Flowers are everywhere, you just have to look for them...Welcome to Spring...

Autumn-Winter...Lonely season

เหลืออีกสองชั่วโมงก่อนสอบ...

ไม่ได้เตรียมพร้อมอะไรมากมายเลย เพียงแต่ไม่สามารถทนอ่านอะไรได้อีกต่อไป รู้สึกว่าต้องเขียนอะไรสักอย่าง เพื่อเอาความอึดอัดและเจ็บปวดในใจออกไป...

การเรียนปริญญาเอกมีต้นทุนมากมาย ทั้งเสียเงิน เสียเวลา เสียความรื่นเริงในชีวิต ต้องจากบ้าน ต้องเสี่ยงกับหลายอย่างที่เป็นประสบการณ์ครั้งแรก

วันนี้...
เราเสียความรัก..
เราทำลายมันด้วยตัวเราเอง ทำร้ายคนที่บอกว่ารักเราและห่วงใยเราเสมอ...
ใครจะรู้บ้าง.. การต้องทำร้ายคนที่รักเรา มันก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน...

ชีวิตนักเรียนปริญญาเอกเป็นอย่างนี้นี่เอง ไม่ควรต้องมีใครมาแบกรับความเครียด ความเพี้ยน ความผิดปกติของชีวิตและอารมณ์ ไม่ควรมีใครต้องมารับผิดชอบกับอารมณ์ที่ว่างเปล่า...ไม่นึกถึงใคร ..มันไม่ยุติธรรมสำหรับเขาอย่างยิ่ง...

เมื่อวานไปดูคอนเสิร์ทแจ๊ส...มี Flute Solo ในเพลงหวานเพลงหนึ่ง...ใจหาย..เมื่อนึกว่า เขาต้องชอบมาก ๆ ตามประสานักดนตรีคลาสสิค...แต่หันไปมองรอบกายแล้ว ว่าง..โล่ง.. คนเต็ม Hall แต่เราไม่มีเขาอีกต่อไป..

เราอยู่ในห้องสมุด...มองออกไปจากหน้าต่างบานกว้าง ต้นไม้รอบกายเหมือนจะเข้าใจ...ร่วมเฉลิมฉลองการลาจาก ด้วยการทิ้งใบออกจากต้นจนเกลี้ยง บางต้นก็เหลือแต่สีน้ำตาล แห้ง เฉา... รอหิมะมาห่ม...
เรารู้...ไม่อุ่น แต่จะหนาวจับใจกว่านี้..




 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2551 5:36:26 น.
Counter : 369 Pageviews.  

First snow in October

กลับมาเขียนบล็อกอีกครั้ง
นับว่าเป็นความกล้าหาญมากที่กล้าอัพบล็อกในช่วงของการสอบมิดเทอม แต่ไม่ไหวแล้วจริง ๆ ค่ะ เหนื่อย เพลีย และเครียด ก็เลยต้องหาทางระบายความเครียดด้วยการเขียนถึงมุมสวยงามของชีวิตบ้าง

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ตื่นเช้ามาด้วยความหนาว นอนต่อไม่ได้แล้ว เปิดหน้าต่างออกไป อ้อ.. ฝนตก
นั่งมองฝนอยู่นาน เพราะขี้เกียจเริ่มต้นอ่านหนังสือ มองออกไปนอกหน้าต่าง ไร้จุดหมาย..คิดถึงเมืองไทยจัง

และแล้วเม็ดฝนก็กลายเป็นเกล็ดหิมะขาว ๆ ฟู ๆ ปลิวคว้าง..
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เราเห็นหิมะ
อ้าปากค้างเลยค่ะ วิ่งออกไปถ่ายรูปอย่างกะเด็ก ๆ
หลังจากนั้น หิมะก็ตกทั้งคืน ตื่นมาตอนเช้า เปิดหน้าต่างออกไปดู
เหมือนภาพที่เคยเห็นในการ์ดอวยพรเลย
ต้นสนเขียว ๆ ตัดกับหิมะขาว ๆ หลังคาอพาร์ทเม้นท์เรา มีผ้าห่มสีขาวฟู ๆ คลุมอยู่
แต่น่าสงสารต้นไม้เล็ก ๆ และดอกไม้ที่ถูกหิมะขาวฟูทับถมจนเอียงและช้ำ
คงจะหนักน่าดูเลย แต่ไม่ช้าคงละลาย แล้วน้อง ๆ เล็ก ๆ คงมีโอกาสกลับมาโชว์ความงามอีกครั้ง

ทุกสิ่งรอบตัวกำลังเปลี่ยนสีค่ะ ทั้งต้นไม้ที่กลายเป็นสีเหลืองๆ แดง ๆ ดอกไม้ ภูเขาหลังอพาร์ทเม้นท์ และผู้คนที่เดินไปมาเริ่มเปลี่ยนสีเสื้อผ้าเป็นสีเข้มขึ้น แต่ดูสวยเก๋ขึ้นมาก

เราเอง ก็ยืนมองความงามเหล่านี้ด้วยสายตาชื่นชม และจดจำ
เป็นมุม ๆ หนึ่งที่ใช้พักสายตาจากความเหนื่อยล้าได้ดีมากเลยค่ะ

แต่ตอนนี้ ต้องกลับไปอ่านหนังสือแล้ว




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2551    
Last Update : 18 ตุลาคม 2551 15:22:06 น.
Counter : 527 Pageviews.  

