Flowers are everywhere, you just have to look for them...Welcome to Spring...

ความรักในฤดูร้อน

สายตาคู่หนึ่งเป็นประกายวิบวับ จากมุมหนึ่งของโต๊ะสังสรรค์ที่มีคนไทยที่จากบ้านมาไกลนั่งเรียงกันยาวประมาณกว่าสิบคน ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนคนนั้นสบตากับเราที่นั่งอยู่สุดมุมโต๊ะอีกด้านหนึ่งอย่างบังเอิญ...

จากคนละสุดมุมโต๊ะ เมื่อเวลาผ่านไป เราพบว่าเขาลุกขึ้นแล้วขยับมานั่งกลางโต๊ะ คุยกับเพื่อนคนไทยที่รู้จักอย่างสนุกสนาน 
เมื่อเวลาเริ่มล่วงเลย หลายคนที่มีภาระครอบครัวและการเรียนเริ่มทยอยกลับ...ชายหนุ่มคนนั้นก็มานั่งตรงข้ามกับเรา...


ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องเราพร้อมทักทายเป็นภาษาอังกฤษ...เราจำได้... หน้าตาอย่างนี้ เราเคยเห็นมาหลายหนแล้ว เขามักมาพร้อมกับเพื่อนรุ่นน้องคนไทยคนหนึ่งของเราที่ตอนแรกไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก เราจึงไม่ได้สนใจจะเข้าไปทักทายเพื่อนของเพื่อนน้องคนนี้...แต่จำได้ ว่าเขาชอบนั่งคุยและถกเถียงปัญหาเครียด ๆ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม บางทีเลยเป็นแก้สมการคณิตศาสตร์กับกลุ่มเพื่อน ๆ เราเสมอ
เมื่อเริ่มทำความรู้จัก จึงพบว่าเขาเป็นนักเรียนในสาขาเดียวกันกับเรา หากแต่เพิ่งเริ่มเรียนปริญญาตรีได้สามปีเนื่องจากได้ออกไปใช้ชีวิตทำงานกว่าสิบปีหลังจากเรียนจบไฮสกูล ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นเริ่มเป็นประกายขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่คุยกับเราได้สักพัก ถ้าจำไม่ผิด เราเห็นรอยยิ้มในสายตา...

หลังจากวันนั้น เราก็เห็นเขาบ่อยขึ้นในงานสังสรรค์นักเรียนไทย และระยะหลัง ๆ เขาก็เริ่มนั่งข้างเรา เพื่อคุยกับเราอย่างตั้งใจ...ผู้ชายคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ชีวิตในทุก ๆ ด้าน ทั้งเล่นดนตรี ทำงานในร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านหนังสือ เล่นกีฬาผาดโผน กลับคุยอย่างสนุกสนานกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ตลอดชีวิตใช้เวลาอยู่ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย มีเพียงสองสามปีที่ออกไปทำงานซึ่งก็ยังอยู่ในด้านการศึกษาและงานวิจัย ใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่กับตัวเองและหนังสือนิยาย

เรื่องราวมันช่างมหัศจรรย์สำหรับเรามากนะคะ....

ในงานสังสรรค์วันหนึ่ง หลังจากที่เรานั่งคุยและนัดแนะกับเพื่อนผู้หญิงคนสนิทเพื่อไปดูหนังตามปกติในวันสุดสัปดาห์ บทสนทนาของเราก็ถูกแทรกขึ้นด้วยภาษาอังกฤษชัดเจน..จะไปดูหนังกันเหรอครับ! ให้ผมไปด้วยได้มั้ย?...

สุดสัปดาห์นั้นจึงจบลงด้วยการยกโขยงกันไปดูหนังทั้งเรา เพื่อนสนิท คุณแม่ของเพื่อนสนิท และชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเกือบทอง เมื่อเดินออกจากโรงหนังเราจึงชวนกันไปนั่งคุยกันต่อในผับแจ๊สแห่งหนึ่งไม่ไกลจากโรงหนัง เพื่อนสนิทเราไล่เราให้ไปนั่งรถคันเดียวกับเขา "น่า..ไปนั่งเป็นเพื่อนเค้าไป" ...เราแอบเห็นผู้ชายคนนั้นอมยิ้ม...

