Group Blog
All Blog
### การทำงานคือการปฏิบัติธรรม ###

















การทำงานคือการปฎิบัติธรรม

อันการงาน คือคุณค่า ของมนุษย์
ของมีเกียรติ สูงสุด อย่าสงสัย
ถ้าสนุก ด้วยการงาน เบิกบานใจ
ไม่เท่าไร ได้รู้ธรรม ฉ่ำซึ้งจริง

เพราะการงาน เป็นตัวการ ประพฤติธรรม
กุศลกรรม กล้ำปนมา มีค่ายิ่ง
ถ้าจะเปรียบ ก็เปรียบคน ฉลาดยิง
นัดเดียววิ่ง เก็บนก หลายพกมา

คือการงาน นั้นต้องทำ ด้วยสติ
มีสมาธิ ขันติ มีอุตสาห์
มีสัจจะ มีทมะ มีปัญญา
มีศรัทธา และกล้าหาญ รักงานจริง

พุทธทาสภิกขุ











ขอบคุณที่มา fb.วัดป่าสุคะโตเพื่อธรรมะและธรรมชาติ
ขอบคุณเจ้าของภาพ และ โพสต์ ของ Zen Sukato




Create Date : 15 ตุลาคม 2558
Last Update : 15 ตุลาคม 2558 19:59:18 น.
Counter : 202 Pageviews.

0 comment
### สุขในธรรม สุขในทำ ###

















สุขในธรรม สุขในทำ

 

.....................

ธรรมนั้น ไม่ได้หมายถึงความดีและความจริงเท่านั้น

หากยังแนบแน่นกับความสุขเป็นอย่างยิ่ง เมื่อทำความดี

 รักษาศีล ชีวิตย่อมราบรื่น ผาสุก ไม่มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ

 และเมื่อเข้าใจความจริงของชีวิต จิตย่อมสงบเย็น

 แม้มีอะไรมากระทบ ก็ไม่หวั่นไหว

 ครั้นเจ็บป่วยหรือพลัดพราก ก็ไม่เป็นทุกข์

 เพราะรู้ว่ามันเป็นธรรมดา

ความสุขจากธรรมจึงเป็นความสุขที่ยั่งยืน

และพบได้ทุกหนแห่ง

นี้เป็นความสุขที่เราพึงรู้จักและเข้าถึงให้ได้

แม้ยังต้องพึ่งพาความสุขจากวัตถุและสิ่งเสพอยู่ก็ตาม

 อันที่จริงวัตถุและสิ่งเสพ รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกทางกาย

 หากใช้เป็น กล่าวคือส่งเสริมการทำความดีและเข้าถึงความจริง

ก็ช่วยให้เราพบกับความสุขจากธรรมได้

ขณะเดียวกันความสุขจากธรรมก็ช่วยให้เราไม่เป็นทาส

ของวัตถุและสิ่งเสพ ทำให้จิตเป็นอิสระ

ซึ่งหมายถึงความสุขที่ประณีตอย่างยิ่ง

ด้วยเหตุนี้ธรรมจึงมิใช่เรื่องไกลตัว หรือสิ่งที่น่าเบื่อแห้งแล้ง

 เพียงแค่วางใจให้เป็น ก็จะพบสุขในธรรมได้ไม่ยาก

และหากตั้งมั่นในธรรม ดำเนินชีวิตบนวิถีแห่งความดีและความจริง

จิตก็จะแจ่มใส แช่มชื่น เบิกบานเป็นนิจ

พระไพศาล วิสาโล












ขอบคุณที่มา fb. วัดป่าสุคะโตธรรมชาติที่พักใจ




Create Date : 15 ตุลาคม 2558
Last Update : 15 ตุลาคม 2558 9:22:42 น.
Counter : 395 Pageviews.

