Group Blog
All Blog
### ใช้ปัญญาพิจารณาปล่อยร่างกาย ###

















"ใช้ปัญญาพิจารณาปล่อยร่างกาย"

ต้องใช้ปัญญาถอดถอนความหลงที่ไปหลงคิดว่า

ร่างกายเป็นตัวเราของเรา

ต้องใช้ปัญญาที่พระพุทธเจ้า ได้ทรงค้นพบว่า

ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเราของเรา ร่างกายนี้ไม่เที่ยง

ต่อให้เราดูแลมันดีขนาดไหนก็ตามไม่ช้าก็เร็ว

มันก็ต้องตายจากเราไปอย่างแน่นอน

จะอยู่ที่ไหนปลอดภัยขนาดไหนมันก็ตายได้

จะอยู่ในป่าในเขา อยู่กับสิงสาราสัตว์มันก็ตายได้

 ถ้ามันถึงเวลาที่มันจะต้องตาย

ถ้าพิจารณาด้วยปัญญาแล้วเห็นว่า ร่างกายนี้ไม่เที่ยง

 ไม่มีวันที่จะป้องกันไม่ให้มันไม่ตายได้

ร่างกายนี้มันไม่ได้เป็นของเราอย่างถาวร

สักวันหนึ่งมันก็จะต้องกลายเป็นของสัปเหร่อไป

ถ้าพิจารณาเห็นอย่างนี้และเห็นว่า

ถ้าไม่อยากให้มันไม่ตายนี้ มันทำให้เกิดความทุกข์ทรมานใจขึ้นมา

ก็จะต้องยอมรับว่ามันจะต้องตาย เลยหยุดความอยากไม่ตาย

คือยอมตาย พอยอมตายได้แล้ว ความกลัวตายนั้นมันก็จะหายไป

 หายไปอย่างถาวร ไม่ได้หายไปแบบสมาธิ

 ถ้าหายไปแบบสมาธิมันจะหายไปเฉพาะเวลาที่ใจรวมเข้าสู่สมาธิ

แต่พอออกจากสมาธิมา พอไปคิดถึงเรื่องที่ทำให้กลัว

 ความกลัวก็จะปรากฏขึ้นมาอีก

แต่ถ้าใช้ปัญญาพิจารณาว่าความกลัวนี้ ก็เกิดจากความหลง

ไม่รู้ความจริง ไม่รู้ว่าร่างกายนี้มันจะต้องตาย

ไม่รู้ว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่ตัวเราของเรา

ไม่รู้ว่าความกลัวความทุกข์นี้

เกิดจากความอยากไม่ให้ร่างกายนี้ตายเท่านั้นเอง

 ถ้าไม่อยากทุกข์ไม่อยากกลัว

 ถ้าอยากให้ความกลัวหายไป อยากให้ความทุกข์หายไป

ก็ต้องหยุดความอยากไม่ให้ร่างกายนี้ตาย

 ถ้าหยุดความอยากไม่ให้ร่างกายตายได้คือปล่อย ยอม

มันจะตายก็ปล่อยมันตายไป พอปล่อยได้แล้วใจจะสงบ

 ใจจะหายกลัวแล้วจะหายกลัวอย่างถาวร

จะตายเมื่อไรวันไหนเวลาใดนี้

จะไม่มีความกลัวตายเหลืออยู่อีกต่อไป

 มันพร้อมที่จะตายได้ทุกเวลา

เพราะผู้ที่กลัวนี้ไม่ได้ตาย และผู้ที่ตายนี้ไม่ได้กลัว

ร่างกายนี้ไม่มีความรู้สึกรับรู้อะไร

มันไม่รู้ว่ามันจะตายหรือมันจะไม่ตาย มันไม่เคยกลัวความตาย

 แต่ผู้ที่กลัวก็คือใจผู้ที่ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

แต่กลับไปกลัวตายแทนร่างกาย

เพราะความหลงไปคิดว่าใจนั้นเป็นร่างกายนี้นั้นเอง

 พอใช้ปัญญากับสมาธิมาแยกแยะใจให้ออกจากกาย

 จะเห็นว่าใจนี้ไม่มีวันตาย ใจที่กลัวความตายนี้ไม่มีวันตาย

 ส่วนร่างกายที่ไม่รู้จักความตายนั้นเป็นผู้ตาย

แต่ความตายนั้นร่างกายเขาไม่เดือดร้อนอะไร

เพราะร่างกายนี้ก็เป็นเหมือนท่อนไม้ท่อนฟืนดีๆ นี่เอง

 ไปตัดต้นไม้ ไปเผาท่อนไม้ ท่อนฟืน มันก็ไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร

