ขอ Double Transit วีซ่าญี่ปุ่น
สวัสดีค่ะ วันนี้เพิ่งไปขอวีซ่าญี่ปุ่นมา ที่เคยเล่าให้ฟังว่า กลับจากเวิร์คที่นิวยอร์ค จะแวะโตเกียวหนึ่งอาทิตย์ไงคะ

ข้อมูลเบื้องต้นที่ทราบ และเตรียมตัวมาแล้วแต่แรก
1. ทรานสิท ขอภายในสามเดือน ครอบคลุมถึงวันสุดท้ายในญี่ปุ่น
2. ดับเบิ้ลทรานสิท ราคาเท่าทรานสิท แต่เป็นสี่เดือน
3. เอกสารตามนี้ค่ะ http://www.th.emb-japan.go.jp/th/consular/visaindex.htm
ของเด็กเวิร์คทั้งหลายที่จะแวะ เป็นหมายเลขหกนะคะ

ใบสมัครไม่วุ่นวายเหมือนตอนขอเข้าอเมริกาหรอกค่ะ

มีใบสมัครใบนึง แล้วก็ใบแบบสอบถามใบนึง (ปรินท์แล้วกรอกไว้เลย หรือจะไปขอในที่ทำการก็ได้) นอกนั้นเป็นเอกสารตามที่ระบุเลยค่ะ ถ้าผู้ปกครองรับราชการก็ง่ายหน่อย ไม่ต้องเตรียมสมุดบัญชีธนาคารมา แค่ใบรับรองตำแหน่งและเงินเดือนก็ได้เลย

ที่ต้องระวัง คือเอกสารบางประเภท สถานทูตต้องการดูตัวจริงประกอบด้วยนะคะ อย่าลืมเตรียมมาล่ะ


ที่เกริ่นมาว่า ข้อมูลเบื้องต้นที่ทราบ ก็เพราะว่า วันนี้เจอสิ่งที่ไม่ทราบมาก่อน ด้วยน่ะสิคะ เลยรีบกลับมาเขียนบล็อกให้อ่านกัน

(ข้อแนะนำในการอ่าน ขอเน้นตรงหัวข้อหลัก ๆ ที่เขียนหมายเลขไว้ด้านหน้าค่ะ ไม่ได้ทำตัวหนาไว้ให้ ตอนนี้เปิด Google Chrome ไม่ใช่ IE อ่ะค่ะ เลยจัดการอะไรไม่ได้)

1. สถานที่ขอวีซ่า อยู่ที่ชั้น 15 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ "ไม่ใช่" ที่สถานทูต ถนนวิทยุแล้วนะคะ


เมื่อคืน ตอนจัดชุดเอกสารเตรียมตัวมายื่น พยายามหาแผนที่ในเว็บสถานทูต หาไม่เจอ แต่เห็นที่อยู่ อื้ม ก็ตรงถนนวิทยุ ตรงกับในไกด์บุ๊คเที่ยวโตเกียวของเรา

ระหว่างหาข้อมูล ว่าการยื่นเอกสารเป็นไงบ้าง ก็เห็นแว้บๆว่า อุ๊ย เนี่ย เดี๋ยวเนี้ยเค้ามีศูนย์รับยื่นที่สีลมแล้วนะ
เราก็เข้าใจไปเองว่า อ๋อ คงเปิดเพิ่ม ไม่เป็นไร เราจะไปออริจินัลกัน

ช่วงนี้เป็นสัปดาห์เรียนสัปดาห์สุดท้ายของเรา งานเยอะมาก กะจะตื่นเช้าไปยื่นแต่แปดครึ่งแท้ๆ (ก็บางบล็อก เค้านัดกันไปจองคิวตั้งแต่เจ็ดครึ่งกันเลยนะ) ก็ตื่นสายนิดหน่อย ออกจากอพาร์ตเมนต์ย่านปิ่นเกล้าแปดครึ่งพอดี

จากที่เมื่อคืนกางแผนที่รถเมล์ดูแล้ว สาย 507 ส่งถึงที่แน่นอน ก็ชักไม่ไหว ไปลงหัวลำโพง แล้วต่อ MRT ดีกว่า

ตอนเช้าอากาศดีมาก เดินอย่างแฮปปี้ จาก MRT ลุมพินี ไปสถานทูตญี่ปุ่น
คุณซีเคียวริตี้ปล่อยให้เข้า เอ่อ ทำไมดูเงียบเหงางี้ล่ะ?
ไปถึงที่มีป้ายว่า IN กำลังงงๆ ต้องเปิดประตูทึบเข้าไปเองเหรอ? ก็มีเสียงอินเตอร์คอมมาทักทาย
"ขอวีซ่าเหรอครับ" "ของคนไทยเหรอครับ" ถามเหมือนพี่ยาม เอ๊ย คุณซีเคียวริตี้ เลย เราก็ค่ะๆ
เสียงอินเตอร์คอมสุดหล่อก็ตอบมาว่า "เราย้ายที่แล้วนะครับ ที่สีลมคอมเพล็กซ์ครับ"
"อึ้ง"
"ที่เซ็นทรัลน่ะครับ"
"เอ่อ.. ชั้นไหนคะ?"
"15 ครับ"
"ค่ะ ขอบคุณค่ะ"

งง...

ก่อนออกจากรั้วสถานทูตที่นี่ ก็เลยเอาแผนที่รถเมล์กรุงเทพมากางอีกครั้ง ดีนะ ที่เซนส์เราบอกให้พกมาด้วย (เราเซนส์แรงมากในหลายๆเรื่อง เรียกว่า เซนส์ ชนะเหตุผลเราได้ทุกครั้ง)

กางแผนที่... อืม... สีลมคอมเพล็กซ์ อยู่ใกล้ MRT สีลม ตอนนี้เราอยู่ถนนวิทยุ จาก MRT ลุมพินี จะไปยังไง ถ้าแท็กซี่ หรือพี่วินมอไซด์ก็คงไม่คุ้ม MRT ดีกว่า ใช้บัตรนักศึกษา สิบกว่าบาทพอ (แต่แอบเจ็บใจ เรานั่งมาจากหัวลำโพงไง นี่ถึงแล้ว เดินหา ยังต้องนั่งย้อนป้ายอีก) เออ เอาเหอะ ก็นั่ง MRT ไป แล้วเดินไปถึงตึก เลือกขึ้นลิฟต์ Low Zone (ผลจากการเคยฝึกงานไปออกจ๊อบตามออฟฟิซทำให้รู้จักลิฟต์ออฟฟิซดีขึ้น) อ้า ถึงละ

ตอนนั้นประมาณเกือบสิบโมง คิว 114 เข้าไปถึงรอแค่คิวเดียวเอง เริ่ดมาก

2. ทรานสิท.. แปลว่าแค่ทรานสิท!

