Group Blog
All Blog
### ทิ้งสุขปลอมแล้วจะเจอสุขจริง ###













"ทิ้งสุขปลอมแล้วจะเจอสุขจริง"



“คำว่า อนิจจัง ของสิ่งต่างๆในโลกนี้”

คนฉลาดพอได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ก็จะหูตาสว่างขึ้นมาทันที พอทรงตรัสว่าอนิจจังเท่านั้น

 สัพเพสังขาราอนิจจา ก็เกิดหูตาสว่างขึ้นมาเลย

เห็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกนี้

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยการรวมตัวของธาตุสี่

ดินน้ำลมไฟ และธาตุรู้ ถ้ามีธาตุรู้ก็เป็นมนุษย์เป็นเดรัจฉาน

 ถ้าไม่มีธาตุรู้ก็เป็นต้นไม้ใบหญ้าต่างๆ

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประกอบขึ้นด้วยการรวมตัวของธาตุทั้งสี่

 คือธาตุดินธาตุน้ำธาตุลมธาตุไฟ

เป็นใบไม้ เป็นต้นไม้ เป็นดอกไม้เป็นอะไรต่างๆ เรียกว่าเป็นธาตุ

ส่วนร่างกายของมนุษย์และของสัตว์เดรัจฉาน

ก็ประกอบขึ้นด้วยธาตุสี่เช่นเดียวกัน

 คือธาตุดินธาตุน้ำธาตุลมธาตุไฟ แล้วก็มีธาตุรู้คือใจ

มาเป็นผู้ครอบครอง

เมื่อสิ่งใดก็ตามเมื่อมีการรวมตัวกัน ย่อมมีการแยกตัวกัน

อันนี้เป็นกฎของอนิจจัง ความไม่ถาวร

สิ่งที่ถาวรที่ไม่มีวันแยกตัวกันก็คือ ธาตุทั้งห้านี้เอง

 รวมถึงธาตุที่หกคืออากาศธาตุ

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “สัพเพธัมมาอนัตตา”

สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นสังขาร สังขาราอนิจจา สังขารนี้ท่านแปลว่า

