Group Blog
All Blog
### การปฏิบัติเบื้องต้น ###
















“การปฏิบัติเบื้องต้น”

การปฏิบัติธรรมนี้ก็เริ่มต้นที่รักษาศีล ๘

แล้วก็หัดเดินจงกรมนั่งสมาธิเจริญสติไปก่อน

สตินี้เป็นธรรมที่สำคัญเป็นเหมือนกุญแจรถ

จะให้รถวิ่งได้ต้องมีกุญแจ เปิดประตูเข้าไปในรถแล้วก็สตาร์ทรถ

ถ้าไม่มีกุญแจก็เข้าไปในรถขับรถไม่ได้

ใจก็เหมือนรถ เราจะขับใจให้ไปพระนิพพาน

 ก็ต้องใช้สติเป็นผู้นำไป

ที่ไปปฏิบัติที่สำนักปฏิบัติเขาจะสอนให้ฝึกสติไปก่อน

ให้มีสติอยู่กับร่างกายก็ได้ มีสติอยู่กับพุทโธก็ได้ ให้ใจหยุดคิด

 เป้าหมายก็คือใจชอบลอยไปตามความคิด

 ลอยไปแล้วมันก็ไม่นิ่งมันก็ไม่สงบ มันก็ไม่มีความสุข

มันก็จะดิ้นหาความสุขทางจากตา หู จมูก ลิ้น กาย

แล้วมันก็จะไปเจอความทุกข์ นี่คือปัญหาของคนที่ไม่มีสติ

 ไม่มีสติใจมันจะไม่นิ่ง พอไม่นิ่งมันก็จะเกิดความหิว

ความอยากตัณหาต่างๆ ขึ้นมา อยากในรูป เสียง กลิ่น รส

อยากมีอยากเป็น อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้

อยากไม่ได้ แล้วพอไปหามาก็ต้องมาทุกข์กับสิ่งที่ได้มา

 แล้วเวลาเสียไปก็ต้องทุกข์กับสิ่งที่เสียไป

ก็จะเวียนอยู่กับหาความทุกข์ ถ้าไม่มีสติ เพราะจะให้อยู่เฉยๆ

ไม่ไปหาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กายก็ทุกข์อีก

อยู่เฉยๆก็ไม่ได้ อยู่เฉยๆ ความอยากดู อยากฟัง

อยากดื่ม อยากรับประทานมันคอยดันคอยผลัก

ทำให้ต้องไปหาสิ่งต่างๆ มา หามาแล้วก็ได้ความสุขเดี๋ยวเดียว

 แล้วก็หายไปแล้วก็ต้องหาใหม่ ถ้าหาไม่ได้ก็ทุกข์อีก

 แต่ถ้ามีสติแล้วใจจะนิ่งใจจะสงบ ใจจะอยู่เฉยๆ ได้

ใจจะสามารถควบคุมความอยากได้ เป็นการควบคุมชั่วคราว

คือคุมได้แต่ยังไม่สามารถที่จะทำลายมันได้

สตินี้หยุดความอยากได้ แต่ทำลายให้มันหายไปไม่ได้

 ต้องอาศัยปัญญา ถ้ามีสติแล้วขั้นต่อไปก็ใช้ปัญญาได้

เวลาเกิดความอยากก็ให้พิจารณาสิ่งที่เราอยากว่ามันไม่เที่ยง

มันไม่ถาวร มันไม่แน่นอน มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

 มันมีเจริญมีเสื่อมมีเกิดมีดับ มีได้มีเสีย ได้มาแล้วก็ดีใจ

 เวลาเสียไปก็เสียใจ ก็กลับมาที่จุดเดิม จุดตอนที่ไม่มีอะไร

แล้วก็ต้องไปหาใหม่ หาใหม่ก็เจอแบบเดียวกัน

ได้มาแล้วเดี๋ยวก็เสียไปอีก

ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาถาวรก็ต้องเห็นว่ามันเป็นการไปหาความทุกข์

เพราะว่ามันไม่อยู่กับเราไปตลอด ถ้าเห็นว่ามันเป็นทุกข์แล้ว

ต่อไปก็จะไม่อยากได้ ก็จะตัดความอยากต่างๆ ได้

พอไม่มีความอยากก็จะไม่มีอะไรผลักดันใจให้ไปหาสิ่งต่างๆ

 ใจก็จะอยู่สงบ อยู่นิ่ง อยู่อย่างมีความสุขได้โดยที่ไม่ต้องมีอะไร

ตอนเริ่มต้นนี้ฝึกสติ ต้องรักษาศีล ๘ ให้ได้

เพราะศีล ๘ จะทำให้เรามีเวลามีปฏิบัติ

ถ้าเราไม่รักษาศีล ๘ เดี๋ยวเราก็จะไปหากิจกรรมอย่างอื่นทำกัน

ไปดูพวกมหรสพบันเทิง ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ

 หรือไปทำอะไรต่างๆร้อยแปด

เพราะว่าศีล ๕ นี้ไม่ได้ห้ามไม่ให้ไปทำอะไรต่างๆ

แต่ถ้าถือศีล ๘ นี้ห้าม ห้ามไม่ให้ไปหาความสุข

ทางตา หู จมูก ลิ้น กายให้ไปอยู่วัด

 คนที่อยากจะได้ธรรมะอยากจะได้หลุดพ้น จากความทุกข์

จะต้องทิ้งโลกไป เพราะโลกนี้เป็นโลกของความทุกข์

ต้องทิ้งลาภยศ สรรเสริญ ทิ้งความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