เมื่อเดินไปด้วยกันที่ลานจอดรถ  คนตัวสูงหันมาถามว่า
 "ใส่โคทผมมั้ยครับ มันหนาวแล้ว"
 ...คนตัวเล็กตลกหน้าตายด้วยความหยิ่งกลับไป
 "ไม่เป็นไรค่ะ ชั้นทนได้ พอดีเกิดแถบสแกนดิเนเวีย หนาวแค่นี้เรื่องเล็กมาก ไม่รู้เหรอคะว่าเมืองไทยเป็นประเทศเขตหนาว"
...ผู้ชายตัวโตหันมาทำตาโตใส่ หน้าตางงเต็มที่...

แล้วลานจอดรถโรงหนังวันนั้นก็ลั่นไปด้วยเสียงหัวเราะของผู้หญิงไทยและชายหนุ่มลูกครึ่งที่ระเบิดออกมาพร้อมกัน...





 

Create Date : 04 ตุลาคม 2555    
Last Update : 4 ตุลาคม 2555 2:51:25 น.
Counter : 754 Pageviews.  

โค้งสุดท้าย..ของปริญญาใบสุดท้าย

ผ่านมาสี่ปี... แล้วหรือนี่

บล็อกแรกที่เริ่มเขียน คือตอนหันหลังจากพ่อกับแม่ที่มาส่งหน้าประตูตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบิน...พยายามบอกตัวเองไม่ให้หันไปมองและพยายามเดินให้ตรง เพราะเดี๋ยวแม่ร้องไห้ 

วันนี้หลังจากเราล้มลุกคลุกคลาน ทั้งเรื่องเรียนตอนปีหนึ่งปีสอง ที่ไม่ค่อยได้หลับได้นอน ต่อสู้กับความคิดถึงบ้าน...บางครั้ง อยากจะมีเครื่องวาร์พ กระโดดข้ามเวลาหายตัวไปอยู่บ้าน...
บางครั้งถึงกับวิ่งออกจากห้อง วิ่ง วิ่ง วิ่ง ไม่รู้ไปที่ไหน รู้แต่ว่าถ้าทนนั่งอยู่บนเก้าอี้บนโต๊ะหนังสืออีกวินาทีเดียว ตัวอาจจะระเบิดออกมาได้ (ดีที่ตอนวิ่งไม่ร้องกรี๊ดออกมาด้วย ป่านนี้คงเข้าไปอยู่โรงพยาบาลบ้า)



วันแรกที่ก้าวเข้าห้องสอนนักเรียนอเมริกันครั้งแรก จำได้ว่ามีนักเรียนสามสิบกว่าคน ตัวโต ๆ บางคนอายุเยอะกว่าเรา บางคนท่าทางกวน ๆ เรามือสั่นตัวสั่น เข้าไปวางหนังสือแล้วบอกนักเรียนว่า เดี๋ยวไอมานะ...แล้ววิ่งออกไปหายใจหน้าห้องเรียน พุธโธ ธัมโม สังโฆ ทำได้ ทำได้ ทำได้ อย่าตื่นเต้น...

ถึงวันนี้ เรียนมาสี่ปี สอนมาสามปีแล้วหรือนี่...เข้าห้องเรียนไป บางคลาสแอบบอกนักเรียนว่า วันนี้ไอไม่อยากสอนอะ มาเรียนภาษาไทยกันดีกว่า บางคลาสก็แอบเปิดรูปเงาะ มังคุด ทุเรียน อะไรบ้าบอไปเรื่อย เพราะเหนื่อยจริง ๆ คนสอนเหนื่อย คนเรียนจะได้อะไร...ก็เลยต้องนอกเรื่องบ้าง (แก้ตัวไปน้ำใส ๆ ) เรียนไปด้วย เตรียมสอนไปด้วย ทำ dissertation ไปด้วย บางครั้งก็แอบไปเสริฟด้วย...

