Group Blog
All Blog
### การสร้างความสงบของใจ ###
















“การสร้างความสงบของใจ”

หน้าที่ของผู้ที่อยากจะสร้างความสงบของใจ

จึงอยู่ที่การหยุดความคิดปรุงเเต่ง

 จะหยุดความคิดปรุงเเต่ง โดยสั่งว่าต่อไปนี้จะไม่คิด

มันก็สั่งไม่ได้ พอสั่งไม่คิดปั๊บมันก็คิดต่อ

พระพุทธเจ้าจึงต้องสอนให้ใช้อุบายเครื่องมือ

ที่จะหยุดความคิดปรุงเเต่ง คือให้ไปคิดกับเรื่อง

ที่ไม่ทำให้ความคิดเกิดความอยากตามมาอย่างต่อเนื่อง

 เช่นให้คิดอยู่กับคำเดียว เช่นพุทโธๆ

ถ้าบริกรรมพุทโธๆ ไปภายในใจได้ ความคิดก็จะไม่มีตามมา

 แต่ถ้าไม่มีกำลังที่จะอยู่กับพุทโธ ก็จะมีความคิดแทรกเข้ามาได้

 ถ้าปล่อยให้ความคิดแทรกเข้ามาระหว่าง ที่เจริญพุทโธๆ

 ก็จะไม่ได้รับความสงบ จะต้องอยู่กับพุทโธเพียงอย่างเดียว

ไม่ให้ความคิดแทรกเข้ามาได้

 เบื้องต้นอาจจะแทรกเข้ามาเพราะว่า

 ตอนเริ่มต้นนี้พุทโธยังไม่มีกำลังยังไม่ต่อเนื่อง

 แต่ถ้าเราพยายามบริกรรมพุทโธไปเรื่อยๆ ให้มันต่อเนื่อง

ให้มันเป็นไปอยู่เรื่อยๆ ต่อไปความคิดก็จะแทรกเข้ามาน้อยลงไปๆ

 แล้วก็จะไม่แทรกเข้ามา หรือถ้าเราไม่ถนัด

ที่จะอยู่กับคำบริกรรมพุทโธ ใจเรายังอยากที่จะปรุงเเต่ง

 เราก็ปรุงเเต่งด้วยการสวดมนต์ก็ได้ ท่องคาถา

พระสูตรใดก็ได้ ท่องพระธัมมจักก็ได้ ท่องสติปัฏฐานสูตรก็ได้

เวลาเราท่องไปๆ ใจเราก็จะไม่สามารถที่จะไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้

อย่างพระที่บวชท่านก็มีอุบายให้ท่องพระปาฏิโมกข์

 เป็นพระวินัย เป็นศีล ๒๒๗ ข้อ ของพระภิกษุ

ถ้าท่องพระปาฏิโมกข์ก็จะไม่ไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้

เพราะใจจะต้องจดจ่อ จะต้องคิดอยู่กับพระวินัยแต่ละข้อ

ตั้งแต่ปาราชิก ๔ ขึ้นไปจนครบ ๒๒๗ ข้อ

ถ้าท่องอย่างต่อเนื่องไม่คิดอะไร ใจก็เย็นจะสบาย

ใจก็จะมีสติที่เข็งแรง พอท่องเสร็จแล้วจะนั่งสมาธิต่อเลยก็ได้

จะบริกรรมพุทโธไปอย่างเดียวต่อก็ได้ หรือจะดูลมหายใจต่อก็ได้

ถ้าท่องมามากแล้วเหนื่อย อยากจะหยุดท่อง

 ใจไม่อยากจะคิดแล้ว ใจอยากจะอยู่เฉยๆ

อยากจะรู้ก็ให้รู้อยู่กับลมหายใจเข้าออกเพียงอย่างเดียว

แล้วคอยสังเกตดูไม่ให้ไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้

ให้รู้อยู่กับหายใจเข้า - ออกของลม เหมือนกับคนที่เขาเฝ้าอยู่ที่ประตู

เขาก็จะดูคนที่เดินเข้าเดินออก เขามีหน้าที่ดูตรงนั้นเท่านั้นเอง

ดูว่าใครกำลังเดินเข้ามา ใครกำลังเดินออกไป ไม่ไปทำหน้าที่อื่น

 อยู่ตรงประตูนั้นเฝ้าดูคนเดินเข้าเดินออก การดูลมก็เป็นลักษณะนั้น

ก็ให้ดูลมเข้า ดูลมออก ลมมันต้องเข้าแล้วมันถึงจะออก

 ออกแล้วมันถึงจะเข้า ก็ให้รู้อยู่แค่นี้ว่ากำลังเข้าหรือกำลังออก

แล้วก็รู้ว่ามันหยาบหรือละเอียด หยาบก็คือแรง

เวลานั่งไปใหม่ๆ ลมจะแรง แต่นั่งไปนานๆ เข้าจิตเริ่มสงบ

ลมก็จะละเอียดลงไป เบาลงไป ลมละเอียดหรือลมหยาบ

 หายใจสั้นหรือหายใจยาว ร่างกายนี้บางเวลาเขาก็จะหายใจยาว

 ถ้าสงบมันก็จะหายใจยาว แต่ถ้าไม่สงบตื่นเต้นตกใจมันก็จะหายใจสั้น

 ก็ให้รู้ตามความจริงเท่านั้นเอง ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ภาวนา

ที่จะไปควบคุมบังคับลมให้สั้นให้ยาวให้หยาบให้ละเอียด

 เพียงแต่ใช้ลมเป็นที่ผูกใจเป็นที่ทำงานของใจ

เพื่อไม่ให้ใจไปคิดถึงเรื่องราวต่างๆ

คำว่ากรรมฐานก็คือที่ตั้งของงานนี่เอง กรรมแปลว่างาน

ฐาน ก็คือที่ตั้ง การภาวนานี้ก็เป็นการทำงาน คือเอาจิตมาทำงาน

เพื่อที่จะได้ไม่ไปคิดเรื่องราวต่างๆ กรรมฐานจึงเป็นที่ตั้งของงาน

ก็มีหลายชนิดด้วยกัน ลมก็เป็นที่ตั้งของงานอย่างหนึ่ง

พุทโธก็เป็นที่ตั้งของงานอย่างหนึ่ง ที่ทำงานของใจ

 ส่วนพระปาฏิโมกข์ หรือพระสูตร สวดมนต์คาถาต่างๆ อันนี้ก็เป็นงาน

 งานที่จะทำให้ใจนิ่งใจสงบ ใจระงับจากความคิดปรุงเเต่งนี่เอง

 ถ้าสามารถที่จะบังคับใจให้ทำงานเหล่านี้ได้

ผลก็จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว

 จิตก็จะต้องรวมเข้าสู่ความสงบ เวลาจิตสงบก็จะเย็น จะสบาย จะนิ่ง

 จะเป็นอุเบกขา จะสักแต่ว่ารู้ แต่จะไม่มีความคิดปรุงเเต่งจะรู้เฉยๆ

ความคิดหยุดทำงานชั่วคราว

 เวลานั่นก็จะเป็นเวลาที่ได้เสพกับความสุข ที่ยิ่งใหญ่กว่าความสุขต่างๆ

ที่ได้รับผ่านทางร่างกาย ถ้าได้พบกับความสุขแบบนี้แล้ว

ก็จะเกิดฉันทะ วิริยะ คือเกิดความยินดีความพอใจ

เกิดความขยันหมั่นเพียรที่จะสร้างความสุขแบบนี้ให้มีเพิ่มมากขึ้น

ให้มีนานขึ้น เพราะในเบื้องต้นนี้จะสงบได้ชั่วคราวเดี๋ยวเดียว

 เบื้องต้นท่านก็เรียกว่า ขณิกสมาธิ คือสงบได้แวบเดียว ขณะเดียว

 จิตรวมลงปั๊บแล้วก็ถอนออกมา

 แต่ขณะที่รวมลงนั้นมันจะเกิดความรู้สึกที่มหัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง

เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่กว่าการถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ ๑

หรือได้แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี มันจะมีความรู้สึกสุขอย่างมาก

พอออกจากสมาธิแล้วมันก็รู้แล้วว่า นี่แหละคือความสุขที่แท้จริง

 ความสุขที่ไม่ต้องไปวุ่นวายกับใคร

ความสุขที่ไม่ต้องหาเงินหาทองแทบเป็นแทบตาย

 ความสุขที่ไม่ต้องมีร่างกาย ที่จะต้องแก่ จะต้องเจ็บ จะต้องตาย

มาเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ

ความสุขนี้มีได้ด้วยการมีสติ มีกรรมฐาน มีที่ตั้งของงาน

 มีพุทโธ มีบทสวดมนต์ มีบทพระสูตรต่างๆ สวดพระปาฏิโมกข์

 อันนี้แหละที่จะทำให้ใจเข้าสู่ความสุขความสงบ

แล้วพอทำได้ครั้งหนึ่งแล้ว จะรู้ว่าจะทำได้ไปเรื่อยๆ

อยู่ที่ว่าจะมีความพยายามบากบั่นหรือไม่

 เพราะการจะเข้าไปในแต่ละครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นของง่าย

ในช่วงระยะเริ่มแรก แต่เมื่อทำเข้าไปบ่อยๆ แล้ว

 กำลังของสติจะมีเพิ่มมากขึ้นไป

แล้วก็จะสามารถเข้าสู่ความสงบได้ง่ายขึ้นได้เร็วขึ้น

 จนต่อไปนี้จะเข้าไปได้อย่างทันทีทันใด

 ก็เหมือนกับการทำอะไรต่างๆ เช่นเวลาขับรถยนต์

 เวลาขับรถก็จะรู้สึกว่ามันยากเหลือเกิน

มันมีอะไรจะต้องเรียนรู้มากมาย ไหนจะต้องเข้าเกียร์

ไหนจะต้องเหยียบครัช ไหนจะต้องเหยียบคันเร่ง เหยียบเบรค

 ไหนจะต้องจับพวงมาลัย มันรู้สึกว่างานมันมาก

เวลาขับใหม่จึงรู้สึกว่า ยาก แต่เราขับไปเรื่อยๆ

พอเกิดความชำนาญขึ้นมาแล้ว ทีนี้ก็ไปได้อย่างรวดเร็ว

หรือการเรียนพิมพ์ดีดก็เหมือนกัน เบื้องต้นก็คอยจิ้มทีละนิ้วๆ ไป

ซ้อมไปเรื่อยๆ ให้เกิดความชำนิชำนาญ พอชำนาญแล้ว

ทีนี้ไม่ต้องสั่งเลย เพียงแต่เห็นตัวหนังสือนิ้วก็จะกดเเป้น

 อยากจะพิมพ์ตัวไหนก็สามารถพิมพ์ได้เลย

เพราะความชำนิชำนาญนี่เอง ไม่ได้อยู่ที่ตรงไหน

 ความยากก็อยู่ตรงที่ไม่เคยชินเท่านั้นเอง

ใจของเรานี้มันเคยชินอยู่กับการคิดปรุงเเต่ง

เคยชินอยู่กับการคิดเรื่อยเปื่อยแล้วก็ชินอยู่กับการตอบสนองตัณหา

ที่เกิดจากความคิดต่างๆ

พอคิดถึงเรื่องอะไรมันก็จะเกิดความอยากกับเรื่องนั้นทันที

แล้วมันก็จะไปทางทำตามความอยาก

 ทีนี้พอจะให้มันหยุดทำอย่างนี้ มันก็เลยรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ยากเย็นมาก

 ไม่ให้คิด ให้คิดอยู่แต่เรื่องที่ไม่เคยคิดที่ไม่ชอบคิด

เช่นให้สวดมนต์อย่างนี้ ให้บริกรรมพุทโธอย่างนี้ มันก็จะไม่ชอบ

มันชอบคิดเรื่องอื่น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

เรื่องลาภยศ สรรเสริญ เรื่องคนนั้นเรื่องคนนี้

 พอจะให้มันมาไม่คิดมันก็เกิดความอึดอัดใจขึ้นมา

อันนี้แหละที่มันยาก ยากเพราะว่าไม่เคยทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ

 แล้วก็ต้องหยุดทำในสิ่งที่เคยทำมา

 เหมือนกับคนที่จะต้องเปลี่ยนมือ เคยถนัดมือขวา

แล้วพอดีมือขวาเสียไป ใช้งานไม่ได้ ต้องมาใช้มือซ้ายแทน

เวลาใช้ใหม่ๆก็รู้สึกว่ายาก แต่ถ้าใช้ไปได้เรื่อยๆ แล้ว

ต่อไปก็จะเกิดความถนัดขึ้นมา

 แม้แต่คนไม่มีมือเขายังใช้เท้าแทนมือได้

บางคนใช้เท้าวาดเขียนสวยกว่า คนใช้มือวาดอีก

 เพราะเขาฝึกใช้เท้าเขียนไปเรื่อยๆ

ผู้ที่เขียนจริงๆ ไม่ใช่มือไม่ใช่เท้า

มือเท้านี้เป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้นเอง

ผู้ที่เขียนก็คือจิต ความคิดปรุงเเต่งนี่เอง

 ปรุงเเต่งสั่งให้มือหรือเท้าขยับไปทางไหน ทางซ้าย ทางขวา

ทางข้างบนหรือข้างล่างขึ้นหรือลง

ใหม่ๆ เวลาใช้เครื่องมือที่ไม่เคยใช้มันก็จะใช้ไม่ได้คล่องแคล่วว่องไว

 แต่พอใช้ไปเรื่อยๆ ซ้อมไปเรื่อยๆ ต่อไปก็เกิดความชำนาญขึ้นมา

อันนี้ก็เหมือนกันเรื่องของการทำใจให้สงบก็เป็นแบบเดียวกัน

 ใจไม่เคยทำความสงบกัน ชอบทำแต่ความคิดปรุงเเต่งกัน

 พอให้มาหยุดความคิดปรุงเเต่ง มันก็เลยรู้สึกว่ายาก

 ถ้าเป็นภาษาวิศวะก็คือมันก็มี โมเมนตัมของมันอยู่

 เราจะหยุดโมเมนตัมนี้ จะทำอย่างไรก็ต้องฝืนต้องดันมัน

 เราต้องพลังที่เท่ากับโมเมนตัมถึงจะหยุดมันได้

ถ้าพลังที่จะหยุดมันอ่อนกว่ามันก็ยังผลักดัน ไปตามทางของมันอยู่

 ทีนี้ในเบื้องต้นสติของเรานี้มันอ่อนกว่าพลังของความคิดปรุงเเต่ง

 ความคิดปรุงเเต่งมันก็ยังฉุดลากให้ไปคิดได้

 ทั้งๆที่นั่งสมาธิอยู่ตรงนี้แหละ พุทโธอยู่ตรงนี้แหละ

พุทโธไปคำสองคำมันก็ไปแล้วมันมีกำลังมากกว่า

 มันจะดึงไปเรื่อยๆ เราก็ต้องพยายามฝืนมัน

พยายามสร้างสติด้วยการเจริญสติทั้งวันเลย

อย่ามาเจริญสติเฉพาะเวลานั่งเท่านั้น เพราะจะไม่มีกำลังพอ

นั่งไปแล้วจะไม่เกิดผล พอไม่เกิดผลก็ไม่มีความอยากจะนั่ง

นั่งไปแล้วไม่ได้อะไร แล้วบางทีก็มีคนสอนว่าไม่ต้องนั่งหรอก

ไปปรุงเเต่งเลยไปปรุงเเต่งไปทางปัญญาเลย

 ฆ่ากิเลส ละตัณหาด้วยปัญญาเลย แต่ก็เป็นปัญญาแบบสัญญา

 คือเวลาไม่เจอกิเลสก็จำได้ เวลาเจอกิเลสก็ลืมเลย

เวลาพิจารณาว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็พิจารณาได้

แต่พอไปเจอกิเลสเข้า ลืมไปหมดเลย

เช่นพิจารณาว่าลาภยศ สรรเสริญ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พอมีคนเอาลาภยศ สรรเสริญมาล่อใจหน่อยแล้วไปเลย

ใครมาเสอนเงินทองให้ก้อนหนึ่งให้ไปทำโน่นทำนี่หน่อยก็ไปเลย

 ใครมาเสนอตำแหน่งให้หน่อยก็ไปเลย

แต่ถ้าจะเป็นปัญญาจะหยุดกิเลสได้นี้

ต้องเป็นปัญญาที่มีสมาธิ เป็นผู้สนับสนุน

เพราะเวลาใจมีสมาธินี้มันมีความสุขอยู่แล้ว มันพออยู่แล้ว

 มันรู้ว่าไม่มีอะไรจะสุขจะดีเท่าความสุขที่ได้จากสมาธิ

เวลาใครจะเอาอะไรมาล่อ เอาเงินทองมาล่อมันไม่ไป

เพราะมันพิจารณาด้วยปัญญาแล้วว่ามันเป็นของชั่วคราว

 ได้มาแล้วเดี๋ยวมันก็ต้องหมดไป

 ขึ้นขี่หลังเสือเวลาลงจากหลังเสือก็จะถูกเสือกัด

เวลาได้ตำแหน่งก็ดีอกดีใจ แต่เวลาพ้นจากตำแหน่ง

มันก็เศร้าสร้อยหงอยเหงา

เวลามีตำแหน่งก็มีหน้ามีตามีบริษัทมีบริวาร

พอเวลาพ้นจากตำแหน่งแล้วก็ไม่มีใครเขาเหลียวแล

ถ้าพิจารณาด้วยปัญญาแล้วมีสมาธิมาสนับสนุน มันก็ไม่เอาดีกว่า

อยู่อย่างนี้ดีกว่า

ดังนั้นก่อนที่จะใช้ปัญญา ก่อนที่จะใช้ความคิดทำลายตัณหา

ความอยากที่เป็นตันเหตุของความทุกข์ได้

จึงต้องมีสมาธิเป็นผู้สนับสนุนก่อน

ถ้ามีสมาธิแล้วทีนี้ก็จะไม่อยากได้อะไรอย่างจริง

เพราะพิจารณาด้วยปัญญาแล้วก็จะเห็นว่ามันเป็นของชั่วคราว

 เวลาหมดไปนี้มันเป็นเวลาเศร้า เวลาทุกข์

ถ้าไม่อยากเศร้า ไม่อยากทุกข์ก็อย่าไปเอามันดีกว่า

อยู่แบบไม่มีอย่างนี้ดีอยู่แล้ว สบายอยู่แล้ว สุขอยู่แล้ว

 ไปหาเหามาใส่หัวทำไม คนที่มีสมาธิจะไม่ค่อยหิวกับลาภยศสรรเสริญ

จะไม่หิวกับอะไรต่างๆ แต่มันยังมีความอยากอยู่

เพราะว่ามันยังไม่ได้ถูกกำจัดด้วยปัญญาเท่านั้นเอง

 ถ้าไม่มีปัญญาก็อาจจะถูกความอยากหลอกไปได้

ถ้าไม่ระมัดระวัง เช่นคนที่มีอิทธิฤทธิปาฏิหารย์

มีความสามารถพิเศษ ก็อาจจะเป็นเหยื่อของตัณหาได้

เวลามีโอกาสที่จะได้ลาภยศ สรรเสริญ

 ด้วยการใช้อิทธิฤทธิปาฏิหารย์ของตน

ก็อาจจะไปติดกับกับตัณหาความอยากได้

นี่ก็เป็นเพราะว่าอิทธิฤทธิปาฏิหารย์นี้มันไม่ใช่เป็นสัมมาสมาธิ

 มันไม่ได้เป็นสมาธิที่ทำให้ใจมีความอิ่มมีความพอ มีความสุข

มันต้องเป็นสัมมาสมาธิคือจิตต้องเป็นอัปปนา เป็นอุเบกขา

 สักแต่ว่ารู้ อยู่กับความว่าง สงบ มีความอิ่มมีความพอ

ถ้ามีสมาธิแบบนี้แล้วจะไม่หิวกับอารมณ์ต่างๆ

แต่เวลาออกจากสมาธิมา ความอิ่มมันก็จะค่อยๆ จางหายไป

แล้วความอยากความหิวก็จะตามมาได้

แต่ถ้ามีปัญญามาคอยเตือน เวลาเกิดความอยากว่า

อย่าไปอยาก อยากแล้วจะทุกข์ก็จะหยุดได้

เพราะยังมีความอิ่มความพอ ที่ประคับประคองอยู่ในใจ

อยู่ช่วยคอยดึงใจไว้ไม่ให้ไปติดกับความอยาก

ดังนั้นการที่เราจะใช้ปัญญาเพื่อทำลายกิเลสตัณหา

ที่เป็นต้นเหตุของความทุกข์นี้ เราต้องทำใจให้สงบก่อน

 และการที่จะทำใจให้สงบก็ต้องมีสติก่อน

สติเป็นต้น สมาธิเป็นปลาย คือสติเป็นเหตุของสมาธิ

แล้วสมาธิก็จะเป็นผู้สนับสนุนปัญญา

ในการที่จะต่อสู้กับตัณหาความอยากต่างๆ

ถ้าปัญญาไม่มีสมาธิเป็นผู้สนับสนุน

ปัญญาก็จะไม่มีกำลังพอที่จะละตัณหาความอยากได้

 ปัญญานี้มีอยู่ ๓ ระดับด้วยกัน

 ระดับที่๑ ที่ ๒ เรียกสุตมยปัญญากับจินตามยปัญญา

 สุตะก็คือปัญญาที่เกิดจากการได้ยินได้ฟัง

อย่างในขณะนี้เรากำลังได้ยินได้ฟังเรื่องของปัญญา

 เรื่องของการดับกิเลส แต่เรายังไม่สามารถดับกิเลสได้ ละตัณหาได้

เพราะมันยังไม่ได้เป็นภาวนามยปัญญา

ไม่ได้เป็นปัญญาขั้นที่ ๓ ชนิดที่ ๓

ชนิดที่ ๑ ที่ ๒ นี้เป็นปัญญาแต่ไม่มีน้ำหนักพอที่จะไปสู้กับตัณหาได้

 รู้ว่าตัณหาเป็นต้นเหตุของความทุกข์

 รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้เป็นทุกข์ เป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา

แต่ก็ยังหยุดตัณหาไม่ได้

จินตามยปัญญาก็แบบเดียวกับสุตมยปัญญา

คือหลังจากที่เราได้ยินได้ฟังแล้วเรานำเอาไปใคร่ครวญ

พิจารณาต่อเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ลืม

อันนี้เรียกว่า จินตามยปัญญา ก็คอยเตือนว่าอย่าไปติดกับตัณหา

 แต่พอมีตัณหาเกิดขึ้นก็สู้มันไม่ได้ เพราะยังไม่มีภาวนามยปัญญา.

.................................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๖

“หัวใจของการรักษาโรคทุกข์ใจ”













ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 30 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2558 16:06:03 น.
Counter : 368 Pageviews.

0 comment
### ชนะได้ด้วยไมตรี ###



















ชนะได้ด้วยไมตรี

...............

เมื่อถูกกลั่นแกล้งหรือถูกเอาเปรียบเบียดเบียน

 เรามักหาทางตอบโต้ด้วยคำพูดที่เผ็ดร้อน

 หรือด้วยการกระทำที่รุนแรงพอ ๆ กัน

แต่ปฏิกิริยาดังกล่าวนอกจากไม่แก้ปัญหาแล้ว

 กลับทำให้ปัญหาลุกลามขึ้น

สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้กับเรายิ่งกว่าเดิม

และบ่อยครั้งทำให้เราหลงติดอยู่ในวังวน

แห่งการตอบโต้แก้แค้นไม่รู้จบ

ในขณะที่ความโกรธเกลียดก็ฝังแน่นในใจเรามากขึ้น

 ทำให้จิตใจรุ่มร้อน หาความสงบไม่ได้

ไฟนั้นต้องดับด้วยน้ำเย็นฉันใด

 ความเลวร้ายก็ต้องระงับด้วยความดีฉันนั้น

นี้มิใช่เป็นแค่ทฤษฎีหรือหลักการอันสวยหรู

 หากเป็นความจริงที่ปฏิบัติได้และไม่เกินวิสัยปุถุชน

ดังมีตัวอย่างมากมายของคนที่เปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร

 โดยอาศัยน้ำใจไมตรี นี้คือการกำจัดศัตรูที่แท้จริง

 ขณะเดียวกันก็ปิดช่องมิให้ความเจ็บปวดรวดร้าว

หรือความเคียดแค้นชิงชัง มาคุกคามจิตใจจนอยู่ร้อนนอนทุกข์

 แม้กระทั่งความสูญเสียพลัดพราก

ก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังสร้างสรรค์ได้

หากรับมือด้วยเมตตาและกรุณา

 หากเราปรารถนาชัยชนะ นี้ใช่ไหมคือชัยชนะที่ประเสริฐ

และให้ผลยั่งยืน เพราะเป็นชัยชนะที่ไม่ก่อเวรและไม่สร้างศัตรู

พระไพศาล วิสาโล












ขอบคุณที่มา fb. พระสุรินทร์ ก่อนการคิด
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 29 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2558 11:32:36 น.
Counter : 174 Pageviews.

0 comment
### สักกายทิฐิ ###
















“สักกายทิฐิ”

เวลาฟังธรรมแล้วไม่บรรลุก็เพราะขาดสมาธิ

 ถ้ามีสมาธิต้องบรรลุได้ ถ้าจิตยังไม่รวม จะเข้าไม่ถึงฐานของจิต

 ไม่ถึงรากของกิเลสตัณหา ไม่ถึงพระอริยสัจ ๔

ถ้าจิตรวมลงแล้ว เวลาได้ยินได้ฟังธรรม จะถอดถอนกิเลสได้ทันที

 อย่างพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่ได้บำเพ็ญศีลสมาธิมาเต็มที่แล้ว

แต่ท่านไม่มีปัญญา ไม่รู้ไตรลักษณ์ คืออนิจจังทุกขังอนัตตา

 เพราะไม่มีใครรู้ไม่มีใครสอนมาก่อน

พอพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์

เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา

สักกายทิฐิที่เป็นกิเลสฝังลึกอยู่ในใจ ก็จะถูกถอนขึ้นมาทันที

สักกายทิฐิคือการเห็นว่าขันธ์ ๕ คือร่างกาย เวทนา

 สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นตัวเราของเรา

พอทรงแสดงว่าขันธ์ ๕ เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์

ถ้าไปยึดไปติด เป็นทุกข์ในอริยสัจ

 คือทุกข์ที่เกิดจากตัณหาความอยาก อยากให้ขันธ์ ๕ เที่ยง

 อยากให้ขันธ์ ๕ เป็นไปตามความปรารถนา

 พอไม่ได้เป็นก็จะเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา นี่เป็นทุกข์ในอริยสัจ

ไม่ใช่ทุกข์ในขันธ์ ไม่ใช่ทุกข์ในร่างกาย ไม่ใช่ทุกข์ในเวทนา

แต่เป็นทุกข์ที่เกิดจากตัณหาความอยาก

ที่มีอวิชชาเป็นผู้ผลักดัน คืออวิชชา ปัจจยา สังขารา

 อวิชชาคือความไม่รู้ว่าขันธ์ ๕ เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา

 ไม่ใช่ตัวเราของเรา เป็นเพียงสภาวธรรม ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไป

 รูปขันธ์ก็คือการเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไป ของธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ

 นามขันธ์คือสภาวธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไปภายในใจ

ไม่มีตัวไม่มีตน พอได้ยินได้ฟังก็จะเข้าใจทันที

ถ้ามีสมาธิมีจิตที่สงบ จะเห็นอริยสัจ ๔ ปรากฏขึ้นในใจ

เวลามีความอยากให้ร่างกาย เวทนา สัญญา

 สังขาร วิญญาณ เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พอเกิดความอยากขึ้นมา

ซึ่งเป็นสมุทัยต้นเหตุของความทุกข์ ก็เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา

 อันนี้ไม่ใช่ทุกข์กาย ไม่ใช่ทุกขเวทนา

 พอคิดถึงความแก่ ความเจ็บ ความตาย ใจก็ทุกข์ขึ้นมา

 ทุกข์ด้วยอำนาจของสมุทัย ที่ไปคิดว่า

ร่างกาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นตัวเราของเรา

 ก็อยากจะให้สุข ไม่ให้ทุกข์ ถ้าสุขก็อยากให้สุขไปนานๆ

 ถ้าทุกข์ก็อยากจะให้หายไปเร็วๆ อยากให้ร่างกายอยู่ไปนานๆ

 ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย อย่างนี้เป็นตัณหาความอยาก เป็นสมุทัย

