Group Blog
All Blog
### นาทีสำคัญของสองสังฆราช ###













 นาทีสำคัญของสองสังฆราช


เรื่องเล่าเช้าวันพระ:
พระไพศาล วิสาโล เขียนเล่าเรื่อง

สมเด็จพระสังฆราชที่ครองวัดบวรนิเวศวิหาร

นับแต่อดีตถึงปัจจุบัน

มี ๔ พระองค์ สององค์สุดท้ายได้แก่

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์

 และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

องค์แรกนั้นเป็นราชสกุล กล่าวคือเป็นพระราชนัดดา

ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ส่วนองค์หลังนั้นเป็นสามัญชน อุปนิสัยก็แตกต่างกันมาก

 องค์แรกพูดตรง โผงผาง มีอารมณ์ขัน เป็นกันเอง

 ส่วนองค์หลังนั้นพูดจาสุภาพเรียบร้อยและไม่ค่อยพูดเล่น

 แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งสององค์มีเหมือนกันคือ

เคยมีความคิดที่จะสึก จนถึงขั้นเตรียมการไว้พร้อมแล้ว

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สมัยยังหนุ่ม

 เป็นพระมหาชื่น วัดบวรนิเวศวิหารสมัยนั้นเจ้าอาวาสคือ

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

ทรงกวดขันในเรื่องระเบียบวินัยมาก พระรูปใดทำผิด

แม้เพียงเล็กน้อย บางครั้งพระองค์ก็ถึงกับเกรี้ยวกราด

พระมหาชื่นคงเจอพิโรธ

ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าอยู่หลายครั้ง

จึงเบื่อหน่ายในเพศบรรพชิต

วันหนึ่งได้ไปกราบทูลพระองค์ว่า จะขอลาสิกขา

 สมเด็จพระมหาสมณเจ้าทรงฟังแล้วก็มิได้ตรัสว่ากระไร

พระมหาชื่นจึงไปหาฤกษ์สึก

แล้วให้โยมไปเตรียมผ้านุ่งมาไว้ให้พร้อม

หนึ่งวันก่อนจะถึงฤกษ์สึก

บังเอิญพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่

เสด็จ ฯ มาที่วัดบวร ฯ

 เพื่อทรงเยี่ยมสมเด็จพระมหาสมณเจ้า

 จากนั้นได้เสด็จ ฯ ตรงมาที่กุฏิของท่าน

โดยทรงยืนอยู่ที่หน้าประตูกุฏิ

 ครั้นพระมหาชื่นเห็นพระเจ้าอยู่หัว

เสด็จมาที่กุฏิก็ตกใจแทบสิ้นสติ

 เพราะพระองค์ไม่เคยเสด็จ ฯ เช่นนี้มาก่อน

พระมหาชื่นทำตัวไม่ถูก จึงนั่งรับเสด็จอยู่ในกุฏิ

ครั้นจะเชิญเสด็จ ฯ เข้ามาก็พูดไม่ถูก

พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “ได้ยินว่าคุณจะสึกหรือ ? ”

พระมหาชื่นก็ถวายพระพรรับว่าจริง

พระองค์รับสั่งต่อไปว่า “ฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอก

แต่อยากจะบอกให้รู้ว่า คนอย่างคุณนั้นบวชเป็นพระแล้วหายาก

 ถ้าสึกออกมาเป็นฆราวาสก็หาง่าย”

ได้ยินเช่นนั้นพระมหาชื่นก็เลยตัดสินใจไม่สึก

ส่วนผ้าที่เตรียมไว้ก็ให้โยมน้องชายไป 

แต่นั้นท่านก็ไม่คิดสึกอีกเลย มั่นคงในเพศบรรพชิต

 และเจริญในสมณศักดิ์เป็นลำดับ จนได้รับสถาปนา

เป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า

และสิ้นพระชนม์ด้วยพระชนมายุ ๘๖ พรรษา

ส่วนสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช นั้น

เมื่อครั้งที่ยังเป็นพระมหาเจริญ เปรียญเจ็ดประโยค

 อายุประมาณ ๒๓-๒๔ ปี ท่านตั้งใจจะลาสิกขา

จึงได้กราบทูลลาสมเด็จพระสังฆราชเจ้า

กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส

และพระอุปัชฌาย์ พระองค์ได้รับสั่งว่า

 “คุณเจริญไปคิดใหม่อีกที บวชเป็นพระนั้นยาก สึกสิง่าย

 กันก็เคยคิดจะสึกมาเหมือนกัน”

อย่างไรก็ตามดูหมือนท่านจะไม่เปลี่ยนใจ

ได้ทำหนังสือลาสิกขาอย่างเป็นทางการ

ถึงกระทรวงธรรมการ (ศึกษาธิการ)

แต่ระหว่างที่เดินเรื่องอยู่นั้น

 โยมมารดาของท่านทราบข่าวว่าพระลูกชายจะสึก

จึงได้รีบเดินทางจากเมืองกาญจน์มาหาที่วัดบวรนิเวศทันที

 ครั้นมาถึงก็ได้บอกกับพระลูกชายด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

“ถ้าคุณมหาจะสึก ดิฉันก็จะผูกคอตาย”

เพียงเท่านี้พระมหาเจริญก็รีบทำเรื่องถอนหนังสือขอลาสิกขา

และเลิกล้มความตั้งใจที่จะสึก

นับแต่นั้นท่านก็พากเพียรในการศึกษาและปฏิบัติ

จนสำเร็จเป็นมหาเปรียญ ๙ ประโยค

อีกทั้งเจริญในสมณศักดิ์เป็นลำดับ

นได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

และสิ้นพระชนม์ด้วยพระชนมายุ ๑๐๐ พรรษา

สองเหตุการณ์ที่กล่าวมา ดูเหมือนเป็นเหตุการณ์เล็ก ๆ

 ที่กินเวลาไม่กี่นาที มีคำพูดแค่ไม่กี่คำ

แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตของสมเด็จพระสังฆราช

ทั้งสองพระองค์ รวมทั้งต่อพุทธศาสนาไทยและเมืองไทย

เพราะหากไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าว

ชีวิตของทั้งสองพระองค์จะต้องหักเหไปอีกทางหนึ่ง

 ซึ่งหมายความว่าเมืองไทยจะไม่มีสมเด็จพระสังฆราช

ที่เปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถ

และเป็นแบบอย่างแห่งคุณธรรมดังสองพระองค์


.................................










ขอบคุณที่มา fb. วัดป่าสุคะโตธรรมชาติที่พักใจ
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 10 ธันวาคม 2558
Last Update : 10 ธันวาคม 2558 10:11:42 น.
Counter : 391 Pageviews.

0 comment
### ความตาย ###


















“ความตาย”

