All Blog
ผู้หญิงกับภาวะ..ถุงน้ำรังไข่
สตรีวัยเจริญพันธุ์ทุกๆ หนึ่งในห้าคนจะมีถึงน้ำเล็กๆ มากมายในรังไข่ของเธอ ถุงน้ำเล็กๆ เหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาเพียงเล็กน้อยในสตรีส่วนใหญ่ จะมีก็แต่ในบางคนที่มีอาการค่อนข้างรุนแรง รวมทั้งมีภาวะมีบุตรยากด้วย สภาวะเช่นนี้เป็นกลุ่มอาการที่เราเรียกว่า ผู้หญิงกับภาวะถุงน้ำในรังไข่ Polycystic Ovarian Syndrome (PCOS) ซึ่งอาจจะต้องได้รับการดูแลรักษาเป็นกรณีพิเศษ
การวินิจฉัยกลุ่มอาการ พี.ซี.โอ.เอส. (PCOS) ในปัจจุบันนั้นง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เนื่องจากอาศัยการตรวจดูด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ก็พอจะบอกได้ สมัยก่อนสตรีที่มีอาการรุนแรงเท่านั้นจึงจะวินิจฉัยได้ถูกต้อง แต่ปัจจุบันแม้อาการแสดงเพียงเล็กน้อยก็สามารถตรวจพบได้อย่างถูกต้องแน่นอนเช่นกัน
รังไข่ชนิด พี.ซี.โอ. หรือ (Polycystic Ovaries) จะมีถุงน้ำเล็กๆ อยู่ภายในจำนวนมากไม่น้อยกว่า 10 ใบ ในแต่ละข้างถุงน้ำเล็กๆ เหล่านี้บ้างก็มีไข่อยู่ภายใน บ้างก็ว่างเปล่าไม่มีไข่อยู่ภายในและบางใบสามารถสร้างฮอร์โมนได้ด้วยขนาดของถุงน้ำเล็กๆ จากการดูด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์จะเห็นลักษณะภายในใสมาก ทำให้สามารถวินิจฉัยได้ถูกต้องแน่นอน
แพทย์เองยังไม่สามารถระบุชัดได้ว่า ทำไมสตรีบางคนจึงมีรังไข่ชนิด พี.ซี.โอ. อาจจะเป็นผลสืบเนื่องมาจากทางกรรมพันธุ์ ซึ่งจะปรากฏในสตรีทุกอายุและส่วนใหญ่ไม่แสดงกลุ่มอาการพี.ซี.โอ.เอส. ออกมา กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า รังไข่ปกติจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นรังไข่ชนิด พี.ซี.โอ.ทันทีทันใด แต่สตรีที่มีรังไข่ชนิด พี.ซี.โอ. อาจจะแสดงอาการออกมาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้
ปัญหาประจำวันของกลุ่มอาการ พี.ซี.โอ.เอส. สามารถบำบัดทางยาให้บรรเทาอาการลงได้ แต่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ไปบ้าง ยกตัวอย่าง แพทย์รู้ว่า ความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกายคนเราจะถูกรบกวนเมื่อน้ำหนักมากเกินไป และแน่นอนภาวะกลุ่มอาการ พี.ซี.โอ.เอส. นั้น พบบ่อยในผู้หญิงอ้วนมากกว่าในคนที่มีอัตราส่วนระหว่างน้ำหนักกับส่วนสูงพอเหมาะ ในลักษณะเดียวกัน ผู้หญิงบางคนที่มีรังไข่ชนิด พี.ซี.โอ. จะเกิดอาการขึ้นมาก็ต่อเมื่อมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเท่านั้น
อันตรายต่อสุขภาพ
ผู้หญิงอ้วนที่มีรังไข่ชนิด พี.ซี.โอ. จะเพิ่มอัตราเสี่ยงของโรคหัวใจ เนื่องจากภาวะน้ำหนักเกินจะมีความสัมพันธ์กับความดันโลหิต และระดับไขมันในกระแสเลือดที่สูงกว่าปกติ ซึ่งทั้งสองกรณีนี้ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคหัวใจ การรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมาก ไขมันต่ำและน้ำตาลต่ำตั้งแต่ยังอายุน้อยอยู่ จะช่วยลดอัตราเสี่ยงดังกล่าว เช่นเดียวกับจะต้องงดสูบบุหรี่ด้วย โรคเบาหวานในคนสูงอายุซึ่งร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น มีส่วนสัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักเกินด้วย บางกรณียาอาจจำเป็นต้องใช้แต่กรณีที่ไม่รุนแรงมาก การลดน้ำหนักและลดอาหารจำพวกแป้งก็ช่วยลดภาวะโรคนี้ได้
อันที่จริงภาวะน้ำหนักเกินอาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่สุด และเป็นปัญหาที่พบมากที่สุดในสตรีที่มีกลุ่มอาการ พี.ซี.โอ.เอส.
สตรีทุกคนที่มีรังไข่ชนิด พี.ซี.โอ. ควรพยายามที่จะรักษาให้มีน้ำหนักตามมาตรฐานและมีระดูตามปกติ การรักษาทางยามักจะเหมาะสำหรับบุคคลซึ่งแสดงกลุ่มอาการ พี.ซี.โอ.เอส. อย่างรุนแรง
1. ภาวะระดูผิดปกติที่ไม่สม่ำเสมอ
เป็นสิ่งที่น่ารำคาญเช่นเดียวกับคำแนะนำที่ว่ามีความผิดปกติทางฮอร์โมน หรือมีความเสี่ยงต่อภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนา
สำหรับสตรีที่ไม่ต้องการตั้งครรภ์แล้ว การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาง่ายที่สุด ปัจจุบันสูติ-นรีแพทย์ส่วนใหญ่จะแนะนำฮอร์โมนที่มีขนาดต่ำเพื่อใช้สำหรับสตรีที่มีรังไข่ชนิด พี.ซี.โอ. สตรีที่ไม่สามารถรับประทานยาคุมได้ อาจจะปรับใช้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพียงอย่างเดียว เพื่อการรักษาก็ได้ โดยจะให้เป็นเวลา 12 วัน ในทุกๆ หนึ่งถึงสามเดือน เป็นการชักนำให้มีเลือดออกโดยไม่ได้รับผลข้างเคียงจากฮอร์โมนเอสโตรเจนในยาคุม
การที่มีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอดในระหว่างรับประทานยาคุม ควรได้รับการตรวจร่างกายโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ การขูดมดลูกหรือตรวจดูด้วยอัลตราซาวนด์เป็นสิ่งที่สมควรกระทำเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นยังควรตรวจเช็กมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำอย่างน้อยหนึ่งครั้งทุกสามปี