 ทิ้งสามีทิ้งภรรยา ทิ้งบุตรทิ้งธิดา ทิ้งไปหมดเลย

 เพราะของพวกนี้มันเป็นทุกข์มากกว่าเป็นสุข

 ถ้าอยากจะได้สุขแบบไม่มีทุกข์ต้องไม่มีอะไร

ความสุขที่ไม่มีอะไรมาให้ความสุข

ถ้าไม่มีอะไรมันก็ไม่มีอะไรที่จะต้องสูญเสีย

ถ้ามีแล้วมันก็ต้องมีการสูญเสียมีการพลัดพรากจากกัน

 ถ้าไม่มีมันก็จะไม่มีอะไรต้องสูญเสีย

 ถ้ามีสติก็จะสามารถอยู่กับความไม่มีอะไรได้

 อยู่กับความว่างเปล่าได้ จำเป็นจะต้องฝึกสติ

 จำเป็นจะต้องมีศีล ๘ เป้นธรรม ๒ ชนิดที่เริ่มต้นปฏิบัติ

จะต้องพยายามสร้างขึ้นมาให้ได้ พยายามรักษาศีล ๘ ให้บ่อยๆ

 มีเวลาว่างก็รักษาศีล ๘ไป แล้วจะได้มีเวลามาคอยเจริญสติ

คอยควบคุมใจไม่ให้ลอยไปตามความคิดต่างๆ

ให้อยู่กับพุทโธๆ ไป หรือจะให้เฝ้าดูการกระทำของร่างกาย

 ร่างกายกำลังทำอะไรอยู่ก็ให้อยู่กับการกระทำของร่างกาย

ไม่ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้มันก็จะนิ่งได้

 แล้วถ้านั่งเฉยๆ หลับตาจิตก็จะรวมเป็นสมาธิได้

นี่คือการปฏิบัติธรรมในเบื้องต้น ต้องปฏิบัติต้องเจริญสติ

ต้องรักษาศีล ๘ ต้องไปอยู่ที่ห่างไกลจากเรื่องราวต่างๆ

อยู่บ้านเรื่องมันมาก คนนั้นคนนี้สิ่งนั้นสิ่งนี้มันจะเข้ามาคอยรบกวน

ถ้าอยากจะปฏิบัติธรรม ก็ต้องไปอยู่วัดที่เงียบๆ

ที่ไม่มีกิจกรรมอะไรต่างๆ เช่นไปอยู่วัดอัมพวัน

เขาก็จะจัดตารางให้ปฏิบัติใช่ไหม ตื่นกี่โมง ตื่นแล้วต้องทำอะไรบ้าง

 ตอนเริ่มต้นก็เหมือนเด็กอนุบาลต้องให้มีคนสอนก่อน

แต่พอเรารู้จักวิธีแล้ว ต่อไปเราก็ไปปฏิบัติของเราเองได้

เพราะการปฏิบัติจะก้าวหน้านี้ต้องปฏิบัติตามลำพัง

เพราะว่าไปปฏิบัติพร้อมๆกันนี้ ก็จะต้องรอคนที่เขาช้ากว่าเรา

 แต่ถ้าเราเร็วกว่าเขา เราก็ไปปฏิบัติของเราคนเดียว

ถ้าเราก้าวหน้ากว่าเขา ถ้าเราไปเรียนตามหลักสูตรนี้

เขาก็จะให้เรียนรวมกัน คนใหม่ คนเก่าก็เรียนแบบเดียวกัน

 แต่ถ้าเราก้าวหน้าแล้ว เราปฏิบัติของเราเองได้แล้ว

 เรารักษาศีล ๘ เองได้ เจริญสติของเราเองได้

 เราก็ไม่ต้องมีใครมาคอยพาทำแล้ว เราต้องพาเราเองทำเอง

ต้องดันตัวเราเอง ต้องบังคับตัวเราเอง

ต้องกำหนดตารางการปฏิบัติของตัวเราเอง

ว่าเราจะปฏิบัติวันละกี่ชั่วโมง จะปฏิบัติเวลาไหนบ้าง

 เป้าหมายก็คือให้มันปฏิบัติได้จนกระทั่งมันปฏิบัติได้ทั้งวันทั้งคืน

 นอกจากเวลาหลับ เวลาตื่นขึ้นมานี้จะใช้อยู่กับการปฏิบัติ

 ถ้าได้ปฏิบัติถึงขั้นนี้แล้วก็รับรองได้ว่า

 ผลต่างๆ มันก็จะปรากฏขึ้นมา 