สิ่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้พวกเราลืมกัน

 สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ไม่ให้พวกเราลืมกันคืออะไร

 ก็คือความตายนี่เอง แต่พวกเรากลับชอบลืมกัน

ไม่ชอบคิดถึงความตายกัน กลับชอบคิดถึงวันเกิดกัน

พอถึงวันเกิดทีก็ทำบุญกันที ถ้าคิดถึงวันตายแล้วรับรองได้ว่า

จะทำทุกวันเลย ไม่ทำเพียงวันเดียว

ที่ท่านสอนให้เราระลึกถึงความตายอยู่เรื่อยๆ

 เพื่อที่เราจะได้รีบทำบุญกัน

แล้วเราจะได้หลุดพ้นจากความทุกข์กัน

 แต่พวกเรากลับชอบคิดถึงแต่วันเกิด

พอวันเกิดมาครั้งหนึ่ง พวกเราก็ทำบุญกันสักครั้งหนึ่ง

 ถ้าการทำบุญเหมือนกับการรับประทานอาหาร

เราก็รับประทานอาหารปีละ ๑ ครั้ง ใจของเราจึงซูบผอม

เป็นเหมือนขอทาน เป็นเหมือนคนขาดอาหาร

 แต่ถ้าเราระลึกถึงความตายอยู่เรื่อยๆ ไม่ลืมความตาย

เราก็จะทำบุญอยู่เรื่อยๆ

การระลึกถึงความตายนี้ไม่ได้หมายถึง

เฉพาะการระลึกถึงความตายของร่างกายของเราเพียงเท่านั้น

 การระลึกถึงความตายนี้ให้ระลึกถึงร่างกายของทุกๆคน

และของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้

 ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ก็มีวันตายเหมือนกัน

โลกใบนี้สักวันหนึ่งก็ต้องมีวันจบสิ้นไปเหมือนกัน

 ไม่ว่าจะเป็นอะไร เมื่อมีการเกิดแล้ว

ต้องมีความตายตามมาด้วยกันทั้งนั้น

 ถ้าเราระลึกถึงความตาย ไม่ลืมความตาย

ในความรู้สึกนึกคิดของเรา

 เราจะไม่โลภไม่อยากได้อะไร เราจะไม่ยึดไม่ติดกับอะไร

เราจะไม่หวง เราจะไม่ห่วงอะไร

 เราจะไม่ต้องทำบาปเพื่อที่จะรักษาสิ่งนั้นสิ่งนี้

 รักษาคนนั้นคนนี้ไว้ เราจะมีแต่ทำบุญเพียงอย่างเดียว

คนที่รู้ว่าตัวเองจะต้องตายภายในเวลาอันใกล้นี้

มักจะเข้าวัดกัน ไม่เชื่อไปดูที่วัดพระพุทธบาทน้ำพุ นั้นแหละ

 คนไปวัดกันเพราะเขารู้ว่าเขาต้องตายกัน

เขารู้ว่าเขาเป็นโรคเอชไอวีกัน ติดโรคเอดส์กัน

 ไม่มีวันที่จะรักษาหายได้

ถ้าเราอยากจะเข้าวัดแล้วเรามีปัญหากับทางบ้าน

 ทางสามีทางภรรยา ก็บอกเขาว่าเป็นเอชไอวีดู

 แล้วดูว่าเขาอยากจะให้เราอยู่กับเขาต่อไปหรือเปล่า

 อยากจะบวชนี้ง่ายเหลือเกิน ถ้าภรรยาไม่อยากให้บวช

 ก็บอกว่าเป็นเอชไอวี แล้วภรรยาก็จะอนุญาตให้ไปบวชได้

 ถ้าเป็นสามีก็เช่นเดียวกัน ถ้าอยากจะไปบวชชี

สามีไม่ให้บวชก็บอกว่าเป็นเอชไอวี แล้วรับรองได้ว่า

เขาจะไม่รักไม่หวงเราอีกต่อไป

นี่แหละประโยชน์ของการที่เราระลึกถึงความตายอยู่เรื่อยๆ

เพราะว่าจะทำให้เราไม่หลงนั่นเอง

ทุกวันนี้ที่เราโลภ เราโกรธกัน ก็เพราะว่าเราหลงกัน

หลงก็คือมองไม่เห็นความตายกัน ลืมความตายกัน

คิดว่าเราจะอยู่กันไปเรื่อยๆ ไม่มีวันตาย

 อายุ ๗๐ - ๘๐ ก็ยังคิดว่าตัวเองจะอยู่ไปเรื่อยๆ

ไม่ยอมคิดถึงความตายกัน อายุ ๗๐ - ๘๐

ก็ยังหวงเรื่องนั้นหวงเรื่องนี้

 ห่วงเรื่องนั้นห่วงเรื่องนี้ ทั้งๆที่ตัวเองนี้ใกล้จะตายอยู่แล้ว

แต่ใจมันไม่คิดถึงความตาย มันก็เหมือนกับตอนที่มีอายุน้อยๆ

 ตอนที่เป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ดี เวลาที่เราไม่คิดถึงความตายแล้ว

เราก็จะไม่รู้สึกว่าเราแก่ เราก็จะรู้สึกว่าเรายังหนุ่มยังสาว

ยังจะอยู่ไปนานๆอยู่ ก็จะทำให้เรายังโลภ

 ยังอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่

 แล้วเวลาที่เราไม่ได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ตามความโลภของเรา

เราก็จะเกิดความโกรธ เกิดความทุกข์เกิดความไม่สบายใจต่างๆ

อานิสงส์ของการระลึกถึงความตายไม่ลืมความตายนี้

เป็นสิ่งที่จะทำให้เราได้หลุดพ้นจากความทุกข์

พระพุทธเจ้าทรงสอนพระอานนท์

ให้ระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก

ก็คือทุกความรู้สึกนึกคิด ไม่ว่าเราคิดจะทำอะไร

เราอยากจะได้อะไร อยากจะเป็นอะไร

ถ้าเราระลึกถึงความตายแล้วเราก็อาจจะเปลี่ยนใจได้

 ไม่รู้ว่าจะเป็นทำไม ไม่รู้ว่าจะเอามาทำไม

 ได้มาแล้วตายไปก็เอาไปไม่ได้ เป็นแล้วตายไปก็ต้องหมดไป

แล้วมาทุกข์กับการอยากเป็นอยากได้ทำไม

 แล้วพอได้แล้วก็ต้องทุกข์กับการดูแลรักษา

กับความหวงความห่วง

 และในที่สุดก็ต้องมาทุกข์กับการสูญเสีย

เวลาที่เขาจะต้องจากเราไป หรือเราจะต้องจากเขาไป

 นี่แหละคือหัวใจสำคัญของการปฏิบัติธรรม

ของการหลุดพ้นจากความทุกข์ก็คือการเจริญมรณานุสตินี่เอง

ให้เราระลึกถึงความตายอยู่เรื่อยๆ

แต่ผู้ที่จะสามารถระลึกถึงความตายอยู่เรื่อยๆ นี้

จะต้องผู้เป็นผู้ที่มีจิตใจกล้าหาญ

เป็นจิตใจที่ไม่หวันไหว กับความจริง

 ถ้ายังอ่อนไหวกับความจริงอยู่จะไม่กล้าระลึกถึงความตาย

 เพราะเวลาระลึกถึงความตายแล้ว จะเกิดความรู้สึกหดหู่ใจ

จะไม่มีกำลังจิตกำลังใจที่จะทำอะไรต่อไป

ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงต้องให้ เจริญอย่างอื่นแทน

ถ้าจิตใจยังอ่อนแออยู่ ยังอ่อนไหวอยู่

ยังไม่ระลึกถึงความตายได้ ก็ให้ระลึกถึงพระพุทธคุณไปก่อน

 เช่นให้เจริญพุทธานุสติไปก่อน

ไม่ว่าจะเป็นการสวดบทพุทธคุณ

 หรือจะเป็นการบริกรรมพุทโธๆไปแทนก่อน

จนกว่าใจจะมีความสงบพอที่จะรับความจริงได้

แล้วก็ให้ระลึกถึงความตายแทนต่อไป

 เพราะถ้าเราระลึกถึงความตายได้

เราจะไม่คิดอยากจะทำอะไรต่อไป

 เราจะอยากจะทำเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ก็คือรักษาใจให้อยู่ในความสงบ

ให้ใจปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้

 เพราะถ้าปล่อยวางไม่ได้

 เวลาที่จะต้องพลัดพรากจากสิ่งต่างๆไป

เวลานั้นจะมีแต่ความทุกข์ทรมานใจ

และเวลาที่ยังไม่ได้จากกันก็จะมีแต่ความวิตกกังวล

ห่วงใยกับสิ่งต่างๆ ไป

แต่ถ้าเราสามารถระลึกถึงความตายได้อยู่ตลอดเวลา

ไม่ว่าเราจะทำอะไร คิดจะทำอะไร เราคิดถึงความตาย

 คิดถึงความไม่แน่นอนของสิ่งต่างๆ

 เราก็จะทำอย่างสบายใจ เราจะไม่เครียดกับสิ่งต่างๆ

 เช่นเราอยากได้อะไร ถ้าจำเป็นที่จะต้องหามาเราก็หามา

 แต่ในใจเราก็รู้อยู่ว่ามันไม่แน่นอน

มันอาจจะได้มันอาจจะไม่ได้ ได้ก็ดีไม่ได้ก็ดี

แต่ถ้าเราไม่ระลึกถึงความตายนี้ เวลาเราอยากจะได้อะไร

 เราก็ต้องได้อย่างเดียว ถ้าไม่ได้แล้วเราจะเสียใจ

เราจะโกรธ บางทีถึงกลับฆ่าตัวตายไปก็มี

 เพราะความเสียใจที่ไม่ได้สิ่งที่ตนอยากได้

การระลึกถึงความตายจึงไม่ได้เป็นการฆ่าตัวตาย

 แต่เป็นการป้องกันการฆ่าตัวตาย

 เพราะว่าเราจะไม่เสียอกเสียใจถึงกับต้องฆ่าตัวตาย

 เช่นเวลาเราสูญเสียสิ่งที่เรารักไปหรือบุคคลที่เรารักไป

ถ้าเราไม่ได้ระลึกถึงความตายอยู่เรื่อยๆ

ว่าเขาจะต้องตายจากเราไปหรือเราจะต้องตายจากเขาไป

 เวลาเขาตายจากเราไป บางทีเราก็ไม่อยากจะอยู่ต่อไป

 เราก็จะฆ่าตัวตายตามเขาไป

นี่แหละขอให้เราเห็นคุณอย่าไปเห็นโทษ

ของการระลึกถึงความตาย

เพราะว่าการระลึกถึงความตายนี้

ไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่จิตใจแต่เป็นพิษเป็นภัยกับกิเลสตัณหา

 กับความโลภ กับความโกรธ กับความหลง

เพราะมันจะทำให้เราไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่อยากนั่นเอง

