Group Blog
 
All Blogs
 

สิงคโปร์ 44 ชม.#4 Yum Cha, Orchard, Little India

มื้อสายของวัน และก็นึกอยากทานติ่มซำขึ้นมา แถมร้าน Yum Cha นี่ก็อยู่เยื้องๆโรงแรมที่พัก เลยได้โอกาสมาลองทานซะเลยครับ



ตัวร้านจริงๆ อยู่บนชั้นสองนะครับ เดินขึ้นมาหน่อย ได้โต๊ะแล้ว



บรรยากาศในร้าน สะอาด สะอ้านดีมากๆครับ



ขบวนติ่มซำและเสี่ยวหลงเปาครับ





แต่ที่เด็ดคือ เจ้านี่ครับ ปูผัดพริกไทยดำ ตัวใหญ่มาก





ของหวานมีทีเด็ดตรงการจัดเสิร์ฟครับ ผมดูในเมนู ก็งงว่ามันคืออะไร ทั้งๆที่จริงเป็นสาคูเม็ดเล็กๆในน้ำกะทิมะม่วง แต่วางถ้วยขนมบน dry ice อีกที ทำให้เกิดควันน่ะครับ





สำหรับใครที่อยากมาทาน ยังมีช่วงเวลา buffet ให้บริการด้วยนะครับ



หลังจากทานอิ่มแล้วก็มา check out ก่อนจะฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อนครับ

อย่างที่เห็นนี่ ขนาดหลังบ้านใน chinatown ยังสะอาดสมชื่อเมืองแห่งความสะอาดอย่างสิงคโปร์จริงๆเลยครับ



แวะเดินเที่ยวห้างในระแวก Chinatown ครับ



และแล้วก็มาโผล่ที่



ถนนออร์ชาร์ด (Orchard road) เป็นย่านการค้าและแหล่งช๊อปปิ้งชื่อดังของสิงคโปร์ ในอดีตจะเป็นแหล่งสินค้าราคาถูกอย่างพวก สินค้าต่างประเทศ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีคุณภาพ ทำให้คนไทยเราแวะเวียนมาซื้อของกันเป็นประจำในสมัยก่อน แต่ตอนนี้ห้างสรรพสินค้าใหม่ๆ หรูหราระดับเวิร์ดคลาสที่มีสินค้าแบรด์เนมให้ซื้อหามากมาย

เมื่อขึ้นมาจาก MRT สถานี Orchard (NS22) จะเป็นห้าง Tang และที่ติดๆกันก็คือ Shaw House ชื่อที่นักดูหนังจีนกำลังภายในคุ้นเคยกันดีครับ ที่นี่ยังมีโรงภาพยนต์ไว้บริการด้วย



ห้าง ION อยู่ฝั่งตรงข้ามครับ ยังสร้างไม่เสร็จดีเลย แต่ก็เริ่มเปิดหลายๆส่วนแล้วครับ เห็ฯว่าเมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ทั้งโรงการแล้ว จะกลายเป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์เลยล่ะครับ



เดินเล่นไปเรื่อยๆ




สถานทูตไทย ก็ตั้งอยู่บน ถ.ออชาร์ด นี้เช่นกันครับ เลย Shaw House ไปนิดเดียวเอง เห็นสถานทูตแล้ว ทำให้คิดถึงเมืองไทยเลยแฮะ



ไอติมสไตล์สิงคโปร์ครับ เหมือนไอติมแซนวิชในบ้านเรา คือ จะให้เราเลือกรสไอติม แล้วเลือกว่า จะเอาขนมปังแบบไหนมาประกบ (แบบเวเฟอร์ หรือแบบขนมปังแซนวิช) ผมเลือกแบบเวเฟอร์ครับ ส่วนไอติมเป็นรสมินต์ อร่อยดีครับ ราคาก็ 1 เหรียญ







ผมไม่ได้เป็นคนที่มีเป้าหมายมา shopping อะไรเท่าไหร่ เลยเดินแค่สองสามห้างครับ ว่าแล้วก็ไปต่อกันที่ Little India



ผมเลือกลง MRT ที่สถานี Little India (NE7) ซึ่งถ้าคนที่อยากเดินชมย่าน Little India ก็ให้เริ่มลงที่ป้ายนี้ได้เลยครับ

แต่ว่าถ้าอยากจะไป shopping ที่ห้างมุสตาฟา ก็ให้ไปลงที่สถานี Ferrer Park (NE8) เลยจะใกล้ห้างนี้ที่สุดครับ

จาก NE7 เลี้ยวซ้ายมาเจอ ถนน Serangoon



ถึงแล้ว Little India ครับ ตั้งแต่ต้นทาง



วันที่ผมมานี่ (17 ต.ค.) มาหลังวันที่เขามีเทศกาลอะไรซักอย่างนึง มันจบเทศกาลไปวันที่ 16 พอดี เลยจะเห็นขยะ พวกเศษประทัดมากมาย ซึ่งแปลกตาเหมือนกัน ที่พบสภาพขยะเกลื่อนกลาดในสิงคโปร์อย่างนี้น่ะครับ



เดินตามถนน Serangoon road ไปเรื่อยๆ ทางซ้ายจะเจอ วัดศรีวีรมากาลีอัมมัน (Sri Veeramakaliamman Temple) เป็นวัดฮนดูที่สร้างโดยชาวเบงกอล เพื่อถวายแก่พระแม่กาลี



มัสยิดอันกูลเลีย (Masjid Angulia) เป็นมัสยิดชาวทมิฬแห่เดียวของสิงคโปร์ ที่ตั้งอยู่ถัดจาก วัดศรีวีรมากาลีอัมมัน ไปหน่อยครับ



เดินไปเรื่อยๆ จนถึง Serangoo Plaza แล้วด้านหลังของห้างนี้จะเป็น ห้างขวัญใจนักช๊อบชาวไทยอย่าง Mustafa center ครับ

เขาว่าร้านรับแลกเปลี่ยนเงินตราที่หน้าห้างมุสตาฟานี่ ให้เรตดีที่สุดในสิงคโปร์นะครับ ถ้าใครจะแลกเงินเยอะๆ แล้วคุ้มค่าเดินทาง หรือพักแถวนี้ก็ลองมาใช้บริการได้ครับ





เดินเข้ามาแล้ว เอ่อ.. ยังกะเจ้เล้งเลย ยอมรับว่าราคาถูกเหมือนกันครับ โดยเฉพาะพวกน้ำหอม และสินค้าจากอินเดีย





บรรยากาศหน้าห้าง ทางไป MRT สถานี Farrer Park (NE8) ที่อยู่สี่แยกของห้าง Serangoo Plaza เลย เพราะฉะนั้น ถ้าใครจะมาแวะ shopping มาลงสถานีนี้เลยใกล้กว่ามากๆครับ