เอกสารทุกอย่างไม่มีปัญหาค่ะ แต่เรากรอกช่องวัตถุประสงค์ไม่เป็น คือในเว็บเค้าไม่ได้บอกว่ากรณีไหนควรกรอกยังไง

พอดีเราจะพักกับเพื่อนชาวญี่ปุ่น เลยกรอกไปด้วยว่านอกจากแวะพักเครื่องแล้วก็เยี่ยมเพื่อน พี่พนักงานแนะนำให้กรอกใบใหม่ดีกว่า เพราะว่า เยี่ยมเพื่อน จะต้องเป็นวีซ่าท่องเที่ยวรึอะไรประมาณนั้น ซึ่งจะมีปัญหาคือ 1. ราคาไม่เท่ากัน และ 2. ระยะเวลาได้แค่สามเดือน ไม่ใช่สี่เดือน

(อธิบายเพิ่มเติมกรณีเรา คือ ถ้าเราสอบไฟนอลเสร็จ มีเวลาว่างอีกหนึ่งอาทิตย์ก่อนบิน แต่เราอยากเผื่อเวลาไว้ เผื่อฉุกเฉิน วีซ่าเราออกช้ากว่าปกติจะได้ไม่เป็นไร
ดังนั้น วันที่เราขอได้วันแรก คือ 14 ก.พ. วันวาเลนไทน์ อร๊ายยยย แต่เนื่องจากยังไม่อยากมาปิ๊งพี่พนักงานซะเท่าไหร่ เอ๊ย ไม่ใช่ ติดเรียน ติดพรีเซนต์งานต่างหากล่ะ ทำให้ว่างวันนี้ออนลี่! ถ้าวันนี้ไม่มา ต้องรอหลังสอบไฟนอลเสร็จเลยทีเดียว ซึ่งเราจะไปช่วงเดือนมิ.ย. ขอตอนนี้เป็นสี่เดือน ถ้ารอหลังไฟนอลถึงเป็นสามเดือนค่ะ)

3. ควรอ่านคำแนะนำการกรอกเอกสาร ตรงที่กรอกเอกสาร

พี่พนักงานเลยให้ใบมากรอกใหม่ ถ้าเสร็จแล้วให้มายื่นที่พี่เค้าอีกที เพราะเค้าตรวจเอกสารให้เราไปแล้ว
ทีนี้เราแหละซื่อบื้อเอง นั่งกรอกเอกสารเป็นคุณหนูไปได้ แล้วก็ตอบคำถามเดิมบื้อๆ
ตอนเสร็จทุกอย่างแล้ว เรามาเดินสำรวจสถานที่ ด้านหลังที่นั่งรอคิวเป็นเคาน์เตอร์กรอกเอกสารเหมือนธนาคาร ซึ่งอธิบายละเอียดมาก ว่าควรกรอกอะไรยังไง อย่างคำถามเรา เค้าจะบอกเลยว่า ไปทำอะไร ควรใช้คำว่าอะไร (ของพวกเรา ใช้ "Transit ..." ค่ะ)

ก็ไม่คิดว่า transit เป็นคำนี่
ตั๋วอีเล็คทรอนิคส์ของเราบอก stopover คุ้นกับคำนี้มากกว่า
แม่เลยจัดปายยย "Sightseeing while stopover from USA to Thailand"

ว้าย!!! เมื่อกี๊นะ สำหรับคนไปเที่ยว เค้าแนะนำให้เขียนว่า "Sightseeing" แทนคำว่า "travel"

อ้าว? แล้วท่านกงสุลจะนึกว่าหนูไปเที่ยว ไม่ใช่สต๊อปโอเวอร์รึเปล่า? อ๊าย ค่าธรรมเนียมวีซ่ามันต่างกันนะ!

เลยวิ่งไปกวนพี่พนักงานคนเดิม พี่ถอนหายใจรอบที่สาม "เอ่อ ไม่เป็นไรน้อง เดี๋ยวพี่เขียนเพิ่มให้เอง" ขอบคุณค้าบบบ

4. เด็กเวิร์คเอยยย ไม่ว่าเจ้าจะไปพักกับใคร ก็ทำเป็นไปคนเดียวไว้ก่อนเน้อออ (และไม่จำเป็นต้องมี reference)

เอ๊า ไอ้เราก็กลัวว่าเค้าจะคิดว่า เราจะหนีเข้าเมืองไปเพิ่มประชากรเค้า เราก็เลยจะเคลียร์ๆ หนูพักกับเพื่อน นี่ มีเพื่อนญี่ปุ่น reference ให้ด้วย สงสัยอะไรถามโลด!

ปรากฏว่า จากข้อสามเมื่อกี๊ นอกจากเปลี่ยนวัตถุประสงค์แล้ว
ที่พัก จะใส่ว่าพักกับเพื่อนก็กระไรอยู่ ให้ใส่ชื่อที่อยู่โรงแรมซะ!
(คือไม่ต้องมีใบจองก็ได้ไงคะ ใส่ๆไปซะ เอาโรงแรมในย่านที่เราจะไปอยู่ยิ่งดี) แต่กรณีฉุกเฉิน หน้าตาเลิ่กลั่กอย่างเรา พี่เจ้าหน้าที่เค้าก็ช่วยเหลือเป็นอย่างดีค่ะ แต่ขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดนะคะ เดี๋ยวจะเสียรูปคดี เอิ๊กกก (จริงๆไม่มีอะไรหรอกค่ะ แต่การเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ที่มีคนวิวเกินสองร้อยคนนี่ อาจทำให้เสียชื่อได้ค่ะ แต่ก็ให้มั่นใจได้เลยว่าเจ้าหน้าที่ยินดีช่วยเหลือเต็มที่ค่ะ)

เอาล่ะ ในเมื่อเที่ยวคนเดียว แล้วพักโรงแรม ดังนั้น ตรง reference ก็เว้นว่างไว้ได้ สมมติว่าหนูไม่รู้จักใครไว้ก่อน (ก็เหมือนตอนขอวีซ่าอเมริกานั่นแหละ)

5. รอรับวีซ่า 5 วันทำการ ไม่ใช่ 2-4 วัน!

โอย ดีนะ ที่ตัดสินใจมาวันนี้ ตอนแรกเพื่อนบอกสองวันก็ได้ละ ก็กะจะทำหลังสอบเสร็จ โอยยย นี่ถ้าเรารอนะ ต้องไม่ทันแน่เลย

5. Transit Visa เตรียมเงินไป 800 บาทนะคะ! (ไม่ใช่ 260 นะ!)

พอทุกอย่างเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ก็สอบถามว่าจะมารับวีซ่าเอง หรือให้ส่งไปถึงบ้าน ส่งถึงบ้านค่าไปรษณีย์จัดส่งประมาณร้อยกว่าบาท ไม่แน่ใจ 125 หรือ 135 ถ้ามารับเอง สามารถมารับหลังวันนัดได้ และได้ทั้งวันด้วย เย้ๆ แค่ห้ามทิ้งไว้เกินสามเดือนเท่านั้นเอง (เอ่อ.. พี่คะ วีซ่าพี่ให้ขอล่วงหน้าได้สามเดือนคัฟเวอร์วันเที่ยวนี่คะ ทิ้งไว้สามเดือนก็แปลว่าหนูไม่ได้เที่ยวน่ะสิ)

เซนส์ของเราทำงานอีกแล้ววว เหนื่อยก็จริง แต่เสียดายตังค์ รับเองดีกว่า ช่วงระหว่างสัปดาห์พรีเซนต์งาน กับสัปดาห์สอบก็พอจะว่างอยู่บ้าง มารู้ทีหลัง ถูกต้องนะค้าบ เพราะพอเราจ่ายค่าวีซ่าแล้ว เหลือตังค์อยู่สี่สิบบาทเอง นี่ถ้าเลือกส่งไปรษณีย์ด้วยก็คงไม่พอแน่ ๆ