 เวลาเอาร่างกายเข้าเตาเผา มันก็ไม่เดือดร้อนอะไร

ผู้ที่เดือดร้อนคือใจ แต่ใจที่มีความหลง

ไปคิดว่าร่างกายนั้นเป็นใจนั่นเอง

พอใช้สมาธิและใช้ปัญญาแยกแยะใจออกจากร่างกายได้

เห็นอย่างชัดเจนว่าใจนี้ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

 สิ่งที่ตายนั้นไม่ใช่เป็นใจ ใจก็ปล่อยร่างกาย

ห้ตายไปได้อย่างสบาย

พอปล่อยแล้วใจก็จะไม่ทุกข์กับร่างกายอีกต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๙

“สร้างที่พึ่งของใจด้วยกำลังสติ”














ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 25 มกราคม 2559
Last Update : 25 มกราคม 2559 10:45:16 น.
Counter : 260 Pageviews.

0 comment
### ความสุขที่ไม่ต้องใช้ร่างกาย ###















“ความสุขที่ไม่ต้องใช้ร่างกาย”

ท่านทั้งหลายได้ตั้งใจมาวัดด้วยความศรัทธา

 ด้วยความเชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ว่าเปรียบเป็นเหมือนแสงสว่างนำทางในที่มืด

จิตใจของพวกเราตอนนี้เหมือนอยู่ในที่มืด

ไม่ได้มืดเพราะสิ่งต่างๆรอบข้าง

แต่มืดเพราะใจถูกความหลงครอบงำ

เหมือนกับคนตาดีแต่ถูกผ้าปิดตาไว้

 จึงไม่สามารถมองเห็นอะไรต่างๆได้ตามความเป็นจริง

เราจึงต้องอาศัยคนตาดีอย่างพระพุทธเจ้า

 อย่างพระอริยสงฆ์สาวกผู้มีตาดีผู้เห็นสุขเป็นสุข

เห็นทุกข์เป็นทุกข์ เห็นกงจักรเป็นกงจักร เห็นดอกบัวเป็นดอกบัว

 แต่พวกเรานี้เป็นพวกที่ตาไม่ดีถูกความหลงครอบงำอยู่

จึงมองไม่เห็นตามความเป็นจริง เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข

เห็นสิ่งที่เป็นสุขว่าเป็นทุกข์ เราจึงเดินหนีความสุข

แล้วก็เดินเข้าหาความทุกข์

 แล้วเราก็ต้องมาร้องห่มร้องไห้วุ่นวายใจกันอยู่ทุกวี่ทุกวัน

 เพราะเราไม่เดินตามทางที่คนตาดีอย่างพระพุทธเจ้า

 อย่างพระอริยสงฆ์สาวกเดินกัน

เราเดินสวนทางกับท่านเราก็เลยเดินเข้าหากองทุกข์

 ท่านเดินเข้าหากองสุข ท่านเดินสู่กองสุขที่เป็นความสุขที่แท้จริง

ที่ถาวร พวกเราเดินเข้าสู่กองสุขที่เป็นกองสุขปลอม

ป็นกองสุขที่มีความทุกข์หลบซ่อนอยู่

ความสุขเป็นเปลือกเป็นผิวแต่ความทุกข์นี้เป็นเนื้อ

 พวกเรากินแต่เปลือกกันถ้ากินส้มก็กินแต่เปลือกเนื้อไม่กิน

 ถ้ากินทุเรียนก็กินแต่เปลือกเนื้อทุเรียนกินไม่เป็นกัน

 เราก็เลยไม่ได้เจอความสุขที่แท้จริงกัน

เราไปหาความสุขแบบเปลือกผลไม้ที่มีความทุกข์ซ่อนอยู่ข้างใน

เราจึงทุกข์กันทุกวันนี้ ทุกข์กับสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความสุขนั่นแหละ

 สิ่งใดที่เราคิดว่าเป็นความสุขก็คือลาภ ยศสรรเสริญ

รูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ พวกเราเวลาได้ลาภได้ยศได้สรรเสริญ