ใกล้หมดเวลาแล้ว เราก็กลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรม เตรียมตัวกลับบ้านเรากันครับ

ไปสนามบินด้วย MRT ที่แสนถูก จาก Chinatown ไปชางฮีนี่ แค่ 2 เหรียญกว่าๆเอง (แถมคืนบัตรได้เงินคืนอีกนะ) ไม่รู้ว่า Airport link บ้านเรา จะราคาเท่าไหร่เนี่ย



อย่าลืมดูให้ดีว่า เครื่องจอดรอที่ Terminal ไหนนะครับ อย่าง Air Asia นี่ใช้ Terminal 1 ครับ





มารอรถไฟครับ



หอควบคุมทางอากาศนี่ พอถ่ายคู่กับรถไฟในสนามบิน เหมือนสวนสนุกเลยนะครับ



กับรถไฟ



check in กันดีกว่า อ้อ..ที่สนามบินชางฮียังไม่มี ตู้ Kios Check in อัตโนมัติ ของ Air Asia นะครับ ต้องไป check in ที่หน้าเคาเตอร์เท่านั้น



Flight Air Asia FD 3506 SIN 20.40 - BKK 22.05 17 ต.ค.52





มาถึงหน้า gate แล้วครับ ตามฟอร์มเลย คือ สายการบินต้นทุนต่ำจะต้องใช้ Gateที่ไกลมากๆๆๆ อย่าง Gate D47 นี่ก็สุด gate เลยนะครับ



bye bye merlion



มาถึงสยามประเทศแล้วครับ เครื่อง delay ไปหน่อย มาถึงสี่ทุ่มครึ่งได้ครับ



ถึงแม้ว่าจะมีเวลาเที่ยวที่ผมคิดว่าน้อยถึงน้อยมาก แต่ 44 ชม.ที่ผ่านมานี่ ก็สนุก มันส์ และก็เป็นอีก 1 trib ที่มาสิงคโปร์ได้ครบมากเลยนะเนี่ย..




 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2553 18:35:02 น.
Counter : 2600 Pageviews.  

สิงคโปร์ 44 ชม.#3 Marina Bay, City Tour

ช่วงหัวค่ำหลังเติมพลังมาหน่อย ก็เตรียมตัวไปเที่ยว City tour ครับ ไม่ใช่ว่า เวลามีน้อย เลยเลือกที่จะเที่ยวในยามค่ำคืน แต่เหตุผลหนึ่งก็เพราะว่า เดินเที่ยวในเมืองตอนค่ำเนี่ย ผมว่าน่าจะเย็นสบาย ไม่ต้องมาเดินเหงื่อแตกด้วยน่ะครับ แต่ที่ไหนได้ ไม่ต่างกับกลางวันเล๊ย... (เพียงแต่ไม่โดน UV)

มาดูแผนที่กันหน่อยครับ



ผมเลือกมาตั้งต้นที่ MRT สถานี Raffle Place (EW14/NS26) เพราะเห็นว่าจะเดินไป Merlion ใกล้ที่สุดครับ ก่อนที่จะเลือกเดินขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ



จาก สถานี Raffle place โผล่ออกมาตรงประตูไหนก็จำไม่ได้แล้วล่ะครับ



มองหาป้าย มือกางแผนที่ เพื่อจะเดินไป Merlion Park ครับ แต่ว่าเสียเวลา เดินวน หาทางข้ามถนน จนเหงื่อตกเลยล่ะครับ กว่าจะมาถึงเนี่ย



อย่างที่บอกตอนแรกครับว่า Merlion ในสิงคโปร์นี่ มีถึง 3 ตัวเลยทีเดียว คือ ตัวใหญ่ยักษ์ (The Merlion บนเกาะ sentosa) แล้วก็ตัวเล็กอีก 2 ตัวบน Merloin Park

เจ้า Merlion ตัวเล็ก จะหันหน้าเข้าเมือง พ่นน้ำปริบๆ อยู่ข้างหลังเจ้าตัวใหญ่ โดยเจ้าตัวนี้ สูงแค่ 2 เมตร หนัก 3 ตัน ทำจากซีเมนต์ Fundu ส่วนผิว ทำจากจานลายคราม ส่วนตาทำจากถ้วยชาสีแดง




สำหรับ Merlion ตัวใหญ่ ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของสิงคโปร์ (ใครไม่ได้มาถ่ายรูปกับเจ้าตัวนี้ เขาว่ามาไม่ถึงสิงคโปร์นา) เจ้าสิงโตทะเลทั้งสองตัว สร้างขึ้นโดย Lim Nang Seng ศิลปินที่มีชื่อเสียงของสิงคโปร์ในสมัยนั้น และได้รับการออกแบบโดย Fraser Brunner ครับ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1964 เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของคณะกรรมการส่งเสริมการท่องเที่ยวสิงคโปร์ แต่ไปๆมาๆ ก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศมาจนถึงปัจจุบันไปแล้ว





Esplanade หรือตึกทุเรียน ที่เราเรียกๆกัน เป็นโรงละคร และศูนย์กลางการแสดงศิลปะ ภายในโรงละครจะมี 2 ส่วนคือ Theatre 2,000 ที่นั่ง และ Concert Hall 1,600 ที่นั่ง นอกจากนี้ ยังมีห้องสมุดศิลปะ ลานกลางแจ้ง และ Esplanade Mall ศูนย์การค้าสำหรับนักช๊อปครับ

สำหรับคนที่จะมา Esplanade นั่ง MRT มาลงที่สถานี City Hall (EW13/NS25) แล้วเดินตรงไปทาง Raffles Avenue ก็จะเจอตึกทุเรียนทางขวามือครับ



Singapore Flyer เป็นชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูง 165 เมตร โดยการหมุนแต่ละรอบจะใชเวลาประมาณ 30 นาที ค่าขึ้นกระเช้า 29.50 เหรียญ (เด็ก 20.65 เหรียญ ผู้สูงอายุ 23.60 เหรียญ)

สำหรับคนที่อยากขึ้นกระเช้า ก็ลง MRT สถานี City Hall (EW13/NS25) แล้วใช้รถ Shuttle Bus ฟรีได้เลยครับ



เดินจาก Merlion Park ขึ้นมา เดี๋ยวเราจะเดินชมแถบ Boat Quay ก่อนครับ



โรงแรม The Fullerton ที่เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอคลาสสิก สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1928 แน่ะครับ แต่แรกเริ่มใช้เป็นที่ทำการไปรษณีย์มาก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นโรงแรมหรูหราอย่างในทุกวันนี้ครับ