2. ภาวะมีบุตรยาก
ในขณะที่ไข่ไม่ตก เป็นเหตุผลเดียวสำหรับภาวะมีบุตรยากในสตรีที่มีรังไข่ชนิด พี.ซี.โอ. เราจำเป็นต้องหาให้ได้ว่าปัจจัยอื่นๆ เช่น ท่อนำไข่หรือเชื้ออสุจิของสามีไม่บกพร่องจึงจะคุ้มค่าในการรักษา
การคำนวณช่วงเวลาตกไข่ในรอบเดือนปกติ การตกไข่จะเกิดขึ้น 14 วันก่อนระดูจะเริ่มขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้ารอบเดือนมี 28 วัน ไข่จะตกในวันที่ 14 ของรอบเดือน ถ้ารอบเดือนเท่ากับ 27 วัน ไข่จะตกในวันที่ 13 ของเดือน ถ้ารอบเดือนเป็น 35 วัน ไข่จะตกวันที่ 17 ของรอบเดือน การคำนวณอย่างนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้มีสิทธิตั้งครรภ์โดยการมีเพศสัมพันธ์ในวันที่ไข่ตกนั้น
วิธีการที่เชื่อถือได้มากที่สุดวิธีหนึ่งเพื่อคาดการณ์เวลาไข่ตกคือ การทดสอบทางปัสสาวะเพื่อหาค่าฮอร์โมน LH ขณะที่มีปริมาณสูงสุด (LH SURGE) ซึ่งจะเกิดขึ้นก่อนวันที่คาดว่าไข่จะตกหนึ่งวัน ดังนั้น จึงควรมีเพศสัมพันธ์ในวันที่การทดสอบ มีการเปลี่ยนแปลงแถบสีและวันถัดจากนั้นหนึ่งวันด้วย
กราฟวัดอุณหภูมิร่างกาย สามารถบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในรอบเดือนได้ แต่จะไม่สามารถคาดการณ์เวลาที่ไข่ตกได้อย่างถูกต้องแน่นอนจริงๆ
การตกไข่สามารถควบคุมติดตามได้ด้วยการดูอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดแต่จะต้องมาโรงพยาบาลบ่อย ดังนั้นจึงไม่เหมาะสำหรับสตรีที่ไม่สามารถอดทนต่อการรักษาที่ค่อนข้างยุ่งยาก และกลุ่มที่มีความลำบากในการทดสอบปัสสาวะเพื่อหาค่า LH บ่อยๆ
การทดสอบเลือดเพื่อหาค่าของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เมื่อเวลาผ่านไป 7 วัน นับจากวันที่คาดว่าไข่ตกจะช่วยให้แพทย์ทราบว่าการตกไข่นั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่
ในกรณีที่การตกไข่ไม่สม่ำเสมอหรือไม่มีเลย ยากระตุ้นไข่สามารถช่วยได้ ยาที่ใช้บ่อยที่สุดคือ Clomiphene Citrate เป็นยาเม็ดใช้รับประทานติดต่อกัน 5 วัน นับจากวันที่ 2 ของรอบเดือนผลคือประมาณ 4 ใน 5 คนที่ได้รับยาตัวนี้จะมีไข่ตกแต่มีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นที่เกิดการตั้งครรภ์จริงๆ Clomiphene สามารถทำให้มูกปากมดลูกข้นเหนียวขึ้น ซึ่งจะทำให้แพทย์ทราบว่า เชื้ออสุจิจะมีชีวิตอยู่ภายในอวัยวะสืบพันธุ์สตรีได้ดีอย่างไร
แต่อย่างไรก็ตามขณะที่ Clomiphene เป็นยาที่มีประโยชน์สำหรับสตรีจำนวนมากที่มีปัญหาเรื่องการมีบุตรยาก แต่ก็ไม่เหมาะสำหรับสตรีที่มีกลุ่มอาการ พี.ซี.โอ.เอส. เนื่องจากเป็นสาเหตุให้มีการเพิ่มขึ้นอย่างมากมายของระดับฮอร์โมน LH ซึ่งจะขัดขวางการปฏิสนธิหรือเพิ่มโอกาสในการแท้งบุตรมากขึ้น ดังนั้นถ้าใช้ Clomiphene ในสตรีที่มีภาวะ พี.ซี.โอ.เอส.ภายใน 6 เดือน แล้วไม่ได้ผลควรหาสาเหตุเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษาเสียใหม่
การรักษาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ถ้ายาชนิดเม็ดล้มเหลว ยาฮอร์โมนชนิดฉีดจะกระตุ้นรังไข่ได้ตรงจุดกว่ายาที่ใช้มากที่สุดคือ ยาในกลุ่มที่เรียกว่า Gonadotropins ซึ่งสังเคราะห์มาจากปัสสาวะของมนุษย์ หรือที่เรียกกันทั่วๆ ไปว่า Human Menopausal Gonadotropin (HMG) ซึ่งเป็นยาฮอร์โมนที่มีคุณสมบัติของทั้ง FSH และ LH
เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการเตรียมยาฮอร์โมน Gonadotropin สังเคราะห์ขึ้นโดยกรรมวิธีทางเคมีสมัยใหม่ ซึ่งสามารถใช้ฉีดเข้าบริเวณใต้ผิวหนังแทนที่จะต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อลึกๆ เหมือนการเตรียมแบบดั้งเดิม ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทำงานได้ดีในสตรีที่มีภาวะพี.ซี.โอ.เอส. อย่างไรก็ตามเนื่องจากรังไข่ชนิด พี.ซี.โอ. ประกอบด้วยถุงน้ำเล็กๆ มากมาย และรังไข่ก็มีความไวต่อการตอบสนองการกระตุ้นด้วยฮอร์โมนเหล่านี้
ดังนั้น การใช้ยาควรเริ่มต้นด้วยขนาดยาต่ำๆ ก่อน และติดตามดูการเจริญเติบโตของถุงไข่อย่างใกล้ชิดด้วยอัลตราซาวนด์ การติดตามดังกล่าวสามารถใช้ค่าฮอร์โมนเอสโตรเจนในเลือดที่สร้างจากรังไข่เป็นตัวสนับสนุนได้อีกทางหนึ่ง ถ้าผลการติดตามตรวจสอบออกมาว่า ถุงไข่จำนวนมากเจริญเติบโตขึ้นมาและมีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะแฝดสูงมาก แพทย์ควรจะหยุดการรักษาและยกเลิกรอบเดือนนั้นไป
Gonadotropin อีกตัวหนึ่งคือ Human Chorionic Gonadotropin (HCG) จะใช้เพื่อกระตุ้นให้ไข่ตกออกมาจากถุงไข่ เมื่อรังไข่มีถุงไข่ที่โตสมบูรณ์ 1 ใบหรือมากกว่า เราก็ฉีดยาฮอร์โมน HCG ซึ่งจะกระตุ้นให้ไข่ตกในระยะ 36-48 ชั่วโมงถัดมา ดังนั้น ถ้าฉีดยาตอนเช้าก็คาดว่าการตกไข่จะเกิดขึ้นในวันถัดไปช่วงตอนเย็นถึงกลางคืน
สตรีที่มีภาวะ พี.ซี.โอ.เอส. เมื่อได้รับ HCG จะเพิ่มอัตราเสี่ยงในการเกิดภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป ซึ่งมีอัตรายอย่างมาก ดังนั้น การติดตามอย่างระมัดระวัง จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง สภาวะนี้เกิดขึ้นเสมอหากถุงไข่จำนวนมากถูกกระตุ้นพร้อมๆ กัน ผลคือ มีน้ำมากมาย (Ascites) เกิดขึ้นภายในช่องท้อง ทำให้หน้าท้องโป่งออกและคลื่นไส้ อาเจียน
การเจาะท้องส่องกล้อง และใช้ความร้อนผ่าตัดรังไข่ เป็นวิธีการผ่าตัดชนิดใหม่ผ่านทางกล้อง Laparoscope ซึ่งทำให้ร่างกายบาดเจ็บน้อยลงและสามารถใช้ทดแทนวิธีการผ่าตัดรูปลิ่ม (Wedge Resection) ซึ่งเป็นวิธีการแบบเก่า ซึ่งเป็นการผ่าตัดเอาเนื้อของรังไข่ออกบางส่วน โดยวิธีการใหม่นี้ จะเป็นการทำลายเนื้อบางส่วนของรังไข่ด้วยความร้อน เพื่อปรับสภาพฮอร์โมนที่ผิดปกติให้ดีขึ้น และยังผลให้มีการตกไข่เกิดขึ้นได้
การทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization) หรือ IVF เทคนิคการทำเด็กหลอดแก้วในผู้หญิงที่มี ภาวะ พี.ซี.โอ.เอส.ที่ต้องการตั้งครรภ์ เมื่อวิธีการรักษาอื่นๆ ใช้ไม่ได้ผล แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะพี.ซี.โอ.เอส. ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ในการทำเด็กหลอดแก้ว ผู้หญิงที่มีภาวะ พี.ซี.โอ.เอส.ซึ่งทำเด็กหลอดแก้ว จะเพิ่มอัตราเสี่ยงในการเกิดภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป และจะต้องติดตามอย่างระมัดระวัง

3. การแท้งบุตร
การแท้งบุตรในผู้หญิงที่มีภาวะ พี.ซี.โอ.เอส. น่าจะเกี่ยวข้องกับการเพิ่มสูงขึ้นของระดับ LH อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้แสดงว่า ควรจะกดการหลั่งฮอร์โมน LH ก่อนการกระตุ้นไข่เสมอไป ซึ่งสามารถให้ในรูปยาฉีดทุกวันหรือในรูปยาพ่นจมูกก็ได้ เมื่อระดับ LH ลดลง ก็จะสามารถกระตุ้นรังไข่ได้ด้วยฮอร์โมน HMG หรือ FSH นอกจากนี้ การเจาะท้องส่องกล้องใช้ความร้อนผ่าตัดรังไข่ สามารถก่อให้เกิดการลดระดับ LH ในกระแสเลือดได้เช่นกัน และอาจช่วยลดอัตราเสี่ยง ของการแท้งบุตรได้ด้วย

4. ปัญหาด้านผิวหนัง
การรักษาตามปกติสำหรับสิวและขนที่ขึ้นโดยไม่ต้องการคือ การใช้ร่วมกันระหว่างฮอร์โมนเอสโตรเจน (ซึ่งพบในยาเม็ดคุมกำเนิด) และฮอร์โมนที่ต้านฮอร์โมนเพศชาย โดยจะให้ในช่วง 10 วันแรกของรอบเดือน และยาเม็ดคุมกำเนิดจะให้เป็นเวลา 21 วันแรก การรักษาวิธีนี้ ย่อมมีผลด้านการคุมกำเนิดด้วย ดังนั้นจึงได้ประโยชน์น้อยในกรณีที่ต้องการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกอื่นของการรักษาที่ไม่มีผลด้านคุมกำเนิด ซึ่งเนื้อหาที่สำคัญ ควรจะได้ไปปรึกษากับแพทย์ของท่าน

ดังนั้น ภาวะ พี.ซี.โอ.เอส. ได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นสาเหตุของปัญหา การแก้ไขความผิดปกติของฮอร์โมนดูจะเป็นวิธีการที่สมเหตุสมผลกว่าวิธีอื่น




Create Date : 27 มิถุนายน 2554
Last Update : 27 มิถุนายน 2554 22:22:13 น.
Counter : 2198 Pageviews.

