Group Blog
All Blog
### บูชาบุคคลที่ควรบูชา ###


















“บูชาบุคคลที่ควรบูชา”

 

...................

 

 


การบูชาบุคคลที่สมควรแก่การบูชา

 บุคคลที่สมควรแก่การบูชาก็คือ

บุคคลที่มีพระคุณกับพวกเรานั่นเอง

 ผู้ใดที่มีพระคุณกับเราๆควรที่จะให้ความเคารพ

นับถือยกย่องสรรเสริญ

 ไม่ควรที่จะทอดทิ้งไม่ให้ความเคารพ ไม่ควรดูถูกดูแคลนดูหมิ่น

ผู้ที่มีพระคุณกับเรา เพราะผู้ที่มีพระคุณนี้

เขาทำแต่คุณทำแต่ประโยชน์ให้กับเรา

เช่นบิดามารดาของเราเป็นต้น

พวกเรามาอยู่อย่างนี้ได้ มาเป็นอย่างนี้ได้

เพราะพระคุณของบิดามารดาของพวกเรา

ถ้าท่านไม่ให้กำเนิดไม่ให้ร่างกายเราๆก็จะไม่มีร่างกายอยู่ในวันนี้

 ถ้าไปเจอพ่อแม่ใจร้ายพอตั้งครรภ์ปั๊ป ก็เอาไปรีดออก

ร่างกายก็จะไม่มี เราก็จะไม่มีร่างกาย

เราก็จะออกมาอยู่ในโลกนี้ไม่ได้

พอไปเกิดในท้องแม่ที่ใจร้ายทีไรเขาก็จะรีดออกไปทันที

แต่ที่พวกเรามามีร่างกายอยู่อย่างนี้ ได้ก็เพราะว่าเรามีพ่อแม่ที่ดีนั่นเอง

 พ่อแม่ที่มีความเมตตากรุณาแก่เรา

คลอดเราออกมาแล้วยังต้องเลี้ยงดูเราอีก

ลำบากลำบนกับการเลี้ยงดูทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

 เลี้ยงให้พวกเราเจริญเติบโตขึ้นมาแล้ว

ยังต้องเสียเงินเสียทองส่งเสียไปร่ำเรียนหนังสืออีก

ถ้าไม่มีพ่อแม่ที่มีเมตตาอย่างนี้

พวกเราจะไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ อย่างวันนี้

เราจึงควรรำลึกถึงพระคุณของพ่อแม่อยู่เสมอ

ไม่ใช่เฉพาะแต่วันสำคัญ เช่นวันพ่อหรือวันแม่เท่านั้น

เราควรจะรำลึกถึงท่านทุกวันเลยอย่างน้อยก็ทุกเช้าทุกเย็น

 เวลาตื่นนอนขึ้นมาก็ให้กราบพระแล้ว ก็กราบพ่อกราบแม่

เวลากราบก็ให้รำลึกถึงพระคุณของพ่อของแม่

 เพื่อเราจะได้มีความห่วงใยมีความคิดถึง

 แล้วพอเรามีเวลาว่างเราก็จะได้ไปหาหรือโทรศัพท์ไปคุย

สมัยนี้เราสามารถติดต่อกันได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

การที่ได้คุยทักทายพ่อแม่วันละครั้งนี้ จะทำให้พ่อแม่มีความสุขมาก

 เพราะเป็นเหมือนกับให้น้ำกับต้นไม้พ่อแม่จะมีอายุยืนยาวนาน

 ก็อยู่ที่ความรักความเคารพของลูกๆ นี่แหละ

ถ้าพ่อแม่ถูกลูกๆทอดทิ้ง ไม่ให้ความเคารพนับถือ

 พ่อแม่ก็จะมีความว้าเหว่ ไม่มีอารมณ์ที่อยากจะอยู่

ไม่รู้จะอยู่เพื่อใคร แต่ถ้ามีลูกๆนี้ก็จะทำให้มีกำลังใจ

ถ้ามีลูกกตัญญูที่คอยมาเหลียวแลมาคอยดูแลมาคอยรับใช้อยู่เรื่อยๆ

 จะทำให้พ่อแม่นั้นมีความสุข และอยากจะอยู่ไปนานๆ

 นี่คือการบูชาบุคคลที่สมควรแก่การบูชา

จะทำให้เรา เป็นคนที่เรียกว่าเป็นคนที่มีความกตัญญูกตเวที

คนเราจะเจริญได้นั้นต้องมีรากฐานที่ดี

รากฐานของคนดี รากฐานของความเจริญ

ก็อยู่ที่ความกตัญญูกตเวทีนี่เอง

ถ้าเราเป็นคนไม่มีความกตัญญู คนอื่นเขาไม่อยากจะสนับสนุน

ไม่อยากจะช่วยเหลือเรา เพราะช่วยไปแล้ว

ก็ไม่ได้มีความกตัญญู ต่อความช่วยเหลือของเขา

ช่วยไปเขาก็ไม่มีกำลังใจไม่ได้อะไรกลับมา

 แต่เราถ้าเรามีความกตัญญู แสดงความกตัญญู

แสดงความเคารพต่อผู้ที่มีพระคุณ ก็จะทำให้เขามีกำลังจิตกำลังใจ

 ที่อยากจะสนับสนุนเราส่งเสริมเรา

เพราะเขาเห็นว่าเราเป็นคนดีเป็นคนรู้จักบุญคุณของผู้อื่นนั่นเอง

คนที่ไม่รู้จักบุญคุณของผู้อื่นนี้เราเรียกว่าเป็นคนไม่ดี

ดังนั้นเราต้องรู้จักการบูชาบุคคลที่สมควรแก่การบูชา

คือบิดามารดาของพวกเรา

และสำคัญกว่าบิดามารดาของพวกเราก็คือ

การบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 เพราะการบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้

จะทำให้เราดีถึงขั้นสูงสุดเลย คือจะทำให้เราได้ไปเป็นพระอรหันต์

ทำให้เราไม่ต้องกลับมาเกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป

การบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้นบูชาด้วยอะไร

ก็บูชาด้วยการปฏิบัติบูชา

ด้วยการศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

แล้วก็นำเอาไปปฏิบัติตามคำสอน

พระพุทธเจ้าสอนให้เราทำบุญ ละบาป ชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์

ถ้าเราปฏิบัติตามได้ เราก็จะได้มงคลอันสูงสุดเลย

ก็คือจะได้ไปถึงพระนิพพาน

 ไปสู่การที่ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

เมื่อไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดก็จะไม่มีความทุกข์

จะมีแต่ความสุขเพียงอย่างเดียว.

.......................

ธรรมะในศาลา วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๘

“มงคลของชีวิต”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต











ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 21 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2558 10:37:38 น.
Counter : 375 Pageviews.