แล้วการปฏิบัติมันก็ต้องมีครูหรือมีหนังสือ

คอยแนะนำขั้นตอนของการปฏิบัติ

 เพราะมันก็มีหลายขั้นตอนด้วยกัน

แล้วก็มีปัญหามีอุปสรรคอะไรต่างๆ ที่จะต้องแก้ไข

การปฏิบัติจะปฏิบัติโดยที่ไม่มีหนังสือหรือโดยที่ไม่มีครูสอนนี้

ก็จะหลงทางได้ ก็จำเป็นที่จะต้องมีครูมีหนังสือ คอยบอกทาง

เหมือนเป็นแผนที่ เวลาเดินทางเราก็ต้องมีแผนที่

คอยเปิดดูว่าเราจะไปทิศทางไหนกัน เราจะได้ไม่หลงทาง

 เพราะทางนี้มันก็ไม่ใช่ทางเดียว มันมีทางแยกไปทางอื่นได้

 เช่นทางสมาธินี้ มันมีทั้งทางที่ไปสู่ความสงบ

กับทางที่ไปสู่การรู้เห็นอะไรต่างๆ

การไปเห็นนิมิตอะไรต่างๆ หรือการไปมีความสามารถพิเศษอะไรต่างๆ

เราต้องรู้ว่าทางไหนเป็นทางที่ถูก ทางไหนเป็นทางที่ไม่ถูก

 ถ้าไม่มีครูอาจารย์ไม่มีหนังสือ เราก็อาจจะหลงไปคิดว่า

ทางที่ไปเห็นนั่นเห็นนี่ไปมีความสามารถพิเศษนี้

 เป็นทางที่ไปสู่พระนิพพาน แต่มันไม่ใช่

ทางที่จะไปสู่พระนิพพานนี้คือความสงบความนิ่งความว่างของใจ

คนปฏิบัติถึงขั้นนี้ก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อ

 เพราะว่ามันสำหรับสมาธิมันก็มีเท่านี้

สมาธิก็คือความนิ่ง ความว่าง ความสงบ

แต่มันจะเป็นเครื่องมือที่จะมาใช้ในการเจริญปัญญาต่อไป

 ถ้าใจไม่นิ่งไม่สงบ เวลาจะพิจารณาทางปัญญานี้จะไปไม่ได้

เพราะจะมีกิเลสมาคอยขัดขวาง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

สนทนาธรรม















ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 19 ธันวาคม 2558
Last Update : 19 ธันวาคม 2558 17:56:28 น.
Counter : 376 Pageviews.

0 comment
### เรียนรู้จากการจากพราก ###















เรียนรู้จากการจากพราก



ทารกในครรภ์เมื่อเติบโตเต็มที่

แม้รู้สึกอบอุ่นมั่นคงเพียงใดในนั้น

 วันหนึ่งก็จำต้องแยกจากร่างกายของแม่

เพราะนั่นคือหนทางเดียวที่ทารกจะเติบโตต่อไป

และพัฒนาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

เด็กเล็กแม้รู้สึกอบอุ่นปลอดภัย

ในความดูแลอย่างใกล้ชิดของพ่อแม่

 แต่วันหนึ่งก็ต้องจำต้องผละจากอ้อมกอดของท่าน

เพื่อเข้าโรงเรียน เพราะนั่นคือความจำเป็น

สำหรับการอยู่รอดในวันข้างหน้า

วัยรุ่นเมื่อมีวิชาความรู้ถึงจุดหนึ่ง ก็จำต้องจากบ้านและท้องถิ่น

 รวมทั้งมิตรสหายในวัยเด็ก เพื่อไปศึกษาต่อในแดนไกล

 แม้วันหนึ่งจะได้กลับมายังบ้านเกิดอีก

แต่ก็พบว่าอดีตที่คุ้นเคยในวัยเด็กได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