ใกล้กับกับ โรงแรม The Fullerton จะมีสะพานข้ามแม่น้ำสิงคโปร์ที่สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1868 ที่ชื่อ Cavenagh Bridge ที่เคยใช้เป็นสะพานให้รถข้ามแม่น้ำสิงคโปร์ แต่ปัจจุบันใช้เป็นเพียงสะพานคนเดิน



รูปหล่อทองแดง เป็นรูปเด็กๆเล่นน้ำ ข้างโรงแรม The Fullerton หรือ People of the River เป็นศิลปะที่แสดงถึงวิถีชีวิตผู้คนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำในอดีตครับ



บรรยากาศยามค่ำคืนของ Boat Quay จะเห็นร้านอาหารและผับให้เลือก hank out มากมายครับ





เมื่อข้าม Cavenagh Bridge จะพบกับ Asian Civilisations Museum ที่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ให้ความรู้เหี่ยวกับวัฒนธรรมของคนเอเชีย บัตรเข้าชม 5 เหรียญ (เด็ก 2.50 เหรียญ)




รูปปั้นทองสำริดของ Sir Stamford Raffles (ผู้สถาปนาสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการค้าแห่งใหม่ สำหรับบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ) ด้านหน้า Victoria Theatre & Memorial Hall

Victoria Theatre & Memorial Hall เป็นโรงละคร รวมทั้งคอนเสิร์ต ละเป็นที่จัดแสดงของ วงออร์เคสตราของสิงคโปร์ด้วย ในส่วน Memorial Hall เป็นการต่อเติมอาคารเดิมเพื่อเป็นอนุสรณ์การสวรรคต ของราชินีวิคตอเรียครับ




อาคารศาลฎีกาหลังเก่าสไตล์โคโลเนียลที่สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1939 ปัจจุบันใช้เป็นห้องแสดงประวัติศาสตร์



รูปปั้นของ Sir Stamford Raffles ตรงข้างแม่น้ำสิงคโปร์ แสดงจุด Raffles Landing Site ที่ท่านมาเหยียบแผ่นดินสิงคโปร์ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 1819 อันหมายถึงนำความเปลี่ยนแปลง ความเจริญมาสู่เกาะสิงคโปร์



นั่งพักเหนื่อยข้างแม่น้ำสิงคโปร์ครับ



The Art House อาคารแสดงศิลปะ ดนตรี ที่ในอดีตเคยใช้เป็นอาคารรัฐสภา



รูปปั้นช้างที่ ร.5 พระราชทานเป็นที่ระลึก เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จเยือนสิงคโปร์ในปี ค.ศ.1871 อยู่หน้า The Art House






สนาม The Padang เป็นลานกิจกรรม (นึกถึงสนามหลวงบ้านเรา) ที่สำคัญก็คือเป็นลานแข่ง cricket ที่เป็นกีฬาประจำชาติของสิงคโปร์ครับ



เดินลัดเลาะ ถนน St.Andrew's มา ใต้ทางข้ามถนน Stamford จะเจอวัยรุ่นสิงคโปร์มาฝึกเต้น B-boy บ้าง หรือหัดเล่น skete board ไม่เหมือนบ้านเราที่คอยจะเป็นเด็กแว๊นกันนะครับ



พอขึ้นมาก็จะเจอ
ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงชาวสิงคโปร์ที่เสียชีวิตจากการยึดครองของญี่ปุ่น ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เสาทั้ง 4 ต้นนี้ยังเป็นสัญลักษณ์การรวมชนชาติทั้ง 4 ของสิงคโปร์อีกด้วย



จุดสุดท้ายที่จะไปก็
เราจะไปดูน้ำพุที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ เดินไกลหน่อย มุ่งไปทาง Raffles Boulevard



เมื่อเข้ามาในห้างแล้ว มองหาป้ายนี้เลยครับ อย่าแปลกใจที่เป็นการเดินลงชั้นใต้ดินนะครับ เพราะว่าเราจะเดินลงไปใต้ฐานของน้ำพุเลย แล้วมีประตู้กั้น ป้องกันละอองน้ำ (ที่รุนแรง) เข้ามาในตัวอาคาร



Fountain of Wealth น้ำพุแห่งโชคลาภ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (กินเนสส์บุ๊กปี 1997) สูงถึง 13.8 เมตร จะอยู่ตรงกลางของตึก Suntec City ทั้ง 5 ตึกพอดีครับ คล้ายนิ้วมือตามหลักฮวงจุ้ย






จะมีการจัดแสดงแสง สี เวลา 20.00, 20.30 และ 21.00 ของทุกวัน
และให้สัมผัสละอองน้ำ (เพื่อเป็นศิริมงคล) ได้ในเวลา 9.00-12.00, 14.00-18.00, 19.00-19.50 และ 21.30-22.00





ผมมาช่วงสามทุ่มกว่าพอดี เลยได้ทั้งชม และลงมาสัมผัสน้ำพุเลย

(กล้องแบตหมดพอดี เลยใช้มือถือถ่ายแทน คุณภาพของภาพอาจจะแย่หน่อยครับ)



ลงไปเดินวนลูบน้ำกันครับ



นั่ง MRT กลับมา Chinatown ครับ แวะทานอาหารบน Smith Street (ถนนนี้เคยเป็นย่านโคมแดง ก่อนจะกลายมาเป็นถนนอาหารยามค่ำคืน) ร้านที่นี่จะเปิดตอนค่ำๆ แล้วก็ปิดหรือของหมดตั้งแต่ 4-5 ทุ่มเลยครับ ไม่เหมือนบ้านเรา ที่ยังขายถึงดึกนะครับ ถ้าจะมาทาน คำนึงเรื่องเวลานึดนึง





หอยนางรมสดก็ทานกับเครื่องแปลกดีครับ สิ้มจี๊ดนี่ก็ให้กลิ่นหอมและรสเปรี้ยว เข้ากับหอยนางรมเหมือนกันนะเนี่ย




อีกเมนูเป็นกุ้งซอสมะขาม กับไข่เจียวครับ ได้ชิมแล้ว ไข่เจียวที่ไหน ก้ไม่อร่อยเท่าบ้านเราหรอกครับ





 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2553 18:34:46 น.
Counter : 2706 Pageviews.  

