Group Blog
All Blog
### รักษาใจด้วยธรรม ###

















“รักษาใจด้วยธรรม”

พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนไว้ว่า ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน

 ใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลก

ไม่มีอะไรที่จะสำคัญเท่ากับใจของพวกเราแต่ละคน

 เพราะความสุขสุดๆก็สุขที่ใจ ความทุกข์สุดๆก็ทุกข์ที่ใจ

ใจสุขใจทุกข์ก็เพราะว่าใจมีธรรมหรือไม่มีธรรม

ถ้าใจมีธรรมใจก็มีความสุขแบบสุดๆ

 ถ้าใจไม่มีธรรม ใจก็มีทุกข์แบบสุดๆ

ดังนั้นหน้าที่ของพวกเราจึงอยู่ที่การดูแลรักษาใจด้วยธรรม

สร้างธรรมะขึ้นมาเพื่อรักษาใจ

เพราะถ้าใจมีธรรมเป็นเครื่องรักษาแล้ว

 ใจจะมีความสุขอย่างยิ่ง

ถ้าใจปราศจากธรรมแล้วใจก็จะมีแต่ความทุกข์

มีความทุกข์แบบสุดๆ

 นี่คือเรื่องของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ถึงธรรมชาติของใจ

ว่าอะไรที่จะทำให้ใจมีความสุขและอะไรที่จะทำให้ใจมีความทุกข์

สิ่งที่ทำให้ใจมีความทุกข์ พระองค์ก็ทรงค้นพบว่า

เป็นตัณหาความอยากต่างๆ คือกามตัณหา

 ความอยากในรูป เสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ,

ภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็นอยากได้สิ่งต่างๆ,

 วิภวตัณหา ความอยากไม่มี อยากไม่เป็น

อยากไม่ให้สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

ความอยากเหล่านี้แหละเป็นเหตุ

ที่ทำให้เกิดความทุกข์ใจต่างๆ ขึ้นมา

และสิ่งที่จะทำให้ใจนั้นเกิดความสุขขึ้นมาก็คือ

การไม่มีความอยากนี่เอง

 ไม่มีกามตัณหา ไม่มีภวตัณหา และไม่มีวิภวตัณหา

การที่จะทำให้ใจไม่มีตัณหาทั้ง ๓ นี้ได้

จำเป็นจะต้องมีธรรมะเป็นเครื่องมือกำจัด

เพราะโดยธรรมชาติของความอยากทั้ง ๓ นี้

ที่มีอยู่ในใจของพวกนี้มันจะไม่หายไปเอง

มันจะต้องได้รับการกำจัด เหมือนน้ำเสียมันจะไม่หายเสีย

มันจะเน่ามันจะส่งกลิ่นเหม็นถ้าไม่ได้รับการบำบัด

สมัยนี้เราจึงต้องมีโรงบำบัดน้ำเสียกัน

 เพราะน้ำของเรานี้มันถูกสิ่งสกปรกต่างๆ

เข้าไปผสมเจือปนอยู่นั่นเอง จึงทำให้น้ำกลายเป็นน้ำเสียไป

จึงจำเป็นจะต้องบำบัดน้ำก่อนที่จะปล่อยลงไปสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

เช่นแม่น้ำลำคลองหรือทะเล

 ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะไปทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆ

เช่นแม่น้ำลำคลอง ทะเลนั้น เสียไปด้วย ฉันใด

ใจของพวกเราทุกคนก็เป็นใจที่มีตัณหา

ความอยากอยู่ในใจทำให้ใจของพวกเรานั้น มีแต่ความทุกข์

วุ่นวายใจอยู่ไม่รู้จักหยุดไม่รู้จักหย่อนไม่รู้จักจบจักสิ้น

แล้วก็จะไม่มีวันหมดสิ้นไปได้ด้วยตนเอง ต้องได้รับการบำบัด

เช่นเดียวกับน้ำที่ต้องได้รับการบำบัด

สิ่งที่จะมาบำบัดใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์

 ให้ปราศจากตัณหาทั้ง ๓ คือกามตัณหา ภวตัณหาและวิภวตัณหา

 ก็คือธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบ

 ธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญได้ทรงปฏิบัติ

จนทำให้ใจของพระพุทธเจ้าเป็นใจที่สะอาดบริสุทธิ์

ธรรมที่ได้ทรงค้นพบและได้ทรงปฏิบัติก็คือทาน ศีล ภาวนานี่เอง

 นี่คือเครื่องบำบัดหรือกำจัดสิ่งสกปรกต่างๆ

 คือกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหาให้ออกไปจากใจ

เมื่อได้ออกไปจากใจแล้วใจก็จะสะอาด บริสุทธิ์

ใจสะอาดบริสุทธิ์นี้นำความสุขอย่างยิ่งมาให้แก่ใจก็คือ

 บรมสุขที่เรียกว่า “ปรมังสุขัง” นี่เอง

เกิดจากได้บำบัดใจ ได้ทำความสะอาดชำระใจ

 ด้วยการปฏิบัติทาน ศีล ภาวนา พระพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญมาแล้ว

ทั้งทาน ทั้งศีล และภาวนา จนจิตใจของพระองค์สะอาดบริสุทธิ์แล้ว

 เห็นคุณค่าของใจที่สะอาดบริสุทธิ์ คือเห็นความสุขอันยิ่งใหญ่

เห็นบรมสุขที่ปรากฏขึ้นภายในพระทัยของพระองค์แล้ว

 จึงได้นำเอาวิธีการกำจัดตัณหาทั้ง ๓ นี้มาเผยแผ่สั่งสอน

ให้แก่สัตว์โลกให้แก่ผู้อื่น ผู้ใดที่มีความศรัทธามีความเชื่อ

 แล้วน้อมนำเอาไปปฏิบัติไม่ช้าก็เร็ว

ก็จะสามารถกำจัดตัณหาทั้ง ๓ ให้หมดไปจากใจได้

 ทำให้ใจสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมาได้ ทำให้ใจมีแต่บรมสุข

ปราศจากความทุกข์ต่างๆที่เคยมีอยู่ภายในใจ

 ปราศจากการที่จะต้องกลับมาเกิดแก่เจ็บตาย

 เพราะต้นเหตุของการมาเกิดก็คือตัณหาทั้ง ๓ นี่เอง

 กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา

แล้วหลังจากนั้นผู้ที่ได้บรรลุผู้ที่ได้บำบัดใจให้สะอาดบริสุทธิ์

 กำจัดตัณหาความอยากให้หมดไปจากใจ

ก็นำความรู้อันนี้มาช่วยพระพุทธเจ้าเผยแผ่ ให้แก่ผู้อื่นต่อไป

 ทำให้พระพุทธศาสนา เจริญเติบโตขึ้นมาจนถึงปัจจุบันนี้

ผู้ใดที่ได้มาสัมผัสรับรู้คำสอนของพระพุทธเจ้า

แล้วน้อมนำเอาไปปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติได้อย่างเต็มที่