0 comment
### วิธีระงับดับความคิดฟุ้งซ่าน ###
















“วิธีระงับดับความคิดฟุ้งซ่าน”


ความคิดฟุ้งซ่าน คิดเรื่อยเปื่อย คิดแล้วก็ทำให้เกิดความวุ่นวาย

 ความวิตกกังวลอะไรต่างๆ ขึ้นมา อารมณ์ว้าวุ่นขุ่นมัวขึ้นมา

ก็เพราะเกิดจากการเผลอสติปล่อยให้ใจคิดไปก็ต้องใช้การเจริญสติ

จำเป็นจะต้องเจริญสติตลอดเวลา

 เพราะความคิดนี้เขาทำงานตลอดเวลา

 เขาจะหยุดก็ต่อเมื่อมีสติมาระงับไว้

เหมือนกับรถยนต์ที่วิ่งอยู่ ถ้าต้องการให้รถยนต์หยุดวิ่งก็ต้องใช้เบรค

 เหยียบเบรคไปเรื่อยๆ เหยียบไปจนกว่ารถยนต์จะหยุดวิ่ง

ถึงจะปล่อยเบรคได้ การเจริญสตินี้ก็เป็นเหมือนกับการใช้เบรค

 หยุดความคิดปรุงเเต่งต่างๆ ถ้ามีสติแล้ว

ความคิดปรุงเเต่งจะสงบตัวลงได้

ถ้าความคิดปรุงเเต่งหยุดสงบตัวลงได้ เราก็หยุดบริกรรมได้

 เช่น เราใช้คำบริกรรมพุทโธๆ เวลาที่ใจยังคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่

 เราก็ต้องใช้คำบริกรรมพุทโธๆเพื่อหยุดความคิดเหล่านั้น

 เวลาที่เราเริ่มต้นใหม่ๆนี้ ความคิดเขาจะไม่หยุดไปทันทีทันใด

เวลาที่เราบริกรรมพุทโธๆ มันเหมือนจะต้องเเข่งกัน

ความคิดเขาก็ยังคิดอยู่ เราก็ต้องใช้พุทโธมาแข่งกับเขา

เราไม่ต้องไปสนใจกับความคิดที่เรายังมีอยู่ที่เรายังดับไม่ได้

ให้เราสนใจอยู่กับคำบริกรรมพุทโธๆไปเรื่อยๆ

หรือถ้าเราใช้การดูร่างกายเป็นการสร้างสติ

เราก็คอยเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของร่างกาย

ไม่ว่าร่างกายกำลังทำอะไรก็ให้เฝ้าดูไป

อย่าไปสนใจกับความคิดต่างๆ ที่ยังอาจจะมีคิดอยู่

ให้สนใจอยู่กับงานที่ร่างกายที่กำลังทำอยู่

ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำอาบท่า ล้างหน้า แปรงฟัน

 หวีเผ้าหวีผม แต่งเนื้อแต่งตัวหรือทำภารกิจการงานต่างๆ

 ให้เฝ้าดูงานที่เรากำลังทำอยู่

ส่วนความคิดนั้นเขาจะคิดก็ปล่อยเขาคิดไปอย่าไปสนใจ

ถ้าเราไม่ไปสนทนากับความคิด เดี๋ยวความคิดเหล่านั้น

มันก็จะจางหายไปแล้วหมดไปเอง

 แต่ถ้าเรายังไปสนทนาหรือยังอยากให้มันหาย

 เราก็จะเกิดความหงุดหงิดเกิดความรำคาญใจขึ้นมาได้

เราต้องทำความเข้าใจว่า ความคิดเหล่านี้ก็เป็นอนัตตาเหมือนกัน

เป็นสิ่งที่เรายังห้ามไม่ได้ เมื่อยังห้ามไม่ได้ก็ปล่อยเขาคิดไป

สติของเรายังมีกำลังน้อย เหมือนรถที่แตะเบรคเพียงครั้งแรกนี้

ยังไม่สามารถทำให้รถหยุดอย่างสนิท ก็ต้องเหยียบเบรคไปเรื่อยๆ

เหยียบไปจนกว่ารถจะหยุดสนิทในที่สุด

เราก็บริกรรมพุทโธๆ ไปเรื่อยๆ

หรือเฝ้าดูการกระทำของร่างกายไปเรื่อยๆ

 อย่าไปกังวลอย่าไปสนใจกับความคิดปรุงเเต่งที่ยังคิดอยู่

 บริกรรมพุทโธ เฝ้าดูการกระทำต่างๆไป

เดี๋ยวไม่นานความคิดปรุงเเต่งมันก็จะจางหายไป

นี่ก็คือวิธีระงับดับความฟุ้งซ่านต่างๆ ต้องใช้สติเป็นเบื้องต้น

 ถ้าเราไม่รู้จักการใช้ปัญญา ถ้าเรารู้จักใช้ปัญญา

รู้จักคำว่า ไตรลักษณ์ เรานี้สามารถที่จะใช้ไตรลักษณ์นี้

มาระงับความคิดปรุงเเต่งที่เกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ได้

 เพราะเรื่องราวต่างๆ นั้นมันเป็นไตรลักษณ์ทั้งหมดนั่นเอง

 มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นสิ่งที่มีการเกิด การดับ

มีการเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา มีขึ้นมีลง มีเจริญ มีเสื่อม

 เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถที่จะไปควบคุมบังคับได้

 เวลาที่เราฟุ้งซ่านกับเรื่องราวต่างๆก็เพราะว่า เราไม่เห็นไตรลักษณ์

 เราจึงเกิดความอยากให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ขึ้นมา

พอไม่สามารถทำให้มันเป็นตามที่ต้องการได้ ใจก็จะฟุ้ง

ใจก็จะคิดหาวิธีการต่างๆ คิดอย่างไรมันก็จะไม่สามารถ

ที่จะไปทำให้เป็นไปตามความอยากได้

แต่ถ้ามองเห็นว่าเป็นไตรลักษณ์ ยอมรับความเป็นจริงว่า

มันเหนือวิสัยที่เราจะไปทำให้มันเป็นไปตามความต้องการของเราได้

ใจของเราก็จะหยุดคิด หยุดอยาก

 แล้วใจก็จะกลับมาเป็นปกติไม่ฟุ้งซ่าน

แล้วก็จะสามารถเจริญสติ เพื่อให้ใจเข้าสู่ความสงบได้

นี่ก็คือการแก้ปัญหาที่เรียกว่า ความคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ

.......................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๘

“นิวรณ์ ๕”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต











ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 19 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2558 10:45:54 น.
Counter : 400 Pageviews.

2 comment
### สมาธิแบบหมูขึ้นเขียง ###





















 สมาธิแบบหมูขึ้นเขียง

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

พระไพศาล วิสาโล เขียนเล่าเรื่อง

ในยุคนี้ไม่มีศิษย์หลวงปู่มั่นท่านใดที่ผู้คนรู้จัก

และเคารพนับถืออย่างกว้างขวางเท่า

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน หรือ พระธรรมวิสุทธิมงคล

ขณะเดียวกันท่านก็เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญ

ในการทำให้สาธุชนทั้งประเทศรู้จักหลวงปู่มั่น

และเลื่อมใสปฏิปทาของท่าน

หลวงตามหาบัวได้ยินกิตติศัพท์ของหลวงปู่มั่นตั้งแต่ยังเด็ก

เพราะหลวงปู่เคยมาจำพรรษาที่อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี

 ไม่ไกลจากบ้านเกิดของท่าน

ต่อมาเมื่อท่านอุปสมบทเพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่ตามประเพณี

 ได้ศึกษาพุทธประวัติและประวัติพระอรหันต์แล้ว

 ก็เกิดความเลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่างจริงจัง

ปรารถนาความพ้นทุกข์ แต่ท่านเห็นว่าควรศึกษาปริยัติธรรมก่อน

 จะได้เข้าใจวิธีการปฏิบัติ

เจ็ดพรรษาแรกของท่านจึงเป็นช่วงแห่งการเล่าเรียนปริยัติธรรม

 เมื่อสำเร็จเปรียญธรรม ๓ ประโยค

ท่านก็มุ่งหน้าสู่การปฏิบัติอย่างเต็มที่

โดยบุคคลแรกและบุคคลเดียวที่ท่านปรารถนา

ให้เป็นครูบาอาจารย์ก็คือ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ท่านได้จาริกข้ามจังหวัดจนได้พบหลวงปู่มั่นที่จังหวัดสกลนคร

