Group Blog
All Blog
### แปรธรรมจากสัญญาสู่ใจ ###















“แปรธรรมจากสัญญาสู่ใจ”

หลังจากที่เราได้ยินได้ฟัง(ธรรม)แล้ว เรารู้แล้วว่า

เราต้องกระทำอะไรกันบ้าง ถ้าเราอยากจะเข้าสู่ขั้นโลกุตตรธรรม

 อยากจะเข้าสู่ขั้นของธรรมที่ไม่มีวันเสื่อม

 มีแต่จะเจริญขึ้นไปอยู่ตามลำดับ จนถึงขั้นสูงสุดได้

 เราก็ต้องปฏิบัติกัน เราต้องทำทาน รักษาศีล

ไต่เต้าขึ้นไปจากขั้นที่ง่ายขึ้นไปสู่ขั้นที่ยากขึ้นไปตามลำดับ

การทำทานนี้ง่ายกว่าการรักษาศีล ๕

การรักษาศีล ๕ นี้ง่ายกว่าการรักษาศีล ๘

การรักษาศีล ๘ นี้ก็ง่ายกว่าการภาวนา

การภาวนาสมถภาวนาก็ง่ายกว่าการเจริญวิปัสสนาภาวนา

 จึงต้องทำไปเป็นขั้นๆไป เหมือนกับตอนที่เราเป็นเด็ก

ตอนที่เรายังยืนไม่ได้ เดินไม่ได้ วิ่งไม่ได้ เรากำลังคลานอยู่

 ก่อนที่เราจะวิ่งหรือเดินได้เราก็ต้องหัดยืนให้ได้ก่อน

 พอเรายืนได้แล้ว เราก็หัดเดิน พอเราเดินได้แล้ว เราก็หัดวิ่งได้

อันนี้มันเป็นขั้นเป็นตอนที่เราไม่สามารถที่จะข้ามไปได้

 การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนเป็นขั้นๆ

เพราะแต่ละขั้นจะสนับสนุนขั้นที่ยากขึ้นไปนั่นเอง

ทำให้ขั้นที่ยากนั้นง่าย ถ้าเราทำทานแล้วเราจะรักษาศีลได้ง่าย

กว่าผู้ที่ไม่ได้ทำทาน ผู้ที่รักษาศีล ๕ ได้แล้ว

ก็จะรักษาศีล ๘ ได้ง่ายกว่าผู้ที่ยังไม่สามารถรักษาศีล ๕ ได้

 ผู้ที่รักษาศีล ๘ ได้แล้วก็จะสามารถเจริญสมถภาวนา

ได้ ง่ายกว่าผู้ที่ยังรักษาศีล ๘ ไม่ได้

ผู้ที่ได้สมถภาวนาได้ความสงบ ได้อัปปนาสมาธิแล้ว

ก็จะพิจารณาธรรมได้ง่าย พิจารณาอริยสัจ ๔

พิจารณาอนิจจังทุกขังอนัตตาได้ง่ายกว่า ผู้ที่ไม่ได้สมถภาวนา

 จิตยังไม่รวมเป็นอัปปนาฯ ถามว่าพิจารณาได้ไหม ได้

 แต่พิจารณาไม่เป็นกอบเป็นกำ ไม่เป็นขั้น ไม่ได้เป็นอย่างต่อเนื่อง

 เป็นบางครั้งบางเวลา ซึ่งไม่พอเพียงกับการที่จะนำเอาไป

ทำลายกิเลสตัณหา ผู้ที่คอยสร้างความทุกข์ให้แก่ใจ

ที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา

ถ้าตำรวจทำงานเพียงบางเวลา ส่วนขโมยทำงานตลอดเวลา

ตำรวจจะไปจับขโมยได้หมดได้อย่างไร

 ถ้าอยากจะจับขโมยให้ได้หมด ตำรวจก็ต้องทำงานตลอดเวลา

 พอตำรวจทำงานตลอดเวลาก็สามารถจับขโมยได้ตลอดเวลา

จนในที่สุดก็จะไม่มีขโมยหลงเหลืออยู่ ฉันใด

ปัญญาก็เป็นเหมือนตำรวจที่จะตามจับขโมย

 คือกิเลสตัณหาต่างๆ ที่คอยสร้างความทุกข์ให้กับใจอยู่ตลอดเวลา

 ถ้าปัญญาไม่ต่อเนื่อง อย่างที่หลวงตาสอนว่าปัญญาอัตโนมัติ

สติปัญญาอัตโนมัติหรือมหาสติมหาปัญญา

จะไม่สามารถทำลายกิเลสตัณหาให้หมดไปได้

 จะทำได้ก็ขั้นกิเลสที่ไม่ได้ทำงานตลอดเวลา

ทำเป็นวาระๆ ทำเป็นพักเป็นช่วง

ความอยากบางอย่างมันก็ไม่ได้ตลอด มันไม่เกิดตลอด ๒๔ ชั่วโมง

 มันเกิดตามวาระของมัน ถ้ากิเลสแบบนั้น

ปัญญาที่ไม่เป็นปัญญาอัตโนมัติ ไม่เป็นมหาสติมหาปัญญา

ก็ยังพอทำลายได้ เช่นขั้นที่ต่ำกว่ามหาสติมหาปัญญา

เช่นขั้นของพระโสดาบันสกิทาคามีอนาคามี

ความอยากต่างๆมันไม่ได้ทำงานตลอดเวลา

 เหมือนขั้นของพระอรหันต์ ขั้นอรหันตมรรคนี้

กิเลสตัณหาทำงานตลอดเวลา สติปัญญาจึงต้องเป็น

สติปัญญาแบบอัตโนมัติ ทำงานตลอดเวลา

คอยจับกิเลสตัณหาที่ทำงานอยู่เรื่อยๆ

นี่คือเรื่องของธรรมขั้นต่างๆที่จำเป็น ต่อการดึงใจ

ให้ออกจากกองทุกข์ เราจึงควรที่จะกระทำไปตามขั้นตามตอน

ทำจากน้อยไปหามาก ในแต่ละขั้นก็มีจำนวน

ที่เราสามารถเพิ่มขึ้นไปได้ตามลำดับ ตามกำลังของเรา

 ขั้นทานเราก็ทำจากน้อยขึ้นไปหามากได้

ขั้นศีลเราก็ทำจากน้อยขึ้นไปหามากได้

 ขั้นภาวนาเราก็ทำจากน้อยขึ้นไปหามากได้

ไม่ใช่ว่าเราจะทำทีเดียวให้ครบถ้วนบริบูรณ์เลยในทันทีทันใด

ยกเว้นในกรณีที่เราได้สะสมบุญบารมีมาอย่างโชกโชน

 จนมีความพร้อมที่จะทำอย่างเต็มที่เลย

อย่างพระพุทธเจ้า ทรงทำทานอย่างเต็มที่เลย

ด้วยการสละพระราชสมบัติ

แล้วก็ทรงออกบำเพ็ญรักษาศีลอย่างเต็มที่

เจริญสมถภาวนาวิปัสสนาภาวนาอย่างเต็มที่

คือตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นจนหลับ จะทรงภาวนาเป็นหลักเลย

 ศีลก็รักษาไว้ ถ้ามีการบำเพ็ญภาวนาแล้ว

เรื่องศีลนี้ก็จะไม่มีการที่จะไปละเมิด

เพราะการภาวนานี้ไม่ต้องไปทำร้าย

หรือสร้างความเสียหายให้กับใคร ไม่ต้องไปทำบาป

ดังนั้นถ้าเรายังไม่สามารถที่จะทำได้เต็ม ๑๐๐

เหมือนกับที่พระพุทธเจ้า และพระสาวกทั้งหลายท่านทำกัน

เราก็ต้องสร้างจากน้อยไปหามาก เอาวันละนิดวันละหน่อย

 ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำเลย เช่นชาวบ้านเขาก็จะทำบุญกันทุกวัน

