All Blog
กินเผื่อเจ้าตัวน้อยในท้อง
อาหารดีมีประโยชน์ คิดว่าเรารู้กันดีอยู่ว่ามีอะไรบ้าง แต่ยามตั้งครรภ์ ด้วยอยากให้ลูกในครรภ์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดก็อดกังวลไม่ได้ว่าอาหารการกินแบบไหนจะช่วยบำรุงครรภ์ได้มากที่สุดและเหมาะกับระยะการเติบโตของลูกในครรภ์ขณะนั้น…
การกินของแม่ตั้งครรภ์ต้องคำนึงถึงอายุครรภ์ด้วยค่ะ แต่ละช่วงของการตั้งครรภ์ทั้งตัวคุณแม่เองและลูกน้อยในครรภ์มีความต้องการสารอาหารบางอย่างเป็นพิเศษแตกต่างกันไป แบบนี้ค่ะ
0-3 เดือน กินน้อยแต่ต้องเลือกกิน

ช่วงนี้ลูกยังตัวเล็กกระจิดเดียว คุณแม่ต้องการพลังงานจากอาหารเท่าปกติค่ะ คือราวๆ 1,940 แคลอรีต่อวัน แต่ช่วงนี้ก็เป็นช่วงสำคัญมากนะคะ เพราะลูกน้อยกำลังก่อร่างสร้างโครงร่างและระบบต่างๆ โดยเฉพาะระบบประสาท ต้องการอาหารที่จำเป็นคือ
 กรดโฟลิก กรดโฟลิกมีความสำคัญต่อการสร้างสมองและไขสันหลัง คุณแม่จำเป็นต้องได้รับตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์จนถึงช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ในปริมาณวันละ 400 ไมโครกรัม แม้จะเป็นปริมาณน้อยนิดแต่ถ้าคุณแม่ขาดสารอาหารประเภทนี้ ลูกน้อยเกิดมาอาจเป็นโรคไขสันหลังไม่ปิดทำให้สมองบกพร่อง พบว่าคนไทยไม่ค่อยขาดสารอาหารประเภทนี้ คุณหมอจึงไม่จำเป็นให้กรดโฟลิกเสริมแก่คุณแม่ แต่ก็อย่าประมาท ช่วงนี้พยายามกินอาหารที่มีกรดโฟลิกให้มากเข้าไว้ก็แล้วกันนะคะ
อาหารอุดมกรดโฟลิก ได้แก่ ผักใบเขียว กล้วย ส้ม ธัญพืชต่างๆ น้ำปลา
 วิตามินซี มีส่วนสำคัญในการช่วงระบบต่างๆ ในร่างกายแม่และลูกน้อยทำงานและเจริญเติบโตดี และไม่สะสมในร่างกาย จึงต้องกินอย่างสม่ำเสมอ และช่วงนี้ควรกินมากขึ้น
อาหารอุดมวิตามินซี ได้แก่ ผัก ผลไม้ทุกชนิดโดยเฉพาะผลไม้รสเปรี้ยว ฝรั่ง
 วิตามินดี หน้าที่สำคัญของวิตามินดีคือ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมจากอาหารที่กินเข้าไปได้ดี ซึ่งจะเกิดขึ้นต่อเมื่อผิวหนังได้รับแสงแดด ตลอดช่วงตั้งครรภ์แม่ตั้งครรภ์ต้องการแคลเซียมมากกว่าปกติ ไหนจะใช้เพื่อการเจริญเติบโตของลูกและต้องใช้เสริมความแข็งแกร่งของร่างกายแม่เองที่ถูกลูกดึงแคลเซียมไปใช้ด้วย ในช่วงนี้คุณหมออาจให้แคลเซียมเสริมแก่แม่ตั้งครรภ์วันละ 10 ไมโครกรัม
อาหารอุดมวิตามินดี ได้แก่ นม และผลิตภัณฑ์จากนม (ไม่ควรเป็นชนิดพร่องมันเนย) ปลาตัวเล็กตัวน้อย
 วิตามินบี 12 มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของระบบประสาทของลูกน้อยในครรภ์ โดยเฉพาะในระยะแรกเริ่มในช่วง 3 เดือนแรกนี้ คุณแม่อาจจะได้รับวิตามินบี 12 เสริมวันละ 1.5 ไมโครกรัม
อาหารอุดมวิตามินบี 12 ได้แก่ เนื้อปลา เป็ด ไก่ ไข่ นมและผลิตภัณฑ์นม ธัญพืช ข้าวซ้อมมือ
 ไขมัน สมองของคนเราประกอบด้วยไขมันถึง 20% เพราะฉะนั้นในช่วงที่สมองลูกเริ่มก่อร่างจึงต้องการไขมัน และไขมันจำเป็นยังสำคัญต่อการดูแลระบบต่างๆ ในร่างกายแม่ด้วย สัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายของคุณแม่ขาดไขมันจะเห็นได้ชัดจากผิวแห้ง ผมแห้ง เล็บเปราะ
อาหารอุดมไขมันจำเป็น ได้แก่ น้ำมันพืช เมล็ดทานตะวัน งา