ที่เรียกว่าสุปะฏิปันโนก็จะสามารถรับผลเช่นเดียวกัน

กับที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลายได้รับกัน

ในสมัยปัจจุบันนี้พวกเราก็คงได้ทราบเกี่ยวกับ

พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งหลายที่ได้ปฏิบัติตามคำสอน

 ของพระพุทธเจ้าอย่างเต็มที่จนสามารถกำจัดตัณหาต่างๆ

ให้ออกไปจากใจได้หมด ทำให้ใจสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมา

 กลายเป็นพระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้าในยุคปัจจุบัน

 เช่นหลวงปู่มั่นเป็นต้น พอหลวงปู่มั่นท่านได้บรรลุแล้ว

ท่านก็สั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาของท่าน

 ต่อมาลูกศิษย์ลูกหาของท่าน ก็ได้บรรลุธรรมกัน

ได้บรรลุถึงพระอรหันต์กัน

เพราะว่าเวลาที่ท่านตายไป อัฐิของท่าน

ก็ได้กลายเป็นพระธาตุกันไป

นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากพวกเราให้ความสำคัญต่อการดูแลรักษาใจ

ต่อการบำบัดใจให้กำจัดสิ่งสกปรกต่างๆ

ที่มีอยู่ภายในใจให้มันหมดไปเหมือนกับการบำบัดน้ำเสีย

ถ้าเรามีการบำบัดน้ำเสียนี้ ถ้าเราสามารถบำบัดได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

 น้ำเสียนี้เราก็สามารถนำเอามาดื่มรับประทานกันได้อย่างปลอดภัย

 อยู่ที่การบำบัด ใจของพวกเรา จะสะอาดบริสุทธิ์หรือไม่

ก็อยู่ที่การบำบัดใจของเราด้วยทาน ศีล ภาวนา

 จะได้ความบริสุทธิ์มากน้อยเพียงไร ก็อยู่ที่การบำบัดของเรา

ว่าเราจะบำบัดในระดับไหน ถ้าบำบัดในระดับ ๑๐๐ เต็ม ๑๐๐

 ผลก็จะได้ ๑๐๐ เต็ม ๑๐๐ คือได้ความสะอาดบริสุทธิ์เต็มที่

 ถ้าบำบัดเพียงร้อยละ ๕๐ ก็ได้จะผลเพียงร้อยละ ๕๐

ถ้าบำบัดร้อยละ ๑๐ ก็จะได้ผลร้อยละ ๑๐

อันนี้เป็นเรื่องของเหตุของผล เป็นหลักสากล

ป็นหลักวิทยาศาสตร์ เป็นหลักธรรม เป็นความจริง

เหตุเป็นอย่างไรผลก็จะต้องเป็นตามเหตุเสมอ

ผลไม่สามารถเป็นไปต่างจากเหตุได้ ถ้าเหตุน้อยผลก็จะต้องน้อย

 ถ้าเหตุมากผลก็จะต้องมาก

ดังนั้นผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อบำบัดรักษาจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์

ก็สามารถเลือกระดับของการบำบัดได้

ว่าต้องการจะบำบัดใจของตนให้อยู่ในระดับไหน

ผลก็คือความสุขในระดับต่างๆ อยู่ที่เหตุคือการบำบัด

คือการปฏิบัติทาน ศีล ภาวนานี่เอง

 ถ้าทำทานร้อยละ ๑๐ รักษาศีลร้อยละ ๑๐ ภาวนาร้อยละ ๑๐

 ผลก็จะได้ร้อยละ ๑๐ คือความสุข ก็จะได้ระดับร้อยละ ๑๐

ถ้าทำมากขึ้นความสุขก็จะได้มากขึ้นไปตามลำดับ

ความทุกข์ก็จะน้อยลงไปตามลำดับ

 อันนี้อยู่ที่การบำเพ็ญของผู้ปฏิบัติเอง

 ผู้ปฏิบัติจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจเอาเองว่า

ต้องการที่จะปฏิบัติในระดับไหน ไม่มีใครที่จะบังคับได้

และไม่มีใครรู้ว่าจะสามารถปฏิบัติได้ในระดับไหน

 แต่ทุกคนนี้มีสิทธิที่จะพัฒนา จากระดับที่ตนเองมีอยู่ให้ขึ้นไป

สู่ระดับที่สูงสุดได้ เหมือนกับการปีนป่ายขึ้นไปบนยอดเขา

 ทุกคนนี้มีสิทธิที่จะปีนขึ้นไปถึงยอดเขาได้

แต่อยู่ที่ผู้ปีนว่าจะพยายามปีนกันมากน้อยเพียงไร

 ถ้ามีความพยายามอย่างสุดๆ อย่างเต็มที่

ก็จะสามารถปีนขึ้นเขาถึงยอดได้

แต่ถ้าไม่มีความพยายามอย่างสุดๆ

 ก็จะไม่สามารถที่จะปีนขึ้นไปถึงยอดเขาได้

อันนี้อยู่ที่ผู้ปฏิบัติเองที่จะต้องเป็นผู้สร้างความเพียรขึ้นมา

 สร้างความพยายามขึ้นมา สร้างความอดทนขึ้นมา

 ด้วยการปฏิบัติไปอยู่เรื่อยๆ แล้วก็เพิ่มขึ้นไปทีละเล็กทีละน้อย

 ถ้าได้ปฏิบัติถูกวิธี การเจริญก้าวหน้ามันจะตามมาเอง

ปัจจัยที่จะทำให้การปฏิบัติเจริญก้าวหน้าหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสติเป็นหลัก

 ถ้าสติเจริญก้าวหน้าธรรมต่างๆ ก็จะเจริญก้าวหน้าตามไปด้วย

 ถ้าสติไม่ก้าวหน้า ธรรมต่างๆก็จะไม่เจริญก้าวหน้า

เพราะสตินี้เป็นเหมือนหัวหอก หัวหอกจะต้องอยู่ข้างหน้าเสมอ

 ดังนั้นผู้ปฏิบัติจึงควรให้ความสำคัญกับการเจริญสติเป็นอย่างมาก

ให้ความสำคัญกับสติเป็นที่หนึ่ง ส่วนสิ่งต่างๆนั้นเป็นรองลงมา

 ขอให้มีสติ แล้วไม่มีว่าจะเป็นการทำทาน การรักษาศีล

 การภาวนานี้ก็จะเป็นไปได้อย่างง่ายดาย

ถ้าไม่มีสติแล้วก็จะถูกอำนาจของความอยากต่างๆ มาแย่งชิงใจไป

ทำให้ใจไม่สามารถบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนาได้

จะถูกตัณหาความอยากฉุดลากให้ไปหาลาภยศ สรรเสริญ

 ให้ไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ดังนั้นผู้ที่บำเพ็ญผู้ที่ปฏิบัตินั้นจึงควรมุ่งมาที่สติกันเป็นหลัก

การทำทาน การรักษาศีล การภาวนา ที่ทำกันอยู่นี้

ที่ทำได้ในระดับนี้ก็เพราะว่าสติมีกำลังเพียงเท่านี้เท่านั้นเอง

 ถ้าสติมีกำลังมากขึ้นแล้ว การทำทานก็จะมากตามไป

การรักษาศีลก็จะรักษาได้มากเพิ่มขึ้นไป

การภาวนาก็จะภาวนาได้มากขึ้นไปตามลำดับ.