...แป๊บเดียว ถึงโค้งสุดท้ายแล้ว
ปลายเดือนนี้ถึงเวลาสอบหัวข้อ แล้วอีกปีหลังจากนี้ ถ้าไม่พลาด...หวังว่าชีวิตนักเรียนปริญญาใบสุดท้าย จะจบลงเสียที


(รูปขนมที่ทำเล่นในวันว่าง ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนแต่อย่างใด อิอิ)

สนุกนะคะ แต่ว่าอายุก็เริ่มเยอะแล้ว ควรจะมีชีวิตลงหลักปักฐานมีการมีงานทำ เลี้ยงพ่อแม่เราสักที...ตอนนี้จะตีสามแล้ว นอนไม่หลับก็เลยมาเขียนบล็อก...
ใครที่เรียนอยู่เหมือนเรา ขอให้ตั้งใจทำทุกวัน ทุกเวลาให้มีค่านะคะ แล้วเดี๋ยวเราจะมาอัพเดตความคืบหน้ากันนะ...




 

Create Date : 02 เมษายน 2555    
Last Update : 2 เมษายน 2555 16:01:29 น.
Counter : 433 Pageviews.  

Thank you Seattle..




It has been a year, since I did my solo-spontaneous trip to Seattle. I first visited there with my broken pieces of soul, nothing more, except a camera and a journal. I was carrying a love letter, walking around the city. When I stopped and started to cry, I pull the love letter from my pocket, started to calm down by reading it..then walked, stopped, read, then walked...Thanks to the person who wrote that letter for me, you saved my soul from breaking into more pieces, but who actually glued them together is the city, Seattle.






A few days later, when I could chin up and breath in cool fresh seabreeze, I found that flowers are everywhere...if you look for them. The spring always come with new green buds, then tiny leaves and delicate flowers. Seattle at that time had everything for me, nice and cool weather, a lot of beautiful flower blossoms and an anonymous with a yellow daffodil, smile, saying 'welcome to spring'. On that day, I got my smile back on my face again after I forgot it for a few months.





Five days of talking to no one but myself, I realized that when life is in winter, cold, fragile and lonely, it is not dead. The broken pieces of soul and heart can always be gathered and fixed if I just wait..until the spring comes.








Welcome to spring and I need to travel again...




 

Create Date : 27 มีนาคม 2555    
Last Update : 27 มีนาคม 2555 14:25:11 น.
Counter : 387 Pageviews.  

ฟ้าหลังฝนที่เมืองไทย...

++เมื่อวันพายุฝนพัดกระหน่ำ++

ฝนตกไปแล้วเมื่อวานนี้
วันนี้เมฆยังครึ้ม...ฟ้ายังไม่ใส
คนไทยยังยิ้มไม่ได้เต็มปาก ใจที่กระเด็นหายไป...คงอีกนาน กว่าจะถมเต็ม
หรือไม่..อาจจะไม่สามารถเต็มได้อีก

เราอยู่ที่นี่..ห่างไกลจากบ้านเกิด แต่รู้สึก "โหวง" (อ่านดี ๆ ไม่ใช่ เหวง)
ด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีข่าวสาร ทำให้บางครั้งรู้สึกว่าเรารับข้อมูล "เกินขนาด"
ความเสียหายที่เห็นจากภาพถ่าย วีดิโอ เว็ปไซต์ ถูกถ่ายทอดอย่างหมองหม่น สิ้นหวัง
แต่เราก็ยังคงแสวงหา รับข้อมูลไปเรื่อย ๆ เปิดคอมพิวเตอร์ค้างไว้ แล้วเข้าไปดูข่าวทุก ๆ สองนาที
..อยากรู้ว่าแผ่นดินรัก บอบช้ำแค่ไหน บางครั้งก็หลับคาโ๊ต๊ะำทำงาน พร้อมฝันวุ่นวาย เนื่องจากบริโภคข่าวสารของความโกลาหลมากเกิน

เพื่อนชาวต่างชาติเฝ้าถามว่าเกิดอะไรขึ้น เราต้องอธิบาย พร้อมกำชับว่า นี่คือข่าว และความเห็น จากมุมมองของเราเท่านั้น กระบวนการรับข้อมูล-ถาม-ตอบ ซ้ำซาก ทำให้ร้องไห้ออกมาในบางครั้ง..มันเกินจะเก็บความหมองหม่นนั้นไว้คนเดียว