0 comment
เคล็ดไม่ลับเลือกเพศบุตร..ทางนี้ค่ะ


วันนี้ Mama มีเคล็ดลับในการเลือกเพศลูกดั่งใจมาฝากกันค่ะ ใครอยากได้ลูกชายหรือลูกสาว เชิญฟังทางนี้นะคะ
การสวนล้างช่องคลอดและการกำหนดช่วงเวลามีเพศสัมพันธ์ วิธีนี้เป็นการเลือกเพศบุตรโดยกำหนดช่วงเวลา
และความถี่ของการร่วมเพศให้สัมพันธ์กับรอบระดูและวันตกไข่ของฝ่ายหญิง การเตรียมสภาพแวดล้อม
ในช่องคลอดให้เหมาะสมกับอสุจิ และการเลือกท่วงท่าการร่วมรัก รวมไปถึงการให้ฝ่ายหญิงหลีกเลี่ยงหรือ
ปล่อยให้ความรู้สึกทางเพศถึงจุดสุดยอด ทั้งนี้ก็เพราะว่าอสุจิที่มีโครโมโซม Y หรืออสุจิเพศชายจะว่ายได้
เร็วและมีวงจรชีวิตสั้นกว่าอสุจิที่มีโครโมโซม X หรืออสุจิเพศหญิง
ถ้าอยากได้ลูกสาว
ควรมีเพศสัมพันธ์ 2-3 วันก่อนไข่ตก
ก่อนมีเพศสัมพันธ์สวนล้างช่องคลอดให้มีสภาวะเป็นกรดอ่อนๆ โดยใช้น้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะผสม
กับน้ำสะอาด 1 ลิตร (เนื่องจากอสุจิเพศหญิงทนต่อสภาวะเป็นกรดได้ดีกว่าอสุจิเพศชาย)
ฝ่ายหญิงควรหลีกเลี่ยงการถึงจุดสุดยอดหรือฝ่ายชายควรจะหลั่งก่อนที่ฝ่ายหญิงจะถึงจุดสุดยอด
ควรใช้ท่ามาตรฐานในการร่วมเพศ คือชายอยู่บนหญิงอยู่ล่าง
ฝ่ายชายควรสอดใส่เพียงตื้นๆ ในวินาทีที่ถึงจุดสุดยอด เพื่อให้ระยะที่อสุจิต้องเดินทางผ่านสภาพ แวดล้อมนานขึ้นก่อนไปถึงไข่
ไม่จำเป็นต้องงดการมีเพศสัมพันธ์ นอกจาก 2-3 วันก่อนไข่ตก

ถ้าอยากได้ลูกชาย
มีเพศสัมพันธ์ในวันที่มีไข่ตกหรือใกล้ที่สุด
สวนล้างช่องคลอดให้มีสภาวะเป็นด่างอ่อนๆ โดยใช้โซดาไบคาร์บอเนต 2 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำสะอาด 1 ลิตร (เนื่องจากอสุจิเพศชายไม่ทนกรด ชอบความเป็นด่าง)
ฝ่ายหญิงควรมีความรู้สึกทางเพศถึงจุดสุดยอด โดยให้ถึงก่อนหรือพร้อมๆ กับฝ่ายชาย
ควรใช้ท่าเข้าทางด้านหลัง เพราะฝ่ายชายจะสามารถจะสอดใส่ได้ลึก เพื่อส่งให้น้ำอสุจิไปถึงปากมดลูก โดยตรง
งดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ก่อนหน้านั้น เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้มีปริมาณอสุจิมากที่สุด ซึ่งตัวอสุจิเพศชายก็ จะมีมากขึ้นด้วย
หลายคู่ที่กำลังเตรียมจะเป็นคุณพ่อคุณแม่อ่านแล้วอาจจะรู้สึกเขินนิดๆ เมื่ออ่านจบ...แต่เรื่องแบบนี้เค้าบอกว่า
เป็นเรื่องธรรมชาติค่ะ มีหลายคู่ที่เค้าเล่ากันต่อมาว่า วิธีนี้ลองใช้แล้วได้ผล ก็ลองไปใช้กันดูนะคะ...Mama

** อ้างอิงจาก "Thailand ezyhealth & beauty**

การเลือกเพศบุตร ในความเชื่อโบราณของชาวตะวันตก

การเลือกเพศบุตร ในความเชื่อโบราณของชาวตะวันตก sex son ลูกชาย ลูกสาว

คนตะวันตกพูดต่อ ๆ กันมานานแล้วว่า ถ้าอยากได้ลูกชายก็ต้องดื่มโค้ก-เป็ปซี่นะ แต่ถ้าอยากได้ลูกสาว ต้องรับประทานช๊อคโกแล็ตให้มาก ๆ หน่อย แล้วถ้าหากประกอบกิจกรรมรักกันใต้แสงจันทร์เต็มดวงแล้วได้ลูกสาวสมใจแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าเรื่องเล่าเหล่านี้มันเป็นแค่เรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาของคนพื้นบ้าน แต่ฟังไว้หน่อยก็ไม่น่าจะเสียหาย มาดูกันว่า เขาเชื่ออย่างไรกันบ้าง
คนโบราณบอกว่า "Your child is what you eat” ตามความเชื่อนี้ เขาว่าให้คนที่อยากจะเป็นแม่รับประทานอาหาร เพื่อเตรียมร่างกายไว้ให้พร้อมก่อน เพราะสิ่งที่รับประทานเข้าไป มันจะส่งผลในอีก 9 เดือนต่อมา โดยถ้าหากอยากได้ลูกชาย ก็ให้รับประทานเนื้อสัตว์ให้มาก ๆ รวมทั้งของขบเคี้ยวที่มีรสเค็ม อย่างเช่น มันฝรั่งทอดกรอบ หรือขนมปังกรอบเค็ม นอกจากนั้น เครื่องดื่มผสมโซดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งโคล่า เป็นข้อแนะนำชั้นหนึ่ง แต่ถ้าอยากได้ลูกสาว ก็ให้รับประทานอาหารผัก และปลาให้มาก ๆ ของว่างก็ให้เลือกเป็นช๊อคโกแล็ต หรือขนมหวานจะดี
นอกจากอาหารการกินแล้ว เรื่องของกิจกรรมทางเพศก็มีความเชื่อที่เล่ากันมาเช่นกัน ว่ากันว่า อยากได้ลูกชาย หลังจากมีกิจกรรมทางเพศแล้ว ให้ฝ่ายหญิงนอนนิ่ง ๆ สักพัก เพื่อที่จะให้โอกาสตัวเสปิร์มเพศผู้วิ่งเข้าไปถึงเส้นชัยได้ก่อนตัวเพศหญิง นอกจากนั้นให้ประกอบกิจกรรมรักกันในท่ายืน และให้คำนึงถึงอารมณ์ของฝ่ายชายเป็นหลัก คือถ้าหากฝ่ายชายถึงจุดสุดยอดก่อน ก็มีโอกาสจะได้ลูกชาย และถ้าหากฝ่ายชายเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมรักก่อน โอกาสจะได้ลูกชายก็สูงเช่นกัน นอกจากนั้น ผู้หญิงจะต้องนอนทางด้านซ้ายมือของผู้ชายด้วย แต่ถ้าต้องการลูกสาวแล้วละก็ ให้ปฏิบัติตรงข้ามคือ ให้ประกอบกิจกรรมในท่วงท่าที่เรียกว่า Women on Top แล้วจงให้ความสำคัญกับอารมณ์ของฝ่ายหญิง นั่นคือ ถ้าหากฝ่ายหญิงถึงจุดสุดยอดก่อน โอกาสได้ลูกสาวก็จะมาก และจงรอให้ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายขอริเริ่มมีกิจกรรมรักก่อน
เรื่องของช่วงเวลาก็มีความเชื่อที่บอกต่อ ๆ กันมาเช่นกันคือ ถ้าต้องการลูกชาย ให้ร่วมเพศกันในคืนพระจันทร์เสี้ยว และมีกิจกรรมกันในช่วงกลางคืน นอกจากนั้นให้ดูปฏิทินด้วยว่า ถ้าหากมีวันแปลก ๆ ในเดือนนั้นก็ให้เลือก เพราะเพศชายมักจะมาในวันที่ไม่ธรรมดาของแต่ละเดือน และเวลาร่วมรักให้เพศหญิงหันศีรษะไปทางเหนือ ส่วนใครที่อยากได้ลูกสาว ก็ให้ร่วมรักในวันพระจันทร์เต็มดวง และเลือกเวลาในช่วงบ่าย และให้เลือกวันคู่
อารมณ์ขณะประกอบกิจกรรมรักก็มีความสำคัญเช่นกัน บางความเชื่อระบุว่าถ้าในขณะร่วมกิจกรรมทั้งคู่มีความรู้สึกผ่อนคลาย นั่นจะนำมาซึ่งลูกสาว แต่ถ้ามีความวิตกกังวล ลูกชายจะมีโอกาสมากกว่า หรืออีกนัยหนึ่งอยากได้ลูกสาว ปรับอารมณ์ให้ผ่อนคลายก่อน แต่ถ้าอยากได้ลูกชาย หรือทำอารมณ์ให้เร่าร้อน

นอกจากนี้ ยังมีคำทำนายอีกมากมาย เช่น
* ให้ไปดูโคนผมของลูกคนล่าสุด ถ้าออกมาเป็นหางเป็ด แสดงว่าลูกคนถัดไปจะเป็นหญิง แต่ถ้าโคนผมที่ต้นคอตรง ๆ ก็เตรียมตัวรับลูกชายเป็นคนถัดไป

