All Blog
นม อาหารเพื่อสุขภาพที่ยืนยาว




เหตุใดเราจึงควรดื่มนม
นมเป็นอาหารอันดับแรกที่เราได้รับตั้งแต่แรกเกิด และเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่สุดที่เราบริโภคมายอย่างต่อเนื่อง
และยาวนานตั้งแต่วัยเด็กถึงวัยผู้ใหญ่
แคลเซียม เพื่อกระดูกและฟันที่แข็งแรง
ผลการศึกษายังพบว่าการดื่มนมเป็นวิธีที่ดีที่สุดและง่ายที่สุดที่จะช่วยให้ได้แคลเซียม เพราะนอกจากจะได้รับแคลเซียม นมยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ

โปรตีน
• ประกอบด้วยสารอาหารหลักสำคัญ 8 ประการ
• เพื่อการเจริญเติบโตของร่างกาย
• เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
คาร์โบไฮเดรต
• ในรูปของแลกโตส (น้ำตาลนม) ช่วยให้พลังงาน และช่วยให้ดูดซึมแคลเซ๊ยมและฟอสฟอรัสได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งแร่ธาตุทั้งสองจะช่วยสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง
• แลคโตสอาจช่วยให้แบคทีเรียที่ชื่อแลคโตบาซิลัส เจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีในลำไส้
• แกลคโตสคือรูปแบบหนึ่งของน้ำตาลที่แตกย่อยแยกออกมาจากแลคโตส เนื้อเยื่อ
ไขมัน
• ให้พลังงานและการขับเคลื่อน
• เป็นแหล่งสำคัญของกรดไขมันที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาสมอง
วิตามินดี แมกนีเซียมและฟอสฟอรัส
• ช่วยรักษาและส่งเสริมสุขภาพของกระดูกและฟัน
สังกะสี
• สร้างเสริมปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย
• ช่วยสุขภาพผิวดี
• เพิ่มระบบอนุมูลอิสระในร่างกาย
วิตามินเอ
• ช่วยให้ผิวหนังและตาดูดีมีสุขภาพ
• เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายของคนเราเจริญเติบโต และสร้างเสริมพัฒนาการ
• เสริมภูมิคุ้มกันของระบบอนุมูลอิสระในร่างกาย
วิตามินบี
เช่น ไทมีน ไรโบฟลาวิน ไนอาซีน โฟเลท วิตามินบี 12
• ช่วยให้เผาผลาญอาหารได้ดียิ่งขึ้น
• ส่งเสริมการทำงานของระบบประสาท และช่วยให้เม็ดเลือดแดงแข็งแรงงสมบูรณ์
ธาตุเหล็ก
• จำเป็นและสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง
• ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา
ใครบ้างที่ควรดื่มนม
ทุกๆ คน ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด เด็กหรือผู้ใหญ่ควรดื่มนม ควรดื่มนมเป็นประจำตั้งแต่ในวัยเด็กในทุกๆ มื้อ
ควรดื่มในปริมาณเท่าใด
เราควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1-2 แก้ว เพื่อช่วยให้เด็กๆ เจริญเติบโตแข็งแรงสมบูรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ พยาบาลผดุงครรภ์ และนักโภชนบำบัด แนะนำให้ดื่มอย่างน้อยวันละ 3 แก้ว



Create Date : 27 มิถุนายน 2554
Last Update : 27 มิถุนายน 2554 12:25:13 น.
Counter : 408 Pageviews.