อ่ะ ต่อๆ พอพี่ที่รับเรื่องเอกสารเราบอกว่า "ค่าขอวีซ่า 795 นะคร้าบ" เราก็ "เท่าไรนะคะ!!!"
"795 ครับ" พี่งง
"อ้าว... ทำไมในเว็บบอกว่า ขึ้นจาก 240 เป็น 260 ล่ะคะ?" ตรูว่าตรูอัพเดทแล้วนะเฟ้ย รู้ว่ามันขึ้นราคาเนี่ย
"เอ่อ ค่าวีซ่า 260 แต่มีค่าธรรมเนียมของ JVAC 535 บาทครับ
ถ้าขอที่สถานทูต จะเสีย 260 บาทครับ"
"อ้าว ก็เมื่อเช้าเพิ่งไปมา เค้าบอกว่าให้มาที่นี่"
"ครับ"
"คือยังไงก็ต้องจ่ายเท่านี้ใช่มั้ยคะ?"
"ครับ"
"ทำไมในเว็บไม่อัพเดท"
"คือ.. ยังมีคนกลุ่มนึงที่ไปใช้บริการตรงนั้นครับ เว็บเป็นข้อมูลสำหรับคนกลุ่มนั้นครับ เข้าใจใช่มั้ยครับ"
"เอ่อ.. เข้าใจค่ะ" จริงๆแล้ว ไม่เฟ้ย ไม่เข้าใจอะไรเลย คนกลุ่มไหน อะไร ยังไง ถ้าชั้นเอาตังค์มาไม่พอทำไง นี่ก็พึ่งเซนส์อีกแล้ว เมื่อวานกดตังค์มาเติมกระเป๋า 800 บาท แถมวันนี้เติมบัตร MRT อีก 100 บาทด้วย นี่ถ้าชั้นนั่งแท็กซี่ หรือเลือกให้ส่งวีซ่าไปที่หอ ก็คงไม่พออ่ะดิ แล้วคนอื่นเค้าจะรู้มั้ย? โคตรรรจะงง

(สรุปภาพรวมขั้นตอน
1. เตรียมเอกสาร โดยเอกสารทุกอย่างต้องมีอายุไม่เกินสามเดือน
อย่างเราที่ขอเอกสารแม่มาทำวีซ่าอเมริกาตอนนั้น ตอนนี้ก็หมดอายุแล้ว ต้องขอใหม่ บอกแม่ล่วงหน้า ให้ส่งไปรษณีย์มาให้ทันเวลา

2. มาถึงปุ๊บ เจ้าหน้าที่จะช่วยกดบัตรคิวให้ ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่อยู่ กดเองก็ได้ เด็กเวิร์คแวะทรานสิท คือวีซ่าระยะสั้น กด C ค่ะ (ข้อมูลวันนี้นะ.. แบบว่า เมื่อคืนอ่านดู เค้าบอกกด A ง่ะ)

แต่ถ้ายังไม่กรอกเอกสาร ก็ชิลล์ไปกรอกก่อนได้ค่ะ คิวเร็วม้ากกก

นั่งรอที่ม้านั่ง

สภาพห้อง ด้านหลังแถวนั่ง เป็นที่ยืนกรอกเอกสาร
ด้านหน้า เป็นเคาน์เตอร์เหมือนธนาคาร มีเจ้าหน้าที่เยอะมาก มีจอเรียกคิว
ด้านซ้าย มี Photo booth ถ่ายรูปสำหรับคนเตรียมรูปไม่ผ่าน
มีเครื่องถ่ายเอกสารด้วย แต่ไม่ได้เข้าไปดูว่าคิดค่าบริการอะไรเท่าไหร่

3. พอเรียกแล้ว เราก็ไปหาเจ้าหน้าที่ตามช่องที่เรียกนั้น เจ้าหน้าที่จะตรวจเอกสาร พอครบ จะมีใบให้เราเซ็นลงชื่อว่าเราส่งเอกสารครบตามนี้

4. รับบัตรคิวใบเดิม มารอฝ่ายแคชเชียร์เรียกไปชำระเงิน (อยู่ทางด้านซ้ายมือของเคาน์เตอร์ยื่นเอกสาร)

5. จ่ายเงิน พร้อมรับบัตรนัดรับวีซ่า ห้าวันทำการ

เฮ้ออออ อัพเสร็จซะที ยาวหน่อยนะคะ
แต่เราว่าจำเป็น เราไม่เห็นกูเกิ้ลเจอข้อมูลพวกนี้เลยง่ะ ฮือ
หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเด็กเวิร์ค 2011 ทุกคนค่า

ปูลม (ป.ล.) จะกลับมาอีดิทบล็อกนี้อีกทีวันที่ได้รับวีซ่าค่ะ เค้านัด 23 แต่คงไป 25 ค่ะ



Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 29 กรกฎาคม 2554 12:30:43 น.
Counter : 825 Pageviews.

2 comment
ตั๋วเครื่องบิน + ที่พัก
เรื่องตั๋วเครื่องบิน

ความเดิม (สอง) ตอนที่แล้ว ../viewblog.php?id=priscilla87&date=04-12-2010&group=5&gblog=3

จากตอนนั้นถึงตอนนี้ ก็ไม่มีที่ไหนให้ราคาต่ำกว่านั้นอีกแล้ว และการเลื่อนวันเดินทางก็ค่อนข้างจำกัด ส่วนใหญ่จะเต็มหมดค่ะ

คำแนะนำ
1. ควรจองตั๋วตั้งแต่ปลายตุลาคม-ต้นเดือนพฤศจิกายน
(แต่เราช้าเพราะไม่แน่ใจวัน-เวลาสอบ)

2. การประเมินวันเวลาคร่าวๆ
ถ้าเรียนปริญญาตรี ก็ไปหลังจากสอบไฟนอลวันสุดท้ายเสร็จได้เลย (บางคนสอบบ่าย บินดึกก็มีค่ะ)
แต่ถ้าจะเผื่อพรีเซนต์งานสำหรับเด็กมาร์เก็ตติ้ง เผื่อประมาณหนึ่งสัปดาห์
โดยที่ ระวังว่า ตั๋ววีคเอนต์ คือศุกร์-อาทิตย์ (หรืออาจจะเป็นเสาร์-จันทร์ สำหรับบางสายการบิน) จะมีราคาแพงกว่าปกติ ดังนั้น เลื่อนวันให้เป็นวีคเดย์ดีกว่าค่ะ

ส่วนวันที่กลับมาก็ตามใจค่ะ
แต่เราให้ความสำคัญกับการเรียนมาก ดังนั้น จะกลับมาให้ทันเปิดเทอมค่ะ
(แต่เพื่อนบางคนก็เลทเป็นสองสามสัปดาห์เลยก็มีค่ะ) แล้วแต่วิจารณญาณ ความหนักหนาสาหัสในการเรียน และอาจารย์ประจำวิชาค่ะ (มีเรื่องเล่าว่า อ.บางท่านทราบดีว่าหมดช่วงทำงานแล้ว แต่เป็นช่วงเที่ยวต่างหาก ดังนั้นจึงหักคะแนนคนที่ไม่เข้าเรียน แม้จะอยู่เมืองนอกก็ตาม)