 แต่ถ้าเราไม่ระลึกถึงความตายนี้

เราจะหลง เราจะโลภ เราจะโกรธ เราจะอยากอยู่เรื่อยๆ

 แล้วเราจะมีแต่ความว้าวุ่นขุ่น

มันมีอารมณ์ที่ไม่สบายอกไม่สบายใจ

กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามาสัมผัสรับรู้

ที่เรามาเป็นเจ้าของครอบครอง

เพราะว่ามันจะไม่เป็นไปตามความอยาก ความต้องการของเรา

ความอยากความต้องการของเรา

 คืออยากจะให้มันอยู่กับเราไปนานๆ

อยากจะให้มันดีกับเราไปนานๆ อยากจะไม่ให้มันจากเราไป

แต่ของทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องจากเราไป มันต้องเปลี่ยนไป

มันจะต้องเสื่อมไป ไม่ช้าก็เร็ว

มันก็เลยทำให้เรามีอาการวุ่นวายใจ

เพราะจะต้องมาคอยดูแลรักษามาคอยซ่อมบำรุงสิ่งต่างๆ

 เช่นมีทรัพย์สมบัติ เช่นรถยนต์ใช้ไปมันต้องเสีย

ต้องเปลี่ยนนั่นเปลี่ยนนี่เปลี่ยนยาง เปลี่ยนอะไรต่างๆ

 พอถึงเวลาต้องเปลี่ยนก็ทำให้เราหงุดหงิดรำคาญใจ

 เพราะเราต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นอีก เสียเวลา

บางทีจะใช้รถก็ใช้ไม่ได้ เพราะรถมันเสีย

 แต่ถ้าเราคิดอยู่เรื่อยๆว่า สักวันหนึ่งมันจะต้องเสีย

วันนี้ก็ได้ วันพรุ่งนี้ก็ได้ พอเวลาเราขึ้นรถ

เราก็จะได้เตรียมตัวเตรียมใจ ถ้าสตาร์ทไม่ติดก็รู้แล้วว่า

อ๋อ...ถึงเวลาของมันแล้ว เราก็จะคิดล่วงหน้าไว้ก่อน

สำรองเหตุการณ์ไว้ก่อน เตรียมเรียกรถแท็กซี่

หรือเตรียมใช้รถคันอื่น

หรือว่าถ้าไม่สามารถที่จะเรียกรถคันไหนมาได้ก็เตรียมเดินไป

 ถ้าเดินไปไม่ได้ก็ไม่ต้องไปไหน อยู่บ้านนั่งสมาธิ

ระลึกถึงความตายต่อไป เพราะยังไงๆมันก็ต้องตายอยู่ดี

ไม่ว่าจะไปทำอะไรมากน้อยเพียงไร

 จะได้อะไรมามากน้อยเพียงไร

จะเป็นใหญ่เป็นโตขนาดไหนก็ตาม

ก็หนีความตายไม่พ้นสักคนหนึ่ง

 นี่แหละความตายจึงเป็นของที่มีคุณประโยชน์

กับการดำรงชีวิตที่สงบสุขนี่เอง.

...........................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๗

“ความตาย”











ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 09 ธันวาคม 2558
Last Update : 9 ธันวาคม 2558 10:31:42 น.
Counter : 356 Pageviews.

0 comment
### สร้างที่พึ่งถาวรให้กับจิตใจ ###


















“สร้างที่พึ่งถาวรให้แก่จิตใจ”

ในบรรดาสรณะทั้งหลายไม่มีอะไรที่จะเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริงได้

นอกจากพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ที่ พระพุทธเจ้าเป็นผู้ทรงตรัสรู้ได้นำเอามาเผยแผ่สั่งสอน

และมีพระอรหันตสาวกผู้ที่ได้รับคำสอนของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติ

และได้สร้างที่พึ่งที่ถาวรให้แก่จิตใจ

เป็นผู้นำเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเผยแผ่

สั่งสอนให้แก่ผู้ที่ยังขาดที่พึ่งทางใจ

 เพราะว่าถ้าไม่มีพระธรรมคำสอน ไม่มีพระพุทธเจ้า

หรือพระอรหันตสาวกมาเป็นผู้เผยแผ่สั่งสอน

พวกเราก็จะไม่มีวันที่จะมีที่พึ่งทางใจได้

ที่พึ่งทางใจคืออะไร ก็คือที่หลบภัย

ที่เกิดจากความทุกข์ต่างๆของใจ

 ไม่มีอะไรในโลกนี้เป็นที่พึ่งของใจได้

ของต่างๆในโลกนี้เป็นที่พึ่งเพียงของร่างกายเท่านั้น

 เช่นเรามีบ้านอยู่ มีอาหารรับประทาน มีเครื่องนุ่งห่มมียารักษาโรค

สิ่งเหล่านี้เป็นที่พึ่งทางร่างกายแต่ไม่สามารถเป็นที่พึ่งทางใจได้

เพราะว่าพวกเรามีปัจจัย ๔ กันครบทุกคน

มีบ้านอยู่อาศัย มีเครื่องนุ่งห่มมีอาหาร มียารักษาโรค

แต่ใจของเราก็ยังมีความทุกข์กันอยู่

นี่คือแสดงให้เห็นว่าสิ่งต่างๆในโลกนี้ไม่ได้เป็นที่พึ่งของใจ

 ไม่สามารถป้องกันความทุกข์ใจให้เกิดขึ้นได้

และไม่สามารถทำลายความทุกข์ใจต่างๆให้หมดไปจากใจได้

มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถทำได้ก็คือ

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ที่พระพุทธเจ้าเป็นพระองค์แรกที่ได้ทรงค้นพบ

พระธรรมอันเลิศอันประเสริฐที่ทำให้พระพุทธเจ้านั้น

ได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

หลังจากที่พระองค์ได้ทรงหลุดพ้นแล้ว

 พระองค์ก็ได้นำเอาความจริงอันนี้ วิธีดับทุกข์นี้มาเผยแผ่

 สั่งสอนให้แก่สัตว์โลกอย่างพวกเราผู้ที่มีจิตศรัทธา

 มีความเชื่อน้อมนำเอาไปปฏิบัติ

ก็สามารถหลุดพ้น จากความทุกข์ได้

เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าได้ทรงหลุดพ้น

 ท่านก็กลายเป็นพระอรหันตสาวกมาแล้ว

ท่านก็ช่วยพระพุทธเจ้า เผยแผ่สั่งสอนวิธีของการดับทุกข์นี้

ให้แก่ผู้อื่นต่อไป ผู้อื่นเมื่อมารับฟังนำไปปฏิบัติ

 ก็สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์

ได้เป็นพระอรหันตสาวกขึ้นมาได้เช่นเดียวกัน

แล้วก็นำเอาคำสอนนี้มาเผยแผ่ต่อ

นี่คือการสืบทอดพระพุทธศาสนา ทำมาตั้งแต่วันแรก

ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้

แล้วก็ทำกันมาอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงปัจจุบันนี้

พระพุทธศาสนาคือพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

จึงยังอยู่ในโลกนี้ได้ เพราะมีผู้ที่มีความศรัทธาความเชื่อ

ที่จะน้อมนำเอาไปปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติแล้วก็ได้รับผล