 ต้นเหตุของความทุกข์ใจ เวลาบรรลุธรรมก็บรรลุตรงนี้

 ตรงที่เห็นอริยสัจ ๔ ภายในใจอย่างชัดเจน

ได้เห็นทุกข์ ได้เห็นสมุทัย ถ้าเคยได้ยินได้ฟังธรรมคือมรรค

ที่พระองค์ทรงสอนว่าขันธ์ ๕ เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา

 พอเห็นว่าเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ก็จะละอุปาทานละตัณหา

ความอยากให้ขันธ์ ๕ เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้

เพราะรู้ว่าไม่สามารถฝืนความจริงของขันธ์ ๕ ได้

 เป็นอย่างไรก็ต้องยอมรับ พอยอมรับความจริง

ทุกข์ที่มีอยู่ในใจก็ดับไปทันที เพราะสมุทัยหยุดทำงาน

 หยุดอยากไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย ปล่อยให้เป็นไปตามความจริง

 จะเป็นอย่างไรก็สักแต่ว่ารู้ รู้ด้วยสติรู้ด้วยปัญญา

รู้ว่าเป็นไตรลักษณ์ รู้ว่าต้องปล่อยวาง

 พอปล่อยวางได้ ความทุกข์ใจก็หายไป

นี่คืออริยมรรคอริยผล การเห็นอริยสัจ ๔ ขั้นต่างๆ

 ขั้นแรกก็ต้องเห็นสักกายทิฐิ ที่ทำให้เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา

 สักกายทิฐิคือความเห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

เห็นว่าขันธ์ ๕ เป็นตัวเราของเรา แล้วก็เกิดอุปาทาน

ความยึดติดในขันธ์ ๕ เกิดตัณหาความอยากให้ขันธ์ ๕

เป็นไปตามความปรารถนาของตน ก็จะเกิดทุกข์ขึ้นมา

เป็นทุกข์ในอริยสัจ ๔ ทุกข์ที่อยู่ในใจ

ะเห็นทุกข์นี้ได้ ต้องมีจิตที่สงบ จิตต้องรวมเข้าสู่ฐาน

 เป็นเอกัคคตารมณ์ พอออกมาจากความสงบ

ก็จะมีความคิดปรุงแต่ง ขณะที่อยู่ในสมาธิจะไม่มีความคิดปรุงแต่ง

 จะไม่มีทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มีแต่นิโรธคือความดับทุกข์ชั่วคราว

ที่เกิดจากกำลังของสมาธิ เพราะตอนนั้นสัญญาสังขารไม่ได้ทำงาน

 ไม่ได้ปรุงแต่งไปในทางสมุทัย แต่พอออกมาจากสมาธิแล้ว

พอจิตเริ่มคิดถึงรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

ก็จะเกิดความอยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้

ก็จะเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา ถ้ามีสติมีปัญญา

รู้ว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา

 ก็จะระงับความอยาก ทำใจให้เฉยๆ เป็นอย่างไรก็ได้

 พอทำใจให้เฉยๆได้ ความทุกข์ใจที่เกิดจากความอยากก็จะหายไป

 เพราะรู้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาของขันธ์

มีการเกิดย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา

ถ้ารู้อย่างนี้ก็ปล่อยวางได้ ตัดความอยากคือสมุทัยได้

 เป็นอย่างไรก็ต้องยอมรับโดยถ่ายเดียว ค้านไม่ได้

ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครค้านได้ นี่แหละคือการบรรลุธรรม

ต้องมีสมาธิก่อน มีจิตที่สงบก่อน ต้องเข้าไปถึงรากฐาน

ของกิเลสตัณหา ที่อยู่ในฐานของจิต

การปฏิบัติจึงต้องเข้าไปในฐานของจิต

เพื่อขุดเอารากของกิเลสตัณหาออกมา

คือความเห็นผิดทั้งหลายคือโมหะ

 เช่นสักกายทิฐิเป็นความเห็นผิดข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ คือวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 พอเห็นพระอริยสัจ ๔ ในฐานของจิต ก็จะหายสงสัย

ว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่ ถึงแม้จะไม่เคยเห็นมาก่อน

พอรู้ว่าพระอริยสัจ ๔ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

เป็นพระธรรมคำสอน ก็จะไม่สงสัยว่า

พระธรรมคำสอนเป็นคำสอนที่จริงหรือไม่

ถูกต้องตามหลักความจริงหรือไม่ จะไม่สงสัยในพระสงฆ์

 ผู้เห็นพระพุทธเจ้า เห็นพระธรรม พระสงฆ์

ก็คือผู้มีดวงตาเห็นธรรมนี่เอง คือพระโสดาบัน

ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ที่ได้ทำจิตให้ดิ่งเข้าสู่ฐาน

แล้วก็เห็นอริยสัจ ๔ คือการทำงานของ

ทุกข์สมุทัยนิโรธและมรรคอย่างชัดเจน

เรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็จะไม่ลังเลสงสัยอีกต่อไป

 ไม่ต้องเดินทางไปประเทศอินเดีย เพื่อนมัสการสังเวชนียสถาน ๔

ผู้ที่ต้องไปเพราะยังไม่เห็นพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ที่แท้จริง

ภายในใจ อย่างน้อยก็ขอให้ได้เห็นซากของสถานที่

ที่พระพุทธเจ้าเคยประทับอยู่ เช่นสถานที่ประสูติ ตรัสรู้

แสดงพระธรรมครั้งแรก และเสด็จดับขันธปรินิพพาน

จะได้เกิดศรัทธาวิริยะฉันทะที่จะเจริญรอยตามพระพุทธบาท

 ก็จะหมั่นศึกษาพระธรรมคำสอน และปฏิบัติตาม

 จนกว่าจะบรรลุอริยมรรคอริยผล

 ก็จะเข้าถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ที่แท้จริง

ต้องเริ่มจากการทำบุญให้ทาน รักษาศีลให้บริสุทธิ์

 แล้วก็เจริญสติ เพื่อทำจิตให้รวมลงเป็นสมาธิ

 พอออกมาจากสมาธิ ก็พิจารณารูป เวทนา สัญญา

สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นไตรลักษณ์

ก็จะสามารถเห็นพระอริยสัจ ๔ ได้

 เห็นทุกข์สมุทัยนิโรธมรรค ที่ทำงานอยู่ในใจ

 นี่คืออานิสงส์ที่เกิดจากการฟังเทศน์ฟังธรรม

ก่อนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และประกาศพระธรรมคำสอน

 ไม่มีใครรู้เรื่องของสักกายทิฐิ เรื่องของไตรลักษณ์

 อนิจจังทุกขังอนัตตา พอพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้

ทรงเห็นพระอริยสัจ ๔ ในพระทัยของพระองค์

ทรงเห็นสักกายทิฐิ แล้วนำเอามาเผยแผ่สั่งสอนให้แก่ผู้อื่น

 ถ้าผู้ฟังมีฐานะที่จะรับธรรมนี้ได้ ก็จะบรรลุธรรมได้ทันที

 ถ้าไม่บรรลุทั้งๆที่ได้ยินเรื่องพระอริยสัจ ๔ ได้ยินเรื่องขันธ์ ๕

ว่าเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตามานานแล้ว แต่ใจยังเป็นเหมือนเดิมอยู่