ในช่วง 3 เดือนแรก ถ้าคุณแม่มีอาการแพ้ท้อง กินอะไรไม่ได้เลย เกิดกังวลว่าจะเอาอะไรไปบำรุงเจ้าตัวเล็ก ไม่ต้องกังวลค่ะ ช่วง 3 เดือนแรกลูกยังไม่ต้องการอาหารมากมายอะไร เพียงพยายามอย่าให้ขาดวิตามินซี ดี แคลเซียม และกรดโฟลิกอย่างที่กล่าวมา ซึ่งถ้าอยู่ในรูปแบบของกินเล่นก็คงทำให้คุณแม่กินได้ แล้วค่อยๆ กินทีละนิดละหน่อย ก็คงไม่ทำให้คุณแม่รู้สึกพะอืดพะอม
3-6 เดือน อย่าให้ขาดสารอาหารสำคัญ

เจ้าหนูในครรภ์เริ่มเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงนี้ โดยพัฒนาร่างกายส่วนต่างๆ ให้สมบูรณ์ จะเห็นได้จากหน้าท้องคุณแม่ที่แบนราบในช่วง 3 เดือนแรก จะขยายออกอย่างรวดเร็วเช่นกันค่ะ แน่นอนว่าตอนนี้คุณแม่ต้องการอาหารที่เป็นประโยชน์มากขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง สารอาหารที่ควรเพิ่มเป็นพิเศษมีดังนี้ค่ะ
 โปรตีน ในช่วงนี้คุณแม่ต้องกินอาหารโปรตีนเพิ่มขึ้นทั้ง 3 มื้อ เพื่อสร้างเนื้อหนังให้ลูก แต่ควรเลือกกินอาหารโปรตีนที่มีไขมันน้อย
อาหารอุดมโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ทุกชนิดที่มีไขมันน้อยคือเนื้อปลา ถั่วต่างๆ นมและผลิตภัณฑ์จากนม
 เหล็ก ยิ่งอายุครรภ์มากเท่าใด ร่างกายคุณแม่ก็ยิ่งต้องการออกซิเจนมากขึ้นเพื่อส่งต่อไปยังลูกน้อยที่เติบโตมากขึ้นและต้องการออกซิเจนมากขึ้นเช่นกันค่ะ ตัวที่จะช่วยพาออกซิเจนคือธาตุเหล็กในเม็ดเลือดนั่นเอง ถ้าขาดธาตุเหล็กระหว่างตั้งครรภ์ก็จะทำให้คุณแม่รู้สึกอ่อนเพลีย มึนงง มีผลกระทบต่อการเจริญพัฒนาสมองลูกน้อยในครรภ์ ในช่วงนี้คุณแม่ควรได้รับธาตุเหล็กวันละ 15 มิลลิกรัม ในขณะเดียวกันก็ควรดูแลให้ได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอด้วย เพราะวิตามินซีจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี
อาหารอุดมธาตุเหล็ก ได้แก่ เนื้อแดง ตับ ไข่ ถั่ว เมล็ดทานตะวัน ขนมปัง
 เส้นใยอาหาร ในช่วงตั้งครรภ์ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในร่างกายคุณแม่เพิ่มขึ้นทำให้กล้ามเนื้อบริเวณท้องหย่อนลง ทำให้ท้องผูกได้ รวมทั้งทำให้เกิดความเครียด เป็นผลถึงความดันโลหิตสูง หัวใจถูกกระตุ้นให้ทำงานมากขึ้น เส้นเลือดขอด อาหารที่มีเส้นใยมากและการดื่มน้ำมากๆ วันละ 7-8 แก้วจะช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น
อาหารอุดมเส้นใย ได้แก่ ผักผลไม้ทุกชนิด ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต


6-9 เดือน กินมาก…แต่กินทีละน้อย

ลูกน้อยเติบโตและพัฒนาระบบต่างๆ ให้ทำงานสมบูรณ์มากขึ้น ในช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์คุณแม่ต้องการพลังงานจากสารอาหารมากขึ้นจากเดิมอีก 200 แคลอรีต่อวัน แต่เนื่องจากขนาดของลูกน้อยที่เติบโตจนภายในช่องท้องของคุณแม่คับแคบ คุณแม่จึงไม่สามารถกินเพิ่มได้มากเท่าที่ต้องการ อาจจะกินได้น้อยลงด้วยซ้ำ แต่เพิ่มมื้ออาหารมากขึ้น จากที่เคยกินมื้อหลัก 3 มื้อ ควรเพิ่มเป็น 4-5 มื้อ แล้วแต่สะดวก แต่ไม่ควรเพิ่มอาหารจุบจิบที่ไม่มีประโยชน์
ช่วงนี้สารอาหารสำคัญที่คุณแม่ควรใส่ใจดังนี้ค่ะ
 แคลเซียม ยังเป็นสารอาหารที่คุณแม่ไม่ควรขาดตลอดการตั้งครรภ์จนถึงระยะให้นมลูก ระยะนี้กระดูกของลูกเติบโตมากขึ้นมาก จำเป็นต้องใช้แคลเซียมมากขึ้นด้วย ถ้าคุณไม่เพิ่มแคลเซียมให้ลูก ลูกจะดึงแคลเซียมจากคุณเองไปใช้จะทำให้ร่างกายคุณแม่ทรุดโทรมลงได้
 วิตามินเอ ที่ร่างกายคุณแม่ต้องการวิตามินเอตลอดระยะตั้งครรภ์ แต่ช่วงท้ายนี้ต้องการมากเป็นพิเศษ เพื่อให้ลูกน้อยเติบโตสมบูรณ์ที่สุด
อาหารอุดมวิตามินเอ ได้แก่ ไข่ ตับ เนย ผลิตภัณฑ์จากนมทั้งหลาย ร่างกายเรายังสามารถสังเคราะห์วิตามินเอได้จากเบต้าแคโรทีนที่ได้จากอาหารประเภทแครอต ผักสีเขียว มะม่วง มะเขือเทศ


อาหารอันตราย

อาหารการกินบางอย่างก็อาจก่อให้เกิดอันตรายทั้งกับตัวแม่เองและลูกน้อยในครรภ์ได้ ระวังกันหน่อยนะคะกับเรื่องเหล่านี้
 อาหารเป็นพิษ การติดเชื้อจากอาหารอาจทำให้คุณแม่ถึงกับแท้งหรือทารกตายในครรภ์ได้ เชื้อโรคนี้ติดมากับอาหารสุกๆ ดิบๆ ไข่ดิบ ผัก ผลไม้ล้างไม่สะอาด อาหารค้างคืนบูดเสีย ฯลฯ
 ได้รับวิตามินเอมากเกินไป การได้รับวิตามินเอมากเกินไปอาจทำให้ทารกพิการได้ การกินอาหารโดยทั่วไปไม่ทำให้ได้รับวิตามินเอมากเกินไป นอกเสียจากวิตามินเอเสริมหรือกินอาหารที่มีวิตามินเอมากๆ เช่นกินตับทุกมื้อทุกวัน
 กาแฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้จะมีคนบอกว่าดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้น้อยๆ ไม่เป็นไร แต่ก็บอกไม่ได้แน่ว่าดื่มมากขนาดไหนจะเป็นอันตราย ทางที่ดีงดเสียเลยดีกว่า





Create Date : 24 มิถุนายน 2553
Last Update : 24 มิถุนายน 2553 13:44:32 น.
Counter : 437 Pageviews.

