All Blog
ข้อมูลการอยู่ไฟ


ใน 10 ปีมานี้คนไทยเราสนใจสุขภาพมากขึ้นอย่างมาก ส่วนหนึ่งที่เห็นชัดเจนคือ รายการเกี่ยวกับสุขภาพที่มีมากขึ้นตามสื่อต่างๆ โดยเฉพาะทางทีวีจะมีให้เห็นแทบทุกช่อง บางช่องมี 3 เวลาหลังอาหาร

นับเป็นเรื่องที่ดีช่วยให้ความรู้แก่สาธารณชนแต่ก็ต้องมีการควบคุมมากกว่านี้ เพราะมีการฉกฉวยทางธุรกิจแฝงเข้ามาอาศัยชื่อรายการโฆษณาผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะพวกอาหารเสริมและเครื่องสำอางโดยเฉพาะกลุ่มอาหารเสริมนั้นมักจะโฆษณาเกินจริง พวกสารสกัดต้มๆ ตุ๋นๆ นั้นมักจะตุ๋นสมชื่อ ตุ๋นผู้ชมจนเปื่อยยิ่งกว่าสารน้ำในขวด คุณค่าสารอาหารน้อยกว่าไข่เพียงใบเดียวแต่ราคาขายกลับเท่ากับไข่หลายโหล ซึ่งของกินเหล่านี้พวกหมอไม่นิยมซื้อหามาบริโภคกันหรอก

ที่น่าสนใจคือ รายการที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ ซึ่งเริ่มมีมากขึ้น แต่ยังถูกจัดให้ไปอยู่ในช่วงดึกๆ หรือหลังเที่ยงคืนเพื่อหลีกเลี่ยงกลุ่มผู้ชมที่เป็นเด็กและนักเรียน แต่ที่พบเห็นว่ามีประโยชน์ต่อสังคมกลับเป็นรายการสุขภาพที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้สมุนไพร

ในชีวิตประจำวันในเชิงป้องกันเสริมสุขภาพ ไม่ใช่ในเชิงรักษาความผิดปกติหรือแก้ไขปัญหาสุขภาพแทนที่จะเป็นผลดีเป็นประโยชน์ต่อผู้ชมน่าจะเกิดโทษเพราะแทนที่ผู้ชมจะรีบไปหาหมอหาแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพก็จะถ่วงให้เสียเวลาเสียโอกาสในการดูแลแก้ไข

โดยเฉพาะพวกอาหารชนิดต่างๆ ที่อวดอ้างว่าบริโภคแล้วรักษาโรคร้ายโรคเรื้อรังได้ อาหารไม่ใช่ยาซึ่งพบไม่น้อยที่คนไข้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งแทนที่เขาควรจะได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อให้หายจากโรคก็ไปลุ่มหลงรักษาด้วยการใช้อาหารพวกจิตๆ ติดๆ ทั้งหลาย จนโรคลุกลามทำให้สภาพทรุดโทรม จึงมาหาหมอแทนที่จะไปหาเจ้าพ่อให้ได้ประจักษ์ว่า ท่านกำลังทำกิจกรรมที่หาประโยชน์บนความเสียประโยชน์ของคนมีทุกข์

อาหารจิตๆ ติดๆ เหล่านี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีปัญหาทางสุขภาพ เพราะจะไปเสริมให้ร่างกายดูดีสมบูรณ์แต่ไม่ใช่จะแข็งแรงตามอ้าง เพราะมีเส้นใยไฟเบอร์สูงและแคลอรี่หรือพลังงานต่ำ

โดยเฉพาะไม่ต้องเจาะจงที่พวกธัญพืช บรรดาเครื่องปรุงอาหารไทย เครื่องเทศ ยี่หร่า โหระพา พริก กระเพรา ตะไคร้ ข่า ขมิ้น ฯลฯ ล้วนแต่มีผลเป็นสมุนไพรที่มีผลทางตรงต่อทางเดินอาหารทำให้การขับเคลื่อนตัวของลำไส้กระเพาะดีขึ้น อาหารก็จะย่อยได้สมบูรณ์มากขึ้น การดูดซับก็จะมากขึ้น พอระบบทางเดินอาหารดีอะไรก็ดีไปหมด

ไม่เท่านั้น ยังมีพืชผักไทยหลายๆ ประเภทที่เป็นยาสมุนไพรดีๆ เช่น ขี้เหล็ก ชื่อเป็นอาจมแต่ผลลัพธ์เป็นยา ทำให้หลับสบายคลายเครียดได้ บุกที่ขึ้นเองตามป่าไม่มีค่าพอแปรรูปกลายเป็นสารอาหารมีค่าช่วยคุมน้ำหนัก คุมน้ำตาล พริกที่เชื่อว่าทำให้เกิดโรคกระเพาะนั้น คือยาช่วยป้องกันโรคหัวใจได้

ปัจจุบันฝรั่งมังค่าต่างประจักษ์ในคุณค่าอาหารไทย ทำให้ธุรกิจอาหารไทยบูมขึ้นมาอีก และทางการกำลังจะเร่งประชาสัมพันธ์อาหารไทยให้เป็นอาหารสากล นับว่ารัฐบาลเริ่มจับทางถูกว่าไทยควรพัฒนาไปเป็นประเทศอุตสาหกรรมการเกษตร เพราะไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์คนไทยจึงนำภูมิปัญญาทางสมุนไพรมาใช้ได้อย่างกว้างขวาง

เมื่อไม่นานมานี้ได้เห็นรายการในทีวีรายการหนึ่ง พิธีกรแสดงให้เห็นถึงการใช้ภูมิปัญญาไทยอย่างการอยู่ไฟสมัยก่อนซึ่งสามารถพัฒนามาใช้ในปัจจุบันได้

ในการสาธิตนั้นได้มีการใช้หม้อดินซึ่งจะบรรจุสมุนไพรหลากหลายชนิด แล้วไปทำให้ร้อน จึงนำมาวางบนหน้าท้องหลังคลอด การอยู่ไฟคือ การช่วยให้มดลูกภายหลังคลอดซึ่งมีขนาดใหญ่ให้เข้าอู่ ซึ่งด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านนั้นเชื่อว่ามดลูกเมื่อเสร็จภาระกิจที่ยิ่งใหญ่คือ เป็นอู่ให้ทารกเจริญเติบโตจนครบกำหนด 10 เดือนไทยหรือเดือนทางจันทรมาสคือ 280 วัน หรือ 40 สัปดาห์ซึ่งจะขยายใหญ่ขนาดเท่าลิ้นปี่ของคุณแม่

เมื่อคลอดทารกออกมาแล้ว ขนาดมดลูกก็จะลดลงมาอยู่ที่ระดับสะดือ ซึ่งมีขนาดขยายใหญ่จากของเด็กที่ไม่มีการตั้งครรภ์ซึ่งมีขนาดโดยเฉลี่ย 3x4x5 ซม.เท่านั้น และการที่มีขนาดใหญ่จึงต้องใช้เวลาในการที่จะค่อยๆ หมุนตัวคืนที่สภาพเดิม คือขนาดกระจับตัวใหญ่ และซ่อนอยู่ในช่องเชิงกรานขบวนการนี้ชาวบ้านเรียกว่ามดลูกเข้าอู่