* ใช้เข็มช่วยทำนาย ก่อนการตั้งครรภ์ โดยให้อีกคนหนึ่งเอาเข็มร้อยด้ายแล้วมาหย่อนไว้หนือมือของผู้รับคำทำนายประมาณ 1 นิ้ว ถ้าหากเข็มแกว่งไปข้างหลังแล้วมาข้าวหน้า นั่นหมายถึงลูกสาว แต่ถ้าแกว่งเป็นวงกลม หมายถึงลูกชาย หรือบางคนอาจจะใช้แหวนแต่งงาน ร้อยกับเส้นผมของคู่สมรสก็ได้ นอกจากมันจะทำนายเพศได้แล้ว ยังบอกด้วยว่าจะมีลูกกี่คน จากจำนวนการแกว่งเป็นวงกลมของแหวนนั้น

Comment จากแพทย์
ก็เป็นบทความที่น่ารักๆในแบบของตะวันตกนะครับ มาเข้าเรื่องของการแพทย์กันบ้าง
เรื่องอาหารการกินแบบที่กล่าว ไม่ว่าจะเป็น chocholate หรือ ขนม หรือ เนื้อสัตว์ จะสามารถแยกเพศบุตรได้ ไม่น่าเกี่ยวครับ แต่การทานอาหารที่มีประโยชน์ อาหารโปรตีน เนื้อนมไข่ ธาตุเหล็ก folate อันนั้นสำคัญกับเด้กในท้องมากกว่า ดีกว่าการทานแต่ขนมหวาน เพราะว่า คุณแม่ อาจมีน้ำหนักที่มากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ได้ง่ายครับ
เรื่องท่าทางในการปฏิบัติ แหมเรื่องนี้อธิบายยาก แต่ว่าเรื่องที่หลังมีกิจกรรมแล้วให้ฝ่ายหญิงนอนนิ่ง อันนี้ น่าจะช่วยให้ตั้งครรภ์มากกว่า โดยเฉพาะสำหรับคนที่พยายามแต่ยังไม่สำเร็จอาจลองวิธีนี้ดู แต่ว่าเรื่องเพศไม่น่ามีผลครับ
ส่วนเรื่องจุดสุดยอด อันนี้ตรงข้ามกับที่เคยรู้คือ จริงๆแล้วในช่องคลอดจะมีมูก และความเป็นกรดสูง ซึ่งเชื้อผู้หญิงนั้น เชื่อว่าทนความเป็นกรดสูงกว่าเชื้อผู้ชาย ดังนั้น เราจึงเชื่อว่า การที่ให้ผู้หญิงถึงจุดสุดยอด จะทำให้มูกนั่นลื่นซึ่งทำให้ไม่เป็นอุปสรรคต่อเชื้อ โดยเฉพาะเชื้อผู้ชาย ซึ่งไม่ค่อยทน และเชื้อสามารถเข้าไปได้ง่าย นั่นคือ เราจึงแนะนำให้ถึงจุดสุดยอดพร้อมกัน ถ้าต้องการลูกชาย แต่ถ้าต้องการลูกสาว ก็ยังไงก็ได้ คือ ผู้หญิงไม่ต้องถึงจุดสุดยอดก็ได้ เพราะมูกเหนียว กรดเยอะ เชื้อผู้ชายก็ตายหมด ก็จะเหลือแต่เชื้อผู้หญิงครับ
ส่วนท่าทาง เรื่องนี้ อาจพอมีมูล โดยเฉพาะท่า women on top เพื่อลูกสาว เพราะหลักการเดียวกัน คือ เชื้อผู้ชายตายง่ายครับ นั่นคือ ต้องไปส่งให้ลึกๆ ยิ่งลึกยิ่งดี ดังนั้น จึงมีคำแนะนำว่า ถ้าต้องการลูกชายเวลาหลั่งให้ ใส่อวัยวะเพศเข้าไปให้สุด แต่ถ้าอยากได้ลูกสาว ไม่ต้องใส่ให้ลึก ซึ่งท่า women on top ก็คือ ท่าที่ผู้ชายใส่ได้ไม่ลึกครับ ท่าที่ใส่ได้ลึก คือ ท่าที่มาจากด้านหลัง ( dog position) ครับ ส่วนเรื่องใครเริ่มก่อนหลัง ไม่น่ามีผลนะ
เรื่องวันยิ่งไม่น่าเกี่ยว ที่สำคัญ ผมว่า วันที่ไข่ตกมากกว่า ถ้าอยากได้ลูกชายให้ทำตรงวันไข่ตก แต่ถ้าอยากได้ลูกสาว ให้ทำก่อนหน้านั้น 1-2 วันครับ เพราะ เชื้อผู้หญิงทนกว่าชาย ในสภาพที่เป็นกรด เชื้อผู้ชายจะตายไปก่อน แต่ถ้าทำพอดีเลย โอกาสลูกชายจะสูงขึ้นครับ
ส่วนเรื่อง อารมณ์ โคนผม หรือ เอาเข็มแกว่ง อันนั้น คงเป็นความเชื่อโบราณมากกว่า ไม่สามารถอธิบายได้ครับ

โดย นพ.ธเนศ พัวพรพงษ

ร่วมรักเลือกเพศบุตร
คุณเชื่อกันไหมครับว่า เทคนิคท่วงท่าและลีลาของการร่วมรัก สามารถเพิ่มโอกาสการได้บุตรเพศที่คุณต้องการได้ ไม่ใช่เป็นการเลือกเพศบุตรที่ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์นะครับ แต่เป็นเทคนิคและวิธีการที่เป็นธรรมชาติ และได้ผลในระดับที่น่าพึงพอใจทีเดียว คือประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์
เอาละครับ มาดูที่หลักการกันก่อน ว่าเพิ่มโอกาสได้อย่างไร
ถ้าคุณอยากได้ลูกชาย : คุณผู้ชายจะต้องมีเพศสัมพันธ์ให้พอดีในวันที่ไข่ตกออกมา ด้วยเทคนิคท่วงท่าลีลารักที่ทำให้หวานใจของคุณไปถึงจุดสุดยอดก่อน หรือพร้อมๆ กับคุณและคุณจะต้องหลั่งน้ำอสุจิของคุณภายในช่องคลอดของเธอให้ลึกที่สุดเท่าที่จะลึกได้ เพื่อที่ตัวอสุจิจะได้ตกลงไปที่ปากมดลูกโดยตรง แบบนี้เขาเรียกว่า เป็นการ PUT RIGHT MAN INTO RIGHT JOB AT RIGHT TIME อย่างไรเล่าครับ
เหตุผลประกอบทฤษฎีนี้ ก็เพราะว่า ตัวอสุจิเพศชายจะมีขนาดเล็กว่ายเร็ว ชอบความเป็นด่าง และตายง่าย เพราะฉะนั้น จึงต้องเก็บสะสมไว้ให้มากๆ งดการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่ประจำเดือนของเธอมา แล้วเก็บไว้มาปล่อยในวันดีเดย์ที่มีการตกไข่นั่นแหละ เพื่อที่จะได้วิ่งด้วยความเร็วเต็มสปีดแซงหน้าตัวอสุจิเพศหญิงไปผสมกับไข่ที่ตกมารออยู่ในท่อนำไข่ก่อน
เนื่องจากในวันที่มีการตกไข่นั้น มูกที่บริเวณปากมดลูกจะมีปริมาณมาก และมูกดังกล่าวมีคุณสมบัติที่เป็นด่างอ่อนๆ ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการว่ายผ่านของตัวอสุจิเพศชาย ขณะเดียวกันก็ทำให้ตัวอสุจิเพศหญิงอ่อนแรงไม่สามารถว่ายตามทันได้ เป็นการเปิดทางโล่ง ให้ตัวอสุจิเพศชายแซงผ่านเข้าวินไปผสมกับไข่ก่อนที่ตัวอสุจิเพศหญิงจะว่ายไปถึง
และเทคนิคที่ทำให้ฝ่ายหญิงไปถึงจุดสุดยอดก่อน หรือพร้อมๆ กับฝ่ายชาย ก็เพราะว่า เมื่อฝ่ายหญิงไปถึงจุดสุดยอดแล้ว จะเกิดการบีบรัดตัวของกล้ามเนื้อโดยรอบช่องคลอดเป็นจังหวะๆ จนเกิดภาวะสุญญากาศ และมีแรงดูดเอาตัวอสุจิเข้าไปภายในปากมดลูกที่มีมูกที่เป็นด่างรออยู่ ทำให้ตัวอสุจิเพศชายมีโอกาสสูงกว่า ที่จะผ่านเข้าไป