0 comment
นมแม่ดีกว่านมวัว

ข้อมูลจาก หนังสือการเลี้ยงดูฟูมฟักลูกน้อยวัย1เดือน
โดยแพทย์หญิงเสาวนีย์จำเดิมเผด็จศึกศาสตราจารย์กิตติคุณ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ลักษณะของนมแม่มีหลายช่วงเวลาคือหลังจากแรกคลอดใหม่ ๆ นมจะดูใสสีเหลือง ๆ อุดมด้วยโปรตีนและเซลล์ซึ่งให้ภุมิคุ้มกันกับร่างกาย โดยช่วยทำลายและจับกินเชื้อโรคต่าง ๆนมแม่อาจมีทันทีหลังคลอด แต่ส่วนมามักจะเริ่มไหลในวันที่ 2-3 ลักษณะต่างจากนมผสมคือ ดูใสกว่าและมีรสหวานกว่า บางคนเข้าใจผิดว่านมใส ๆ ไม่มีคุณค่า
แต่ความจริงมีคุณประโยชน์และความปลอดภัยสูง คือ ช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคต่าง ๆเช่นโรคท้องร่วง ป้องกันโรคภูมแพ้ และยังมีสารพิเศษทำให้สมองเด็กเจริญเติบโต
นอกจากนี้การให้ลูกได้ดูดนมแม่จะทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น และผูกผันด้วยกันทั้ง 2 ฝ่ายเพิ่มขึ้นด้วย
ในด้านร่างกายของแม่ซึ่งให้นมลูก พบว่ามดลูกจะหดตัวเร็วไขมันโคเลสเตอเรล ลดต่ำกว่าแม่ซึ่งไม่ให้นมลูก การให้นมแม่ควรให้นานประมาณ 6 เดือนอย่างน้อย ถ้าเด็กติดนมแม่ อาจต้องให้นานกว่านี้เท่าที่จำเป็นไม่ควรพยายามหยุดนมแม่โดยกระทันหัน โดยเฉพาะเด็กไม่ยอมดื่มนมขวดเพราะจะทำให้เด็กขาดอาหาร ที่มีคุณค่าสูงอุดมด้วยสารอาหาร ที่มีประโยชน์โดยเฉพาะพวกโปรตีน ซึ่งมีไม่มากในอาหารไทย
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช่วยป้องกันการติดเชื้อโรค โรคภูมิแพ และได้รับสารซึ่งช่วยให้สมองเจริญเติมโตทำให้แม่มีน้ำหนัก รูปร่าง ไขมันในเส้นเลือด คืนสู่สภาพปกติเร็วกว่า




Create Date : 27 มิถุนายน 2554
Last Update : 27 มิถุนายน 2554 12:24:37 น.
Counter : 289 Pageviews.

0 comment
น้ำหนักของลูกทำไมน้อยจัง!

โดย พญ.รัตโนทัย พลับรู้การ
สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
จากการสำรวจสัดส่วนจำนวนประชากรไทยทั่วประเทศนั้น ประมาณร้อยละ 23 เป็นประชากรเด็ก ซึ่งมีจำนวนกว่า 15 ล้านคน โดยในแต่ละปีจะมีประชากรเด็กเกิดใหม่ปีละประมาณ 1 ล้านคน นั่นรวมถึงเด็กที่มีสุขภาพดี และเด็กที่มีความบกพร่องและผิดปกติทางร่างกายและจิตใจ โดยปกติน้ำหนักของเด็กแรกเกิดจะประมาณ 3,000 กรัม แต่จากการวิเคราะห์สถานการณ์ในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในปี 2541 เป็นต้นมา พบว่าอุบัติการณ์ของหญิงมีครรภ์มีภาวะซีดเพิ่มขึ้น ทำให้ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างผิดปกติ และเสียชีวิต คือมีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยกว่า 2,000 กรัม แม้ว่าจะเป็นเด็กที่คลอดตามกำหนดก็ตาม

ในขณะที่ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีต่างๆที่ใช้กันในปัจจุบันจะช่วยให้เด็กทารกน้ำหนักตัวน้อยรอดชีวิตได้มากขึ้น แต่ปัญหาความพิการทางสมองและพัฒนาการล่าช้า ตลอดจนภาวะโรคเรื้อรัง ทางเดินหายใจที่เป็นผลตามมายังคงไม่ลดลงตามไปด้วย เด็กกลุ่มที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 750 กรัม หรือ มีอายุครรภ์น้อยกว่า 26 สัปดาห์จะพบอุบัติการณ์ของความพิการสูงขึ้น