0 comment
การออกกำลังกายระหว่างตั้งครรภ์ เป็นอันตรายหรือไม่
การออกกำลังกายระหว่างตั้งครรภ์ เป็นอันตรายหรือไม่

เชื่อว่าคงมีคุณแม่มือใหม่หลายท่านทิ่เริ่มจะรู้สึกอึดอัดกับสรีระที่อุ้ยอ้าย เคลื่อนไหวไม่สะดวกคล่องตัวเหมือนก่อน หลายท่านอาจนึกอยากออกกำลังกายให้กระฉับกระเฉงขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังหวั่นใจว่าทำไปแล้วจะมีผลกระทบหรือเป็นอันตรายกับลูกน้อยในครรภ์หรือไม่ วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากกันค่ะ

คุณแม่ที่อยากออกกำลังกายนักหนา แต่กลัวจะกระทบกระเทือนลูกในครรภ์ คงจะคลายความกังวลกันได้แล้วล่ะคะ เพราะมีข้อมูลทางการแพทย์ที่ระบุไว้ชัดเจนว่าการออกกำลังกายในระหว่างตั้งครรภ์นั้นมีประโยชน์ไม่น้อยหากทำอย่างถูกวิธี การออกกำลังกายช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการคลอด และช่วยให้รูปร่างคุณแม่กลับคืนสู่ปกติหลังคลอดได้ง่ายขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องระวังอย่าให้หักโหมเกินไป และควรเลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่ไม่เป็นอันตรายต่อลูกในครรภ์ด้วยนะคะ
การออกกำลังกายที่ถูกวิธีจะช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ดี ช่วยให้รูปร่างคุณแม่ไม่อุ้ยอ้ายจนเกินไป ช่วยควบคุมน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นได้ และยังเป็นการเตรียมพร้อมกล้ามเนื้อสำหรับการคลอด เพื่อไม่ให้คุณแม่ต้องออกแรงเบ่งมากโดยไม่จำเป็น
ในช่วงตั้งครรภ์ใหม่ๆ คุณแม่อาจเลือกออกกำลังกายโดยการวิ่ง หรือเล่นตุ้มน้ำหนัก แต่เมื่อครรภ์โตขึ้นก็ควรต้องปรับให้เหมาะสมตามสภาพร่างกายด้วย พยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการลื่นล้ม เช่น การปั่นจักรยาน การเล่นโรลเลอร์เบลด และ การขี่ม้า เป็นต้น
มีการออกกำลังกายอยู่หลายชนิดที่แพทย์รับรองว่าปลอดภัย ถึงแม้ว่าอาจจะไม่เหมาะนักสำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในระยะ 2-3 เดือนสุดท้าย ซึ่งทางที่ดีควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มออกกำลังกายจะเป็นการดีที่สุดค่ะ

การเดิน
การเดิน เป็นการบริหารหัวใจที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งสำหรับหญิงมีครรภ์เลยค่ะ และเป็นวิธีที่ไม่หนักเกินไปสำหรับคุณแม่ที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย การเดินจะช่วยให้มีความคล่องตัวกระฉับกระเฉง โดยที่หัวเข่าและข้อเท้าได้เคลื่อนไหวอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสให้คุณแม่ได้ออกมาสูดอากาศภายนอก แทนที่จะจับเจ่าอยู่แต่ในบ้านตลอด 9 เดือนนะคะ

การวิ่งเหยาะๆ
การวิ่งเหยาะๆ หรือที่เราเรียกกันว่า จ็อกกิ้ง นั้นถือเป็นการบริหารหัวใจและร่างกายที่ได้ผลเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด นอกจากนี้คุณแม่ยังสามารถปรับเปลี่ยนโปรแกรมการวิ่งได้ตามความสะดวก เช่น ถ้ามีเวลาน้อยก็อาจจะวิ่งซัก 15 นาที หรือถ้ามีเวลามากหน่อยก็เพิ่มเป็นครึ่งชั่วโมงได้ แต่ทั้งนี้มีข้อควรระวังนิดนึงนะคะ เพราะในการวิ่งนั้น คุณแม่อาจเสี่ยงต่อการลื่นล้มได้ง่าย นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงแดดที่แรงจนเกินไป และดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อชดเชยเหงื่อที่สูญเสียไป