สรุปข้อมูลของเรา
ได้ตั๋ว กรุงเทพ-นิวยอร์ค, ลอสแองเจลิส-โตเกียว, โตเกียว-กรุงเทพ ในราคา 47,900 บาทค่ะ (ส่วนจาก นิวยอร์ค-รีโน่, รีโน่-ลอสแองเจลีส กะว่าทำงานเก็บเงินไปเองค่ะ หาไม่ได้ก็อดไปเยี่ยมโฮสต์!!!) (ราคาทั่วไป 53,000-60,000+) ขึ้นมาจากวันที่จองไว้ 300 เพราะพวก tax ภาษีสนามบินเปลี่ยนแปลงเป็นประจำค่ะ

สรุปคร่าวๆ ทริปนี้ จะไปทำงานที่นิวยอร์ค 9-10 สัปดาห์, เยี่ยมโฮสต์ประมาณ 1-2 สัปดาห์ (ยังไม่ได้ซื้อตั๋ว), เที่ยวโตเกียว 1 สัปดาห์, กลับมาเรียน :)

(ยังไม่ทราบว่าโตเกียวทริปจะไปได้ไกลแค่ไหน เพราะไม่ได้ขอเงินที่บ้านเพิ่มนอกจากตั๋วเครื่องบิน กะว่า จะเอาเงินที่หาได้จากนิวยอร์คนั่นแหละมาเที่ยว ของฝากสำหรับตัวเองไม่ต้อง แค่ทริปพวกนี้ก็เป็นยิ่งกว่าของขวัญสำหรับเราแล้ว)


ที่พัก

ช่วงนี้เริ่มหาที่พักกันได้แล้วค่ะ (สำหรับงานที่เค้าไม่จัดที่พักให้อย่างเรา) แนะนำให้ถามจากคนที่เคยไปเวิร์คที่นี่ปีที่แล้วค่ะ หาข้อมูลเรื่องย่านที่พักและราคา คุณก็จะพอได้ไอเดียคร่าวๆว่าย่านไหนใกล้-ไกล ปลอดภัยมาก-น้อย ราคาถูก-แพง ก็จัดไปตามชอบและงบประมาณค่ะ

ใครมีญาติหรือคนรู้จัก ไปขออยู่ หรือขอเช่ากับเขา ก็ราคาถูก และปลอดภัยดีนะคะ
แต่ใครอยากได้ประสบการณ์แชร์บ้านกับเพื่อนๆชาวไทยหลายๆคนก็ตามสะดวกค่ะ

สำหรับเรา เราพักกับเพื่อนของญาติ ราคาถูก ทำเลดีเชียวค่ะ ;)
อยู่ย่านที่เรียกว่า "Williamsburg" ใน Brooklyn ค่ะ

(เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าดีและปลอดภัยกว่าตัว Brooklyn ค่ะ neighborhood ของเราเป็นชาวอิตาเลี่ยน (เพื่อนๆที่บรู๊คลิน มีเนเบอร์ฮู้ดเป็นชาวละติน และผิวสีค่ะ) ไม่แค่นั้นสิ ยังใกล้ตัวเมืองมากกว่าบ้านที่มีคนแนะนำตั้งแปดสถานีรถไฟแน่ะ อ้อ แล้วเรายังได้ห้องส่วนตัว ไม่ต้องแชร์กับใครด้วยนะ ในราคา $300 ต่อเดือน นับว่าถูกมากกกค่ะ)


โอย ตอนนี้ไม่เป็นอันเรียนเท่าไหร่เลยค่ะ
หัวใจบินไปอยู่นิวยอร์คล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว
การอ่านไกด์บุ๊คของเราสนุกขึ้น เมื่ออ่าน Marketing in New York ประกอบ :)
ตอนนี้ชีวิตมีจุดหมายมากขึ้น
แต่ละคนคงจะมีนิวยอร์คของตัวเอง
เราไปคราวนี้ จะไปตามเก็บไอเดียแต่งดิสเพลย์หน้าร้านเก๋ๆ และ Ad โดนใจให้ได้เยอะๆเลยค่ะ :)



Create Date : 23 มกราคม 2554
Last Update : 12 มีนาคม 2554 19:58:09 น.
Counter : 253 Pageviews.

3 comment
สัมภาษณ์วีซ่า WAT2011
วันนี้ไปสัมภาษณ์วีซ่ามาค่ะ
แน่นอนว่า พริซซิลล่าไปไหน ย่อมเกิดวีรกรรมขึ้นทู้กกกที
วันนี้วีรกรรมจะเกิดขึ้นตอนไหน ติดตามได้เลยค่ะ

ช่วงเดือนที่แล้ว เอเจนท์จะแจ้งรายการเอกสารที่ต้องจัดเตรียมไปสัมภาษณ์นะคะ เสร็จแล้วก็ส่งทุกอย่างให้พี่เอเจนท์เรียบร้อย พี่เค้าก็จะเช็คเอกสารให้อีกรอบนึง พอถึงวันนัดสัมภาษณ์ก็เดินตัวปลิวมาเลยค่ะ พี่แยกเอกสารให้สองชุด ชุดแรกคือเอกสารที่ต้องยื่น ส่วนชุดสองเราเก็บสำรองไว้ ถ้าท่านกงสุลไม่รีเควสก็ไม่ต้องยื่นค่ะ

พริซได้คิวนัดสัมภาษณ์บ่ายโมง เอเจนท์นัดที่ตึกสินธรฝั่งตรงข้ามประมาณเที่ยงครึ่ง พริซก็เดินมาจากบีทีเอส (รู้อย่างนี้นั่งมอไซด์ดีกว่าค่ะ คือเราขาไม่ค่อยดี ปวดขามาก แต่ถ้าเป็นสภาพก่อนเคยขาหัก ระยะทางแค่นี้สบายมากค่ะ)
แกะรอยแผนที่ อ้า ต้องข้ามถนน ข้ามไปแล้ว เฮ้ย? ทำไมมีคนใส่ชุดน.ศ.อยู่ฝั่งนั้นล่ะ? (คือ schedule เด็กประมาณ 50 คนจากสามเอเจนซี่ค่ะ) ไม่จริงๆ เราเป็นนักอ่านแผนที่ตัวยง ไม่หลงๆ เดินต่อไปก่อนซิ ฮ่าาา ถูกต้องนะค้าบ ในที่สุดก็เจอพี่เอเจนท์ค่ะ
พี่แจกเอกสารอย่างที่พริซเล่าตอนแรก อธิบายขั้นตอนการไปสัมภาษณ์คร่าว ๆ ก็ไม่มีอะไรใหม่นะคะ เหมือนที่พี่เอเจนท์เคยอีเมลล์ให้ แล้วเราก็ปรินท์มาอ่านทบทวนแล้วเป็นอย่างดี
แล้วพี่ก็ถามว่าน้องสนใจซื้อบัตร International Student มั้ย? เริ่ดมาก ใช้เป็นส่วนลดเข้ามิวเซียมต่าง ๆ หรือช้อปปิ้งบางที่ได้ โอ๊ะเค่! พริซไปนิวยอร์ค มิวเซียมต้องเข้าอยู่แล้วล่ะ

เอกสารพร้อม น้องพร้อม เราก็ยกขบวนไปฝั่งตรงข้ามกัน หน้าสถานทูตอเมริกา มีเพื่อน ๆ ใส่ชุดนักศึกษายืนต่อแถวยาว ทราบทีหลังว่า มีมาจาก Global-X แล้วก็ Acadex ค่ะ (เอเจนท์ของเราคือ Itworks ค่ะ)