เมื่อได้รับผลแล้ว ก็นำเอาความรู้ที่ได้ปฏิบัติมานี้มาเผยแผ่

สั่งสอนให้แก่ผู้อื่นอีกต่อไป

นี่คือวิธีการรักษาสืบทอดพระพุทธศาสนา

 เพราะเป็นวิธีที่จะรักษาได้อย่างแท้จริง

การรักษาถาวรวัตถุต่าง เช่นโบสถ์ เจดีย์ วิหาร พระพุทธรูปต่างๆนี้

เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถรักษากันได้

 เพราะว่าถาวรวัตถุต่างๆนี้เป็นอนิจจัง เป็นของชั่วคราว

มีการสร้างขึ้นมาได้แล้วก็ต้องมีการพังทลายเสื่อมไปได้

 แต่การเสื่อมของถาวรวัตถุต่างๆนี้

ไม่ได้เป็นการเสื่อมของพระพุทธศาสนา

 การเจริญของถาวรวัตถุต่างๆ

ก็ไม่ได้เป็นการเจริญของพระพุทธศาสนา

 การเจริญหรือการเสื่อมของพระพุทธศาสนาอยู่ที่

พระธรรมคำสอน ของพระพุทธเจ้าว่ายังมีอยู่ในโลกนี้หรือไม่

ยังมีผู้สามารถน้อมนำเอาไปปฏิบัติและได้รับผล

จากพระธรรมคำสอนจากพระพุทธเจ้าหรือไม่

นี่คือความเจริญหรือความเสื่อมของพระพุทธศาสนา

อยู่ที่พระธรรมคำสอน อยู่ที่การศึกษา อยู่ที่การปฏิบัติ

อยู่ที่การบรรลุผลที่เกิดจากการปฏิบัติ

ดังนั้นพวกเราถ้าอยากจะรักษาพระพุทธศาสนาให้อยู่ไปนานๆ

พวกเราก็ต้องรักษาด้วยวิธีการศึกษา ด้วยวิธีการปฏิบัติ

ด้วยวิธีการบรรลุผล ด้วยวิธีการนำเอาผลที่ได้บรรลุแล้วนี้

 มาเผยแผ่สั่งสอนให้แก่ผู้อื่นต่อไป

ถ้ามีพระธรรมอยู่ในใจของพุทธศาสนิกชนนี้

ไม่มีใครสามารถที่จะทำลายได้ ไม่มีอะไรที่จะทำให้เสื่อมได้

ถ้ามีการศึกษา มีการปฏิบัติ มีการบรรลุธรรม

เรื่องของถาวรวัตถุต่อให้เราสร้างขึ้นมามากน้อยเพียงไรก็ตาม

ก็จะต้องเสื่อมหมดไป และถาวรวัตถุ ก็ไม่สามารถเป็นที่พึ่งทางใจได้

 เช่นโบสถ์ เจดีย์ ศาลา วิหาร กุฏิ สิ่งเหล่านี้เป็นที่พึ่งทางร่างกาย

เพราะว่าผู้ที่ศึกษาผู้ที่ปฏิบัติธรรมจำเป็นจะต้องมีสถานที่

หลบแดดหลบฝนหลบภัยต่างๆ จึงมีการสร้างโบสถ์ สร้างเจดีย์

สร้างศาลา สร้างกุฏิ อันนี้มีไว้สำหรับร่างกายของผู้ศึกษา

ของผู้ปฏิบัติ ไม่ได้มีไว้เพื่อรักษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ในโบสถ์

 ไม่ได้อยู่ในเจดีย์ ไม่ได้อยู่ในศาลา ไม่ได้อยู่ในกุฏิ

 ไม่ได้อยู่ในพระพุทธรูป ไม่ได้อยู่ในพระธาตุ

ที่พวกเรากราบไหว้บูชากัน

แต่อยู่ที่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกก็อยู่ในพระธรรมคำสอน

 ดังที่ทรงตรัสไว้ว่าผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา

ผู้ที่เห็นเราก็คือผู้ที่เห็นธรรม

 ผู้ที่จะสามารถเห็นเราเห็นธรรมได้ ก็คือพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย

 นี่แหละคือแก่น นี่แหละคือศาสนาที่แท้จริง

อยู่ที่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่เกิดจากการศึกษา

เกิดจากการปฏิบัติ เกิดจากการบรรลุธรรม

และเกิดจากการเผยแผ่ธรรม ให้แก่ผู้อื่นต่อไป

สมัยพระพุทธกาลนี้พระพุทธเจ้าไม่ได้สร้างวัดแม้แต่วัดเดียว

 พระพุทธเจ้าสร้างแต่พระอรหันตสาวก

 พระอรหันตสาวกสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงมีชีวิตอยู่นี้

มีจำนวนเป็นหมื่นเป็นแสน แต่สมัยนี้หาพระอรหันต์แต่ละองค์นี้

แทบจะหาไม่ได้กัน มีแต่วัดเต็มไปหมด

มีแต่โบสถ์ มีแต่เจดีย์ มีแต่กุฏิ

 มีแต่ศาลา มีแต่พระพุทธรูปเต็มไปหมด

แต่พระอรหันตสาวกนี่แทบจะหาไม่ได้

นั่นก็เป็นเพราะว่า ชาวพุทธเราหลงทางกันแล้ว

 แทนที่จะมาสร้างพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 ให้เกิดขึ้นมาภายในใจ

เรามาสร้างพระพุทธรูปไว้ประดิษฐานในศาลาในโบสถ์กัน

 และคิดว่าเป็นที่พึ่งพวกเราก็มาศาลามาโบสถ์

มากราบพระพุทธรูปกันตลอดเวลา

 แล้วความทุกข์ภายในใจของพวกเรานี้

มันลดน้อยถอยไปบ้างหรือเปล่า หรือมีอยู่เหมือนเดิม

หรืออาจจะมีเพิ่มมากขึ้นเหมือนเดิม

เพราะว่าพระพุทธรูปนี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ไม่ใช่พระธรรมคำสอน

ไม่ใช่เป็นที่พึ่งทางใจ เป็นเพียงที่เตือนสติเท่านั้น

ที่เรียกว่าพุทธานุสติ

การที่เรามากราบพระพุทธเจ้า พระพุทธรูปนี้

เป็นการให้เรารำลึกถึงองค์แท้ของพระพุทธเจ้า

 ที่ได้ตรัสรู้ธรรมและได้ประกาศพระธรรมคำสอน

ได้สร้างพระอรหันตสาวกให้เป็นตัวแทน

ในการนำเอาพระธรรมอันเลิศอันประเสริฐนี้มาให้กับพวกเรา

 พวกเรากราบพระพุทธรูป เพื่อให้เรารำลึกถึง

 พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ให้เรารำลึกถึงหน้าที่ของเราที่เป็นชาวพุทธ

ถ้าเราอยากจะต้องการที่พึ่งทางใจ

ต้องการดับความทุกข์ต่างๆที่มีอยู่ภายในใจให้หมดไป

เราต้องศึกษาพระธรรมคำสอน

และต้องปฏิบัติ ตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

จนกว่าเราจะบรรลุธรรม

 เมื่อบรรลุธรรมแล้ว เราจะมีธรรมไว้ปกป้องคุ้มครองรักษาใจของเรา

 ไม่ให้ความทุกข์เข้ามาวุ่นวายสร้างความวุ่นวาย

สร้างความเดือดร้อนให้แก่ใจของพวกเรา

 อันนี้แหละคือหน้าที่ของพระพุทธรูป

พระพุทธรูปไม่ได้มีหน้าที่มาให้พรกับพวกเรา

ให้สิ่งนั้นสิ่งนี้กับพวกเรา

วันที่ล๊อตเตอรี่ออก ก็มาโบสถ์มาวัดกันจุดธูปเทียน ๓ ดอก

 แล้วก็นั่งขอบารมีของพระพุทธเจ้า ให้ส่งเลขตัวเด็ดๆมาให้

เพื่อที่จะได้ไปแทงหวยแทงล๊อตเตอรี่

 เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำมาหากินให้เหนื่อยยาก ให้ขี้เกียจ

ถึงวันก็ไปแทงหวยแทงล๊อตเตอรี่กัน

แล้วเงินทองก็จะไหลมาเทมา ถ้ามันเป็นอย่างนี้

ป่านนี้ คนไทยเราได้เป็นมหาเศรษฐีกัน

เต็มบ้านเต็มเมืองกันไปหมดแล้ว ล๊อตเตอรี่ก็คงจะเจ๊ง

เพราะว่าไม่มีรางวัลที่จะมาจ่ายให้คนที่ถูกหวยกันได้

แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะมันไม่ได้เป็นหน้าที่ ของพระพุทธรูป

 พระพุทธรูปไม่มีความสามารถที่จะให้หวย

 ให้เลขให้เบอร์กับพวกเราได้

ไม่สามารถที่จะให้เราร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีขึ้นมาได้

หน้าที่ของพระพุทธรูปมีเพียงแต่ให้เราเข้าหา

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้เราศึกษา

และให้เราปฏิบัติ ถ้าเราศึกษาและเราปฏิบัติแล้ว

เราจะกลายเป็นมหาเศรษฐีขึ้นมาอย่างแน่นอน

มหาเศรษฐีที่แท้จริงนี้เป็นอย่างไร ก็คือผู้ที่มีความพอนั่นเอง

 ตราบใดที่ยังไม่มีความพออยู่จะไม่เรียกว่าเป็นมหาเศรษฐี

เพราะยังอยากได้เพิ่มขึ้นแสดงว่ายังรวยไม่พอ

ยังอยากจะได้เงินทองมากขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นแหละ

ต่อให้มีเงินเป็นหมื่นล้านแสนล้าน แต่ถ้ายังอยากได้เพิ่มขึ้นไปอีก

ก็ถือว่ายังไม่ได้เป็นมหาเศรษฐี

แต่ผู้ที่มีธรรมอยู่ในใจนี้จะมีความพอ จะไม่อยากได้อะไรในโลกนี้

จะไม่อยากได้เงินทองข้าวของต่างๆ จะไม่อยากได้ลาภยศ สรรเสริญ

 จะไม่อยากได้ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

เพราะมีทรัพย์ภายใน อริยทรัพย์ มีมรรคผลนิพพานเป็นสมบัติ

 ผู้ใดมีมรรผลนิพพานเป็นสมบัติ ผู้นั้นจะมีความพอตลอดเวลา

 ผู้นั้นแหละเป็นเศรษฐีที่แท้จริง.