จากการศึกษาของ Dr. David Barker ประเทศอังกฤษ พบว่า เด็กที่เกิดมาน้ำหนักน้อย เมื่อติดตามไปจนถึงวัยผู้ใหญ่จะมีปัญหาเกี่ยวกับ degeneratic diseases โรคของการเสื่อมสภาพ ได้แก่ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคเบาหวาน อัมพาต ความดันโลหิตสูง กระดูกผุ และมะเร็ง

ดังนั้น ทารกน้ำหนักตัวน้อยเหล่านี้จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ รวมถึงต้องติดตามและประเมินเด็กเป็นระยะยาว ทั้งในด้านการเจริญเติบโต พัฒนาการ และการดูแลรักษาแก้ไขปัญหาทางตา หรือหูที่พบร่วมด้วย โดยมีทีมแพทย์หน่วยทารกแรกเกิด กุมารแพทย์ และแพทย์เฉพาะทาง เช่น แพทย์ระบบทางเดินหายใจ แพทย์ทางระบบประสาท แพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก ตลอดจนนักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัดทำงานร่วมกัน ตามหลักการที่ถูกต้อง ระยะเวลาที่เหมาะสมในการติดตาม จะเริ่มตั้งแต่ 7 - 10 วันหลังออกจากโรงพยาบาล เพื่อดูการปรับตัวของพ่อแม่และเด็ก ทั้งนี้แพทย์จะให้คำแนะนำในการดูแลเด็ก และช่วยแก้ไขปัญหาที่พ่อแม่เกิดความกังวล จากนั้นจะมีการติดตามเป็นระยะเพื่อประเมินพัฒนาการและการเจริญเติบโตและให้คำแนะนำด้วยวิธีการต่างๆตามหลักการแพทย์ เพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที

โดยทั่วไป พ่อแม่ของเด็กแรกเกิด จะคำนึงถึงหลักวิธีการเลี้ยงลูกที่ถูกต้องและเหมาะสม นอกจากปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์แล้ว ยังอาศัยการศึกษาจากตำราเลี้ยงลูกอีกทางหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ตำราเหล่านั้นจะจัดทำสำหรับการเลี้ยงเด็กที่มีสุขภาพดี ฉะนั้น พ่อแม่ของเด็กแรกเกิดที่มีน้ำหนักน้อยจึงต้องดูแลเอาใจใส่ลูกของตนเป็นพิเศษและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงในภาวะต่างๆที่อาจทำให้เด็กเกิดการเสียชีวิต ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้พยายามดำเนินการป้องกันไม่ให้เกิดโรคของการเสื่อมสภาพในเด็กเหล่านี้ แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว ผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง คือ กุมารแพทย์ ที่ต้องรู้จักวิธีดูแลแก้ไขด้วยความก้าวหน้าในวิธีการรักษาที่ทันสมัย





Create Date : 27 มิถุนายน 2554
Last Update : 27 มิถุนายน 2554 12:24:02 น.
Counter : 556 Pageviews.

0 comment
ปลาทูเป็นแหล่งของสารอาหารประเภทโปรตีนอย่างดี
ในปลาทูสด 100 กรัม
มีคุณค่าทางสารอาหารดังนี้..
พลังงาน 140 แคลอรี่
โปรตีน 20 กรัม
ไขมัน 6.7 กรัม
แคลเซียม 170 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 60 มิลลิกรัม
เหล็ก 11.9 มิลลิกรัม
วิตามินบี1 0.03 มิลลิกรัม
วิตามินบี2 0.62 มิลลิกรัม
ไนอะซิน 9.2 มิลลิกรัม
วิตามินซี 9.2 มิลลิกรัม