ยืนต่อแถวหน้าสถานทูตร้อนๆ เค้าเรียกเข้าไป batch ละ 5-7 คน
ก็ ยื่นเอกสารเซ็ตแรกที่พี่เอเจนท์เตรียมไว้ให้ พร้อมพาสปอร์ตเล่มเก่าเล่มใหม่ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเบื้องต้น เช็คชื่อเรากับลิสต์รายชื่อคนนัดสัมภาษณ์วันนี้ จดรหัสลงใบ confirmation (เป็นใบที่เราปรินท์ออกมาเมื่อกรอกข้อมูลขอวีซ่าออนไลน์เสร็จแล้ว) แล้วก็แจกใบสีฟ้ามา ใช้กรอกรายละเอียดและที่อยู่ส่งพาสปอร์ตแปะวีซ่ากลับค่ะ

ต่อมาก็คือฝากอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ไว้กับเจ้าหน้าที่พร้อมบัตรประชาชน หรือบัตรนักศึกษา (เข้าใจว่า ถ้าลืมเอากลับ เจ้าหน้าที่จะได้เปิดถุงดู แล้วทราบว่าต้อง alert ใครที่ไหนน่ะค่ะ) ซึ่ง แม้กระทั่ง thumb-drive, ipod หรือ usb ก็ต้องฝากด้วยนะคะ เค้าจะใส่ถุงล็อกกุญแจให้ แล้วเอากุญแจผูกกับสายรัดข้อมือยืดๆให้คล้องค่ะ ทีนี้ก็เอากระเป๋าที่เหลือไปเข้าเครื่องสแกน ถ้าผ่านแล้วถึงให้คนผ่านประตูไปทีละคนค่ะ ถ้าไม่ผ่าน ก็ต้องเอาของออก แล้วเอากุญแจให้เจ้าหน้าที่เอาไปเก็บใหม่อีกรอบ
ซึ่ง แน่น้อน พริซไม่พลาด วีรกรรมแรกของวันนี้คือโดนตื๊ด งงมาก เจ้าหน้าที่บอก น้องมี thumb-drive อีกอันยังไม่ได้เอาออก งงจริงๆ เพราะชัวร์ว่าเอามาอันเดียว และดีแคลร์ไปแล้ว แต่ค้นไปค้นมาก็เจอค่ะ เป็นยูเอสบีเล็กๆ สำหรับต่อเครื่องเอ็มพีสามเข้ากับคอมพ์น่ะ โอ้โห!!!

ผ่านทัพหน้ามาได้ก็ผ่านประตู เดินไปตามทางเดินซ้ายมือเลยค่ะ ด่านแรก เราต้องกรอกข้อมูลในใบสีฟ้าให้เสร็จเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ถามว่า เคยได้วีซ่าไปอเมริกามั้ย จดรหัสเพิ่มเติมลงในใบคอนเฟิร์มนั่น แล้วจัดชุดเอกสารเข้าแฟ้มซองให้ถือคนละใบ ของเราเค้าใช้ยางมัดของรัดพาสปอร์ตสองเล่มติดกัน แล้วดึงรูปออกมาคืนใบนึง (คือเอเจนท์เราขอรูปมาเผื่อด้วยน่ะค่ะ)

ผ่านด่านแรกแล้วก็ไปด่านที่สอง ต่อแถวรอนานมาก (มองกลับมา อื้ม สถานทูตเค้าจัดการดีเนอะ ค่อยๆทยอยมาด่านแรกสบายๆ เสมือนคนน้อย อิอิ) ด่านที่สองมีสามช่อง เหมือน แบงค์เทลเลอร์ ปกติรับทีละคน พอเห็นมาจากเอเจนท์เดียวกัน จะรับทีละสี่ห้าคน จากแถวคอยคิว ให้มายื่นเอกสารพร้อมกันที่เคาเตอร์ เค้าจะตรวจดูของทุกคน ถามคำถามบ้าง แต่ที่แน่นอนคือ "ตรวจสอบเอกสารแล้วนะ ตามนี้หมดนะ" นอกจากนี้ก็เช่น "ตอนนี้เรียนอยู่ปีอะไร สอบไฟนอลริยัง ฯลฯ" พร้อมกับย้ำให้อ่านประกาศข้างๆ คือเมื่อแสกนลายนิ้วมือแล้ว สัญญาว่าสิ่งที่สัมภาษณ์เป็นความจริง เมื่อถามตามหน้าที่เสร็จแล้ว ก็ให้สแกนลายนิ้วมือ ครั้งแรกสี่นิ้วมือซ้าย ครั้งสองสี่นิ้วมือขวา และครั้งที่สามนิ้วโป้งทั้งสอง โดยขอย้ำว่าให้เช็ดมือแห้งๆ แล้วก็กดแรงๆค่ะ
แล้วเจ้าหน้าที่ก็ปรินท์บัตรคิว ให้เดินเข้าห้องไปนั่งรอคิวสัมภาษณ์ได้

ในห้องนักศึกษาเยอะมากกก หาที่นั่งยากจริง สถานทูตเปิดแดจังกึม รีเพลย์สำหรับคุณแม่บ้านรอบบ่ายโมง โอ้ว! ซับจีนอีกต่างหาก ฮ่าๆๆๆๆ

ซักพัก สถานทูตเริ่มปรับตัวต่อการบุกจู่โจมของนักศึกษาประมาณห้าสิบหกสิบคน นอกจากเปิดเคาน์เตอร์ขอบัตรคิวในห้องนี้เพิ่มอีกสองเคาน์เตอร์แล้ว มีการประกาศเรียกเด็กมายืนรอคิวสัมภาษณ์ครั้งละสิบคน มีสามเคาน์เตอร์ แปลว่ายืนทีละสามสิบคน ส่งผลให้เก้าอี้นั่งรอโล่งไปเยอะ

ระบบดูดเสียงดีนะ ตอนเรานั่งรอ ไม่ได้ยินเสียงสัมภาษณ์เลย (อ้อ! ขออธิบายก่อน คือการสัมภาษณ์เนี่ย ไม่ได้นั่งสัมภาษณ์เหมือนตอนสอบเข้า หรือตอนขอพาสปอร์ตนะคะ เป็นเคาน์เตอร์ให้เรายืนพูดกับเค้าเหมือนอยู่ที่ธนาคารน่ะค่ะ แต่กระจกกั้นเยอะมาก มีช่องเล็กๆให้สอดเอกสารระหว่างกันได้เท่านั้นเอง นึกถึงเจ้าหน้าที่ BTS ก็ได้ค่ะ) (พริซเคยไป AFS ตอนนั้นได้วีซ่าโดยไม่ต้องสัมภาษณ์ นี่เป็นครั้งแรกที่มาขอวีซ่าเองค่ะ)