ถ้าคุณอยากได้ลูกสาว : คุณจะต้องพยายามมีเพศสัมพันธ์บ่อยๆ หรือทุกวันตั้งแต่ประจำเดือนของฝ่ายหญิงหมด และหยุดการร่วมรักประมาณ 2 วัน ก่อนวันตกไข่ โดยวิธีการนี้ ตัวอสุจิที่รออยู่ส่วนใหญ่จะเป็นตัวอสุจิเพศหญิง เนื่องจากตัวอสุจิเพศหญิงจะมีชีวิตยืนยาวกว่าตัวอสุจิเพศชาย และในเวลาที่ฝ่ายชายจะหลั่งน้ำอสุจิออกมา ควรจะหลั่งไว้ตื้นๆ ภายในช่องคลอด เพื่อที่ตัวอสุจิจะได้แหวกว่ายผ่านช่องคลอดที่เป็นกรดเข้าไป
แน่นอนว่า ตัวอสุจิเพศชายไม่ชอบความเป็นกรดภายในช่องคลอด ก็จะอ่อนแรงและว่ายตามตัวอสุจิเพศหญิง ที่แม้ว่าจะอุ้ยอ้ายเคลื่อนที่ช้ากว่าแต่ชอบความเป็นกรด ไปไม่ทัน
คุณผู้หญิงต้องพยายามกลั่นความหฤหรรษ์ไว้ด้วย ห้ามมีอารมณ์คล้อยตามพ่อเจ้าประคุณไปในระหว่างการร่วมรัก เพราะถ้าผู้หญิงมีอารมณ์ และถึงจุดสุดยอดแล้ว โอกาสที่จะหลั่งน้ำหล่อลื่นที่เป็นด่างออกมาจะมีมาก ทำให้ประสิทธิภาพของเทคนิคลดน้อยลง
ทฤษฎีที่สนับสนุน : มาจากทฤษฎีความแตกต่างของคุณสมบัติของตัวอสุจิเพศหญิง (เอ็กซ์) และตัวอสุจิเพศชาย (วาย) กล่าวคือ
ตัวอสุจิ เพศหญิง ที่เรียกว่า อสุจิเอ็กซ์ นั้น จะมีรูปร่างใหญ่ อุ๋ยอ้าย เคลื่อนที่ช้า อายุยืนยาวกว่าและทนความเป็นกรดได้ดีกว่า ส่วนตัวอสุจิเพศชาย หรืออสุจิวาย จะมีรูปร่างเล็ก เคลื่อนที่เร็ว ไม่ชอบความเป็นกรด แต่เคลื่อนที่ได้เร็วในสภาพความเป็นด่างอ่อนๆ และมีอายุสั้น
เทคนิคท่วงท่าลีลารัก : ก่อนอื่นคุณจะต้องหาวันตกไข่ให้ได้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นการวัดปรอทในตอนเช้าก่อนลุกจากที่นอน ที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า อุณหภูมิกายพื้นฐาน โดยการอมปรอทเป็นเวลา 5 นาทีก่อนลุกจากเตียงนอน ได้อุณหภูมิเท่าใด ให้ไปจุดลงบนกระดาษกราฟ ทำทุกวันจนครบรอบเดือน แล้วเอามาดูแพ็ทเทิร์น จะเห็นว่า วันที่ตกไข่เป็นวันที่มีอุณหภูมิต่ำสุดในเส้นกราฟ
พอรู้ว่าเป็นวันไหน ก็พอจะกะวันไข่ตกในเดือนต่อไปได้ เพราะย่อมจะมีรูปแบบที่เหมือนๆ กัน แต่ถ้าไม่แน่ใจ คุณจะลองวัดดูก่อนสัก 2 เดือนก็ได้ เพื่อความแน่ใจ หรือถ้าคุณชอบเทคโนโลยีสมัยใหม่ คุณอาจจะไปซื้อชุดทดสอบการตกไข่ด้วยตนเองมาตรวจดู ก็ได้ ว่-า-วันไหนที่ไข่จะตก
สำหรับคุณที่มีคุณหมอสูตินรีแพทย์ดูแล อาจจะวานคุณหมอช่วยตรวจอัลตราซาวน์ดูขนาดของเม็ดไข่ก็ได้ ว่าสมบูรณ์ที่สุดวันไหน และคะเนว่า ไข่จะตกในวันใด ในกรณีที่ต้องการวันตกไข่ที่แน่นอน เพื่อที่จะปฏิบัติการให้ได้บุตรชาย
ส่วนผู้ที่ต้องการบุตรสาว แค่คะเนค-ร่-า-วๆ ว่าจะตกไข่ในวันไหน แล้วเว้นการร่วมรักเอาไว้ ก็พอแล้ว
มาถึงเทคนิคท่วงท่าลีลารักที่รอคอยแล้วละครับ ว่าต้องทำแบบไหน !

ถ้าอยากได้บุตรชาย
ร่วมรักกันเฉพาะวันไข่ตกวันเดียว โดยงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์มาตั้งแต่ประจำเดือนหมด หลังวันไข่ตกแล้ว ถ้ายังมีอารมณ์เสน่หาอยู่ ก็ย่อมได้ แต่ต้องสวมถุงยางอนามัยหรือหลั่งภายนอกเท่านั้น
ต้องใช้เวลาในการเล้าโลมให้มาก จนฝ่ายหญิงมีอารมณ์พิศวาส และมีการหลั่งน้ำหล่อลื่นออกมามากๆ เพราะน้ำหล่อลื่นมีสภาพเป็นด่างอ่อนๆ ซึ่งจะช่วยทำให้ตัวอสุจิเพศชายสามารถผ่านไปได้สะดวกขึ้น
ทำอย่างไรก็ได้ ให้ฝ่ายหญิงถึงจุดสุดยอดก่อน หรือพร้อมๆ กับฝ่ายชาย เพราะเมื่อฝ่ายหญิงถึงจุดสุดยอดจากการร่วมรักแล้ว จะทำให้โอกาสได้บุตรชายสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ถ้าเธอชอบดื่มไวน์สักแก้วเล็กๆ หรือเบียร์นิดหน่อย พอหน้าตึงๆ จะทำให้เธอหายเครียด และมีอารมณ์สนุกสนานมากขึ้น รับรองว่า ไม่เป็นการลดประสิทธิภาพในการเพิ่มโอกาสการมีบุตรชายเด็ดขาด
ต้องหลั่งน้ำอสุจิให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าร่วมรักกันในท่ามาตรฐานหรือท่ามิชชันนารีที่ฝ่ายชายอยู่ด้านบนแล้ว ควรหาหมอนมารองสะโพกของฝ่ายหญิงไว้เพื่อให้มุมของช่องคลอดชันขึ้นกับการหลั่งของน้ำอสุจิ จะได้ตรงปากมดลูกดีขึ้น หรือไม่ก็ให้ฝ่ายหญิงอยู่ในท่านอนโก้งโค้ง เอาหน้าอกแนบพื้น และชันสะโพกขึ้นโดยท่วงท่านี้อวัยวะของฝ่ายชายจะเข้าไปได้ลึกที่สุด รักชอบแบบไหน ท่วงท่าใด ก็ลองดูเอาเองก็แล้วกันนะครับ
บางทฤษฎีแนะนำการสวนล้างช่องคลอดด้วยด่าง ถ้าคุณอยากทำก็ทำได้ครับ โดยไปซื้อ โซเดียมไบคาร์บอเนต หรือ ผงฟูมาจากซูเปอร์มาเก็ต แล้วใช้ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำสะอาดครึ่งลิตร สวนล้างช่องคลอดก่อนร่วมรักสัก 1 ชั่วโมง โดยใช้ลูกยางแดงที่ไว้ดูดมูกจากจมูกเด็กนั่นแหละครับ มาดูดน้ำยาสวนล้าง แต่ถ้าคิดว่าทำให้ชีวิตลำบากมากไป จะไม่ทำก็ไม่ว่ากันครับ

ถ้าอยากได้บุตรสาว
ต้องร่วมรักกันเกือบทุกวันหรือทุกวันได้ยิ่งดี หลังจากที่ฝ่ายหญิงประจำเดือนหมด และหยุดการร่วมรักประมาณ 2 วันก่อนวันไข่ตก โดยวิธีการนี้จะทำให้ตัวอสุจิที่หลงเหลืออยู่ส่วนใหญ่เป็นตัวอสุจิเพศหญิง
ถ้าอยากจะร่วมรักกันในวันตกไข่ เพื่อให้โอกาสตั้งครรภ์มากขึ้น จะต้องสวนล้างช่องคลอดก่อนมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 1 ชั่วโมง โดยสวนล้างด้วยกรดอ่อนๆ วิธีการที่แนะนำก็คือ ไปหาซื้อน้ำส้มสายชูกลั่นมา แล้วผสมน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะกับน้ำสะอาดครึ่งลิตร เป็นส่วนผสมมาตรฐาน ของการสวนล้างช่องคลอดเพื่อจะให้มีบุตรสาว
ในการร่วมรักกันนั้น ฝ่ายชายจะต้องทำสปีดให้เร็วที่สุดในการที่จะถึงจุดสุดยอด ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะมีอารมณ์ และหลั่งน้ำหล่อลื่นที่เป็นด่างออกมา และต้องหลั่งน้ำอสุจิตื้นๆ ภายในช่องคลอดเท่านั้น จึงจะเป็นผล ท่วงท่าลีลารักที่ควรทำกิจกรรมก็คือ ท่ามาตรฐาน หรือท่ามิชชันนารี โดยไม่ต้องรองสะโพกฝ่ายหญิงด้วยหมอนแต่อย่างใด
ถ้าเป็นไปได้ในระหว่างที่ผู้ชายของคุณกำลังปฏิบัติการอยู่นั้น ให้คุณผู้หญิงคิดถึงเรื่องอื่น เอาไว้เช่นเรื่องลูกสาวว่าน่ารักอย่างไร อย่าไปสนใจเขาของคุณ จะได้ไม่ค่อยมีอารมณ์มากนัก นี่แหละครับเคล็ดลับแห่งความสำเร็จ