ด้วยความเป็นไปทางธรรมชาติเมื่อคลอดทารกแล้ว รกที่เกาะอยู่กับผนังมดลูกก็จะหลุดลอกหลังทารกออกมาไม่นานเกิน 30 นาที ถ้าเกินกว่านั้นต้องระวังสภาวะที่เรียกว่ารกค้าง ซึ่งจะเป็นสาเหตุของการตกเลือดหลังคลอด เพราะตัวรกจะไปขัดขวางการบีบตัวของมดลูกที่จะเกิดขึ้นหลังรกลอกเพื่อปิดรูเลือดออกที่อยู่ตามผนังมดลูก ซึ่งมีท่อเลือดมาเลี้ยงมากมายขณะตั้งครรภ์

แม้จะบีบตัวแล้วก็จะยังมีน้ำเลือดและน้ำเหลืองซึมออกมาจากแผล รอยแผลรกเกาะ ที่เรียกกันว่า น้ำคาวปลาซึ่งในวันแรกๆ หลังคลอดจะมีเลือดปนและจะปนน้อยลงๆ จนวันหลังๆ จะเป็นน้ำเหลืองและจะหมดใน 4-6 สัปดาห์หลังคลอด ตามขนาดของมดลูกที่ลดลง

ขณะที่มดลูกมีการเข้าอู่ คือลดขนาดลงนั้นจะมีการหดรัดตัวเป็นระยะๆ ซึ่งผู้เป็นแม่จะสามารถรู้สึกถึงการหดรัดตัวได้ จะมีอาการเจ็บปวดเล็กน้อย คุณแม่หลังคลอดนั้นจะมากจะน้อยก็จะต้องมีการเสียเลือด ซึ่งเกิดหลังจากการลอกตัวไม่น้อยกว่า 300 ซีซี. ทำให้คนไข้หลังคลอดจะพร่องในสารน้ำ ทำให้มีความรู้สึกหนาวในสภาวะปกติ เป็นที่มาของการให้ความอบอุ่นแก่คุณแม่หลังคลอด คือการอยู่ไฟ

การอยู่ไฟในทางปฏิบัติของพื้นบ้านนั้นสมชื่อการอยู่ไฟ โดยจะให้คุณแม่หลังคลอดนอนบนแผ่นกระดานมีถ่านไฟก่อด้วยไม้พิเศษกองอยู่สองข้างกาย เพื่อให้ความร้อนแก่คุณแม่หลังคลอด และยังมีการประคบความร้อนให้กับตัวมดลูก โดยการใช้หม้อดินใส่สมุนไพรที่อบให้ร้อนมีห่อผ้าวางบนท้องบริเวณมดลูก โดยทาพวกสมุนไพรที่ท้องด้วย ซึ่งมักจะมีขมิ้นและน้ำมันร้อนๆ จนบางครั้งจะพบว่ามีการให้ความร้อนจนผิวหนังบริเวณหน้าท้องไหม้พอง

ในบางชุมชนมีความเชื่อในเรื่องของการปฏิบัติตัวที่แปลก เช่น ห้ามสระผมตลอดการอยู่ไฟ บ้างก็ห้ามในเรื่องของอาหาร โดยเฉพาะในชุมชนชาวจีน ที่จะงดเว้นการการทานเนื้อสัตว์ ยกเว้นไก่ บ้างก็ห้ามเนื้อทุกชนิดอันเป็นการฝืนต่อความถูกต้องทางสุขอนามัย และที่อันตรายต่อสุขภาพทั้งแม่และทารก คือการใช้ยาดองเหล้า

ชาวไทยเรามีทัศนคติที่ดีต่อเหล้า เห็นว่าเหล้าเป็นโอสถ จึงมักจะใช้เหล้าเป็นตัวละลายยา จึงมียาดองเหล้ามากมายเกิดขึ้นและใช้แก้โรคหรือเสริมสุขภาพ (ที่เชื่อ) จำนวนมาก ในคนหลังคลอดก็ไม่มียกเว้น มียาดองเหล้าหลายขนานที่จะใช้กับคุณแม่หลังคลอด บ้างก็เพื่อบำรุงเลือด บ้างเพื่อเร่งมดลูกเข้าอู่ บ้างเพื่อกระตุ้นน้ำนม ฯลฯ

ตัวสมุนไพรนั้นอาจจะมีผลดีแต่สารละลายคือ แอลกอฮอล์หรือเหล้านั้นแทนที่จะเป็นประโยชน์ ก็กลับมีโทษต่อตัวของคุณแม่หลังคลอด เพราะในขณะตั้งครรภ์ตับคุณแม่ทำงานหนักมาก เพราะคุณแม่อยู่ในสภาวะ Two in One คือ 1 ตับรับใช้ 2 คน ทั้งแม่และลูก ตับเปราะบางเพราะถ้าแอลกอฮอล์ปกติก็มีพิษต่อตับอยู่แล้ว ก็จะช่วยให้พิษต่อตับรุนแรงขึ้น ทำให้ในระยะต่อมาคุณผู้หญิงก็จะกลายเป็นตับแข็งและอาจจะกลายเป็นมะเร็งตับได้

ในสมัยก่อนยาตามท้องตลาดจะมียาน้ำสำหรับคุณสุภาพสตรีมากมาย ยาแก้ประดงเอย ยาบำรุงผิวพรรณ ยาขับระดู แม้ยาแก้กระสัย ยาขับลม เช่น ยาธาตุก็ล้วนแต่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ ซึ่งแพร่หลายมาก ปัจจุบันก็ยังมีจำหน่ายในท้องตลาดและซื้อหาได้ง่าย คุณสุภาพสตรีบริโภคมักจะชอบเพราะแอลกอฮอล์ทำให้กระตุ้นการอยากอาหาร เร่งให้เลือดหมุนเวียนเร็ว เพราะกระตุ้นให้หัวใจทำงานเร็วขึ้น ทำให้ความรู้สึกเบื้องต้นดี บริโภคนานเข้าก็ติด เพราะติดเหล้านั่นเอง พอไม่ได้ทานก็จะหงุดหงิดนอนไม่หลับ เลยต้องบริโภคติดตัวเป็นเวลานานจนก่อปัญหาสุขภาพตามมา

ในคุณแม่หลังคลอดการรับประทานยาดองเหล้า นอกจากจะก่อผลต่อตัวคุณแม่แล้ว ยังมีผลต่อทารก เพราะเหล้าจะผ่านจากแม่สู่ทารกทางน้ำนม เมื่อลูกดูดนมจากแม่ก็จะได้แอลกอฮอล์ไปด้วย ซึ่งจะมีผลต่อสมองของทารกโดยตรง

นอกจากตับของทารกที่ยังอ่อนแออยู่ และจากการพบว่ามีอุบัติการของเลือดออกในสมองทารกสูงมาก และเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญ ในทางการแพทย์เมื่อคลอดทารกและรกแล้ว มดลูกก็จะเริ่มหดรัดตัวเพื่อป้องกันการตกเลือดตรงนี้เป็นกลไกตามธรรมชาติ โดยจะมีการหดรัดตัวเป็นระยะ ถ้ามีการกระตุ้นโดยการคลึงมดลูกจะช่วยให้มีการบีบตัวของมดลูกเพิ่มขึ้น แพทย์จึงมักจะช่วยคลึงมดลูกหลังคลอดและสอนให้คุณแม่ได้ช่วยตัวเอง

