photo 8.png

รู้ทัน ...ป้องกันได้ กับ โรคไข้เลือดออก




ไข้เลือดออก


ไข้เลือดออก, ชนิดของไข้เลือดออก, การดำเนินของโรค, การดูแล, การทำtouniquet, ยุง, การระบาด, ผลเลือด, การป้องกัน

Dengue Hemorrhagic Fever


 photo bigstock-Mosquito-Sucking-Blood-set-B.jpg
Image Source: bigstockphoto.com

ไข้เลือดออกเป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ Dengue virus ซึ่งเชื้อไวรัสนี้ทั้งหมด 4 สายพันธุ์ คือ เดงกี 1, 2, 3 และ 4 ซึ่งมักพบระบาดในเขตร้อน แต่เดิมในประเทศไทยจะพบระบาดมากในฤดูฝน แต่อาจเป็นเพราะสภาพภูมิอากาศ และภูมิประเทศที่เปลี่ยนไปทำให้โรคไข้เลือดออกสามารถพบได้ทั้งปี ไข้เลือดออกมียุงลายตัวเมียสายพันธุ์ Aedes aegypti เป็นพาหะของโรค โดยยุงลายจะกัดผู้ที่เป็นโรคก่อน จากนั้นจะไปกัดผู้อื่นที่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงและแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ ดังนั้นเมื่อพบผู้ที่เป็นไข้เลือดออกคนหนึ่งแล้ว จึงมักพบผู้ที่อาศัยในบ้านเดียวกัน หรือเพื่อนร่วมโรงเรียน ร่วมชั้นเรียนเป็นโรคเหมือนกัน



แต่เดิมไข้เลือดออกเป็นโรคที่มักพบในเด็กโดยเฉพาะเด็กวัยเรียน แต่ปัจจุบันพบในเด็กวัยรุ่น และในผู้ใหญ่มากขึ้น หากผู้ใหญ่ได้รับเชื้อโรคไข้เลือดออกจะรุนแรงกว่าเด็ก และไม่ควรซื้อยามากินเอง หากมีคนในครอบครัวป่วยมีไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียส ควรรีบพบแพทย์ทันที



อาการของโรคไข้เลือดออก แบ่งเป็น 3 ระยะได้แก่ ระยะที่ 1 ระยะไข้สูง ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกิดขึ้นฉับพลันและไข้จะสูงลอยตลอดเวลาอยู่ประมาณ 2-7 วัน กินยาลดไข้ ไข้มักจะไม่ลด หน้าแดง ตาแดง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ กระหายน้ำ เบื่ออาหาร อาเจียน ซึม บางรายอาจปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงขวาหรือปวดท้องทั่วไป และอาจมีท้องผูกหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย ส่วนมากมักไม่มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลหรือไอมากแต่บางรายอาจมีอาการเจ็บคอ คอแดงและไอเล็กน้อยประมาณวันที่ 3 อาจมีผื่นแดง ไม่คันขึ้นตามแขนขาและลำตัวอยู่ประมาณ 2-3 วัน บางรายอาจมีจ้ำเขียวหรือจุดเลือดออกเกิดขึ้นซึ่งมีลักษณะเป็นจุดสีแดงเล็กๆ ขึ้นตามหน้า แขนขา ซอกรักแร้ ในช่องปาก และอาจคลำพบตับโตกดเจ็บเกิดขึ้นได้ ในระยะนี้ถ้ามีอาการรุนแรงจะปรากฏอาการระยะที่ 2 ต่อไป

ระยะที่ 2 ระยะช็อกและมีเลือดออก อาการมักจะเกิดช่วงวันที่ 3 - 7 ของโรคซึ่งถือว่าเป็นช่วงวิกฤต โดยอาการไข้จะลดลงอย่างรวดเร็วแต่ผู้ป่วยมักมีอาการทรุดหนักและมีภาวะช็อกเกิดขึ้น คือ กระสับกระส่าย เหงื่อออก ตัวเย็น มือเท้าเย็น ปัสสาวะออกน้อย ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ความดันเลือดต่ำ ซึม นอกจากนี้อาจมีเลือดออกตามผิวหนังหรือมีจ้ำเขียวพรายย้ำขึ้น เลือดกำเดาไหล อาเจียน และถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสดๆ หรือเป็นสีกาแฟ ระยะนี้กินเวลาประมาณ 24 – 48 ชม. ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงทีอาจอันตรายถึงชีวิตได้ แต่ถ้าผู้ป่วยสามารถผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปได้ก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3