 สิ่งที่ประกอบขึ้นด้วยการปรุงแต่งของธาตุทั้งหก

 หรือธาตุทั้งห้า คือธาตุดินน้ำลมไฟอากาศธาตุ และธาตุรู้

 เรียกว่าสังขาร แต่ตัวที่เป็นธาตุแท้ๆนี้ ไม่มีวันเสื่อมไม่มีวันหาย

เป็นธาตุอยู่ตลอดเวลา ธาตุน้ำก็เป็นน้ำอยู่ตลอดเวลา

 ธาตุดินก็เป็นธาตุดินอยู่ตลอดเวลา ธาตุลมก็เป็นธาตุลม

 ธาตุไฟก็เป็นธาตุไฟ อยู่ตลอดเวลา

อากาศธาตุก็เป็นอากาศธาตุอยู่ตลอดเวลา

 ธาตุรู้ก็เป็นธาตุรู้อยู่ตลอดเวลา

 แต่พอมารวมตัวกันก็กลายเป็นสังขารขึ้นมา เรียกว่าสังขาร

 ถ้าเป็นสังขารท่านก็เรียกว่า สัพเพสังขาราอนิจจา

สังขารทั้งหลายเป็นของชั่วคราว

ท่านไม่ได้เรียกว่าสัพเพธัมมาอนิจจา

ท่านไม่ได้เรียกว่าธาตุทั้งหกนี้เป็นอนิจจา

 เพราะธาตุทั้งหกนี้ไม่เป็นอนิจจา เป็นธาตุคงเดิมอยู่ตลอดเวลา

ถ้าผู้ใดมาสัมผัสแล้วมาครอบครอง

คือธาตุรู้มาสัมผัสมาครอบครองกับสังขาร

แล้วไปมีความหลงยึดติดคิดว่าเป็นของถาวร

 คิดว่าเป็นของของตนก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา

เวลาที่ธาตุทั้งสี่แยกตัวออกจากกัน นี่คืออนิจจา

สัพเพสังขาราอนิจจา

ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ที่ทรงตรัสรู้

ทรงค้นพบว่า สังขารทั้งหลายเป็นของชั่วคราว

 ประกอบขึ้นจากธาตุทั้งหกที่เป็นของถาวร

ไม่มีตัวไม่มีตนไม่สัตว์ไม่มีบุคคล เป็นธาตุเท่านั้น

แต่ธาตุรู้นี้มีปัญหา ธาตุรู้ถูกอวิชชาความไม่รู้ความจริง

อันนี้มาหลอกให้ธาตุรู้นี้คิดว่า ธาตุรู้นี้เป็นตัวเป็นตน

ให้คิดว่าสิ่งที่ธาตุรู้ได้มาครอบครองคือร่างกายเป็นของตน

 แล้วก็ให้หลงกับธาตุสังขารต่างๆนอกจากร่างกาย

เช่นทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองต่างๆที่มนุษย์เราผลิตกันขึ้นมา

สิ่งของต่างๆที่มนุษย์เราผลิตกันขึ้นมา ก็ผลิตจากธาตุสี่นี้เอง

ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ กลายเป็นสินค้าต่างๆ ให้เสพ

ให้สัมผัสให้เกิดความสุขชั่วคราวขึ้นมา

ทำให้ธาตุรู้ที่ไม่มีปัญญานี้หลงใหลคลั่งไคล้

ติดอยู่กับความสุขแบบนี้แบบถอนตัวไม่ขึ้น

ต้องกลับมาเสพความสุขเหล่านี้อยู่เรื่อยๆ

ด้วยการกลับมาเกิดแล้วก็มาแก่มาเจ็บมาตาย

 ตายแล้วก็ต้องกลับมาเกิดมาแก่มาเจ็บมาตาย

 เพราะความยึดติดอยู่กับการเสพความสุข

ทางตาหูจมูกลิ้นกายนี้เอง ที่เป็นความสุขชั่วคราว

เป็นความสุขปลอมที่มีวันเสื่อมหมดไป

แล้วก็มีความทุกข์มาทดแทนให้เสพให้สัมผัส

 มนุษย์จึงตกอยู่ในกองทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิด

 เกิดอยู่ในกองทุกข์ของการสูญเสียของการพลัดพรากจากกัน

 เพราะสิ่งต่างๆที่มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานมาครอบครองนั้น

 ล้วนเป็นสมบัติชั่วคราวทั้งนั้น ได้มาแล้วก็ต้องมีวันหมดไป

ได้ลาภก็มีการเสื่อมลาภ ได้ยศก็มีการเสื่อมยศ

ได้สรรเสริญก็มีนินทา ได้สุขก็ต้องมีทุกข์

 เวลาสุขหมดไปทุกข์ก็กลับกลายเข้ามา

นี่คืออนิจจังของสิ่งต่างๆที่มีอยู่ในโลกนี้

ผู้ที่มีปัญญาเห็นอนิจจังจะไม่หลงยึดติดกับสิ่งเหล่านี้

จะถอนตัวออกแล้วก็ไปพบกับความสุขที่แท้จริง

คือความสุขที่เกิดจากความสงบของใจ.

..................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๘

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต












ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 14 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2558 11:06:41 น.
Counter : 400 Pageviews.

0 comment
### บริกรรมภาวนา ###

















"จิตอยู่ที่ใดให้เอาสติไปตั้งตรงไว้ในที่นั่น"
จึงจะเรียกว่าควบคุมจิต รักษาจิต
ที่จะห้ามไม่ให้คิดไม่ให้นึกนั้น ห้ามไม่ได้เด็ดขาด
ธรรมดาของจิต มันต้องมีคิด มีนึก
แต่หากมีสติควบคุมจิตอยู่เสมอ
คิดนึกอะไรก็รู้ตัว อยู่ทุกขณะ
เรียกว่า "บริกรรมภาวนา"

การบริกรรมภาวนานี้มิใช่ของเลว
คนบางคนเข้าใจว่าเป็นของเลว เป็นเบื้องต้น
ที่จริงไม่ใช่เบื้องต้น ธรรมไม่มีเบื้องตน
ท่ามกลาง ที่สุดหรอก ธรรมะอันเดียวกันนั่นแหละ