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๘

“รักษาใจด้วยธรรม”











ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 07 มกราคม 2559
Last Update : 7 มกราคม 2559 10:34:13 น.
Counter : 434 Pageviews.

2 comment
### มรรคคือเครื่องมือที่จะตัดตัณหาทั้ง 3 ###














“มรรคคือเครื่องมือ

ที่จะใช้ในการตัดตัณหาทั้ง ๓”

ต้นเหตุของความทุกข์นี้ก็มีอยู่ ๓ ประการด้วยการ

 คือกามตัณหา ความอยากในรูป เสียง กลิ่น รส

 ภวตัณหา  ความอยากมี อยากเป็น

 และวิภวตัณหา ความอยากไม่มี อยากไม่เป็น

ตราบใดที่มีตัณหาทั้ง ๓ นี้อยู่ในใจ ใจก็จะต้องทุกข์ไปเรื่อยๆ

ไม่มีวันสิ้นสุด ถ้าอยากจะให้ใจนี้ปราศจากความทุกข์

ก็ต้องกำจัดตัณหาทั้ง ๓ นี้

เครื่องมือที่จะใช้ในการกำจัดตัณหาทั้ง ๓ นี้ก็คือปัญญานี่เอง

 คือการรู้ว่า การกระทำตามความอยากนี้

ไม่ได้เป็นการทำให้มีความสุข แต่เป็นการทำให้มีความทุกข์

เวลาเกิดความอยากดู อยากฟัง หรือเวลามีความอยากมีอยากเป็น

 หรือมีความอยากไม่มี อยากไม่เป็น

ถ้ามีปัญญาก็จะเตือนใจสอนใจว่า อย่าไปทำตามให้ฝืนความอยากนี้

 เพราะว่าถ้าฝืนได้แล้วใจจะหายจากความทุกข์

พอทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ต่อไปความอยากต่างๆ มันก็จะหมดกำลังลงไป

 พอไม่มีความอยากแล้วใจก็จะไม่มีความทุกข์

จะมีความสุขอยู่ตลอดเวลา จะไม่ต้องมาเกิด มาแก่ มาเจ็บ มาตาย

 เพราะไม่มีความอยากที่จะดู จะฟัง จะไม่มีความอยาก

ที่จะต้องใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือในการเสพกามตัณหา

 ภวตัณหา และวิภวตัณหา เพราะกามตัณหา ภวตัณหา

และวิภวตัณหานี้ได้ถูกกำจัดโดยปัญญา

ปัญญาก็คือมรรคนี่เอง มรรคก็คือเครื่องมือ

ที่จะใช้ในการตัดตัณหาทั้ง ๓ พอตัดตัณหาทั้ง ๓ ได้ทุกข์ก็จะดับไป

 คำว่าทุกข์ดับก็คือนิโรธนั่นเอง นิโรธก็ปรากฏขึ้นมา

 นี่ก็คืออริยสัจ ๔ ที่จะปรากฏขึ้นมาให้เห็นภายในใจได้อย่างชัดเจน

ถ้าใจมีความสงบและมีปัญญา มีสติที่จะดูเข้าไปในใจ

 อริยสัจ ๔ นี้มีอยู่ในใจของพวกเราตลอดเวลา

 แต่พวกเรามองไม่เห็นกัน

เพราะว่าเราไม่เคยหันมาดูข้างในใจของเรา

 เราหันไปดูข้างนอกกัน เราไปทางรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะกัน

 พอลืมตาขึ้นมาก็ส่งใจออกไปข้างนอก

ส่งไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ไปสู่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

 เวลาใจทุกข์ก็เลยไม่เห็นทุกข์

เวลาใจอยากก็ไม่เห็นว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ใจทุกข์

 จึงไม่รู้จักวิธีที่จะแก้ปัญหา เพราะจะไปแก้ปัญหาภายนอก

เวลาอยากได้อะไรแล้วไม่ได้ดังใจก็ต้องไปแก้ปัญหาที่ข้างนอก

เช่นถ้ามีปัญหาอุปสรรคอะไร ที่มาขัดขวาง

ไม่สามารถให้ทำตามความอยากได้ก็จะไปแก้ข้างนอก

 ซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ไม่ใช่เป็นการแก้ที่ต้นเหตุ

ต้นเหตุของปัญหาก็คือความอยาก ที่ทำให้ใจไม่สบายใจ

 แต่กลับไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุคือพยายามไปแก้

เพื่อให้ทำตามความอยากได้ เช่น อยากจะไปเที่ยว

 ถ้าไม่มีเงินก็ไปหาเงินมา เพื่อที่จะได้ไปเที่ยว

 เพราะเวลาไปเที่ยวแล้วความทุกข์ก็จะหายไปชั่วคราว

 แต่พอกลับมาอยู่บ้านไม่ได้ไปเที่ยวก็จะเกิดความอยากไปเที่ยวใหม่

ก็ต้องไปหาเงินใหม่ไปเที่ยวใหม่อยู่อย่างนั้น

ก็จะไม่มีวันที่จะแก้ปัญหาได้

 เพราะปัญหาที่ทำให้ใจไม่สบายที่จะต้องออกไปเที่ยว

ก็คือความอยากไปเที่ยวนั่นเอง

นี่ถ้าเราภาวนาทำจิตใจให้สงบนี้เราจะดึงจิตให้กลับเข้ามาข้างใน

การบริกรรมพุทโธๆนี้เป็นการดึงใจให้เข้าข้างใน

ให้ถอนออกจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

ไม่ให้ไปดูที่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

เพราะเวลาดูที่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

ก็จะอยากได้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

 พอไม่ได้ก็ต้องพยายามไปหามา หาให้ได้

เพราะเวลาอยากแล้วมันก็เกิดความทุกข์แล้ว

ต้องไปหามาให้ได้ความทุกข์นั้นถึงจะหายไป

แต่มันจะไม่หายไปอย่างถาวร แต่ถ้าเราดึงใจกลับเข้ามาข้างใน

 ดึงใจออกจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะให้เข้ามาสู่ข้างใน