ทำได้อย่างมากก็แค่หวนนึกถึงวันวานอันหวานชื่น

การเติบโตกับการจากพราก คือสิ่งที่มิอาจแยกจากกันได้

ไม่มีการเติบโตใด ๆ ที่ไร้การจากพราก

แม้ว่าการจากพรากจะก่อให้เกิดความเจ็บปวด

แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเติบโต

 ทารกทุกคนย่อมตื่นตกใจเมื่อต้องแยกจากร่างกายของแม่

เขาย่อมต่อสู้ขัดขืนและร่ำไห้ แต่ในที่สุดก็จะรู้ว่า

อนาคตที่ดีกว่ารออยู่ข้างหน้า

 ในทางตรงข้ามหากยังขืนอยู่ในครรภ์แม่ต่อไป

ก็จะเกิดผลร้ายถึงชีวิตทั้งของเขาและของแม่

จะเติบโตได้ต้องมีการจากพราก ไม่ใช่เราเป็นฝ่ายจากเท่านั้น

 บ่อยครั้งเป็นคนอื่นที่จากเราไป

มิหนำซ้ำยังเป็นการจากไปชั่วนิจนิรันดร์

เมื่อมีอายุมากขึ้น ทุกคนก็พบว่าคนรักและคนใกล้

ชิดค่อย ๆ ทยอยจากไปทีละคนสองคน

 การจากพรากแต่ละครั้งนำมาซึ่งความเศร้าโศกและเจ็บปวด

 แต่ในเวลาเดียวกันมันก็เปิดใจให้เราเห็นความเป็นจริงของชีวิต

แจ่มชัดขึ้น ทำให้เกิดปัญญาและวุฒิภาวะทางอารมณ์

 ซึ่งช่วยให้จิตใจเข้มแข็งมั่นคง ไม่หวั่นไหวง่าย ๆ

ต่อความผันผวนปรวนแปรของชีวิตและโลก

ยิ่งพบกับการจากพราก ก็ยิ่งตระหนักว่า

เรามิอาจฝากความหวังหรือความสุขไว้กับใครหรือสิ่งใดได้เลย

เพราะอะไร ๆ ก็ไม่เที่ยง จะยึดติดถือมั่นกับอะไรก็ทำไม่ได้

ขืนพยายามทำเช่นนั้นก็จะพบกับความผิดหวัง

และเศร้าโศกเสียใจอยู่ร่ำไป

ในเมื่อสุขจากภายนอกไม่เที่ยง

ก็มีแต่สุขจากภายในเท่านั้น ที่เราจะหวังพึ่งพาได้

ถึงตรงนี้ก็จะพบว่าจะสุขหรือทุกข์ มิได้ขึ้นอยู่กับว่า

มีอะไรเกิดขึ้นกับเรา แต่อยู่ที่เราจะรู้สึกอย่างไร

วางใจอย่างไรต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่างหาก

นั่นหมายความว่า จะพลัดพรากหรือสูญเสียแค่ไหน

ใจเราก็ยังสามารถเป็นสุขอยู่ได้

ไม่จำต้องคร่ำครวญเศร้าโศกเสียใจ

 แต่ใช่หรือไม่ว่า จิตใจเราจะมั่นคงเป็นปกติอย่างนั้นได้

ก็เพราะเจอการจากพรากครั้งแล้วครั้งเล่า

จนเห็นสัจธรรมแจ่มแจ้ง นี้ใช่ไหมคือการเติบโตทางปัญญา

 ที่เราควรไปให้ถึง

จะเติบโตได้ต้องมีการจากพราก

 และเมื่อเติบโตอย่างถึงที่สุด ก็จะไม่หวั่นไหว

ต่อการจากพรากใด ๆ อีกต่อไป

 ไม่เว้นแม้แต่การจากโลกนี้ไปตลอดกาล

 ความตายจะไม่ใช่สิ่งน่ากลัวอีกต่อไป

เมื่อประจักษ์ชัดว่ามันเป็นธรรมดาของชีวิต

 จะเรียกว่านี้เป็นการเอาชนะความตาย

และการจากพรากทั้งมวลก็ได้

เพราะมันไม่อาจทำให้เราเป็นทุกข์ได้อีกต่อไป

การจากพรากมีขึ้นเพื่อให้เราเติบโต

บ่อยครั้งมันจำต้องเคี่ยวเข็นบีบคั้นเราเพื่อให้เราฉลาดขึ้น

 เข้มแข็งขึ้น และเมื่อเราเติบโตอย่างถึงที่สุด มันก็หมดหน้าที่

ไม่บีบคั้นจิตใจเราอีกต่อไป

หากกลายมาเป็นแค่ปรากฏการณ์ธรรมดา

ไม่ต่างจากกลางวันและกลางคืน

ถึงตอนนั้นเราคงอดไม่ได้ที่จะขอบคุณการจากพราก

.......................

พระไพศาล วิสาโล











ขอบคุณที่มา fb. พระไพศาล วิสาโล
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 18 ธันวาคม 2558
Last Update : 18 ธันวาคม 2558 11:09:51 น.
Counter : 170 Pageviews.

0 comment
### วิธีเข้าหาผู้รู้และครูบาอาจารย์ ###

















“วิธีเข้าหาผู้รู้ เข้าหาครูบาอาจารย์”

การศึกษาการฟังเทศน์ฟังธรรมจากผู้รู้จริงเห็นจริง

เช่นพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย

จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งกับผู้ที่ยังไม่มีศรัทธา

และผู้ที่มีศรัทธาแล้ว ถ้าท่านไม่มีชีวิตอยู่แล้ว

ก็อาศัยคำสอนที่ได้มีการบันทึกเอาไว้ เป็นหนังสือเป็นซีดี

อาศัยฟังคำสอนของท่านเหล่านี้ได้

ดีกว่าไปฟังคำสอนของผู้ที่ไม่รู้จริงเห็นจริง

คือสอนแล้วก็อาจจะทำให้เห็นผิดเป็นชอบ

เห็นกงจักรเป็นดอกบัวได้

 ดังนั้นเราต้องเรียนจากผู้รู้จริงเห็นจริงคือพระพุทธเจ้า

 พระอรหันตสาวกทั้งหลาย ที่มีคำสอนจารึกอยู่ไว้ในหนังสือ

และในสื่อต่างๆ ถ้าเราไม่สามารถพบกับพระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่ได้

ก็อาศัย คำสอนของพระอรหันต์ที่ท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว

 คำสอนนี้แหละเป็นตัวสำคัญไม่อยู่ที่ตัวท่าน ว่าท่านมีชีวิตอยู่หรือไม่

ถ้ากราบพระอรหันต์ที่เป็นใบ้ก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร

 ท่านจะไม่สามารถสอนอะไรเราได้

ได้แต่อย่างมากก็ไปกราบท่านเฉยๆ เท่านั้นเอง

ดังนั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลแต่อยู่ที่คำสอนของบุคคล

 ถ้าไปกราบพระอรหันต์แล้วท่านไม่สอน

 ก็เหมือนกับไปกราบพระพุทธรูปดีๆ นี่เอง ไม่ได้อะไร

ไม่ได้รับฟังคำสอน ได้เพียงแต่ได้กราบไหว้เท่านั้นเอง

ดังนั้นเวลาที่เราเข้าหาพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบนี้