........................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ธรรมะในศาลา วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๘

“สร้างที่พึ่งถาวรให้แก่จิตใจ”














ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 08 ธันวาคม 2558
Last Update : 8 ธันวาคม 2558 10:10:39 น.
Counter : 404 Pageviews.

0 comment
### เมตตา ###















“เมตตา”

.......

จิตใจของพวกเรานี้ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม

 คิดดี ก็มีความสุข คิดไม่ดีก็จะมีความทุกข์

ดังนั้นเราต้องสร้างคุณธรรม

ที่เป็นสิ่งที่จะผลักดันให้เราคิดดี ทำดี พูดดี

 ให้เราไม่คิดร้าย ทำร้าย พูดร้าย

นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้

 มีสิ่ง ๒ อย่างที่จะผลักดันจิตใจของเราให้ไปในทางที่ดี

และไปในทางที่ไม่ดี

สิ่งที่จะผลักดันจิตใจของเราไปในทางที่ดีก็คือ

ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

ส่วนสิ่งที่จะผลักดันให้เราไปในทางที่ไม่ดี ก็คือ

ความโลภ ความโกรธ ความหลง

เราจึงต้องมาสร้างสิ่งที่ดีที่งามและมาละสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม

เพื่อจิตใจของเราจะได้ไปสู่ทางของความสุข และความเจริญ

ความเมตตาคืออะไร ความเมตตาก็คือไมตรีจิต

มีความปรารถนาดีมองทุกคนเป็นมิตรไม่ได้เป็นศัตรูกัน

มองว่าเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน

 แล้วเราเป็นเหมือนผู้เดินทางบนเครื่องบิน ถ้าตกก็ตกด้วยกัน

 ถ้าไปถึงจุดหมายปลายทางก็ไปถึงจุดหมายปลายทางด้วยกัน

 เราควรที่จะรักสามัคคีกัน เราไม่ควรที่จะโกรธ เกลียดกัน

 ทะเลาะวิวาทกัน เพราะการโกรธเกลียดทะเลาะวิวาท

จะมีแต่ทำให้ใจของเราทุกข์ ใจของเราไม่สบาย

แต่ถ้าเรามีความรักมีความปรารถนาดี มีความสามัคคี

ชีวิตของเราก็จะมีความร่มเย็นเป็นสุข

 พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้พุทธศาสนิกชนหัดเจริญเมตตา

การเจริญเมตตานี้ก็มี ๒ ลักษณะ

ลักษณะแบบการทำการบ้านและลักษณะแบบเข้าห้องสอบ

 การทำการบ้านก็เหมือนกับเราเรียนหนังสือ

กลับมาอาจารย์เราก็มีหนังสือมาให้เราทำเป็นแบบฝึกหัด

ให้เราทำแบบฝึกหัดไว้ เพราะเวลาสอบ

เขาก็จะเอาแบบฝึกหัดมาสอบเราอีกทีหนึ่ง

ถ้าเราทำการบ้านเราก็จะรู้วิธีทำข้อสอบ

เวลาสอบก็จะสอบผ่านสอบไม่ตก

การทำเมตตาแบบทำการบ้านก็คือ เวลาเราอยู่ลำพัง

เราไม่ได้พบปะกับใครเราก็สอนใจอย่างที่สอนให้สวด

 สัพเพสัตตา อเวราโหนตุ แปลว่า

ขอให้เราอย่ามีเวรมีกรรมกับสรรพสัตว์ทั้งหลาย

 ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เทวดาหรือเดรัจฉาน

ขอให้เราอย่าจองเวรของกรรมขอให้เราให้อภัยกัน

เพราะเราอยู่ร่วมกันก็เหมือนลิ้นกับฟัน

ที่มีโอกาสที่จะขบกันบ้างเป็นธรรมดา

เวลาขบแล้วก็ควรที่จะอย่าโกรธ อย่าอาฆาตพยาบาท

แล้วไปกัดกันต่อขบกันต่อ มันก็จะยิ่งเจ็บใหญ่

 เวลาใครเขาพูดอะไรไม่ดี ทำอะไรไม่ดี

ทำให้เรามีความเสียหายเดือดร้อนก็คิดเสียว่า

เป็นเหมือนลิ้นกับฟันที่เราต้องอยู่ร่วมกัน

 ถ้าเราอาฆาตพยาบาทจองเวรจองกรรม เราก็จะไปคิดร้ายกับเขา

 พูดร้ายกับเขา ทำร้ายกับเขา แล้วก็จะทำให้เขาคิดร้าย พูดร้าย

ทำร้ายเรากลับมาก็จะมีเเต่เรื่องการต่อสู้กันทำลายกัน

 ใจของทั้งสองฝ่ายก็จะร้อนเป็นไฟ

แต่ถ้าเราเป็นฝ่ายที่หยุดยอมคิดเสียว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ

เรื่องของธรรมดาที่เราอยู่ร่วมกัน

ย่อมมีความคิด ความเห็นที่ไม่ตรงกัน

และมีคนที่ชอบ และไม่ชอบเราเป็นธรรมดา

 ถ้าเราเจอคนที่เขาไม่ชอบเรา

เขาก็มักจะพูดหรือทำในสิ่งที่ไม่ดีกับเรา

 ถ้าเรามีความเมตตาเราจะไม่รู้สึกเดือดร้อน

เราคิดเสียว่าให้อภัยเขา ปล่อยเขาไป

เป็นเรื่องของเขา เราห้ามเขาไม่ได้

เราไปควบคุมบังคับการกระทำการพูดของเขาไม่ได้

 แต่เราสามารถควบคุมการพูดการะทำของเราได้

ถ้าเราควบคุมใจของเราไม่ให้ไปโกรธไปเกลียด

ไปอาฆาตพยาบาท ใจของเราก็จะสงบมีความสุข

ทั้งๆที่ถูกขาพูดไม่ดี ทำไม่ดีกับเรา

แต่ถ้าเราควบคุมใจเราไม่ได้ แผ่เมตตาไม่ได้ ให้อภัยไม่ได้

ใจของเราจะร้อนเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา

ไฟนี่แหละที่จะเป็นไฟนรกต่อไป ถ้าเราไม่กำจัดมัน

ถ้าเราปล่อยให้มันระบายออกมาด้วยการกระทำด้วยการพูด

มันก็จะกลายเป็นไฟนรกต่อไป

เช่นการที่เราไปพูดแล้วก็ไปทำร้ายเขา ถึงกับทำให้เขาเสียชีวิต

 พอไปฆ่าเขาแล้วก็ต้องไปตกนรก ใจก็จะร้อนเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา

 แต่ถ้าเราให้อภัยคิดเสียว่าเป็นการทำบุญ อภัยทาน

พระพุทธเจ้าสอนบอกว่าการทำทานนี้มีอยู่ ๔ ชนิดด้วยกัน

วัตถุทานก็คือสิ่งที่ญาติ โยมมาทำกันในวันนี้

ก็คือเอากับข้าวกับปลา อาหารของคาวของหวานต่างๆ มาถวายพระ

 อย่างนี้เรียกว่าเป็นวัตถุทาน เอาวัตถุมาให้

 ถ้าญาติโยม มีวิชาความรู้แล้วเอาไปสอนผู้อื่น โดยไม่คิดสตางค์

 เช่นเป็นติวเตอร์เป็นอะไรให้กับเด็กนี้ โดยไม่คิดเงินคิดทอง

ก็เรียกว่า วิทยาทาน ให้ความรู้

ถ้าญาติโยม มีธรรมะหรือมีหนังสือธรรมะ ญาติโยมเอาไปแจกจ่าย

ให้แก่ผู้อื่น ก็เรียกว่า ธรรมทาน

ส่วนอภัยทานก็คือเวลาที่ใครเขามาทำให้เราเดือดร้อน เสียหาย

เราก็ให้อภัยเขาก็เรียกว่า อภัยทาน เราก็จะได้บุญ

เพราะว่าเราให้อภัย ใจของเราจะไม่ร้อน ใจของเราจะเย็น มีความสุข

ตายไปก็ได้ไปสู่สุคติ แต่ถ้าให้อภัยไม่ได้ใจเราร้อน

 เราไปพูดร้าย ทำร้ายเขา ตายไปเราก้ต้องไปอบาย

นี่คือเรื่องของความแผ่เมตตา

 ตอนต้นต้องหัดซ้อมไว้ก่อน ซ้อมแผ่อยู่เรื่อยๆ

 ว่าเราจะต้องให้อภัยให้ได้ เพราะการให้อภัยเป็นประโยชน์กับเรา

 ไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ที่เราให้อภัย

ผู้ที่ได้รับประโยชน์จริงๆก็คือใจเรา

 เราได้ดับความโกรธเกลียด ความเครียดแค้นอาฆาตพยาบาท

ที่จะทำให้เราต้องไปทำสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่เสียหายกับตัวเราต่อไป