ให้เข้ามาสู่ความสงบ ใจของเราก็จะหยุดความอยาก

 ความอยากก็จะหยุดได้ แล้วความไม่สบายใจก็จะหายไป

ดังนั้นเวลาที่เราเกิดความทุกข์เวลาอยากได้อะไร อยากมีอะไร

 อยากเป็นอะไรนี้ เราต้องมาแก้ด้วยการมาทำใจให้สงบ

 มาบริกรรมพุทโธๆกัน ดึงใจให้เข้าข้างใน

อย่าดึงใจให้ออกไปหารูป เสียง กลิ่น รส หาลาภยศ สรรเสริญ

หาบุคคลนั้นหาบุคคลนี้ เพราะว่าจะหามาเท่าไรได้มาเท่าไร

มันก็ไม่อิ่มไม่พอ ความอยากมันจะไม่หมดไป

พอได้มาแล้วมันก็จะเกิดความอยากได้ใหม่เพิ่มขึ้นมาใหม่อีก

 ก็ต้องไปหาอยู่เรื่อยๆ เราต้องดึงใจให้กลับเข้ามาข้างใน

ให้เห็นว่าความทุกข์ใจของเรานี้ เกิดความจากความอยากของเรา

 พอเราทำใจให้สงบด้วยการบริกรรมพุทโธๆได้

 ความอยากหยุดทำงาน ความทุกข์ก็หายไป

ความสุขใจก็กลับมาแทนที่ นี่เป็นขั้นที่ ๑

 ให้ดึงใจกลับเข้ามาสู่ความสงบ

แล้วจะเห็นว่าความทุกข์นี้ เกิดจากความอยาก

 เพราะใจไม่สงบ ใจจึงเกิดความอยากขึ้นมา

พอใจสงบแล้วใจจะไม่สามารถปรุงเเต่งได้

 พอไม่ปรุงเเต่งก็ไม่สามารถคิดไปถึงความอยาก

 สร้างความอยากขึ้นมา แต่ความสงบ

ที่ได้จากการบริกรรมพุทโธๆนี้จะสงบได้ชั่วคราว

หลังจากนั้นจิตก็จะถอนออกจากความสงบ

พอถอนออกจากความสงบแล้วก็จะเริ่มคิดปรุงเเต่ง

ก็จะกลับไปคิดถึงรูป เสียง กลิ่น รสอีก ก็จะเกิดความอยากขึ้นมาอีก

ถ้าอยากจะกำจัดความอยากอย่างถาวรคือ

ทำลายมันให้มันสิ้นซากไป ก็ต้องใช้ปัญญา

ถ้าใช้การบริกรรมพุทโธๆก็ใช้ได้ แต่มันก็จะเป็นการทำใจให้สงบ

 ให้หยุดความอยากไว้ได้เพียงชั่วคราว

แต่ถ้าอยากจะทำลายให้มันหายไปอย่างถาวร

 ก็ต้องใช้ปัญญาสอนใจเราว่า สิ่งที่เราอยากได้

เช่นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ มันไม่ได้เป็นสุขที่ถาวร

 มันเป็นความสุขชั่วคราวและเวลาที่เราสูญเสียสิ่งที่เราได้มาไป

 เราจะเสียอกเสียใจ เราจะทุกข์ขึ้นมาอีก

 เพราะไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ที่เราอยากได้

อยากให้มาให้ความสุขกับเรานี้ มันเป็นของชั่วคราวทั้งนั้น

 มันได้มาแล้วเดี๋ยวมันก็ต้องหมดไปหรือเสื่อมไป

หรือเปลี่ยนไปไม่ว่าจะเป็นอะไร มันเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น

 ท่านเรียกว่าอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่ถาวร ไม่คงเส้นคงวา

ท่านเรียกว่าอนัตตา คือมันไม่เป็นของเรามันจะไม่อยู่กับเราไปตลอด

 มันจะไม่สามารถทำตามคำสั่งของเราได้เสมอ

เราจะสั่งให้เขาดีกับเรา สั่งให้เขาดีกับเราไปตลอดเราสั่งไม่ได้

เพราะโดยธรรมชาติของทุกสิ่งทุกอย่างนั้นจะต้องมีการเสื่อมไป

 มีการสิ้น มีการหมดไปนั่นเอง

นี่คือการใช้ปัญญาพิจารณาเพื่อสอนใจไม่ให้ทำตามความอยาก

 พอเกิดความอยากแล้วพิจารณาเห็นว่ามันไม่เที่ยง

มันไม่ใช่เป็นของเรา เวลามันจากเราไปเวลามันหมดไป

 มันจะทำให้เราทุกข์ เพราะเราจะมีความอยากให้เขาไม่หมดนั่นเอง

 อยากจะให้เขาอยู่กับเราไปตลอด อยากจะให้เขาดีไปตลอด

 พอเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เราอยากได้ เราก็จะเสียอกเสียใจ

ถ้าเราไม่อยากจะเสียอกเสียใจไม่อยากจะทุกข์

 เราก็อย่าไปทำตามความอยากฝืนมัน ถ้าเรามีสมาธิ เราจะฝืนมันได้

 ถ้าเรายังไม่มีสมาธินี้เราจะฝืนมันไม่ได้ เพราะว่ามันไม่มีกำลัง

สมาธินี้แหละเป็นกำลังของใจที่จะต้านความอยากต่างๆ ได้

 แต่ถ้าไม่มีปัญญาให้ต้านมันก็จะไม่ต้าน

 ผู้ที่มีแต่สมาธิไม่มีปัญญา เวลาออกจากสมาธิแล้ว

พอเกิดความอยากปั๊บนี้ใจมันจะอ่อนเป็นเหมือนเทียนถูกไฟ

 มันจะไหลไปตามความอยากทันที ทั้งๆ ที่มีสมาธิมาอยู่

แต่ไม่รู้จักใช้มันให้เป็นประโยชน์เพราะไม่มีปัญญามาเป็นผู้สอน

 มาเป็นผู้บอกให้รู้ว่าปัญหาทั้งปวงของใจ

คือความทุกข์ใจนี้เกิดจากตัณหาความอยาก

เวลาเกิดความอยากแล้วจะต้องกำจัดมันอย่าไปทำตามความอยาก

 อันนี้เป็นหน้าที่ของปัญญา

ปัญญานี้ไม่มีใครรู้มาก่อน สัตว์โลกทั้งปวงนี้ไม่มีใครรู้เลยว่า

ตัวตัณหาความอยากนี้เป็นตัวต้นเหตุของความทุกข์

สัตว์โลกจึงมักจะทำตามความอยากกันเสมอ

ทุกครั้งเวลาเกิดความอยากนี้จะต้องทำตามความอยากทันที

 มีพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นเอง ที่เป็นผู้ที่เห็นโทษ