ถ้าหากสติอ่อนเมื่อไรก็เป็นเบื้องต้นเมื่อนั้น
สติแก่กล้าเมื่อไรก็เป็นท่ามกลางและที่สุดเมื่อนั้น
คือหมายความว่าสติคุมจิตอยู่ทุกขณะ
จนกระทั่งเป็นมหาสติปัฏฐาน
จะยืน เดิน นั่ง นอน ในอิริยาบถ ใดๆทั้งหมด
มีสติรอบตัวอยู่เสมอโดยที่ไม่ได้ตั้งใจให้มีสติ
แต่มันเป็นของมันเอง สติควบคุมจิตไปในตัว

เมื่อมีสติเช่นนั้นมันก็ไม่เกี่ยวข้องพัวพันกันกับสิ่งต่างๆ
เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ลิ้นลิ้มรสต่างๆ
กายได้สัมผัส มันก็เป็นสักแต่ว่า สัมผัสแล้วก็หายไปๆ
ไม่ได้เอามาเป็นอารมณ์ ไม่เอามาคำนึงถึงใจ
อันนั้นเป็น มหาสติ แท้ทีเดียว

 

 หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี













ขอบคุณที่มา fb. อมตะวาทะพระอรหันต์จากพระไตรปิฏก
ขอบคุณเจ้าของภาพ




Create Date : 13 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2558 11:39:52 น.
Counter : 378 Pageviews.

1 comment
### รักษากำลังใจ ###















ดีหรือชั่วมันอยู่ที่การควบคุมกำลังใจ 

ถ้าใจของเราบริสุทธิ์ผุดผ่องเสียอย่างเดียว 

ใครจะว่าดีหรือชั่วไม่มีความสำคัญ 

เขาจะประมาณว่าเลว มันก็เลวไม่ได้ 

มันก็ต้องดีอยู่ตลอดเวลา

ถ้าจิตของเราชั่วเขาจะสรรเสริญว่าดี 

มันก็ดีไม่ได้เหมือนกัน นี่เป็นอันว่า 

พระพุทธเจ้าทรงให้รักษากำลังใจเป็นสำคัญ 

ควบคุมกำลังใจให้ดีไว้แล้วมันดีเอง 

ไม่ต้องไปฟังคำชาวบ้านเขา 

การที่เราดี เพราะรอให้ชาวบ้านสรรเสริญ 

นั่นมันเป็นอารมณ์ของความชั่ว...

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

 (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง)










ขอบคุณที่มา fb. อมตะวาทะพระอรหันต์จากพระไตรปิฏก
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 12 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2558 11:38:33 น.
Counter : 463 Pageviews.

0 comment
### เชื้อโรคของจิตใจ ###
















“เชื้อโรคของจิตใจ”

 

......................


การศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญ

 การฟังเทศน์ฟังธรรมจากครูบาอาจารย์เป็นเรื่องสำคัญ

เวลาฟังก็ต้องฟังด้วยความตั้งใจ อย่าไปคิดเรื่องอื่น

เวลาฟังก็ฟัง ถ้าพิจารณาตามได้ก็พิจารณาไป

 ถ้าฟังแล้วไม่เข้าใจก็ผ่านไปก่อน เพราะบางสิ่งบางอย่าง

เราอาจจะยังไปไม่ถึง ก็ไม่เป็นไร

เพราะว่าการฟังเทศน์ฟังธรรม เราไม่ได้ฟังหนเดียว

ก็ฟังไปเรื่อยๆ อันไหนที่เราเข้าใจ ที่สามารถนำเอาไปปฏิบัติได้

 ก็ควรจะเริ่มปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติ ต่อให้ธรรมะดีวิเศษขนาดไหน