แต่ถ้าเราให้อภัยได้ ใจของเราก็จะเย็นจะสบาย

 นี่ต้องซ้อมคิดอยู่เรื่อยๆ นึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ เวลาเจอคนนั้นคนนี้

 ต้องคิดว่า เอาละ เดี๋ยวต้องด่าเราละ

เดี๋ยวต้องทำอะไรที่เราไม่ชอบหรือเสียหายแล้ว เราต้องให้อภัยละ

 ถ้าเราเตรียมตัวไว้ก่อน เวลาเจอเหตุการณ์จริง

เราจะทำใจได้ เพราะเราซ้อมไว้ก่อน

แต่ถ้าเราไม่ซ้อมไว้ก่อน พอเราไปเจอเหตุการณ์

ก็เหมือนกับไม่ได้ตั้งหลัก

พอไม่ได้ตั้งหลักสัญชาติญาณของเราก็มักจะตอบโต้ทันที

จะโกรธ จะเกลียดขึ้นมาทันที

ดังนั้นขอให้เราพยายามฝึกซ้อมการให้อภัย

ซึ่งเป็นการแผ่เมตตาอย่างหนึ่ง

การแผ่เมตตาอีกอย่างก็คือ การให้ความสุขแก่ผู้อื่น

มีความปรารถนาดี เจอใครก็ยิ้มให้เขาทักทายเขา

มีข้าวของ ที่จะเเบ่งปันแจกกันได้ก็เอามาแจกจ่ายกัน

อย่างปีใหม่ เราก็ส่ง ส.ค.ส.

คำว่า ส.ค.ส.ก็แปลว่า ส่งความสุข

ส่งความสุขก็คือการแผ่เมตตา

เราก็ซื้อของขวัญไปให้คนนั้นคนนี้ เราไม่ต้องรอวันขึ้นปีใหม่

 แล้วค่อยมาส่งส.ค.ส.กัน เราควรจะส่งส.ค.ส.กันทุกวัน

ขอให้ถือว่าทุกวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพราะมันเป็นวันใหม่

 วันนี้ก็เป็นวันใหม่ วันที่ ๑ มกราคม ก็เป็นวันใหม่ไม่ต่างกันตรงไหน

ก็เป็นเหมือนปีใหม่เหมือนกัน

ถ้าเรามาสมมุติว่าต่อไปนี้เราจะถือวันปีใหม่เป็นวันที่ ๒๔ ตุลาคม

 วันนี้ก็เป็นวันขึ้นปีใหม่ เราก็ส่งส.ค.ส.กัน

 เราก็สมมุติว่า ทุกวันเป็นวันขึ้นปีใหม่ไปก็แล้วกัน

พวกเราจะได้ส่งส.ค.ส.ให้กับคนนั้นให้กับคนนี้

แล้วเวลาเราส่งส.ค.ส.เราจะรู้สึกมีความสุขใจ

เพราะการให้ความสุขแก่ผู้อื่น นำมาสู่ความสุขกลับมาสู่ตัวของเรา

ดังนั้นขอให้เราพยายามหัดแผ่เมตตาอยู่เรื่อยๆ

ส่งส.ค.ส.ให้กันอยู่เรื่อยๆ อย่าส่งส.ค.ท.ให้กันอยู่เรื่อยๆ

 ส.ค.ท.ก็ส่งความทุกข์ให้แก่กัน ส่งความทุกข์ด้วยการโกรธ

 เกลียดอาฆาตพยาบาทเครียดแค้น อันนี้เรียกว่า ส.ค.ท. ไม่ใช่ส.ค.ส.

 ต้องให้อภัยต้องแบ่งความสุขที่เรามีอยู่ให้แก่ผู้อื่นแล้วเราจะมีความสุข

อานิสงส์ของผู้ที่แผ่เมตตานี้มีหลายประการด้วยกัน เช่น

 ๑.จะเป็นที่รักทั้งของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย จะไม่มีใครโกรธ

 ใครเกลียดเรา จะไม่มีใครคิดทำร้ายเราด้วยศาสตราวุธก็ดี

ด้วยอาวุธต่างๆก็ดี แล้วก็เวลาตื่นก็มีความสุข

 เวลาหลับก็มีความสุข เวลานอนหลับก็ไม่ฝันร้าย

 และเวลาตายไปก็ได้ไปสู่สุคติได้ไปเป็นเทพได้เป็นพรหม

ได้เป็นพระอริยเจ้า

นี่คือประโยชน์ของการแผ่เมตตาที่

เราจะได้ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ชาวพุทธเราเจริญเมตตาอยูเรื่อยๆ.

................................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ธรรมะในศาลา วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๘

“พรหมวิหาร ๔”










ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 07 ธันวาคม 2558
Last Update : 7 ธันวาคม 2558 10:41:43 น.
Counter : 355 Pageviews.

0 comment
### คำสอนข้อที่ 3 ของพระพุทธเจ้า ###

















“คำสอนข้อที่ ๓ ของพระพุทธเจ้า”

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราหมั่นถามตัวเราเองอยู่เรื่อยๆว่า

 วันเวลาผ่านไปๆ เรากำลังทำอะไรกันอยู่

เรากำลังทำบุญหรือเรากำลังทำบาป

 หรือเรากำลังทำสิ่งที่ไม่ใช่เป็นบุญและเป็นบาป

การกระทำของเรานี้แบ่งเป็น ๓ทางด้วยกัน

 ทางบุญ ทางบาป และทางที่ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาป

 เราก็ทำการกระทำทั้ง ๓ อย่างนี้สลับกันไป คลุกเคล้ากันไป

ตามเวลาตามเหตุการณ์

การกระทำบุญก็คือการกระทำประโยชน์สุขให้แก่ผู้อื่น

การกระทำบาปก็คือการกระทำโทษความทุกข์

ความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น

การกระทำที่ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปก็คือ

การกระทำที่ไม่เป็นคุณไม่เป็นประโยชน์ไม่เป็นโทษแก่ผู้อื่น

การกระทำที่ไม่เป็นบุญไม่เป็นบาปก็คือ

การกระทำที่เกี่ยวกับร่างกายของเรา ชีวิตของเรา

เช่นอาบน้ำ แต่งเนื้อแต่งตัว รับประทานอาหาร

 ไปทำงานหาเงินหาทองเพื่อมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

 การกระทำแบบนี้เรียกว่า ไม่ได้เป็นบุญไม่ได้เป็นบาป

 เพราะไม่ได้ไปทำให้เกิดประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น

 และไม่ได้ไปทำให้เกิดความทุกข์ความเสียหายแก่ผู้อื่น

ผลของการกระทำที่ไม่เป็นบุญไม่ได้เป็นบาป ก็คือ

อบายก็ไม่ได้ไป สวรรค์ก็ไม่ได้ไป

ก็จะกลับมาเป็นมนุษย์ มนุษย์นี้ก็ที่เกิดของผู้ที่มีบุญ มีบาปเท่ากัน

 บุญก็ไม่มีกำลังที่จะดึงไปสวรรค์ บาปก็ไม่มีกำลังที่จะดึงไปอบาย

ก็เลยมาเกิดเป็นมนุษย์

ผู้ที่ไปอบายเมื่อใช้บาปจนกระทั่งไม่มีกำลังที่จะดึงเราไว้ในอบาย

เราก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์

 ผู้ที่ทำบุญ บุญก็จะดึงไปสวรรค์ พอบุญหมด

ไม่มีกำลังที่จะดึงเราไว้ในสวรรค์ เราก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่

แล้ว ก็กลับมาสร้างบุญสร้างบาปอย่างนี้ใหม่

 ทำอย่างนี้มาเป็นเวลาอันยาวนาน เวลามาเกิดแต่ละครั้ง

ก็ต้องมาทุกข์กับการที่จะต้องเลี้ยงดูปากท้องดิ้นรนทำมาหากิน

ต่อสู่กับอุปสรรค ต่อสู้กับปัญหาต่างๆ เพื่อยังให้ชีวิตมีความสุข

ไม่มีความทุกข์ ในขณะที่กระทำการเหล่านี้บางทีก็พลั้งเผลอ

 หรือถูกเหตุการณ์บังคับให้ไปทำบาป

เช่นเวลาทำมาหากินแล้วหามาไม่ค่อยได้ไม่ค่อยพอ

หามาโดยวิธีที่ไม่ทำบาปไม่พอ ก็เลยต้องไปหามาโดยวิธีทำบาป

โดยที่ไม่รู้ว่าการทำบาปนี้ จะมีผลต่ออนาคตของตน

หลังจากที่ร่างกายนี้ตายไปแล้ว

แต่ถ้าได้มาศึกษา ได้มาฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ก็จะรู้ว่าการกระทำบาปนี้มีผลเสียหายร้ายแรงตามมา