สิงคโปร์ 44 ชม.#2 Sentosa

สำหรับการไปเที่ยวยังเกาะ Sentosa เราต้องไปยังสถานี Harbour Front (NE1) ซึ่งด้านบนจะเป็นห้าง VivoCity ครับ



ก่อนจะขึ้นไปถึงชั้นบน มาเจอ Bread Talk เบเกอรี่สัญชาติสิงคโปร์ ที่ตอนนี้ขยายสาขามาถึงเมืองไทยแล้ว สำหรับผมก็ warm up ก่อนมาเที่ยวสิงคโปร์ ด้วยการไปชิมขนมปังหมูหยองรสเผ็ด ขนมขึ้นชื่อของทางร้านมาแล้วที่ siam paragon มาแล้วครับ 555



ขึ้นมายังชั้น 3 ครับ จะเจอที่จำหน่ายบัตร และศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของ Sentosa



ตอนนี้จะมีโปรโมชั่น Sentosa Choice Package ที่เป็นบัตรรวมเครื่องเล่น ในกลุ่ม Experience (เลือกได้ 3 อย่าง) + กลุ่ม Adventure (เลือกได้ 1 อย่าง) ในราคาเพียง 38.90 เหรียญ (เด็ก 26.90 เหรียญ) โปรนี้จนถึงมีนาคม 53 ครับ




สำหรับวิธีการข้ามเกาะ ที่สะดวก ก็จะเป็นการใช้รถไฟลอยฟ้า (ราคา 3 เหรียญ) ด้วยสถานี Sentosa station ใกล้ๆกับจุดซื้อตั๋วเลยครับ แต่ถ้าเราจะเข้าเกาะด้วยวิธีอื่น ก็ได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นรถส่วนตัวรถประจำทาง แต่ไม่ว่าจะข้ามเกาะไปทางไหน ก็ต้องเสียค่าข้ามเกาะ คนละ 2 เหรียญครับ

สำหรับอีกวิธีหนึ่ง ที่เป็นที่นิยม คือ การนั่ง cable car (กระเช้าลอยฟ้า) ข้ามเกาะ ซึ่งจะลอยบนทางที่ยาวประมาณ 1.6 กม. (สั้นกว่านองปิงที่ฮ่องกงมากๆครับ แต่ว่าที่นี่สร้างมาก่อน) ตอนนี้ปิดปรับปรุงครับ ราคากระเช้าไป-กลับ ก็ 12.90 เหรียญ (เด็ก 7.50 เหรียญ)

สำหรับผม ได้ซื้อตั๋ว Sentosa Choice Package ที่รวมรถไฟลอยเอาไว้แล้ว คุ้มครับ...คุ้ม




รถไฟมาแล้วครับ ขบวนสั้นมาก แค่ 3 โบกี้เอง คนอัดกันขึ้นเลยนะครับ



ไปกันเลย



Sentosa island

แต่เดิมเกาะ sentosa เป็นหมู่บ้านชาวประมง ที่ต่อมาเกิดโรคระบาดจนทำให้ชาวประมงล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงตั้งชื่อเกาะว่า เกาะแห่งความตาย (Balakang Mati, ภาษามลายู) ในช่วงสงครามล่าอาณานิคม เกาะ sentosa ยังเป็นป้อมปืนใหญ่ของกองทัพอังกฤษเพื่อปกป้องการโมตีจากทางน่านน้ำ จนเมื่อสิงคโปร์ได้รับเอกราช ทางรัฐบาลจึงพัฒนาเกาะที่มีเพียงชายหาดไว้พักผ่อน ให้กลายเป็น เกาะ Sentosa อันหมายถึง เกาะแห่งสันติภาพและความสงบ ปัจจุบัน sentosa ได้กลายมาเป็น Asian’s Favourite Playground





แผนที่คราวๆของ Sentosa ครับ (คลิกให้ขยายใหญ่ได้นะครับ)



สถานีรถไฟลอยฟ้าของ sentosa จะมีทั้งหมด 4 สถานีครับได้แก่ Sentosa station (อยู่บนห้าง VivoCity เป็นสถานีต้นทาง) – สถานี Resorts World (เป็นสถานีในอนาคต ยังไม่เปิดใช้ ชื่อก็อาจเปลี่ยนได้ครับ) – Imbiah station (สถานีที่รวมจุดน่าสนใจ เครื่องเล่นสนุกๆบนเกาะ) – Beach station (สถานีปลายทาง อยู่ใกล้ชายหาด)



สำหรับจุดแรก Imbiah Lookout เป็นจุดรวมเครื่องเล่นสนุกๆและสิ่งที่น่าสนใจในพื้นที่รวมกัน 10 สิ่ง ได้แก่ 1.The Merlion 2. Images of Singapore 3.Tiger Sky Tower 4.Butterfly park & Insect kingdom 5. Cable car 6.Sentosa 4D Magic 7.Sentosa CineBlast 8.Desperados 9.Extreme Log Ride! 10.Sentosa Luge & Skyride

The Merlion ค่าเข้าชม 8 เหรียญ (เด็ก 5 เหรียญ)

เจ้าสิงโตทะเลตัวใหญ่ยักษ์ ที่ตั้งเด่นบนเกาะ sentosa นี่ มีความสูงถึง 37 เมตรครับ เป็น 1 ใน 3 ของ merlion ในสิงคโปร์ (เป็นอีกภารกิจหนึ่งของผม คือ ต้องไปดูเจ้า merlion ให้ครบทั้ง 3 ตัว)




ก่อนเข้าไปชม เราจะได้รับเหรียญนำโชคคนละ 1 เหรียญ เอาไว้ใช้ตอนท้าย เมื่อเข้าไป จะเจอผู้บรรยาย แนะนำประวัติอย่างสังเขปของเกาะสิงคโปร์ และตำนานของ merlion ภายใน ก็จัดแต่งเรื่องตำนานสัตว์ประหลาดในทะเล มีภาพยนตร์สั้นๆให้ชมด้วย อากาศภายในเย็นสบายด้วยเครื่องปรับอากาศครับ



เมื่อดูภาพยนตร์สั้นจบ ออกมาจะเจอตู้สำหรับเอาเหรียญนำโชคที่ได้รับมาหยอดครับ เมื่อหยอดแล้วจะได้บัตร เอาไว้แลกของชำร่วยที่ร้านขายของที่ระลึกตรงทางออก



ก่อนกลับ ก็ขึ้นไปชมวิวด้านบนได้ครับ ขึ้นลิฟท์ไปเลย...