การว่ายน้ำ
การว่ายน้ำได้รับการยอมรับจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทั้งหลายนะคะว่า เป็นการออกกำลังกายที่ดีและปลอดภัยที่สุดสำหรับหญิงมีครรภ์ การว่ายน้ำจะช่วยคุณแม่ในเรื่องของการบริหารกล้ามเนื้อทั้งแขนและขา ช่วยให้หัวใจทำงานได้เต็มที่โดยที่ข้อต่อต่างๆ ไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป นอกจากนี้น้ำยังช่วยรองรับน้ำหนักตัวทำให้คุณแม่รู้สึกเบาสบายในขณะอยู่ในน้ำ อย่างไรก็ตามคุณแม่ก็ควรระมัดระวังสักนิดนะคะไม่ให้หน้าท้องกระแทกน้ำแรงเกินไป

โยคะ
โยคะและการเหยียดยืดร่างกายช่วยให้กล้ามเนื้อคลายความตึง และมีความยืดหยุ่นมากขึ้นโดยไม่กระทบกระเทือนข้อต่อ และคุณแม่อาจจะออกกำลังกายเสริมด้วยการเดินอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้หัวใจทำงานดีขึ้น

การเต้น
การเต้นเข้ากับจังหวะที่คุณแม่โปรดปรานในห้องส่วนตัวสามารถช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดี แต่ต้องหลีกเลี่ยงท่าเต้นบางท่า เช่น เบรคด๊านซ์ หรือการเคลื่อนไหวที่ต้องกระโดด หรือหมุนตัว

นอกจากนี้กีฬาจำพวกกอล์ฟ หรือโบวลิ่ง ก็ถือเป็นสันทนาการที่คุณแม่สามารถเลือกเล่นได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ช่วยในเรื่องการทำงานของหัวใจเท่าไรนัก นอกจากนี้ยังต้องระวังกันนิดนึงในเรื่องของการทรงตัว โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนหลังของการตั้งครรภ์

เป็นยังไงคะ อ่านดูแล้วชักอยากออกกำลังกายขึ้นมาบ้างหรือยัง แต่ทางที่ดีก่อนจะเริ่มอย่างจริงจัง คุณแม่ควรปรึกษาแพทย์ที่ฝากครรภ์อยู่สักหน่อยนะคะ ว่าจะเลือกวิธีไหนที่จะเหมาะสมกับสุขภาพร่างกายของเรามากที่สุด โดยไม่เกิดอันตรายต่อลูกน้อย



Create Date : 24 มิถุนายน 2553
Last Update : 24 มิถุนายน 2553 13:43:42 น.
Counter : 190 Pageviews.

0 comment
การเลือกเสื้อผ้าให้กับทารกแรกเกิด
การเลือกเสื้อผ้าให้กับทารกแรกเกิด


ดิฉันไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าสำหรับลูกเท่าไร เพราะผู้ใหญ่บอกว่ายังไม่ให้เตรียม จนกว่าลูกจะเกิดและกลับบ้านแล้ว เพราะทางญาติสามีดิฉัน “ถือ” ตอนนี้ลูกกลับบ้านมาแล้ว ดิฉันคงต้องไปเลือกซื้อเสื้อผ้า ควรเลือกชนิดไหนดี ดิฉันควรเลือกเสื้อผ้าสำหรับลูกสักกี่ชุดจึงจะพอ?”