แม้จะพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง...แต่เราก็เป็นเพื่อนสนิทกันได้

แป๊บเดียว
ผ่านมาเกือบสามเดือนแล้ว เดือนนี้ต้องสอบมิดเทอมแล้วเหรอเนี่ยเรา..

ชีวิตนักเรียน เป็นไปตามคาด ไม่มีเวลาคิดถึงบ้านอย่างรุนแรงอีกต่อไป
ชีวิตทุกวันนี้ เหมือนแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ พรุ่งนี้สอบ มะรืนส่งการบ้าน อีกวันส่ง paper อีกวัน discussion
ตอนนี้เป็นยิ่งกว่าแพนด้า (แรคคูณ??) นอนได้วันละ 3-4 ชั่วโมง

ความรู้สึกแรกของวันแรกที่มีคลาส เราคิดว่า ทุกคนที่นี่คงต่างคนต่างเรียน
ไม่มีใครสนใจใครหรอก เราเองพอคิดอย่างนั้น ก็ไม่ได้สนใจใคร
แต่พอเริ่มเรียนไปเรื่อย ๆ เราเองก็ไม่สามารถทำความเข้าใจวิชาการเมืองของเค้าได้ซักที และคิดว่าเป็นอย่างงี้ต่อไปเราต้องตายแน่ ๆ ก็เลยคิดว่าต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนต่างชาติแล้ว

ก็เลยแต่งประโยคแล้วซ้อมพูดอยู่นานมาก จนกระทั่งหลังคลาส ก็เดินหัวทิ่มเข้าไปหาเพื่อนชาวอเมริกันที่เราคิดว่าเค้าเรียนรู้เรื่องที่สุด สูดหายใจแล้วกลั้นใจพูดว่า " เอ่อ ขอยืมเล็กเช่อร์ยูได้มั้ยยยยย" "แล้วยูช่วยอธิบายเปเปอร์นี้ได้มั้ย?? เราไม่รู้เรื่องจริง ๆ "

เพื่อนชาวอเมริกันคนนั้นหันมาทำตาโต "แล้วทำไมจะไม่ได้ล่ะ???"

แถมด้วยประโยคที่ว่า " ถามผมได้ตลอดเลยนะ ประตูออฟฟิศผมเปิดรับตลอดเวลา"
โอ้ว มายก้อด อยากกระโดดกอดเพื่อนหุ่นล่ำมาก ๆ คนนี้จัง

" แต่ว่า อยากเป็น equally deal มั้ย ?.. ผมติววิชานี้ แล้วคุณติวเลขให้ผม นะ นะ เพราะผมไม่รู้เรื่องเลย" (มันมีจุดประสงค์นี่เอง)
" โอเค แล้ว ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ดีล"

หลังจากนั้น เราก็ได้เพื่อนแสนดีหนึ่งคนที่คอยสบตาเวลาเราเรียนไม่รู้เรื่อง แล้วหันมากระซิบอธิบายใส่หูเรา ขณะเดียวกัน เราก็หันไปนั่งข้าง ๆ เค้าเวลาเรียนเลข เพื่อจะได้อธิบายเค้าได้เหมือนกัน เวลามีสอบเลข ก็ต้องพยายามถามเพื่อนคนนี้ว่า ยูเก็ทรึเปล่าเนี่ย ซึ่งคำตอบที่ได้ส่วนมากคือ "ผม ผม ไม่รู้เรื่องเลยตั้งแต่ต้นอะ" (เง้ออ แล้วนั่งตาใสอยู่ได้ตั้งนาน)
คืนก่อนสอบวิชาการเมือง เพื่อนคนนี้หันมาให้เบอร์โทรและอีเมล แล้วบอกเราว่า มีอะไรไม่เข้าใจ คืนนี้โทรมา หรืออีเมลมาถามได้เลยนะ (เพราะเค้ารู้ว่าเราพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง) แล้วเชื่อมั้ยว่าคืนนั้น เค้าสรุปไอ้สิ่งที่เราใช้เวลาอ่านมาสองอาทิตย์ให้เราเข้าใจได้ภายในห้านาที ขอบคุณสวรรค์ที่ส่งเพื่อนมาเกิด

บางวัน เพื่อนคนนี้ก็หัวยุ่ง ตาแดงมาเรียน เราถามว่า ยูโอเคมั้ย มันตอบอะไรไม่รู้ (พูดเร็วมาก ฟังไม่รู้เรื่อง) รู้แต่ว่ามันเสียใจ เพื่อนอย่างเรา ที่มีคำพูดมากมายแต่เป็นภาษาไทย ไม่สามารถแปลคำปลอบใจเป็นภาษาอังกฤษได้ ทำได้อย่างเดียวแค่ยื่นน้ำออกไป อะ กินน้ำ อะ เล็กเช่อร์ แล้วตบบ่าเพื่อนไปสองที แล้วบอกมันว่า ยูกลับบ้านไปนอนปะ พูดได้แค่นั้นอะ..