ของความอยาก เห็นว่าเป็นตัวที่ทำให้ต้องทุกข์

เป็นตัวที่ทำให้ต้องกลับมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย

 เพราะทรงได้พิจารณาด้วยปัญญาแล้ว ก็จะเห็นอย่างชัดเจน

 พอเห็นอย่างนั้น พระองค์ก็สามารถที่จะหยุดความอยากต่างๆ ได้

 ฝืนความอยากได้ เพราะใจของพระพุทธเจ้า

ก่อนที่จะมีปัญญาก็ต้องมีสมาธิก่อน ทรงทำใจให้สงบก่อน

 เมื่อใจสงบแล้วก็จะมีพลังที่จะต้านความอยากต่างๆ

พอพิจารณาเห็นโทษของความอยากก็เลยหยุดความอยาก

ไม่ทำตามความอยาก พอความอยากไม่ได้รับการตอบสนอง

ความอยากนั้นก็จะหมดกำลังไป

เหมือนคนที่อยากจะเลิกสูบบุหรี่หรืออยากจะเลิกดื่มสุรา

 ทุกครั้งถ้าเกิดความอยากจะดื่มสุราหรือสูบบุหรี่

ถ้าไม่ทำตามความอยาก ความอยากนั้นมันก็จะอ่อนกำลังไป

 เมื่อฝืนไปไม่กี่ครั้งความอยากดื่มสุรา

หรืออยากสูบบุหรี่นั้นมันก็จะหายไป

 นี่คือวิธีที่แก้ความทุกข์ด้วยปัญญาคือต้องเห็นว่า

ความอยากนี้ เป็นต้นเหตุของความทุกข์

การทำตามความอยากนี้เป็นการสร้างความทุกข์

ไม่ใช่เป็นการดับความทุกข์ ดังนั้นเวลาที่นักปฏิบัติอยากจะดื่มสุรา

 อยากจะดื่มกาแฟ อยากจะสูบบุหรี่ อยากจะไปเที่ยว

เพื่อดับความไม่สบายใจ ก็อย่าไปทำ

 เพราะทำแล้วมันจะไม่ได้นำไปสู่การดับความทุกข์

แต่นำไปสู่การมีความทุกข์เพิ่มมากขึ้น

 เพราะมันจะมีความอยากมากขึ้นนั่นเอง

 และมันจะต้องไปเจอเวลาที่ไม่สามารถทำตามความอยากได้

 เช่นเวลาร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย เวลาร่างกายจะตาย

ก็จะไม่สามารถทำตามความอยากได้ ก็จะมีแต่ความทุกข์ใจไป

 แต่ถ้าฝืนความอยากได้ เวลาแก่ เวลาเจ็บ เวลาตาย

ก็จะไม่มีความทุกข์ใจ เพราะไม่มีความอยากมาทำให้ใจทุกข์นั่นเอง

นี่คือเรื่องของพระอริยสัจ ๔ที่มีอยู่ในใจของพวกเรากันทุกคน

 แต่พวกเรามักจะมองไม่เห็นกัน

เพราะเราไม่ได้หันเข้ามาดูในใจของพวกเรา

 เราถูกความหลงหลอกให้เราออกไปหาความสุขภายนอกใจกัน

 เราถูกความหลงหลอกให้เราไปดับความทุกข์ใจที่ข้างนอกใจ

 เหมือนกับไฟกำลังไหม้อยู่ในบ้านเรา

มันก็หลอกให้เราออกไปดับไฟที่บ้านของคนอื่น

ดับยังไงไฟที่บ้านของเรามันก็จะไม่ดับ มันก็จะไหม้อยู่เรื่อยๆ

เพราะเราถูกคนหลอกเราว่าไฟกำลังไหม้แต่ไม่ใช่ไหม้ที่บ้านเรา

 ไหม้ที่ข้างนอกให้ไปดับไฟที่ข้างนอก ให้ไปหาความสุขข้างนอก

แล้วความทุกข์ภายในใจของเราจะหายไป

 แต่เราก็หาความสุขจากข้างนอก

มาตั้งแต่เราเกิดมาจนถึงเวลานี้แล้ว

ความทุกข์ภายในใจของเรามันหายไปหรือเปล่า

มันก็ยังมีอยู่ตลอดเวลา และมันก็จะมีอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ

 ทุกภพทุกชาติเพราะว่าเราไม่ได้มาแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ไม่ได้มาแก้ปัญหาที่ตัวปัญหา เราไปแก้ปัญหาที่อื่น

 ตัวปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข

ตัวปัญหาก็คือความอยากไม่ได้รับการยุติ

ด้วยการใช้สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา

ถ้าเราอยากจะแก้ปัญหาของเราให้หมดสิ้นไปจากจิตจากใจ

เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าและ พระอรหันตสาวกทั้งหลายได้แก้กัน

 เราก็ต้องมาแก้ที่ใจของเรา ด้วยการบำเพ็ญจิตตภาวนา

 ด้วยการรักษาศีลให้สะอาดบริสุทธิ์

การที่เราจะมาบำเพ็ญมารักษาศีล มาบำเพ็ญภาวนาได้

เราก็ต้องสละทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง

 สละสถานภาพของการเป็นผู้ครองเรือนออกไป

เพื่อที่เราจะได้มีเวลามาบำเพ็ญ มารักษาศีลได้อย่างเต็มที่

 ถ้าเรายังไม่สามารถบำเพ็ญมารักษาศีลได้อย่างเต็มที่

เราจะไม่สามารถที่จะกำจัดตัณหาความอยากต่างๆ

 ให้หมดไปจากใจของเราได้

เราก็ยังต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ต่อไปเรื่อยๆ

 และเราจะไม่รู้ว่าเราจะได้กลับมาพบกับพระพุทธศาสนาอีกเมื่อไหร่

 ถ้าเราไม่ได้พบกับพระพุทธศาสนาก็เหมือนกับเดินทางในที่มืด

โดยที่ไม่มีแสงสว่างนำทางนั่นเอง เราก็จะไม่รู้ว่า

เราเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางของเราหรือไม่อย่างไร

 แต่ถ้าเรามีแสงสว่างนำทาง ถ้าเราได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

 เราก็จะได้รู้ว่าเราจะต้องเดินทางไปในทิศใด

 เพื่อที่เราจะได้ไปถึงจุดหมายปลายทางที่เราต้องการ

 คือการพ้นทุกข์กันนั่นเอง

ดังนั้นการที่เราได้มาพบกับพระพุทธศาสนาในชาตินี้

จึงเป็นโอกาสที่หาได้ยากมากและนานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง

ถ้าเราไม่ได้มาพบเราจะไม่รู้ จะไม่มีผู้สอนผู้บอกเรา

 เราก็จะแก้ปัญหาแบบผิดๆ แบบที่เราเคยแก้มา

คือไปแก้ปัญหาที่ข้างนอกใจไม่ได้ไปแก้ปัญหาที่ภายในใจ

ก็จะไม่แก้ปัญหาได้ ก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดไปเรื่อยๆ

แต่พอเราได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

แล้วได้ยินได้ฟัง พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

แล้วที่ทรงสอนให้พวกเรามาแก้ปัญหาที่ข้างในใจของเรา

เพราะปัญหามันอยู่ในใจ ความทุกข์ก็อยู่ภายในใจ

 ความทุกข์จะดับได้ก็ต้องดับต้นเหตุของความทุกข์

ก็ คือตัณหาความอยากต่างๆ ด้วยการบำเพ็ญจิตตภาวนา

สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา

จะบำเพ็ญได้ก็ต้องมีเวลาบำเพ็ญ

บำเพ็ญจะต้องบำเพ็ญอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นจนหลับ

เพราะว่าตัณหาความอยากมันทำงานตั้งแต่ตื่นจนหลับนั่นเอง

 เหมือนกับคู่ต่อสู้ของเราเขาต่อยเราตลอดเวลา

เราไปต่อยเขานานๆสักทีแล้วเราจะไปสู้เขาได้อย่างไร

เขาต่อยเราตลอดเวลา เราก็ต้องต่อยเขาตลอดเวลา

 เราถึงจะสามารถเอาชนะเขาได้ เราก็ต้องต่อยแบบพระพุทธเจ้า

ต่อยแบบพระอรหันตสาวก ท่านก็ต่อยตลอดเวลา

จนในที่สุดตัณหาความอยากต่างๆ

 ภายในใจของท่านก็หายไปหมด

พวกเราก็ทำได้ถ้าพวกเราจะทำกัน อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่ทำนั่นเอง

 ส่วนใหญ่ก็ไม่ทำกัน เพราะว่าลืมความตายกัน

 ลืมความแก่ลืมความเจ็บกันก็เลยผัดวันประกันพรุ่ง

ว่าไว้รอให้แก่ก่อนแล้วค่อยเข้าวัดกัน

บางทีมันไม่ทันแก่มันจะตายก่อน มันจะเจ็บเสียก่อน

พอถึงเวลานั้นก็จะสายไปสายเกินแก้ ดังนั้นเราต้องจำลอง

ต้องสมมติว่า วันนี้หรือพรุ่งนี้เราอาจจะเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาก็ได้

เราอาจจะตายขึ้นมาก็ได้ ไม่มีใครรู้

ไม่เช่นนั้นเขาจะมีบริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัยไว้ทำไม

 เพราะไม่มีใครรู้ว่า มันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่นั่นเอง

 ให้เราคิดแบบนี้เพื่อที่เราจะได้ไม่ประมาทนอนใจ

 เพื่อที่เราจะได้มาเตรียมตัว มาสละทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง

แล้วออกไปบวช ออกไปอยู่แบบนักบวช เพื่อที่จะได้รักษาศีล

และภาวนาได้อย่างเต็มที่ ได้อย่างตลอดเวลา

เพื่อที่เราจะได้ทำลายตัณหา ต้นเหตุของความทุกข์

 ที่มีอยู่ในใจของพวกเราให้หมดไปได้

นี่คือหน้าที่ของพวกเรา ที่ไม่มีใครจะมาทำให้กับเราได้

 ทุกคนจะต้องทำงานนี้เอง พ่อแม่ทำให้เราไม่ได้

 ไม่เหมือนงานทางร่างกาย พ่อแม่ยังพอทำให้เราได้

เวลาเราเป็นเด็กเป็นเล็ก พ่อแม่ก็เลี้ยงดูเรา

หาอาหารหาอะไรมาให้เรารับประทาน

 แต่เรื่องของจิตใจไม่มีใครที่จะดูแลให้ใครได้

 ทุกคนจะต้องดูแลให้กันเอง ทุกคนจะต้องบำเพ็ญจิตตภาวนา

 ทุกคนจะต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ถึงจะได้ชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์

ถึงจะได้เปลี่ยนใจจากใจที่เวียนว่ายตายเกิด

ไปสู่ใจที่ไม่เวียนว่ายตายเกิดก็ขอให้ท่านจงรำลึกถึงความแก่

ความเจ็บ ความตายอยู่เรื่อยๆ เพื่อจะได้ไม่ประมาทนอนใจ

 เพื่อที่จะได้รีบเร่งปฏิบัติเพื่อให้ได้บรรลุถึงการสิ้นสุด

ของการเวียนว่ายตายเกิด บรรลุถึงความสิ้นสุดของความทุกข์ทั้งปวง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...........................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๘

“เปลี่ยนสถานภาพใจ”
















ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพ




Create Date : 06 มกราคม 2559
Last Update : 6 มกราคม 2559 15:29:39 น.
Counter : 177 Pageviews.

0 comment
### ชีวิตใหม่ ###
















ชีวิตใหม่

“หากจะหวังสิ่งใหม่ ก็อย่าหวังเพียงได้สมบัติชิ้นใหม่ 

หากควรมองให้ไกลไปถึงชีวิตใหม่

ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยใจที่ใหม่

ใหม่ในการมองโลก และใหม่ในการมองตน

จนเห็นว่าไม่มีอะไรที่ประเสริฐยิ่งกว่าการมีชีวิตที่อิสระ

จากความยึดติดถือมั่นในตัวตน 

ขอให้ทุกท่านก้าวหน้าบนวิถีแห่งชีวิตอิสระ

ในทุกขณะของลมหายใจตลอดปีใหม่นี้”

พระไพศาล วิสาโล











ขอบคุณที่มา fb. วัดป่าสุคะโตเพื่อธรรมะและธรรมชาติ
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 05 มกราคม 2559
Last Update : 5 มกราคม 2559 11:02:32 น.
Counter : 338 Pageviews.