ตรงนี้เป็นชั้น 9 ครับ เห็นฟันเจ้าสิงโตทะเลไหมเอ่ย



ถ้ายังไม่จุใจ สามารถเดินขั้นไปชั้นบนสุด เพื่อชมวิวโดยรอบของเกาะ sentosa ได้ครับ

ที่เห็นยาวๆนั่นคือ Merlion Walk







อีกมุม เป็นสวนสนุกที่กำลังก่อสร้างครับ จากในแผนที่ เขียนว่าเป็น Resorts World จะเปิดปีหน้าครับ



ลงมาแลกของครับ ได้เป็นพัด (พัดอันละ 8 เหรียญ = เกือบ 200 บาท) เหมือนจ่ายตังค์มาซื้อของฝากเลยนะเนี่ยครับ แต่เห็นบางคนได้ไฟฉายเล็กๆ แก้วน้ำบ้าง อันนั้นผมว่าคุ้มค่ากว่านา



Merlion Walk เป็นทางเดินด้านหลังรูปปั้น Merlion ที่เป็นน้ำพุแบบโมเสกสีสันต่างๆมาประดับ บนทางเดินที่ยาว 120 เมตร นอกจากนี้ยังทำเป็นสัตว์ประหลาดหลายๆอย่าง ตามตำนานที่เราได้ชมใน The Merlion ตรงทางเดินนี้เหมาะกับการมาเติมความสดชื่นในยามบ่ายๆอย่างดีเลยล่ะครับ



Images of Singapore ค่าเข้าชม 10 เหรียญ (เด็ก 7 เหรียญ)

เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์สิงคโปร์ ที่แสดงเรื่องราวในอดีต จนถึงปัจจุบัน ผ่านเรื่องราวของหุ่นขี้ผึ้ง โมเดลจำลอง ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญถ้าอยากจะรู้จักสิงคโปร์ให้ลึกซึ้งครับ



Tiger Sky Tower ค่าเข้า 12 เหรียญ (เด็ก 8 เหรียญ)

ด้านตรงข้ามของ Imgages of Singapore จะเป็นหอคอยชมวิวที่มีความสูง 110 เมตร เป็นแคปซูลที่ยังสามารถหมุนได้ 360 องศา โดยจะเคลื่อนตัวขึ้นไปเรื่อยๆ และลงมา ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีได้ครับ



ขึ้นมาแล้ว up up up



วิวจากด้านบนครับ ที่เห็นเกาะเล็กๆนั่น 3 เกาะ คือ Siloso beach



ไปดูหนังกันครับ ในกลุ่มนี้จะมีให้เลือกชมอยู่ 4 อย่าง คือ Sentosa 4D Magic (หนัง 4 มิติ ตอนที่ผมไปดูเป็นเรื่อง Pirates), Sentosa CineBlast (นั่งรถไฟเหาะเสมือนจริง ผ่านจอ wide screen), Desperados (ยิงปืนในอเมริกาตะวันตก)และ Extreme Log Ride! (นั่งล่องแก่งจำลอง)






สำหรับผมที่ซื้อ package จะได้ชม Sentosa 4D Magic ปกติค่าบัตรชม 18 เหรียญ (เด็ก 11 เหรียญ) แต่ถ้าอยากชมทั้งหมดก็ได้นะครับ มี package พิเศษด้วย แต่ว่าผมจำราคาไม่ได้น่ะครับ



สำหรับสิ่งอื่นๆในโซน Imbiah Lookout ก็จะมี

Butterfly park & Insect kingdom ค่าเข้าชม 10 เหรียญ (เด็ก 6 เหรียญ) เป็นสวนผีเสื้อ และแมลง โดยจะมีส่วนจัดแสดงแบบการสะสมแมลงในอาคารด้วยครับ

Sentosa Luge & Skyride ค่าเล่นรอบละ 10 เหรียญ เป็น Luge ที่ให้เรานั่งลงมาจากทางลาดชัน ก่อนจะนั่งกระเช้าห้อยขาขึ้นมาเล่นใหม่ได้ครับ



สถานีต่อไปเป็น Beach station

เมื่อลงมาจะเจอการก่อสร้าง เครื่องเล่นใหม่ครับ นั่นคือ iFly






Songs of the Sea แสดงวันละ 2 รอบ คือ 19.40 และ 20.40 บัตรชมคนละ 10 เหรียญ

เป็นการแสดงแสงสีเสียง ริมชายฝั่ง อันตระการตา เสียดายที่ผมไม่ได้ดูครับ เพราะมีแผนเที่ยวในเมืองตอนค่ำ



เลยได้แต่เพียงเก็บรรยากาศในช่วงกลางวันมาฝากครับ





Gogreen Segway® Eco Ride ฝึกสอนและเล่นในสวน 12 เหรียญ (38 เหรียญ สำหรับทัวร์ออกไปข้างนอกพื้นที่ฝึกสอน)

เป็นเครื่องเล่นที่สนุกอีกอย่างครับ แนะนำว่าไม่น่าพลาด เล่นจนอยากมีไว้ที่บ้านซักเครื่องเลยครับ



ขี่ก็ไม่ยากนะครับ เหมือนเราหัดขี่จักรยานน่ะแหละครับ





แต่ก่อนเกาะ sentosa จะเป็นเพียงชายหาด ให้คนมาพักผ่อน เหมือนเป็นเมืองตากอากาศในบ้านเรา ซึ่งในปัจจุบันทั้ง 3 หาดนี้ก็มีการพัฒนาปรับปรุงไปมากแล้วล่ะครับ ทั้ง 3 หาดนี่ก็คือ

- Siloso beach เป็นหาดทางตะวันตก จุดเด่นที่เห็นก็คือ เกาะเล็กๆ 3 เกาะ จากภาพถ่ายของผมบน Sky Tower น่ะครับ ส่วนที่สำคัญของหาดนี้ ก็จะเป็น เขตป้อมปืนใหญ่ (Fort Siloso) ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสามารถซื้อทัวร์มาเข้าชมได้ในราคา 8 เหรียญ (เด็ก 5 เหรียญ)

อีกจุดที่น่าสนใจ ใกล้หาด silosa ไปทางเหนือ ก็คือ Underwater World ที่มีสะพานปลาใต้น้ำยาว 83 เมตร และสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลกว่า 2,500 ชนิดครับ ค่าเข้าชม 22.90 เหรียญ (เด็ก 14.60 เหรียญ)

- Tanjong beach เป็นหาดทางตะวันออกของเกาะ ที่สงบ และอยู่ห่างออกไปค่อนข้างไกล จึงมี Golf club และ resorts เพื่อการพักผ่อนครับ

- Palawan beach เป็นหาดตรงกลางของเกาะ ที่มีสีสัน เพราะมีการใช้เป็นสถานที่จัดงานเรื่อยๆทั้งปี ไว้ว่าจะปาร์ตี้ หรือการแสดงดนตรี อย่างวันที่ผมไป ก็มีการอัดรายการเกมส์โชว์ทีวี

ระหว่างสถานีรถไฟลอยฟ้า ไปทาง Palawan beach จะมี Animal & Bird Encounters เป็นลานการแสดงนก ลิง และสัตว์แสนรู้อื่นๆ อันนี้ชมฟรีนะครับ ถ้าอยากแวะไปชมอย่าลืมเช็ครอบการแสดงด้วยนะครับ


เดินไปหาด palawan กันครับ





อีกสิ่งที่เด่นคือจุดชมวิวเล็กๆ ที่ถือว่าเป็น จุดใต้สุดของทวีปเอเชีย (The Southernmost Point of Asia Continental)



ต้องข้ามสะพานไป (สะพานนี้ ยังใช้ถ่ายโฆษณาของ JetStar ด้วยนา..)