วันไหนที่เราเหนื่อย ๆ เงียบ ๆ เพื่อนก็เดินมา กินข้าวมั้ย กินหนมมั้ย
นั่งเงียบ ๆ หมุนปากกาเล่น เพื่อนก็พยายามจะถาม ปากกายูเสียเหรอ ?? เอาของผมมั้ย??

เชื่อมั้ยว่า แม้ว่าจะพูดกันไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ เวลามันพูดอะไรกะเราต้องพูดสองสามรอบตลอด แต่เราก็ได้เพื่อนสนิทใจมาหนึ่งคนแล้ว...

ใครว่ามีพรมแดนระหว่างชาติคะ เราคนนึงที่เริ่มไม่เชื่อแล้ว
รู้สึกว่าโชคดีมาก ๆ ที่ได้เจอเพื่อนคนนี้ ขอบคุณมาก ๆ ๆ เลยนะคะ





 

Create Date : 05 ตุลาคม 2551    
Last Update : 5 ตุลาคม 2551 14:25:33 น.
Counter : 255 Pageviews.  

เริ่มต้นเดินทางไกล

ชีวิตของเราที่นี่ เริ่มต้นเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
วินาทีที่หันหลังตอนเดินเข้าช่องตรวจหนังสือเดินทางขาออก ต้องบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่า อย่าหันกลับไป เดินหน้าอย่าหยุด ยิ้มไว้ ... เดี๋ยวแม่ร้องไห้
บอกกับแม่มาตลอดสองเดือนก่อนเดินทางว่า แม่ หนูโตแล้วนะ อยู่กรุงเทพมาคนเดียวได้ตั้งเกือบ 10 ปี แล้ว ยังไม่เป็นไรเลย นี่ก็คงเหมือนกันแหละมั้ง

แม่หันกลับมาบอกว่า อยู่กรุงเทพน่ะ กี่ครั้งที่หนูโทรกลับมาร้องไห้คิดถึงบ้านกี่ครั้งที่ไม่มีตังค์กินข้าวแต่ทำเท่ บอกแม่ว่าโอ้ยตังค์เหลือ อยู่ได้สบาย แต่ซมซานกลับบ้านแล้วมาสารภาพกับแม่ว่า เหลือตังค์แค่ค่ารถ ยังไม่ได้กินข้าวตั้งแต่เมื่อวาน กี่ครั้งที่นอนป่วยอยู่ในหอ ออกไปไหนเองไม่ได้ จนกระทั่งพ่อกับแม่ต้องขับรถลงมาตอนดึก
ตอนนี้ ถ้าหนูเป็นอย่างนั้นอีก แม่จะขับรถไปหาได้ยังไง..

เงียบ หนูตอบแม่ไม่ได้หรอกว่าหนูก็ไม่รู้เหมือนกัน วินาทีแรกที่หนูรู้ว่ได้ทุนมาเรียนต่อ หนูไม่ได้มีความสุขเลยนะ มีแต่เสียงก้องในหัวว่า นี่เราจะต้องไปอยู่ทีที่เราไม่คุ้นเคยตั้ง 4-5 ปี เลยเหรอเนี่ย ความฝันที่มีตั้งแต่เด็ก ๆ พอมันเป็นจริงขึ้นมา มันไม่ได้มีแต่ความสุขหรอกหรือ

ก้าวแรกของเราถูกประกอบขึ้นจากความรู้สึกหลายแบบปนเปกันไป ทั้งมุ่งมั่นตั้งใจ ความสุขจากความสำเร็จที่เริ่มต้นเดินได้ พร้อม ๆ กับความกลัว ความโหวงเหวงในใจ เหงา... และการพลัดพราก

การเดินทางของเราให้ความรู้สึกกับเราเหมือนเป็นนกที่เพิ่งจะหัดบิน มีโค้ช ผู้คุม พี่เลี้ยง มาตลอดการฝึก อยู่ดี ๆ ใครก็ไม่รู้มาเอาครูฝึกกะผู้ช่วยเราออกไปหมด แล้วถีบออกจากกิ่งไม้ ต้องบินให้ได้ ต้องบินให้รอด ถ้าไม่ทน ก็ตกลงมาตายนะ

ถึงเวลากัดฟันบินแล้วค่ะ
The show must go on!!!




 

Create Date : 08 กันยายน 2551    
Last Update : 8 กันยายน 2551 10:07:44 น.
Counter : 414 Pageviews.  

1  2  

Orange Flowers
Location :
Utah United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Orange Flowers's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.