ใส่บาตรกันทุกวัน มีพระมาทางบ้านเขาก็เตรียมตัว

 เตรียมข้าวเตรียมอาหาร เวลาพระมาก็ใส่บาตร

เขาก็ได้ทำทานไปวันละเล็กวันละน้อย

แล้ววันไหนที่เขามีศรัทธาที่อยากจะทำมาก

เขาก็ทำเพิ่มมากขึ้นไป ทำอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

 ทำไปตามกำลังของเรา ทำแล้วเรามีความสุข

 เห็นคุณประโยชน์ของการทำทาน

เราก็อยากจะทำมากขึ้นไปเรื่อยๆ และเราก็รักษาศีลควบคู่ไปด้วย

 ศีลเราก็รักษา ศีล ๕ ถ้ายังรักษาศีล ๕ ไม่ครบ

ก็รักษาไปเท่าที่เราจะรักษาได้ก่อน

แล้วถ้าเราทำทานมากขึ้นไป ใจเรามีความสุขมากขึ้น

มีความเมตตากรุณามากขึ้น

เราก็จะสามารถรักษาศีลให้ได้มากขึ้นไป

 จากศีล ๕ เราก็จะรักษาศีล ๘ ได้

เพราะใจเรามีความสุขจากการทำทานจากการรักษาศีล

 ทำให้ใจเราไม่หิวไม่โหยกับความสุขทางร่างกายมากจนเกินไป

ทำให้เราสามารถรักษาศีล ๘ ได้ในวันพระ

ในเบื้องต้นก็รักษาศีล ๘ ในวันพระไปก่อน

 ควบคู่กับการเจริญสมถภาวนา หาที่สงบหาที่วิเวก

ที่ไม่มีอะไรมาคอยรบกวนใจ ไม่มารบกวนการเจริญสมถภาวนา

 การเจริญสติ พอเราเจริญสติ นั่งสมาธิทำใจให้สงบได้

 เรามีความสุขเพิ่มมากขึ้น เราก็จะเห็นคุณค่าของการรักษาศีล ๘

 ของการเจริญสมถภาวนา ของการปลีกวิเวก

เราก็จะเพิ่มวันเวลาให้กับการปฏิบัติให้มากขึ้น

ลดภารกิจทางด้านการหาความสุขทางร่างกาย

ด้วยการหาเงินหาทอง เพื่อที่มาซื้อความสุขต่างๆ

ผ่านทางร่างกาย เราก็จะลดการกระทำเหล่านี้ลงไป

เพราะเราได้ความสุขจากการภาวนาที่มีน้ำหนักมากกว่า

 ที่มีความสุขมากกว่าความสุขที่เราได้รับผ่านทางร่างกาย

 เราก็จะทำงานน้อยลง หาเงินน้อยลง ใช้เงินน้อยลง

หาเงินใช้เงินเท่าที่จำเป็น ก็คือเพื่อดูแลรักษาร่างกายนี้เท่านั้น

 ให้ร่างกายไม่เจ็บไข้ ให้ร่างกายมีกำลังวังชาอยู่อย่างปกติสุข

เพื่อที่จะได้ใช้ในการบำเพ็ญรักษาศีล ๘

ในการบำเพ็ญสมถภาวนา

พอเราบำเพ็ญภาวนามากเข้ามากเข้า จิตก็จะสงบมากเข้า

 และจะสงบได้เต็มที่ในที่สุด จิตก็จะรวมเป็นอัปปนาฯ

พอจิตรวมเป็นอัปปนาฯแล้ว ทีนี้เวลาเราพิจารณาธรรม

ธรรมที่เราพิจารณานี้มันจะเข้าไปฝังอยู่ในใจ

มันจะไม่ไปอยู่ที่สัญญาความจำ มันจะเข้าไปอยู่ในใจ

 เพราะมันจะเห็นธรรมเหล่านี้ชัดเจน

เพราะธรรมเหล่านี้มันก็ไม่ได้อยู่ที่ไหนมันอยู่ในใจนั่นเอง

 แต่ใจเรา เข้าไปไม่ถึงใจ ใจเราถูกขันธ์ขวางเอาไว้

ใจของเรานี้ติดอยู่กับขันธ์ ติดอยู่กับ

เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ

 จึงมองไม่เห็นธรรมที่แสดงอยู่ในใจ คือทุกข์สมุทัยนิโรธมรรค

 พอเรามีสมถภาวนาแล้ว เราเจริญปัญญา

พิจารณาธรรมต่างๆ มันก็จะเป็นมรรคขึ้นมา

ในใจของเรานี้มีสมุทัยเป็นเจ้าของ เป็นผู้ครอบครองใจเรามาตลอด

 ถ้าเราต้องการทำลายสมุทัยผู้ที่สร้างความทุกข์ต่างๆให้แก่ใจ

 เราก็ต้องสร้างมรรคขึ้นมา มรรคก็คือปัญญา

คือเห็นสิ่งต่างๆในโลกนี้ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์

ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา เห็นว่า

ร่างกายของทุกๆคนนี้ว่าไม่สวยไม่งาม

สวยก็อยู่เฉพาะเป็นบางส่วนบางเวลา

 เช่นเวลาอาบน้ำแต่งตัว แต่งหน้าทาปากก็พอที่จะดูได้

แต่เวลาอื่น เวลาที่ตื่นขึ้นมาใหม่ๆไม่ได้ล้างหน้าล้างตา

 หรือเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเวลาตายไป

ร่างกายนี้ไม่น่าดูเลย หรือถ้าจะดูภายในของร่างกาย

ดูส่วนที่อยู่ภายใต้ผิวหนัง ถ้าสามารถมองเห็นส่วนนั้นได้

 ก็จะเห็นว่ามันไม่น่าดูไม่สวยไม่งามเลย

อันนี้คือปัญญาที่เราต้องน้อมเอาเข้าไปในใจให้ได้

จะเข้าไปในใจได้ ใจต้องเป็นใจที่สงบเป็นอัปปนาฯ

ถึงจะเข้าไปถึงในใจเพื่อที่จะได้เอาไปต่อสู้กับสมุทัย

คือตัณหาทั้ง ๓ ได้

ตัณหาทั้ง ๓ นี้มันอยู่ในใจของเรามาตลอด

แต่มรรคของพระพุทธเจ้านี้ยังอยู่ข้างนอกอยู่

ธรรมของพระพุทธเจ้าที่เราได้ยินได้ฟังนี้ยังไม่ได้เข้าไปสู่ใจ

 เพียงแต่ไปอยู่ที่ขันธ์ไปอยู่ที่สัญญา เราก็ต้องดึงมันเข้าไปสู่ใจ

 จะดึงเข้าไปสู่ใจได้ก็ต้องเป็นใจที่มีความสงบ

เวลาออกจากความสงบมาแล้วก็พิจารณา พิจารณาไตรลักษณ์

 พิจารณาอสุภะอยู่เรื่อยๆ แล้วต่อไปเวลาเกิดตัณหาขึ้นมา

เราก็จะสามารถเอามรรคนี้มาใช้งานได้เลย

 ถ้ามรรคนี้อยู่ในใจเราตลอดเวลา

 เป็นปัญญาที่เราสามารถเรียกใช้ได้ทันทีทันใด

 เราต้องพิจารณาอยู่เนืองๆมันถึงจะอยู่ในใจของเรา

ไม่จางหายไป ถ้านานๆพิจารณาสักครั้งหนึ่ง มันจะลืมได้

แต่ถ้าเราพิจารณาอย่างต่อเนื่องนี้มันจะไม่ลืม

และการที่จะพิจารณาอย่างต่อเนื่องได้นี้ ใจต้องมีความสงบ

เพราะเวลามีความสงบ ใจจะไม่ถูกกิเลสตัณหาดึงไปใช้งานนั่นเอง

 เพราะกิเลสตัณหาได้ถูกสมาธิหรือความสงบนี้ตัดกำลังลงไป

จนไม่มีกำลังมากพอที่จะดึงใจให้ไปคิดในทางของกิเลสตัณหาได้

 ทำให้ใจนี้สามารถคิดในทางธรรมได้ คิดในทางปัญญาได้

นี่แหละคือสิ่งที่จะเกิดขึ้น ถ้าเรามีความสงบแล้ว จิตรวมแล้ว

ถ้าจิตรวมแล้วนี้การพิจารณาปัญญานี้

จะสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง

ก็มีช่วงที่จะต้องหยุดพิจารณา

เพราะกำลังหมด กำลังที่จะพิจารณาหมด

กิเลสเริ่มออกมารบกวนใจ

ความสงบที่ได้จากสมาธิก็จางหายไปได้

ถ้าเราพิจารณาธรรมใช้ความคิดปรุงแต่งไป

ความสงบก็จะจางหายไปได้ พอความสงบจางหายไป

กิเลสตัณหาก็จะมีกำลังเพิ่มมากขึ้น

 กิเลสตัณหาก็จะดึงเราไปคิดในทางของกิเลสตัณหา

 คิดไปในทางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 คิดไปในทางลาภยศสรรเสริญ คิดไปในเรื่องนั้นเรื่องนี้สิ่งนั้นสิ่งนี้

 ไม่ได้คิดอยู่ในเรื่องของไตรลักษณ์ ไม่ได้คิดอยู่ในเรื่องของอสุภะ

 ถ้าตอนนั้นเราก็ต้องกลับมาเจริญสมถภาวนาใหม่

ดึงใจให้กลับเข้าสู่ความสงบใหม่

ตัดกำลังของกิเลสตัณหาให้อ่อนลงไปใหม่

 เหมือนกับเวลาที่หมอทำการผ่าตัดคนไข้

ก่อนที่จะผ่าตัดคนไข้ได้ หมอจะต้องดมยา วางยาสลบก่อน

 ให้คนไข้สลบไป เพราะถ้าคนไข้ไม่สลบเวลาผ่านี้คนไข้จะดิ้น

เพราะมันเจ็บ ถ้าดิ้นแล้วหมอก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างสะดวก