เนื่องจากปลาทูมีรูปร่างลักษณะคล้ายกับปลาอีกหลายๆ ชนิด
โอกาสซื้อผิดมีมาก จึงขอแนะนำเพื่อเป็นข้อสังเกตดังนี้

1. ปลาทู มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Rastrlliger neglectus หรือ ปลาทูสั้น ปลาทูเตี้ย แล้วแต่บางพื้นที่ เพราะลักษณะของลำตัวกว้าง แบน ป้อม สั้น ตาเล็ก ปากแหลมมน ไม่มีลายข้างตัว 3 เส้น ด้านบนของลำตัวมีสีน้ำเงินแกมเขียว ถ้าเป็นปลาสดจะมีสีน้ำเงินเข้มพาดตามยาวของลำตัว เนื้อปลาทูจะละเอียด นุ่ม มีมันมาก รสอร่อย
2. ปลาลัง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Rastrelliger Kanagurta หรือ ปลายาว ปลาทูโม่ง หรือปลาโม่ง เพราะลำตัวกลม เรียวกว่าปลาทู ตาโต ปากแหลม ลำตัวด้านหลังมีแถบสีเขียวแกมน้ำตาล 2-3 แถบพาดตามยาว เนื้อหยาบ มันน้อย รสไม่อร่อย ราคาถูกกว่าปลาทู
3. ปลาทูปากจิ้งจก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Rastrelliger faughni ลักษณะลำตัวเรียวยาวคล้ายปลาลัง แต่มีขนาดความยาวเท่าปลาทู ความกว้างของลำตัวน้อยกว่าปลาลัง ปากแหลม ด้านบนลำตัวมีสีน้ำเงิน แวววาว ด้านท้องมีสีขาวเงิน เนื้อหยาบ มันน้อย รับประทานไม่อร่อย (ผู้ขายมักเอามาขายรวมกับปลาทู)
4. ปลาทูแขก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Decapterus macrosoma ลักษณะคล้ายปลาทูปากจิ้งจก แต่มีเกล็ดหนามแข็งที่โคนหาง แนวเส้นข้างตัวโค้งลาด ลำตัวเรียวยาว แต่หนา มองดูค่อนข้างกลม ด้านหลังมีสีน้ำเงินแกมเขียว ท้องสีขาวเงิน ครีบสีขาวใส เนื้อหยาบ มันน้อย ปัจจุบันนิยมนึ่งแทนปลาทู หรือทำปลากระป๋อง
5. ปลาทูแขกครีบยาว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Decapterus maruadsi ลัษณะคล้ายปลาทูแขก แต่ลำตัวกว้างกว่า จึงมองดูแบน ตาค่อนข้างโต เนื้อแข็ง หยาบ รับประทานไม่อร่อย

