมาก คนที่มาเล่นจะเป็นฝรั่งน่ะครับ สำหรับ Sky Venture ถือเป็นเครื่องเล่นที่เด่นที่สุดใน Indoor Theme Park เลยละครับ ถึงขนาดที่ว่า ตั้งตึกเปโตรนัสจำลองคู่กับเครื่องเล่นเลย ชาตินิยมไม่ใช่เล่นครับ 55

แต่ถ้าใครอยากเล่น Sky Venture ยังมีอีกที่หนึ่งที่มีเครื่องเล่นนี้ ก็คือที่ Sentosa ในสิงคโปร์ครับ (เพราะเจ้าของเดียวกันน่ะเอง)



ชิงช้าสวรรค์ Ferris Wheel (2) จะตั้งอยู่ใกล้ๆกับบริเวณเวนิซ ที่ขุดเป็นลำคลองน่ะครับ สำหรับมุมขวา จะเห็นเหมือนเลื่อนของซานตาครอส นั่นคือ Raindeer Cruiser (2) ที่จะวนอยู่รอบๆบริเวณเวนิซนี้ (เหมือน Rio Float แต่พื้นที่ที่ลอยไปจะแคบกว่านั่นเอง)





บริเวณที่ทำเป็นเวนิซจำลอง นอกจากนี้ยังมีสะพานชื่อดังต่างๆเชื่อมอยู่ด้วยครับ ผมว่าก็แปลกๆดี ทำเป็นเวนิซ แต่บางทีก็มีสะพานจีนเชื่อมเนี่ยนะ 55





อีกมุมมองด้านบนครับ เสาเขียวๆนี่เป็นเสาของเครื่องเล่น Euro Express (9) ที่เป็นรถไฟเหาะที่วิ่งไวขึ้นมานิดนึงครับ ก็ไมได้เสียวมาเท่าไหร่ครับ ยังเน้นว่าเหมาะกับเด็กๆครับ



นอกจากนี้ยังมีส่วนเสริมอีกครับ เช่น Ripley's Believe It or Not (เหมือนที่พัทยาของเราครับ ที่นี่ก็เป็นอีกสาขาหนึ่ง) ใครไม่เคยเข้าในไทย เข้าที่นี่ก็จะไม่เหมือนกันครับ เพราะเขาจะหมุนเวียนสิ่งจัดแสดงของ Ripley อยู่ตามสาขาต่างๆทั่วโลกอยู่แล้วครับ



The Haunted Adventure บ้านผีสิง ที่ต้องเสียเงินเพิ่มครับ



บริเวณทางขึ้นโรงภาพยนตร์ครับ (Locker จะมีอยู่ที่ใต้บันไดเลื่อนนี้) โรงหนังที่นี่จะมี 4 โรงครับ ก็เหมือนโรงหนังในบ้านเรา แต่ราคาค่าตั๋วจะถูกกว่าครับ วันที่ผมไป พอดีหนัง The Adjustment Bureau เข้าพอดี แล้วผมไปตอนที่หนังจะเข้า เลยตัดสินใจที่จะเข้าดูเลย ราคาค่าตั๋วแค่ 12 RM (120 บาท) ในขณะที่บ้านเรา บ้าไปกันใหญ่ ตั๋วหนัง 180 เข้าไปแล้ว แถมตั้งไปนั่งดูโฆษณาอีก 30กว่านาที แต่ที่นี่หนังตัวอย่าง+โฆษณาไม่ถึง 10 นาทีดีครับ ที่สำคัญ มีแถมถั่วด้วยอีก 1 ถุง (อันนี้น่าจะเป็นนโยบายของ genting มั้งครับที่แถมถั่ว ให้คนใช้บริการโรงหนังของเขา)





สำหรับคนที่ไม่อยากถือกระเป๋าให้หนัก หรืออยากเดินตัวปลิวสบายๆ ก็มี Locker ฝากของครับ ซึ่งจะอยู่ใต้บันไดเลื่อนทางขึ้นไปโรงภาพยนตร์ (บันไดเลื่อนจะอยู่ใกล้ๆกับรูปปั้นออสการ์) โดยมีให้เลือกฝากถึง 2 ขนาดครับ ค่าฝากมี 2 ราคาครับ คือ 5 และ 10 RM ฝากได้ 24ชม.

แต่สำหรับคนที่จะเข้าไปเล่นเครื่องเล่นใน Outdoor Theme Park แนะนำให้ไปใช้ locker ด้านนอกครับ ถูกกว่าที่นี่อีก T_T แค่ 3RM เอง (ผมพลาดมาแล้ว)





อีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของโลกครับ



สุดท้ายกลังจากดูหนังจบร่วม 4 ทุ่ม ผมก็มาเติมพลังด้วยอาหารมื้อแรกบนเก็นติ้ง หลังจากเดินสำรวจหลายๆร้านแล้ว ก็มาลงเอยที่ข้าวหน้าไก่คู่กับเกี๊ยว ที่ร้าน Only Mee ครับ set นี้ราคารวม 23.10 RM อิ่มจนตื้อเลยล่ะ แต่รสชาติก็ธรรมดาครับ จืดๆไม่เข้มข้นอย่างรสชาติบ้านเรา





สำหับวันแรกคงหมดเวลาแล้ว ขอตัวไปนอนเอาแรงก่อน ด้วยภาพหอนาฬิกา Big Ben ครับ



สรุปค่าใช้จ่ายสำหรับวันแรก

- กิน KFC ที่สนามบินรอเวลารถบัส 15 RM
- รถบัสจาก LCCT -> Genting 35 RM
- ดูหนัง 12 RM
- มื้อดึก@only mee 23.10 RM
- ค่าห้องพัก First World 108 RM

รวม 193.10 RM




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2554    
Last Update : 2 สิงหาคม 2554 23:33:06 น.
Counter : 19274 Pageviews.  


prapasawat
Location :
สระบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 37 คน [?]




Friends' blogs
[Add prapasawat's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.