การให้นมบุตรก็จะเป็นการช่วยให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็วด้วย กลไกที่เกิดจากการที่ทารกดูดหัวนมแม่จะกระตุ้นปลายประสาทผ่านไปสู่สมองให้หลั่งฮอร์โมนที่จะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัว ดังนั้นการให้นมบุตรแทนนมขวดนั้นนอกจากลูกจะได้ความอบอุ่น ได้สารอาหารที่มีภูมิต้านทานโรคจากแม่แล้ว ยังทำให้มดลูกแม่เข้าอู่ได้เร็วด้วย โดยที่ไม่ต้องพึ่งพายาหรือสมุนไพรใดๆ ภายในไม่กี่สัปดาห์ก็จะเข้าอู่ จะสังเกตได้จากสีของน้ำคาวปลา ถ้าใสไม่มีสีเลือดปนก็แสดงว่ามดลูกบีบรัดตัวดี

ในระยะหลังคลอดคุณแม่จะเสียเลือดไปส่วนหนึ่ง ประกอบกับขณะตั้งครรภ์คุณแม่ก็มีภาวะโลหิตจางแฝงอยู่ด้วย ดังนั้นหลังคลอดควรจะทานอาหารที่มีทั้งผักและเนื้อสัตว์เพื่อให้ได้ธาตุเหล็กและโปรตีนไปสร้างเม็ดเลือดแดง ถ้าให้นมบุตรโปรตีนจากเนื้อสัตว์ยิ่งจำเป็นสำหรับคุณแม่

การให้ความร้อนกับมดลูกโดยผ่านทางหน้าท้องคุณแม่ ความร้อนจะทำให้เส้นเลือดบริเวณดังกล่าวขยายตัวไปช่วยการหดรัดตัวของมดลูกได้ เท่ากับการนวดด้วยมือ หรือการให้นมบุตร แต่ความร้อนที่ระดับพอดีจะช่วยทำให้ลดการเจ็บปวดจากการหดรัดตัวมดลูกได้บ้าง

สำหรับผลแทรกซ้อนที่พบเห็นบ่อย คือผิวหนังบริเวณหน้าท้องเสียสภาพไปจากการที่ถูกความร้อนอยู่นาน ผิวหนังจะไหม้เกรียมและนานเข้าก็จะมีพังผืดเกิดใต้ผิวหนังส่วนดังกล่าว กลายเป็นผิวหนังสีคล้ำด้าน หมดโอกาสที่จะนุ่งชุดว่ายน้ำทูพีชได้



Create Date : 27 มิถุนายน 2554
Last Update : 27 มิถุนายน 2554 21:54:21 น.
Counter : 472 Pageviews.

0 comment
การกินกาแฟในคนที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะมีผลต่อลูกหรือไม่


สำหรับคุณแม่ที่เป็น "คอกาแฟ" ไม่อยากเลิกดื่มกาแฟตอนตั้งครรภ์ คุณทราบหรือไม่ว่า กาแฟ มีผลอะไรต่อลูกในท้องบ้าง และจะดื่มกาแฟอย่างไร จึงจะปลอดภัยต่อลูกในท้อง

นมแม่ถือว่าเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารกแรกเกิด เพราะนอกจากจะไม่ต้องซื้อหาแล้ว ในนมแม่ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายทารกอีกด้วย อีกทั้งยังมีสารกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ทารก ทำให้ทารกเป็นโรคภูมิแพ้น้อยลง การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

แต่ใช่ว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะปลอดภัยร้อยเปอร์เซนต์ สารต่างๆที่ออกมาในนมแม่ ก็ได้มาจากอาหารที่คุณแม่กินนั่นเอง ถ้าคุณแม่กินของดี มีประโยชน์ นมก็จะออกมาอย่างมีคุณภาพ แต่ถ้าคุณแม่กินของที่ไม่มีประโยชน์ สิ่งเหล่านั้นก็จะออกมาให้น้ำนมด้วย ดังเช่น ที่ญาติผู้ใหญ่บางท่านแนะนำว่า ในคุณที่ให้นมลูก ไม่ควรกินของที่มีรสจัด อย่าลืมว่าเพียงแค่สารบางอย่างเพียงเล็กน้อย อาจจะมีผลอันใหญ่หลวงต่อลูกได้

การกินกาแฟในระหว่างการตั้งครรภ์และให้นมบุตร เป็นคำถามที่สงสัยกันมาก โดยเฉพาะในคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ เพราะการที่จะให้เลิกกาแฟทันทีทันใดนั้น เป็นเรื่องน่าทรมาน ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดหัว ง่วงนอนมาก หรือหงุดหงิด การเลิกกินกาแฟนั้น ควรมีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป เลิกทีละน้อยๆ เปลี่ยนจากการดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีน มาเป็นแบบที่ไม่มีคาเฟอีน แล้วกาแฟมีผลต่อทารกเมื่อเราให้เขาดื่มนมจากเต้าจริงหรือ?

มีการศึกษาพบว่า กาแฟสามารถผ่านน้ำนมมาสู่ลูกได้ เด็กอาจจะได้รับผลจากคาเฟอีน คาเฟอีนจะไปกระตุ้นสมอง จะทำให้เด็กตื่น กระวนกระวาย ไม่ยอมนอน อาจมีผลต่อกระเพาะและลำไส้

แล้วเราจะสามารถดื่มกาแฟได้วันละกี่แก้วจึงจะปลอดภัย

เราควรงดกาแฟในขณะตั้งครรภ์และให้นมลูกเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่ถ้าไม่อยากงดการดื่มแล้วละก็ มีการศึกษาพบว่า ถ้ากินไม่เกินวันละ 3 แก้ว ขณะตั้งครรภ์และให้นมลูก จะไม่มีผลต่อเด็ก หวังว่าคุณแม่คอกาแฟทั้งหลายคงหายสงสัยนะคะ ถ้าเลิกไม่ได้ก็ให้ดื่มแต่น้อยค่ะ เหมือนกับที่กรมตำรวจเขาแนะนำให้ดื่ม 6-2-2 แล้วไม่เมายังไงละคะ

keyword: coffe, pregnancy, cafeine



Create Date : 27 มิถุนายน 2554
Last Update : 27 มิถุนายน 2554 21:53:39 น.
Counter : 4290 Pageviews.

0 comment
การปฏิบัติตน ของคุณแม่หลังคลอด

ข้อมูลจาก โรงพยาบาล ไทยนครินทร์
การพักผ่อน
คุณควรทำใจให้สบาย นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่อย่างน้อย8ชั่วโมง พยาบาลห้องเด็กจะช่วยดูแลบุตรของคุณอย่างดี ในการลุกครั้งแรกๆ อาจมีอาการเวียนศีรษะหน้ามืดเป็นลมได้ คุณควรเปลี่ยนอริยาบทช้าๆโดยลุกนั่งถ้าไม่เวียนศีรษะจึงลุกยืน ต่อมาจึงค่อยๆเดินและควรมีผู้คอยช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด

คุณไม่ควรนอนนานเกิน 24 ชั่วโมง การเดินช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตป้องกันเส้นเลือดดำอุดตันอีกทั้งกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานได้ดี ช่วยให้ท้องไม่อืด และอวัยวะภายในต่างๆ ทำงานเป็นปกติดีขึ้น เมื่อ ่คุณพร้อมสามารถเดินไปให้นมบุตรที่ห้องเด็กอ่อนในช่วงเวลาที่ห้องเด็กนัดหมาย พยาบาลห้องเด็กจะมีการแนะนำวิธีเลี้ยงดูบุตรให้แก่คุณ