ถึงคิวเราแล้ว เย้ ไปต่อแถวรวมกับเพื่อนกัน พอมายืนเนี่ย ได้ยินเสียงคำถามชัดเจน คำถามที่ได้ยินระหว่างยืนรอคือ "Where are you going to work?" อันนี้ไฟลท์บังคับจริงๆ แทบจะเป็นคำถามแรกของทุกคน นอกนั้นก็มี "Have you been to the US before?" "What are you studying?" "What's your major?" "When will you graduate?" แล้วก็ถามถ้าเกรดต่ำ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ เหมือนในโพยที่เอเจนท์อีเมลล์ให้ (ไม่ได้อวยนะ.. แต่ Itworks นี่เวิร์คจริงๆ ;) เค้าเตรียมความพร้อมทุกอย่างให้เราได้จริงๆ)

ระหว่างรอ เราก็เตรียมเอกสารออกจากแฟ้ม ก็มีแพลนไปเที่ยวของเราเผื่อเค้าถาม (เราบ้า organize น่ะ จัดทริปตัวเองทำปฏิทินเที่ยวเรียบร้อยแล้ว) แผ่นพับโครงการที่เรียนอยู่ เนื่องจากเราเรียนโครงการห้าปีจบโท ตอนนี้ปีสี่เทอมสอง แต่มันคือปริญญาโท อธิบายแล้วคนส่วนใหญ่จะงง แผ่นพับนี่จะมีไทม์ไลน์ให้ว่า สามปีครึ่งเรียนตรี แล้วปีครึ่งเรียนโทต่อได้เลย แล้วก็ไฟล์เวิร์ดที่เราปรินท์ข้อมูลสถานที่ที่เราจะไปทำงานออกมา

ถึงคิวเรา เอ่อ... เค้าไม่สนใจเท่าไหร่ คือเหมือนเค้ากำลังเทรนงานเจ้าหน้าที่กงสุลคนใหม่ซึ่งมายืนสังเกตการณ์ใกล้ๆน่ะ เค้าหันไปคุยกับคนนั้นตลอดเลย (ระหว่างการสัมภาษณ์ก็ถามเราคำสองคำแล้วหันไปสอนงานนานมาก แล้วหันมาคุย) อ้ะ ได้ฤกษ์ซะที ก็หันมา Hello!
คำถามแรกของเราคือ "Have you been to the US before?"
เรา ซึ่งงงมากว่า จะให้พูดใส่อะไร ไมค์อยู่ตรงไหน เลยตอบดังมาก (จะได้ทะลุกระจกไง) ว่า "Yes"
"Have you been on the Work & Travel program before?"
"No, I went for, like, high school exchange student."
"Where did you go?"
"Nevada. Reno, Nevada"
"Did you gambling?" (คือ รีโน่เป็นเมืองใหญ่ มีชื่อเสียงเรื่องกาสิโนค่ะ)
"No! I was underage"
"Have you been trying?"
"*giggle* No! I'm a good girl!"
"I believe you. Where are you going this year?"
"New York. I'll be working on Liberty Island. Anywhere better than this? *giggle*"
"I agree."
แล้วก็หันไปคุยต่อ

แล้วคำถามที่เรากลัวก็โผล่มา "When will you graduate?" คือด่านก่อนๆเราขี้เกียจพูดมาก ก็ตอบว่าปีสี่ จบมีนานี้ แต่กับคนนี้ เราก็อยากคอนเฟิร์มด้วยว่าจะกลับมาเรียนแน่ๆนะค้า (คือบางคนที่อยู่ปีสี่ ท่านกงสุลก็จะถามย้ำหน่อยว่า มีแพลนจะกลับมาเรียน หรือทำงานต่อยังไง เพื่อคอนเฟิร์มว่า จะไม่หนีไปอยู่อเมริกาถาวรแน่นอน) เราเลยตอบความจริงอันน่าสับสนออกไป

"Uh.. Actually I have just finished my Bachelor's degree. I have to show you this brochure. I'm on a fast-track program. Three and a half year for Bachelor's then a year and a half for master's."

"So, now you study Master's?"
"Yes."
"What's degree you're gonna get?"
"I'm gonna get both Bachelor's and Master's"
"Are you gonna get MBA?"
"Yes. Wait, Actually Master of Science, in Marketing Management."
แล้วเค้าก็หันไปคุยอีก ตอนนั้นเราคิดมากว่า เฮ้ยยย แล้วไงต่อออออ

พอซักถามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เค้าจะให้สแกนนิ้วยืนยันอีกทีว่าตรงกับที่สแกนมาข้างหน้ามั้ย โดยสุ่มเอานิ้วเดียว เช่น "Your right middle finger" ททีนี้ผลของการเป็นเจ้าแม่ออร์แกไนซ์ ท่องโพยที่พี่เอเจนท์เมลล์มาให้เป็นอย่างดี ทุกคนควรรู้ไว้ ดังนี้ค่ะ (สำคัญนะคะ มีคนนึงไม่ผ่านล่ะ คือฟังและตอบไม่ได้ พอให้วางนิ้ว ก็วางนิ้วผิดอีก ก็ไม่ผ่านเลยค่ะ อืม แต่ก็วัดดวงเหมือนกัน กงสุลบางท่านจะชูนิ้วตัวเองให้ดู ว่าอยากให้เราเอานิ้วไหนวาง วัดดวงจริงๆค่ะ ว่าได้กงสุลใจดีหรือซีเรียสแค่ไหน)
นิ้วโป้ง thumb
นิ้วชี้ index
นิ้วกลาง middle finger
นิ้วนาง ring finger
นิ้วก้อย little finger

ในที่สุดเค้าก็หยุดคุย แล้วดูเอกสารเรา แล้วยื่นพาสปอร์ตเล่มเก่าให้ (คือเก็บแต่เล่มใหม่ไปออกวีซ่าให้) "You may keep this. Now take the form to pay at the Thai Post. Have fun!" เราก็หมุนตัวออกมา ส่งยิ้มให้แถวเรา ซึ่งคงได้ยินเราพูดเสียงดังฟังชัด ไม่มีใครสงสัยอะไร
ทีนี้ แอบอยากเห็นหน้าเจ้าหน้าที่แถวสามอ่ะ คือ เราอยู่แถวหนึ่งน่ะได้ยินเสียงเค้าตลอดเลยไม่ว่าจะอยู่ในแถว หรือกำลังสัมภาษณ์อยู่ก็ตาม เสียงเค้าเพราะด้วย แล้วก็ชอบแกล้งเด็กว่า จะฝึกภาษาแต่ไปกับเพื่อนเป็นฝูง ก็ไม่ได้ฝึกพูดหรอกนะ อะไรงี้ พอดีน้องบิวอยู่แถวสามด้วย เลยเดินไปเนียนๆกับน้องดีกว่า (คือ สถานทูตเค้าขอว่า ใครสัมภาษณ์เสร็จให้ออกไปจ่ายเงินที่ไปรษณีย์ข้างนอกเลย เพราะถ้ายืนรอเพื่อน จะทำให้ข้างในแออัด)
เอ๊ะ? ไอ้การเดินตัดแถวสองนี่มันง่ายผิดสังเกตแฮะ? แล้วทุกคน แถวสองแถวสาม จ้องหน้าเราแปลกๆ จ้องนะ ไม่ใช่มอง จ้องแบบอยากจำหน้าเราให้ได้เลยล่ะ เราก็อึดอัดๆ คุยกับน้องบิวซักพัก หันกลับมาดูหน้าท่านกงสุลหญิง แล้วเดินออกไปข้างนอก