 ได้เสพรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆเราก็ดีอกดีใจกัน

แต่พอเวลาที่เราไม่ได้เสพความดีใจความสุขใจก็หายไป

สิ่งที่มาแทนความสุขใจก็คือความทุกข์ใจ

 ตราบใดที่เรายังคิดว่าลาภยศสรรเสริญ

รูปเสียงกลิ่นรสต่างๆนี้เป็นสิ่งที่ให้ความสุขกับเรา

ตราบนั้นเราก็ยังจะต้องเจอความทุกข์อยู่เสมอ

เพราะความจริงสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความสุขนั้น

 เป็นความทุกข์เสียมากกว่า

 พระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลายท่านได้สัมผัสมาแล้ว

เหมือนพวกเรา ท่านก็เคยหลงเหมือนพวกเรา

เคยชอบเคยอยากได้ลาภยศสรรเสริญ

อยากได้ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 แต่ได้มามากน้อยเพียงไร ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องสูญเสียไป

 หรือไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถที่จะใช้มันได้

เช่นเวลาเราแก่ เวลาเราเจ็บไข้ได้ป่วย เวลาเราตาย

 เราไม่สามารถใช้ลาภยศสรรเสริญ

 และความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายได้

ตอนนี้ร่างกายเรายังแข็งแรงอยู่เรายังใช้มันได้

ขนาดใช้มันได้ก็ยังเจอกับความทุกข์

เพราะว่าเราขาดเงินที่จะไปซื้อสิ่งต่างๆ

 เวลาเรามีเงินเราก็ดีใจมีความสุข อยากจะซื้ออะไรก็ซื้อได้

 อยากจะไปไหนก็ไปได้ แต่พอเวลาที่เงินหมด

เวลานั้นความสุขที่เกิดจากการใช้เงินใช้ทอง ก็จะต้องหมดไป

 เหลือแต่ความทุกข์ ทุกข์กับการไปหาเงินใหม่

ต้องไปทำงานทำการใหม่ แล้วพอได้เงินมาก็ใช้มันหมดใหม่

 เราก็จะต้องทุกข์อย่างนี้ไปเรื่อยๆไม่มีวันสิ้นสุด

 พระพุทธเจ้ากับพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย

ท่านเห็นความทุกข์ในสิ่งเหล่านี้

ท่านจึงเดินถอยออกจากการหาลาภยศ สรรเสริญ

หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 แล้วก็ไปหาความสุขอีกแบบหนึ่ง

เรียกว่าความสุข ที่เกิจากความสงบของใจ

ความสุขที่ได้จากความสงบของใจนี้

เป็นความสุขที่เป็นความสุขที่แท้จริง

 ไม่มีความทุกข์เพราะมันจะไม่หมดไปจากเรา

มันจะอยู่กับเราไปตลอด หลังจากที่ร่างกายนี้ตายไปแล้ว

 ความสุขที่ได้จากความสงบของใจก็ยังอยู่กับเราต่อไป

เพราะใจของเราไม่มีวันตาย

สิ่งที่ตายไม่ใช่ของเรา ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราเป็นของพ่อของแม่