เสื้อสำหรับทารกถ้าเป็นเสื้อที่ผ่าหน้า และใช้เชือกผูกไว้ด้านข้าง เป็นเสื้อผ้าที่ใส่ง่าย เสื้อที่ผ้าฝ้ายจะดีกว่าใยสังเคราะห์ อาจใช้เป็นเสื้อแขนยาวในช่วงทารกแรกเกิด เพื่อให้ลูกอบอุ่น เสื้อหลวม ๆ ทั้งตัวและแขนเสื้อ สวมใส่ได้ง่ายและสบายตัว ถ้าเป็นเสื้อสวมหัว ควรจะคอกว้างพอที่จะสวมหัวได้ง่าย ถ้าคอแคบควรมีผ่าตรงไหล่ และมีกระดุมติดด้านบน


เมื่อสวมหัวแล้วค่อยจับแขนลูกเบา ๆ สอดเข้าไปทางแขนเสื้อทีละข้าง
ส่วนสีของเสื้อผ้านั้น ฝรั่งมีค่านิยมใช้สีฟ้าสำหรับเด็กผู้ชาย สีชมพูสำหรับเด็กผู้หญิง เรื่องนี้ไม่มีผลต่อเด็กหรอกค่ะ แล้วแต่คุณพ่อ คุณแม่จะชอบ ลูกน้อยคุณต้องการเสื้อผ้า ที่เขาใส่แล้วสบายตัว

เวลาสวมเสื้อผ้าให้ลูกอย่างดึงแขน หรือขาแรง ๆ อาจทำให้เคล็ดยอกได้ ควรซื้อเสื้อผ้าที่มีขนาดใหญ่กว่าอยู่สัก 1-2 เบอร์ จะได้ใส่สบาย และใช้ได้นาน

เสื้อผ้าที่ใส่ก็มีเสื้อผ้ายืด พร้อมกางเกงสวมที่ใส่ตลอดเวลาสัก 4-6 ชุด เสื้อบาง ๆ ผ้ามัสลินผูกหลังสัก 4 ตัว เสื้อผ้าที่ใช้สวมหัว แล้วยาวลงไปติดกระดุมที่หว่างขา ที่เรียกว่า “ชุดหมี” จะรัดตัวมากกว่าเสื้อผ้า 2 ท่อน ซึ่งเหมาะกับบ้านเราซึ่งมีอาการร้อนตลอดปีมากกว่า ถุงมือถุงเท้าก็ไม่ค่อยจำเป็นเพราะอากาศร้อนอบ ถ้าเกรงว่าเด็กจะข่วนหน้าก็ตัดเล็บให้สั้นไว้



Create Date : 24 มิถุนายน 2553
Last Update : 24 มิถุนายน 2553 13:41:22 น.
Counter : 313 Pageviews.

0 comment
การเลือกผ้าอ้อม
การเลือกผ้าอ้อม

"ขณะนี้ดิฉันอยู่โรงพยาบาลหลังคลอด ลูกส่วนใหญ่อยู่ในห้องเด็ก คุณพยาบาลนุ่งผ้าอ้อมเยื่อกระดาษให้ตลอดเวลา ดิฉันกำลังจะนำลูกกลับบ้าน ต้องตระเตรียมผ้าอ้อมสำหรับลูก ควรใช้ผ้าอ้อมที่เป็นผ้าซักได้ หรือใช้ผ้าอ้อมเยื่อกระดาษใช้แล้วทิ้งดีคะ ช่วยบอกวิธีทำความสะอาดเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมด้วยค่ะ"

คุณแม่คนใหม่บางคนไม่แน่ใจว่าจะใช้ผ้าอ้อมที่เป็นผ้า หรือเยื่อกระดาษที่ใช้แล้วทิ้งดี ผ้าอ้อมที่ทำด้วยผ้า จะมีงานซักฟอกทำความสะอาด และสถานที่ตากพึ่งให้แห้ง การใช้ผ้าอ้อมซักได้จะถูกกว่าในระยะยาว ผ้าอ้อมใช้แล้วทิ้งก็สะดวกดีแต่ค่าใช้จ่ายสูง การตัดสินใจขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและเศรษฐานะ ถ้ามีเครื่องซักผ้าและอบแห้งได้ การใช้ผ้าอ้อมซักได้ก็ดีกว่า แต่ถ้าไม่มีเครื่องซักผ้า และไม่มีเวลาซักผ้าอ้อม เพราะวันหนึ่งอาจใช้ผ้าอ้อมถึง 3-4 โหล ฝนตกแห้งไม่ทันก็ลำบาก จึงอาจจะใช้ร่วมกันได้คือ ใช้ผ้าอ้อมที่ทำด้วยผ้าในเวลากลางวัน และใช้ผ้าอ้อมใยกระดาษเวลากลางคืน เพื่อจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย

อย่าลืมว่าบ้านเรามีอากาศร้อน ใส่ผ้าอ้อมตลอดเวลาอบมาก บางคนเกิดผิวหนังอักเสบควรงดใช้ชั่วคราวจนกว่าจะหาย

วิธีทำความสะอาดเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อม
- เตรียมสำลีชุบน้ำสะอาด ครีม หรือขี้ผึ้งสังกะสี (Zine Paste) สำหรับทาป้องกันผิวหนังมิให้แฉะ เปื่อย-แดง เข็มกลัดผ้าอ้อม และถังใส่ผ้าอ้อมที่ใช้แล้ว ให้พร้อมไว้ถอดผ้าอ้อมที่เปียกออก


- ใช้สำสีชุบน้ำเช็ดบริเวณก้นให้ทั่วรวมทั้งซอกขาหนีบ ทวารหนัก และอวัยวะขับถ่ายด้วย ถ้าเป็นเด็กผู้หญิง ควรเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อจากทวารหนัก มาเปื้อนเปอระด้านหน้า ซึ่งมีท่อเปิดของท่อปัสสาวะ และช่องคลอดอยู่ จะทำให้เกิดการติดเชื้อทางระบบปัสสาวะ และหรือช่องคลอด
ถ้าผิวหนังแดงให้ทาด้วยวาสลินครีม หรือครีมสังกะสี หรือโลชั่นที่ใช้เพื่อป้องกันผิวอักเสบแต่ไม่ดีขึ้น หรือลุกลามอาจต้องปรึกษากุมารแพทย์

- ใส่ผ้าอ้อมผื่นใหม่ติดเข็มกลัด หรือติดเทปให้กระชับจะได้เข้าที่ไม่หลุด เวลาเด็กเคลื่อนไหวตัว

*เข็มกลัดซ่อนปลายต้องใช้ชนิดที่ทำไว้กลัดผ้าอ้อมนะคะ



Create Date : 24 มิถุนายน 2553
Last Update : 24 มิถุนายน 2553 13:40:45 น.
Counter : 255 Pageviews.

0 comment
การแพ้ท้อง (morning sickness)
การแพ้ท้อง (morning sickness)
บทความจากโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าฯ


อาการคลื่นไส้อาเจียนขณะตั้งครรภ์ หรือที่เรียกกันว่า การแพ้ท้องนั้น มักเกิดขึ้นในช่วงแรกๆของการตั้งครรภ์ ตั้งแต่เมื่อเริ่มขาดประจำเดือนได้สักหนึ่งหรือสองสัปดาห์ และส่วนมากอาการมักดีขึ้นภายหลัง12 สัปดาห์ ประมาณครึ่งหนึ่งของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์อาจมีอาการแพ้ท้อง อีกจำนวนหนึ่งก็อาจไม่มีอาการอะไรเลยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีอาการแพ้ท้องทุกราย

สาเหตุของการแพ้ท้องนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากระดับฮอร์โมนของการตั้งครรภ์ (HCG) ที่สูงขึ้น เป็นตัวทำให้เกิดการแพ้ท้อง เมื่อระดับ HCG ลดลง ภายหลังสองหรือสามเดือนอาการจึงมักดีขึ้น

เชื่อกันว่าการแพ้ท้องเป็นกลไกธรรมชาติอันหนึ่งในการปกป้องทารก เนื่องจากในระยะสามเดือนแรกเป็นระยะการสร้างอวัยวะ การรับสารแปลกปลอมเข้าไปในระยะนี้อาจส่งผลต่อตัวอ่อนได้ การแพ้ท้องที่เกิดขึ้นทำให้คุณแม่รับประทานได้น้อยลงเนื่องจากการคลื่นไส้อาเจียน จึงลดโอกาสการรับสิ่งแปลกปลอมในช่วงนี้