 จึงต้องทำให้คนไข้สลบก่อนด้วยการดมยาสลบ

แล้วก็ต้องคอยควบคุมให้คนไข้นี้สลบอยู่อย่างต่อเนื่อง

 เพราะถ้ายาหมดสภาพไปคนไข้ก็จะฟื้นขึ้นมา

พอฟื้นขึ้นมาก็จะไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ต่อ

 ก็ต้องให้คนไข้สลบกลับไปใหม่ก่อน ฉันใด

การพิจารณาวิปัสสนาเจริญปัญญา

ก็เป็นลักษณะทำการผ่าตัดให้แก่ใจนั่นเอง

ใจที่ยังมีกิเลสอยู่นี้ จะไม่ชอบพิจารณาไตรลักษณ์

 จะไม่ชอบพิจารณาอสุภะ จะบังคับอย่างไรมันก็ไม่ชอบ

เหมือนกับคนไข้ที่ไม่ยอมให้หมอทำการผ่าตัด ถ้ายังไม่สลบ

ดังนั้นการที่จะพิจารณาไตรลักษณ์พิจารณาอสุภะได้อย่างต่อเนื่องนี้

 จำเป็นจะต้องมีใจที่สงบที่ไม่ดิ้นไม่ต่อต้าน ไม่หลีกหนี

จากการพิจารณา หลีกหนีไปคิดทางเรื่องอย่างอื่น

ถ้าใจไม่สงบนี้พิจารณาได้เดี๋ยวเดียว

แล้วเดี๋ยวก็จะถูกกิเลสตัณหาดึงไปพิจารณาเรื่องอื่นแทน

เมื่อพิจารณาไม่ต่อเนื่องมันก็เห็นไม่ชัด จำไม่ได้

พอถึงเวลาจะใช้ก็ไม่สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้

จะสามารถพิจารณาได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

ถ้าพิจารณาไม่ได้ก็เข้าไปในสมาธิ

ถ้าอย่างนี้เวลาต้องการใช้ปัญญาก็จะสามารถใช้ได้ทันที

นี่คือขั้นของปัญญาเป็นอย่างนี้ ถึงจะเรียกว่าเป็นปัญญาจริง

 เป็นปัญญาที่ดับความทุกข์ได้ เพราะทันต่อเหตุการณ์นั่นเอง

ทันต่อกิเลสตัณหา พอกิเลสตัณหาโผล่ขึ้นมาปั๊บ

ไตรลักษณ์ก็จะออกมาต่อสู้ทันที อสุภะก็จะออกมาต่อสู้ทันที

พอมีคู่ต่อสู้ที่มีกำลังมากกว่า

กิเลสตัณหาก็ต้องยอมแพ้ไป หยุดไปในที่สุด.

...............................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

กัณฑ์ที่ ๔๘๖ วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๗ (จุลธรรมนำใจ ๔๑)

“แปรธรรมจากสัญญาสู่ใจ”












ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 28 ธันวาคม 2558
Last Update : 28 ธันวาคม 2558 12:33:41 น.
Counter : 351 Pageviews.

0 comment
### คำสอนของพระพุทธเจ้าเข้าไปในใจได้ด้วยการปฏิบัติ ###

















“คำสอนของพระพุทธเจ้า

เข้าไปในใจได้ด้วยการปฏิบัติ”

พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนไว้เสมอว่า ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน

 ใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกนี้ เพราะใจเป็นสิ่งเดียวในโลกนี้

 ที่ไม่มีวันสูญสลายไม่มีวันดับ

ใจเป็นสิ่งที่ให้ความสุขและความทุกข์กับพวกเรา

เป็นความสุขและความทุกข์ ที่รุนแรงหรือมีน้ำหนัก

มากกว่าความสุขทางร่างกาย ทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกาย

แล้วก็เป็นความสุขที่ถาวร ความทุกข์ก็เป็นความทุกข์ที่ถาวร

อย่างใจของพวกเรานั้นยังตกอยู่ในกองทุกข์

อยู่กับความทุกข์มานับเป็นเวลาอันยาวนาน

และจะอยู่กับกองทุกข์ต่อไปเรื่อยๆ

จนกว่าเราจะได้น้อมนำเอาพระธรรมคำสอน

ของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ มาดึงใจให้ออกจากกองทุกข์

ส่วนใจของพระพุทธเจ้า ใจของพระอรหันต์ เป็นใจที่มีความสุข

 นับตั้งแต่วันที่ได้ทรงตรัสรู้ ได้บรรลุเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

 หรือในกรณีของพระสาวกก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

ใจของท่านเหล่านี้เป็นใจที่มีความสุขอย่างถาวร

 ดังนั้นการกระทำอะไรก็ดี ทำอะไรให้กับสิ่งต่างๆในโลกนี้

 ทำได้มากได้น้อยเท่าไหร่ก็เป็นผลเพียงชั่วคราวเท่านั้น

เพราะว่าร่างกายนี้เป็นของชั่วคราว

การกระทำอะไรต่างๆทั้งหมดที่เราทำกันนี้

เราก็ทำเพื่อร่างกายของเรา แต่ร่างกายของเราก็อยู่ได้ไม่นาน

 อย่างมากก็ ๑๐๐ ปีก็ต้องตายไป

และผลต่างๆที่เราได้ทำให้กับร่างกาย มันก็หมดความหมายไป

 แต่การกระทำต่างๆที่เราทำให้กับใจของเรานี้

เป็นสิ่งที่จะอยู่กับใจไปได้ตลอด

 เช่นถ้าเราดับความทุกข์ของใจได้ ความทุกข์นั้นก็จะหมดไป

 สร้างความสุขให้กับใจ ความสุขนั้นก็จะอยู่กับใจต่อไป

หลังจากที่ร่างกายนี้ตายไปแล้ว

 การสร้างความสุขดับความทุกข์ของใจ ก็อยู่ใน ๒ ระดับด้วยกัน

 ระดับที่ถาวรและระดับที่ไม่ถาวร

ถ้าสร้างความสุขดับความทุกข์ให้กับใจ ด้วยการทำทาน

 ด้วยการรักษาศีล ด้วยการเจริญสมถภาวนา ทำใจให้สงบ

ก็จะได้รับผลชั่วคราว คือผลเหล่านี้มีวันที่จะเสื่อมหมดไปได้

เช่นถ้าเราทำทานรักษาศีล ๕ ได้ เราก็จะได้ความสุขระดับเทพ

ดับความทุกข์ในระดับของเทพได้

 แต่บุญหรือผลที่เราได้สร้างไว้นี้ มันเสื่อมได้ มันหมดได้

พอบุญที่เราได้สร้างกันขึ้นมา จากการทำทาน

 จากการรักษาศีล เสื่อมลงไป เราก็จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่

 แล้วเราก็ต้องกลับมาทำบุญทำทานใหม่ รักษาศีลใหม่

ถ้าเราไปถึงขั้นภาวนาได้ เจริญสมถภาวนาทำใจให้สงบได้

เวลาร่างกายนี้ตายไป ใจของเรานี้ก็ยังมีความสุข

ระดับสมถภาวนาอยู่ คือระดับพรหม ก็จะไปเกิดบนพรหมโลก

 แต่บุญที่ได้จากการภาวนาทำใจให้สงบ ก็เสื่อมได้

พอเสื่อมลงมาก็จะเลื่อนลงมาสู่เทวโลก

แล้วจากเทวโลกก็จะเลื่อนลงมาสู่มนุษยโลกต่อไป

นี่คือบุญกุศลที่ยังอยู่ในขั้นที่เสื่อมได้

 แล้วก็มีบุญกุศลที่เรียกว่าไม่เสื่อม เรียกว่าโลกุตตรธรรม

 ธรรมที่จะทำให้ใจนี้ไม่เสื่อม คือความสุขในใจไม่เสื่อม

 ความทุกข์ที่ได้ดับไปแล้วไม่หวนกลับคืนมาอีก

อันนี้ก็ต้องปฏิบัติธรรมขั้นที่สูงต่อจากขั้นภาวนาขึ้นไป

ขั้นสมถภาวนาขึ้นไป ต้องเจริญขั้นวิปัสสนาภาวนา

คือต้องเจริญปัญญา ต้องพิจารณาให้เห็นสัจจธรรมความจริง

คืออริยสัจ ๔ พิจารณาให้เห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา

 ถ้าเห็นอริยสัจ ๔ เห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เห็นไตรลักษณ์

เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ใจก็จะสามารถดับความทุกข์ในระดับต่างๆได้