 มันก็ยังเป็นธรรมะที่อยู่นอกใจอยู่ ยังไม่ได้เข้าไปอยู่ในใจ

 มันจะเข้าไปอยู่ในใจก็ต่อเมื่อเรานำเอาไปปฏิบัติ

เอาไปตัด เอาไปลด เอาไปละ อันไหนไม่จำเป็นก็เลิกมันเสีย

 เลิกใช้มันเสีย ที่ไหนไม่จำเป็นจะต้องไปก็ไม่ต้องไป

พยายามอย่าไปอาศัยอะไรภายนอกมากถ้ามันไม่จำเป็นจริงๆ

หัดพึ่งตัวเราเอง เรามีอะไรเยอะแยะเต็มไปหมด

ไปนั่งนับดูซิว่ามียากี่ชนิด ยาหม่อง ยาทา ยากิน

แล้วของเสริมสวยอีก เต็มไปหมด

เวลาไปไหนที ถ้าต้องเอาของเหล่านี้ไป มันคงเต็มกระเป๋าใบใหญ่ๆ

เราไม่ไปแบบพระธุดงค์ ท่านมีบาตรใบเดียว ผ้า ๓ ผืน

ที่กรองน้ำ ใบมีดโกน เข็มกับด้าย ประคดเอว แค่นี้ก็พอแล้ว

 กลดอันหนึ่ง กลดกับมุ้งสำหรับเวลานอนอยู่ในป่า แค่นี้ก็อยู่ได้แล้ว

 ไม่ต้องมีอะไรมากมาย เราไม่พิจารณากัน

เวลาคนนั้นบอกว่าดีก็เอาๆตามเขา พอใช้แล้วมันก็ติด

ใช้เพื่อความมั่นใจมากกว่า

สมมุติว่าเราเป็นแผล ถ้าเคยทายา เราก็ต้องมียาติดตัวอยู่ตลอดเวลา

พอมีแผลเราก็ต้องทามัน แต่ถ้าไม่เคยใช้ยามาก่อน ไม่มียา

 เราก็ปล่อยให้มันหายเอง มันก็หายได้ ช้าหน่อยแต่มันก็หายได้

 แต่มันสบายใจกว่าเยอะ ไม่ต้องวุ่นวายใจ

 ยาหม่องยาทาเราไม่เคยทาเลย เป็นแผลก็ปล่อยให้มันเป็น

เดี๋ยวมันก็หาย ปวดหัวตัวร้อนไม่ต้องกินยาแก้ปวด

ไม่เคยปวดด้วยซ้ำไป ไม่ปวดหัว เวลาเป็นไข้ก็เป็น แต่ไม่ปวดหัว

 อาจจะปวดตามร่างกายบ้าง เช่นเป็นไข้หวัดใหญ่ก็ไม่ต้องกินยา

ก็ทนเอา เดี๋ยวมันก็หายเอง เพราะใจมันเคยผ่านความทุกข์มาแล้ว

 ในเรื่องความเจ็บปวดทางร่างกายนี้ มันก็เท่านั้นแหละ

 เวลานั่งสมาธิไปนานๆ มันเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งตัว

 แล้วใจมันก็วางเฉยได้ ต่อไปมันก็ไม่วุ่นวาย

กับอาการเจ็บไข้ได้ป่วยทางร่างกาย นี่เป็นการฝึกจิต

เพราะจิตมันไม่ใช่กาย กายมันเป็นอะไร

จิตไปหลงไปคิดว่ามันเป็นด้วยเท่านั้นเอง

 ความจริงไม่ได้เป็น ทำตามเขา เหมือนกับในนิทานสมัยพุทธกาล

มีคนเลี้ยงม้าเป็นคนขาเป๋ เดินก็เดินแบบคนขาเป๋เดิน

ม้ามันก็เดินขาเป๋ตามคน ม้ามันไม่ขาเป๋

แต่เห็นคนเลี้ยงเดิน มันก็เดินตามอย่างนั้น

จิตเราก็แบบเดียวกัน ไม่ได้เป็นอะไรเลย

แต่พอร่างกายเป็นอะไร มันก็วุ่นวายไปกับร่างกาย

บางทีวุ่นวายมากกว่าร่างกายอีก ร่างกายมันไม่รู้เรื่องอะไร

มันไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร เป็นมะเร็ง มันก็ไม่รู้ว่ามันเป็น

 เป็นความดัน มันก็ไม่รู้ว่ามันเป็น แต่ไอ้ตัวรู้นี่มันไปวุ่นวาย

ตัวรู้ก็คือใจ เพราะไม่มีธรรมะ

ไม่เข้าใจว่ารักษาอย่างไรมันก็ไม่หายหรอก

รักษาหายวันนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้มันกลับมาใหม่

 มันเป็นเรื่องตายตัวอยู่แล้ว

สูตรตายตัวก็คือเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันอยู่ในนั้นหมดแล้ว