ทั้งหมดเป็นกลวิธีหรือเทคนิคในการเพิ่มโอกาสของการมีบุตรในเพศที่ตั้งความหวังเอาไว้ ส่วนใครที่คิดจะใช้เทคโนโลยีทางการเจริญพันธุ์มาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการคัดเชื้ออสุจิ หรือวิธีการอื่นใดที่มากกว่านั้น ก็ลองปรึกษาแพทย์ของคุณดูก่อนก็แล้วกัน ว่าเหมาะสมกับคุณไหม
แล้ววันหลังว่างๆ ผมจะเขียนให้อ่านกัน ! (update 9 พฤษภาคม 2002) [ ที่มา...เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 11 ฉบับที่ 514 วันที่ 8 - 14 เม.ย. 2545 ]

วิธีทำนายว่าจะมีลูกหรือไม่
Koi มีวิธีทำนายว่าสามารถมีลูกได้หรือไม่นะค่ะอยากให้เพื่อน ๆลองดู สำหรับบางคนที่รอคอยความหวังหรือบางคนที่ท้องแล้วก็สามารถทำนายได้นะค่ะ

-เริ่มจากนำสร้อยทองมาเป็นสร้อยคอนะค่ะ เส้นไม่ต้องหนาประมาณ50สตางค์-1บาท
-ถอดตะขอออกให้เหลือปลายห้อยเอาไว้นะค่ะ
-ให้ผู้ที่จะทำนายยืนขึ้นแล้วยื่นมือขวาออกมาด้านหน้ายืนไว้นิ่งๆนะค่ะ
-ให้อีกคนหนึ่งถือสร้อยกำไว้ในมือส่วนหนึ่งให้เหลือปลายห้อยออกมาประมาณคืบนึงนะค่ะ
-จากนั้นให้นำปลายสร้อยที่ห้อยนั้นถูขึ้นลงตรงซอกนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ประมาณ 7-8 ครั้ง
-แล้วยกขึ้นมาบนฝ่ามือให้อยู่เหนือฝ่ามือเล็กน้อย จับสร้อยถือไว้นิ่งๆห้ามแกว่งนะค่ะ
-ดูลักษะการแกว่งของสร้อยค่ะ คือ ถ้าสร้อยแกว่างเป็นรูปวงกลม คุณจะได้ลูกผู้หญิง ถ้าสร้อยแกว่งในลักษณะแนวนอน จะได้ลูกผู้ชาย ถ้าสร้อยนิ่งไม่แกว่งก็คือไม่มีลูก

วิธีนี้สามารถทำนายได้ว่ามีกี่คนด้วยนะค่ะ ก็คือถือระหว่างซอกนิ้วโป้ง ยกสร้อยขึ้นมาแล้วแกว่ง จะลักษณะใดก็ได้รอให้หยุดแล้วทำสร้อยไปถูขึ้นลงใหม่แล้วเอามาไว้บนฝ่ามือใหม่ดูว่าแกว่งหรือไม่ถ้าไม่ก็แสดงว่ามีลูกคนเดียวถ้าแกว่งอีกก็แสดงว่ามีลูกอีกจะเป็นชายหรือหญิงก็ดูลักษณะการการแกว่งทำไปเรื่อยจนกว่าทำแล้วสร้อยจะไม่แกว่งได้กี่ครั้งที่สร้อยแกว่างก็เท่ากับจำนวนลูกที่ได้ค่ะ
วิธีนี้ลองทำกับคนที่มีลูกแล้วก็ได้นะค่ะเพื่อทดสอบว่าแม่นหรือไม่
เอามาแนะนำให้เพื่อนเพื่อจะได้กำลังใจขึ้นนะค่ะ ลองทำดูนะค่ะ
เห็นหมอจีนบอกว่าถ้ามดลูกเย็นแปลว่ามี หยิน มากกว่าหยาง ผัก-ผลไม้เมืองร้อนแทบทุกชนิดเป็นหยิน แต่ที่ทราบมาก็คือสตอรเบอรรี่ ฝักทอง เป็นหยาง แครอทกับสัปปะรดบางตำราก็ว่าเป็นหยาง บางอันก็ว่าเป็นหยิน แคนตาลูปและกล้วยเป็นหยินค่ะ อีกอย่างที่เห็นหมอจีน 2-3 ห้ามคือหัวไชเท้า (สะกดผิดมั้ยเนี่ย)

อาหารบางอย่างก็เป็นได้ทั้งหยินและหยาง ขึ้นอยู่กับวิธีการปรุงนะคะ เช่นเต้าหู้เนี่ยธรรมดาแล้วจะเป็นหยินแต่ถ้าจะทำให้เป็นหยางก็ต้องเอาไปทอด อาหารต้มเป็นหยินมากกว่าหยาง ส่วนอาหารทอดเป็นหยางมากกว่า ตัวเองชอบเค้าไปหาอาหารหยิน-หยางตาม web ต่างๆ แล้วรวบรวมไว้เดี๋ยวส่งไปให้คุณ Aikiko ดูนะคะเราคิดว่าเรามี addressของคุณอยู่นะ แต่อ่านแล้วอะไรๆ ที่เราชอบโดยเฉพาะผลไม้ก็ทานไม่ได้ทั้งนั้น อ่านไว้พอรู้ก็ละกันนะคะถ้าจริงจังมากเกินอาจเครียดได้นะคะ ก็อย่างที่คุณเหม่เม่ว่าไม่นั่นแหล่ะไม่รู้ว่ามันจะเกี่ยวกับการท้องรึเปล่า







Create Date : 27 มิถุนายน 2554
Last Update : 27 มิถุนายน 2554 22:21:12 น.
Counter : 2353 Pageviews.

0 comment
อยากมีลูก แต่ไม่อยากไปหาหมอ
" ผู้คนมากมาย
ที่แต่งงานมานาน
จนความหวานเริ่มจืดจาง
ก็ยังไม่มีบุตร
บางทีอาจเป็นเพราะไม่มีวาสนา
บางทีอาจเป็นที่ไม่ได้
รับคำปรึกษาถูกต้องกับปัญหา
ไม่ว่าจะด้วยเป็นสาเหตุใด
วิทยาการสมัยใหม่ช่วยเหลือได้
แต่หากไม่อยากไปหาหมอ
ยังพอมีวิธีการแก้ไขอยู่ "

คู่สามีภรรยาที่จะลองรักษาเอง ควรจะต้องไม่มีความผิดปกติใดๆ เกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ชัดเจน ซึ่งท่านสามารถรู้ได้ง่ายๆ โดยตอบคำถามต่อไปนี้
1. แต่งงานมานานกว่า 1 ปี ใช่หรือไม่
2. มีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ (อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง) ใช่หรือไม่
3. อายุของฝ่ายหญิงน้อยกว่า 40 ปี ใช่หรือไม่
4. มีระดูสม่ำเสมอทุกเดือน ใช่หรือไม่
5. ทั้งสามีภรรยา ไม่เคยมีโรคหรือได้รับอุบัติเหตุบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ใช่หรือไม่
6. เคยท้อง, แท้งมาก่อน ใช่หรือไม่

ถ้าคำตอบของคำถามทั้ง 6 ข้อคือ "ใช่" คู่ชีวิตของท่านมีโอกาสอย่างมากที่จะมีบุตร โดยไม่ต้องไปหาหมอ แต่ถ้าคำตอบบางคำถามยังไม่สมบูรณ์ เช่น ไม่ค่อยมีเวลาอยู่ด้วยกัน จึงมีเพศสัมพันธ์น้อย คงต้องแก้ไขในส่วนที่บกพร่องนั้นสักระยะหนึ่งก่อนที่จะคิดถึงการรักษาอย่างอื่น
ประวัติการตั้งครรภ์ครั้งไหนๆ ย่อมมีความสำคัญ

• สามีหรือภรรยาเคยหย่าร้างและมีบุตรมาก่อน
• สตรีที่เคยทำแท้งหรือแท้งบุตรเองมาก่อน
• สามีที่ภรรยาน้อยมีบุตรหรือกำลังตั้งครรภ์