0 comment
### ธรรมนั้นมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า สำหรับผู้มีปัญญา ###

















“ธรรมนั้นมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า สำหรับผู้มีปัญญา”

จิตที่ได้รับการอบรมที่ถูกต้องแล้วปัญหาย่อมเกิดขึ้น
จะมองดูอะไรก็เป็นนิยายนิกธรรมทั้งสิ้น
ส่วนผู้ไม่ได้รับการอบรมจิตที่ถูกต้อง
ปัญญาแท้จริงก็ไม่เกิด
แม้ผู้นั้นกำลังจับพระไตรปิฎกอ่านอยู่ก็ไม่เป็นผล
ยิ่งทำให้เกิดความลังเลสงสัยตลอดไป
ส่วนผู้มีปัญญาอบรมมาด้วยจิตที่ถูกต้อง
แม้จะไม่ต้องจับพระไตรปิฎก
แต่ก็น้อมเอาสิ่งต่าง ๆ มาเป็นธรรม
เป็นยอดพระไตรปิฎกได้...

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต












ขอบคุณที่มา fv. อมตะวาทะพระอรหันต์จากพระไตรปิฏก
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 13 ตุลาคม 2558
Last Update : 13 ตุลาคม 2558 10:50:19 น.
Counter : 262 Pageviews.

0 comment
### พุทธานุสติกรรมฐานแบบหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ###

















พุทธานุสสติกรรมฐาน

แบบหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

เริ่มต้นให้พิจารณาขันธ์ ๕ ก่อน โดยพิจารณาว่า

 ขันธ์ ๕ นี้ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

 ท่านสอนให้รู้เรื่องของขันธ์ ๕ จนละเอียด

แล้วสั่งให้พิจารณาไป ท่านบอกว่าการพิจารณาอย่างนี้

ถ้าพิจารณาได้ตลอดไป โดยที่จิตไม่ส่ายไปสู่อารมณ์อื่น

 ท่านให้พิจารณาเรื่อยไป ท่านบอกว่า

พิจารณา ได้ตลอดวันตลอดคืนยิ่งดี

แต่ท่านไม่ได้บอกว่าเป็นวิปัสสนาญาณ

 เพียงแต่ท่านบอกว่า ก่อนภาวนาควร พิจารณาขันธ์เสียก่อน

 และไม่ต้องรีบภาวนา ถ้าใครพิจารณาจนเห็นว่า

ร่างกาย ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕

ขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา อัตภาพตัวตนเป็นเพียงธาตุ ๔ ประชุมเป็นร่าง

เป็นที่อาศัย ชั่วคราวของจิต จนละความห่วงใยในขันธ์ ๕ เสียได้

โดยที่ไม่ได้ภาวนาเลยก็ยิ่งดี

ต่อเมื่อจิตจะส่าย พิจารณาไม่ได้ดี

 ท่านให้ภาวนาโดยตั้งอารมณ์ดังต่อไปนี้

กำหนดลมหายใจไว้สามฐาน คือ ที่จมูก อก และศูนย์เหนือสะดือ

ลมจะกระทบสามฐานนี้ ให้กำหนดรู้ทั้งสามฐาน

เพื่อลมหายใจเข้าออกตลอดเวลา พร้อมกันนั้นท่านก็ให้ภาวนาว่า

 พุทธภาวนา เมื่อสูดลมหายใจเข้า โธ ภาวนาเมื่อหายใจออก

 แล้วท่านให้นึกถึงภาพพระพุทธที่ผู้ปฏิบัติเคารพมาก

 จะเป็นพระพุทธรูปวัดใด องค์ใดก็ได้ตามใจสมัคร

ท่านสอนดังนี้ ผู้เขียนเรียนกับท่าน ไม่เคยรู้เลยว่า

ตอนแรกท่านให้เจริญวิปัสสนาญาณ คิดว่าเป็นสมถะ

 ตอนที่ภาวนา คิดว่าเป็นพุทธานุสสติล้วน

 ต่อมาถึงได้ทราบว่า ท่านให้กรรมฐาน ๔ อย่างร่วมกัน

คือ ตอนพิจารณาขันธ์ ๕ เป็นวิปัสสนาญาณ

 ตอนกำหนดลมหายใจเข้าออกเป็น อานาปานานุสสติกรรมฐาน

ตอนภาวนา เป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน ตอนเพ่งรูปพระเป็นกสิณ

 ท่านมี ความฉลาดสอนรวมคราวเดียว ๔ อย่าง

กำลังพุทธานุสสติมีเพียงอุปจารฌาน อานาปานและกสิณ

มีกำลังถึงฌาน ๔ รู้สึกว่าท่านฉลาดสอน

ท่านสอนเผื่อเหนียวไว้พร้อมมูล

หากพบท่านที่มีอุปนิสัย สุกขวิปัสสโกเข้า

 ท่านเหล่านั้นก็พอใจในวิปัสสนาญาณ

ท่านก็จะพากันได้มรรคผลไปตาม ๆ กัน

พุทธานุสสติกรรมฐาน
แบบหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค
จาก หนังสือ คู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน









ขอบคุณที่มา fb. อมตะวาทะพระอรหันต์จากพระไตรปิฏก
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 13 ตุลาคม 2558
Last Update : 13 ตุลาคม 2558 10:12:33 น.
Counter : 449 Pageviews.