1 comment
### นั่งเหนือเมฆ ###

















นั่งเหนือเมฆ

รู้สึกว่า น่าดู อยู่เหนือเมฆ
แสนวิเวก สุขใจ ดั่งในฝัน
เมื่อเมฆนอก เมฆใน ไม่พัวพัน
เป็นสุขครัน สิ่งใด ไม่มีปาน

นั่งเหนือเมฆ แล้วบางคน ยังก่นเศร้า
อะไรเล่า ติดมา ลองว่าขาน
หรือเงินทอง ติดตัง ทั้งการงาน
ก็ตามมา รังควาญ เป็นถ่านไฟ

เห็นไหมเล่า เมฆนอก ยังหลอกลวง
ดึงใครล่วง เลยได้ ก็ไม่ไหว
ยังไม่พ้น ทุกข์ทน หม่นหมองใจ
พ้นเมฆใน จึงจะเอก วิเวกจริง

ดูป่วยการ ที่จะผ่าน เพียงเมฆกาย
ไม่ทุกข์ทน มากมาย ดอกชายหญิง
ส่วนเมฆจิต ปิดบัง ควรชังชิง
ยิ่งกว่าลิง หลอกเจ้า ทำเราเพลีย

อันเมฆกาย ที่จะกลาย เป็นเมฆจิต
ก็เพราะความ ขุ่นคิด จนจิตเสีย
ถ้ารู้เท่า ทันทั่ว ไม่งัวเงีย
หยุดนัวเนีย ก็เย็นเหลือ เหนือเมฆเอย ฯ

พุทธทาสภิกขุ












ขอบคุณที่มา fb. วัดป่าสุคะโตเพื่อธรรมะและธรรมชาติ
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 04 มกราคม 2559
Last Update : 4 มกราคม 2559 14:23:40 น.
Counter : 151 Pageviews.

1 comment
### เปลี่ยนสถานภาพใจ ###















“เปลี่ยนสถานภาพใจ”

การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าคือการทำทาน

การรักษาศีล การภาวนา เป็นการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของใจ

จากใจที่เวียนว่ายตายเกิดไปสู่การเป็นใจที่ไม่เวียนว่ายตายเกิด

 เหมือนกับเวลาที่ชายโสดหรือหญิงโสดเปลี่ยนสถานภาพ

เป็นชายที่ไม่โสดหญิงที่ไม่โสดด้วยการแต่งงานกัน

การทำทาน การรักษาศีล การภาวนา

ก็เป็นเหมือนกับการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของจิต

จิตที่ไม่ได้ทำทาน ไม่ได้รักษาศีล ไม่ภาวนา

จะเป็นจิตที่จะต้องเวียนว่ายตายเกิดไปเรื่อยๆ

 เหมือนชายโสดหญิงโสด ที่ไม่ยอมแต่งงานก็จะเป็นโสดไปเรื่อยๆ

การเปลี่ยนสถานภาพจากการเวียนว่ายตายเกิด

ไปสู่การไม่เวียนว่ายตายเกิดนี้มีผลที่ต่างกัน

ถ้ายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ก็จะต้องมีความทุกข์อยู่เรื่อยๆ

 เพราะเวลาเกิดแล้วก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

เวลาแก่ เวลาเจ็บ เวลาตายก็เป็นเวลาที่มีแต่ความทุกข์

 ถ้ายุติการเวียนว่ายตายเกิดได้ก็จะมีแต่ความสุข

 เพราะไม่มีความทุกข์ที่เกิดจากความแก่ ความเจ็บ ความตายนั่นเอง

 นี่คือเรื่องของจิตใจ ของพวกเรา

และจิตใจของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวก

จิตใจของพวกเรานี้ยังเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่

 ยังต้องมาทุกข์กับความแก่ ความเจ็บ ความตาย

 ทุกข์กับการพลัดพรากจากกันอยู่

แต่จิตของพระพุทธเจ้า จิตของพระอรหันตสาวก

 ท่านไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายแล้ว

 ท่านจึงไม่ต้องมามีความทุกข์กับความแก่ ความเจ็บ ความตาย

กับการพลัดพรากจากกัน ถ้าพวกเรายังไม่เห็นโทษ

ของการเกิด แก่ เจ็บ ตายอยู่ พวกเราก็จะไม่เห็นความสำคัญ

ของการทำทาน ของการรักษาศีล ของการภาวนา

 เพราะเรายังไม่เห็นทุกข์ ที่เกิดจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย

อาจจะเป็นเพราะว่าตอนนี้เรายังไม่แก่ ยังไม่เจ็บ ยังไม่ตายกัน

 เราก็เลยยังไม่รู้สึกเดือดร้อน เพราะเรายังสามารถหาความสุขต่างๆ

ผ่านทางร่างกายได้อยู่ แต่เวลาใดที่เราไปเจอความเจ็บไข้ได้ป่วย

ไปเจอความตาย หรือไปเจอความแก่

เวลานั้นเราก็จะเริ่มมีความรู้สึกเดือดร้อน

และก็อาจจะ อยากจะหาวิธีแก้ปัญหานี้

หาวิธีแก้ปัญหาความเดือดร้อนของใจ

ที่เกิดเวลาได้พบกับความแก่ พบกับความเจ็บ พบกับความตาย

ถ้ารอให้เวลานั้นมันมาถึงมันอาจจะไม่ทันกาล

เพราะเวลาที่เราแก่ การที่เราจะมาทำทาน มารักษาศีล

 มาภาวนามันก็จะเป็นความลำบากยากเย็น

 ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยถึงขั้นกับนอนบนเตียงก็จะไม่สามารถ ที่จะทำทาน

 รักษาศีล ภาวนาได้ หรือถ้าถึงเวลาใกล้ตายก็จะไม่สามารถทำได้

ดังนั้นถ้าเราจะรอให้เราเดือดร้อนก่อนแล้วค่อยมาแก้ปัญหา

มันจะไม่ทันกาลกัน เราจึงต้องจำลองเหตุการณ์ว่า

 เวลาเราแก่เป็นอย่างไร เวลาเราเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นอย่างไร

 เวลาเราตายเป็นอย่างไร เวลาเราจะตายเป็นอย่างไร

 ให้เราหมั่นระลึกถึงความแก่ ความเจ็บ ความตายอยู่เรื่อยๆ

 ถ้าเราเห็นความแก่ เห็นความเจ็บ เห็นความตายอยู่เรื่อยๆ

เราจะได้ไม่หลงไม่ลืม ปัญหาของคนเรา

ที่ไม่สนใจที่จะมาเตรียมตัว แก้ปัญหาของความแก่ ความเจ็บ

ความตายก็คือลืมความลืม ลืมไปว่าตนเองจะต้องแก่

ลืมไปว่าตนเองจะต้องเจ็บ ลืมไปว่าตนเองจะต้องตาย

ก็เลยไม่รู้สึกเดือดร้อนกับความแก่ กับความเจ็บ กับความตาย

เพราะยังไม่เกิดขึ้นนั่นเอง แต่พอเกิดขึ้นแล้ว

ก็จะอยู่ในสภาพที่ทำอะไรไม่ได้

พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้พวกเรา

หมั่นเจริญมรณานุสสติกันไว้อยู่เรื่อยๆ

ให้เราคิดอยู่เรื่อยๆ ว่าเราเกิดมาแล้ว

เราจะต้องแก่เป็นธรรมดาล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้

 จะต้องเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดาล่วงพ้นความเจ็บไข้ได้ป่วยไปไม่ได้