การออกกายบริหาร
สามารถปฏิบัติได้ 2 สัปดาห์ไปแล้ว คุณสามารถทำงานบ้านเบาๆได้ และไม่ควรขึ้นลงบันไดบ่อยๆตลอด 6 สัปดาห์หลังคลอดคุณไม่ควรออกแรงยกของหนัก หรือเบ่งแรงๆเพราะอาจจะทำให้มดลูกเคลื่อนต่ำเกิดภาวะกระบังลมหย่อนได้
เคล็ดในการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดา
1. ป้องกันเต้านมคล้อยคุณควรสวมเสื้อในตลอดเพื่อพยุงเต้านม ซึ่งจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากในระยะให้นมเสื้อในควรมีขนาดเหมาะสมกับเต้านม ไม่ควรสวมเสื้อในที่ไม่พอดี
2. การป้องกันหัวนมแตกและเต้านมอักเสบการทำสะอาดเต้านมและหัวนม ควรทำขณะอาบน้ำเช้าเย็นก็เพียงพอการเช็ดหัวนมบ่อยๆ ทำให้หัวนมแห้งแตกเป็นแผลได้ไม่ควรแกะ สะเก็ดน้ำนมที่แห้งติดหัวนม แต่ควรเช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่น การให้บุตรดูดนมควรค่อยๆเพิ่มเวลาในการดูดนมมารดาวันแรกไม่ควรดูดนานเกิน 2 นาที / ครั้ง และ 3 - 5 นาที / ครั้งในวันต่อมาเพราะน้ำนมยังไม่มา บุตรดูดแรงหัวนมจะแตกเป็นแผลง่าย ต่อมาเมื่อมีน้ำนมปกติให้ดูดข้างละไม่เกิน 15 นาทีควรให้ดูดนมสลับกันทั้งสองข้างเพื่อป้องกันขนาดเต้านมโตไม่เท่ากัน เมื่อเต้านมคัดวันแรกไม่ควรปั๊ม เพราะการคัดตึงเต้านมในระยะแรก เกิดเนื่องจากเลือดมาคั่งเลี้ยงบริเวณต่อมน้ำนมการปั๊มจะทำให้เต้านมช้ำเกิดการอักเสบได้
3. วิธีให้นมอย่างสุขสบายควรนั่งในตำแหน่งที่มีพนักพิงหลังเพื่อลดปัญหาปวดหลัง


ควรหาเบาะหรือหมอนหนุนรองตัวบุตรให้อยู่ในระดับเดียวกับเต้านมเพื่อช่วยรับน้ำหนักทารกส่วนหนึ่ง คุณจะรู้สึกเมื่อยแขนและข้อมือลดลงขณะให้นมมารดาไม่ควรมองหรือจับตาดูบุตรตลอดเวลา เพราะอาจเกิดอาการปวดศีรษะจากการเพ่งมาก
4. วิธีอุ้มให้นมแบบต่างๆ

แบบที่ 1
หมาะสำหรับทารกแรกคลอดใหม่เพราะทารกจะสำลักนมง่าย ควรอุ้มในอ้อมกอดศีรษะสูง


แบบที่ 2
ใช้สำหรับคุณแม่ที่มีแผลผ่าตัดที่หน้าท้อง เท้าและส่วนลำตัว ทารกจะไม่กระทบกับแผล
แบบที่ 3
เหมาะสำหรับทารกที่อายุมากขึ้นดุดนมเก่งไม่สำลักง่าย หรือในกรณีคุณแม่อ่อนเพลีย ระวังนอนหลับทับบุตร





แบบที่ 4
ท่าอุ้มบุตรเรอ หลังให้นม
อาหาร
คุณควรได้รับอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ เหมือนตอนตั้งครรภ์รวมทั้งยาบำรุง ยังจำเป็นเพราะเป็นระยะให้นมบุตร และร่างกายต้องการเสริมสุขภาพให้กลับคืนสู่สภาพเดิมการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาจะช่วยให้คุณแม่ไม่อ้วน ควรงดอาหารประเภทหมักดองและของมึนเมาเพราะแอลกอฮอล์สามารถผ่านน้ำนมสู่ทารกได้ ส่วนยาอื่นๆถ้าจำเป็นต้องใช้ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจผ่านทางน้ำนมได้
การขับถ่าย
กระเพาะปัสสาวะและ / หรือลำไส้เต็ม มีผลทำให้มดลูกหดรัดตัวและลดระดับเข้าอู่ได้ไม่ดีอาจทำให้เกิดภาวะตกเลือดหลังคลอดได้ คุณไม่ควรกลั้นปัสสาวะนาน หากมีปัญหาปัสสาวะไม่ออก หรือปัสสาวะแสบขัดควรปรึกษาแพทย์และพยาบาล

หากคุณมีปัญหาท้องผูก ควรเดินออกกำลังกาย รับประทานผักผลไม้ และดื่มน้ำอย่างเพียงพอหากไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ หรือพยาบาล
แผลบริเวณฝีเย็บ
บาดแผลที่เกิดจากการคลอด อาการเจ็บจะดีขึ้นภายใน 2 - 3 วันและแผลจะหายสนิทภายใน 5 วันการอบแผลด้วยไฟอินฟราเรดจะช่วยบรรเทาอาการปวดบวมได้ หรือถ้าปวดมาก ควรรับประทานยาแก้ปวด

การป้องกันการติดเชื้อบริเวณแผลและภายในโพรงมดลูก
1. คุณควรล้างทำความสะอาดทุกครั้งภายหลังการขับถ่าย ควรระวังไม่ล้างย้อนจากก้นมาทางด้านหน้าเพราะเชื้อโรคจากบริเวณก้น อาจเข้าสู่แผลและช่องคลอดได้ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยอย่างน้อยทุก 3 - 4 ชั่วโมงเพื่อป้องกันการหมักหมมของเชื้อแบคทีเรีย ไม่ควรสอดนิ้วเข้าภายในช่องคลอดเพราะจะนำเชื้อโรคจากภายนอกเข้าสู่ภายในโพรงมดลูกได้
2. คุณสามารถอาบน้ำได้ตามปกติโดยตักอาบไม่ควรแช่ตัวลงในอ่างน้ำ ในช่วง 6 สัปดาห์ หลังคลอดเพราะเชื้อโรคอาจเข้าในช่องคลอด ทำให้เกิดการติดเชื้อภายในโพรงมดลูกได้
3. การมีเพศสัมพันธ์ควรเริ่มภายหลังการตรวจหลังคลอด 4 สัปดาห์เพื่อขอคำแนะนำการวางแผนครอบครัวจากแพทย์ เพราะการมีบุตรถี่มีผลต่อสุขภาพของมารดาและทารกทำให้มารดาร่างกายอ่อนแอ ทารกมีน้ำหนักตัวน้อยได้การวางแผนครอบครัว ถ้ามารดายังไม่เริ่มคุมกำเนิด ควรให้มีการร่วมเพศหลังฉีดยาหรือกินยาคุมไปแล้ว 2 สัปดาห์ แต่ถ้าหากต้องการมีเพศสัมพันธ์ก่อนหน้านั้น ให้ฝ่ายชายใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย

น้ำคาวปลา
น้ำคาวปลา คือเลือดที่ออกจากแผลภายในโพรงมดลูก บริเวณตำแหน่งที่รกและเยื่อหุ้มเด็กเกาะ ลักษณะเปลี่ยนแปลงตามสภาพการหายของแผลโดย 2 - 3 แรกแผลยังใหม่จะออกเป็นสีแดงสด ต่อมาจะเริ่มจางหรือคล้ำลง และมีมูกปนยิ่งนานสียิ่งจาง ตามลำดับจนเป็นมูกสีเหลืองจำนวนไม่มาก ระยะเวลาของแต่ละคน ไม่แน่นอนตั้งแต่ 3 - 6 สัปดาห์
ภาวะผิดปกติ
1. หลังคลอ ดใหม่ถ้ามีเลือดออกมาชุ่มผ้าอนามัย 1 ผืนต่อ 1 ชั่วโมงควรแจ้งพยาบาล
2. น้ำคาวปลาสีแดงไม่จางลงหรือเคยจาง แล้วกลับมีเลือดแดงสดอีก
3. น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็นหรือน้ำคาวปลาไม่ออกร่วมกับมารดามีไข้สูง แสดงว่ามีการติดเชื้อภายในโพรงมดลูก