 ซึ่งตอนนั้นอยู่ในช่วงปัจฉิมวัยแล้ว

 เมื่อได้ศึกษากับท่านก็รู้สึกประทับใจ และมั่นใจว่า

 “นี่แหละอาจารย์ของเรา” ท่านจึงตั้งสัจจะอธิษฐานว่า

จะไม่หนีจากหลวงปู่มั่นจนกระทั่งวันที่ท่านล่วงลับ

 หลวงปู่มั่นแนะนำพระหนุ่มว่าให้ยกปริยัติไว้ก่อน

แล้วการปฏิบัติจะประสานกลมกลืน

 นับแต่นั้นท่านก็ทำความเพียรอย่างจริงจัง หักโหมทั้งร่างกายและจิตใจ

นั่งสมาธิจนถึงรุ่งเช้าติดต่อกันหลายวันอยู่เนือง ๆ

เป็นเช่นนี้ตลอดสองพรรษาแรกที่ได้อยู่กับหลวงปู่มั่น

เมื่อถึงพรรษาที่สิบแห่งการบวช จิตของท่านก็เป็นสมาธิอย่างมั่นคง

ท่านได้พูดถึงภาวะตอนนั้นว่า “สมาธิมีความแน่นหนามั่นคง

ถึงขนาดที่ว่าจะให้แน่วอยู่ในสมาธินั้นสักกี่ชั่วโมงก็อยู่ได้

และเป็นความสุขอย่างยิ่งจากการที่จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน รำคาญ

ไม่อยากจะออกยุ่งกับอะไรเลย ตาก็ไม่อยากดู หูก็ไม่อยากฟัง

เพราะมันเป็นการยุ่งรบกวนจิตใจให้กระเพื่อมเปล่า ๆ”

ท่านเล่าว่า “เราติดสมาธิอยู่ถึง ๕ ปี จิตสงบแน่วแน่ ไม่หวั่นไหว

ดั่งภูผาหิน อยู่ที่ไหนสงบสบายหมด”

ความสุขที่เกิดขึ้นจากสมาธิทำให้ท่านเข้าใจว่า “นี่ละจะเป็นนิพพาน”

ท่านจึงหยุดนิ่ง ไม่ก้าวสู่การเจริญปัญญา

เพื่อถอดถอนกิเลสให้สิ้นซาก

ไม่ว่าจาริกไปไหน จิตของท่านก็แน่วแน่อยู่ในสมาธิ

อาการดังกล่าวอยู่ในความรับรู้ของหลวงปู่มั่นโดยตลอด

วันหนึ่งท่านจึงเรียกพระมหาบัวมาแล้วถามว่า

“เป็นยังไงท่านมหา จิตสงบดีอยู่เหรอ?”

“สงบดีอยู่ สงบดีอยู่ครับ”

หลวงปู่มั่นนิ่งสักพัก ก็ถามอีกว่า “เป็นยังไงจิตสงบดีอยู่เหรอ?”

“สงบดีอยู่ครับ”

และแล้วหลวงปู่มั่นก็พูดเสียงแข็ง สีหน้าเอาจริง

 “ท่านจะนอนตายอยู่นั่นเหรอ?”

“สมาธิมันเหมือนหมูขึ้นเขียง มันถอดถอนกิเลสตัณหาที่ตรงไหน?

สมาธิทั้งแท่งเป็นสมุทัยทั้งแท่ง ท่านรู้ไหม?

สุขในสมาธิเท่ากับเนื้อติดฟัน

เนื้อติดฟันเรามันเป็นสุขที่ไหน? ท่านรู้ไหม?”

ฝ่ายพระหนุ่มก็แย้งว่า “ถ้าว่าสมาธิเป็นสมุทัยทั้งแท่ง

 แล้วสัมมาสมาธิจะให้เดินที่ไหนในมรรคแปด”

หลวงปู่มั่นตอบว่า “มันก็ไม่ใช่สมาธิตายนอนตายอยู่อย่างนี้ซิ

สมาธิของพระพุทธเจ้า ไม่ได้เป็นเหมือนสมาธิแบบหมูขึ้นเขียง

อย่างท่านนี่นะ สมาธิของพระพุทธเจ้า สมาธิต้องรู้สมาธิ

 ปัญญาต้องรู้ปัญญา อันนี้มันเอาสมาธิเป็นนิพพานเลย

มันบ้าสมาธินี่ สมาธินอนตายอยู่นี้เหรอ เป็นสัมมาสมาธิน่ะ

เอ้า ๆ พูดออกมาซิ”

การสนทนาแบบร้อนแรงอย่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย

ในสำนักของหลวงปู่มั่น หลวงตามหาบัวเล่าว่า

ตอนนั้นพระทั้งวัดแตกฮือกันมายืนอออยู่ใต้ถุนกุฏิ

เพื่อฟังการโต้เถียงระหว่างท่านกับหลวงปู่มั่น

หลังจากที่โดนอาจารย์สั่งสอนอย่างแรง พระหนุ่มก็ได้คิด

หลวงตามหาบัวพูดถึงความรู้สึกตอนนั้นว่า

 “พอท่านซัดเอา เราก็หมอบ พอลงมาจากกุฏิท่านแล้ว

ก็มาตำหนิตัวเอง เราทำไมจึงไปซัดกับท่านอย่างนี้

เรามาหาท่านเพื่อหวังเป็นครูเป็นอาจารย์

มอบกายถวายตัวกับท่านแล้ว แล้วทำไมจึงต่อสู้กับท่านแบบนี้ล่ะ

ถ้าเราเก่งมาหาท่านทำไม ถ้าไม่เก่งไปเถียงท่านทำไม”

นับแต่นั้นท่านก็ออกจากสมาธิ หันมาพิจารณาธาตุขันธ์

 ปัญญาก็เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะมีสมาธิเป็นฐานอยู่แล้ว

 ทำให้สามารถแก้กิเลสได้เป็นลำดับ ท่านได้เห็นด้วยตัวเองว่า

 กิเลสนั้นแก้ไม่ได้ด้วยสมาธิ แต่ต้องแก้ด้วยปัญญาต่างหาก

ข้อสรุปดังกล่าวทำให้การทำกรรมฐานของท่านก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

 จนสามารถรื้อถอนกิเลสได้ในที่สุด

เมื่อย้อนระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น

หลวงตามหาบัวกล่าวด้วยความซาบซึ้งในบุญคุณของหลวงปู่มั่นว่า

“หากไม่มีท่านอาจารย์มั่นมาฉุดมาลากออกไป ก็จะติดสมาธิอยู่เช่นนี้

กระทั่งวันตายเลยทีเดียว”




.....................




ขอบคุณที่มา fb. วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 18 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2558 12:34:47 น.
Counter : 202 Pageviews.

0 comment
### ปัญญาที่ดับความทุกข์ได้ ###
















“ปัญญาที่ดับความทุกข์ได้”

.............................