จะต้องตายเป็นธรรมดาล่วงพ้นความตายไปไม่ได้

เราจะต้องพลัดพรากจากกันจากสิ่งที่เรารักสิ่งที่เราชอบ

ล่วงพ้นการพลัดพรากจากกันไปไม่ได้

ถ้าเราได้คิดได้เตือนใจของเราอยู่เรื่อยๆ

มันก็จะทำให้เราตื่นตัวไม่ลืมภัยที่กำลังย่างเข้ามาหาเรา

 หรือเรากำลังก้าวเข้าไปสู่ภัยของความแก่ ของความเจ็บ

และของความตาย ถ้าเราระลึกอยู่เรื่อยๆ มันก็จะทำให้เราตื่นตัว

ทำให้เราต้องสร้างวิธีป้องกัน หรือสร้างวิธีที่จะมาแก้ปัญหา

คือความทุกข์ใจ ที่เกิดจากความแก่ ความเจ็บและความตาย

ถ้าเราระลึกอยู่เรื่อยๆ มันก็จะทำให้เราไม่ประมาทนอนใจ

เพราะเราไม่รู้ว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยจะเกิดขึ้นเมื่อไร

ความตายจะมาถึงเมื่อไร เราก็จะต้องรีบเตรียมตัวไว้ก่อน

 ถ้าเราระลึกถึงความแก่ ความเจ็บ ความตายอยู่เรื่อยๆ

เราจะได้ไม่ประมาทเราจะได้รีบเตรียมตัว

รับกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น

 ซึ่งถ้าเราได้มาเกิดในยุคสมัย ที่มีพระพุทธศาสนา

 เราก็จะมีคนสอนให้เรารู้จักวิธีรับกับเหตุการณ์

รับกับความแก่ รับกับความเจ็บ รับกับความตาย

ได้อย่างไม่สะทกสะท้านอย่างไม่เดือดร้อน

 ด้วยการทำทาน ด้วยการรักษาศีล ด้วยการภาวนานี่แหละ

การปฏิบัติทาน ศีล ภาวนานี่แหละที่จะทำให้จิตใจของเรานั้น

ไม่ต้องทุกข์กับความแก่ ไม่ต้องทุกข์กับความเจ็บ

ไม่ต้องทุกข์กับความตาย

และไม่ต้องกลับมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ดังนั้นถ้าเรายังไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการทำทาน

ต่อการรักษาศีล ต่อการภาวนา เราก็ควรที่จะระลึกถึงความแก่

 ความเจ็บ ความตายให้มากๆ อย่าให้ลืม

ถ้าเราไม่ลืมแล้วเราก็จะรีบทำทาน รักษาศีลและภาวนา

เช่นเวลาคนที่ไม่สบายแล้วไปหาหมอที่โรงพยาบาล

 หมอวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคมะเร็งจะอยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือน ๖เดือน

เวลานั้นจิตใจจะไม่มีความอยากที่จะทำอะไร อยากจะหาวิธี

๑.ถ้ารักษาได้ก็รักษา ถ้ารักษาไม่ได้ ก็ต้องหาวิธีรักษาใจ

รักษาใจไม่ให้ทุกข์กับความตายที่กำลังจะเข้ามา

เมื่อก่อนนี้ก็ไม่ได้คิดถึงความตายมากนัก

ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าเกิดมาแล้วก็ต้องตาย แต่มันยังรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ห่างไกล

จนเป็นเหมือนกับเป็นสิ่งที่ไม่จริง แต่พอมาเจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว

ได้ไปพบเเพทย์ แพทย์บอกว่าไม่มีวิธีรักษาแล้ว

ต้องเตรียมตัวตายเพียงอย่างเดียว เวลานั้นก็ไม่อยากจะทำอะไร

ถ้าเคยทำทาน เคยรักษาศีล เคยภาวนาอยู่บ้าง

ก็จะทำให้มีภูมิมีพื้นฐานที่จะทำทาน รักษาศีล ภาวนาให้มากขึ้นได้

 แต่สำหรับคนที่ไม่เคยทำทาน ไม่รักษาศีล ไม่ภาวนาเลย

เวลาพบกับความตายนี้ จะไม่มีกำลังจิตกำลังใจที่จะทำอไะไรเลย

ดังนั้นเราจึงต้องพยายามบังคับตัวเราเองให้พิจารณาความแก่

ความเจ็บ ความตายอยู่เรื่อยๆ และบังคับตัวเราเอง

ให้มาปฏิบัติทาน ศีล ภาวนากันอยู่เรื่อยๆ

และทำให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ จนกว่าใจของเรานี้จะหลุดพ้น

จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย จะหลุดพ้นจากความทุกข์

ของความแก่ ของความเจ็บและของความตาย

เมื่อใจของเราหลุดพ้นแล้ว เราจะอยู่อย่างสบาย

ไม่มีความวิตกกังวลไม่มีความห่วงใยกับเรื่องของความแก่

ของความเจ็บและความตาย

ใจของเรานี้สามารถอยู่เหนือความทุกข์ของความแก่

ของความเจ็บและของความตายได้

 ถ้าเราทำทาน รักษาศีล และภาวนาตามวิธีที่พระพุทธเจ้า

ได้ทรงบำเพ็ญมาและนำเอามาเผยแผ่สั่งสอน

ให้แก่สัตว์โลกอย่างพวกเรา

ผู้ที่มีศรัทธามีความเชื่อในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ก็น้อมนำเอาไปปฏิบัติเอาแบบฉบับ

ของพระพุทธเจ้ามาเป็นตัวอย่าง

 พอปฏิบัติแบบเดียวกับที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติ

ไม่ช้าก็เร็วก็สามารถที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ต่างๆ ได้

 หลุดพ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตายได้

เป็นสิ่งที่ไม่สุดวิสัยไม่เหนือวิสัยของมนุษย์อย่างพวกเราทั้งหลาย

 ที่จะสามารถบำเพ็ญที่จะสามารถปฏิบัติกันได้

ถ้าเรามีศรัทธาความเชื่อและเรามีความรู้เตือนใจเราอยู่เรื่อยๆ

ว่าเราจะต้องแก่ จะต้องเจ็บและจะต้องตาย

 เมื่อเรารู้และเราจะได้รีบขวนขวายปฏิบัติยกระดับจิตใจของเรา

ให้สู่ระดับของพระพุทธเจ้า และสู่ระดับของพระอรหันตสาวก

เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องมาทุกข์กับความเกิด แก่ เจ็บ ตายซ้ำแล้วซ้ำอีก.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


....................................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๘

“เปลี่ยนสถานภาพใจ”













ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 04 มกราคม 2559
Last Update : 4 มกราคม 2559 10:12:03 น.
Counter : 315 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....