อาการปวดมดลูก

มดลูกหลังคลอดมีการบีบรัดตัวเพื่อลดขนาดเข้าสู่สภาพเดิมอาจทำให้รู้สึกปวดมดลูก ได้ซึ่งเป็นภาวะปกติ อาการปวดจะหายไปภายใน 2 - 3 วัน คุณอาจรับประทานยาแก้ปวดและคลึงมดลูกแล้วนอนคว่ำเอาหมอนหนุนใต้ท้อง จะช่วยให้มดลูกหดรัดตัวกลับสู่สภาวะเดิมได้ดีขึ้น


ควรกลับมาพบแพทย์เมื่อ
1. มีน้ำคาวปลาผิดปกติมีกลิ่นเหม็น ร่วมกับมีไข้
2. แผลฝีเย็บอักเสบหรือมีอาการปวดที่แผลมากผิดปกติ
3. มีไข้สูงไม่ทราบสาเหตุ
4. ควรมาตรวจหลังคลอด 1 เดือน เพื่อประเมินสภาพกลับคืนสู่สภาวะ



Create Date : 27 มิถุนายน 2554
Last Update : 27 มิถุนายน 2554 21:53:13 น.
Counter : 1171 Pageviews.

0 comment
แม่รักลูกต้องสนับสนุนให้ลูกรักพ่อ

บทความจาก นิตยสารแม่และเด็ก
โดย รศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
แม่ทุกคนที่รักลูก ควรตระหนักถึงอิทธิพลของพ่อที่จะมีผลต่อชีวิตลูกทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะเด็กต้องการพ่อมากพอกับที่พวกเขาต้องการแม่ เขาต้องการพ่อ ผู้เป็นแบบอย่างแห่งความเป็นสุภาพบุรุษ ความกล้าหาญ ความมีเหตุผลและการมีความรับผิดชอบ ลูกที่มีภาพแง่บวกของพ่อประทับอยู่ในใจ และเห็นว่าพ่อเป็นแบบอย่างที่ดีนั้นจะเติบโตขึ้นมาได้อย่างมีความเชื่อมั่นในตนเองมีความมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจ มีพัฒนาการที่เหมาะสม แม่ที่รักลูกจึงควรเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ลูกเห็นส่วนที่ดีในตัวพ่อของเขา
การที่ลูกจะคิดอย่างไรเกี่ยวกับพ่อนั้น ส่วนหนึ่งย่อมเป็นผลจากการแสดงออกของแม่ที่มีต่อพ่อ ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว แม่เป็นผู้ที่มีอิทธิพลสูงมากในการกำหนดว่า ลูกจะรู้สึกอย่างไรกับพ่อ เด็กจะสั่งสมภาพของพ่อของตนไว้ในความคิดว่า พ่อเป็นคนดี พ่อเป็นคนน่านับถือ พ่อเป็นคนกล้าหาญ พ่อเป็นพระเอก พ่อใจดี หรือพ่อโหดร้าย พ่อไม่ดี พ่ออ่อนแอ พ่อน่ารังเกียจ พ่อเป็นตัวตลก พ่อโง่ พ่อขี้ขลาด และพ่อในลักษณะอื่นๆ อีกนับร้อยนับพันแบบในสายตาของลูกตามที่ได้ยินแม่ของเขาสรรค์สร้างคำเหล่านั้นออกมาจากปากตามแต่อารมณ์และความรู้สึกที่แม่มีต่อพ่อ ซึ่งเด็กจะเก็บคำพูดเหล่านี้ไว้ในใจ และความคิดของลูกที่มีต่อพ่อเช่นไร ก็จะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของเขาเมื่อเติบโตขึ้น
ทำไมเด็กต้องรักพ่อ
พ่อมีหน้าที่สำคัญในการกำหนดว่า ลูกจะเติบโตขึ้นมาด้วยความรู้สึกอย่างไร พ่อจะเป็นตัวอย่างให้ลูกเลียนแบบ เป็นแม่พิมพ์ให้ลูกได้ถ่ายออกมาเป็นตัวเขา ผลงานวิจัยหลายชิ้น ได้ยืนยันว่า พ่อมีอิทธิพลในการกำหนดลักษณะทางกายภาพ และภาวะอารมณ์ของลูกเมื่อเติบโตขึ้น ดร.อาร์มานด์ นิโคไล ชาวอเมริกันได้ทำการวิจัยไว้เมื่อ ค.ศ.1984 พบว่า เด็กที่ขาดความอบอุ่นจากพ่อทั้งกายและใจ จะขาดแรงจูงใจในการต่อสู้เพื่อความสำเร็จ เด็กจะไม่สามารถยับยั้งชั่งใจ เพื่อผลดีในอนาคต มีแนวโน้มที่จะเห็นตัวเองไม่มีค่า และมักจะเป็นคนที่อารมณ์อ่อนไหวถูกชักจูงได้ง่าย โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในวัยรุ่น
เด็กๆ ไม่ได้ต้องการที่จะสนิทสนมกับแม่เพียงคนเดียว แต่เขาต้องการที่จะสนิทสนมกับพ่อด้วย เด็กต้องการความรัก ความอบอุ่น การดูแลเอาใจใส่จากพ่อ ต้องการให้พ่อเป็นเพื่อนเล่น เป็นที่ปรึกษา เป็นแบบอย่างในเรื่องต่างๆ เด็กจะภูมิใจและคิดว่าพ่อเป็นพระเอกในใจเขาเสมอ เช่น เป็นสุภาพบุรุษ กล้าหาญ มีเหตุมีผล และมีความรับผิดชอบ หากเด็กผิดหวังกับบทบาทความเป็นพ่อ เด็กอาจจะกลายเป็นเด็กที่มีปัญหาได้
คำพูด น้ำเสียง สีหน้าท่าทาง และการกระทำของแม่ที่มีต่อพ่อจึงเป็นสิ่งสำคัญและมีอิทธิพลอย่างมากต่อการสร้างภาพพจน์ของพ่อไว้ในใจลูก แม่ที่ทำให้พ่อถอยห่างในความสัมพันธ์กับลูกในขณะที่ลูกต้องการเรียนรู้ เลียนแบบ และชื่นชมในตัวพ่อของเขา ทำให้ลูกไม่มีโอกาสใกล้ชิดกับพ่อ หรือยกย่องพ่อของเขา ก็จะทำให้เกิดปัญหาได้ในที่สุด เช่น ถ้าแม่เป็นคนก้าวร้าว หรือมักจะวางอำนาจใส่พ่อต่อหน้าลูก ชอบตำหนิพ่อ เหยียดหยาม ทำให้พ่อรู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า ไม่มีประโยชน์ ดูถูกความล้มเหลวในชีวิตที่ผ่านมาของพ่อ การแสดงออกเช่นนี้จะเป็นการสร้างบาดแผลในใจของลูกให้เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย จิตใจ อารมณ์ และพฤติกรรมของเขาเมื่อเติบโตขึ้น
ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงจะนำไปสู่การเกลียดชังและไม่ยอมรับเพศตรงข้าม เพราะคิดว่าผู้ชายทุกคนจะมีความอ่อนแอเหมือนพ่อของตน และอาจะเป็นเหตุนำไปสู่พฤติกรรมเบี่ยงเบนปฏิเสธผู้ชาย ยกย่องในความเป็นเพศแม่ จึงหันไปสนใจในเพศเดียวกัน
ส่วนในเด็กผู้ชายก็เช่นเดียวกัน สิ่งที่แม่กระทำมีผลให้เขามีทัศนคติกับพ่อในแง่ลบ มีความรู้สึกว่าพ่ออ่อนแอ ชีวิตของเขาจึงเติบโตมาอย่างขาดแบบอย่างของผู้ชายที่เข้มแข็ง เป็นผู้นำ เด็กชายบางคนอาจเลียนแบบพฤติกรรมจากแม่ และเกิดการเบี่ยงเบนทางเพศได้ในที่สุด
ผู้ให้คำปรึกษาปัญหาครอบครัวคนหนึ่ง ได้ยกกรณีตัวอย่างถึงแม่คนหนึ่งที่พาลูกสาววัยรุ่นมาขอคำปรึกษา เนื่องจากลูกมีความเกลียดชังพ่อของตนเองมาก เมื่อสืบไปสืบมาจึงพบสาเหตุว่า เกิดจากการที่แม่ได้ระบายความโกรธแค้นชิงชังที่มีต่อพ่อให้ลูกสาวฟังอยู่เสมอๆ และมักจะพูดถึงความไม่ดีของพ่อให้ลูกได้ยิน ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจมาโดยตลอด ผลร้ายในที่สุดไม่ได้ตกบนตัวแม่หรือตัวพ่อ แต่ตกอยู่ที่ตัวเด็กเพราะเด็กได้สะสมความขมขื่นที่มีต่อพ่อไว้ในใจ จนกระทั่งมีพฤติกรรมที่แปลกๆ เกิดขึ้น เช่น มีอารมณ์แปรปรวนและเกลียดชังผู้ชาย เป็นต้น เมื่อได้รับคำแนะนำแล้ว แม่จึงได้รู้ตัวและกล่าวว่า
"สิ่งที่ฉันทำลงไปคือ การทำร้ายลูกอย่างไม่รู้ตัว ต่อแต่นี้ไปฉันจะพูดถึงส่วนดีในตัวสามีให้ลูกฟังมากขึ้น"
แม่ควรสนับสนุนให้ลูกรักพ่ออย่างไร