อีกมุมครับ



นั่ง ณ จุดใต้สุดของทวีปเอเชีย (The Southernmost Point of Asia Continental) ครับ

สำหรับ เกาะ Sentosa แล้ว ผมว่าสโลแกนของเขาก็ตรงนะครับที่ว่าเป็น Asian’s Favourite Playground เพราะ เหมือนสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ ยังไม่ได้มีเครื่องเล่นมาก จนสามารถยกตัวขึ้นเป็น สวนสนุก ได้ แม้จะมีการก่อสร้าง (เท่าที่มองเห็น) ก็คือ รถไฟเหาะ แต่ก็ยังไม่มากขึ้นพอ ที่จะไปเทียบกับสวนสนุกในบ้านเราครับ แต่ในอนาคตก็ไม่แน่นะครับ เพราะพื้นที่ของเกาะ ยังสามารถพัฒนาไปได้อีก

สำหรับคนที่จะแวะมาที่เกาะ sentosa ท่าทางจะหาทางประหยัดได้น้อยครับ เพราะแต่จะสิ่ง แต่ละจุด ล้วมแต่ดูดเงินในกระเป๋าไปได้ทั้งนั้น เรียกว่า เสียตั้งแต่ค่าข้ามเกาะมาแล้ว

แต่ถ้าใครที่แค่อยากแวะมาเที่ยวบนเกาะ อาจจะแวะถ่ายรูปบริเวณเจ้า Merlion ยักษ์ และด้านหลังที่เป็น Merlion walk กับเดินเล่นตามชายหาดทั้งสาม ก็ถือว่ามาถึง sentosa แล้วล่ะครับ



ช่วงเย็น กลับมาเติมพลังที่ Chinatown complex เช่นเดิมครับ เพราะจะกลับไปพักเติมความสดชื่นที่โรงแรมซะหน่อย



มองเห็นเจ้านี่ แบบว่าเหมือนสุกี้บ้านเราเลย คือให้ เราเลือกพวกเนื้อสัตว์ต่างๆที่ชอบ เลือกซุป (จะทานแบบแห้งก็ได้) แล้วก็เส้น ก่อนที่ทางร้านจะไปปรุงให้อีกที แต่รสชาติก็ไม่ได้จัดจ้านอย่างบ้านเราครับ



เดี๋ยวเราจะไปเดินเล่นในเมืองกันครับ




 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2553 18:34:31 น.
Counter : 1927 Pageviews.  

สิงคโปร์ 44 ชม.#1 The INN, Chinatown, Ya Kun Kaya Toast

trip สิงคโปร์ของผมคราวนี้ ก็เริ่มจาก โปร 0 บาทของ Air Asia อีกเช่นเคย ที่เปิดจองกันตั้งแต่ 13 พ.ย.ปีที่แล้วแน่ะ (มาปีนี้ ก็ปล่อยโปร 0 บาทช่วงวงรอบใกล้ๆปีที่แล้วเลยครับ) แต่กว่าจะบิน ก็เมื่อตุลาที่ผ่านมานี่เอง (เรียกว่าจองซื้อกันข้ามปีโดยแท้)



ไป-กลับ คนละ 1,775 บาทครับ จากกำหนดเดิมที่ผมกะจะเที่ยว 4 วัน 3 คืน(14-17 ตค.52) แต่แล้วก็มีเหตุสุดวิสัย เนื่องจาก ที่ทำงานของผม ได้ส่งผมมาเรียนที่ กทม. เป็นเวลาเกือบ 3 เดือน ที่สำคัญ วันเปิดหลักสูตร ดันเป็นวันเดียวกับ วันที่วางแผนจะไปสิงคโปร์เลยนะ (14 ต.ค.) นี่ล่ะครับ ผลจากการซื้อตั๋วข้ามปีโดยแท้เลยล่ะครับ เพราะเราจะไม่รู้ว่าวในอนาคตนี่จะมีอะไร อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นครับ

ผมเลยต้องเปลี่ยนแผน การเที่ยวของตัวผมเอง โดยขอลากิจหนึ่งวันในวันศุกร์แทน (แต่ว่าให้ไกด์ส่วนตัวเดินทางไปก่อนตามกำหนดเดิม จะได้ไม่เสียตั๋ว) เป็นอันว่า จาก แผนเที่ยว 4 วัน 3 คืนของผม กลายเป็น 2 วัน 1 คืน ไปซะนี่ ที่สำตัญ ถ้านับเวลาจริงๆ ผมมีเวลาอยู่ในสิงคโปร์ แค่ประมาณ 44 ชม.เองน่ะครับ อย่างกับแวะเปลี่ยนเครื่องเลยแฮะ



ยังโชคดี ที่ได้ตั๋วเครื่องบินของ Jet ในราคาที่ ok เพราะซื้อแค่อาทิตย์กว่าๆเองครับ

สรุปว่าค่าตั๋วไป-กลับ 2 คน คนแรก ไม่มีปัญหา สามารถไปตามกำหนดเดิมได้ ก็ 1,775 บาท
แต่ของผม ขาไป ซื้อ Jet 2,150 บาท + Air Asia 1,075 บาท (ขอคืนภาษีสนามบินมาได้ 700 ครับ) รวม 3,225 บาท

ค่าเดินทาง 2 คน 5,000 พอดีเลยครับ

มารู้จักสิงคโปร์กันหน่อยครับ



สิงคโปร์เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ปลายสุดแหลมมลายู เป็นสถานพักสินค้าของพ่อค้าทั่วโลก เดิมชื่อว่า เทมาเส็ก (ทูมาสิค)

สำหรับประวัติศาสตร์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้มีเจ้าผู้ครองนครปาเล็มบังเดินทางแสวงหาดินแดนใหม่เพื่อสร้างเมือง แต่เรือก็อับปางลง พระองค์ได้ว่ายน้ำขึ้นฝั่ง แล้วก็เห็นสัตว์ชนิดหนึ่งมีรูปร่างลำตัวสีแดงหัวดำหัวคล้ายสิงโตหน้าอกขาว พระองค์จึงถามคนติดตามว่า สัตว์ตัวนั้นคืออะไรคนติดตามก็ตอบว่ามันคือ สิงโต พระองค์จึงเปลี่ยนชื่อเทมาเส็กเสียใหม่ว่า สิงหปุระ ต่อมาสิงหปุระก็ได้ตกเป็นของสุลต่านแห่งมะละกา (ที่มาของ Merlion)