มีบู๊ทไปรษณีย์เล็กๆ เราก็ยื่นฟอร์มสีฟ้าที่เขียนไว้แต่แรกให้เค้า พร้อมกับจ่ายเงินค่าไปรษณีย์ไป เค้าจะให้ซองสีเหลืองไซส์เอสี่ จ่าหน้าซองผู้ส่งเรียบร้อยกลับมา ให้เอามากรอกชื่อและที่อยู่ผู้รับ ระบุว่า ชื่อภาษาอังกฤษ (จะได้แมทช์กับวีซ่าได้มั้ง?) แต่ที่อยู่ภาษาไทย (กันบุรุษไปรษณีย์อ่านไม่ออก?) แต่ของเด็กเวิร์คสบายมาก เอเจนท์ต่าง ๆ จะพิมพ์ชื่อที่อยู่ให้แล้ว (จะได้ส่งกลับมาที่เอเจนท์) แค่ลอกเทปสองหน้าที่แปะอยู่ด้านหลังออก แปะซองแล้วก็จบเลย

ระหว่างรอจ่ายเงิน มองดูแฟ้มตัวเองแล้วยูเรก้า!!!
ภาพแฟลชเข้ามาเป็นซีนาริโอ้
แว้บแรก "เรามาจ่ายเงิน เพื่อให้เค้าส่งพาสปอร์ตกลับไป"
แว้บสอง "วีซ่าเล่มเก่าของเรา อยู่บนกองแฟ้ม" (คือ เราเอาแฟ้มกล่องไปด้วย เอกสารจะได้ไม่ยับน่ะค่ะ)
แว้บสาม "จากโพยที่เอเจนท์อีเมลล์มาให้ระบุว่า โปรดอย่าให้สถานทูตคืนพาสปอร์ต เพราะถ้าคืนแปลว่าไม่ผ่าน แต่ถ้าไม่คืน แปลว่าเอาพาสปอร์ตไปออกวีซ่าให้"

ยูเรก้าาาาา

สายตาประหลาดยี่สิบกว่าคู่
พวกเธอนึกว่าช้านขอวีซ่าไม่ผ่านกันใช่ม้ายยยยยยย
โอ้ววววววววววว

Bad image ฟรีๆเลยนะเนี่ย

(พอคนที่ยืนใกล้เรามาจ่ายเงิน เค้าบอกว่า ไม่หรอก ที่มอง เพราะเราตอบฉะฉาน ชัดเจนเสียงดัง.. ใจชื้นมานิดนึง แต่เมื่อกี๊เฟซบุ๊คถามน้องบิวที่เราเดินไปคุยด้วย เค้ายืนยันความคิดเรา ทุกคนตกใจมากว่ายัยคนนี้ไม่ผ่าน ฮ่าๆๆๆๆๆๆ นี่ชั้นทำให้ยี่สิบคนสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเองเหรอเนี่ย??? โอ๊ยยยย ยัยโก๊ะ 555555+)

ว่าแต่.. จะมีหนึ่งในยี่สิบคนมาอ่านบล็อกเรามั้ยนะ? คุณเข้าใจผิดแล้วค่ะ ฮ่าๆๆๆๆ

*เพิ่มเติม
วีซ่าสมัย AFS ที่หมดอายุของเราในเล่มเก่านี้ เค้าจะประทับตรา "Cancle Without Prejudice" ให้ คือ ยกเลิกวีซ่า เนื่องจากหมดอายุ หรืออาจเป็นกรณีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของเรา และไม่มีผลต่อเครดิตเราค่ะ



Create Date : 09 ธันวาคม 2553
Last Update : 29 กรกฎาคม 2554 12:29:38 น.
Counter : 286 Pageviews.

1 comment
สัมภาษณ์เวิร์ค + อัพเดท
หายหน้าไปเป็นเดือน
บีซี่กับการเรียนค่ะ
ยังไงสัญญาว่าจะเขียนบล็อกให้ครบจนกลับมาแน่นอน
ประทับใจเวลากูเกิ้ลหาข้อมูลแล้วได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากจากชาว bloggang ค่ะ

เทอมที่แล้วจบป.ตรีแล้วนะคะ เย้ๆ
ตอนนี้ขึ้นป.โทเทอมแรกค่ะ
(เราเรียนโครงการห้าปีจบโทน่ะ.. สามปีครึ่งป.ตรี แล้วต่อด้วยโทอีกปีครึ่งได้เลย)

อัพเดทเหตุการณ์รวมๆนะคะ


1. สัมภาษณ์เวิร์ค

เราก็เตรียมหัวข้อตามที่เสิร์ชจากเน็ตนี่ล่ะค่ะ
พอไปถึง เค้าสัมภาษณ์เป็นกลุ่ม ตาม placement งานที่เดียวกัน
ทีมเราก็มีสี่คน เป็นคิวที่สอง
(ตอนแรกตื่นเต้นเร็วจัง หลังๆดีใจ เป็นชั่วโมงยังไม่เสร็จเล้ย ถ้ารอคิวหลังๆคงแย่)

กรุ๊ปเรา เค้าสัมภาษณ์น้องคนนึงก่อน แล้วจะทำสัญญาจ้างงานลงคอมพ์
(คือ วันเวลาที่เราสัญญาว่าจะทำงานกับเค้า ก็ต้องดูวันที่เราจะไปทำได้ คือบวกเวลาหลังสอบเสร็จแล้วเท่าไหร่ก็กะไป และวันเวลานี้ต้องอยู่ภายใต้กฏของเค้าแต่แรก ว่าเข้าเร็วสุดช้าสุดเมื่อไหร่ ออกเร็วสุดช้าสุดเมื่อไหร่)
ไหนๆคีย์แล้ว เลยเอาทุกคน ถึงคิวเรา เลยไม่ได้ถามอะไรมาก นอกจากข้อมูลที่ต้องกรอกฟอร์มนั้น

เรามีปัญหานิดหน่อย คือ เราเริ่มเรียนป.โทแล้ว ดังนั้นก็ไม่อยากกลับมาช้า มาตามงานแน่นอน น้องป.ตรีทำได้ เพราะเรียนชิลล์กว่า งานไม่เยอะ แต่ยังไงเราก็ไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่เป็นอาจารย์ด้วย ยังไงไม่ยอมให้กระทบการเรียนแน่นอน วันที่เราอยากออก มันก่อนวันที่ในสัญญาด้วยซ้ำ ซึ่งที่ทำไปตอนนี้ก็คือทำตามสัญญานั่นแหละ (เพราะเพื่อนๆที่ไปปีที่แล้วบอกว่า.. ไม่ซีเรียส ไปคุยกับบอสทีหลังได้)

แต่เจ้าหน้าที่ที่สัมภาษณ์เรา (เป็นเอเจนท์ของทางอเมริกา) เค้าก็ไม่พอใจเราอ่ะนะ เพราะชาวบ้านไปทำกันสามสี่เดือน ยัยนี่จะทำสองเดือน

สรุป ถึงไม่พอใจยังไง เราก็เล่นตามกฏอยู่ดีจ้า สรุปก็ได้งานที่นี่แหละ.. Evelyn Hill- Liberty Island and Ellis Island!