ประวัติเหล่านี้ ล้วนชี้แสดงให้เห็นว่า ศักยภาพการสืบพันธุ์ของคนผู้นั้นสมบูรณ์พร้อม ยกตัวอย่างสามีภรรยาคู่หนึ่ง อายุ 40 ปีพอๆ กัน แต่งงานมานาน 20 ปี ยังไม่เคยตั้งครรภ์ วันหนึ่งจึงได้มารับการรักษากับข้าพเจ้าเกี่ยวกับปัญหาภาวะมีบุตรยาก
เมื่อรักษาไปได้สักระยะหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ทำ "กิฟ" ให้ ผลปรากฏว่าตั้งครรภ์สำเร็จ โชคไม่ดีที่การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงเพียงแค่อายุครรภ์ 2 เดือน และได้รับการขูดมดลูกรักษา
ต่อมาได้ทำ "กิฟ" ให้อีก ปรากฏว่า ไม่ตั้งครรภ์ สองสามีภรรยารู้สึกท้อถอย และกล่าวว่า "จะไม่รักษาใดๆ อีก" ก่อนจะกลับ ข้าพเจ้าได้พูดให้กำลังใจว่า "คนไข้สตรีที่เคยตั้งครรภ์ (รวมทั้งที่เคยแท้งด้วย) มาก่อน ต่อไปจะตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้นเพราะสิ่งแวดล้อมภายในร่างกายได้เปลี่ยนแปลงไปจนเหมาะสมกับการตั้งครรภ์แล้ว เดิมทีสิ่งแวดล้อมภายในมดลูกและท่อนำไข่อาจจะมีปัญหาแต่เมื่อตั้งครรภ์ขึ้นมาครั้งหนึ่งจะด้วยวิธีการใดก็ตาม ภาวะความผิดปกติต่างๆ ภายในอวัยวะสืบพันธุ์ของสตรีผู้นั้นจะได้รับการแก้ไขโดยอัตโนมัติ ไม่แน่...อีกไม่นาน คุณทั้งสองอาจจะมีข่าวดี ขอให้โชคดีนะครับ"
หลังจากนั้น 3 เดือน สองสามีภรรยาได้กลับมาหาข้าพเจ้าพร้อมกับนำข่าวดีมาบอก
"ภรรยาผมท้องแล้ว ตามคำทำนายของหมอจริงๆ แต่ไม่ทราบว่าจะมีปัญหาหรือเปล่าครับ" คำถามแรกที่ฝ่ายสามีถาม
"ไม่มีปัญหาหรอก สบายใจได้ แต่ตอนครรภ์อายุ 16 สัปดาห์ ควรจะเจาะดูดน้ำคร่ำไปตรวจโครโมโซมเพราะคุณแม่อายุเกิน 35 ปี เป็นข้อบ่งชี้อันหนึ่งที่ควรทำ" ข้าพเจ้าตอบ
"ดิฉันขออนุญาตไม่ทำกรรมวิธีเจาะดูดน้ำคร่ำตรวจโครโมโซม เพราะผู้หญิงข้างบ้านทำแล้ว ต่อมาก็แท้งเราทั้งสองกลัวค่ะ ถ้ามีปัญหาอะไร เรารับได้ แต่จะไม่ยอมทำวิธีการนี้โดยเด็ดขาด" ฝ่ายภรรยายืนยันแข็งขันที่จะปล่อยการตั้งครรภ์ให้เป็นไปอย่างธรรมชาติที่สุด
การตั้งครรภ์ดำเนินไปโดยไม่มีปัญหา และคลอดบุตรโดยการผ่าตัดออกมาเมื่อครบกำหนด ได้ทารกเพศชายแข็งแรงดี ไม่มีความผิดปกติใดๆ หนักประมาณ 3,000 กรัม
หลังจากคลอดบุตรคนแรกได้ 8 เดือน คนไข้สตรีตั้งครรภ์ขึ้นมาอีก ขณะนั้นเธออายุได้ 42 ปีแล้วและผ่าตัดคลอดบุตรเมื่อครบกำหนดอีกครั้ง ปรากฏว่าทารกเป็นเพศชายหนัก 3,200 กรัม แข็งแรงสมบูรณ์ดีเช่นเดียวกับครรภ์แรก
ที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อแสดงให้เห็นว่า ศักยภาพการมีบุตรของมนุษย์อาจถูกบดบังได้แม้โครงสร้างอวัยวะสืบพันธุ์ภายในปกติ การช่วยเหลือด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์นับว่ามีประโยชน์ แต่ต้องไม่ลืมว่า "ธรรมชาติของมนุษย์นั้น ยังมีศักยภาพด้านการสืบพันธุ์อยู่สูงมากในวิถีทางของธรรมชาติเอง"
ระดูปกติสม่ำเสมอ มีความสำคัญเกี่ยวกับการมีบุตร
สตรีทั่วๆ ไป ปกติจะมีรอบระดูอยู่ระหว่าง 26-30 วัน (แต่ไม่ควรเกิน 5 วัน) หากมีช่วงห่างของรอบระดูมากหรือน้อยกว่านี้ สันนิษฐานว่า การทำงานของรังไข่น่าจะมีปัญหา
กรณีที่รอบระดูห่างมากกว่า 35 วัน น่าจะเกิดจากภาวะไข่ไม่ตก ส่วนกรณีที่รอบระดูสั้นกว่า 26 วัน อาจเป็นไปได้ว่าบริเวณที่ไข่ตกทำงานบกพร่อง ทั้งสองกรณี ควรไปหาหมอรักษาจะดีกว่า
การเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุโพรงมดลูกของระดูปกติมี 2 ระยะ ดังต่อไปนี้

1. ระยะครึ่งแรกของระดู ระยะนี้เริ่มตั้งแต่วันแรกของระดู จนถึงวันที่ "ไข่ตก" ช่วงระยะเวลานี้ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญหนาขึ้นเรื่อยๆ โดยอาศัยฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สร้างจาก "ไข่" เป็นตัวกระตุ้น
2. ระยะครึ่งหลังของระดู เริ่มนับตั้งแต่วันที่ "ไข่ตก" ไปจนถึงวันแรกของระดูในครั้งถัดมา ระยะนี้กินเวลาคงที่ คือ 13-14 วัน แต่ระยะก่อนหน้านั้นอาจสั้นหรือยาวกว่า 14 วันก็ได้เยื่อบุโพรงมดลูกในระยะนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เหมาะสมกับการฝังตัว โดยอาศัยฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สร้างจากบริเวณที่ "ไข่ตก" หากไม่มีการปฏิสนธิ เยื่อบุโพรงมดลูกจะลอกตัวออกมาพร้อมระดูอย่างสมบูรณ์

อยากมีลูกต้องรู้ว่า เมื่อไหร่ "ไข่" จะตก
ในแต่ละรอบเดือน มี "ไข่" เจริญเติบโตขึ้นหลายใบ แต่อาศัยกลไกธรรมชาติช่วยคัดเลือกให้เหลือ "ไข่" สมบูรณ์ตกออกมาเพียงใบเดียว ซึ่งเราสามารถทำนายวันที่ "ไข่ตก" ได้โดย

1. วัดอุณหภูมิร่างกาย ก่อนตกไข่ไม่นานจะมีการลดลงของอุณหภูมิร่างกายเล็กน้อย จากนั้นจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและคงอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานานจนกว่าจะมีระดู วันใดที่อุณหภูมิร่างกาย มีลักษณะลดลงและเพิ่มสูงขึ้นทันที วันนั้นเป็นวันที่ "ไข่ตก"
2. ก่อน "ไข่ตก" 12-24 ชั่วโมง จะมีการเพิ่มสูงขึ้นของ "LH" อย่างรวดเร็วทันทีทันใด เรียกว่า "LH SURGE" ช่วงเวลานี้จะมีฮอร์โมน "LH" อยู่ในกระแสเลือด ปัสสาวะ หรือน้ำลายจำนวนมาก ปัจจุบันมีอุปกรณ์ทดสอบ "LH SURGE" มากมาย จึงเป็นการง่ายที่จะทราบเวลา "ไข่ตก" หากมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลาหลังทดสอบผลบวก 12-24 ชั่วโมง โอกาสตั้งครรภ์จะมีสูงมาก
3. น้ำเมือกภายในช่องคลอดสตรีช่วงเวลาใกล้ไข่ตก จะมีจำนวนมากและยืดหยุ่นได้ดี ในช่วงเวลานี้สตรีผู้นั้นจะมีความรู้สึกเปียกชุ่มในช่องคลอดตลอดเวลา และหากนำน้ำเมือกขณะนั้นมาทำให้แท้งบนแผ่นกระจก และส่องขยายดู จะเห็นเป็นผลึกรูปเฟิร์นอย่างสวยงาม
4. เราสามารถคำนวณหาวันที่ "ไข่ตก" ได้ง่ายๆ โดยการเอาจำนวนวัน (เฉลี่ย) ของรอบระดู (วันแรกของระดูถึงวันแรกของระดูถัดมา) เช่น 28, 30 หรือ 35 ลบด้วยตัวเลข 14 (ระยะครึ่งหลังของรอบระดูซึ่งเป็นระยะเวลาคงที่) จะได้วันที่ "ไข่ตก" พอดี