0 comment
### วิสัยแห่งปราชญ์ ###





















เรื่องเล่าเช้าวันพระ: วิสัยแห่งปราชญ์
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร)
พระไพศาล วิสาโล เขียนเล่าเรื่อง

 

......................


“พูดเล่นไม่มี พูดดีไม่เป็น”

คนในแวดวงพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์สมัยรัชกาลที่ ๗

ย่อมเข้าใจดีว่าประโยคดังกล่าวหมายถึงอะไร

 ข้อความแรกนั้นหมายถึงอุปนิสัยของ “สมเด็จ ฯ วัดเทพศิรินทร์”

หรือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร)

 ซึ่งภายหลังได้เป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคม

และบัญชาการคณะสงฆ์แทนสมเด็จพระสังฆราชเจ้า

ส่วนข้อความหลังหมายถึงอุปนิสัยของ“สมเด็จ ฯ วัดบวร”

หรือสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์

ซึ่งต่อมาได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์

สมเด็จ ฯ วัดบวรนั้นทรงเป็นคนตรง พูดจาโผงผาง

ส่วนสมเด็จ ฯ วัดเทพศิรินทร์นั้น เป็นคนสุภาพเรียบร้อย

พูดจานุ่มนวล แม้อุปนิสัยจะแตกต่างกัน

 แต่ต่างก็เคารพและนับถือซึ่งกันและกัน

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ)

ได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ผู้รอบรู้ทางพุทธศาสนา

 ท่านแสดงความปรีชาตั้งแต่เยาว์วัย

เมื่อท่านจากบ้านเกิดคือชลบุรีเข้ามาเรียนปริยัติธรรมในกรุงเทพ ฯ

ก็สอบไล่ภาษาบาลีในมหามกุฎราชวิทยาลัยได้ที่ ๑ ทุกปี

จนสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

 ซึ่งเวลานั้นเป็นพระอาจารย์ ถึงกับออกพระโอษฐ์รับสั่งว่า

ท่านเป็นเสมือน “ช้างเผือก”ที่ถูกส่งมาถวายท่าน

 น่าแปลกก็ตรงที่ปีที่ท่านเกิดนั้นโยมมารดาฝันว่า

มีผู้นำช้างเผือกมาให้

และเมื่อท่านถูกส่งมาเรียนในสำนักวัดราชบพิธ

 เช้าวันนั้นอาจารย์ของท่านคือ

 พระครูวินัยธร (ฉาย)ก็ฝันว่ามีผู้นำช้างเผือกมาให้เช่นกัน

นอกจากมีความรอบรู้ในทางพระธรรมวินัยแล้ว

ท่านยังมีความสามารถในการบริหาร

จนได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้า

กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งบัญชาการการศึกษาในหัวเมือง

 แต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการศึกษามณฑลปราจีนบุรี

และเป็นเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ตั้งแต่อายุ ๒๗ ปี

 โดยเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระอมราภิกรักขิต

 และได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็นลำดับ

จนได้เป็นที่สมเด็จ ฯ พระพุทธโฆษาจารย์เมื่ออายุเพียง ๕๖ ปี

ท่านเปรียบเสมือนมือขวาของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า

 กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นที่ปรึกษาทางด้านวิทยาการ

 และด้านการปกครองคณะสงฆ์ และเมื่อจวนจะสิ้นพระชนม์

ก็ยังโปรดให้ท่าน ซึ่งตอนนั้นมีสมณศักดิ์ที่พระธรรมไตรโลกาจารย์

 เข้าเฝ้าถวายธรรมเป็นครั้งสุดท้าย

ท่านเป็นผู้ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยมาก รวมทั้งข้อวัตรอื่น ๆ