2. เอกสารขอวีซ่า
เตรียมและส่งเรียบร้อยแล้ว ไม่ยากเท่าไหร่ค่ะ เป็นเอกสารที่ขอจากมหาลัยได้ทันที จะมีก็แต่เอกสารรับรองของผู้สนับสนุนทางการเงิน ที่ต้องขอให้คุณแม่เตรียม และส่งมาให้ทางไปรษณีย์ค่ะ

ส่งเอกสารแล้ว ก็บอกพี่ๆว่า พี่คะ ปลายเดือนหนูสอบ ขอสัมภาษณ์เร็วๆนะคะ ซึ่งก็เร็วสมใจค่ะ พฤหัสนี้แหละจะได้สัมภาษณ์แล้ว ยังไงจะมาอัพให้นะคะ

3. บ้าน
อันนี้ที่บ้านเป็นห่วงมากค่ะ ญาติๆก็ห่วงมาก ดุกันใหญ่ ทีหลังอยากไปก็ไปพักด้วยแล้วเที่ยวเองเซ่ มาทำงานทำไมให้ลำบาก
เรามีเหตุผลของเรานะ.. แต่ขี้เกียจชี้แจงประเด็นเต็มๆไป.. แต่เราเชื่อมั่นในเหตุผลของเรา...
คุณแม่ และญาติๆ ก็แนะนำคอนแทคที่นิวยอร์คกันสุดฤทธิ์
เอาจริงๆเราก็ไม่กังวลมาก เพราะไปช้ากว่าเพื่อนตั้งสองสามสัปดาห์ ยังไงคงมีที่พักซักที่แหละ
แต่ตอนนี้ที่เล็งไว้ เป็นที่ที่พี่ที่เอเจนซี่แนะนำ (คือ ปีที่แล้วเค้าไปเวิร์คที่นี่เหมือนกันค่ะ) ราคาถูกน่าสนใจค่ะ 350$ ในนิวยอร์ค เราว่าถูกนะ (ปกติสี่ร้อยอัพค่ะ)

5. ตั๋วเครื่องบิน
โอย วุ่นวายตั้งแต่จัดวันแล้ว
เรียนการตลาดปริญญาโทอย่างนี้ ต้องเผื่อเวลาพรีเซ้นท์งานหลังสอบไฟนอลด้วยค่ะ ตอนแรกก็เผื่อสองอาทิตย์ ทีนี้ติดวีคเอนด์ ตั๋วแพง เลยปรับเข้ามา เอ๊ะ.. ถ้างั้นเผื่อแค่อาทิตย์เดียวเลยละกัน? (พอดีมีเพื่อนไปซัมเมอร์ที่นิวยอร์ค ก็เผื่ออาทิตย์เดียวเหมือนกัน) แต่สุดท้ายได้อาทิตย์ครึ่งค่ะ เพราะช้าหรือเร็วกว่านี้สองสามวัน.. "ไม่มีที่นั่งบนเครื่องบิน" ค่ะ

เราขอคอนแทคเอเจนท์ขายตั๋วราคาถูกจากเพื่อนๆที่ไปเวิร์คกันปีที่แล้ว และญาติด้วย ก็โทร.ไปหาทุกที่ รวมห้าที่
แพลนของเราเริ่ดหน่อย ขาไป BKK-JFK แต่ขากลับ LAX-NRT เนื่องจาก จะกลับไปเยี่ยมโฮสต์ก่อน ที่ Reno, NV แล้วยังไม่กลับไทย จะไปลั้ลลาที่โตเกียวอยู่ซักพักด้วยค่ะ แล้วค่อย NRT-BKK ให้ทันเปิดเทอม

ปีที่แล้วเพื่อนหาได้ประมาณ 48,000
ปีนี้เดือนตุลา ที่ไหนๆก็บอก 53,000
คราวนี้โทร.ห้าเอเจนท์ มีที่นึงให้ 48,000 อีกที่ให้ 55,000 ที่เหลือไม่คอนเฟิร์ม พอเราเมลล์บอกที่ 55,000 ว่ามีคนให้ 48,000 เท่านั้นแหละ เค้าก็หาใหม่ให้ บอกได้ 48,000+ (แพงกว่าที่เจ้าแรกหาให้ไม่กี่ร้อยค่ะ) ชิส์! แล้วไม่เอาราคานี้ให้ชั้นแต่แรก!!! ตอนนี้ก็จอง.. แต่ยังไม่คอนเฟิร์มอ่ะนะคะ คาดว่ามกราอาจถูกได้อีก
ที่เอามาลงเนี่ยจะบอกว่า เพื่อนๆเช็คค่าตั๋วดีๆนะคะ
(หมายเหตุ ตัวเลขข้างบนคือประมาณการนะคะ ดีเทลจริงๆจะลงไปถึงหลักร้อยค่ะ)

แค่นี้ก่อนละกัน.. เดี๋ยวสัมภาษณ์วีซ่าเป็นไงแล้วจะมาอัพค่ะ :)






Create Date : 04 ธันวาคม 2553
Last Update : 29 กรกฎาคม 2554 12:28:52 น.
Counter : 339 Pageviews.

2 comment
ได้โควต้าไปนิวยอร์คละนะ เย้ๆ
หายไปนานเลย
ติดสอบมิดเทอมอยู่เป็นเดือนเลยค่ะ

ท้าวความก่อน
พริซรอไปทำงานบนเกาะลิเบอร์ตี้เป็นคิวที่เจ็ดค่ะ
จ่ายเงินรอตั้งแต่มิถุนาแล้ว
ทางเอเจนท์ก็เพิ่งส่งเรซูเม่ไปให้ทางนั้นดู..
ก็..รอผลพิจารณาสองอาทิตย์..

ระหว่างอ่านสือสอบปรากฏว่า..
พี่ขวัญ เจ้าหน้าที่สุดน่ารักโทร.มาบอกว่า..
เอ็มพลอยเยอร์ให้โควต้าเอเจนท์นี้มา... สี่ที่!!!

แต่ด้วยความสวยของเรา 5555+
เอ๊ย ไม่ใช่สิ ความโชคดีของเราต่างหาก
ทำให้ที่แรกๆเค้าสละสิทธิ ไม่ไปนิวยอร์คกันแล้ว
หนูพริซซิลล่าเลยเลื่อนมาเป็นคิวที่สาม โฮะๆๆๆๆๆ
ตามมาด้วยเฟิร์น ที่รู้จักกันผ่านทู้ที่เราตั้งไว้ในพันทิป ตามมาเป็นคิวที่สี่ติดๆ
ถามพี่ขวัญดูแล้ว สองคนแรกเป็นผู้หญิงเหมือนกัน..
อ่า... ถ้างั้น.. เราก็มี Sex and The City ในเวอร์ชั่นของเราเองแล้วสินะ โฮะๆๆๆ ดิชั้นขอเป็นคุณนายชาร์ล็อตต์ค่ะ! ใครจะเป็น SJP ก็ปล่อย she ^^ อิอิ

ณ จุดนี้.. รอสัมภาษณ์กับนายจ้างปลายเดือนตุลาอีกครั้งค่ะ เย้ๆ



Create Date : 27 สิงหาคม 2553
Last Update : 29 กรกฎาคม 2554 12:28:30 น.
Counter : 191 Pageviews.

4 comment
1  2  3  4  5  

Praew Priscilla
Location :
ลำปาง  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Hey!

Thanks for dropping by my blog! I'm Praew Priscilla.
Just the sweetest travelista mermaid living her happy life and keeping positive vibes.

Follow me at Instagram "PraewPriscilla"
Contact me at praewpriscilla@gmail.com
New Comments