++เมื่อพายุพัดผ่านไป++

บ้านเมืองหลังวิกฤตอาจบอบช้ำ สะบักสะบอม และต้องการเวลาพักฟื้น
หลังฝนตก น้ำอาจยังไหลเชี่ยว พื้นดินอาจชุ่มโชกด้วยน้ำตา ...เฉอะแฉะเกินจะเดินต่อ
ผู้คนอาจสิ้นหวังกับปมปัญหาเดิม ๆ ที่ยังไม่ได้แก้ไข คนหนึ่งอาจหวาดกลัวเวลาเดินออกจากบ้านไปทำงาน ไปเที่ยวเล่น บางกลุ่มคนอาจยังโกรธ อารมณ์ยังพลุ่งพล่าน เฝ้าตอกย้ำถึงความผิดของอีกฝ่าย ที่ทำให้ประเทศเสียหาย
อีกกลุ่มอาจยังเรียกร้อง ในสิ่งที่ตนยังไม่ได้รับสนอง
โดยอาจยังไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริงของสิ่งที่ตนประกาศว่าถวิลหา

ด้วยความเป็นคนที่พยายามมองโลกในแง่ดี เราพบว่า ท่ามกลางโศกนาฏกรรมของบ้านเมือง
มักจะมีคำถามใหม่ๆ เกิดขึ้น คำถามเหล่านั้นนำไปสู่การพยายามแสวงหาคำตอบ ความคิดเห็นใหม่ ๆ ทฤษฎีบทใหม่ ๆ อาจเกิดขึ้น พร้อม ๆ กับผู้คนที่พยายามเยียวยารักษาทั้งเพื่อน และศัตรู
ด้วยการให้ความหวัง จุดประกายความฝัน และพลังใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น

++คำถาม???+++

คำถามที่เราสงสัยจากวิกฤตคือ อะไรคือเบื้องหลังจริง ๆ ของการต่อสู้ของผู้ชุมนุมเหล่านี้
คำตอบที่อาจได้รับทันที่ที่ถามออกไป คือ พวกเขามาเพื่อเงิน เพื่อนักการเมืองที่เขารัก นั่นเป็นคำตอบที่ไม่แปลก
หากสังคมตัดสินจากข่าวสาร คำถามคือข่าวสารบิดเบือนแค่ไหน? แล้วทำไมเขาถึงรักที่จะทำอย่างนั้นอย่างหัวปักหัวปำโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของบ้านเมือง?

แวบนึงเราคิดว่า หรือเป็นเราเอง ที่ได้รับข่าวสารเท็จเกลี้ยกล่อมมาโดยตลอด? หรือเรื่องแฟนซีที่เราฟังจากพวกเขา แท้แล้วคือเรื่องจริง? คำถามนี้ ทำให้คนส่วนหนึ่งหันมองประเด็นความเป็นกลางของสื่อ และข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมากขึ้น เราเองระวังมากขึ้น และตั้งคำถามมากขึ้นในการรับรู้ข่าวสาร

ทำไมพวกเขาถึงยอมต่อสู้โดยไม่ยอมคำนึงถึงความเสียหายของบ้านเมือง?
สำหรับในใจเขา ความเสียหายและ "ความทนไม่ได้" ต่อระบบที่มีอยู่ อาจมากกว่า ความเสียหายที่พวกเขาก่อขึ้น เพื่อต่อรองและกดดัน

ทำไมถึงทนไม่ได้?
เรา "เชื่อ" ว่ามีพื้นฐานบางอย่าง นอกเหนือไปจากปัจจัยการปลุกปั่นและยุยงของแกนนำ ที่ทำให้พวกเขาทนไม่ได้
คนจน - ที่เรียกตัวเองว่ารากหญ้าเพื่อเน้นย้ำความต่ำต้อย อาจสั่งสมความรู้สึกแห่งความแปลกแยก น้อยใจ และรู้สึกว่าตัวเองได้รับการดูถูกจากชนชั้นกลางและคนรวยมาตลอดเวลา
--เืมื่อเห็นว่ามีทางแสดงออกถึงความน้อยเนื้อต่ำใจนั้น ก็ทำออกมาโดยไม่ได้คำนึงถึงศีลธรรม ทำออกมาเพื่อแสดงถึงอำนาจที่เขาหลงเหลืออยู่ในมือ