ในยุคอาณานิคมของอังกฤษ ประมาณปี ค.ศ. 1817 อังกฤษได้ส่งเซอร์ โทมัส แสตมฟอร์ด บิงก์เลย์ แรฟเฟิลส์ มาสำรวจดินแดนแถบสิงคโปร์ ตอนนั้นสิงคโปร์ยังมีสุลต่านปกครองอยู่ แรฟเฟิลส์ได้ตกลงกับสุลต่านว่า จะตั้งสถานีการค้าของอังกฤษที่นี่ แต่สุดท้ายอังกฤษก็ยึดสิงคโปร์ไว้เป็นเมืองขึ้นได้สำเร็จ

ต่อมาเมื่อสิงคโปร์เห็นมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ สิงคโปร์จึงรีบขอรวมชาติเข้ากับมลายาทันที เพื่อจะได้ไม่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษอีก แต่สิงคโปร์ก็ไม่พอใจกับมาเลเซียมากนักเพราะมีการเหยียดชนชาติกัน ทำให้พรรคกิจประชาชนของสิงคโปร์ประกาศให้สิงคโปร์เป็นเอกราชตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1965 เป็นต้นมา





พล่ามประวัติศาสตร์ มาพอแล้ว สงสัยจะอยากเที่ยวกันแล้วมั้งครับ ไปกันดีกว่า

Flight JetStar 3K514 BKK 21.15 14 ตค.52 - SIN 00.30 15 ตค.52

ผมเลิกเรียนเย็นวันพฤหัสตอนสี่โมง (ลากิจวันศุกร์หนึ่งวัน) ก็รีบบึงรถมาสุวรรณภูมิเลยล่ะครับ แถมมาถึงไวกว่าที่คิดเยอะมากๆๆ (ถึงตั้งแต่ 5 โมง แต่บินสามทุ่ม) ก็เอารถมาจอดที่สุวรรณภูมิเลยครับ เพราะคำนวณแล้ว พอๆกับค่า taxi ไป-กลับ เลยเอารถมาจอดซะเอง



ไป check in ตั้งแต่พนักงานเริ่มเปิดเคาเตอร์เลยครับ ยังไม่รู้ Gate เลยซะด้วยซ้ำ ตอน check in มีปัญหาซะอีก คือ พนักงานแปลกใจ ว่าทำไมผมมีตั๋วขาไป ขาเดียว ไม่ได้ซื้อขากลับ ผมเลยบอกว่ามีขากลับของ Air Asia พนักงานเลยบอกว่า ผู้ชาย คงไม่เป็นอะไรมั้ง ..ตกลงว่า นี่ผมเหมือนคนไปค้าแรงงานมากเหรอเนี่ย



มีเวลารอเครื่องมากโขอย่างนี้ King Power Lounge คือที่พึ่งครับ ผมไปนั่งไหล จนเกือบเหมือนนอนในเลาจน์เลย ก็เหนื่อยจากการเรียน และเดินทางมานี่นาน้ำก็ยังไม่ได้อาบเลย ถอดเครื่องแบบเปลี่ยนเสื้อก็มาเลย ทำยังกะว่า ไปเที่ยว ตจว.วันสองวันเลยนะ




ไปขึ้นเครื่องกันครับ

มาตั้งจุดตรวจหลังผ่าน ตม. ทำให้กินพื้นที่ด้านหน้าและบังนารายณ์กวนสมุทรไปไม่น้อยเลยนะครับ แต่ก็ดี ที่ทำให้ไม่ต้องไปตรวจวุ่นวาย เสียเวลาหน้า Gate อีก ผมว่าอันนี้เป็นข้อดีมากกว่าครับ



จาก King Power Lounge คองคอร์ด A มา คองคอร์ด F นี่ คนละมุมเลยนา.. สายการบินต้นทุนต่ำนี่ มีแต่ Gate ไกลๆเลยแฮะ



ใช้เครื่อง Airbus 320 รุ่นเดียวกับ Air Asia เลยครับ (อารมณ์ประมาณว่านั่งหางแดงแต่เปลี่ยนแค่เครื่องแบบของแอร์เลยนะเนี่ย 555)

นั่งซักพัก ไม่เห็นเครื่องออกซักที ทั้งๆที่ได้เวลาแล้ว กัปตันก็ประกาศขอโทษเพราะ คิวเครื่องขึ้นบิน เยอะมาก ต้องรอคิวซักพัก ทำให้ late (มานั่งบนเครื่องแล้วนี่ จะเรียก delay ได้อย่างไร) ไปประมาณครึ่ง ชม.ได้ครับ



สนามบินชางฮีก่อนตี 1



มาดึกอย่างนี้ รถไฟหมดไปตั้งแต่เที่ยงคืนแล้วล่ะครับ เลยต้องอาศัยวิธีเดินทางเข้าเมืองวิธีอื่น แต่เอาราคาค่าโดยสารเช้าเมืองมาฝากครับ



เลยออกมาเรียก taxi ครับ



จุดหมายคือ Temple Street บน China Town เพราะผมเลือกพักที่ The INN ครับ เดี๋ยวจะ review ห้องให้ชม



มา hank out ก่อนนอนนิดนึง ด้วย welcome dring ครับ เลยเลือก Singapore Sling ให้สมกับที่มาสิงคโปร์



Singapore Sling
30ml Gin
15 ml Cherry Brandy
120 ml Pineapple Juice
15 ml Lime Juice
7.5 ml Cointreau
7.5 ml Dom Benedictine
10 ml Grenadine
A Dash of Angostura Bitters
Garnish: Cherry and slice of pineapple
Shake with ice. Strain into an ice filled Collins glass

ก่อนจะเข้าที่พัก ผมเลือก The INN at Temple Street ครับ





ทำเลค่อนข้างดี ใกล้ MRT เพราะอยู่ใน Chinatown ครับ จะอยู่หลังห้าง Lucky Chinatown แล้วให้มองหา McDonald จะเจอถนน temple street ครับ เดินเข้าไปเล็กน้อย ผ่าน 7-11 ไปหน่อย ตัวโรงแรมจะอยู่ฝั่งเดียวกับ McDonald ครับ



หน้าโรงแรมดูเก่าๆ เมื่อเข้ามาก็ดูขลังๆ แต่ห้องสะอาดและใหม่ พรมก็ยังสะอาดครับ






ห้องก็ไม่ใหญ่โตอะไร สไตล์โฮสเทลครับ เห็นอย่างนี้ คิดว่าเก่า แต่ก็สะอาด ไม่มีกลิ่นพรมเก่าๆเลยนะครับ