 ซึ่งมีอยู่ ๔ ระดับด้วยกัน คือ

ระดับของพระโสดาบัน

ระดับของพระสกิทาคามี

ระดับของพระอนาคามี

และระดับของพระอรหันต์

ก็จะเจริญขึ้นไปตามลำดับขั้นของปัญญา

ที่สามารถพิจารณา เห็นไตรลักษณ์ เห็นอริยสัจ ๔

หรือเห็นความไม่สวยไม่งามของร่างกาย

ใจก็จะก้าวขึ้นไปตามลำดับ

ท่านจึงแยกโลกุตตรธรรมไว้ ๙ ขั้นด้วยกัน คือ

 มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

มรรคก็คือการเจริญวิปัสสนาในแต่ละขั้น โสดาปฏิมรรค

 ผลก็คือเวลาที่ได้เห็นอย่างชัดเจน เห็นไตรลักษณ์

 เห็นอริยสัจ ๔ ในขั้นของพระโสดาบัน ขั้นของพระสกิทาคามี

พระอนาคามี ขั้นของพระอรหันต์ก็เช่นเดียวกัน

 ก็ต้องเห็นไตรลักษณ์ เห็นอริยสัจ ๔ เห็นอสุภะ

 ขั้นของพระสกิทาคามีกับพระอนาคามี ก็ต้องเห็นอสุภะ

ความไม่สวยไม่งามของร่างกาย

ขั้นของพระอรหันต์ ก็ต้องเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา

 เห็นอริยสัจ ๔ ภายในจิต

พอถึงขั้นพระอรหันต์แล้ว ก็จะได้พระนิพพานเป็นผลตอบแทน

พระนิพพานก็คือการสิ้นสุดของความเสื่อมทั้งหลาย

 ของความทุกข์ทั้งหลาย ใจจะไม่มีวันเสื่อม

จะไม่มีวันที่จะต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

 ไม่ต้องกลับมาแก่มาเจ็บมาตาย มาพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบ

 หรือมาประสบพบกับสิ่งที่ไม่ชอบ

นี่คือเรื่องของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ที่มีไว้เพื่อที่จะมากู้ภัยให้กับใจ ดึงใจให้ออกจากกองทุกข์

ของการเวียนว่ายตายเกิด

ผู้ใดก็ตามถ้าได้มาเกิดเป็นมนุษย์ และได้มาพบกับพระธรรม

คำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีโชคมีวาสนา

มีบุญมีกุศล เพราะมีโอกาสที่จะได้ดึงใจ

ห้ออกจากกองทุกข์ต่างๆได้

เพราะถ้าไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์

หรือไม่ได้พบกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ก็จะไม่สามารถดึงใจให้ออกจากกองทุกข์

แห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้

เช่นถ้าในขณะนี้ ใจของพวกเราไปอยู่อีกภพหนึ่ง

 เช่น อยู่ในเทวโลกหรืออยู่ในพรหมโลก

เราก็จะไม่ได้รู้เรื่องของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 เราต้องมาเกิดเป็นมนุษย์

หรือถ้าเราอยู่ในเทวโลกเราก็ต้องมีความใฝ่บุญใฝ่กุศล

 สนใจที่จะศึกษาธรรมะ แล้วแสวงหาพระอริยบุคคล

ที่สามารถที่จะสอนเทวดาได้

 เช่นในช่วงที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนม์ชีพอยู่

เหล่าเทวดาที่ใฝ่ธรรมก็สามารถมาฟังเทศน์ฟังธรรม

จากพระพุทธเจ้าได้

หรือในสมัยของหลวงปู่มั่น ที่มีความสามารถที่จะสั่งสอนเทวดาได้

 ก็จะมีเทวดาที่ใฝ่ธรรมมาศึกษา พวกเราก็เป็นมนุษย์ที่ใฝ่ธรรม

 พวกเราจึงพยายามหาสถานที่ หาครูบาอาจารย์

ที่สามารถนำเอาคำสอนของพระพุทธเจ้า

มาถ่ายทอดให้พวกเราได้ยินได้ฟังกันได้

แสดงว่าพวกเรานี้มีบุญมาก

เพราะว่านอกจากที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว

ยังมีจิตใจที่ใฝ่รู้ใฝ่เรียน มีความสนใจที่อยากจะศึกษา

 พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

นอกจากการใฝ่รู้แล้ว เราก็ยังต้องมีการใฝ่ปฏิบัติ

คือหลังจากที่เราได้ยินได้ฟังได้เรียนได้รู้แล้ว

เรายังต้องทำอีกขั้นหนึ่ง ก็คือเราต้องปฏิบัติ

ตามความรู้ที่เราได้เรียนมา

เพราะธรรมที่เราได้ยินได้ฟังได้เรียนรู้นี้

 เป็นเหมือนยาที่เราได้รับมาจากหมอ

 ยังไม่สามารถรักษาร่างกายที่ไม่สบายนี้

ให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้

 เราต้องเอายาที่หมอนี้ให้เรามา

เราต้องรับประทานยาตามหมอสั่ง

หมอสั่งให้รับประทานวันละ ๓ เวลา ๔ เวลา

เราก็ทำตามที่หมอสั่ง พอเรารับประทานไปแล้ว

 ยาเข้าไปในร่างกายแล้ว ยาก็สามารถทำหน้าที่ของยาได้

คือไปรักษาร่างกายไปทำลายเชื้อโรค

ที่ทำให้ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา

พอเชื้อโรคถูกยาทำลายไปหมดแล้ว โรคภัยไข้เจ็บก็หายไป

 พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าก็เป็นเหมือนยารักษาโรคใจ

 โรคของใจก็คือความทุกข์ใจนี่เอง

พวกเราทุกคนไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าไม่มีความทุกข์ใจ

เราทุกคนมีความทุกข์ใจด้วยกัน

 ถ้าเราไม่รับประทานยาของพระพุทธเจ้า

เราก็จะไม่มีวันที่จะรักษาโรคของความทุกข์ใจให้หายไปได้

แต่ถ้าเราน้อมนำเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ

ก็เหมือนกับการที่เราเอายาของหมอมารับประทาน

 พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ต้องเข้าไปในใจ

 ตอนนี้มันไม่ได้เข้าไปถึงใจ เข้าไปถึงแค่ความจำ

เข้าไปถึงเพียงสัญญา ที่สามารถที่จะจางหายไปได้

ธรรมะที่เราได้ยินได้ฟัง พอเราไม่ได้พิจารณา

 พอเราออกไปทำภารกิจอย่างอื่น

 ใจของเราก็เอาเรื่องอย่างอื่นเข้ามาภายในใจ

ความรู้ที่เราได้เรียนรู้จากพระธรรมคำสอน

 ก็จะถูกความรู้อย่างอื่นมากลบไป ทำให้หายไป

 เราต้องเอาความรู้เหล่านี้ ให้เข้าไป

ผ่านตัวสัญญาสังขารวิญญานให้ได้

 คือต้องให้เข้าไปถึงตัวใจเลย การที่จะให้เข้าไปถึงตัวใจได้นี้

ก็ต้องปฏิบัติเท่านั้นเอง ถ้าไม่ปฏิบัติ

เดี๋ยวความรู้ต่างๆที่เราได้ยินได้ฟังมันก็จะจางหายไป

พอเวลาเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา เราก็จะไม่มียา

ไม่มีธรรมะมาดับความทุกข์ภายในใจของเรา

 เราจึงต้องปฏิบัติ แล้วเราถึงจะได้รักษาโรคของใจ

 คือความทุกข์นี้ให้หมดไปได้.

 

...........................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


กัณฑ์ที่ ๔๘๖ วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๗ (จุลธรรมนำใจ ๔๑)

“แปรธรรมจากสัญญาสู่ใจ”













ขอบคุณที่มา fb.พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 27 ธันวาคม 2558
Last Update : 27 ธันวาคม 2558 10:33:24 น.
Counter : 386 Pageviews.

0 comment
### มรรคผลนิพพานก็ต้องเริ่มที่สติ ###

















"มรรคผลนิพพานก็ต้องเริ่มที่สติ"