ระยะที่ 3 ระยะฟื้นตัว ในรายที่ได้รับการรักษาถูกต้องและทันท่วงที ภาวะช็อกไม่รุนแรงอาการต่างๆจะเริ่มดีขึ้น และอาการที่แสดงว่าผู้ป่วยดีขึ้น คือ เริ่มรับประทานอาหารได้ ลุกนั่งได้ และร่างกายจะค่อยๆฟื้นตัวสู่สภาพปกติ ระยะนี้อาจกินเวลาประมาณ 2-3 วัน รวมระยะเวลาของโรคไข้เลือดออกที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนประมาณ 7-10 วัน



การป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงลายกัด ทำได้โดย

1. นอนในมุ้งหรือห้องที่มีมุ้งลวด
2. จุดยากันยุงหรือใช้ยาทาหรือยาฉีดกันยุง และควรใช้อย่างระมัดระวัง
3. ไม่ควรอยู่ในบริเวณที่อับลมหรือเป็นมุมมืด มีแสงสว่างน้อย
4. หมั่นอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดเพราะเหงื่อจะดึงดูดให้ยุงกัดมากขึ้น


วิธีควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ทำได้ดังนี้

1. กำจัด - ทำลาย - ฝัง - เผา เศษภาชนะที่ไม่ใช้ภายในบ้านและบริเวณรอบบ้านไม่ให้มีน้ำขัง
2. ควรปิดฝาโอ่งน้ำดื่ม น้ำใช้ ให้สนิท
3. ใส่ผงซักฟอกหรือน้ำส้มสายชูหรือเกลือแกงหรือขี้เถ้าหรือทรายอะเบต หรือเทน้ำเดือดลงในจานรองขาตู้ทุกสัปดาห์
4. ใส่ปลาหางนกยูงลงในอ่างบัว ถังเก็บน้ำในห้องน้ำเพื่อกินลูกน้ำ
5. ขัดล้างภาชนะเก็บกักน้ำ เพื่อขจัดยุงลาย
6. เปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้ทุก 7 วัน เพื่อทำลายไข่ยุงลาย
7. ทำความสะอาดรางระบายน้ำฝนให้สะอาด
8. ปรับปรุงสภาพแวดล้อมรอบบ้าน ชุมชน ให้สะอาด


การดูแลตนเอง

1. ในระยะ 2 - 3 วันแรกของการเป็นไข้ถ้ายังรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ ไม่อาเจียน ไม่ปวดท้อง ไม่มีจ้ำเลือดขึ้นและยังไม่มีอาการเลือดออกหรือภาวะช็อกเกิดขึ้น ควรปฏิบัติดังนี้

- ให้ผู้ป่วยพักผ่อนมากๆ
- หากมีไข้สูงให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อยๆและให้ยาลดไข้พาราเซตามอล ผู้ใหญ่กิน 1-2 เม็ด เด็กโต ½ - 1 เม็ด เด็กเล็กใช้ชนิดน้ำเชื่อม 1- 2 ช้อนชา ถ้ายังมีไข้รับประทานซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง ห้ามให้ยาแอสไพริน โดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้มีเลือดออกได้ง่ายขึ้น
- ถ้าเป็นผู้ป่วยเด็กและเคยชัก ควรให้รับประทานยากันชักไว้ก่อน
- รับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก และดื่มน้ำมากๆ
- เฝ้าสังเกตอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด

2. ถ้าผู้ป่วยอาเจียนมากหรือมีเลือดออกหรือมีภาวะช็อกเกิดขึ้นควรรีบส่งโรงพยาบาล




อย่างไรก็ตามทุกเพศทุกวัยสามารถเป็นโรคไข้เลือดออกได้ และสามารถเป็นซ้ำได้ เพราะไข้เลือดออกมีหลายสายพันธุ์ และภูมิคุ้มกันที่เกิดหลังการติดเชื้อครั้งนั้นๆจะไม่ข้ามไปป้องกันสายพันธุ์อื่น สำหรับโรคไข้เลือดออกนั้น ปัจจุบันไม่มียาที่รักษาโดยเฉพาะ แต่จะเป็นการรักษาตามอาการ เพราะฉะนั้น การดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัวนับเป็นภารกิจที่สำคัญที่ทุกคนพึงให้ความสนใจและเอาใจใส่ ...



ที่มา: vichaivej.com
: ramaclinic.ra.mahidol.ac.th



 photo Thank-You-For-Visiting-Me.png








 

Create Date : 26 กันยายน 2558    
Last Update : 26 กันยายน 2558 3:26:18 น.
Counter : 486 Pageviews.  