ยังมีสักกายทิฐิอยู่ ยังเห็นว่าร่างกายเวทนาสัญญาสังขาร

เป็นตัวเราของเราอยู่ นั่นก็เป็นเพราะว่ายังไม่ได้เข้าไปในฐานของจิต

 คือจิตยังไม่ได้รวมเป็นหนึ่ง เป็นเอกัคคตารมณ์

เพราะที่นั่นเป็นที่ฝังรากของสักกายทิฐิ วิจิกิจฉา

และสีลัพพตปรามาส คือการไม่เห็นว่า

สุขทุกข์ดีชั่วอยู่ที่การกระทำของตนเอง

พอทำดีมีศีล ก็จะไม่ทุกข์ไม่วุ่นวายใจ

เวลาทุกข์วุ่นวายใจ ก็ไม่ได้มาแก้ที่ใจ ก็คือมารักษาศีล

 แต่ไปแก้ด้วยวิธีการสะเดาะเคราะห์ต่างๆ

เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุล เปลี่ยนทรงผม

ทำพิธีต่างๆ บูชาสิ่งต่างๆ ที่ไม่ได้ดับความทุกข์ภายในใจ

 ที่เกิดจากการกระทำบาป

 ทุกครั้งที่ทำอะไรไม่ดี คิดร้ายพูดร้ายทำร้าย จะไม่สบายใจ

 พอได้เห็นพระอริยสัจ ๔ ก็จะไม่สงสัยเรื่องของการรักษาศีล

 เพราะเวลาทำผิดศีลใจจะทุกข์ เพราะเกิดสมุทัย

ความไม่อยากรับผลของการทำบาปนั้นเอง

 เวลาทำบาปทำแล้วไม่อยากจะถูกลงโทษ ก็เลยทุกข์ใจ

 ถ้าได้เข้าสู่ฐานของจิตแล้ว จะเห็นว่าความทุกข์ความสุขในใจ

เกิดจากความคิดดีหรือคิดร้าย

 ถ้าคิดดีใจจะไม่ทุกข์ ถ้าคิดไม่ดีใจจะทุกข์ ก็จะมาแก้ทุกข์ที่ใจ

 ก็จะละสีลัพพตปรามาสได้

นี่คือสังโยชน์ที่ผูกมัดใจให้ติดอยู่ในกองทุกข์

ถ้ามีสักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ก็จะทุกข์

 ถ้าดับสังโยชน์ทั้ง ๓ นี้ได้ ความทุกข์ใจจะเบาบางลงไปในระดับหนึ่ง.


.................................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

กัณฑ์ที่ ๔๒๕ วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๔

“สักกายทิฐิ”













ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 29 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2558 11:02:51 น.
Counter : 330 Pageviews.

0 comment
### ของขวัญแห่งชีวิต ###















ของขวัญแห่งชีวิต

.................

“ของขวัญอันประเสริฐยิ่งนั้น ไม่มีใครสามารถมอบให้แก่เราได้

แท้จริงเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วกับเรา แต่จะมีความหมายอย่างแท้จริง

 ก็ต่อเมื่อเรารู้จักใช้ประโยชน์

หรือต่อยอดให้เกิดความดีงามยิ่ง ๆ ขึ้นไป

 หาไม่แล้วสิ่งเหล่านั้นก็ดูเหมือนไร้ค่าหรือถูกมองข้ามไป

 ขณะที่ทรัพย์ ยศ อำนาจ หรือสิ่งที่ฉาบฉวยผิวเผินทั้งหลาย

 กลับเป็นที่หมายปอง หรือถูกยกให้มีความสำคัญขึ้นมาแทน

ของขวัญอันประเสริฐของชีวิตมีอยู่กับเราแล้ว

ไม่ว่ายากดีมีจน อยู่ในสถานะใด

 เราแต่ละคนล้วนมีสิ่งทรงคุณค่าไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่า

ไม่มีใครต่ำต้อยกว่าใคร กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว

 ชีวิตของเราจะมีคุณค่ามากหรือน้อย ก็อยู่ที่ว่า

จะใช้ของขวัญที่มีอยู่นั้นให้เกิดประโยชน์เพียงใดต่างหาก”

พระไพศาล วิสาโล









ขอบคุณที่มา fb. วัดป่าสุคะโตเพื่อธรรมะและธรรมชาติ
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 28 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2558 11:30:57 น.
Counter : 338 Pageviews.

0 comment
### การปฏิบัติธรรมนี้เราต้องทำกันเอง ###















“การปฏิบัติธรรมนี้เราต้องทำกันเอง”

ตอนนี้ยังมีโอกาสที่จะศึกษา จึงควรฟังเทศน์ฟังธรรมไปเรื่อยๆ

 ฟังแล้วก็นำเอาไปใคร่ครวญพิจารณาอยู่เรื่อยๆ

เพราะนี่คือบ่อเกิดของปัญญา ที่จะพาเราไปสู่มรรคผลนิพพาน

 ในมรรค ๘ ก็เริ่มต้นที่สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปโป

ความเห็นชอบกับความดำริชอบ นี่แหละเป็นตัวปัญญา

 ใจของเราคิดอยู่ตลอดเวลา

แต่มักจะไม่คิดไปในทางสัมมาทิฐิสัมมาสังกัปโป

มักจะคิดไปในทางมิจฉาทิฐิมิจฉาสังกัปโป

 คือคิดผิดมีความเห็นผิด ถ้าคิดหาความสุขทางโลกก็คิดผิดแล้ว

 เพราะความสุขที่แท้จริงอยู่ในทางธรรม

ต้องคิดว่าในโลกนี้ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์

 เพราะในโลกนี้มีแต่ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน

 ไม่มีอะไรเป็นของเรา ถ้าคิดอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ

 ก็จะทำให้เราเกิดความเบื่อหน่ายในทางโลก

ทำให้เรามีความยินดีที่จะไปในทางธรรม

 เราก็จะมุ่งไปในทางธรรม จะพยายามนั่งสมาธิเจริญสติอยู่เรื่อยๆ

 พอนั่งสมาธิได้ มีสติอย่างต่อเนื่องแล้ว จิตจะมีความสุข

มีความสงบมากขึ้น ทำให้ไม่ต้องไปหาความสุขจากภายนอก

 ไม่ต้องดิ้นรนหาเงินหาทอง เพื่อเอามาซื้อความสุข

ก็จะเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีเงินทองไว้มากมาย

ก็จะแบ่งปันให้ผู้อื่น เอาไปทำบุญ เก็บไว้เท่าที่จำเป็น

 จะเข้าหาความสุขภายในให้มากขึ้น

ถ้าลองได้เข้าข้างในแล้ว การใช้เงินใช้ทองจะไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่