ที่พ่อแม่ใช้ดินน้ำลมไฟสร้างมันขึ้นมา

ดินน้ำลมไฟนี้แหละเป็นเจ้าของที่แท้จริงของร่างกายของพวกเรา

 พวกเราเพียงแต่มาครอบครองไว้ เหมือนกับรถยนต์ที่เราซื้อมา

แล้วเอามาใช้ ใช้ไปสักระยะหนึ่งมันก็เก่าแล้วต่อไปมันก็เสีย

 พอซ่อมไม่ได้ก็ต้องทิ้งไป ร่างกายนี้เหมือนรถยนต์

ใจนี้เหมือนคนขับรถยนต์ คนขับรถยนต์ไม่ได้เป็นอะไรไปกับรถยนต์

เวลารถยนต์เก่ารถยนต์เสียรถยนต์พังไปคนขับก็เปลี่ยนรถได้

 แต่เปลี่ยนก็ต้องเหนื่อยต้องเสียเงินเสียทอง ฉันใด

ร่างกายก็เป็นเหมือนรถยนต์ที่พวกเรามาซื้อกัน

ซื้อด้วยการทำบุญทำบาปกัน

แล้วพอได้ร่างกายมาเราก็ต้องมาดูแลรักษาร่างกาย

 แล้วก็ต้องมาพบกับความแก่ของร่างกาย

 พบกับความเจ็บไข้ได้ป่วยของร่างกาย

 แล้วก็พบกับความตายของร่างกาย

 ทั้งของเราเองและของคนที่เรารัก

เช่น ของพ่อของแม่ ของปู่ย่าตายาย ของสามีของภรรยา

 ของบุตรธิดา ร่างกายของทุกคนในที่สุดก็จะต้องแก่เจ็บตายไป

แต่เจ้าของร่างกายแต่ละคนนี้ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

พ่อแม่ไม่ได้ตายไปกับร่างกายของพ่อแม่

พี่น้องลูกหลานไม่ได้ตายไปกับร่างกายของเขา

สามีภรรยาไม่ได้ตาย เขาไปเปลี่ยนร่างกายอันใหม่

อย่างพวกเราเดี๋ยวก็ต้องไปเปลี่ยนร่างกายอันใหม่

เพราะต่อไปมันก็ต้องแก่ต้องเจ็บและต้องตายไป

 ถ้าเราไปหลงไปยึดไปติดไปใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือหาความสุข

เราก็จะทุกข์ เพราะว่าต่อไปเราจะไม่สามารถพึ่งร่างกายได้นั่นเอง

คนฉลาดจึงเลิกพึ่งร่างกาย พึ่งร่างกายไว้หาเงินหาทอง

เพื่อจะซื้อความสุขต่างๆ หันมาพึ่งใจพึ่งความสงบของใจ

ดีกว่าเพราะใจไม่เหมือนร่างกาย ใจไม่มีวันแก่ ไม่มีวันเจ็บ

 ไม่มีวันตายแต่ใจของพวกเราตอนนี้ไม่มีความสุขกัน

 เพราะเราไม่มาสร้างความสงบให้แก่ใจ

เรามัวแต่ไปหาเงินหาทองกัน แล้วก็ใช้เงินทองซื้อความสุขต่างๆกัน

ที่ในที่สุดก็จะต้องหมดไป หมดไปก็เหลือแต่ความทุกข์

ให้เราต้องแบกหามต่อไป แล้วพอร่างกายตายไปเราก็ต้องไปเกิดใหม่

ไปได้ร่างกายอันใหม่แล้วก็ต้องไปทุกข์

กับการดูแลเลี้ยงดูร่างกายอันใหม่ ทุกข์กับความแก่

 ทุกข์กับความเจ็บ ทุกข์กับความตาย ของร่างกายอันใหม่

 ตราบใดที่เราไม่หยุดการหาความสุขผ่านทางร่างกาย

 เราก็จะต้องไปหาร่างกายใหม่อยู่เรื่อยๆ

แต่ถ้าเรายุติการใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือหาความสุข

มาหาความสุขจากการทำใจให้สงบกัน

ถ้าใจสงบแล้วเราก็ไม่ต้องใช้ร่างกาย

ร่างกายเก่าเสียไปตายไปเราก็ไม่ต้องไปหาร่างกายอันใหม่

 เหมือนคนที่ใช้รถยนต์อยู่ทุกวันถ้าเลิกใช้รถยนต์ได้

ถ้าไม่ต้องออกนอกบ้านได้

ถ้าในบ้านมีของวิเศษที่ดีกว่าของนอกบ้าน

เราก็ไม่ต้องออกไปหาของนอกบ้านกัน

 แต่ตอนนี้ในบ้านเราไม่มีของวิเศษ

เราจึงต้องออกไปหาของนอกบ้านกัน

เราออกไปหาของนอกบ้าน เราก็ต้องมีรถยนต์

 เพราะรถยนต์เป็นเครื่องมือที่จะพาให้เราไปหาของต่างๆ

ที่ข้างนอกได้ เช่น เราไปซื้อกับข้าวกับปลาอาหาร

เราก็ขับรถไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต เราต้องการสินค้าอะไรเราก็ขับรถไป