ลองคิดดูว่า คนที่ถูกนิยามว่า"จน"ธรรมดาคนหนึ่ง ต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เจ็บปวดแค่ไหน (ไม่ลืมการถูกยุยง) ที่จะทำให้พวกเขาลุกขึ้นมาทำสิ่งที่เขาอาจรู้ดี ว่า "ผิด" และอาจถูกประนาม

ประเด็นนี้ อยากให้เห็นว่า ในความขัดแย้ง ทำให้มีบางคนเริ่มคิดถึง "ใจ" ของฝ่ายตรงข้าม เรายอมรับ ว่าเราเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุม แต่สุดท้าย การชุมนุมที่ยืดเยื้อรุนแรง ทำให้เราเริ่มคิดว่าพวกเขา คิด และรู้สึกอะไร?

เขาอาจคิด..นักการเมืองที่รัก โกงได้ แต่โกงแล้วทำให้คนจนอย่างเรามีเงินใ่ช้ --ก็ดีกว่านักการเมืองอื่นที่โกงเหมือนกัน แต่ไม่ได้ทำอะไรให้เรารู้สึกดีขึ้น (หมายถึงรู้สึกน้อยใจน้อยลงเมื่อเทียบกับคนรวย)..

ทั้งหมดทั้งมวล ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของมาตรฐานศีลธรรมในสังคม ปราชญ์ปรัชญาบางท่านอาจตั้งคำถามว่า อะไรคือศีลธรรม? เรายอมรับว่าศีลธรรมเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มเฉพาะสังคม หรือไม่ก็เฉพาะตน แต่เราก็ยังเชื่อว่าในสังคมไทย ยังมีข้อตกลงร่วมกัน ว่าอะไรดี หรือไม่ดี

ปัญหามาตรฐานศีลธรรม คือ สิ่งที่เคยมองว่ามันผิด อาจจะกลายเป็นเรื่องปกติหรือยอมรับได้ของคนบางกลุ่ม
โกง = ผิด กลายเป็น โกง=ยอมรับได้ ถ้าทำประโยชน์ให้ฉัน

สุดท้าย วิกฤต ทำให้เรามองเห็นว่าสังคมไทยกำลังป่วย....ด้วยโรคมาตรฐานศีลธรรมต่ำลง

สาเหตุของอาการป่วย...ความสิ้นหวังว่าจะมีนักการเมืองดี ๆ หลงเหลือและความรู้สึกแปลกแยก น้อยใจจากความแตกต่างอย่างสุดขั้วของชนชั้น

อาการ.. คนป่วยจะเคว้งคว้าง ต้องการหลักยึด เมื่อถูกยุยงปลุกปั่น จึงยึดสิ่งนั้นไว้เป็นหลักแทนระบบศีลธรรมเดิม ไม่แปลกหรอก หากระบบเดิมไม่ได้ทำให้เรา"สุข" ก็ต้องหาระบบใหม่
ไม่ได้บอก ว่าคนป่วย คือคนไม่ดี แต่คนป่วยคือคนที่เราต้องเยียวยา

ยารักษาโรค...จิตสำนึก และความหวังใหม่ ๆ สำหรับผู้เสื่อมในทางธรรมและผู้สิ้นหวัง
หรือลองนิยามความ"สุข" ขึ้นมาใหม่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับวัตถุที่มี

สุดท้ายแล้ว ความสิ้นหวังของสังคม ทำให้นักเรียนผู้มีความหวังดีต่อบ้านเมือง แต่เอื่อยเฉื่อย เพราะมองไม่เห็นความเร่งด่วนในการแก้ปัญหา
กลายเป็นนักเรียนผู้มีจุดหมายในชีวิตชัดเจนขึ้น อย่างน้อยก็มองเห็นว่าบ้านเมืองต้องการคนคิดแก้ปัญหา
สังคมที่แตกแยก เหลื่อมล้ำ กำลังต้องการทางออก

ฟ้าหลังพายุฝน แม้ไม่อาจกลับไปสดใสเหมือนเคย แต่สุดท้าย เมฆครึ้มจะพันผ่าน
พื้นดินจะชุ่มชื่น ไม่เฉอะแฉะมากเกินที่ต้นกล้าทางปัญญาทั้งหลายจะเติบโต
บางที พายุฝนที่ผ่าน อาจพัดพาขยะหรือหมอกควันที่ปกคลุมปัญหาบ้านเมืองที่คลุมเครือเป็นเวลายาวนานให้หายไป
คนไทยอาจตาสว่าง มองเห็นปัญหาได้ชัดเจน รอบด้านขึ้น

เมื่อเยียวยาสังคมที่บอบช้ำให้แข็งแรงแล้ว.... ก็ถึงเวลาก้าวต่อไป!!!