ไวรัสเมอร์ส – คอฟ


Middle East Respiratory Syndrome Coronavirus


 photo MERS-Cov.jpg
ที่มารูปภาพ: philstar.com


     ช่วงนี้มีข่าวการแพร่ระบาดของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสเมอร์ส – คอฟ มีชื่อเรียกว่า "โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส" โรคเมอร์สไม่ใช่โรคที่เพิ่งเกิดใหม่แต่อย่างใด ประเทศไทยมีแนวทางการดูแลโรคดังกล่าวมานานแล้ว ซึ่งการตรวจหาเชื้อก็เป็นแบบเรียลไทม์ พีซีอาร์ที่สามารถรู้ผลได้ภายใน 12 ชั่วโมง






      โรค MERS-CoV ( ไวรัสเมอร์ส – คอฟ ) ย่อมาจากคำว่า Middle East Respiratory Syndrome หรือกลุ่มอาการโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง เกิดจากการติดเชื้อในกลุ่ม โคโรน่าไวรัส (Coronavirus: CoV) ทำให้ชื่อย่อของเชื้อโรคนี้ในภาษาอังกฤษ จึงใช้คำว่า MERS-CoV

     โคโรน่าไวรัสเป็น RNA ไวรัส ที่สามารถก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหาร (ซึ่งส่วนมากแล้วอาการน้อยและบางครั้งอาจรุนแรงมาก) หากยังจำกันได้ เมื่อปี ค.ศ. 2002-2003 ขณะนั้นมีโรคซาร์ส โคโรน่าไวรัส (SARS Coronavirus) เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน

     แต่การติด เชื้อโคโรน่า ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ล่าสุด พบว่ามีการรายงานครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2555 ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ต่อมาเชื้อได้แพร่กระจายไปยังประเทศใกล้เคียง ได้แก่ การ์ตา จอร์แดน ฝรั่งเศส อิตาลี และ ตูนิเซีย เดิมทีเราเรียกไวรัสชนิดนี้ว่า “โนเวล โคโรน่า ไวรัส: Novel Corona virus) แต่ในปัจจุบัน องค์การอนามัยโลกได้ใช้ชื่อเรียกใหม่ว่า Middle East Respiratory Syndrome Coronavirus หรือ โรค MERS-CoV (เมอร์ส-คอฟ)

     ไวรัสเมอร์ส สามารถพบการติดเชื้อได้ในทุกกลุ่มอายุ ซึ่งส่วนใหญ่มักพบในผู้ใหญ่ และมีอัตราการเสียชีวิตราวร้อยละ30 (ข้อมูล ณ วันที่ 24 เมษายน 2557) ความสำคัญของการพบโรคนี้ก็คือ นอกจากอัตราการเสียชีวิตที่สูงแล้ว ยังพบการแพร่กระจายจากคนสู่คน โดยเฉพาะบุคคลที่อาศัยภายในบ้านเดียวกันนั่นเอง

     อาการ ที่สังเกตได้คือ มักพบได้ตั้งแต่ไม่มีอาการจนถึงมีอาการรุนแรงแล้ว ซึ่งผู้ป่วยมักมีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส มีอาการไอหอบ หายใจลำบาก ในรายที่อาการรุนแรงพบว่าผู้ป่วยจะมีอาการแย่ลงอย่างรวดเร็วภายใน 1 สัปดาห์ ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจมีลักษณะของกลุ่มอาการในระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลันอย่างรุนแรง คือมีอาการหอบเหนื่อยตามความรุนแรงของภาวะขาดออกซิเจน

     แนวทางการรักษา เนื่องด้วยโรคนี้เป็นโรคอุบัติใหม่ ทำให้ข้อมูลการใช้ยาต้านไวรัสค่อนข้างจำกัด และยังไม่มียาต้านไวรัสจำเพาะต่อเชื้อนี้ในการรักษา จึงทำได้เพียงให้การรักษาตามอาการและการรักษาแบบประคับประคอง จนกว่าการอักเสบในระบบทางเดินหายใจจะลดน้อยลงจนหายเป็นปกติดี

 photo image-MERS-CoV.jpg
ที่มารูปภาพ: สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข


      สำหรับการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ ถือว่ามีความสำคัญมากที่สุด เพราะเรายังไม่มียาที่ใช้ทำลายเชื้อนี้ได้ ดังนั้น เมื่อมีอาการไข้สูง ไอ หอบ หายใจเร็ว ก็ควรให้ผู้ป่วยสวมผ้าปิดปาก-จมูก และมาพบแพทย์พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่หากมีประวัติเดินทางไปประเทศที่มีการระบาดของเชื้อ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย การ์ตา จอร์แดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อังกฤษ ฝรั่งเศส ตูนิเซีย เยอรมนี อิตาลี โอมาน คูเวต มาเลเซีย กรีซ และฟิลิปปินส์ ส่วนผู้ที่อยู่ใกล้ชิด ก็ให้สวมหน้ากากอนามัย และหมั่นรักษาความสะอาดมือ ทั้งผู้ป่วยเองและคนรอบข้าง.


ที่มา:
ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์กำธร มาลาธรรม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และอาจารย์ประจำภาควิชา อายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล.





หมายเหตุ: โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส (Middle East Respiratory Syndrome - MERS) ได้ถูกเพิ่มเป็นชื่อโรคติดต่อต้องแจ้งความ ลำดับที่ 22 จากจํานวน 21 โรค เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558



..........................


24 Hours Of Love: Home Decorating Ideas.
Sharing Love 2U 24/7 By NeeniPraewkwun


ไวรัสเมอร์ส – คอฟ, เป็นไข้, เมอร์ส, โรค, โรคติดต่อ, ไวรัส, ไวรัสเมอร์ส, สุขภาพ, health








 

Create Date : 19 มิถุนายน 2558    
Last Update : 24 มิถุนายน 2558 19:42:40 น.
Counter : 482 Pageviews.  

โรคที่มากับฤดูร้อน


photo Summer-is-coming2.jpg

 

เมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูร้อน อากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรค โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย โรคติดต่อที่มากับฤดูร้อนซึ่งพบได้บ่อยทุกปีมี 6 โรคด้วยกัน เราดูกัน ว่ามีโรคอะไรบ้าง ....





1. โรคอุจจาระร่วง (Acute Diarrhea)


การติดต่อโรคดังกล่าว เกิดจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่เชื้อมีปนเปื้อน เช่น อาหารที่ปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ อาหารที่มีแมลงวันตอม หรืออาหารที่ทำไว้ล่วงหน้านาน ๆ อาการส่วนใหญ่ของผู้ป่วย มักถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำหรือมีมูกเลือดปน ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ซึ่งการดูแลผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงในระยะแรก ควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหรืออาหารเหลวมาก ๆ อาทิ น้ำข้าว น้ำแกงจืด และดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ และถ้าอาการไม่ดีขึ้น ยังไม่หยุดถ่ายเหลว ให้รีบไปพบแพทย์ .

 



2. โรคอาหารเป็นพิษ (Food Poisoning)


โรคอาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) เป็นโรคทางเดินอาหารที่พบบ่อยมาก เนื่องจากสารพิษ (Toxin) จากแบคทีเรียตกค้างอยู่ในอาหารที่ไม่สะอาดพอ สุก ๆ ดิบ ๆ หรือบูดเสีย ทำให้เกิดปัญหาท้องเสียได้ สำหรับการรักษาส่วนใหญ่หากเป็นไม่มาก จะถ่ายเป็นน้ำไม่มีมูกเลือด ไม่มีไข้ หายได้เอง แต่ถ้าเป็นมากต้องได้รับน้ำเกลือเสริม อาจอยู่ในรูปแบบของการดื่ม หรือการให้ทางเส้นเลือดแล้วแต่ความรุนแรง

 



3. โรคบิด (Dysentery)


เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายผ่านการรับประทาน เช่น การรับประทานอาหาร น้ำ ที่ปนเปื้อนเชื้อโรค อาหารดิบ ๆ สุก ๆ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม ดังนั้นไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ เพศไหน วัยใดก็สามารถเป็น โรคบิด ได้ทั้งนั้น โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดบิดในท้อง ต่อมาจะเริ่มไข้ขึ้น และถ่ายเหลว รวมถึงอาจปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งอาการท้องเดินเป็นบิด จะหายได้เองภายใน 5-7 วัน ในคนที่ไม่ได้ทานยา แต่บางรายก็อาจมีอาการกลับมาใหม่ได้อีก.