เตียงขนาดประมาณ Queen size ครับ



มีตู้เย็นเครื่องเล็ก ซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้านะครับ



ห้องน้ำ มีสบู่ก้อนเล็กๆ แชมพู แล้วก็ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ 2 ผืนครับ (ไม่ต้องพกผ้าเช็ดตัวมาเองนะ)





บรรยากาศด้านนอก จากหน้าต่างของห้องครับ (ห้องพักไม่มีระเบียงนะครับ) ตรงข้ามโรงแรมทางซ้ายในรูปนั่น เป็นร้านอาหารมังสวิรัตครับ



Chinatown ยามเช้าครับ



มื้อเช้าวันนี้ เราต้องเริ่มด้วย อาหารขึ้นชื่ออย่างนึงของสิงคโปร์ คือ Kaya Toast ที่ร้าน Ya Kun Kaya Toast ซึ่งก็ไม่ไกลจากที่พัก (บน Temple street เท่าไหร่ครับ)

ผมตั้งต้นจาก Temple Street เดินไปทาง South Bridge road (เดินไปทางอีกด้าน ไม่ได้ไปทาง McDonald ของหัวถนนน่ะครับ) บนนถนน South Bridge road นี่จะเจอวัดศรีมาริอัมมันทางซ้ายมือก่อน ถัดมาอีกนิดจะเป็น มัสยิดจาเมชูเลีย แล้วเลี้ยวขวาบนถนน Cross street ได้เลยครับ ก่อนจะมองหาร้านทางซ้าย



ร้านหาไม่ยากครับอยู่หน้า Far East Square บนถนน cross street





เมนูก็พวก ขนมปังปิ้ง สังขยา (สูตรพิเศษที่ลับเฉพาะที่นี่) แล้วก็ ไข่ลวก กาแฟครับ เมนูมีภาษาไทยซะด้วยนา





มาแล้วครับ เติมพลังในยามเช้าซะหน่อย ที่จริง เขาให้เอาขนมปังปิ้งนี่ ไปจิ้มไข่ลวกได้เลยนะครับ ราคาจำไม่แม่นครับ ชุดละประมาณ 4-5 เหรียญสิงคโปร์ได้ครับ



อร่อย (รึหิว) จนต้องเพิ่มอีกชุด



เดินกลับทางเดิมครับ ก็จะเจอกับ มัสยิดจาเมชูเลีย (Jamae Chulia Mosque) เป็นมัสยิดที่สร้างโดยมุสลิมทมิฬที่ชื่อชูเลียครับ ประตูที่เห็นนี่เป็นสถาปัตยกรรมแบบอินเดียใต้



วัดศรีมาริอัมมัน (Sri Mariamman Temple)

เป็นวัดฮินดูที่เก่าแก่ที่สุในสิงคโปร์ครับ แต่เดิมเป็นวัดที่สร้างด้วยไม้เพื่ออุทิศให้กับพระศรีมาริอัมมัน หรือพระแม่อุมาเทวี แต่ได้เปลี่ยนเป็นอิฐแทนในปัจจุบัน ตรงประตูทางเข้า (ที่เห็นพลาสติกเขียวคลุมเพื่อซ่อมแซมนี่) จะประกอบด้วยรูปแกะสลักเทวดาเป็นจำนวนมากน่ะครับ



Buddha Tooth Relic Temple & Museum จะอยู่ตรงข้าม ตลาดสด+ศูนย์อาหารที่เหมือนตลาดสดสมัยใหม่บ้านเรา ชื่อ Chinatown Complex เลยครับ




Buddha Tooth Relic Temple & Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมพระพุทธรูปองค์สำคัญ และเรื่องราวของพระพุทธศาสนาให้ชม มี่ทั้งหมด 4 ชั้น แต่ถ้าจะเข้าชม ต้องแต่งตัวเรียบร้อยนิดนึงนะครับ
(โดยเฉพาะคุณสุภาพสตรีที่นุ่งสั้น จะมีผ้าเหมือนผ้าถุง แบบที่วัดพระแก้วบ้านเรา มีให้ไว้บริการตรงทางเข้าครับ)




มื้อเที่ยงเลยทานอะไรง่ายๆที่ศูนย์อาหารบน Chinatown complex ใกล้ๆกันครับ



ข้าวมันไก่ก็ประมาณ 3 เหรียญ ราคาพอๆกับกินที่ศูนย์อาหารของ siam paragon เลยนะ แต่ว่าปริมาณนี่ มากคุ้มราคาครับ ปริมาณอาหารก็เยอะมากสไตล์คนจีนครับ



ทานสองคนนะครับ 555



ก่อนจะเริ่มออกเดินทางไป Sentosa ครับ



สำหรับการเดินทางในสิงคโปร์ ผมไม่ได้ใช้บัตร ez-link นะครับ เพราะเห็นว่า ซื้อตั๋วเดินทางเองถูกกว่ามากๆ เพียงแต่อาจจะลำบากเรื่องหาเหรียญหน่อย อย่างไป sentosa นี่ก็ไม่ถึง 2 เหรียญ

แล้วเห็นว่าบัตร Tourist Pass ก็ไม่คุ้มครับ เพราะต้องจ่ายวันละ 8 เหรียญ (ยังไม่รวมมัดจำบัตรอีก 10 เหรียญ) ถ้ามีจุดหมายการท่องเที่ยวแล้ว บัตรพวกนี้ ก็ไม่จำเป็นเท่าไหร่ครับ เลยกดบัตรเป็น standard ticket เอาแทน




standard ticket นี่ราคาค่าตั๋วจะรวมค่ามัดจำตั๋วทีละ 1 เหรียญด้วยนะครับ หลังใช้แล้ว เอามาคืนตั๋วที่ตู้อัตโนมัติ ก็จะได้เงินคืนครับ สะสมไว้เยอะๆแล้วมาแลกรวมทีเดียวก็ได้ครับ



โรงแรมที่พักครับ หาไม่ยาก ดูแผนที่เอาก็ได้



บรรยากาศในรถไฟฟ้าครับ ก็ไม่ต่างจากบ้านเราเท่าไหร่ นอกจากถูกกว่า (มั้ง??) กับสถานีที่เยอะกว่า ไปได้เกือบทุกจุดในสิงคโปร์ ที่สำคัญ ยังมีที่นั่งสำรองสำหรับผู้สูงอายุด้วยครับ เวลานั่งก็อย่าลืมมองด้วยนะครับ ว่ามีคนต้องการที่นั่ง (ผู้ชรา เด็ก) มากกว่าเรารึเปล่า





 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2553 18:34:11 น.
Counter : 1782 Pageviews.  


prapasawat
Location :
สระบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 37 คน [?]




Friends' blogs
[Add prapasawat's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.