 

Create Date : 27 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 27 พฤษภาคม 2553 7:24:22 น.
Counter : 231 Pageviews.  

ช่วงชีวิตที่แสนหวาน..และแสนสั้น..

เมื่อความเศร้าและความเหงา โบกมือลา
...เมื่อเราเริ่มต้นตั้งสติ เริ่มใช้ชีวิต อีกครั้ง...

ก็เริ่มมีบางคน เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิต..อีกครั้ง
แววตาที่เราเห็น วิบวับออกมาจากมุมหนึ่ง แล้วเค้าก็ค่อย ๆ เดินเข้ามา..

เริ่มจากเดินเข้ามาทักทาย...และเริ่มคุยกัน
ทำไมคนเราถึงชอบอะไรเหมือนกันได้ขนาดนี้??
ทำไมคนสองคน...แม้จะต่างภาษา..กลับเข้าใจกันได้มากขนาดนี้??
พร้อมความใส่ใจ ห่วงใย ถามไถ่ตลอดเวลา

ผู้ชายขี้ลืม..แต่พอถึงวันเกิดเรา... ขับรถฝ่าพายุหิมะที่ท่วมถนน มายืนหัวยุ่งอยู่หน้าบ้าน...กินข้าวกันมั้ย?
ผมเป็นผู้ชายไม่ค่อยใส่ใจรายละเอียด ...ยืนตากหิมะถือถุงยาสารพัดชนิดอยู่หน้าบ้านตอนเราเป็นไข้...เราถามว่า นี่ป่วยกันทั้งหมู่บ้านเหรอคะ?... ยิ้มเขิน ๆ บอกว่า เผื่อคุณเป็นอะไรมาก ผมก็ซื้อมาไว้ก่อน...

คุยกันถึงเรื่องชีวิต และทัศนคติต่อชีวิต...นี่คุณหายไปไหนมา...ทำไมเราเพิ่งเจอกัน...ไม่เคยมีใครที่แบ่งปันความคิดและซื่อตรงกับความรู้สึกกับผม..ได้มากเท่าคุณเลย..
บางครั้งเราเหนื่อย อ่อนล้า ก่อนลาจาก..อ้อมแขนนั้นดึงเราเข้าไปกอด แล้วถามว่า ดีขึ้นบ้างมั้ย..ได้ยินเสียงหัวใจผมมั้ยครับ?..

ทำยังไงได้คะ...นอกจากรัก? รู้สึกว่าเค้าคือคนที่เรารอมานาน..


อ่านถึงตรงนี้คงยิ้ม...คนเขียนก็ยิ้มค่ะ...

แต่เรื่องราวมันไม่ได้สวยงามและจบแค่ตรงนั้น..

จู่ ๆ หลังจากวันที่เราคุยกันมากที่สุดวันหนี่ง ประมาณสองทุ่มถึงตีสี่.. คุยกันตัวต่อตัว ไม่มีใครอื่นอีก ยิ่งได้รู้จักเค้า เราก็ยิ่งยิ้ม ประทับใจในความน่ารัก..

และประโยคหนึ่งก็หลุดออกมาว่า

"ผมพบและสนใจผู้หญิงคนนึง"

"???"

"เธอเป็นเอเชีย"

"???"
"ผู้หญิงเอเชียไม่ค่อยมีสัญญาณบอกนะครับ ว่าชอบหรือไม่ชอบ คุณเห็นว่ายังไง?"

ใจร่วงลงไปบนพื้น กระเด็นออกนอกหน้าต่างไปสู่หิมะที่หนาวเย็นข้างนอกนั่น หนาว...จับแข็ง...และแตกละเอียด..แต่ยังมีหน้าตอบเค้าไป

"มันก็ขึ้นอยู่กับคนนะคะ ว่าแต่ เค้าเป็นคนยังไงเหรอคะ"
"เค้าดูสนใจศิลปะ ดนตรี และกีฬา ดูเป็นคนมีอิสระ....เหมือนคุณทุกอย่างเลย ผมเลยประทับใจ"

งงมั้ยคะ??