 



4. ไทฟอยด์ (Typhoid)


การติดต่อมักเกิดจากการปนเปื้อนของเชื้อในอาหารหรือน้ำดื่ม ซึ่งไข้ไทฟอยด์จะมีอาการแบบเฉียบพลัน รายที่เป็นรุนแรงอาจเสียชีวิตได้ อาการของโรคจะมีไข้ ปวดเนื้อปวดตัว คลื่นไส้ หัวใจเต้นช้าลง (โดยทั่วไปแล้วเวลามีไข้จะเต้นเร็วขึ้น) หากให้แพทย์ตรวจอาจพบว่าม้ามโต บริเวณใต้ชายโครงด้านซ้าย ต้องใช้การตรวจเลือดยืนยันว่าเป็นโรคนี้จริง ส่วนการป้องกันสามารถทำได้โดยการใช้วัคซีน ซึ่งมีทั้งในรูปของการรับประทานหรือฉีด แต่การป้องกันไม่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการระมัดระวังเรื่องอาหารและน้ำดื่ม.

 



5. อหิวาตกโรค (Cholera)


โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้ออหิวาต์ จะไม่มีอาการหรือมีไม่มาก แต่ในรายที่ติดเชื้อรุนแรง อาจเสียชีวิตได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดอาการ เนื่องจากมีการสูญเสียของน้ำและเกลือแร่ในปริมาณมาก โรคนี้ติดต่อได้โดยการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีเชื้อเข้าไป การรักษาควรทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป กับการถ่ายอุจจาระและการอาเจียน เช่น ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเกลือ แต่หากรุนแรงต้องให้ทางเส้นเลือด ควบคู่กับการใช้ยาปฏิชีวนะ.

 



6. โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies)


โรคติดต่อร้ายแรงจากสัตว์สู่คน ไม่มียารักษาให้หายขาดได้ เพราะโรคดังกล่าวติดต่อจากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อโรคพิษสุนัขบ้ากัด ข่วน หรือเลียบริเวณที่มีแผลอยู่แล้ว หรือน้ำลายของสัตว์กระเด็นเข้าตา ปาก จมูก ทั้งนี้ วิธีป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่ดีที่สุดก็คือ ให้นำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าปีละครั้ง เริ่มฉีดเมื่ออายุ 2-4 เดือน และหากถูกสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัด หรือข่วน ให้รีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง เช็ดให้แห้ง แล้วใส่ยารักษาแผลสด และรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง.

 



 

ดังนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรควรระมัดระวังความสะอาดของอาหารและน้ำดื่มเป็นพิเศษ ยึดหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวันง่าย ๆ ได้แก่ กินร้อน คือกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ หากยังไม่กิน ต้องเก็บในตู้เย็นและอุ่นให้ร้อนก่อนกิน ใช้ช้อนกลางในการกินอาหารร่วมกัน ล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังใช้ห้องน้ำห้องส้วม และดื่มน้ำที่สะอาด เช่นน้ำดื่มบรรจุขวดที่มีเครื่องหมาย อย. หรือน้ำต้มสุก.



 

ที่มา : msd.bangkok.go.th/

 


โรคที่มากับฤดูร้อน






 

Create Date : 08 เมษายน 2558    
Last Update : 5 กันยายน 2558 3:42:04 น.
Counter : 434 Pageviews.  

โรคมือเท้าปาก


พอสายฝนโปรยปราย นอกจากอากาศที่สดชื่น ฉุ่มฉ่ำ ยังมีโรคระบาด ที่มาพร้อมกับฤดูฝน ซึ่งได้แก่ 1.ไข้หวัดใหญ่ 2.มือเท้าปาก 3.ไข้เลือดออก 4.ไวรัสตับอักเสบเอ 5.เลปโตสไปโรซิส 6.ปอดบวม 7.ไข้สมองอักเสบเจอี 8.อหิวาตกโรค และ 9.มาลาเรีย  ในวันนี้ เรามาทำความรู้จักโรคมือเท้าปาก - Hand foot mouth disease    ติดต่อได้อย่างไร และมีวิธีป้องกันอย่างไร ...