 

ภาวนามยปัญญานี้เป็นปัญญาที่ดับความทุกข์ได้

 เพราะมีทั้งสมถภาวนาและมีวิปัสสนาภาวนา

พิจารณาเห็นไตรลักษณ์ แล้วมีความสงบเป็นเครื่องอยู่อาศัย

 พอเห็นอะไรเป็นทุกข์ก็จะปล่อยได้วางได้

แต่ถ้าไม่มีสมาธิ ไม่มีสมถภาวนา เห็นอะไรเป็นทุกข์ก็ยังปล่อยไม่ได้

ยังอยากได้อยู่ ถึงแม้ว่าจะเป็นทุกข์อย่างน้องมันก็มีสุข

 สุขตอนที่ได้เสพใหม่ๆ แต่ต่อไปมันจะหมดไป

หรือเวลาที่ร่างกายแก่เจ็บตายไปนี้

มันจะไม่สามารถที่จะเสพความสุขทางรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะได้

อันนี้ถ้าพิจารณาอยู่เรื่อยๆก็เป็นการเตือนใจสอนใจให้เห็นโทษ

ของการเสพรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

ให้เห็นโทษของการที่อยากจะให้มีความเจริญในลาภยศ สรรเสริญสุข

 ให้เห็นโทษว่าความอยากไม่ให้ลาภยศ สรรเสริญสุขเสื่อมนี้

 จะเป็นเหตุที่จะทำให้เกิดความทุกข์ใจ

เพราะว่าผู้ที่พิจารณาทางปัญญา จะเห็นความจริง

และรู้ว่าเป็นความจริงที่จะไม่มีใครมาลบล้างได้

ก็คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เช่นพระอัญญาโกณฑัญญะที่ท่านเปล่งวาจาออกมาว่า

 ธรรมใดมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

ธรรมเหล่านั้นย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา

เห็นการดับของสภาวธรรมทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นลาภยศ สรรเสริญสุข

 ไม่ว่าจะเป็นร่างกายของตนเองหรือของผู้อื่น

 จะต้องพบกับความเสื่อม พบกับความสิ้นสุด

แต่ถ้าเห็นด้วยปัญญาแล้วไม่อยากจะเจอกับความทุกข์ก็ง่าย

เพียงแต่ปล่อยวางเขาไปเท่านั้นเอง

 อย่าไปอยากให้เขาไม่เสื่อม อย่าไปอยากให้เขาเจริญ

 ปล่อยไปตามความเป็นจริง จะเสื่อมก็ปล่อยให้เสื่อมไป

จะเจริญก็ปล่อยให้เจริญไป

 เพราะในโลกนี้มีสาเหตุมีปัจจัยที่ทำให้ลาภยศ สรรเสริญสุขนี้

 มีการเจริญมีการเสื่อมไป

ร่างกายนี้ก็ปัจจัยที่ทำให้เจริญทำให้เสื่อมไป

เมื่อยังไม่ถึงเวลาที่จะเสื่อม ก็อย่าไปอยากให้มันเสื่อม

พออยากแล้วก็จะทุกข์

เช่นบางคนไม่อยากจะแก่ ไม่อยากจะเจ็บ ไม่อยากจะเป็นโรคนั้นโรคนี้

 พอเป็นก็จะหาวิธีฆ่าตัวตายกัน อันนี้เพราะตัณหาความอยาก

อยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย

แล้วการฆ่าตัวตายนี้ ก็ไม่เป็นการดับความทุกข์

เพราะความทุกข์นี้ไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย ความทุกข์นี้อยู่ที่ใจ

ที่เกิดจากความอยากคือ ภวตัณหา วิภวตัณหานี่เอง

ดังนั้นถ้าพิจารณาด้วยปัญญาแล้ว ถ้ามีสมาธิก็จะปล่อยวางได้

จะยอมรับกับสภาพของการเจริญและการเสื่อมได้

จะไม่หวั่นไหวเวลามีอะไรเสื่อมไป

จะไม่ดีอกดีใจเวลามีอะไรจะเจริญขึ้นมา

เพราะจะเห็นว่าการเจริญนี้ก็เพื่อไปสู่ความเสื่อมนี่เอง

 เพราะว่าไม่มีอะไรที่เจริญแล้วจะไม่เสื่อม ยกเว้นธรรม

ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปฏิบัติเท่านั้น

 อันนี้เป็นธรรมที่อยู่ภายในใจ ต่างกับธรรมที่อยู่ภายนอก

สภาวธรรมที่อยู่ภายนอกใจนี้มีเจริญมีเสื่อม

 แต่ธรรมที่มีอยู่ภายในใจ เช่นสติ สมาธิ ปัญญา นี้จะไม่วันเสื่อม

 เพราะว่าจะสามารถดูแลรักษามันได้นั่นเอง

ถ้ามีสติแล้วก็จะสามารถเข้าสมาธิได้ทุกครั้งทุกเวลา

แล้วถ้ามีปัญญาก็จะสามารถที่จะตัดความอยากต่างๆ

 ที่ทำให้เกิดความทุกข์ใจได้ จนไม่มีความทุกข์ใจหลงเหลืออยู่

ใจก็จะเป็นใจที่มีแต่บรมสุข ปรมัง สุขัง

อันนี้เกิดจากการเจริญสติ เจริญสติเพื่อให้ได้สมาธิ

 เมื่อได้สมาธิแล้วก็พิจารณาสภาวธรรมทั้งปวงว่า

 เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือเป็นอสุภะ

ถ้ามีความอยากที่จะเสพกามกับผู้อื่น

เวลาเห็นรูปร่างหน้าตาของผู้อื่นแล้ว เห็นว่าน่ารักน่าชื่นชม

ก็อยากจะเกิดกามารมณ์ขึ้นมา

แต่ถ้าหมั่นพิจารณาอสุภะอยู่เรื่อยๆ

 ดูส่วนอื่นที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

คือเราจะเห็นแต่เฉพาะอาการ ๕ อาการ

เห็นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เท่านั้น เราก็ต้องดูอาการอื่น