 ใช้เฉพาะดูแลอัตภาพร่างกายเท่านั้น

คือซื้ออาหารมารับประทาน เสื้อผ้าก็แทบจะไม่ต้องซื้อ

เพราะมีอยู่มากแล้ว ยารักษาโรคนานๆจะใช้สักครั้งหนึ่ง

 เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ที่อยู่อาศัยก็มีอยู่แล้ว

ไม่จำเป็นต้องไปทำงานให้เหนื่อยยาก มีเวลาอยู่บ้านปฏิบัติธรรม

 ถ้าไม่อยู่บ้านก็ไปอยู่วัด

ทั้งหมดนี้เกิดจากการคิดไปในทางธรรม

คิดว่าโลกนี้ไม่มีอะไรน่ายินดี ไม่มีอะไรเป็นความสุขที่แท้จริง

 มีอะไรก็ต้องทุกข์กับสิ่งนั้น เพราะไม่อยู่คงเส้นคงวา

ไม่เป็นเหมือนเดิมไปตลอด มีการเปลี่ยนแปลง

มีการพลัดพรากจากกัน นี่คือลักษณะของสิ่งต่างๆในโลกนี้

เป็นอย่างนี้ ไม่ได้ให้ความสุขที่ถาวร มีโทษมีทุกข์ตามมาด้วย

เมื่อมีแล้วก็หวงก็ห่วง เสียดายเวลาที่จากไป

 ไม่มีอะไรเลยจะดีกว่า มีเท่าที่จำเป็นก็พอ

 มีลมไว้หายใจ มีน้ำไว้ดื่ม มีข้าวไว้รับประทาน

พยายามคิดทางปัญญาอยู่เรื่อยๆ คิดทางอนิจจังทุกขังอนัตตา

 คิดว่ารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา

 สิ่งที่เราเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู ดมด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น

 สัมผัสด้วยร่างกาย ล้วนเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตาทั้งนั้น

 แล้วจะเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมา

 จะเกิดความยินดีที่จะเจริญธรรมะ ที่จะปฏิบัติทำจิตใจให้สงบ

 พอตั้งหน้าตั้งตาทำกันจริงจัง ไม่นานก็จะเห็นผล

ที่ไม่ได้ผลกันส่วนใหญ่เพราะไม่เอาจริงเอาจังกัน

 ทำไปพอหอมปากหอมคอ พอนั่งปั๊บก็ง่วงหลับไปแล้ว

ถ้าไม่หลับก็ฟุ้งซ่าน ไม่เช่นนั้นก็เจ็บตรงนั้นปวดตรงนี้

เพราะไม่มีสติ ไม่ได้จดจ่ออยู่กับพุทโธ ไม่ได้อยู่กับลมหายใจเข้าออก

 มัวแต่คิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็จะไม่ได้ผล จะท้อแท้หมดกำลังใจ

กิเลสก็จะมาอ้างว่าปฏิบัติไปก็ไม่ได้ประโยชน์

วาสนาไม่พอบุญไม่พอ เอาไว้ชาติหน้าค่อยทำใหม่

ชาตินี้เอาความสุขทางโลกไปก่อน

ถึงแม้มันจะทุกข์ แต่ก็ยังสุขบ้าง เวลาสุขก็ดีอยู่หรอก

แต่เวลาทุกข์ก็อย่าไปโทษใครก็แล้วกัน โทษตนเอง

เวลาร้องห่มร้องไห้เสียอกเสียใจ ปวดใจช้ำใจ อยู่ที่เราทั้งนั้น

ไปหลงเขาเอง ไปหลงกับสิ่งต่างๆเอง

พอสิ่งต่างๆไม่ตอบสนองตามที่ต้องการก็อย่าไปโทษใคร

โทษความหลงของเราเอง

สิ่งที่จะสนองตอบเราตลอดเวลาด้วยความซื่อสัตย์ก็ไม่เอากัน

 คือความสงบของจิตใจ มันซื่อสัตย์กับเรามาก

 พอทำให้สงบแล้วมันก็จะสงบไปเรื่อยๆ

 จะไม่มีการปฏิวัติ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะสงบอยู่เรื่อยๆ

ให้เข้าหาธรรมะภายในจิตใจ เข้าข้างใน อย่าออกข้างนอก

หลวงปู่ดุลย์ท่านก็พูดไว้แล้วว่า จิตออกข้างนอกเป็นสมุทัย

 ถ้าจิตคิดถึงเรื่องลาภยศสรรเสริญสุข คิดถึงคนนั้นคนนี้

ก็จะเป็นทุกข์ขึ้นมา ถ้าเข้าข้างในแล้วก็จะเย็นสบาย

เข้าหาพุทโธ เข้าหาลมหายใจ

เข้าหาการพิจารณาอาการ ๓๒ ของร่างกาย

พิจารณาเกิดแก่เจ็บตาย ให้อยู่ในวงนี้

 แล้วรับรองได้ว่าความสงบจะไม่อยู่ห่างไกล

เมื่อมีความสงบก็จะมีความสุข

เป็นความสุขที่ไม่มีใครสามารถพรากจากเราไปได้

เป็นเงาตามตัวเราไป ตอนนี้ก็ต้องพยายามผลักดันตัวเองไปเรื่อยๆ

 ให้มีความพากเพียร ไม่มีใครทำแทนเราได้

ตนเป็นที่พึ่งของตน อัตตาหิ อัตโน นาโถ

พระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ เป็นเพียงผู้ชี้ทาง

แต่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าไม่มีผู้ชี้ทาง

 ถึงแม้จะมีความเพียรมากน้อยเพียงไรก็ตาม

 ถ้าเพียรไปในทางที่ผิดก็จะไม่เกิดประโยชน์เลย

เช่นองคุลิมาลที่เพียรฆ่าคนถึง ๙๙๙ คน แต่เพียรไปในทิศทางที่ผิด

เพราะไม่มีผู้สอนผู้ชี้ทางที่ถูก พอได้พบกับพระพุทธเจ้าที่ทรงบอกว่า

ไปผิดทางแล้ว ต้องไปทางนี้ ไม่ใช่ไปทางโน้น

พอได้ยินได้ฟังก็เข้าใจ ก็เลยพลิกใจกลับมาบำเพ็ญใหม่

ย้อนเข้าข้างในไม่ออกไปข้างนอก ไม่หาความวิเศษจากข้างนอก

จากการไปทำร้ายผู้อื่น จากการไปเหยียบย่ำทำลายผู้อื่น

 จากการยกตนข่มท่าน ที่ไม่ได้ทำให้ตนเองประเสริฐ

ผู้ประเสริฐจะต้องกดตัวเอง กดกิเลสของตน ข่มตนเอง

 ยกย่องผู้อื่นแต่ข่มตนเอง ถึงจะทำให้ตนเองประเสริฐ

 แต่กิเลสจะชอบทำตรงกันข้าม ชอบข่มผู้อื่น ชอบยกตนเอง

 จึงไม่ประเสริฐกัน

ต้องพึ่งตนเอง ต้องปฏิบัติเอง ต้องมีสติเตือนตนอยู่เรื่อยๆ

พิจารณาไปในทางธรรม คิดไปในทางปัญญาไปเรื่อยๆ

แล้วก็จะเกิดความรู้ความฉลาดขึ้นมา

 แล้วมันจะเป็นตัวคอยดึงเราไป

ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนพระอานนท์

 ให้เจริญมรณานุสติอยู่เสมอ ว่าเกิดมาแล้วต้องตาย

ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายเป็นธรรมดา ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จีรังถาวร

ที่จะให้ความสุขกับเราไปตลอด เมื่อคิดอย่างนี้แล้วก็จะคลายความหลง

 จะไม่เสียเวลากับการหาความสุขทางโลก

จะหันมาหาความสุขทางธรรม

คิดอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ ต้องบังคับให้คิดไปในทางนี้