 จะรักษาให้ดีขนาดไหน หมอวิเศษขนาดไหน มันก็หนีไม่พ้น

 ขนาดหมอเองยังตายเลย รักษาอย่างไรก็ยังต้องตาย

 หมอก็ยังต้องตายเหมือนกัน เราต้องดูความจริง

 แต่เราไม่ค่อยดูกัน พอเป็นอะไรปั๊บ ก็เป็นเหมือนกับกระต่ายตื่นตูม

 ไม่สบายๆ หาหมอๆ หายาๆ แทนที่จะดูว่ามันเป็นอย่างไร

 โรคมันก็มีอยู่ ๓ ชนิด โรคที่เป็นแล้วหายเอง

ไม่ต้องทำอะไรก็หายเองได้ โรคที่เป็นแล้วต้องรักษา

 และโรคที่เป็นแล้วรักษาก็ไม่หาย ไม่รักษาก็ไม่หาย

มีแต่จะตายอย่างเดียว มันก็มีอยู่ ๓ โรคเท่านั้นเอง

 พวกเราก็เป็นหมอกันได้นี่ รู้แค่นี้ก็พอแล้ว

 รักษาร่างกายเราได้แล้ว ร่างกายก็มีแค่นี้ แต่ใจเราซิมันไม่ตาย

 มันไม่เป็นอะไรสักหน่อย มันไม่มีโรคอะไรสักหน่อย

แต่มันถูกโรคของความโลภโกรธหลง มาสร้างความทุกข์ใจ

 สร้างโรคทางด้านจิตใจ จึงกลายเป็นคนประสาทไปก็มี

 ความเครียดนี้อยู่ในใจ ที่ไปเครียดกับเรื่องของร่างกาย

 บางคนกลัวแก่อย่างนี้ พอจะแก่ขึ้นมานี้รับไม่ได้

บางคนกลัวความเจ็บไข้ได้ป่วย พอคิด พอพูดถึงคำว่ามะเร็ง

พูดถึงโรคหัวใจก็จะเครียดมาก แต่ไม่รู้ว่ามันต้องเป็นด้วยกันทุกคน

 ต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงเป็นเหมือนกัน

 เพราะร่างกายของคนเราทุกคนเหมือนกันหมด

ต่างกันตรงที่จิตใจเท่านั้นเอง

จิตใจของพระพุทธเจ้า ของพระสาวกนี้ ท่านหายแล้ว

 ไม่มีเชื้อโรคคือกิเลสไปสร้างความทุกข์ สร้างความวุ่นวายใจ

 จิตใจเป็นปกตินิ่งเฉย สงบไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

 เพราะไม่ได้มองว่าร่างกายนี้เป็นใจ ไม่เป็นตัวเป็นตน

 มันก็เป็นเหมือนขวดน้ำที่ตั้งอยู่นี่

มันเป็นอะไรก็ปล่อยมันเป็นไปตามความเป็นจริงของมัน

นี่คือสิ่งที่เราจะได้รับจากธรรมะ คือสามารถปลดเปลื้องจิตของเรา

ให้พ้นจากความมืดบอด พ้นจากความหลงทั้งหลายได้

ทำให้เราอยู่ได้อย่างสุข อย่างสบาย โดยที่ไม่มีอะไรเลย

ดีกว่าอยู่กับข้าวของอะไรเต็มไปหมด แต่ใจวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา

เครียดอยู่ตลอดเวลา อยู่ลำพังไม่เป็น อยู่คนเดียวไม่ได้

 อยู่คนเดียวก็ต้องเปิดไอ้นั่นดู เปิดไอ้นี่ฟัง

พอเบื่อก็ต้องโทรฯหาคนนั้นหาคนนี้ เบื่อจากโทรฯก็ต้องไปเจอตัว

ไปเจอตัวก็เบื่อ ต้องไปหาคนอื่นต่อ มันเบื่อทั้งนั้นแหละ

ไม่ว่าอะไรในโลกนี้ เป็นของน่าเบื่อทั้งนั้น

 เพียงแต่ว่านานๆเจอกันทีหนึ่งมันลืมไป

แต่พอไปเจอกันปั๊บ คุยกันปั๊บ เดี๋ยวเรื่องเก่าๆ นิสัยเก่าๆก็โผล่ออกมา

ก็เบื่อกัน ไปดีกว่า ไปหาคนไหนมันก็เหมือนกันหมด

ของน่าเบื่อทั้งนั้น สู้อยู่กับกัลยาณมิตร คือธรรมะในใจเราไม่ได้

ไม่น่าเบื่อ มีธรรมะอยู่ในใจแล้ว มีเพื่อนที่ดี

เพื่อนที่คอยสอนเราไม่ให้ดิ้นรนกับอะไร.