 สมัยก่อนเขาก็ไปป่าช้ากัน สมัยนี้ก็ไปโรงพยาบาล

ไปดูการผ่าศพก็ได้ หรือดูหนังสือที่เขาถ่ายรูปมาให้มันฝังอยู่ในใจเรา

 ถ้ามันฝังอยู่ในใจเรา เวลาเห็นภาพสวยๆงามๆ

ไอ้ภาพไม่สวยไม่งามเหล่านี้มันจะออกมาต้านมาลบทันที

ความอยากก็จะไม่มีโอกาสที่จะโผล่ขึ้นมาได้

อันนี้ก็คือเรื่องของการพิจารณาอสุภะ

ส่วนการพิจารณาอาหาเรปฏิกูลสัญญา

อันนี้ก็แก้ปัญหาเรื่องการรับประทานอาหารแบบไม่มีขอบไม่มีเขต

 คือไม่ได้รับประทานเพื่ออยู่ แต่อยู่เพื่อรับประทาน

อันนี้ถ้าพิจารณาความเป็นปฏิกูลของอาหาร

เช่นเวลาที่เข้าไปในปาก ลองนึกถึงภาพอาหารที่เข้าไปในปาก

ถูกเคี้ยวบดผสมกับน้ำลาย หรือเวลาเข้าไปในท้อง

แล้วเวลาอาเจียนออกมา หรือเวลาขับถ่ายออกมา

นี่คืออาหาเรปฏิกูล ให้ดูส่วนที่เป็นปฏิกูลของอาหาร

อาหารมันมีทั้ง ๒ ส่วนที่น่าดูน่ากิน

 เวลาพ่อครัวแม่ครัวเขาทำมานี้

เขาจัดประดิษฐ์ประดอยมาอย่างพิสดาร

คนเห็นปั๊บนี้น้ำลายไหล อยากจะกินทันที

 แต่คนที่มีอาหาเรปฏิกูลสัญญานี้จะไม่มีความอยาก

 จะกินก็ต่อเมื่อถึงเวลา กินเพื่ออยู่แต่ไม่ได้อยู่เพื่อกิน

 อันนี้ก็จำเป็นเพราะผู้ปฏิบัติบางทีก็ติดกับเรื่องอาหาร

 แล้วบางทีก็รับประทานอาหารมากเกินไป

 ทำให้เกิดนิวรณ์คือความง่วงเหงาหาวนอน

ทำให้เกิดความเกียจคร้านขึ้นมา

ผู้ปฏิบัติบางท่านถึงกลับอดอาหารไปเลยให้มันรู้แล้วรู้รอดไป

 ไม่รับประทานอาหาร ๓ วันบ้าง ๕ วันบ้าง

เวลาไม่ได้รับประทานอาหารนี้สติ สตังมันจะดี

 เพราะมันจะต้องคอยควบคุมความคิดปรุงเเต่ง

ไม่ให้คิดปรุงเเต่งไปหาอาหารนั่นเอง

เพราะถ้าคิดไปถึงหาอาหารแล้วมันจะอยากกินน้ำลายไหล

หรือถ้ามันจะคิดไปหาอาหารก็ต้องหาอาหารที่ไม่น่ารับประทาน ไม่น่าดู

 คือพิจารณาปฏิกูลของอาหาร ความสกปรกของอาหาร

 พอมันเข้าไปในร่างกายเรานี้มันกลายเป็นของสกปรกไปแล้ว

ถ้าบ้วนออกมาอาเจียนออกมานี้

เราจะไม่เอากลับเข้าไปในร่างกายอีกแล้ว

ทั้งๆที่เวลาอยู่ในปากอยู่ในท้องนี้ มันเอร็ดอร่อย

แต่พอมันออกมาให้เราเห็นความสกปรกของมัน

เราก็จะไม่กล้าตักเข้าไปอีก

อันนี้ก็เป็นการควบคุมความอยากในการรับประทานอาหาร

 ที่ผู้ที่ปฏิบัติมักจะเจอปัญหากัน ต้องยอมทุกข์กับเรื่องของร่างกาย

เพื่อความสุขของใจ ถ้าสุขทางร่างกายแล้วใจก็จะทุกข์

เพราะว่าความสุขของร่างกายนี้เกิดจากตัณหา

เกิดจากการทำตามตัณหาความอยาก

อยากดื่ม อยากรับประทาน ก็ดื่มได้เลย ดื่มเสร็จก็มีความสุข

แต่เดี๋ยวไม่นานก็อยากรับประทานอีก

 ถ้าปล่อยให้ดื่มให้รับประทานแบบ ไม่มีขอบไม่เขต

เดี๋ยวร่างกายก็จะต้องมีปัญหา น้ำหนักจะเกิน มีโรคภัยต่างๆ ตามมา

น้ำตาลก็มากเกินไป ไขมันก็สูงความดันก็สูง

 เกิดจากการรับประทานอาหารแบบไม่มีขอบไม่มีเขตนี่เอง

นี่ก็คือวิปัสสนาหรือปัญญาในรูปแบบต่างๆ

ที่มีความจำเป็นจะต้องเอามาใช้ในการที่จะหยุดความอยากต่างๆ

 ถ้ามีความอยากในการเสพกามกับผู้อื่นก็ต้องพิจารณาอสุภะ

ดูร่างกายของคนที่เราอยากจะเสพกาม ดูเข้าไปข้างใน

 ดูอาการ ๓๒ ถ้าอยากจะรับประทานอาหาร

ก็พิจารณาความสกปรกของอาหาร

ถ้าอยากให้สิ่งที่ไม่เที่ยงนี้เที่ยงก็ต้องพิจารณาความไม่เที่ยง

ความไม่แน่นอนของสิ่งต่างๆ ถ้าไม่พิจารณามันจะลืมมันจะหลง

 ที่ต้องพิจารณาอยู่เนืองๆ เพราะว่าจิตของพวกเรานี้

ถูกความหลง ดึงให้ไปคิดถึงสิ่งที่เที่ยง เรามีอะไรนี้เรามักจะคิดเสมอว่า

 จะอยู่กับเราไปเรื่อยๆ จะเป็นของเราไปเรื่อยๆ

 แต่พอเขาจากเราไป เวลาเขาเสื่อมไป เราก็จะต้องเสียอกเสียใจ

แต่ถ้าเราพยายามคิดอยู่เรื่อยๆ ว่าสิ่งต่างๆ ที่เราได้มา

สิ่งต่างๆ ที่เรามีอยู่ ไม่ช้าก็เร็วก็จะต้องมีการพลัดพรากจากกัน

 ถ้าเราคิดอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ เราก็จะไม่ลืม

แล้วเราก็จะไม่เกิดความอยากให้สิ่งต่างๆ อยู่กับเราเจริญไปเรื่อยๆ

 เพราะเรารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีเจริญก็ต้องมีเสื่อมไป