 แต่ถ้าเรามีของทุกอย่างครบบริบรูณ์อยู่ในบ้านเราแล้ว

และดีกว่าของที่เราจะได้จากการไปซื้อมาจากนอกบ้าน

เราก็ไม่จำเป็นจะต้องออกไปข้างนอกบ้าน

 เมื่อเราไม่ต้องออกไปข้างนอกบ้านเราก็ไม่ต้องมีรถก็ได้

รถก็จอดทิ้งไว้ถ้ามันพังก็ไม่ต้องซื้อใหม่

เพราะเราไม่ออกไปข้างนอกแล้ว

เรามีของทุกอย่างที่เราต้องการอยู่ในบ้าน

สมัยใหม่นี้ก็ต่อไปเราไม่ต้องออกไปนอกบ้านก็ได้

สามารถสั่งซื้อของผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้หมดเลย

อยากจะซื้อกับข้าวก็ซื้อได้อยากจะซื้ออะไรก็ซื้อได้

 เปิดเครื่องคอมพ์เปิดเครื่องมือถือขอให้มีเงินจ่ายเท่านั้น

 สั่งมาได้หมด ต่อไปจะมีคนมาส่งให้ถึงบ้าน

ต่อไปเราไม่ต้องออกไปนอกบ้านให้เหนื่อย

ไปขับรถก็ไปรถติดบนท้องถนน แล้วก็ต้องมาคอยดูแลรักษารถ

 และก็ต้องไปเสี่ยงภัยกับอุบัติเหตุบนท้องถนน

 ถ้าอยู่บ้านได้นี้สบายกว่าไม่ต้องมีรถก็ได้ฉันใด

ถ้าเรามีความสงบภายในใจของเราแล้ว

ใจของเราก็เป็นเหมือนกับบ้านที่มีทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการ

ความสงบนี้แหละเป็นเหมือนดวงแก้ว แก้วสารพัดนึก

ที่เราจะสามารถนึกถึงอะไรก็จะได้ทันที

ความสงบของใจนี้เป็นอย่างนั้น

เป็นความสุขที่เหมือนกับได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการจะได้

ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามพอนึกถึงปั๊ปก็ได้เลย

 นี่แหละคือสิ่งที่นักปราชญ์อย่างพระพุทธเจ้า

และพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลายท่านได้ค้นพบกัน

พอท่านค้นพบแล้วท่านก็ไม่ต้องมีร่างกายอันใหม่

พอร่างกายอันเก่าของท่านตายไป

ท่านก็ไม่ต้องไปหาร่างกายอันใหม่

ท่านอยู่บ้านไม่ต้องออกมานอกบ้านไม่ต้องมาเกิดแก่เจ็บตาย

พวกเรานี้ยังต้องออกจากนอกบ้านออกจากใจกัน

 ไม่สามารถอยู่ในใจกันได้เพราะว่าในใจไม่มีอะไร

 ในใจมีแต่ความหิวความอยากเลยต้องออกไปหาของนอกใจ

แต่หามาได้แทนที่จะเป็นความสุข กลับกลายเป็นความทุกข์ไป

 ทุกข์ทั้งตอนที่ได้ร่างกายมาก็ต้องทุกข์กับการหากินหาอยู่

ทุกข์กับความแก่ทุกข์กับความเจ็บทุกข์กับความตาย

ของที่เราใช้ร่างกายไปหามาก็เป็นของที่ไม่เที่ยงเป็นของชั่วคราว

 เวลาได้มาก็มีความสุขแต่มันอยู่ไม่นานเดี๋ยวมันก็หมดไป

 พอมันหมดไปเราก็มีความทุกข์กลับคืนมา

นี่คือการหาความสุขต่างๆที่พวกเรากำลังหากันอยู่ทุกวันนี้

แทนที่จะเป็นการหาความสุขกลายเป็นการหาความทุกข์กัน

 เพราะว่าเราไม่มีความสุขภายในใจของเรานี่เอง

ถ้าเรามีความสุขภายในใจของเราแล้ว

 เราไม่ต้องออกไปหาอะไรต่างๆ

 พระพุทธเจ้าพระอริยสงฆ์สาวกท่านไม่ต้องออกไปหาอะไร

เหมือนพวกเราหากัน ท่านอยู่ในป่าในเขาสบาย

 หาอย่างมากก็หาอาหารมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้นเอง

ซึ่งถ้าหาไม่ได้ท่านก็ไม่เดือดร้อน ปล่อยให้ร่างกายตายไปได้

เพราะไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องตายไป เมื่อท่านไม่ต้องใช้ร่างกาย

 ท่านก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีอาหารมาเลี้ยงร่างกายก็ได้