การให้ทานรักษาศีลเป็นฐานรองรับหรือสนับสนุนการภาวนา

 ส่วนการภาวนาต้องมีสติเป็นตัวผลักดันให้เกิดสมาธิ

ให้เกิดปัญญา ให้เกิดวิมุตติหลุดพ้น ให้เกิดมรรคผลนิพพาน

เริ่มต้นที่สติ จึงควรให้ความสำคัญต่อสติ

ควรจะเจริญสติทุกเวลานาที ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

 เราสามารถเจริญสติได้เสมอ ไม่ต้องรอไปวัด

 เพราะสติอยู่ที่ใจอยู่ที่ร่างกายนี่เอง

 ให้ใจรู้อยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกาย

ไม่ว่าร่างกายกำลังทำอะไรอยู่ก็ให้รู้ อย่าไปคิดเรื่องอื่น

 ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องคิด

ก็ให้หยุดการกระทำของร่างกายไว้ก่อน แล้วก็คิดให้พอ

จะยืนคิดก็ได้ จะนั่งคิดก็ได้ จะคิดวางแผนก็คิดไป

เมื่อคิดเรียบร้อยแล้ว ก็หยุดคิด แล้วก็กลับมาดูที่ร่างกายต่อ

อย่างนี้ก็จะมีสติระลึกรู้อยู่ในปัจจุบันตลอดเวลา

 พอมีสติแล้วก็จะทำให้ใจสงบนิ่งได้

 ควบคุมใจให้คิดอยู่เพียงเรื่องเดียว เช่นพุทโธๆ

หรือดูลมหายใจเข้าออก หรือจะดูอาการต่างๆของร่างกายก็ได้

 เช่นดูโครงกระดูกก็ได้ หรือจะดูทั้ง ๓๒ อาการก็ได้

 ท่องเที่ยวอยู่ในกายนคร พอรู้สึกเหนื่อยแล้วค่อยหยุด

จะทำให้จิตหายฟุ้งซ่าน ถ้ายังไม่รวมลง ก็ดูลมหายใจต่อไป

หรือดูอาการใดอาการหนึ่ง ดูไปเรื่อยๆ

จนกว่าจะรวมลงเข้าสู่สมาธิไป

นี่คือหน้าที่ของพวกเราที่ไม่มีใครทำแทนได้

บุญนี้ทำแทนกันไม่ได้ ทำได้ก็เพียงให้เศษบุญเท่านั้น

เช่นกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไป

 เป็นเศษบุญ เป็นเหมือนค่ารถค่าเรือ

 หรืออาหารมื้อหนึ่งเท่านั้นเอง

บุญอุทิศไม่เป็นบุญที่สำคัญเลย

 แต่เรากลับให้ความสำคัญกับบุญอุทิศกันมาก

บุญที่สำคัญก็คือบุญที่เราทำกันในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่

 จะได้ร้อยทั้งร้อย จึงควรสร้างบุญสร้างกุศลกัน

ด้วยการให้ทานรักษาศีลภาวนาอย่างต่อเนื่อง

ให้ถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญ ส่วนกิจกรรมอื่น

เช่นการทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนี้

ให้ถือเป็นกิจกรรมสนับสนุน ไม่ใช่เป็นกิจกรรมหลัก

ส่วนกิจกรรมหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายนี้ ให้ถือเป็นยาพิษ

 ไม่ใช่ยาวิเศษ เป็นเหมือนยาเสพติด มีแต่จะฉุดลากให้เราลงต่ำ

 เสียเวลา แทนที่จะเอาเวลาไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายนี้

 เราควรเอาเวลาไปหาความสุขใจจะดีกว่า

 แทนที่จะไปเที่ยวก็ไปอยู่วัดภาวนากัน

ถ้าไปไม่ได้ก็อยู่บ้านภาวนาก็ได้ จะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

 ถ้าไปทางกิเลสตัณหาก็จะเป็นการไปเอายาพิษ

มาสร้างความทุกข์ทรมานให้แก่ใจ

จึงควรเข้าใจว่า การหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายนี้

ไม่ได้เป็นการหาความสุข แต่เป็นการหาความทุกข์

 เป็นการฉุดลากตัวเราให้เข้าสู่กองทุกข์ ให้ลึกเข้าไปเรื่อยๆ

จนไม่สามารถถอนออกมาได้ เหมือนคนที่ติดยาเสพติด

ยิ่งเสพก็จะยิ่งติดลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนไม่มีกำลังที่จะถอนออกมาได้

 เกิดมากี่ภพกี่ชาติก็ต้องหาความสุขแบบนี้ไปเรื่อยๆ

ไม่มีทางที่จะหลุดจากความทุกข์แบบนี้ได้

แม้จะได้พบกับพระพุทธศาสนาหรือพบพระพุทธเจ้า

 ก็จะไม่ได้รับประโยชน์ เพราะไม่มีกำลังความพากเพียร

หรือไม่มีศรัทธา ไม่เห็นว่าการไปปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า

 เป็นการปฏิบัติเพื่อความสุขที่แท้จริง

 จึงควรปฏิบัติกันไปตามกำลัง

รักษาศีลได้มากน้อยก็รักษากันไป

 ภาวนาได้มากน้อยก็ภาวนากันไป

 เจริญสติได้มากน้อยก็เจริญกันไป

แล้วก็ทำเพิ่มมากขึ้นไปตามลำดับ ให้ประเมินวัดผลดูว่า

 เริ่มปฏิบัติมากี่ปีแล้ว ก้าวไปถึงไหนแล้ว

เพื่อจะได้กระตุ้นการปฏิบัติ แล้วความเจริญก้าวหน้าในธรรม

 จะเป็นผลที่ตามมาอย่างแน่นอน.

........................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

กัณฑ์ที่ ๔๑๖ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๓ (จุลธรรมนำใจ ๒๓)

"ความคุมความคิด"















ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 26 ธันวาคม 2558
Last Update : 26 ธันวาคม 2558 9:52:58 น.
Counter : 352 Pageviews.

0 comment
### บทเรียนจากหลวงพ่อชา ###

















เรื่องเล่าเช้าวันพระ:

บทเรียนจากหลวงพ่อชา
หลวงพ่อชา สุภัทโท

...................

พระไพศาล วิสาโล เขียนเล่าเรื่อง

พูดถึงวุฒิการศึกษาทางโลก หลวงพ่อชา สุภัทโท

จบแค่ชั้นป.๑ เท่านั้น แต่ท่านมีลูกศิษย์ที่จบปริญญามากมาย

ที่เป็นดอกเตอร์ก็มิใช่น้อย ยิ่งกว่านั้นยังมีชาวต่างประเทศ

ความรู้สูง มาบวชกับท่านเป็นจำนวนมาก

เรื่องหนึ่งที่ผู้คนสอบถามท่านเสมอก็คือท่านสอนฝรั่งได้อย่างไร

ในเมื่อท่านไม่รู้ภาษาอังกฤษเลย คำตอบของท่านก็คือ

 “ที่บ้านโยมมีสัตว์เลี้ยงไหม อย่างหมาแมว หรือวัวควายอย่างนี้

 เวลาพูดกับมัน โยมต้องรู้ภาษาของมันด้วยหรือเปล่า?”

สำหรับหลวงพ่อชา การสอนที่สำคัญมิใช่การพูด

แต่อยู่ที่การทำให้ดูและชวนให้ทำ ซึ่งใคร ๆ สามารถเรียนรู้ได้

โดยไม่ต้องอาศัยภาษาใด ๆ

“พาเขาทำเอาเลย ทำดีได้ดี ถ้าทำไม่ดีก็ได้ของไม่ดี

พาเขาทำดู เมื่อทำจริง ๆ ก็เลยได้ดี เขาก็เลยเชื่อ

 ไม่ใช่มาอ่านหนังสือเท่านั้นนะ ทำจริง ๆ นี่แหละ สิ่งใดไม่ดีก็ละมัน

 อันไหนไม่ดีก็เลิกมันเสีย มันก็เป็นความดีขึ้นมา”

การเรียนรู้จากการทำนั้นให้ผลที่ยั่งยืนกว่า

เช่นเดียวกับการเรียนรู้จากประสบการณ์

ไม่ว่าประสบการณ์นั้นจะดีหรือไม่ดี

ก็สามารถสอนใจเราได้ทั้งนั้น

 อยู่ที่ว่าจะรู้จักมองหรือเก็บเกี่ยวบทเรียนหรือไม่

พระอาจารย์สุเมโธ ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน

และเป็นพระฝรั่งรูปแรกที่มาอยู่กับหลวงพ่อชาเล่าว่า

มีคราวหนึ่งหลวงพ่อชาสั่งให้ท่านขึ้นเทศน์ ๓ ชั่วโมง

โดยไม่ทันได้เตรียมตัว ทั้งกำชับว่าห้ามลงก่อนหมดเวลา

 ช่วงแรก ๆ ท่านก็เทศน์ได้เรื่อย ๆ เพราะมีเรื่องพูด

แต่เมื่อเทศน์นานเข้า ก็ไม่รู้ว่าจะเทศน์อะไร

 ต้องพูดวนไปเวียนมา ตอนนั้นภาษาไทยก็ไม่คล่อง

ผลก็คือคนฟังนั่งหลับเป็นส่วนใหญ่

ใครที่เจอประสบการณ์แบบนี้ ย่อมรู้สึกแย่

 และอาจถึงกับสูญเสียความมั่นใจในการพูด

ตามมาด้วยความหงุดหงิดขัดเคืองใจ

 แต่สำหรับพระอาจารย์สุเมโธ

ประสบการณ์ครั้งนั้นมีประโยชน์มาก

 เพราะช่วย “แก้กิเลส” หรือลดอัตตาของท่านได้ดี

“นิสัยของชาวอเมริกันเรามีอัตตาสูง

ความเชื่อมั่นในตัวเองมีมาก

เวลาขึ้นธรรมาสน์ก็อยากจะเทศน์ให้น่าฟัง

อยากจะให้ทุกคนฟังด้วยความตั้งใจ

 แต่ถ้าเห็นใครง่วงนอนหรือไม่ตั้งใจฟังก็อยากจะหยุดพูดทันที

 เป็นเพราะจิตใจเรายังมีความหวั่นไหวกับโลกธรรมอยู่”