อาการของการแพ้ท้องที่เกิดขึ้นอาจมีความรุนแรงได้ต่างกัน ตั้งแต่รู้สึกคลื่นไส้เพียงเล็กน้อย หรือเวียนศีรษะบ้าง จนถึงบางคนเป็นมากจนอาเจียนทั้งวัน ทานอาหารอะไรไม่ได้เลย ซึ่งคุณแม่ที่เป็นมากก็คงไม่ต้องกังวลอะไรค่ะ อาการจะหายไปได้เอง
การปฏิบัติตัวเพื่อลดอาการแพ้ท้อง

กฏข้อแรก..อย่าปล่อยให้ท้องว่าง ข้อแรกนี้เป็นข้อที่สำคัญมาก เนื่องจากการปล่อยให้ท้องว่างจะทำให้มีอาการมากขึ้น แต่คุณแม่อาจจะมีข้อสงสัยว่า ก็คลื่นไส้จะตาย..ทานก็ทานไม่ได้ จะทำอย่างไรท้องจึงจะไม่ว่าง อันนี้จะมีทริกอยู่นิดหน่อยคือ ตั้งแต่ตื่นนอนเช้าขึ้นมาให้หาอะไรรับประทานทันที ถ้าเป็นไปได้ให้เตรียมวางไว้ที่หัวเตียงเลย อย่างเช่นขนมปังกรอบ คุ้กกี้ หรืออะไรก็ได้ที่รับประทานได้ โดยไม่มีกลิ่นรสที่กระตุ้นอาการแพ้ท้อง ให้ทานสักสองสามชิ้นทันทีที่ลุกจากที่นอน หลังจากนั้นไม่นาน อาจจะเป็นช่วงหลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จหรือเมื่อถึงที่ทำงานก็ให้รีบรับประทานอาหารเช้าทันที โดยรับประทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย เช่นข้าวต้ม หรือก๋วยเตี๋ยวน้ำ โดยให้รับประทานปริมาณไม่มากนัก ต่อมาให้รับประทานทีละน้อยๆ แต่บ่อยๆ ไปตลอดวัน โดยเลือกอาหารที่ชอบและรับประทานได้โดยไม่ฝึนและไม่กระตุ้นอาการแพ้ท้อง วิธีนี้ได้รับคำบอกเล่ามาจากคุณแม่ของหมอเอง และท่านผู้ใหญ่หลายๆท่านที่ผ่านประสบการณ์การมีบุตรในสมัยที่ยังไม่มียาและเครื่องไม้เครื่องมือมากเหมือนอย่างสมัยนี้ และได้แนะนำให้คนไข้หลายคนไปปฏิบัติ พบว่าได้ผลดี หลายคนมีอาการดีขึ้นจนไม่ต้องใช้ยาช่วย แต่ก็จะมีคุณแม่บางคนกังวลอีกว่าทานน้อยและเลือกแต่ที่ทานได้ ลูกจะได้สารอาหารเพียงพอหรือ..ไม่ต้องกังวลค่ะ ในช่วงแรกลูกยังไม่ต้องการอาหารจากคุณแม่เลย เนื่องจากเขามีพกติดตัวมาด้วย คือเป็นช่วงทียังใช้อาหารจากถุงไข่แดง ( yolk sac) อยู่ ข้อต่อมาคุณแม่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ การอดนอนจะกระตุ้นอาการแพ้ท้องให้เป็นมากขึ้น ข้อที่สามคือคุณแม่ต้องทำจิตใจให้สบาย เพราะความเครียดจะกระตุ้นอาการแพ้ท้องให้เป็นมากขึ้นกว่าปกติเช่นกัน และสุดท้ายในกรณีที่มีอาการมากทำอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น หอาจจำเป็นต้องใช้ยาช่วย คุณหมออาจให้ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน เช่น Dramamine หรือ ให้รับประทานวิตะมินบี 50 มิลลิกรัมก่อนนอน ช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนลงได้





Create Date : 24 มิถุนายน 2553
Last Update : 24 มิถุนายน 2553 13:39:55 น.
Counter : 260 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  

มนแพรวา
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]