 เช่น สวดมนต์ไหว้พระประจำวันทุกเช้าเย็น ไม่ขาดถ้าไม่จำเป็น

 ยิ่งการฟังปาฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือนด้วยแล้ว

ตั้งแต่อุปสมบทจนถึงวันมรณภาพ ท่านขาดเพียง ๒ครั้ง

แม้อาพาธหนักไม่สามารถจะลุกนั่งหรือพลิกตัวเองได้แล้ว

ท่านก็ยังอยากลงฟังปาฏิโมกข์ให้ได้แต่ก็สุดวิสัยที่จะทำได้

ในด้านความสุภาพอ่อนน้อมไม่ถือตัวของท่านเป็นที่เลื่องลือมาก

 คราวหนึ่งท่านได้เดินทางไปเยี่ยมท่านพุทธทาสภิกขุถึงสวนโมกข์

 ซึ่งตอนนั้นยังอยู่ที่พุมเรียง ไม่ได้ย้ายมายังที่ตั้งในปัจจุบัน

เวลานั้นท่านดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการคณะสงฆ์

แทนสมเด็จพระสังฆราชเจ้า

ขณะที่ท่านพุทธทาสเป็นพระหนุ่มอายุเพียง ๓๑ ปีเท่านั้น

 สวนโมกข์ก็เพิ่งตั้งมาได้ ๕ ปี

แต่กิตติศัพท์และความสามารถของท่านพุทธทาส

อยู่ในความรับรู้ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์โดยตลอด

 การเยือนสวนโมกข์ของท่านคราวนั้น

เป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของทุกคน

รวมทั้งท่านพุทธทาส ท่านพุทธทาสถึงกับกล่าวว่า

“ท่านใช้เกียรติอันสูงสุดของท่านเป็นเดิมพัน

เสี่ยงไปเยี่ยมพวกเรา ซึ่งในขณะนั้นกำลังถูกคนส่วนใหญ่

หาว่าแหวกแนว หรืออุตริวิตถาร หรือถึงกับว่า

หาว่าสถานที่นี้เป็นที่เก็บพวกพระซึ่งเป็นบ้าก็ยังมี”

ทั้ง ๆที่ท่านอายุมากแล้วอีกทั้งเดินไม่สะดวก

 เพราะเท้าพิการข้างหนึ่ง

 แต่ท่านก็เดินเท้าจากสถานีรถไฟไปยังพุมเรียง

เป็นระยะทาง ๖ กิโลเมตร โดยไม่ยอมนั่งรถสามล้อถีบ

 ท่านให้เหตุผลว่าพระวินัยไม่อนุญาตให้ภิกษุที่ไม่เจ็บไข้

 นั่งรถที่ลากด้วยสิ่งมีชีวิตไม่ว่าสัตว์หรือคน

 ระหว่างที่เดินไปพุมเรียน

ท่านเรียกให้ท่านพุทธทาสมาเดินติดกันเพื่อสนทนากันได้สะดวก

 หลายเรื่องที่ท่านปรารภนั้นน่าสนใจมาก เช่น

 “อรรถเล้นลับของวินัยบางข้อ” รวมทั้งแนะนำให้ท่านรู้จัก

วิธีถือย่ามเพื่อไม่ให้เหงื่อจากแขนเปื้อนด้านในของย่ามซึ่งซักยาก

เมื่อถึงสวนโมกข์ ท่านก็ปรับตัวเข้ากับชีวิตที่เรียบง่ายแบบป่า ๆ

 ของสวนโมกข์ได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่า การสรงน้ำ

 หรือการถ่ายทุกข์ ตกค่ำท่านก็จำวัดบนเตียง

ที่ท่านพุทธทาสเตียงใช้นอนประจำ และจัดว่าดีที่สุดของสวนโมกข์

นั่นคือ “หิ้งติดกับฝาในกระท่อมแบบสวนโมกข์ ที่ทำขึ้น

ล้วนแต่ขนาดสำหรับคนคนเดียว”