ยิ่งมีอัตตา ก็ยิ่งจำเป็นต้องถูกถอนอัตตา

 ในทำนองเดียวกัน ยิ่งกลัวความล้มเหลว ไม่อยากได้คำตำหนิ

ก็ยิ่งจำเป็นต้องเจอความล้มเหลวและคำตำหนิ

 จิตใจจะได้มั่นคงไม่หวั่นไหวกับสิ่งนั้น

 นี้เป็นหลักการสอนข้อหนึ่งของหลวงพ่อชาก็ว่าได้

พระฝรั่งอีกรูปหนึ่งที่ได้บทเรียนดังกล่าวจากหลวงพ่อชา

 ก็คือพระอาจารย์ญาณธัมโม ชาวออสเตรเลีย

วันหนึ่งท่านมีเรื่องขัดใจกับพระรูปหนึ่งที่วัด

 รู้สึกหงุดหงิดตลอดทั้งวัน

 วันรุ่งขึ้นระหว่างเดินบิณฑบาตก็ครุ่นคิดอยู่กับเรื่องนั้นตลอดทาง

พอกลับเข้าวัดก็เห็นหลวงพ่อชาเดินสวนมา

ท่านยิ้มให้และทักทายเป็นภาษาอังกฤษว่า กู๊ดมอร์นิ่ง

 เพียงเท่านั้นอารมณ์ของพระญาณธัมโมก็เปลี่ยนไปทันที

ความหงุดหงิดขุ่นมัวหายไปเป็นปลิดทิ้ง มีความปลื้มปีติมาแทนที่

ตกเย็นหลวงพ่อชาสั่งให้ท่านเข้าไปถวายการนวดที่กุฏิ

เป็นการส่วนตัว ท่านรู้สึกตื่นเต้นดีใจมาก

เพราะโอกาสที่จะได้อยู่ใกล้ชิดสองต่อสองเช่นนั้นหาได้ยากมาก

 เพราะท่านยังเป็นพระใหม่ ท่านถวายการนวดอย่างตั้งอกตั้งใจ

ด้วยความปลื้มปีติ แต่จู่ ๆ โดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว

 “หลวงพ่อชาก็ถีบเปรี้ยงเข้าที่ยอดอก

ซึ่งกำลังพองโตด้วยความรู้สึกภาคภูมิของอาตมา

จนล้มก้นกระแทก”

ความตกใจและมึนงงว่าเกิดอะไรขึ้นหายเป็นปลิดทิ้ง

เมื่อได้ยินคำตำหนิของหลวงพ่อชาว่า

“จิตใจไม่มั่นคง พอไม่ได้ดังใจก็ขัดเคือง หงุดหงิด

เมื่อได้ตามปรารถนาก็ฟูฟ่อง”

เพียงเท่านั้นพระญาณธัมโมถึงกับร้องไห้

 ไม่ใช่เสียใจเพราะถูกด่า

 แต่เพราะซาบซึ้งในบุญคุณของท่าน

“หลวงพ่อเมตตามากที่ชี้กิเลสของเรา

 ไม่เช่นนั้นเราก็คงมืดบอดมองไม่เห็น

คงเป็นคนหลงอารมณ์ไปอีกนาน”

นี้เป็นบทเรียนสอนใจให้มั่นคงจากหลวงพ่อชา

ที่พระอาจารย์ญาณธัมโมไม่เคยลืมเลือน

การเรียนรู้ที่ดีนั้นต้องเกิดจากการเจอ “ของจริง”

แม้เป็นของจริงที่ไม่พึงปรารถนา แต่มันก็สามารถสอนใจ

และฝึกใจเราได้มาก จะว่าไปแล้วคนเราเรียนรู้

จากสิ่งที่ขัดใจได้มากกว่าสิ่งที่ถูกใจด้วยซ้ำ




........................................








ขอบคุณที่มา fb. วัดป่าสุคะโตเพื่อธรรมะและธรรมชาติ
ขอบคุณเจ้าของภาททุกภาพค่ะ




Create Date : 25 ธันวาคม 2558
Last Update : 25 ธันวาคม 2558 10:55:57 น.
Counter : 263 Pageviews.

0 comment
### งานที่สำคัญของนักปฏิบัติ ###
















"งานที่สำคัญของนักปฏิบัติ"

การเจริญสติจึงเป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่ง

เป็น ก.ไก่ ข.ไข่ ของการปฏิบัติ ถ้าอยากจะอ่านออกเขียนได้

ก็ต้องเรียน ก.ไก่ ข.ไข่ก่อน ถ้าไม่รู้จักอักษรต่างๆ

จะไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ ฉันใด

ถ้าอยากจะควบคุมความคิด ให้ไปในทางมรรค ให้หยุดคิด

ไม่ให้คิดไปในทางสมุทัย ก็จะต้องมีสติก่อน

 เมื่อมีสติแล้วก็จะสามารถหยุดความคิดได้

ด้วยการรวมเข้าสู่สมาธิเป็นพักๆ

แต่สมาธิจะไม่สามารถหยุดความคิดปรุงแต่งได้อย่างถาวร

จะสงบได้สักระยะหนึ่งแล้วก็จะถอนออกมา ต้องไปดำเนินชีวิตต่อ

 เพราะยังมีร่างกายที่จะต้องเลี้ยงดู

พอออกจากสมาธิใจก็จะคิดไปเรื่อยเปื่อย

จึงต้องใช้ปัญญาคอยสกัดไว้

 ถ้าคิดไปในทางสมุทัย คิดไปในทางที่จะสร้างความทุกข์ขึ้นมา

 ก็ต้องใช้ปัญญาเข้าไปสกัด สิ่งที่ใจอยากได้อยากมีอยากเป็นนั้น

 ต้องสอนใจว่าเป็นอนัตตา ไม่สามารถควบคุมบังคับมันได้

 เป็นอนิจจังไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงไม่ให้ความสุข

 แต่ให้ความทุกข์ เวลาได้อะไรมาใหม่ๆก็ดีใจมีความสุข

 สักระยะหนึ่งก็เปลี่ยนไป หรือใจเราเปลี่ยนไป

เคยชอบแต่เดี๋ยวนี้เบื่อแล้วเพราะจำเจ

เวลาได้มาใหม่ๆก็ดีอกดีใจชอบอกชอบใจ

พอเห็นจำเจก็จะเกิดความเบื่อหน่าย

เคยมีความสุขกับสิ่งนั้น เดี๋ยวนี้กลับมีความทุกข์

จึงต้องหาของใหม่ๆมาทดแทนอยู่เรื่อยๆ

 เพราะความรู้สึกของเราเปลี่ยนไป ไม่เที่ยงเหมือนกัน

 สิ่งที่เราสัมผัสเกี่ยวข้องด้วยก็ไม่เที่ยง

 ไม่สามารถควบคุมบังคับเขาได้

เขาจะให้ความสุขกับเราไปตลอดได้อย่างไร

เวลาที่เขาเปลี่ยนไป ความทุกข์ก็จะกลับเข้ามาแทนที่

 ต้องสอนใจอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ

 แล้วใจจะไม่อยากได้อะไรมาให้ความสุข เพราะไม่คุ้มค่า

ได้ความสุขเพียงเล็กๆน้อยๆ แล้วก็ต้องมาทุกข์ทรมานใจ

 ทุกข์เพราะต้องดูแลรักษา ทุกข์เพราะเศร้าโศกเสียใจ

เวลาที่เกิดการสูญเสีย นี่คือการใช้ปัญญา

ต้องมองให้เห็นไตรลักษณ์ในทุกสิ่งทุกอย่าง

 ไม่ว่าจะเป็นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ลาภยศสรรเสริญ

 ล้วนไม่เที่ยงทั้งนั้น ไม่อยู่ในการควบคุมบังคับของเรา

ถ้าสิ่งที่ให้ความสุขกับเราจากเราไป

เราก็จะต้องทุกข์ใจเศร้าโศกเสียใจ

อย่างเดือนนี้ก็เป็นเดือนสุดท้ายของอายุราชการ

ของคนที่มีอายุครบ ๖๐ ปี เคยมีตำแหน่งใหญ่โต

พอถึงวันที่ ๑ ตุลาคม ความใหญ่โตก็หมดไป

จะอยู่เป็นใหญ่เป็นโตต่อไปก็ไม่ได้ เพราะถึงวาระที่จะต้องหมดไป

ถ้าทำใจไม่ได้ ควบคุมความคิดไม่ได้

ว่าตอนนี้ไม่ได้เป็นใหญ่เป็นโตแล้ว เป็นคนธรรมดาแล้ว

ไม่มีใครให้ความสำคัญกับเราแล้ว ก็จะมีความว้าเหว่

เศร้าสร้อยหงอยเหงา ปัญหาต่างๆอยู่ที่ความคิดของเรานี่เอง

เราจึงต้องฝึกควบคุมความคิดของเรา

การฝึกสตินี่แหละเป็นการดึงใจดึงความคิดของเราไว้

เบื้องต้นก็ให้ดึงเข้ามาสู่ความว่าง สู่ความเป็นกลาง

 ทำอะไรก็อย่าไปคิดปรุงแต่ง ให้เพียงสักแต่ว่ารู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่