ในประเทศไทยโรคมือ เท้า ปาก พบมากที่สุด เด็กที่มีอายุ 1-3 ขวบ มักพบในสถานที่รับเลี้ยงเด็ก และโรงเรียนอนุบาล ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง จะหายได้เองภายใน 7-10 วัน บางรายอาจมีอันตรายจากภาวะแทรกซ้อน ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ไม่มียารักษาเฉพาะ การดูแลรักษาจะเน้นบรรเทาอาการ


โรคมือ เท้า ปาก


เกิดจากเชื้อไวรัสในลำไส้ หรือเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) หลายชนิด ชนิดที่พบบ่อยและรุนแรงคือเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) ติดต่อกันจากมือสัมผัสกับน้ำมูก น้ำลาย น้ำจากตุ่มพองหรือแผล และอุจจาระของผู้ป่วย เข้าสู่ปาก เด็กที่ติดเชื้อมักจะมีไข้และมีตุ่มพองในปาก ที่ฝ่ามือหรือผิวหนัง


ติดต่อได้อย่างไร


  • การสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง ทั้งจากจมูก, ลำคอ และน้ำจากในตุ่มใส (Respiratory route) โดยเชื้อโรคอาจติดมากับสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ หรือการไอ จาม หรือใช้ภาชนะในการรับประทาน หรือดื่มร่วมกัน

  • ทางอุจจาระของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสอยู่ (fecal - oral route ) โดยช่วงที่แพร่กระจายมากที่สุด คือ ในสัปดาห์แรกที่ผู้ป่วยมีอาการ จะยังแพร่เชื้อได้จนกว่าโรคนี้จะหาย แต่ก็ยังพบเชื้อในอุจจาระผู้ป่วยต่อได้อีกประมาณ 6 สัปดาห์


  • อาการของโรค


    Hand foot mouth disease, พัฒนาการเด็ก, แม่และเด็ก, โรคติดต่อในเด็ก, โรคมือเท้าปาก, โรคในเด็ก, โรงเรียนอนุบาล, สุขภาพ, health
    เครดิตรูปภาพ: Kidspot.com.au


    • มีไข้ 2 - 4 วัน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บภายในปากและคอ ปวดเมื่อยตามตัว คล้ายไข้หวัด

    • จุดหรือผื่นแดงอักเสบที่ลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือที่ก้น ต่อมาผื่นนี้จะกลายเป็นตุ่มพองใสรอบๆแดง และแตกออกเป็นแผลหลุมตื้นๆ ถ้าเด็กมีอาการเหล่านี้หรือซึม ไม่รับประทานอาหารและน้ำ น้ำลายไหล อาเจียนบ่อย ควรเรียบพาไปพบแพทย์ทันที


    การป้องกัน


    • ควรดูแลรักษาความสะอาดทั่วไป และสุขอนามัยส่วนบุคคล โดยล้างมือ ฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนเตรียมอาหาร และหลังขับถ่ายทุกครั้ง

    • รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอม

    • ควรใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหาร ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อน ขวดนม ร่วมกับผู้อื่น

    • หลีกเลี่ยงการคลุกคลี อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย แยกเด็กป่วย ออกจากเด็กปกติ และให้หยุดเรียนจนกว่าจะหายป่วย

    • หลีกเลี่ยงการนำทารกและเด็กเล็กเข้าไปในสถานที่แออัด หรือที่ๆ เด็กอยู่ร่วมกันจำนวนมาก หรือเล่นของเล่นร่วมกันในที่สาธารณะ ในช่วงที่มีโรคระบาดมาก

    • ผู้ดูแลเด็กต้องตัดเล็บให้สั้น หมั่นล้างมือบ่อยๆ และรีบล้างมือให้สะอาดโดยเร็ว เมื่อเช็ดน้ำมูก น้ำลาย หรือเปลี่ยนผ้าอ้อม เสื้อผ้าที่เปื้อนอุจจาระ

    • ทำความสะอาดพื้น เครื่องใช้ หรือของเล่นเด็ก ที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรค อย่างสม่ำเสมอ ด้วยน้ำยาฟอกขาว (คลอร็อกซ์) อัตราส่วน คือ น้ำยา 20 ซีซี. ต่อ น้ำ 1,000 ซีซี. และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

    • ถ้าพบผู้ป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ สาธารณสุขในพื้นที่โดยเร็ว เพื่อดำเนินการควบคุมโรคต่อไป






    — ข้อมูล: กองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร
    *อัพเดต: Prachachat.net 3 สิงหาคม 2558




    Hand foot mouth syndrome, พัฒนาการเด็ก, แม่และเด็ก, โรคติดต่อในเด็ก, โรคมือเท้าปากเปื่อย, โรคในเด็ก, โรงเรียนอนุบาล, สุขภาพ, health









 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 24 มิถุนายน 2559 14:18:51 น.
Counter : 3457 Pageviews.  


แพรวขวัญ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]





ดูโพรไฟล์ของ Neeni Praewkwun ใน Pinterest


Follow us








Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แพรวขวัญ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.