แม่ที่รักลูกย่อมยินดีให้สิ่งที่ดีแก่ลูก และหากการที่ลูกจะมีมุมมองและทัศนคติที่ดีต่อพ่อของเขาก็เป็นสิ่งที่ดี แม่ก็ควรที่จะมีพฤติกรรมที่สนับสนุนให้ลูกมีความรู้สึกรักพ่อของเขา ให้มากเท่าที่จะสามารถทำได้ อาทิ
หมั่น "ชมเชย" พ่อต่อหน้าลูก
แม่ที่รักลูก รักสามี รักครอบครัว ย่อมต้องให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ครอบครัวเสมอ เมื่อรู้สึกว่าสิ่งใดที่ไม่ดีกระทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ ก็ควรที่จะเปลี่ยนแปลง ภรรยาบางคนชอบมองสามีเป็นเหมือนตัวตลก โดยเฉพาะภรรยาที่เก่งกว่าหรือมีความสามารถมากกว่า เมื่อสามีประสบความล้มเหลว หรือทำบางสิ่งบางอย่างผิดพลาด หรือกระทำตัวไม่เป็นแบบอย่างในบางเรื่อง ก็มักจะใช้คำพูดเยาะเย้ยถากถาง เสียดสี ให้สามีเป็นคนที่ไร้ค่า เมื่อลูก ๆ เห็นสภาพดังกล่าว ลูกก็จะสูญเสียความเชื่อถือในตัวพ่อลงไปทันที
ในฐานะภรรยาและแม่ที่ดี ควรรู้ว่าการทำเช่นนั้นเป็นอันตรายทั้งต่อจิตใจของลูก จิตใจของสามี และความสัมพันธ์ในครอบครัวก็อาจจะต้องถึงขาดสะบันลงได้ในวันหนึ่งข้างหน้า ดังนั้นในทางกลับกันเพื่อรักษาความสุขในครอบครัว ภรรยาจึงควรที่จะพิจารณาในส่วนดีของสามีให้มากๆ และพยายามชมเชยในส่วนดีนั้นต่อหน้าลูก เช่น เมื่อพ่อมีน้ำใจช่วยทำงานบ้าน แม่ก็ควรที่จะขอบคุณและชมเชยพ่อให้ลูกๆ ฟัง แม่ควรแบ่งปันพูดคุยให้ลูกรับรู้ถึงความดีของพ่อ เช่น ความรับผิดชอบของพ่อต่อค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้เห็นว่าลูกมีความมั่นใจและภาคภูมิใจในพ่อ แล้วยังจะช่วยให้พ่อเห็นคุณค่าตนเอง และมีกำลังใจ และปรารถนากระทำในสิ่งที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้นด้วย
อย่า "ทะเลาะ" กันต่อหน้าลูก
การทะเลาะกันในบ้านเป็นภาพสะท้อนที่รุนแรง หากจะเปรียบเป็นสงคราม คำพูดรุนแรงแต่ละคำก็เหมือนกับการสาดกระสุนเข้าหากัน กระสุนย่อมทะลุเข้าไปในจิตใจ ทำให้ต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บเพราะคำพูดของกันและกัน พร้อมๆ กับอารมณ์ที่รุนแรงที่ปะทุก็ประดุจระเบิดอานุภาพรุนแรงที่มีอิทธิพลทำลายสิ่งที่อยู่รอบๆ ข้าง ซึ่งก็คือ ลูกๆ ที่รับฟังอยู่ในขณะนั้นด้วย
ลูกจะปวดร้าวใจทันที ที่เห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกัน เพราะเด็กจะคาดหวังว่า บ้านจะมีความอบอุ่น มีความรัก เป็นศูนย์กลางการทะเลาะกันของพ่อ-แม่ จึงเท่ากับเป็นการทำลายความหวังของเด็ก ส่งผลให้เด็กรู้สึกอ้างว้างและตระหนกตกใจเกิดความกลัว ลูกๆ ย่อมไม่อยากเห็นคนที่เขารักใช้อารมณ์ ใช้ความรุนแรงเกรี้ยวกราดเข้าหากัน หากพ่อแม่ทะเลาะกันบ่อยครั้ง ลูกอาจมีความรู้สึกว่าบ้านไม่น่าอยู่ไม่มีความสงบสุข ไม่มีความรักให้แก่กันและกัน ส่งผลให้ลูกหันเข้าหาสิ่งที่ผิดแทนได้ เช่น อาจจะติดเพื่อน หันเข้าหายาเสพย์ติด เที่ยวเตร่และไม่ยอมกลับบ้าน เป็นต้น
ดังนั้น เมื่อเกิดความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกันในบางเรื่องก่อนที่จะตัดสินใจปะทะคารมกันต่อ แม่ควรระงับความไม่เข้าใจกันนั้นไว้เพื่อเห็นแก่ลูก โดยตระหนักเสมอว่า การกระทำดังกล่าวจะเป็นการทำร้ายจิตใจของลูก ต่างฝ่ายต่างก็ควรที่จะยินดีประนีประนอม และปิดห้องคุยปรับความเข้าใจกันอย่างเงียบๆ จะดีกว่า
ขอร้อง "พ่อ" ให้ช่วยเลี้ยงลูก
แม่ต้องเห็นความสำคัญของพ่อในการเลี้ยงลูกและสร้างชีวิตของลูก เพราะการที่ลูกจะเติบโตอย่างมีความมั่นคงทางอารมณ์ และมีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น มีความเชื่อมั่นในตนเอง ได้นั้นต้องมีทั้งพ่อและแม่เป็นแบบอย่างที่สมดุล โดยแม่จะเป็นแบบอย่างในเรื่องของความอ่อนโยนมีเมตตา มีความอ่อนหวาน ส่วนพ่อก็จะเป็นแบบอย่างในเรื่องความกล้าหาญ ความรับผิดชอบ การทำงานหนัก การใช้เหตุผล เป็นต้น ดังนั้นพ่อจึงจำเป็นที่จะต้องใช้เวลากับลูก ต้องมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับลูก เพื่อลูกจะสัมผัสถึงความรักและได้เห็นแบบอย่างที่ดีของพ่อ
แม่ควรเป็นคนที่ส่งเสริมให้พ่อได้มีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูลูก แม่ต้องเป็นผู้ที่เปิดโอกาสให้ลูกได้ใกล้ชิดพ่อเสมอ เช่น พยายามหาโอกาสให้พ่อกับลูกได้ใช้เวลาด้วยกัน เวลาลูกต้องการคำปรึกษาก็ให้พ่อเป็นคนแนะนำ สนับสนุนให้พ่อเป็นคนสร้างบรรยากาศภายในบ้าน เช่น พ่อเล่นกีฬากับลูก พ่อไปทานข้าวกับลูก พ่อสอนการบ้าน ฯลฯ แม่ต้องตระหนักว่า เวลาที่พ่ออยู่บ้านนั้นมีน้อย จึงจำเป็นต้องใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่ามากที่สุด พ่อกับแม่ต้องพูดคุยกัน ให้ตระหนักถึงความสำคัของการดูแลลูก เพื่อพ่อจะได้จัดสรรเวลาที่ดีที่สุดสำหรับลูกเสมอ
นอกจากนี้แม่ควรเป็นผู้กระตุ้นให้พ่อคิดเสมอว่า การกระทำที่เหมือนกับเพิกเฉยต่อลูกๆ นั้น ลูกๆ จะรู้สึกเสียใจมากเพียงใด และเมื่อพวกเขาผิดหวังจากครอบครัว เขาก็อาจจะถูกค่านิยมสังคมที่เสื่อมทรามลงฉุดเขาไปในทางเสื่อมเสียได้ แม่ไม่ควรเห็นด้วย หรือปล่อยปละละเลย เมื่อพ่อปฏิเสธลูกว่า
"พ่องานยุ่งมากไม่มีเวลา"
แต่ควรพยายามขอร้องไห้พ่อได้ใช้เวลากับลูก โดยตระหนักว่าเด็กๆ ต้องการได้รับการยอมรับ เขาไม่ต้องการการถูกปฏิเสธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนที่เขาคาดหวังว่าจะได้รับความรัก และหากเขาไม่ได้รับการเติมเต็ม ความรักจากทั้งพ่อและแม่อย่างเพียงพอ เขาก็จะมีแนวโน้มวิ่งเข้าหาความรักจากที่อื่นและอาจเลือกดำเนินชีวิตในทางที่ผิดได้
แม้จะมีคำพังเพยที่พูดกันทั่ว ๆ ไปว่า "ความรักทำให้คนตาบอด" แต่สำหรับความรักที่แม่มีต่อลูกน่าจะเรียกได้ว่าเป็น
"ความรักทำให้ตาสว่าง" คือ ตาสว่างที่จะเห็นสิ่งที่ผิด สิ่งที่ถูก สิ่งที่ควรเลือกและไม่ควรเลือกที่จะกระทำ เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ "ลูก" ซึ่งเป็นบุคคลที่รักแม่ยิ่งมากเท่าชีวิตนั่นเอง