ยกตัวอย่าง สตรีนางหนึ่งมีระดูทุก 30 วัน ดังนั้นจะมี "ไข่ตก" ในวันที่ (30-14,16) ของรอบเดือนโดยนับวันที่ระดูมาวันแรกเป็นวันที่ 1 ของรอบเดือน หากมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนั้น น่าจะมีโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จ
อยากมีลูก ฝ่ายชายน่าจะละความอายไปตรวจ "อสุจิ" สักครั้ง
เป็นการยากมากที่จะคาดเดาว่า ฝ่ายชายมี "อสุจิ" ปกติในกรณีที่ไม่เคยมีประวัติภรรยาตั้งครรภ์มาก่อน แต่เป็นการง่ายมาก สำหรับการตรวจวิเคราะห์ "อสุจิ" ด้วยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ โดยที่ไม่ต้องเจ็บตัวสักนิ
ดังนั้น เพื่อตัดปัญหาจากฝ่ายชาย สามีควรละความอายไปตรวจวิเคราะห์ "อสุจิ" ตามหลักวิทยาศาสตร์สักครั้งหนึ่ง
หากพบว่า ผลปกติในการตรวจเพียงครั้งเดียว ก็ไม่ต้องวิตกที่จะทดลองวิธีธรรมชาติต่อไป แต่ถ้าผลผิดปกติจากการตรวจวิเคราะห์ 2 ครั้ง ย่อมสรุปได้ว่า ควรพิจารณาไปหาหมอรักษา ดีกว่าจะเสียเวลาทดองวิธีธรรมชาติ
"อสุจิ" ของผู้ชายปกติที่สามารถทำให้สตรีตั้งครรภ์ได้ มักจะมีปริมาณ "ตัวอสุจิ" 40-50 ล้านตัวต่อมิลลิลิตรขึ้นไป หากมีปริมาณน้อยกว่า 20 ล้านตัวต่อมิลลิลิตรจะมีปัญหาเรื่องภาวะมีบุตรยาก
คุณสมบัติของ "น้ำเชื้ออสุจิ"
น้ำเชื้ออสุจิ ที่หลั่งออกมาใหม่ๆ จะจับตัวรวมกันเป็นก้อน "ตัวอสุจิ" ส่วนใหญ่จะอยู่ภายในก้อน "อสุจิ" นั้นลักษณะคล้ายๆ กับปลาจำนวนมากที่ขังอยู่ภายในถุงตาข่าย ก้อน "อสุจิ" นั้นจะใช้เวลาละลายตัวประมาณ 15-30 นาที เมื่อละลายตัวเรียบร้อยแล้ว "ตัวอสุจิ" จะว่ายออกมาดุจปลาที่ถูกปล่อยอกจากถุงตาข่าย
แนวทางการมีลูก ด้วยวิธีธรรมชาติ
ก่อนอื่น หาวันที่ "ไข่ตก" ให้ได้โดยเอาจำนวนวันของรอบเดือน (วันแรกของระดูถึงวันแรกของระดูถัดมา) ลบด้วย 14 จะได้วันที่ "ไข่ตก" (นับจากวันแรกของระดู) คร่าวๆ นำอุปกรณ์ทดสอบ "LH SURGE" (ซื้อจากร้านขายยาทั่วๆ ไป) เพื่อหาช่วงเวลา "ไข่ตก" ไปทดสอบปัสสาวะ (หรือน้ำลาย) ตอนเช้าในวันก่อน "ไข่ตก" (จากการคำนวณ) ล่วงหน้า 2 วัน และทดสอบติดต่อกันทุกวัน วันใดปรากฏผลบวก ไห้มีเพศสัมพันธ์ในคืนนั้นและคืนถัดไป
ในช่วงใกล้ "ไข่ตก" ปฏิกิริยาของร่างกายที่จะช่วยยืนยัน คือ ภายในช่องคลอด จะมีน้ำเมือกเหนียวใสยืดหยุ่นได้ดีผลิตออกมาจำนวนมาก ก่อให้เกิดความรู้สึกชุ่มชื้นและเปียกตลอดเวลา อีกอย่างหนึ่ง คือร่างกายจะรู้สึกอุ่นๆ คล้ายจะมีไข้ต่ำ ซึ่งเกิดจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนดังที่กล่าวข้างต้น
การมีเพศสัมพันธ์เพื่อหวังผลมีบุตร ควรปฏิบัติดังนี้
ฝ่ายหญิง ควรทำธุระเกี่ยวกับห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนมีเพศสัมพันธ์และเมื่อมีเพศสัมพันะแล้ว ไม่ควรลุกเดินไปห้องน้ำทำความสะอาดอีกเพราะ "อสุจิ" ที่จับตัวเป็นก้อนจะร่วงหลุดออกจากช่องคลอด ทำให้ "ตัวอสุจิ" ส่วนใหญ่ที่ติดอยู่ในก้อน "อสุจิ" นั้น สุญหายไป ทางที่ดี ควรนอนพักผ่อนสบายๆ บนเตียงต่อไป นานประมาณ 30 นาที เพื่อให้ "ก้อนอสุจิ" ละลายตัว "ตัวอสุจิ" จึงจะแหวกว่ายออกมาและสามารถเข้าไปทำหน้าที่ปฏิสนธิภายในท่อนำไข่ได้
คู่สามีภรรยาที่อยากมีลูกเอง โดยไม่ยอมไปหาหมอ ภรรยาควรมีอายุน้อยกว่า 40 ปี และมีระดูสม่ำเสมอส่วนสามีควรมีน้ำเชื้ออสุจิปกติ ซึ่งคงต้องอาศัยการตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ช่วย นอกจากนั้น คนทั้งสองจะต้องมีเพศสัมพันธ์อย่างถูกวิธีในช่วงเวลา "ไข่ตก" พอดีอีกด้วย อย่างไรก็ตามหากความพยายามล้มเหลว เมื่อระยะเวลาผ่านไปนานปี คงไม่มีทางหลีกเลี่ยงที่จะต้องไปปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการด้านภาวะมีบุตรยาก ถ้าหากอยากมีลูกน้อยไว้เชยชม
นพ.เสรี ธีรพงษ์





Create Date : 27 มิถุนายน 2554
Last Update : 27 มิถุนายน 2554 22:20:31 น.
Counter : 291 Pageviews.

0 comment
จับยามสามตาหาวันพร้อมตั้งครรภ์

ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
(โดย http://www. healthcentral. com และ http://www. thaiclinic. com)
กว่าจะตั้งครรภ์ได้นั้น ปัจจัยสำคัญด้านหนึ่งเป็นเรื่องสุขภาพของว่าที่คุณแม่ ที่ร่างกายต้องสมบูรณ์พร้อม

หลายคนใช้วิธีนับวันการมาของรอบเดือน มีความเชื่อยอดนิยมว่า ช่วงไข่ตกจะเป็นช่วงที่สภาพร่างกายสมบูรณ์ที่สุด (ถ้ารอบเดือนมาอย่างสม่ำเสมอ ไข่จะตกในราววันที่ 14 ของรอบประจำเดือน โดยนับจากวันแรกของการมีประจำเดือนเป็นวันที่ 1 ถ้ามาสั้นหรือยาวกว่า 28 วัน ไข่จะตกประมาณวันที่รอบประจำเดือนลบด้วย 14 ถ้ารอบเดือนมีระยะ 30 วัน ไข่จะตกวันที่ 30-14 = วันที่ 16 ของรอบเดือน ถ้ามาทุก 26 วัน ไข่จะตกประมาณวันที่ 26-14 = วันที่ 12 ของรอบเดือน)

แต่ว่าอะไรที่เชื่อกันมานานๆแล้วก็มิใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป ล่าสุด นักวิจัยของมหาวิทยาลัยยูท่าห์ ในสหรัฐอเมริกาพบว่า ช่วงเวลาที่ผู้หญิงจะมีความสมบูรณ์ พร้อมต่อการตั้งครรภ์นั้น ควรจะเป็นช่วง 1 หรือ 2 วันก่อนที่จะไข่ตก มากกว่าความเชื่อเดิมที่เคยยึดถือกันมา

เอาล่ะค่ะ กางปฏิทินออกมานับวันแล้วหาฤกษ์ส่วนตัวกันได้ ตามใจปรารถนา





Create Date : 27 มิถุนายน 2554
Last Update : 27 มิถุนายน 2554 22:19:53 น.
Counter : 264 Pageviews.

0 comment
ปวดท้องเมนส์บ่อย ๆ ผิดปกติหรือไม่

โดย : ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์

คำถาม
มักจะมีอาการปวดท้อง เหมือนกับปวดท้องเมนส์อยู่บ่อย ๆ แม้บางครั้งเมนส์เพิ่งจะหมดไป หรือหมดไปนานแล้ว แต่ยังไม่ถึงรอบที่จะมาอีก ก็มีอาการมีความเป็นไปได้หรือเปล่า ที่กำลังมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับมดลูกภายใน เช่น เนื้องอก หรือมะเร็ง ขณะนี้อายุ 32 ปี เคยตั้งครรภ์ และแท้ง ตอนนี้หย่ากับสามีแล้ว และไม่เคยมีเพศสัมพันธ์อีกเลย
คำตอบ
ถ้าคุณมีอาการปวดท้องและแม้ว่าเมนส์จะหมดไปแล้วก็ยังปวดท้องอยู่ ในอายุ 32 ปีนั้นอาการดังกล่าวอาจจะเกิดจากโรคพังผืดในอุ้งเชิงกราน หรือ "เอ็นโดเมนทริ โอลิส" ที่เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญผิดที่ในอุ้งเชิงกรานหรืออาจะเกิดจากเนื้องอกมดลูกและถุงน้ำของรังรังไข่ก็ได้ ควรจะไปให้แพทย์ทำการตรวจภายใน หรือตรวจด้วยอัลตราซาวน์จะได้ทราบแน่นอนดีกว่าปล่อยทิ้งไว้ให้ไม่สบายใจเหมือนที่เป็นอยู่

จากนิตยสารบันทึกคุณแม่




Create Date : 27 มิถุนายน 2554
Last Update : 27 มิถุนายน 2554 22:19:03 น.
Counter : 202 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  

มนแพรวา
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]