 การที่ท่านยังเลี้ยงร่างกายของท่านอยู่

ก็เพราะว่าท่านยังมีความเมตตากับพวกเรา

 ท่านยังสามารถใช้ร่างกายนี้มาสอนมาบอกพวกเรา

ให้มาหาความสุขที่แท้จริงกัน ให้มาหาความความสงบทางใจกัน

พระพุทธเจ้าพระอริยสงฆ์สาวกนี้

ท่านไม่ต้องหาความสุข เหมือนพวกเราหาแล้ว

 ท่านไม่ต้องใช้ร่างกายหาความสุข

แต่ท่านใช้ร่างกายมาสั่งสอนพวกเรา

 เพราะถ้าไม่มีร่างกายก็ไม่สามารถที่จะสั่งสอนมาพูดมาคุย

มาบอกวิธีการหาความสุขที่แท้จริงได้นั่นเอง

 ท่านจึงต้องเลี้ยงร่างกายของท่านต่อไปด้วยการออกบิณฑบาต

แต่ถ้าเกิดร่างกายของท่านไม่สบาย หรือจะต้องตายไป

ท่านก็ไม่เกิดความทุกข์แต่อย่างใด

 เพราะท่านไม่ต้องอาศัยร่างกายเหมือนพวกเรา

ถ้าหาอาหารมาไม่ได้ร่างกายต้องอดตายไป ท่านก็ไม่เดือดร้อน

ที่ท่านทำอยู่นี้เพื่อพวกเราเพื่อจะได้สอนพวกเรา บอกพวกเรา

 วิธีที่จะออกจากกองทุกข์ วิธีที่จะเข้าสู่กองสุขที่แท้จริง

วิธีที่จะทำให้พวกเราเข้าสู่กองสุขที่แท้จริงก็คือ

เราต้องยุติการหาความสุขทางลาภยศ สรรเสริญ

 ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายกัน

 แล้วมาหาความสุขจากการทำใจให้สงบ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

ธรรมะในศาลา วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๘

“ศรัทธา”












ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 24 มกราคม 2559
Last Update : 24 มกราคม 2559 10:34:12 น.
Counter : 295 Pageviews.

0 comment
### อารมณ์ขันของสมเด็จฯ ###















 อารมณ์ขันของสมเด็จ ฯ

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์

เรื่องเล่าเช้าวันพระ:

เขียนเล่าเรื่อง พระไพศาล วิสาโล

ในสมัยรัชกาลที่ ๗ มีสมเด็จพระราชาคณะ ๒ องค์

ที่นอกจากเกิดปีเดียวกันแล้ว ยังได้รับสถาปนา

เป็นสมเด็จพระราชาคณะในปีเดียวกัน

อีกทั้งได้รับเลือกเป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคม

บัญชาการคณะสงฆ์แทนสมเด็จพระสังฆราชเจ้า

ในปีเดียวกันอีกด้วย

 แต่อุปนิสัยของทั้ง ๒ องค์กลับแตกต่างอย่างมาก

จนมีคนตั้งฉายาคล้องจองกันว่า “พูดเล่นไม่มี พูดดีไม่เป็น”

องค์แรกนั้นคือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร)

 แห่งวัดเทพศิรินทร์ เป็นคนพูดจาเรียบร้อยและนุ่มนวล

 ไม่ชอบพูดเล่น อีกองค์นั้นคือ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์

 (ม.ร.ว.ชื่น สุจิตฺโต) แห่งวัดบวรนิเวศ

 ซึ่งภายหลังได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า

 กรมหลวงวชิรญาณวงศ์

ทรงมีอุปนิสัยพูดจาโผงผาง ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม

 และมีอารมณ์ขัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ เป็นผู้ใฝ่ธรรม มีเมตตา

 อยู่อย่างสมถะ และไม่ติดในยศถาบรรดาศักดิ์

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นผู้หนึ่งที่รู้จักสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์

ตั้งแต่เล็ก เล่าว่าคราวหนึ่งนำแกงที่บิดาชอบไปถวายสมเด็จ ฯ

 ท่านรับประเคนแล้วก็ยังเฉยอยู่ จึงทูลว่า

“ต้องขอแรงเป็นพิเศษ ฉันแกงสักช้อนหนึ่งเถิด

 จะได้กรวดน้ำไปให้พ่อได้กิน เพราะพ่อชอบกินแกงอย่างนี้”

“อ๋อ” สมเด็จ ฯ ตอบ “เอ็งเห็นพระเป็นตู้ไปรษณีย์หรือ?”