....................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร

 












ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 12 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2558 11:10:53 น.
Counter : 376 Pageviews.

0 comment
### น้ำตาไหลเพราะหิวข้าว ###
















“น้ำตาไหลเพราะหิวข้าว”

...............


ความหิวมี ๒ รูปแบบ หิวกายกับหิวใจ

กายไม่หิวหรอก ที่หิวนั้นมันหิวใจ

เพราะกายมันอยู่ได้ มันไม่ตายหรอก

รออีก ๒๔ ชั่วโมงแล้วมากินมันก็ไม่ตาย

แต่ที่มันจะตายก็คือกิเลส

 เพราะจิตใจมันแสนทรมานด้วยความหิวโหย

 บางทีน้ำตาไหลเพราะหิวข้าว อยากจะกินข้าว อยากจะกินนั่นกินนี่

 พอเห็นคนอื่นเขาอดอาหารทีละ ๓ วัน ๕ วัน

ก็คิดว่าเรายังไม่ได้อดเลยนี่ ก็เลยลองอดดู

 เวลาอดก็ต้องภาวนา เพราะถ้าไม่ภาวนาจิตจะฟุ้งซ่านมาก

จะคิดแต่เรื่องอาหาร การอดอาหารก็เป็นการบังคับใจให้ภาวนา

 เวลาอดอาหารนี่มันจะขยัน มันกลัวความทุกข์

ที่เกิดจากความคิดปรุงแต่งเกี่ยวกับเรื่องอาหาร

ก็พยายามนั่งสมาธิ พยายามเดินจงกรม

 ควบคุมจิตใจให้อยู่กับอารมณ์ที่เรากำหนดไว้

ให้อยู่กับอานาปานสติ ลมหายใจเข้าออก หรืออยู่กับพุทโธๆๆ

พอจิตไม่ได้คิดถึงเรื่องต่างๆ มันก็สงบตัวลง

 พอมันสงบปั๊บ ก็เกิดความอิ่มขึ้นมาในใจ

ถึงเข้าใจว่าทำไมพระท่านอดอาหารได้ตั้งหลายวัน

เพราะใจท่านไม่หิว มีภาวนาเป็นตัวคอยให้อาหารกับจิตใจ

 ส่วนร่างกายก็อาจจะมีความซูบผอม 

มีความรู้สึกว่าท้องเบา อะไรอย่างนี้ แต่ก็ไม่เป็นปัญหาใหญ่โตอะไร

 ปัญหาใหญ่โตอยู่ที่ใจมากกว่า

เมื่อตัวปัญหาที่ใหญ่โตนี้ได้รับการควบคุมดูแลไม่ให้กำเริบ

 ไม่ให้สร้างปัญหาแล้ว มันก็สบาย

เพียงแต่ว่าในขั้นตอนของการฝึกสมาธินั้น มันก็สงบเป็นระยะๆ

เป็นพักๆ ไม่สงบอย่างต่อเนื่อง พอออกจากสมาธิ

ก็โดดไปคิดเรื่องต่างๆได้อีก ถ้าไม่รู้จักใช้ปัญญา

 ก็จะไม่มีทางที่จะกำจัดความคิดที่อยากจะกินนี้ได้

 เมื่อยังไม่รู้จักใช้ปัญญา พอมันเริ่มทรมานใจ

 ก็กลับไปนั่งสมาธิอีก  กลับไปกำหนดพุทโธๆๆอีก

แต่ถ้ารู้จักใช้ปัญญา ก็จะสามารถกำจัดความอยากอาหารนี้ได้

 ด้วยการพิจารณาความเป็นปฏิกูลของอาหาร

ให้พิจารณาดูอาหารที่อยู่ในบาตร อาหารที่เข้าไปในปาก

 อาหารที่เคี้ยวแล้วก่อนที่จะกลืนเข้าไป

ถ้าว่ามันเอร็ดอร่อย ลองคายออกมาไว้ในช้อน

แล้วตักใส่เข้าไปในปากใหม่ จะทำได้ไหม

ทั้งๆที่เป็นอาหารที่แสนเอร็ดอร่อย ที่อยู่ในปากเมื่อสักครู่นี้

ที่กำลังจะกลืนเข้าไปในท้อง ส่วนใหญ่เราจะไม่เห็น