สู้ยอมอดอยากยอมทุกข์กับการอดยากขาดแคลน

ดีกว่าที่จะไปทำบาปเพื่อมาแก้ปัญหา

ของความทุกข์ยากลำบากต่างๆ

เพราะว่าได้ไม่คุ้มเสีย เราได้อยู่อย่างสุขอย่างสบาย

เฉพาะช่วงเวลาที่เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ แต่พอเราตายไปแล้ว

บาปที่เราทำ เพื่อที่จะให้เราอยู่อย่างสุขอย่างสบายนี้

มันจะมาส่งผลที่รุนแรงกว่าความสุขสบายที่เราได้รับ

จากการอยู่เป็นมนุษย์

 ตายไปก็ต้องไปเป็นเดรัจฉานบ้าง มีใครอยากเป็นเดรัจฉานบ้าง

 เป็นเดรัจฉานกับมนุษย์นี้อย่างไหนจะดีกว่ากัน

นอกจากเดรัจฉานก็มีเปรต มีผี มีสัตว์นรก

 พวกนี้ก็อยู่แบบอดๆอยากๆ อยู่แบบทุกข์ทรมานของไฟนรก

ที่จะคอยแผดเผาให้ใจนี้รุ่มร้อนอยู่ตลอดเวลา

เพราะว่ากระทำบาปไปโดยไม่รู้สึกตัว คิดว่าตายไปแล้วก็จบ

เพราะว่าเราเห็นแต่เพียงร่างกายของเรา เราไม่เคยเห็นใจของเรา

เราไม่เคยเห็นใจที่ไม่มีวันตาย ใจที่เป็นผู้กระทำบุญและกระทำบาป

ร่างกายเป็นเพียงผู้รับใช้ ผู้รับคำสั่ง

 ผู้ที่ทำบาปจริงๆ ทำบุญจริงๆก็คือใจ

เหมือนกับคนขับรถยนต์ รถยนต์นี้ไม่ได้เป็นผู้ทำบาปหรือทำบุญ

แต่คนขับนี้เป็นผู้ทำบาปหรือทำบุญด้วยการใช้รถยนต์

เช่นขับรถยนต์ไปชนคนตาย เวลาเจ้าหน้าที่ตำรวจมาจับ

ก็ไม่จับรถยนต์ไปขังคุกตะรางแต่จับคนขับ

เพราะคนขับเป็นผู้ขับรถยนต์ให้ไปชนคนตาย ฉันใด

เวลาที่เราทำบาปนั้น เราเป็นผู้กระทำ

โดยใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือเท่านั้นเอง

 ร่างกายเขาก็ใช้บาปของเขาตอนที่เวลาตาย เวลาตายไปเขาก็จบ

 เขาก็ไม่ต้องไปติดคุกติดตะรางไม่ต้องไปใช้โทษใช้อะไร

 แต่ใจนี้ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

 ใจนี้แหละเป็นผู้ที่จะไปรับผลบุญผลบาปต่อไป

 ถ้าเราเชื่อพระพุทธเจ้า

เราก็จะพยายามทำตาม ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

ก็คือให้ทำบุญละบาป

ทำบุญแล้วเราก็จะได้รับผลที่ดีได้รับความสุข

ขณะที่มีชีวิตอยู่ก็มีความสุข เวลาทำบุญ

เวลาทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นเราจะมีความสุข

 เช่นเวลาเราทำอะไรให้กับคุณพ่อคุณแม่

 คุณแม่มีความสุขเราก็มีความสุขไปกับคุณแม่

เวลาใดที่เราไปทำให้คุณแม่มีความทุกข์

 เราก็มีความทุกข์ไปกับคุณแม่

การกระทำของเรามันส่งผลทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

 ในปัจจุบันก็ทำให้ใจของเรามีความสุขหรือมีความทุกข์

แล้วอนาคตเวลาที่ร่างกายนี้ตายไปแล้ว เราต้องไปเกิดในอบาย

ถ้าเราทำบาป ถ้าเราทำบาปมากกว่าทำบุญ

 ถ้าเราทำบุญมากกว่าทำบาป บุญมีกำลังมากกว่าบาป

บุญก็จะดึงเราไปเกิดในสวรรค์

แต่เกิดในสวรรค์หรืออยู่ในอบาย

พอบุญกับบาปที่เราทำไว้หมดกำลัง

 เราก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่

ถ้าเราไม่อยากจะกลับมาเกิดอีกซ้ำๆซากๆ แบบนี้

เราก็ต้องทำอีกข้อ ๑ คือ

ให้เรามาชำระใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์

 ตอนนี้ใจของเราสกปรกด้วยกิเลสตัณหา

ที่เป็นตัวฉุดลากใจของเราให้ไปเกิดตามภพต่างๆ ตามบุญตามบาป

และเวลากลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็มาสร้างภพสร้างชาติใหม่