Create Date : 27 มิถุนายน 2554
Last Update : 27 มิถุนายน 2554 21:52:35 น.
Counter : 213 Pageviews.

0 comment
ลดน้ำหนักไม่ลดนม
ท้องจนคลอดเจ้าตัวเล็ก รูปร่างที่เคยสะโอดสะองของแม่ก็หายไปในพริบตา ครั้นจะตั้งหน้าตั้งตาลดน้ำหนัก ก็กลัวว่าจะมีผลกับน้ำนม... เฮ้อ!
หลังคลอดเจ้าตัวเล็กแล้วคุณแม่คนไหนๆ ก็ต้องมีน้ำหนักเกินจากเดิมด้วยกันทั้งนั้นล่ะค่ะ... จริงมั้ย สิ่งที่ตามมาคือคุณแม่หลายคนก็เลยคิดจะลดน้ำหนัก แต่ว่าการลดน้ำหนักของคุณแม่ ที่จะต้องให้นมเจ้าตัวเล็กเนี่ยมีกฎกติกาอยู่นะคะ จะทำสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ เพราะอาจจะส่งผลถึงเจ้าตัวเล็กของเราได้ กฎกติกาที่ว่าก็คือ...
ขั้นแรก คุณแม่ลองคำนวณน้ำหนักดูก่อนนะคะ วัดได้จากค่า BMI (Body Mass Index) โดยเอาน้ำหนักตัวไปหารกับส่วนสูงที่ยกกำลังสอง ถ้าค่าเฉลี่ยออกมาแล้วเกิน 25 ถือว่า อ้วนไป แต่ถ้าต่ำกว่า 18.5 ก็ผอมเกินไป
ขั้นที่สอง คุณแม่ที่มีค่า BMI เกิน 25 หรือมีน้ำหนักเกินจากก่อนตั้งครรภ์มากกว่า 18-20 กก. ขึ้นไปและคลอดลูกมาแล้ว 2 เดือน น้ำหนักยังไม่ลด หนำซ้ำมีแนวโน้มว่าจะเพิ่ม ควรเริ่มดูแลน้ำหนักอย่างจริงจังค่ะ

เพราะฉะนั้นบวกลบคูณหารแล้วใครที่ไม่ได้อยู่ในข่ายนี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องลดน้ำหนักหรอกค่ะ เพราะลำพังการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็เป็นการลดน้ำหนักตามธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งปกติแล้วแม่จะมีน้ำหนักลด 0.6-0.8 กก.ต่อเดือน และจะลดมากอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 3-6 เดือนค่ะ แล้วถ้าแม่ยังให้นมลูกอยู่ พอลูกอายุครบ 1 ปี ก็มักจะมีน้ำหนักเกินมาจากก่อนตั้งท้องประมาณ 1-1 1/2 กก. เท่านั้นเอง ซึ่งทำให้รูปร่างกำลังพอดีเชียวค่ะ