จะเห็นแต่เฉพาะช่วงที่มันอยู่ในจานเท่านั้นเอง

 เวลาที่ยกมาจากในครัวนี่เขาแต่งมา ดูแล้วแหมมันน่ากิน

 แต่ไม่คิดถึงเวลาที่มันไปคลุกกับน้ำลายในปาก

หรือในขณะที่รวมกันอยู่ในท้อง อาหารทุกชนิดไม่ว่าจะหวานจะคาว

 จะเป็นผลไม้หรือจะเป็นอะไรก็ตาม

ก็ต้องลงไปรวมอยู่ในที่เดียวกันหมด

พระบางรูปท่านจึงคลุกอาหารทุกอย่างในบาตรเลย

เพราะเดี๋ยวมันก็ต้องลงไปรวมกันอยู่ข้างล่าง นี่เป็นการปราบกิเลส

 ปราบการอยากในอาหาร แล้วหลังจากนั้นแล้ว

มันจะไม่ติดกับเรื่องอาหารอีกต่อไป

 เพราะเวลาหิวทีไรก็นึกถึงความเป็นปฏิกูลของมันขึ้นมา

 มันก็ถอยเลย นี่เรียกว่าอุบายของปัญญา

 ถ้าปัญญาทันแล้วต่อไปไม่ต้องนั่งสมาธิก็ได้

 ไม่ต้องหนีความทุกข์ที่เกิดจากความคิดปรุงแต่งเรื่องอาหาร

พอมันปรุงแต่งเรื่องอาหารปั๊บ ปฏิกูลก็จะโผล่ขึ้นมา

พอโผล่ขึ้นมาปั๊บกิเลสก็ถอยเลย

นี่คือเรื่องของใจเรา ที่ยังถูกอำนาจของความหลงครอบงำอยู่

ก็เลยกลายเป็นทาสของมันไปโดยไม่รู้ตัว คิดว่ากำลังหาความสุข

 แต่ความจริงแล้วกำลังเป็นทาส กิเลสมันสุขแต่ใจเราทุกข์

ความจริงกิเลสมันไม่มีตัวตน มันเป็นอาการของใจ

เพียงแต่เปรียบเทียบให้ฟังว่า กิเลสมันเป็นเหมือนกับเจ้านายเรา

 มันมีความสุข มันสั่งมันใช้เราให้หาสิ่งนั้นสิ่งนี้มาให้มัน

 เวลาที่หามาไม่ได้ ใจก็ทุกข์ ใจก็ถูกทำโทษ

 เวลาหามาได้เสร็จปั๊บ เดี๋ยวก็ถูกสั่งให้ไปหาอย่างอื่นมาอีก

 หาอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้น ไม่มีความเป็นอิสระ

อยู่ไม่เป็นสุข อยู่เฉยๆไม่ได้ เพราะกลัวกิเลส

พอมันสั่งอะไรปั๊บต้องรีบทำทันที

เหมือนกับมีแส้คอยฟาดใส่เราให้ทุรนทุราย

สังเกตดูเวลาอยากจะได้อะไร มันเป็นอย่างไร มันทุรนทุรายไหม

 กลัวว่าจะตายให้ได้ ถ้าไม่ได้ของที่อยากจะได้

 นั่นแหละเหมือนกับแส้ที่กิเลสมันฟาดมาที่ใจของเรา

ถ้าเราได้ยินได้ฟังวิธีการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า

ของพระสาวกทั้งหลายแล้วว่า นี่แหละคือวิธีที่จะปราบกิเลส

 ที่จะทำลายกิเลสได้ แล้วนำเอามาใช้ มาปฏิบัติ

รับรองได้ว่าไม่ช้าก็เร็วเราก็จะเป็นอิสระ

กิเลสจะไม่สามารถครอบงำเราได้

ไม่สามารถสั่งการให้เราทำอะไรได้อีกต่อไป.

.....................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต











ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 11 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2558 11:00:55 น.
Counter : 401 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....