 ทุกสิ่งทุกอย่างไม่อยู่ภายใต้การควบคุมบังคับของเราได้

แม้แต่ร่างกายของเรานี้ เราก็ควบคุมบังคับเขาไม่ได้

ก็ดูแลไปได้ในระดับหนึ่ง เช่นพาเขารับประทานอาหาร

พาเขาไปทำธุรกิจต่างๆ แต่เวลาที่เขาเจ็บไข้ได้ป่วยนี้

เราไม่สามารถที่จะหยุดเขาได้ หรือเวลาที่เขาแก่ เวลาที่เขาตาย

เราไม่สามารถห้ามเขาได้ เพราะเขาเป็นอนัตตา

 เช่นเดียวกับสิ่งต่างๆ เป็นอนัตตาหมด

ลาภยศ สรรเสริญ สุขนี้ก็เป็นอนัตตา

 ลาภนี้ไม่ใช่ของเราวันดีคืนดีมันก็จะจากเราไปได้

 หรือวันดีคืนดีเราก็จากเขาไปได้

อันนี้ต้องหมั่นพิจารณาอยู่เรื่อยๆ

เวลาที่เกิดจากการพลัดพรากจากกัน จะไม่เสียหลัก จะไม่ทุกข์

 จะสบาย อยู่กับการสูญเสียได้อย่างไม่สะทกสะท้าน

นี่คือการเจริญปัญญา ปัญญานี้ก็อย่างที่พูดไว้มี ๓ ระดับ

 ระดับแรกเรียกว่า ปัญญาที่เกิดจากการได้ยินได้ฟัง สุตมยปัญญา

 เพราะเราไม่มีปัญญาในตัวเรา ที่เราไปโรงเรียน

 ไปเรียนหนังสือเพราะว่าเราไม่มีความรู้ไม่มีปัญญา

 เราก็ต้องไปเรียนรู้จากผู้อื่น แต่การไปโรงเรียนนี้

มันเป็นการไปเรียนรู้ทางโลก ไม่ได้เรียนรู้ทางธรรม

 ถ้าอยากจะเรียนรู้ทางธรรม ก็ต้องมาฟังเทศน์ฟังธรรม

 หรือมาอ่านหนังสือธรรมะของพระพุทธเจ้า ของครูบาอาจารย์ต่างๆ

 เราก็จะได้มีความรู้ว่าความทุกข์ของเรานี้

เกิดจากความอยากต่างๆของเรานั่นเอง

และการที่จะดับความทุกข์ต่างๆ ได้ เราก็ต้องมีสติเพื่อให้เกิดสมาธิ

และเมื่อเราเกิดสมาธิแล้ว เราก็จะสามารถใช้ปัญญา

ที่เราวิเคราะห์อยู่ อย่างไม่ลืมเราก็สามารถเอามาใช้ได้เลย

เช่นเวลาเราสูญเสียบุคคลที่รักไป หรือสิ่งที่รักไป

 ถ้าเราพิจารณาอยู่เรื่อยๆ ถ้าเรามีสมาธิ จิตของเราจะรู้สึกเฉยๆ

 เพราะมีอุเบกขานั่นเอง แต่ถ้าไม่มีสมาธินี้จิตจะแกว่งทันที

จะแกว่งไปทางดีใจ แกว่งไปทางเสียใจได้อะไรมาก็ดีใจ

พอเสียอะไรไปก็จะเสียใจ ก็ต้องพยายาม

ตอนต้นก็ต้องฟังก่อน อย่างวันนี้มาฟังธรรม

เพื่อจะได้รู้ว่า ต้องปฏิบัติอะไรก่อน ต้องเจริญอะไรบ้าง

 ต้องเจริญสติเพื่อให้เกิดสมาธิ แล้วก็ได้สมาธิแล้วก็พิจารณา

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในสภาวธรรมทั้งปวง

 เพื่อให้รู้ทันว่าสิ่งต่างๆ นี้เขาจะต้องมีการเปลี่ยนไป

มีการจากเราไป ถ้าเรารู้เราไม่ลืม เวลาเขาจากเราไป เราก็จะไม่เสียใจ

 ถ้าเรามีอุเบกขาที่เกิดจากการนั่งสมาธิ

ถ้าไม่มีอุเบกขา ต่อให้เราพิจารณาอยู่เรื่อยๆ

พอเกิดเวลาสูญเสียขึ้นมานี้ก็ทำใจไม่ได้

 แต่ก็ยังจะดีกว่าคนที่ไม่พิจารณาเลย

 อาจจะเสียหลักไปแค่ ชั่วโมงสองชั่วโมงหรือวันสองวัน

แต่ถ้าคนไม่มีสติไม่มีสมาธิไม่มีปัญญาเลยนี้ บางทีเสียสติไปเลย

เพราะการสูญเสียสิ่งที่รัก บุคคลที่รักนี้มันสุดแสนจะทรมานใจ

 บางคนนี้ใช้เวลาเป็นปีกว่าจะยอมรับกับสภาพที่เสียไปได้

นี่คือเรื่องของสติที่เป็นจุดเริ่มต้นของธรรมทั้งหลาย

 ถ้ามีสติแล้วก็จะสามารถนั่งสมาธิได้

เวลาก่อนจะมานั่งสมาธินี้ต้องฝึกสติอยู่เรื่อยๆ

ให้ควบคุมใจให้อยู่กับอารมณ์เดียว อยู่กับพุทโธหรืออยู่กับร่างกาย

การที่จะทำอย่างนี้ได้ ต้องอยู่แบบนักบวชเท่านั้นแหละ

 เพราะว่าถ้าอยู่แบบฆราวาสญาติโยมนี้ จะมีภารกิจการงานต่างๆ

 มีเรื่องราวต่างๆ ให้มาคิดอยู่เรื่อยๆ จิตก็จะไม่ตั้งมั่นอยู่กับเรื่องเดียว

 ถ้าอยากจะได้สติ ต้องไปปลีกวิเวกอยู่แบบพระปฏิบัติ

 ท่านไปอยู่ในป่าในเขา พระพุทธเจ้าท่านก็ออกจากวังไป

 แล้วก็ไปเจริญสติ เพื่อให้ได้สมาธิ

หลังจากได้สมาธิแล้วก็ใช้ความสามารถของพระองค์เอง

 พิจารณาหาสาเหตุว่าความทุกข์ใจนั้น เกิดจากอะไร

ในที่สุดก็ทรงค้นพบพระอริยสัจ ๔ พบว่า

ความทุกข์ใจเกิดจากความอยาก ๓ ประการ

ความอยากในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

ความอยากให้มันเจริญให้ทุกสิ่งที่เรารักเราชอบมันเจริญ

และเราอยากให้สิ่งที่เราไม่รัก สิ่งที่เรารักไม่ให้เสื่อม

 อันนี้เรียกว่า ภวตัณหา วิภวตัณหา

พอทรงเห็นแล้ว พระองค์ก็เลยทรงหยุดตัณหาต่างๆ

เพราะว่ามันไม่มีความสำคัญกับจิตที่มีอุเบกขา

จิตที่มีความสุขจิตที่มีอุเบกขา มีความสุขนี้ไม่ต้องมีอะไรก็ได้

 นี่คือวิธีการเจริญสติ ถ้ามีสติควบคุมจิต ไม่ให้คิดลอยไปลอยมาได้

ให้ตั้งอยู่ในปัจจุบันอยู่เรื่อยๆ เวลานั่งสมาธิมันก็จะไม่ลอยไปลอยมา

 มันจะไม่ฟุ้ง แล้วมันก็จะเข้าสู่ความสงบได้อย่างง่ายดาย

เมื่อเข้าสู่ความสงบได้แล้วก็พยายามทำบ่อยๆ ให้มันอยู่นานๆ

เพราะทำครั้งสองครั้งนี้ยังไม่พอต้องพยายาม

 ทำให้มันมีอยู่ตลอดทั้งวันเลย เรียกว่า สมาธิไม่เสื่อม

 ออกมาจากสมาธิก็จะมีอุเบกขา ประคับประคองใจไปเรื่อยๆ

ถ้ามีอุเบกขาประคับประคองใจ ก็สามารถพิจารณาปัญญา

 พิจารณาไตรลักษณ์ พิจารณาความเสื่อมของสิ่งต่างๆ

แล้วก็จะสามารถปล่อยวางความอยากต่างๆได้

 อันนี้ก็คือเรื่องของปัญญา ปัญญานี้ต้องพิจารณาอยู่เรื่อยๆ

 เพราะเวลาที่เราไม่พิจารณานี้กิเลสมันจะมาพิจารณาแทนทันที

ถ้าเราไม่พิจารณาถึงความเสื่อม ไม่พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 กิเลสมันมันจะมาให้เราพิจารณานิจจัง สุขัง อัตตา

เห็นอะไรก็ว่ามันเที่ยงแท้แน่นอน เห็นอะไรก็เป็นความสุข

เห็นอะไรก็เป็นของเรา ถ้าเราไม่พิจารณาปั๊บ

มันจะกลับไปทางนั้นทันที เพราะมันคิดอย่างนี้มาไม่รู้กี่ล้านชาติแล้ว

 ดังนั้นการที่จะหยุดความคิดแบบนั้น เราก็ต้องคิดอยู่เรื่อยๆ

คิดอยู่กับไตรลักษณ์อยู่เรื่อยๆ คิดอยู่กับอสุภะอยู่เรื่อยๆ

 คิดอยู่กับอาหาเรปฏิกูลสัญญาอยู่เรื่อยๆ

 ถ้าเราคิดอยู่เรื่อยๆ แล้วเราจะไม่หลงไม่ลืม

แล้วเราก็จะปล่อยวางความทุกข์ต่างๆ ปล่อยวางความอยากได้

 แต่ถ้าเราไม่พิจารณา เดี๋ยวเราจะไปอยาก

ให้มันเป็นนิจจัง สุขัง อัตตา พอไม่เป็นก็จะเครียดก็จะทุกข์ขึ้นมา.