กำลังรับประทานอาหารก็ให้รู้ว่ากำลังรับประทานอาหาร

 ไม่ต้องไปปรุงแต่ง ให้รู้เฉยๆ สักแต่ว่ารู้

กำลังอาบน้ำ กำลังแปรงฟัน กำลังหวีผม กำลังแต่งตัว

 กำลังทำอะไรอยู่ ก็ให้ใจรู้อยู่กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

ถ้าไม่ดึงใจไว้ให้รู้กับการกระทำของร่างกาย

ใจจะคิดเรื่อยเปื่อย ร่างกายอยู่ตรงนี้

แต่ใจไปคิดถึงลูกที่อยู่ต่างประเทศโดยไม่รู้สึกตัว

ทำอะไรก็จะผิดพลาด หรือสงสัยว่าทำไปแล้วหรือยัง

เพราะใจไม่ได้รู้อยู่กับการกระทำ ไปรู้อยู่กับเรื่องที่กำลังคิดปรุงแต่ง

 อย่างนี้แสดงว่าขาดสติ ไม่สามารถควบคุมความคิดปรุงแต่งได้

 ปล่อยให้คิดเรื่อยเปื่อย ถ้าเป็นอย่างนี้เวลานั่งทำสมาธิให้ใจสงบ

ก็จะไม่สงบ เพราะใจจะสงบได้ต้องหยุดความคิดปรุงแต่ง

 ต้องมีสติคอยดึงไว้ เช่นการบริกรรมพุทโธ

เป็นการดึงความคิดปรุงแต่ง ไม่ให้คิดปรุงแต่ง

ให้คิดแต่คำว่าพุทโธๆอย่างเดียว จะได้ไม่มีอารมณ์

ทำให้ใจเป็นกลาง ทำให้ใจว่าง ทำให้หยุดคิดได้

 รวมเข้าสู่ความสงบได้ ถ้าไม่ชอบคำบริกรรม

 ใช้การดูลมหายใจเข้าออกก็ได้ แต่ต้องสักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้

อย่าไปคิดเรื่องอื่น ให้รู้อยู่กับเรื่องของลมอย่างเดียว

หายใจเข้าก็รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก

ให้รู้อยู่ตรงจุดเดียว อย่าตามลมเข้าตามลมออก

ห้อยู่แถวปลายจมูก เวลาลมเข้าออกจะสัมผัสอยู่แถวปลายจมูก

 ให้รู้อยู่ตรงนั้น เฝ้าดูอยู่ตรงนั้น อย่าไปบังคับลมหายใจ

 จะหยาบจะละเอียด จะหายใจสั้นหายใจยาว ก็ให้รู้ตามความจริง

 ไม่ต้องบังคับ ให้ใช้ลมเป็นที่ผูกใจด้วยสติ

ถ้าใจเป็นเหมือนเรือ สติก็เป็นเหมือนเชือก

ลมหายใจก็เป็นเหมือนเสาของท่าเรือ ถ้าผูกเรือไว้กับเสา

 น้ำก็จะไม่พัดพาให้เรือลอยไปได้ เรือก็จะจอดนิ่ง

ใจก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีสติรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก

รู้อยู่กับการบริกรรมพุทโธๆ ไม่ช้าก็เร็วใจก็จะสงบนิ่ง

 พอสงบแล้วก็จะมีความสุขสบายเบาอกเบาใจ

 ตอนนั้นจะไม่รับรู้การเจ็บปวดของร่างกาย ถ้ารู้ก็จะไม่รำคาญใจ

รู้ว่าชาหรือเจ็บตรงนั้นมันปวดตรงนี้ แต่ไม่รู้สึกทรมานใจ

เพราะใจไม่มีปฏิกิริยากับความเจ็บของร่างกายนั่นเอง

นี่คือการควบคุมความคิดให้เข้าสู่ความสงบ

แต่ความสงบของสมาธินี้มีระยะเวลา

 อยู่ได้สักระยะหนึ่งแล้วก็จะถอนออกมา

 ต้องออกมาปฏิบัติภารกิจอื่นๆ พอถอนออกมาใจจะเริ่มคิดปรุงแต่ง

 ถ้าไม่ต้องคิดเรื่องภารกิจต่างๆ ก็ให้ใจคิดไปในทางปัญญา

ให้เตรียมรับกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้นแต่จะต้องเกิดขึ้น

 เช่นให้พิจารณาร่างกาย ว่าสักวันหนึ่งต้องแก่ลงไป

 ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องตายไป เช่นเดียวกันกับร่างกายของผู้อื่น

 ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะเป็นคนใกล้ชิดหรือเป็นคนที่ไม่รู้จัก