การเลือกซื้อปลาทูนึ่งนั้น ให้พิจารณาดังนี้ ตัวจะสั้น ป้อม แบน ตาใส สีของปลาจะใส ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำเงินแกมเขียว หรือสีขาวของส่วนล่างก็ตาม กด เนื้อจะนิ่ม มีมันสีเหลืองเยิ้มอยู่ตามตัว ถ้าเนื้อแข็งแสดงว่าปลาไม่สด และเค็มเกินไป
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับปลาทู
วิธีการเลือกปลาทูนึ่ง
ปลาทูที่นึ่งใหม่ๆ จะมีกลิ่นหอมชวนรับประทาน ตัวอวบอ้วน เนื้อนุ่มแน่นและไม่เละยุ่ย ท้องและผิวไม่ถลอก ถ้าขอบตาแดง ผิวเหลือง แสดงว่าเป็นปลาที่มีคุณภาพไม่ดี เป็นปลาที่ได้จากอวนลาก จึงต้องมีการใช้น้ำยาเคมีรักษาสภาพของปลา ความอร่อยของปลาทูนึ่งยังขึ้นอยู่กับปลาทูที่สดที่นำมาต้มด้วย ถ้าใช้ปลาทูไม่สด ไม่ใช่ปลาทูโป๊ะ จะไม่อร่อยเท่าปลาทูแม่กลองที่เวลานึ่ง คนทำจะหักคอก่อนใส่เข่ง เพื่อให้พอดีกับขนาดของเข่ง เรียกกันว่า "ปลาหน้างอคอหัก"
วิธีเลือกปลาทูสด
ปลาทูสดลูกตาจะนูน ตาดำมีสีสดใส ส่วนหลังของลำตัวจะมีสีเขียวเป็นพื้น ส่วนท้องจะมีสีขาว หรือสีเงิน หางปลายังมีสีเหลือง ตามลำตัวมีเมือกลื่นๆ เหงือกมีสีแดงออกชมพู ปลาไม่มีกลิ่น เนื้อแน่น เมื่อใช้นิ้วกดที่กลางลำตัวแล้วปล่อยนิ้วออก รอยยุบจะกลับคืนสภาพเดิมได้หมดหรือเกือบหมด
ส่วนปลาทูที่ไม่สดลูกตาจะยุบ ตาดำจะขุ่น บริเวณลูกตาอาจมีเลือดคลั่ง สีพื้นของลำตัวซีด เหงือกมีสีแดงซีด ปลามีกลิ่นคาวหรือคาวจัด ลำตัวอ่อนเหลวและไม่มีเมือกจับ
ซื้อปลาแบบไหนถึงจะอร่อย
หลังจากที่ชาวประมงจับปลาทูขึ้นมาได้ราว 5 - 10 นาที ปลาก็จะตาย ปลาทูที่ตายใหม่ๆ นี้ถ้ารีบนำไปประกอบอาหารไม่ว่าจะเป็นต้ม ผัด แกง ทอด เนื้อจะนุ่มหวานอร่อย กลิ่นหอม ถ้านำไปต้ม มันปลาทูสีเหลืองจะลอยฟ่องขึ้นหม้อ แค่เห็นก็อร่อยแล้ว

แต่ปลาทูสดที่เห็นขายกันอยู่ตามตลาดหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตนั้นไม่ใช่ปลาทูสด 100% เป็นปลาทูที่ต้องผ่านหลายกระบวนการกว่าจะมาวางขายตามท้องตลาด ความสดของปลาก็ลดลงเหลือ 60 - 80% ยิ่งถ้าเป็นปลาทูที่ขายตามจังหวัดที่ห่างไกลทะเลแล้ว อาจเก็บมาเป็นอาทิตย์ก็ได้

อนึ่งปลาทูจะมีความสดมากหรือน้อยนั้นจะทราบได้ก็ต่อเมื่อมีการดมกลิ่นชิมรสเนื้อปลา ซึ่งถือว่าปลาที่มีความสดมากนั้น จะมีกลิ่นหอมของเนื้อปลาชวนรับประทาน รสชาติอร่อย เนื้อนุ่มไม่กระด้างไม่เปื่อยยุ่ย โดยเฉพาะปลาทูที่จับได้ที่ก้นอ่าวไทยตามทะเลที่พื้นดินเป็นเลน เนื้อจะอร่อยกว่าปลาทูที่จับได้ตามทะเลที่เป็นพื้นทราย




Create Date : 27 มิถุนายน 2554
Last Update : 27 มิถุนายน 2554 12:23:29 น.
Counter : 1517 Pageviews.