BALANCE DIET ลดน้ำหนักแบบสมดุล
ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจกันสักนิดนะคะ ว่าการลดน้ำหนักของแม่ที่ต้องให้นมลูกนั้น ใช้วิธีการที่ต่างไปจากการลดน้ำหนักโดยปกติทั่วไป ซึ่งวิธีที่อยากแนะนำคือการลดน้ำหนักแบบ balance diet ที่เน้นการกินอย่างสมดุล ทั้งเทคนิควิธีก็ไม่ยุ่งยากค่ะ แต่มีข้อแม้ที่สำคัญมากคือ ถ้าคิดจะลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้ ต้องรอให้เจ้าตัวเล็กมีอายุเลย 2 เดือนไปแล้วนะคะ
ห้าม
- อดข้าวเย็น
- กินยาลดความอ้วน
- กินอาหารตามสูตรที่เน้นแต่โปรตีนแล้วให้ไขมันต่ำ
- ลดน้ำหนักมากเกิน 1 กก. ต่อเดือน เพราะจะส่งผลกับน้ำนมของแม่ได้
ต้อง
- กินอาหารให้ครบทุกหมู่ และร่างกายต้องได้รับแคลอรีไม่ต่ำกว่า 1,400 แคลอรีต่อวัน อาจจะมากกว่าได้นิดหน่อย แต่ไม่ควรต่ำกว่านั้น
- ออกกำลังกาย
- ให้ลูกได้กินนมแม่ (อย่าแปลกใจไปค่ะ เพราะวิธีนี้ช่วยลดน้ำหนักได้เห็นผลนักเชียว)

ทำไมต้องรอเจ้าตัวเล็กอายุเลย 2 เดือน
ก็เพื่อให้คุณแม่ได้ปรับตัวตอนระยะหลังคลอด ทั้งก่อนหน้านี้ยังเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังสร้างน้ำนมอย่างเต็มที่ ฮอร์โมนต่างๆ ยังอยู่ในช่วงเริ่มสร้าง ถ้าเราพยายามลดน้ำหนักโดยควบคุมอาหารมากๆหรือว่าออกกำลังกายอย่างหักโหมตั้งแต่ระยะแรก ก็อาจจะเกิดความเครียด แล้วเจ้าความเครียดนี่ล่ะค่ะ ที่จะไปสกัดกั้นฮอร์โมนที่เพิ่งสร้างของนมแม่ ส่งผลให้น้ำนมแม่ผลิตออกมาได้น้อยลง และก็จะหมดไปในที่สุด

คำนวณมื้ออาหารให้สมดุล หัวใจของ BALANCE DIET
อย่างที่บอกไปแล้วนะคะว่า แม่ที่อยู่ในช่วงให้นมต้องได้รับพลังงานไม่ต่ำกว่า 1,400 แคลอรีต่อวัน เอ...แล้วจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าถึง 1,400 แคลอรีหรือยัง ตรงนี้มีหลักการง่ายๆ มาฝากค่ะ
นั่นคือ อาหารจานเดียวน้ำหนัก 100 กรัม อย่างเช่น ข้าวขาหมู ก๋วยเตี๋ยว จะให้พลังงานอยู่ที่ 300-400 แคลอรี ถ้าเรากินครบ 3 มื้อก็เท่ากับว่าเราได้พลังงานประมาณ 1,200 แคลอรี นม 1 แก้ว 240 ซี.ซี. จะให้พลังงาน 160 แคลอรี ทีนี้เรากินผักผลไม้เพิ่มเข้าไป แค่นี้รับรองได้ว่าเราจะไม่ขาดสารอาหารแน่นอนค่ะ
อ้อ...เกือบลืมแน่ะค่ะ ในช่วงนี้แม่จะต้องเสริมแคลเซียมเป็นพิเศษ ควรได้แคลเซียม 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ควรเป็นแคลเซียมจากธรรมชาติจะดีกว่ายาเม็ดนะคะ มีอยู่ในพวกผักใบเขียว เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย และในนม รวมถึงผักใบเขียวจัดอย่าง คะน้า มะเขือพวง บล็อกโคลี
ที่ต้องเลี่ยงแคลเซียมที่ได้มาจากวิตามินเสริมหรืออาหารเสริมแคลเซียมเพราะเราจะได้แคลเซียมจากอาหารในมื้อปกติอยู่แล้ว ถ้ากินเสริมเข้าไปอีกจะได้รับแคลเซียมมากเกินไป ซึ่งถ้าสูงเกิน 2,500 มิลลิกรัมต่อวัน อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงคือโรคนิ่วในไต ทำให้ร่างกายเกิดภาวะลดการดูดซึมของแร่ธาตุอื่น เช่น เหล็ก สังกะสี และที่สำคัญเมื่อเจ้าตัวน้อยดูดนมจากเราอาจทำให้เกิดอาการท้องผูกค่ะ แต่ถ้าอยากกินเสริมก็ควรปรึกษาแพทย์สักนิดนะคะ
สำหรับคุณแม่ที่น้ำหนักขึ้นปกติตามเกณฑ์ ต้องทานอาหารให้สมดุล และควรทานเพิ่มขึ้นกว่าก่อนท้องประมาณ 500 แคลอรีนะคะ เพราะการให้นมลูกใช้พลังงานประมาณ 300-500 แคลอรี และโดยปกติน้ำหนักแม่จะต้องลดตามธรรมชาติอยู่แล้ว ที่ให้กินเพิ่มก็เพื่อจะได้สร้างน้ำนมให้มากพอค่ะ

คำนวณแคลเซียมที่ได้รับ กับวิธี Gimme Five
ถ้าไม่แน่ใจว่าจะได้แคลเซียมครบ 1,000 มิลลิกรัมต่อวันหรือเปล่า ต่างประเทศมีโครงการที่เรียกว่า Give me five (แผลงเป็นภาษา Basket ball=Gimme Five) ซึ่งแนะนำเอาไว้ว่าเราควรได้รับผักผลไม้ประมาณ 5 ส่วน หรือที่เรียกว่า five serving a day
1 ส่วน เช่น แอปเปิ้ลใบใหญ่ครึ่งลูก
กล้วยใบย่อม 1 ใบ มะละกอ 6 ชิ้น
สับปะรด 6 ชิ้น ส้ม 1 ลูก
ผัก 1 จานเล็ก
ถ้าเรากินได้อย่างนี้ในแต่ละวันก็จะได้แคลเซียมเพียงพอค่ะ

ออกกำลังกาย
การออกกำลังกาย มีให้เลือก 2 แบบนะคะ คือ แบบแอโรบิก ได้แก่ การวิ่ง ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ ฯลฯ และแบบยืดเส้นยืดสาย เช่น การเล่นโยคะ ชี่กง รำมวยจีน แต่สำหรับคุณแม่ที่เพิ่งคลอดควรออกกำลังกายเบาๆ ไปก่อน อย่าเพิ่งหักโหม ต่อเมื่อเราแข็งแรงดี ค่อยเปลี่ยนมาออกกำลังกายแบบแอโรบิกค่ะ
และขอย้ำว่าไม่ว่าเราจะอ้วนหรือจะผอมยังไง การออกกำลังกายก็สำคัญอยู่ดี แต่อย่าเพิ่งคิดว่าการออกกำลังกายจะช่วยในการลดน้ำหนักได้อย่างที่ใจหวังนะคะ เพราะการออกกำลังกายจุดประสงค์คือเพื่อให้ร่างกายกระชับ เส้นเลือดและกล้ามเนื้อแข็งแรง ไขมันถูกเผาผลาญได้ดี ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและความดันค่ะ
ถ้าทำได้อย่างที่ว่ามาล่ะก็นอกจากจะเป็นคุณแม่สุขภาพดีแล้ว ยังได้ลูกน้อยที่แข็งแรงเป็นรางวัลด้วยนะ
(update 29 พฤศจิกายน 2004)
[ ที่มา..นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 246 กรกฎาคม 2546 ]



Create Date : 27 มิถุนายน 2554
Last Update : 27 มิถุนายน 2554 21:52:04 น.
Counter : 1378 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  

มนแพรวา
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]