 ก็เป็นเช่นเดียวกัน ต้องสอนให้ใจรู้และรับความจริงนี้ให้ได้

 ถ้ารู้และรับความจริงได้ก็จะปล่อยวางได้ จะรับว่าเป็นเรื่องปกติ

 เหมือนกับยอมรับกับฝนตกแดดออก ไม่มีปฏิกิริยา

 ไม่มีความอยากจะให้ตกหรือไม่ตก เพราะเรารู้ว่า

ไม่ใช่วิสัยของเราที่จะไปสั่งได้

เป็นอย่างไรก็ต้องยอมรับความจริง ฉันใด

ร่างกายของเราหรือร่างกายของผู้อื่น

ก็เป็นเหมือนกับฝนตกแดดออก จะต้องแก่ต้องเจ็บ

ต้องตายไปด้วยกันทุกคน เราต้องยอมรับ

 เหมือนกับยอมรับฝนตกแดดออก

ถ้ายอมแล้วจะสบายอกสบายใจ ไม่เดือดร้อน

ถ้ายังไม่แน่ใจว่ารับได้จริงหรือไม่ ก็ต้องไปหาสถานที่ทดสอบใจ

 ไปสถานที่ที่เรากลัว เพราะความกลัวคือความทุกข์

ที่เกิดจากความคิดปรุงแต่งของเราเอง ต้องไปหาสถานที่แบบนั้น

 เพื่อจะได้ทดสอบใจดูว่า สามารถควบคุมความคิด

ไม่ให้สร้างความกลัวขึ้นมาหลอกเราได้หรือไม่

ถ้ากลัวผีก็ต้องไปอยู่สถานที่ที่เราคิดว่ามีผี

กลัวสิงสาราสัตว์ก็ต้องไปอยู่สถานที่ที่มีสิงสาราสัตว์

กลัวความตายก็ต้องไปอยู่สถานที่ที่ล่อแหลมต่อความตาย

 จะได้พิสูจน์กันจริงๆ ว่ายอมรับความตายได้หรือไม่

เพราะเวลาไปอยู่ในสถานที่เหล่านี้แล้ว

ในเบื้องต้นความกลัวจะต้องเกิดขึ้นมาทันที

 เพราะผู้ที่สั่งให้คิดสร้างความกลัวขึ้นมามีกำลังมากกว่า

 แต่ถ้าเราพยายามต่อสู้ด้วยการควบคุมบังคับใจด้วยสมาธิ

 หรือสอนใจด้วยปัญญา ก็จะสามารถยับยั้งความคิด

ที่จะคิดไปในทางสมุทัยได้ ถ้ายังไม่รู้จักการพิจารณาทางปัญญา

ก็อาศัยอุบายของสมาธิไปก่อน ด้วยการบริกรรมพุทโธๆ

หรือสวดมนต์ไป สวดบทพุทธคุณธรรมคุณสังฆคุณ

อย่าไปคิดถึงความกลัว อย่าไปปรุงแต่งเรื่องของความกลัว

ให้คิดปรุงแต่งอยู่กับบทพระพุทธคุณพระธรรมคุณพระสังฆคุณ

 อิติปิโสฯ สวากขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ

ฝากเป็นฝากตายไว้กับการสวด ความกลัวก็จะหายไป

เวลาใจสงบตัวลง ความคิดปรุงแต่งก็จะหยุดชั่วคราว

ตอนนั้นก็จะปรากฏให้เห็นว่า ความกลัวไม่ได้อยู่ภายนอก

 แต่อยู่ในใจของเรานี่เอง อยู่ที่ความคิดปรุงแต่ง

ได้ยินเสียงอะไรก็ปรุงแต่งว่าเป็นผี เป็นอะไรต่างๆนานา

แทนที่จะไปคิดอย่างนั้น เราต้องสวดมนต์ไปหรือบริกรรมพุทโธๆไป

 อย่าปล่อยให้ใจมีโอกาสไปคิดถึงสิ่งที่เรากลัว

 พอจิตสงบแล้ว ก็จะรู้ว่าสิ่งที่เรากลัวนั้นไม่ได้มาทำอะไรเราเลย

 เขาไม่รู้เรื่องอะไรของเราเลย เราต่างหากที่ไปกลัวเขาเอง

 นี่เป็นอุบายของสมาธิ คือบริกรรมพุทโธ

หรือสวดมนต์บทใดบทหนึ่งที่เราถนัด

 ฝากเป็นฝากตายไว้กับการสวดเลย

เหมือนคนที่ใกล้ตาย ไม่รู้จะยึดกับอะไรก็ยึดการสวดมนต์

ถ้าสวดได้อย่างต่อเนื่องจนจิตรวมลงเข้าสู่สมาธิได้

เวลาตายไปก็จะไปสู่สุคติ ถ้าฝึกมามากหรือฝึกจนชำนาญแล้ว

เวลาเข้าสู่วาระคับขันจะมีที่พึ่ง ด้วยการสวดมนต์นี่แหละ

สวดไปจนจิตใจสงบนิ่ง ก็จะไม่รู้เรื่องของร่างกาย

จะหยุดหายใจไปก็ไม่เป็นปัญหา จิตตอนนั้นเป็นสุคติแล้ว

เป็นฌานเป็นสมาธิ เป็นพรหมไปแล้ว

นี่คือความสำคัญของการเจริญสติ ทำจิตใจให้สงบ

ถ้าทำถึงขั้นนี้ได้ ตายไปก็จะได้ไปชั้นพรหม

อย่างที่พระอาจารย์ของพระพุทธเจ้า ๒ รูป

ที่มีความชำนาญในการเข้าออกในฌานขั้นต่างๆ

 เวลาที่ท่านจะตายท่านก็ใช้การเจริญสมาธินี้

ทำจิตให้เข้าสู่ฌานเข้าสู่ความสงบ

 แล้วจิตก็จะแยกออกจากร่างกายไป

จิตก็ไปตามสถานภาพของจิต ถ้าเป็นฌานก็จะเป็นพรหมโลก

 รูปฌานก็เป็นรูปภพ อรูปฌานก็เป็นอรูปภพ

ถ้าไม่สงบในระดับฌาน แต่ก็ไม่ฟุ้งซ่านวุ่นวาย

 ยังรับรู้รูปเสียงกลิ่นรสอยู่ แต่ไม่ทุกข์ทรมานใจ ก็จะเป็นชั้นเทพ

 ไปเสวยรูปเสียงกลิ่นรสของเทพ ถ้าว้าวุ่นขุ่นมัว

หวาดกลัวจนเป็นบ้าก็จะต้องไปอบาย ไปนรก

 เป็นเปรต เป็นเดรัจฉาน เป็นอสุรกาย

อยู่ที่การควบคุมความคิดปรุงแต่งนี่เอง

จึงต้องพยายามฝึกสติอยู่เรื่อยๆ เพื่อจะได้ขั้นที่ ๑ คือสมาธิ

ถ้าได้ปัญญาก็จะได้ดวงตาเห็นธรรม

 จะสามารถดับหรือควบคุมความคิดปรุงแต่งให้อยู่ในทางมรรค

 ไม่ให้ไปทางสมุทัยได้ จะดับความทุกข์ได้อย่างถาวร

ตามลำดับขั้นของปัญญา ขั้นโสดาบันก็จะดับความทุกข์

หรือควบคุมความคิดได้ในระดับหนึ่ง

ขั้นสกิทาคามีขั้นอนาคามีก็ควบคุมความคิดได้ในอีกระดับหนึ่ง

ขั้นพระอรหันต์ก็จะควบคุมความคิดได้ทั้งหมด

ขั้นพระโสดาบันก็จะควบคุมความคิด

 ในเรื่องความแก่ความเจ็บความตายได้

 ยอมรับความแก่ความเจ็บความตายได้

 ขั้นพระสกิทาคามีก็จะสามารถควบคุมความคิด

ในทางกามารมณ์ได้บางส่วน จะควบคุมกามารมณ์ให้เบาบางลงไป

 เวลาที่เกิดกามารมณ์ขึ้นมา ก็จะนึกถึงความไม่สวยไม่งาม

 ความสกปรกของร่างกาย พิจารณาอสุภะในรูปแบบต่างๆ

จะพิจารณาว่าเป็นซากศพก็ได้ จะพิจารณาว่ามีอาการต่างๆ

ซ่อนอยู่ภายใต้ผิวหนังก็ได้ มีโครงกระดูกมีอวัยวะน้อยใหญ่

มีปอดมีไตมีตับมีลำไส้ หรือจะพิจารณาสิ่งที่เป็นปฏิกูล

ที่ถูกขับออกมาจากร่างกาย ที่ส่งกลิ่นเหม็นก็ได้

 เช่นอุจจาระปัสสาวะน้ำเหงื่อเป็นต้น เป็นสิ่งที่สกปรก

ที่ออกมาจากร่างกาย ที่กิเลสไปปรุงแต่งว่าสวยว่างาม

 ทำให้เกิดความใคร่ความยินดี

ถ้าเป็นพระสกิทาคามีนี้ท่านว่าทำได้พอประมาณ

คือลดความรุนแรงของกามราคะ ทำให้เบาบางลงไป

แต่ยังไม่สามารถกำจัดได้หมด ต้องขั้นพระอนาคามี

ที่จะหยุดกามราคะได้ทันที ทุกครั้งที่โผล่ขึ้นมา

 จะมีอาวุธมีเครื่องมือที่จะหยุดยั้งกามราคะได้ทันทีเลย

 นี่คือขั้นของพระอนาคามี สามารถควบคุมความคิด

ในทางกามารมณ์ได้หมด

ส่วนพระอรหันต์นี่จะสามารถควบคุมความคิดทุกรูปแบบได้

ควบคุมความคิดเรื่องอัตตาตัวตน เรื่องความยึดติดกับความสุข

ที่ละเอียดที่มีอยู่ในจิต ให้จิตปล่อยวาง ไม่ให้ยึดติด

 ไม่ให้อาศัยเป็นเครื่องมือให้ความสุขกับใจ

เพราะมีความสุขที่ดีกว่ารออยู่

 ถ้าปล่อยความสุขที่มีอยู่ภายในจิตที่ไม่เที่ยง ที่มีเกิดมีดับ

มีการเปลี่ยนแปลงได้ ใจก็จะสะอาดบริสุทธิ์

 เหลือแต่ความสงบสุขไปตลอด ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

ไม่มีวันหมดสิ้น เพราะเป็นความสุขตามธรรมชาติของใจ

ที่มีอยู่คู่กับใจมาตลอด แต่ถูกอวิชชาหลอกให้ใจไปคิดปรุงแต่ง

 สร้างความทุกข์ขึ้นมากลบ จนทำให้ไม่เห็นความสุขชนิดนี้

ที่มีอยู่ภายในใจตลอดเวลา

ถ้าเจริญสติสมาธิปัญญาตามลำดับ

ความคิดต่างๆก็จะอยู่ภายใต้การควบคุมบังคับ

จะอยู่ในความสงบ จะคิดเมื่อมีความจำเป็น

จะคิดไปในทางมรรคเสมอ คิดด้วยเหตุด้วยผล

 คิดตามหลักของความจริง จะไม่ฝืนความจริง จะไม่ทุกข์

 เพราะสมุทัยไม่สามารถเกิดขึ้นได้

เพราะมีมรรคคอยควบคุมความคิดอยู่ตลอดเวลา

 และทำลายความคิดที่จะไปทางสมุทัยได้หมด

นิโรธคือการดับทุกข์จึงดับอย่างถาวร ดับอยู่ตลอดเวลา

ไม่มีวันที่จะเกิดขึ้นมาได้อีกต่อไป นี่คือการดับทุกข์ด้วยปัญญา

 จะดับได้อย่างถาวร แต่ถ้าดับด้วยสมาธิจะดับได้ชั่วคราว

ในขณะที่จิตหยุดคิดปรุงแต่งแล้วรวมเข้าสู่ความสงบ

แต่ความดับทุกข์ด้วยปัญญานี้ไม่ต้องเข้าสมาธิ

จะสามารถควบคุมบังคับไม่ให้ไปคิดในทางสมุทัย

 เห็นอะไรก็ไม่อยากได้ ได้ยินอะไรก็ไม่อยากได้

 สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น สักแต่ได้ยิน ไม่ดีใจเสียใจ

 ยินดียินร้ายกับสิ่งต่างๆ ที่ใจสัมผัสรับรู้ ใจปล่อยวางทุกอย่าง

 ให้เป็นไปตามความจริง นี่คือเป้าหมายของการปฏิบัติ

ของพุทธศาสนิกชน เริ่มต้นจากการทำบุญให้ทาน

 แล้วก็รักษาศีล จากนั้นก็ภาวนา.

........................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

กัณฑ์ที่ ๔๑๖ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๓ (จุลธรรมนำใจ ๒๓)

"ความคุมความคิด"













ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 25 ธันวาคม 2558
Last Update : 25 ธันวาคม 2558 10:31:46 น.
Counter : 364 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....