0 comment
ผัก ผลไม้ ช่วยเสริมพัฒนาการของลูกได้

บทความ จากนิตยสารแม่และเด็ก
เด็กทารกในวัย 3-4 เดือน จะเริ่มควบคุมการทำงานของส่วนต่างๆ ภายในร่างกายได้ดีขึ้น เช่นชันคอได้แข็งขึ้น ยกศีรษะจากพื้นได้นานขึ้น แขนสามารถยันตัวขึ้นสูง หันมองด้านหลังพร้อมกับยันแขนข้างหนึ่ง เหยียดตรงและพลิกตัวนอนหงายได้
หากคุณพ่อคุณแม่เลื่อนจานชามหรือของเล่นให้ยกสูงขึ้นลูกจะแหงนหน้าชันคอมองตาม จากนั้นค่อยๆ เคลื่อนของเล่นมาทางซ้ายหรือขวา ลูกจะยกศีรษะหันมองตามเสียงได้ ถ้าจับให้อยู่ในท่านอนหงายลูกก็จะสามารถบกแขนหรือขาพร้อมกันได้
ในบางครั้งที่เราลองจับให้ยืนขึ้นชั่วประเดี๋ยวจะเห็นว่าลูกสามารถใช้ขาเหยียดยันพื้นและศีรษะตั้งตรงได้เพียงชั่วครู่ และทารกในวัยนี้จะเริ่มจำสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวได้ ดังนั้นอาหารเสริมจะเข้ามามีบทบาทต่อการสร้างพัฒนาการให้แก่ลูก คุณพ่อคุณแม่จึงควรให้อาหารเสริมจำพวกธาตุเหล็ก เช่น ไข่แดงสุก เพื่อช่วยบำรุงสมองด้านความจำ รวมทั้งอาหารที่ให้แคลเซียมเพื่อช่วยสร้างกระดูก กล้ามเนื้อให้สามารถเจริญเติบโตได้รวดเร็วและแข็งแรงมากขึ้น

วัย 5-6 เดือน มักจะใช้มือจับโน่นจับนี่คุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะฝึกให้ลูกคุ้นชินกับผักหรือผลไม้ได้ด้วยการนำผักผลไม้ไปวางไว้ให้ลูกใช้มือหยิบจับอย่างสะดวกหรือนำผลไม้เป็นสีๆมาผูกไว้เหนือเปลแทนโมบายให้ลูกได้ฝึกหัดมือและใช้เท้าเขี่ยเตะเล่นแต่คุณพ่อคุณแม่ต้องอยู่ช่วยด้วยการเลื่อนโมบายผลไม้ไปทางซ้ายขวาหรือขึ้นบนลงล่างเพื่อให้ลูกได้ฝึกใช้สายตา กล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรงได้ด้วย
นอกจากลูกจะได้ฝึกใช้สายตาและกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจจะเอ่ยชื่อของผักผลไม้เหล่านั้นด้วยเพื่อสร้างความเคยชินกับผักผลไม้แต่ละชนิดให้แก่ลูกเมื่อลูกเริ่มเข้าสู่วัยเริ่มพูดและทานอาหารเองได้ ลูกจะสามารถบอกชื่อของผักและผลไม้ได้อย่างถูกต้อง และไม่ปฏิเสธที่จะรับประทานผักผลไม้ ซึ่งจะส่งผลดี คือ ลูกจะได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญตามที่ร่างกายต้องการ
7-9 เดือน เด็กในวัยนี้เริ่มมีความต้องการที่จะทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้น เริ่มคลานและหยิบจับสิ่งของต่างๆ ได้คล่อง คุณพ่อคุณแม่อาจให้ลูกไปนั่งบนเก้าอี้ทานอาหารสำหรับเด็ก โดยให้ลูกได้หยิบจับผักผลไม้เข้าปาก หรือตักอาหารเสริมใส่ถ้วยเล็กๆ เพื่อฝึกให้ลูกรับประทานอาหารเอง ถึงแม้อาจจะมีการหกเรี่ยราดหรือเลอะเทอไปบ้างแต่จะทำให้ลูกรู้สึกสนุกกับการกินมากขึ้น
การให้ลูกรับประทานอาหารด้วยตนเอง เป็นขั้นตอนหนึ่งในการช่วยเสริมทักษะและพัฒนาสมองของลูกให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่พัฒนาการขั้นต่อไป





Create Date : 27 มิถุนายน 2554
Last Update : 27 มิถุนายน 2554 12:22:47 น.
Counter : 219 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  

มนแพรวา
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]