ด้วยความอยาก ด้วยควมโลภต่างๆ

ถ้าเราอยากจะตัดภพตัดชาติ ตัดการเวียนว่ายตายเกิด

 พระพุทธเจ้าก็บอกว่าเราต้องมากำจัดชำระกิเลสตัณหา

ที่มีอยู่ในใจของเราให้หมดไป

เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าได้ทรงชำระ

พระพุทธเจ้านี้เป็นคนแรกของโลกที่ได้ชำระใจของตนเอง

ได้สะอาดบริสุทธิ์ ได้ยุติการเวียนว่ายตายเกิดได้

ไม่มีใครที่จะสามารถชำระใจของตนเองได้ โดยไม่มีใครสอน

ไม่มีใครบอก มีเพียงแต่พระพุทธเจ้า เพียงพระองค์เดียว

เพราะพระพุทธเจ้ามีพระบารมี มีความรู้ ความสามารถ

ที่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาอย่างพวกเราทั้งหลาย

พระองค์ทรงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า

ที่ไม่อยากจะกลับมาเกิด มาแก่ มาเจ็บ มาตายซ้ำแล้วซ้ำอีก

เพราะทรงเห็นความทุกข์

เวลาที่แก่ เวลาที่เจ็บไข้ได้ป่วย และเวลาที่ตาย

พระองค์จึงทรงพยายามค้นหาวิธีว่าจะทำอย่างไร ถึงจะยุติ

การกลับมาเกิดมาแก่มาเจ็บมาตายได้

ตอนต้นก็ไปศึกษาไปถามอาจารย์ต่างๆ แต่ก็ไม่มีใครในโลกนี้

ที่รู้วิธีการหยุดการเกิดแก่เจ็บตายได้

พระองค์เลยต้องไปค้นคว้าหาด้วยตนเอง ทดลองผิดทดลองถูก

จนกระทั่งในที่สุดก็ค้นพบเหตุที่ทำให้มาเกิด

เหตุที่ทำให้มาเกิดก็คือตัณหาความอยากนี่เอง

ตัณหาความอยากนี้ที่ทำให้พวกเราอยู่เฉยๆไม่ได้ อยู่ไม่เป็นสุข

ให้อยู่บ้านเฉยๆ ให้กินให้นอนอย่างสบายก็ยังอยู่ไม่ได้

อยากจะออกไปข้างนอก อยากจะไปดูรูปฟังเสียงลิ้มรสดมกลิ่น

สัมผัสกับสิ่งต่างๆ เพราะตัณหาความอยากนี้ มันคอยกระตุ้น

คอยกระตุกใจให้อยู่เฉยๆไม่ได้ เวลาอยู่เฉยๆรู้สึกอย่างไร

หงุดหงิดรำคาญใจแต่พอได้ดูได้ฟัง

ได้ทำอะไรความหงุดหงิดก็หายไป

 แต่การอยากจะทำสิ่งเหล่านี้ทำให้ใจไม่นิ่ง

 ทำให้ใจต้องไปทำบาปทำกรรม ทำให้ใจต้องไปทำอะไรต่างๆ

 จึงพาให้ใจต้องไปเกิดอยู่เรื่อยๆ หลังจากที่ร่างกายนี้ตายไปแล้ว

พระพุทธเจ้าในที่สุดก็ทรงพบวิธีที่จะหยุดความอยากต่างๆ ได้

ด้วยการเห็นความจริงว่าสิ่งต่างๆ ที่ใจอยากได้อยากมีอยากเป็นนั้น

มันไม่ได้ให้ความสุขกับใจ เป็นความสุขปลอม เป็นความสุขชั่วคราว

แล้วก็มีความทุกข์ตามมา เช่นเราอยากจะมีความสุขกับแฟน

เราก็ไปหาแฟนมาคิดว่ามีแฟนแล้วจะมีความสุข

แต่ก็เป็นความสุขเดี๋ยวเดียว พออยู่ด้วยกันไม่นาน

เดี๋ยวก็ทะเลาะกับแฟน พอทะเลาะกับแฟน

ความสุขที่ได้จากแฟนก็กลายเป็นความทุกข์ไป

หรือถ้าไม่ทะเลาะกันแฟนอาจจะจากเราไป

อาจจะต้องไปทำงานไปอยู่ที่อื่น อยู่ด้วยกันไม่ได้

 เพราะต้องไปทำงานก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา

 หรือถ้าเกิดอุบัติเหตุแฟนตายจากเราไป เราก็จะทุกข์ทรมานใจ

นี่คือความสุขที่พวกเราแสวงหาด้วยความอยากของพวกเรา

เพราะเราไม่รู้ความจริงของสิ่งต่างๆ ที่เราอยากว่าเป็นของชั่วคราว

 ไม่มีอะไรเป็นของถาวร ไม่มีอะไรจะอยู่กับเราไปตลอด

 ไม่ช้าก็เร็วถ้าเขาไม่จากเราไป เราก็ต้องจากเขาไป

นี่คือสิ่งพระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็น

 พระองค์ก็เลยหยุดความอยากได้

เพราะทุกครั้งเวลาเกิดความอยาก พระองค์ก็จะเห็นความทุกข์

ที่จะตามมาจากการมีความอยาก

อยากได้แฟน พอได้แฟนก็สุขเดี๋ยวเดียว

พอหม้อข้าวยังไม่ทันไหม้ก็เกิดการทะเลาะวิวาทกัน

เกิดการเกลียดกันโกรธกันขึ้นมา

 เกิดการทำร้ายร่างกายกันขึ้นมา นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเรา

ถ้าเรายังอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้คนนั้นคนนี้อยู่

จะต้องเจอความทุกข์กับสิ่งนั้นแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว

พระพุทธเจ้านี้มีปัญญาทรงเห็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอน

ของสรรพสิ่งทั้งหลาย จึงสามารถที่จะสอนใจ

ให้เลิกอยากได้สิ่งต่างๆ

 เพราะเป็นเหมือนกับอยากได้ยาพิษมานั่นเอง

 ถ้าเรารู้ว่าสิ่งที่เราได้เป็นยาพิษนี้เราอยากจะได้หรือเปล่า

 เช่นบุหรี่หรือสุรายาเมานี้มันเป็นยาพิษดีๆ นี่เอง

เพียงแต่ว่ามันเป็นพิษในระดับต่ำ มันไม่ฆ่าเราทันทีทันใด

แต่มันค่อยๆฆ่าเราวันละเล็กวันละน้อย

ผู้ที่ติดสุราติดบุหรี่นี้หมอเขาบอกว่ามีปัจจัยเสี่ยง

ต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บหลายชนิดด้วยกัน

ทำให้ถึงแก่ความตายเร็วกว่าวัย นี่แหละคือยาพิษ

แต่มองไม่เห็นว่าเป็นยาพิษ กลับเห็นว่าเป็นขนม

น่ากินน่าดื่มน่ารับประทาน

นี่คือสิ่งที่พวกเราจะต้องทำ ศึกษาแล้วก็สอนใจเราอยู่เรื่อยๆ

ว่า อย่าไปอยากได้อะไร อย่าไปอยากดูอะไร

 อย่าไปอยากฟังอะไร อย่าไปอยากดื่มอยากรับประทานอะไร

ถ้าจะดื่มจะรับประทานก็ดื่มด้วยความจำเป็น ดื่มแบบดื่มยา

รับประทานแบบรับประทานยา ถ้าดื่มตามความจำเป็นนี้

ไม่เรียกว่าเป็นความอยาก

เหมือนกับเวลาหมอให้ยามา เราไม่อยากกินยา

เพราะว่ามันจะช่วยรักษาโรคภัยไข่เจ็บ

ของร่างกายของเขาให้หายไปได้ ฉันใด

ถ้าเราดื่มและกินด้วยความจำเป็น

แบบกินยาดื่มยา แบบนี้ไม่เป็นปัญหา

ไม่เป็นความอยาก จะไม่นำมาสู่ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย

พระพุทธเจ้าก็ยังกินหลังจากที่ตรัสรู้แล้ว

พระอรหันตสาวกทั้งหลาย ท่านก็ยังกินยังดื่ม

 แต่ท่านไม่กินไม่ดื่มเหมือนพวกเรา

พวกเรากินและดื่มด้วยความอยาก เวลากินก็ต้องเลือกอาหาร

 เลือกเครื่องดื่ม แต่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์นี้

ท่านกินตามมีตามเกิดได้

 มีอะไรก็กินไป มีอะไรก็ดื่มไป กินให้มันอิ่มท้องก็พอ

 นี่คือเรื่องของตัณหาความอยาก

กับเรื่องที่ไม่ใช่เป็นตัณหาความอยาก

สำหรับพวกเรานี้ไม่ว่าจะทำอะไร

ทำด้วยตัณหาความอยากทั้งนั้น

นานๆถึงจะทำด้วยความจำเป็น

เช่นเวลาไปหาหมอไปด้วยความจำเป็น

ไม่อยากจะไปแต่ก็ต้องไป

 หมอให้ยามากินไม่อยากจะกินก็ต้องกิน

แต่เรื่องอื่นนี้ทำด้วยความอยากทั้งนั้น

อยู่บ้านเบื่อก็อยากจะออกไปข้างนอก

อยากจะไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เที่ยวแล้วก็ไม่อิ่มไม่พอ

พอกลับมาอยู่บ้านใหม่ไม่นานก็อยากจะไปเที่ยวอีก

 ก็ต้องเที่ยวไปเรื่อยๆ ตายไปก็ต้องกลับมาหาร่างกายใหม่

มาซื้อร่างกายใหม่ มาเกิดใหม่

เพื่อที่จะได้มีร่างกายพอไปเที่ยวใหม่

แต่ถ้าหยุดความอยากได้ก็จะไม่ต้องกลับมาเกิดใหม่

นี่คือวิธีชำระใจ ต้องชำระด้วยปัญญา

ต้องรู้ว่าความอยากในสิ่งต่างๆ นี้เป็นการพาไปสู่ความทุกข์

 ไม่ใช่เป็นสู่ความสุข ถ้าเห็นว่าเป็นทุกข์แล้วก็จะไม่อยากได้

ถ้าเห็นว่าเป็นยาพิษก็จะไม่อยากได้

ดังนั้นเราต้องพยายามมองทุกสิ่งทุกอย่าง

ให้เห็นว่ามันเป็นเหมือนยาพิษ

แต่ว่าฤทธิ์ของมันนี้อาจจะออกช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง

 ฤทธิ์บางอย่างก็ออกเร็ว ฤทธิ์บางชนิดก็ออกช้า

แต่ในที่สุดก็จะต้องขมขื่นอย่างแน่นอน

นี่คือคำสอนข้อที่ ๓ นอกจากการทำบุญละบาป

แล้วก็ต้องมาชำระใจให้สะอาด

ถ้าชำระใจให้สะอาดได้ ก็ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

 ถ้ายังชำระไม่ได้ก็ต้องกลับมาเกิดแก่เจ็บตาย

แล้วก็ต้องไปเกิดในอบายบ้าง ไปเกิดในสวรรค์บ้าง

ตามกำลังของบุญของบาปที่เรากำลังทำกันอยู่

แต่ถ้าเราสามารถที่จะทำแต่บุญอย่างเดียว ไม่ทำบาป

แล้วก็ชำระใจของเราไปเรื่อยๆ

ภพชาติของเราต่อไป ก็จะเป็นแต่สวรรค์

จนกว่าจะไปถึงพระนิพพาน

ไปถึงที่สิ้นสุดของการเวียนว่ายตายเกิด

ดังนั้นการกระทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

จึงมีแต่ได้มีแต่กำไรไม่ขาดทุน

ถ้าไม่ทำตามคำสอนนั่นแหละ ถึงจะขาดทุน

จะต้องไปตกนรก จะต้องไปเกิดเป็นเดรัจฉาน

จะต้องไปทนทุกข์ทรมานกับสภาพที่ไม่ดีต่างๆ

เพราะการกระทำบาปที่ได้ทำเอาไว้ ถ้าไม่ทำบาปแล้ว

สภาพที่ไม่น่าดูไม่น่าปรารถนาจะไม่เกิดขึ้นกับพวกเรา

จะมีแต่สภาพที่ดีที่พวกเราปรารถนากันเกิดขึ้นกับพวกเรา.

............................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ธรรมะในศาลา วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๘

“คำสอนข้อที่ ๓ ของพระพุทธเจ้า”














ขอบคุณที่มา fb.พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 06 ธันวาคม 2558
Last Update : 6 ธันวาคม 2558 11:04:17 น.
Counter : 491 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....