รุ่งเช้าเมื่อถึงเวลาฉัน มีชาวบ้านจำนวนมากมายนำอาหารมาเลี้ยงพระ

 ท่านพุทธทาสเล่าถึงบรรยากาศตอนนั้นว่า

 “ สังเกตดูทุกคนต้องการจะได้โอกาสประเคนท่านด้วยกันทั้งนั้น

ท่านสังเกตเห็นอาการอันนี้และยินดีรับสนองความต้องการ

 จึงเรียกให้เข้ามาประเคนท่านโดยตรง

 ทุกคนดูยิ้มแย้มเบิกบานด้วยกันทั้งนั้น

 แต่ท่านต้องรับประเคนร่วมร้อยครั้งทั้งสำรับและสายปิ่นโต

ข้าพเจ้าขอร้องให้บางคนงดเสีย เพราะเห็นมากเกินไป

และรู้สึกเมื่อยมือแทนท่าน แต่ท่านเรียกให้เข้าไปจนได้

เป็นอันว่าท่านยอมเหนื่อย "เพื่อให้เขาสบายใจ"

ซึ่งท่านได้บอกยืนยันกับข้าพเจ้าในตอนหลังว่า นั่นเป็นสิ่งที่ควรทำ”

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นทั้งสองท่านก็ได้มีการติดต่อกัน

อีกหลายครั้ง โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ให้ความเป็นกันเอง

แก่ท่านพุทธทาสอย่างมาก

จนท่านพุทธทาสได้กล่าวในภายหลังว่า

 “ท่านอยู่ในฐานะสูงสุด แต่ท่านแสดงออกมาคล้ายกะว่า

 อยู่ในฐานะที่ไล่เลี่ยกัน อันเป็นสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าถึงกับสะดุ้ง

ได้อีกเรื่องหนึ่ง ในหลายๆ เรื่อง

” มีคราวหนึ่งท่านพูดถึงการสอนอนัตตา

ของท่านพุทธทาสภิกขุว่า

 "แหม เอากันถึงขนาดนั้นเทียวนะ"

สีหน้ายิ้มแย้มของท่านขณะที่พูดทำให้ท่านพุทธทาส

ถึงกับ “ตัวลอย” เพราะรู้ว่านี้ไม่ใช่คำต่อว่าอย่างแน่นอน

 บางเรื่องท่านก็พูดว่า "เรื่องนี้ฉันอยากให้เธอเอาไปพูดต่อ

 เพราะเชื่อว่าเธอจะพูดได้ผลดีกว่าฉัน"

ปราชญ์ย่อมเข้าใจปราชญ์ด้วยกัน นี้คงเป็นเหตุผลหนึ่ง

ที่ท่านพุทธทาสสามารถเผยแพร่พุทธธรรม

ด้วยวิธีการที่แหวกแนวได้อย่างอิสระ

 โดยไม่ถูกคณะสงฆ์ขัดขวาง

หรือเอาผิด ทั้ง ๆ ที่มติของท่านหลายอย่าง

สวนทางกับคำสอนที่แพร่หลายในเวลานั้น

อุปนิสัยที่โดดเด่นของท่านอีกอย่าง คือ ความอดกลั้น

 และความสงบเสงี่ยม กล่าวแต่คำสุภาพ ไม่เคยพูดคำหยาบ

 หรือเสียดสีกระทบกระทั่งใคร ท่านเคยปรารภเป็นเชิงสอนว่า

 “คนเรานั้นมีอาวุธพิเศษสำหรับป้องกันตัวอย่างหนึ่งคือนิ่ง

 ไม่ต่อปากต่อคำ ต่อความยาวสาวความยืด

อันเป็นเหตุให้เรื่องนั้น ๆ ไม่สุดสิ้น”

ปฏิปทานี้ท่านถือมาโดยตลอด จึงเป็นที่รักและเคารพ

ของของผู้คนทั้งพระและฆราวาส ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อย

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

คณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติปี ๒๔๘๔

ท่านได้ดำรงตำแหน่งสังฆนายก

 บริหารการคณะสงฆ์ได้อย่างเรียบร้อยและราบรื่น

แม้ครบวาระแล้ว ท่านก็ยังได้รับแต่งตั้ง

ให้ดำรงตำแหน่งสังฆนายกอีกวาระ

จนมรณภาพในตำแหน่งในปี ๒๔๙๔













ขอบคุณที่มา fb. วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 12 ตุลาคม 2558
Last Update : 12 ตุลาคม 2558 11:19:54 น.
Counter : 445 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....