............................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต












ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต




Create Date : 18 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2558 12:09:13 น.
Counter : 370 Pageviews.

0 comment
### สิ่งที่ผู้ปฏิบัติต้องเจริญให้มาก ###















“สิ่งที่ผู้ปฏิบัติต้องเจริญให้มาก”

สิ่งที่ผู้ปฏิบัติต้องเจริญให้มาก คือวิริยะ ความพากเพียร

 พยายามปฏิบัติตลอดเวลา ยกเว้นเวลาที่หลับเท่านั้น

 สิ่งที่เราสามารถปฏิบัติได้ตลอดเวลา ยกเว้นเวลาที่หลับ ก็คือ

การเจริญสติ เราสามารถเจริญสติได้ในทุกอิริยาบถ

ของทุกการเคลื่อนไหวของร่างกาย ไม่ว่าร่างกายจะทำอะไร

เราสามารถเจริญสติได้ ถ้าใจของเราจดจ่อ

อยู่กับการกระทำของร่างกายเพียงอย่างเดียว

ไม่ปล่อยให้ใจไปอยู่ที่อื่น ไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้

ไปอยู่ในอดีต หรือไปอยู่ในอนาคตให้ดึงใจให้อยู่ในปัจจุบัน

ปัจจุบันธรรมนี่แหละเป็นธรรมที่ทำให้เกิดธรรมต่างๆ ขึ้นมา

 ไม่ว่าจะเป็นสติ สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะนี้

จะเกิดขึ้นก็เกิดในปัจจุบันไม่เกิดในอดีต ไม่เกิดในอนาคต

 ถ้าจิตส่งไปอดีต หรือส่งไปอนาคต จะไม่ได้ธรรมที่ต้องการ

อย่างพระอานนท์นี้ตอนที่ท่านบำเพ็ญ

หลังจากที่พระพุทธเจ้า ได้ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว

 ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงจากไป

 พระองค์ทรงปลอบใจพระอานนท์ที่มีความเศร้าโศกเสียใจ

 ที่ได้รู้ว่าพระพุทธเจ้าจะจากไป พระพุทธเจ้าก็ทรงบอกว่า

อานนท์หลังจากที่เราจากเธอไปแล้ว ภายใน ๓ เดือน

 เธอก็จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ เธอจะได้หลุดพ้น

จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างแน่นอน

คำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้านี้จึงฝังอยู่ในใจของพระอานนท์มาตลอด

ทำให้มีกำลังใจที่จะบำเพ็ญ พอหลังจากที่พระพุทธเจ้าจากไปแล้ว

 พระอานนท์ก็ไปปลีกวิเวก ไปบำเพ็ญอยู่ตามลำพังจนถึงคืนสุดท้าย

 การบำเพ็ญก็ยังไม่ได้บรรลุผล

 จนทำให้พระอานนท์นี้เริ่มเกิดความวิตกกังวลขึ้นมาว่า

คำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้านั้นคงจะไม่ศักดิ์สิทธิ์เสียแล้ว

 เพราะว่าได้บำเพ็ญมาตลอดเวลานี่ก็เกือบจะครบ ๓ เดือนแล้ว

 พอสว่างนี้ก็จะครบ ๓ เดือนแล้ว แต่ยังไปไม่ถึงไหน

 ยังไม่ได้ทำอะไรเลย นี่แสดงว่า

จิตของพระอานนท์กำลังไปอยู่ในอดีต ไปอยู่ในอนาคต

 อดีตก็คือคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้า

 อนาคตก็คือเวลาที่จะครบ ๓ เดือน

 จิตก็วิ่งไปวิ่งมาอยู่ระหว่างอดีตกับอนาคต ไม่ได้ตั้งอยู่ในปัจจุบัน

 จิตก็เลยไม่บรรลุผลขึ้นมา แต่พอใกล้จะสว่าง

 พระอานนท์ก็เลย ปลงว่าคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าครั้งนี้

 คงไม่ศักดิ์ศิทธิ์อย่างแน่นอน ตนเองนี้คงไม่มีทาง

ที่จะได้บรรลุอย่างแน่นอน เพราะมันใกล้จะสว่างแล้ว

 พยายามเดินจงกรม นั่งสมาธิอย่างไร มันก็ไม่บรรลุเสียทีก็เลยหยุด

 ปลง คิดว่า ชาตินี้คงจะไม่ได้บรรลุแล้ว ก็เลยเตรียมตัวที่จะนอน

 ในระหว่างที่จะนอนนั้นระหว่างท่านั่งกับท่านอน

จิตก็ปล่อยวางทุกอย่าง ปล่อยวางอดีต ปล่อยวางอนาคต

กลับมาอยู่ที่ปัจจุบัน พอกลับมาอยู่ที่ปัจจุบันปั๊บ

จิตที่พร้อมจะหลุด มันก็หลุดทันทีเลย หลุดตรงนั้น หลุดในปัจจุบัน

นี่คือเรื่องของการเจริญสติ ควบคุมจิตใจให้อยู่ในปัจจุบัน

 อย่าปล่อยให้จิตคิดไปในอดีต คิดไปในอนาคต

 คิดถึงเรื่องนั้นคิดถึงเรื่องนี้ ไม่ว่ามันจะเป็นปัญญา

หรือไม่เป็นปัญญาก็ตาม ถ้ามันเป็นปัญญามันจะต้องอยู่ในปัจจุบัน

 มันจะต้องสงบ ถ้ามันไม่สงบนี้แสดงว่ามันไม่ใช่ปัญญา

 ดังนั้นถ้าคิดแล้วมันไม่สงบ อย่าไปคิดมันดีกว่า

ใช้คำบริกรรมพุทโธๆ ไป ดูลมหายใจเข้า ออกไปจะดีกว่า

การทำใจให้สงบนี้เราต้องการหยุดความคิด ไม่ใช่คิด

ยกเว้นในกรณีที่เรียกว่า ปัญญาอบรมสมาธิ

ถ้าปัญญาอบรมสมาธิมันก็ต้องสงบ

ถ้ามันคิดแล้วฟุ้งซ่านอย่างนี้มันไม่เรียกว่าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ

แต่เป็นสังขารอบรมความฟุ้งซ่านในนามของปัญญาอบรมสมาธิ

นี่คือกิเลสที่มันจะแฝงแอบอ้างปัญญาอบรมสมาธิ

 มาหลอกให้สังขารคิดปรุงเเต่งจนฟุ้งซ่านขึ้นมา

แล้วก็มาบ่นว่าปัญญาอบรมสมาธิไม่ได้ผล

ก็เพราะว่ามันไม่ได้เป็นปัญญานั่นเอง

มันเป็นสังขารความคิดปรุงเเต่ง ปัญญานี้ก็เป็นสังขารความคิดปรุงเเต่ง

 แต่มันปรุงเเต่งไปในทางที่จะทำให้ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง

ทำให้จิตเข้าสู่ความสงบได้

แต่ถ้าปรุงเเต่งแล้วกลับไปเกิดความผูกพันเกิดความยึดติดอยู่

อย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็นปัญญา ปัญญาพิจารณาเพื่อให้ตัด

ให้ปล่อย ให้วาง เพราะว่าถ้าปล่อยได้ ตัดได้ วางได้

 จิตก็จะเข้าสู่ความสงบได้

ดังนั้นผู้ที่บำเพ็ญปัญญาอบรมสมาธิ จะต้องรู้ว่า

กำลังพิจารณาเพื่อตัดเพื่อปล่อยเพื่อวางหรือไม่

ถ้าพิจารณาแล้วตัดไม่ได้ปล่อยไม่ได้วางไม่ได้ ก็อย่าไปพิจารณา

กลับมาใช้อุบายของสมาธิดีกว่า กลับมาใช้อุบายของสติดีกว่า

 คือการบริกรรมพุทโธๆ ไป หรือการกำหนดรู้ลมหายใจเข้า ออกไป

อย่าปล่อยให้ใจไปอดีต ไปอนาคต ให้อยู่ในปัจจุบัน

 ให้สักแต่ว่ารู้ไป รู้อยู่กับคำบริกรรมไป

หรือรู้อยู่กับลมหายใจเข้า ออกไปจะดีกว่า

 วิธีนี้แน่นอนกว่า วิธีนี้จะทำให้จิตเข้าสู่ความสงบได้ในที่สุด

 นี่คือเรื่องของการบำเพ็ญความเพียรตลอดเวลา

ที่ผู้ปฏิบัติจะสามารถเจริญได้ตลอดเวลา

 ก็คือการเจริญสติ ไม่ว่าจะนั่งสมาธิก็ดี เดินจงกรมก็ดี

หรือทำภารกิจต่างๆ ก็ดี สามารถเจริญสติได้ตลอดเวลา

 เวลาทำภารกิจให้จิตอยู่กับภารกิจ จดจ่ออยู่กับภารกิจที่กำลังทำอยู่

 ไม่ว่าจะทำอะไร แม้จะรับประทานอาหาร

ก็ให้มีสติจดจ่ออยู่กับการรับประทานอาหาร

นับตั้งแต่ตักอาหารเข้าปากเคี้ยวกลืนเข้าไป ให้รู้อยู่

อยู่กับการกระทำเหล่านี้ไป ไม่ให้ไปคิดถึงเรื่องต่างๆ

 แล้วใจก็จะมีสติที่จะตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน

 พอเวลาไม่มีภารกิจที่จะต้องทำ

เวลามานั่งเฉยๆ นั่งหลับตาดูลมหายใจเข้า ออก

หรือบริกรรมพุทโธๆ ถ้าสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องไม่แวบไปที่อื่น

 เดี๋ยวใจก็จะเข้าสู่ความสงบได้ อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

การเจริญสติจึงเป็นธรรมที่สำคัญอย่างมาก

เพราะว่าถ้าไม่มีสติแล้ว ธรรมอื่นๆ นี้จะตามมาไม่ได้

สตินี้พระพุทธเจ้าจึงทรงบอกว่า เป็นธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่สำคัญที่สุด

ทรงเปรียบเทียบสติ เป็นเหมือนรอยเท้าช้าง

 รอยเท้าช้างนี้เป็นรอยเท้าที่ใหญ่กว่ารอยเท้าของสัตว์ทั้งหมดในป่า

 ครอบรอยเท้าของสัตว์ทุกชนิดได้หมด

คือความใหญ่ของรอยเท้าช้างนี้ใหญ่กว่ารอยเท้าของสัตว์ทั้งหมด

 ธรรมคือสตินี้ก็เช่นเดียวกัน มีความสำคัญกว่าธรรมทั้งหมด

 เพราะถ้าไม่มีสติแล้ว ธรรมต่างๆ จะเกิดขึ้นมาไม่ได้เลย

เช่นคนที่ไม่มีสตินี้จะไม่สามารถปฏิบัติธรรมได้

คนที่ไม่มีสติคืออะไร คือคนนอนหลับ คนเมาสุรา คนบ้า คนตาย

 คนเหล่านี้จะไม่สามารถที่จะปฏิบัติธรรมได้เลย

 ไม่สามารถเจริญความมักน้อยสันโดษ ไม่สามารถไปปลีกวิเวก

 ไม่สามารถไม่คลุกคลีกันได้ ไม่สามารถบำเพ็ญความเพียรได้

 เพราะไม่มีสตินั่นเอง

พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ผู้ปฏิบัตินี้หมั่นเจริญสติอยู่ตลอดเวลา

สร้างสติขึ้นมาก่อน ต้องมีสติ ไม่เช่นนั้นเวลานั่งสมาธิใจจะไม่สงบ

นั่งสมาธิแล้วก็จะฟุ้งไป ไปอดีต ไปอนาคต ไปเรื่องนั้นไปเรื่องนี้

แล้วก็นั่งดูนาฬิกาว่า นั่งมาเป็นชั่วโมงๆ นั่งแล้วไม่เห็นได้อะไร

ก็เพราะว่ามันไม่มีสตินั่นเอง ถ้ามีสติ นั่ง ๕ นาที ๑๐ นาทีก็ได้ผลแล้ว

 ถ้าใจจดจ่ออยู่กับเรื่องเดียวได้อย่างต่อเนื่อง ๕ นาที ๑๐ นาที

นี้มันจะเข้าสู่ความสงบได้อย่างแน่นอน

การที่จะเข้าสู่ความสงบได้ก็ต้องมีสติที่สามารถควบคุมใจ

ให้จดจ่ออยู่กับอารมณ์ที่จะใช้ในการทำให้ใจสงบ นั่นเอง

ให้อยู่กับพุทโธ ๆไปเพียงอย่างเดียว

หรือให้อยู่กับการดูลมหายใจเข้าออกไปเพียงอย่างเดียว

 รับรองได้ว่าใจจะเข้าสู่ความสงบได้ จะได้สมาธิ ได้อุเบกขาขึ้นมา

 พอได้สมาธิ ได้อุเบกขาก็จะได้ความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าความสุขทั้งปวง

 จะทำให้สามารถปล่อยวางความสุขชนิดอื่นได้หมด

 ความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กายนี้จะไม่มีความหมาย

สำหรับใจของผู้ที่ได้ความสงบ

พอได้ความสงบแล้ว เวลาออกจากความสงบแล้ว

เกิดตัณหาความอยากที่จะไปหาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

ปัญญาก็จะมาสอนใจว่าอย่าไปทางนั้น

 เพราะการไปทางของกามตัณหาเป็นการไปสู่ความทุกข์

ไม่ใช่ไปสู่ความสุขที่แท้จริง เป็นความสุขเบื้องต้น

แต่จะเป็นความทุกข์ที่จะตามมาในบั้นปลาย

 เวลาที่ความสุขนั้นหายไป ความทุกข์ก็จะเข้ามาแทนที่

 พอปัญญาสอนใจว่า อย่าไปทำตามตัณหาความอยาก

ใจที่มีความสงบ มีความสุขอยู่ในตัวก็จะสามารถฝืนความอยากได้

ไม่กระทำตามความอยากได้ พอไม่กระทำตามความอยาก

 ความอยากนั้นก็จะหมดอิทธิพลต่อจิตใจไป.


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต










ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 15 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2558 11:52:33 น.
Counter : 422 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....