ในเบื้องต้นก็คิดไปเรื่อยๆว่าเกิดมาแล้วต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย

 ต้องพลัดพรากจากกัน ไม่มีอะไรที่จะเป็นความสุขที่ถาวร

 เป็นเหมือนงานเลี้ยงที่มีการสิ้นสุด

เวลาไปงานเลี้ยงใหม่ๆก็มีความสนุกสนานเฮฮา

 พอดึกเข้าดึกเข้าก็ต้องเลิกลากันไป

ความสุขทางโลกมันเป็นอย่างนี้ ไม่ถาวร

แต่ความสุขทางธรรม จากการปฏิบัติธรรมจนได้พบกับความสงบ

 จะถาวร จะอยู่กับใจไปเรื่อยๆ ในเบื้องต้นก็มีเป็นพักๆไปก่อน

 พอปฏิบัติมากขึ้นมากขึ้นไปเรื่อยๆ ปฏิบัติทุกลมหายใจเข้าออกแล้ว

 ความสุขความสงบก็จะต่อเนื่อง

 จนเป็นธรรมชาติอยู่ติดกับใจตลอดเวลา

 เมื่อพบกับความสุขแบบนี้แล้ว จะไม่หิวไม่อยากกับอะไรทั้งนั้น

 ไม่เห็นอะไรที่จะวิเศษ ไม่เห็นว่าใครจะวิเศษ

ไม่เห็นว่าจะมีอะไรในโลกที่วิเศษเลย เราสมมุติมันขึ้นมาทั้งนั้น

 ของทุกอย่างก็ผลิตมาจากธาตุ ๔ ทั้งนั้น มาจากดินน้ำลมไฟ

ดินก็คือของแข็ง น้ำก็คือของเหลว ไฟก็คือของร้อน ลมก็คืออากาศ

 พวกก๊าซต่างๆ เอามาผสมรวมกัน ถ้าศึกษาทางวิทยาศาสตร์ก็จะรู้ว่า

 การผลิตข้าวของต่างๆต้องมีธาตุทั้ง ๔ เป็นองค์ประกอบ

ทำให้เป็นกระดาษ ทำให้เป็นกล่อง ทำให้เป็นแก้ว ทำให้เป็นเสื้อ

ทำให้เป็นอะไรต่างๆ มาจากธาตุ ๔ ทั้งนั้น ไม่ได้วิเศษอะไร

แม้แต่เพชรที่มีราคาแพงมาก หรือทองคำ ก็เป็นโลหะเท่านั้นเอง

แต่ความหลงหลอกให้เราคิดว่าวิเศษ

เราวัดกันด้วยวัตถุข้าวของเงินทอง ถ้ามีมากก็ถือว่าวิเศษมาก

ถ้ามีน้อยก็วิเศษน้อย โลกสมมุติเขาวัดกันอย่างนั้น

 แต่ในสายตาของธรรมะ ของผู้ที่มีปัญญา ไม่ได้วัดกันที่วัตถุ

แต่วัดที่คุณธรรม วัดที่น้ำใจ ว่ามีมากน้อยเพียงใด

มีความซื่อตรงมากน้อยเพียงใด อยู่ตรงนั้นมากกว่า

คุณค่าของคนอยู่ตรงนั้น ไม่ได้อยู่ที่วัตถุข้าวของเงินทอง

จึงอย่าหลงประเด็น อย่าหลงกับสิ่งต่างๆในโลกนี้

แต่ก็ต้องมีไว้บ้าง เพราะยังต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้อยู่

มีไว้เพื่อสนับสนุนการดำรงชีพ

เพราะยังต้องอาศัยชีวิตนี้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม

 เพื่อให้ได้ไปถึงจุดที่ไม่ต้องอาศัยมันอีกต่อไป

เมื่อถึงจุดนั้นแล้วจะเป็นจะตายก็เท่ากัน ไม่เดือดร้อนอะไร

ตอนนี้เรายังต้องอาศัยมัน เหมือนกับเรือ จะข้ามฟากก็ต้องอาศัยเรือ

 เมื่อยังไม่ถึงฝั่งโน้นก็อย่าพึ่งไปจมเรือ ถ้าจมเรือก็ต้องว่ายเอง

ร่างกายก็เป็นเหมือนเรือที่จะพาเราข้ามฟาก

จากโลกนี้ไปสู่ฟากของพระนิพพาน ยังต้องอาศัยมัน ต้องดูแลมัน

 จึงต้องมีบ้าน มีทรัพย์ มีข้าวของเงินทองไว้สนับสนุน

แต่ให้มีพอประมาณ พออยู่พอกิน อย่าหมดเวลาไปกับการหาสิ่งเหล่านี้

เพราะจะไม่มีเวลาปฏิบัติกัน หาพอสมควร ใช้เวลาให้น้อยที่สุด

 เพื่อจะได้มีเวลามากในการปฏิบัติ

 ถ้าหามามาก มีเงินมากเกินไป ก็จะคิดไปในทางกิเลส

 แทนที่จะเอาเงินไปทำบุญหรือเข้าวัดปฏิบัติธรรม

 ก็จะคิดเอาเงินไปเที่ยวดีกว่า ไปซื้อของฟุ่มเฟือยดีกว่า

แล้วก็จะติดเหมือนติดยาเสพติด เที่ยวแล้วก็อยากจะเที่ยวอีก

ซื้อของฟุ่มเฟือยแล้วก็อยากจะซื้ออีก ต้องกลับมาหาเงินใหม่

ก็เลยไม่ได้ไปวัดเสียที ไม่ได้ไปปฏิบัติกันเสียที

ต้องพยายามขจัดความสุขทางโลกให้ได้

ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของฟุ่มเฟือยต่างๆ

 หรือการไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ มันเป็นเหมือนยาเสพติด

ไม่ได้ทำให้เราวิเศษขึ้นมา แต่จะทำให้ติดอย่างงอมแงม

 ทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกหลายภพหลายชาติ

ต้องผลักตัวเราเอง ให้ฟังเทศน์ฟังธรรม เพื่อให้ได้ข้อคิดที่ให้กำลังใจ

 ให้คิดไปในทางที่ถูก ที่จะพาไปสู่การปฏิบัติ

 พอปฏิบัติแล้วก็จะได้พบกับผล ได้พบกับความสุข

 จะมีกำลังใจเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนในที่สุดจะไม่สนใจกับโลกนี้

จะสนใจกับการปฏิบัติอย่างเดียว

 ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว ไม่นานก็ถึงจุดหมายปลายทาง

 ถึงปรมังสุขัง ถึงบรมสุข ถึงจุดที่ไม่ต้องไปเกิดอีกต่อไป

 ไม่ต้องไปเวียนว่ายตายเกิด ให้ทุกข์ยากลำบาก

 จึงขอสรุปให้พยายามผลักดันตัวเอง

อย่าไปฝันว่าครูบาอาจารย์หรือพระศรีอาริย์ จะช่วยเราได้ในการปฏิบัติ

ท่านช่วยเราด้วยการบอกทาง แต่การปฏิบัติเราต้องทำกันเอง.

....................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

กัณฑ์ที่ ๓๘๑ วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๑ (จุลธรรมนำใจ ๑๓)

“พระปาฏิโมกข์”

ขอบคุณที่มา  fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ












Create Date : 28 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2558 11:13:38 น.
Counter : 179 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....