"คุณขอเธอเดตรึยัง?"
"ยังเลยครับ...คุณช่วยผมหน่อยได้มั้ย?"

....."อืมม จะให้เราช่วยอะไรตอนไหนก็บอกมาละกันนะ"...

หลังจากนั้น ชีวิตที่เคยมีเค้าทุกวัน ก็เปลี่ยนไป..กลไกป้องกันความเจ็บมากขึ้น เริ่มทำงาน..

เค้าเอง...ก็เปลี่ยน จากผู้ชายคนที่เคยเป็นสุภาพบุรุษ เคยใส่ใจ หลังจากวันนั้น..เค้ากลายเป็นใครอีกคน ที่เราไม่รู้จักเลย...

โทรมาหาเรา ถามว่า ไปช้อปปิ้งกันมั้ยครับ แต่..เอ สงสัยรถจะเต็ม..ถ้าคนนั้น (ของเค้า) ไม่ไป คุณค่อยไปละกันนะครับ..โอ้ ไม่ต้องโทรมาชวนตั้งแต่แรกก็ได้นะคะ

วันนี้ที่เรานัดกันจะไปดูคอนเสิร์ท ผมคงไม่ไปนะครับ ผมเหนื่อยและง่วงมากเลย อยากนอนพัก..โอ ค่ะ พักผ่อนเยอะ ๆ นะคะ...
เดินออกมาจากตึก...มองออกไปที่ลานจอดรถ..เอ..ทำไมรถเค้ามาจอดที่นี่?
วันรุ่งขึ้นเราถาม..แปลกนะคะ เมื่อวานตอนที่คุณบอกว่านอนอยู่ เราเห็นรถคุณจอดแถวหน้าตึกเราด้วย..มีคนยืมรถคุณไปเหรอคะ?
....เงียบไปหลายอึดใจ แล้วตอบเราว่า..ความจริงผมไปว่ายน้ำกับคนนั้นครับ...วันหลังไปด้วยกันนะครับ...?!?
คนจริงใจคนนั้นหายไปไหนนะ คนที่เคยบอกเราว่า ผมชอบคนจริงใจ แม้ความจริงจะโหดร้าย แต่ผมรักที่จะรู้ความจริงมากกว่าการหลอกลวงเพื่อสร้างภาพสวยงามไปวัน ๆ

นอกจากนั้น เค้ายังคงเฝ้าถาม ทำไมคุณถึงต้องทำงานอยู่ดึก ๆ ทุกวัน? ทำไมคุณหายไปเลยครับ? ผมไปรับได้มั้ย มันดึกแล้วนะ ผมไม่ยอมให้คุณเดินกลับคนเดียวหรอกนะ...พอเถอะนะคะ เราเจ็บพอแล้ว

วันหนึ่ง หลังจากที่เค้าเฝ้าถามเรามาตลอดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา..เราตอบไปว่า..."จริง ๆ แล้ว เราเจ็บ เราอกหักจากผู้ชายคนนึง..."

"ไม่เป็นไรนะครับ..แล้วคุณจะหายเศร้าเอง...มีอะไรก็บอกผมได้นะ"

เข้าใจทุกอย่างนะคะว่าชีวิตก็เป็นแบบนี้ การโตขึ้น ทำให้เราแยกความรู้สึกออกจากเหตุผลได้

แต่ไม่สามารถทำให้เราหยุดร้องไห้จากเรื่องที่เราเข้าใจได้เลย
พยายามลืมเรื่องราวสี่ห้าเดือนอันแสนหวาน คนนั้นที่เราประทับใจอาจไม่เคยมีจริงในโลกนี้เลยก็เป็นได้

โลกจริงมันทรมาน แต่มันก็คือความจริง
I have to move it on, let life flow, just give in, and just let it go..






 

Create Date : 14 มีนาคม 2552    
Last Update : 14 มีนาคม 2552 6:53:35 น.
Counter : 279 Pageviews.  

1  2  

Orange Flowers
Location :
Utah United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Orange Flowers's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.