เราต้องการเข้าไปหาคำสอนเป็นหลัก ไม่ต้องการไปขอน้ำมนต์

ไม่ต้องการไปขอวัตถุมงคล ไม่ต้องการอะไรต่างๆจากท่าน

นอกจากคำสอนของท่านเท่านั้นเอง

 แม้แต่รอยยิ้มของท่านก็ไม่ต้องการ ท่านจะด่า ท่านจะว่าเรา

 ถ้าเป็นธรรมเราควรที่จะน้อมเข้ามารับอย่างเต็มหัวใจ

น้อมเพื่อนำเอาไปปฏิบัติ ไม่ใช่พอท่านไม่ยิ้มให้เรา

ท่านด่าเราเท่านั้นก็กระเจิงไปเลย ถอยรูดไปเลย

 ไม่ยอมกลับมาอีกเลย อันนี้แสดงว่าไปไม่ถึงพระอรหันต์

จะไปหาแต่รูปอยากจะไปดูหน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใส

คิดว่าพระอรหันต์ต้องเมตตาด่าไม่ได้

 พอด่าก็เลยไม่ใช่เป็นพระอรหันต์ขึ้นมาเลย

อันนีก็มีคนบางคนเป็นแบบนั้น

พอไปเจอพระอรหันต์ที่พูดจาไม่เสนาะหูเท่านั้นก็ถอยรูดกลับไปเลย

 อันนี้เพราะว่าไม่มุ่งไปหาธรรมะนั่นเอง

ไม่ได้มุ่งไปหาคำสอนมุ่งไปหาที่รูปงาม หน้าตาที่งาม รอยยิ้มงาม

 เห็นแล้วปลื้มปิติ มีความสุข

อันนี้ก็คือวิธีเข้าหาผู้รู้ เข้าหาครูบาอาจารย์

เราไม่ต้องการอะไรจากตัวท่าน

 นอกจากคำสอนของท่านเพียงอย่างเดียว

 คำสอนของท่านจะมาในรูปแบบ ยกย่องสรรเสริญก็ดี

 หรือดุด่าว่ากล่าวก็ขอให้น้อมเอาเข้ามาเพราะเป็นคำสอนเหมือนกัน

 จะให้สอนด้วยวิธียกย่องสรรเสริญเพียงอย่างเดียว

มันก็ทำให้เราหลงได้ บางทีท่านก็ต้องแก้ความหลงของเรา

ด้วยการดุด่าว่ากล่าวตักเตือนบ้าง

จะได้ทำให้เราไม่หลงไหลคลั่งไคล้จนเกินไป

นี่คือเรื่องของการเข้ามาหาครูบาหาอาจารย์

มาฟังเทศน์ฟังธรรมมาศึกษาธรรม

 เพื่อจะได้เห็นคุณค่าของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 เพื่อที่จะได้เกิดฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา

ที่จะน้อมนำเอาคำสอนของพระพทุธเจ้าไปปฏิบัติ

เพราะไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะสามารถทำให้จิตใจของพวกเรา

 หลุดพ้นจากกองทุกข์แห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตายได้

 มีแต่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ถ้าเราปรารถนาหลุดพ้นจากกองทุกข์แห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เ

ราก็ต้องเข้าหาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเพียงอย่างเดียว

 เราต้องสละทุกสิ่งทุกอย่างไปให้หมด

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่นี้เป็นตัวที่ดึง

ให้เราติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง

จึงขอให้ท่านพยายามเข้าหาผู้รู้

หมั่นฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่อย่างสม่ำเสมออยู่อย่างต่อเนื่อง

แล้วนำเอาคำสอนนี้ไปปฏิบัติแล้วผลต่างๆ ที่ดีที่งาม

เช่นมรรคผล นิพพานก็จะเป็นผลที่จะตามมาต่อไปอย่างแน่นอน.

..................................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๘

“การเข้าหาพระธรรมคำสอน”










ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 18 ธันวาคม 2558
Last Update : 18 ธันวาคม 2558 10:11:04 น.
Counter : 389 Pageviews.

0 comment
### รอดได้เพราะธรรม ###
















รอดได้เพราะธรรม



เรื่องเล่าเช้าวันพระ:


พระไพศาล วิสาโล เขียนเล่าเรื่อง

พระกรรมฐานกับการออกธุดงค์เป็นของคู่กันก็ว่าได้

 โดยเฉพาะสมัยก่อนซึ่งยังมีป่าเขามากมาย

อันที่จริงคำว่า “ธุดงค์” หมายถึงข้อปฏิบัติเพื่อขัดเกลากิเลส

 ส่งเสริมความมักน้อยและสันโดษ มีทั้งหมด ๑๓ ข้อ

 หนึ่งในนั้นคือ การอยู่ป่าเป็นวัตร แต่จะไม่ถือข้อนี้ก็ได้

 เช่น บางท่านฉันวันละมื้อ ฉันในบาตร อยู่ป่าช้า ไม่นอน

 ข้อวัตรเหล่านั้นก็ถือเป็นธุดงค์เช่นกัน

 อย่างไรก็ตามหลายท่านเห็นความสำคัญของการจาริกไปอยู่ป่า

เพื่อบำเพ็ญธุดงควัตรข้ออื่น ๆ ให้เข้มงวดขึ้น

 เมื่อทำจนกลายเป็นประเพณี

คำว่า “ธุดงค์”จึงมีความหมายหดแคบลงจนกลายเป็น

การเดินจาริกในป่า หรือจาริกไปในที่ต่าง ๆ ที่ลำบาก

สมัยก่อนการธุดงค์ในป่าเต็มไปด้วยภยันตราย

ทั้งจากสัตว์ป่า เช่น ช้าง เสือ งูพิษ และจากเชื้อโรคนานาชนิด

 โดยเฉพาะมาลาเรีย มีพระจำนวนไม่น้อยที่ทิ้งชีวิตไว้ในป่า

ส่วนที่รอดมาได้ก็มักมีเรื่องเล่าที่น่ากลัวชวนครั่นคร้าม

 แต่ก็มิอาจสกัดกั้นพระกรรมฐานที่มุ่งบำเพ็ญเพียร

โดยพร้อมเอาชีวิตเข้าแลก

หลายท่านได้ประสบพบภัยต่าง ๆ อย่างไม่คาดคิด

 แต่ก็ได้อาศัยเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นเครื่องฝึกฝนจิต

 ช่วยเสริมสร้างบารมีธรรมของท่านให้กล้าแกร่งขึ้น

หลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นศิษย์หลวงปู่มั่น

ที่นิยมจาริกในป่าแต่ผู้เดียว

คืนหนึ่งขณะที่ท่านเดินจงกรมในป่าจังหวัดลำปาง

ได้ยินเสียงช้างร้องดังสนั่นและหักกิ่งไม้มาตลอดทาง

 ตรงมายังท่าน ท่านจึงรีบออกจากทางจงกรม

และจุดเทียนปักรอบ ๆ ทางจงกรม

เผื่อจะช่วยยับยั้งช้างไม่ให้มาทำร้ายท่าน

 จากนั้นท่านก็ตั้งจิตอธิษฐาน

ขออำนาจพระรัตนตรัยคุ้มครองท่านให้ปลอดภัย

เมื่อช้างป่ามาถึง ท่านเดินจงกรม

จิตกำหนดอยู่กับพุทโธอย่างเดียว ไม่สนใจช้าง

 ตอนนั้นท่านเตือนใจตนเองว่า

“ขอเพียงให้ใจเราอยู่กับพุทโธเป็นพอ

 เมื่อเวลาจิตจะดับด้วยถูกช้างกระทืบ จะได้ไปสู่สุคติ

 หรือไม่ก็บรรลุนิพพานไปเลย”

ช้างป่าเห็นท่านเดินจงกรมอย่างสงบ ก็ยืนนิ่ง

 ไม่เข้ามาทำอะไรท่าน ครั้นแสงเทียนเริ่มดับไปทีละดวง

 ช้างป่าก็หันกลับไปทางเก่า แล้วไม่หวนกลับมาอีก

ส่วนหลวงปู่ขาวก็ยังคงเดินจงกรม จิตเป็นหนึ่งเดียวกับพุทโธ

 พักใหญ่ท่านก็ออกจากสมาธิ

หลวงปู่ขาวได้พูดถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า

 “ได้เห็นความอัศจรรย์ของจิตและพุทโธ ประจักษ์ในคราวนั้น

อย่างลึกซึ้งมาก นับจากนั้นมาแล้วทำให้เกิดความมั่นใจขึ้นว่า

 ถึงจะเป็นเรื่องอะไร เหตุการณ์ใดก็ตามที

ถ้าจิตกับพุทโธได้เข้ากันสนิทสนมกลมกลืน

เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยหลักธรรมชาติแล้ว

อะไรก็ไม่สามารถที่จะมาทำอันตรายเราได้อย่างแน่นอน”

หลวงปู่บุดดา ถาวโร เป็นพระกรรมฐานรุ่นเดียวกับหลวงปู่ขาว

 และนิยมการธุดงค์ในป่าเช่นกัน

เมื่อครั้งยังเป็นพระหนุ่ม วันหนึ่งขณะบำเพ็ญสมาธิภาวนาในถ้ำ

 ท่านได้กลิ่นสาบแปลก ๆ เกิดความกลัวขึ้นมา

ไม่กล้าลืมตาดูว่าอะไรอยู่ข้างหน้า ตอนนั้น เหงื่อแตกจนชุ่มตัว

ต้องตั้งสติอยู่นานจนจิตเริ่มสงบ แล้วบอกกับตัวเองว่า

 “สิ่งที่ไม่เคยเห็น ก็เมื่อจะได้เห็น ทำไมกลับจะกลัวอะไรเล่า

 เอาเถอะถ้าจะตาย ถึงไม่ลืมตาดูก็ต้องตายเหมือนกัน

หนีไม่พ้นแน่ ถ้ำแคบ ๆ อย่างนี้ถึงหลับตาก็วุ่นวายใจ

 สู้ดูให้รู้แก่ตาเสียเถิด”

แล้วหลวงปู่ก็ลืมตาดู สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือ

 “งูใหญ่ตัวยาวหลายวา หัวขนาดเกือบเท่าลูกมะพร้าว

นัยน์ตาแดงฉาน แลบลิ้นแปลบ ๆ ชูดคอจ้องอยู่เบื้องหน้าแค่วาเดียว”

หลวงปู่ตกตะลึง นั่งตัวแข็ง เพราะคาดไม่ถึงว่าจะเจองูยักษ์

ขณะที่ท่านคิดหาทางออกอยู่นั้น ก็พลันระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย

สติกลับคืนมา แล้วก็หลับตา ตั้งใจว่าพร้อมอุทิศร่างนี้ให้แก่งูยักษ์

 จิตจึงปล่อยวาง ไม่มีความอาลัยในชีวิตนี้ต่อไป

 งูยักษ์นิ่งอยู่พักใหญ่ ไม่ทำอะไรท่าน

เมื่อท่านลืมตา งูยักษ์ก็หายไปแล้ว
ในยามที่อันตรายมาประชิดตัว หากตื่นตระหนก ลืมตัว

 คิดแต่จะต่อสู้ปกป้องชีวิต กลับเป็นผลร้ายแก่ตัวเอง

ยามนี้ดีที่สุดคือ การตั้งสติ ทำกายและใจให้สงบนิ่ง

 แนบแน่นในพระรัตนตรัย พร้อมตาย ไม่หวงแหนชีวิต

 ปล่อยวางทุกสิ่ง บ่อยครั้ง ความกลัวตายกลับเร่งความตาย

ให้มาถึงเร็วเข้า แต่ทันทีที่พร้อมตาย กลับรอดพ้นจากความตาย



...................................










ขอบคุณที่มา fb. วัดป่าสุคะโตธรรมชาติที่พักใจ
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 17 ธันวาคม 2558
Last Update : 17 ธันวาคม 2558 22:33:51 น.
Counter : 179 Pageviews.

0 comment
### ปฏิบัติแบบสุปฎิปัณโน ###

















“ปฏิบัติแบบสุปะฏิปันโน”

เวลาปฏิบัติธรรมนี้ เราต้องพยายามปฏิบัติให้ถูกต้อง

 ที่เรียกว่า สุปะฏิปันโน

ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกประการ

 อย่ายกเว้น อย่าอ้างข้อนั้นข้อนี้ ว่าไม่จำเป็นหรือไม่ชอบที่จะปฏิบัติ

 ทุกข้อที่พระพุทธเจ้าสอนให้ปฏิบัตินี้ เป็นธรรมที่จำเป็นทั้งนั้น

ถ้าเราข้ามขั้นไปหรือไม่ปฏิบัติ เราก็จะไม่ได้ผลที่เราต้องปฏิบัติ

 พอไม่ได้ผลก็จะเกิดความเบื่อหน่ายท้อเเท้

 เกิดความขี้เกียจขึ้นมา ไม่อยากที่จะปฏิบัติ

เพราะปฏิบัติไปแล้วก็ไม่ได้ผล ก็ไม่รู้จะปฏิบัติไปทำไม

ที่ไม่ได้ผลก็เพราะว่าไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง

 หรือปฏิบัติไม่ถูก เพราะว่าไม่ได้ศึกษาอย่างถ่องแท้

 เวลาศึกษาก็ไม่ได้สนใจที่จะตั้งใจศึกษาอย่างจริงๆ จังๆ

 พอนำเอาไปปฏิบัติ ก็จะไม่ได้นำเอาวิธีการที่ถูกต้องไปปฏิบัติ

 ผลก็อาจจะไม่เกิดขึ้นมาได้ หรือไปเชื่อคนอื่น

ไปฟังอาจารย์แล้วไปฟังอีกคนเขาบอก

ไม่ต้องทำอย่างนั้นหรอก ทำอย่างนี้ก็ได้

พอไปเขาเข้ามันก็เลยเละเทะไปใหญ่ ไม่รู้ใครถูกใครผิดกัน

ดังนั้นขอให้พวกเราต้องพยายามศึกษาให้ถ่องแท้

ให้รู้อย่างแน่นอนว่าวิธีการไหนเป็นวิธีการที่ถูกต้อง

ถ้าไม่มั่นใจในครูบาอาจารย์ต่างๆก็ขอให้ยึดคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ที่มีจารึกไว้ในพระไตรปิกฎนี้ เป็นผู้นำทางเราไปก่อน

ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิกฎ

 แต่ไม่จำเป็นจะต้องศึกษาทั้งหมดในพระไตรปิกฎ

 ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

เพราะว่าคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ ก็สาระคล้ายคลึงกันก็คือ

สอนวิธีดับทุกข์ พระสูตรไหนก็คล้ายกันทั้งนั้น

ก็ให้เลือกเอาพระสูตรที่สำคัญๆ ซึ่งมีไม่กี่พระสูตร

 เอามาศึกษาให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้

เช่นพระสูตรที่ทรงตรัสสอนเป็นครั้งแรก

 ที่เรียกว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

 อันนี้ก็เป็นคำสอนที่ทรงสอนทางสายกลาง

ทางของการปฏิบัติสู่การหลุดพ้น จากกองทุกข์

แห่งการเวียนว่ายตายเกิด ที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา

มีมรรคเป็นองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป

คือความเห็นชอบ ความคิดชอบ เป็นส่วนประกอบของปัญญา

 แล้วก็มีการกระทำสัมมากัมมันโต การกระทำชอบ

สัมมาวาจา การพูดชอบ แล้วก็สัมมาอาชีโว อาชีพชอบ

 อันนี้ก็เป็นส่วนประกอบของศีล

 แล้วก็สัมมาวายาโม ความเพียรชอบ

 สัมมาสติ การระลึกรู้ชอบ

สัมมาสมาธิ การตั้งมั่นของจิตใจชอบ

 อันนีก็เป็นองค์ประกอบของสมาธิ รวมกันแล้วก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา

อันนี้เป็นพระสูตรคำสอนครั้งแรกของพระพุทธเจ้า

 ทรงสอนแนวทางการปฏิบัติสู่มรรคผล นิพพานเลย

ผู้ที่ต้องการจะไปมรรคผล นิพพานนี้จะต้องเดินไปในทางนี้ทุกคน

 จะต้องเดินไปในทางศีล สมาธิ ปัญญาด้วยกันทุกๆ คน

ถึงจะสามารถไปถึงมรรคผล นิพพาน

ถึงการหลุดพ้นจากกองทุกข์ แห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้

 ไม่มีทางอื่น ทางนี้เป็นทางเดียวเท่านั้น

เป็นทางพระพุทธเจ้าได้ทรงดำเนินไปแล้ว

ได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว

จึงนำเอาทางนี้ มาเผยแผ่สั่งสอนให้แก่สัตว์โลกทั้งหลาย

 อันนี้ก็เป็นพระสูตรอันหนึ่งที่เราควรจะศึกษาไว้

เพราะต่อไปเวลาเราไปฟังเทศน์ฟังธรรม ของครูบาอาจารย์รูปอื่น

เราจะได้รู้ว่าท่านสอนตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนหรือไม่

 ท่านสอนให้ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาหรือไม่

แล้วก็มีพระสุตรอื่นๆที่จะขยายความของมรรคที่มีองค์ ๘

 นี้ว่าเป็นอย่างไร วิธีเจริญสติเจริญอย่างไร

 อันนี้ก็มีอยู่ในสติปัฏฐานสูตร พอศึกษาสติปัฏฐานสูตร

 ก็จะรู้จักวิธีเจริญสติ วิธีนั่งสมาธิด้วยอานาปานสติ

และวิธีเจริญปัญญาด้วยการพิจารณาไตรลักษณ์

 ในสิ่งที่ใจยังหลงยึดติดอยู่ว่าเป็นตัวเราของเราอยู่

ก็คือกาย เวทนา จิตนี่เอง

นี่คือพระสูตรสำคัญ ๒ -๓ พระสูตรนี้ ก็พอเพียงแล้ว

อีกพระสูตรหนึ่งที่ควรจะรู้ก็คือมงคลสูตร มงคล ๓๘ ประการ

วิธีสร้างความเป็นมงคลให้แก่ชีวิต อยู่ในมงคล ๓๘ ข้อนี้

เช่นข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ท่านบอกว่า

อสเวนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา

แปลว่าอย่าคบคนพาลให้คบบัณฑิต

เพราะคนพาลถ้าคบแล้ว เขาก็จะพาให้เราเป็นคนพาลไป

เขาชอบกินเหล้า เราคบกับเขา เขาก็จะชวนเราไปกินเหล้า

 เขาชอบเล่นการพนัน เขาก็ชวนเราไปเล่นการพนัน

 ถ้าเราคบกับเขา เราก็จะเกรงใจเขา เขาชวนเราก็ต้องไป

เพราะเรากลัวจะเสียเพื่อน เราไม่กลัวที่จะเสียตัว

 เราก็เลยยอมที่จะเสียตัว และในที่สุดก็ต้องเสียตัวไป

แต่ถ้าคบคนดี คบบัณฑิต บัณฑิตก็จะชวนไปทำบุญ ไปเข้าวัด

ไปศึกษาธรรมะ ไปปฏิบัติธรรม

ถ้าไปกับเขาก็จะได้กลายเป็นบัณฑิตต่อไป

ได้กลายเป็นคนดี ได้กลายเป็นพระอริยบุคคล

นี่ก็คือพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

ไม่ต้องเรียนทั้งพระไตรปิกฎ

ให้รู้แค่ ๒ -๓ พระสูตรนี้ก็เหลือกินแล้ว

ถ้าสามารถปฏิบัติได้นี้ ๓ พระสูตรนี้ก็พาไปถึงพระนิพพานได้แล้ว

อันนี้เราควรจะรู้ว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนอะไร

เพื่อจะได้เป็นมาตรฐานของคำสอนของผู้อื่น

 เป็นเครื่องวัดคำสอนของผู้อื่นว่าเป็นคำสอนที่ถูกต้องหรือไม่

 เป็นสวาขาโต ภควตาธัมโมหรือไม่

ถ้าเราไม่มีคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นมาตรวัดเลย

เวลาเราไปศึกษากับอาจารย์รูปไหน ท่านสอนให้ทำอะไร เ

ราก็ต้องเชื่อเพราะเราไม่รู้ว่าท่านสอนผิดสอนถูก

เราก็ต้องคิดว่าท่านสอนถูก

แต่ความจริงท่านอาจจะสอนผิดก็ได้

พอท่านสอนผิด เราไปเชื่อเราทำผิดมันก็ไม่ได้ผล

ผลที่จะได้ก็ไม่มี หรือผลที่ได้ก็ไม่ดีผลเสียต่อชีวิตและจิตใจของเรา

 แทนที่จะหลุดกลับจะต้องติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๘

“การเข้าหาพระธรรมคำสอน”













ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 17 ธันวาคม 2558
Last Update : 17 ธันวาคม 2558 10:30:03 น.
Counter : 363 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....