“ใช่ ฉันให้หน่อยเถอะน่า จะได้สบายใจ”

ได้ยินเช่นนั้น ท่านก็ยอมฉันให้

อีกคราวหนึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ นำด้วงโสนไปถวายท่าน

 เนื่องจากเป็นอาหารโปรดของมารดาท่าน

ด้วงโสนนั้นยาวขนาดนิ้วก้อย เกิดในต้นโสน

มองเผิน ๆ เหมือนหนอนตัวโต ๆ 

เมื่อท่านรับประเคนแล้ว ก็มองดูด้วงในชาม

ครั้นเห็นแล้วก็หดมือ ถามว่า

“นั่นอะไร?”
“ด้วงโสน”
“ไม่กินว่ะ ใครจะไปกินหนอน”

“เอาหน่อยน่า แม่ชอบกิน” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์รบเร้า

“วันนี้ ไปรษณีย์ปิดโว้ย” สมเด็จ ฯ ว่า

“กันกินไม่เป็น เห็นเข้าก็คลื่นไส้ ใครจะไปกินลง”

“แล้วจะทำยังไงดีล่ะ”
“เอ็งกินเข้าไปเองก็แล้วกัน”
“มันก็ไม่ถึงแม่นะซี” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์แย้ง
“นั่นแหละ ดีกว่าอะไรทั้งหมด" สมเด็จ ฯ ว่า

 “พ่อแม่นั้นรักลูกยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น

 พ่อแม่ยอมอดเพื่อให้ลูกได้กิน

 ถ้าแม่เอ็งรู้ว่าเอ็งได้กินสิ่งที่เขาชอบ เขาก็คงดีใจมาก

 ทำให้พ่อแม่ได้ยินดี มีความสุขใจนั้น เป็นบุญหนักหนาอยู่แล้ว”

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เล่าว่า “ผมเอาฝาชามปิดด้วงโสน

 แล้วถอนออกมาวางไว้ห่าง ก้มลงกราบสมเด็จ ฯ

 น้ำตากลบลูกตา ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัว

ไม่เคยได้กินด้วงโสนอะไรอร่อยเท่าวันนั้น”

อีกคราวหนึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ยินสมเด็จ ฯ

 คุยกับหม่อมเจ้าพระองค์หนึ่ง

หม่อมเจ้านั้นรับสั่งว่า “งานวันเกิด....เอ๊ย ! วันประสูติสมเด็จ ฯ

 นั้นจะมีอะไรกันบ้าง?”
“วันเกิดก็ดีแล้ว” สมเด็จ ฯ ว่า

“ ประสูติแปลว่าไหลออกมา อะไร ๆ มันก็ไหลออกมาได้

 แต่เกิดมันเป็นคนละเรื่อง เรียกว่าวันเกิดดีกว่า

เกิดมาแล้วก็มีแต่ทุกข์ เขาฉลอง...วันเกิดกันทำไมก็ไม่รู้

ไปรับสั่งถามคนอื่นเขาดูเถิด อาตมาไม่รู้”

นอกจากไม่ติดในพิธีรีตองแล้ว สมเด็จ ฯ ยังเป็นคนที่ไม่เสแสร้ง

รู้สึกอย่างไรก็พูด โดยไม่สนใจเรื่องภาพลักษณ์

 คราวหนึ่งท่านอาพาธ ถึงขั้นผ่าท้อง ตัดลำไส้

ระหว่างที่พักฟื้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ไปเยี่ยมท่าน

ทูลถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ท่านตอบว่า

“รู้อยู่แล้วว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์

รู้อยู่แล้วว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน และเป็นทุกข์

แต่ทั้งรู้อย่างนั้นมันก็ยังเจ็บจริงโว้ย”

ประมาณปี ๒๔๙๐ ท่านพุทธทาสภิกขุ

 ซึ่งตอนนั้นเป็นภิกษุหนุ่มวัย ๔๑ ได้แสดงปาฐกถาเรื่อง

 “ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม” ที่พุทธสมาคม กรุงเทพ ฯ

 มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงตามมา

จนท่านถูกกล่าวหาว่ารับแผนของคอมมิวนิสต์มาทำลายศาสนา

 เมื่อเรื่องราวทำท่าจะบานปลาย พระศาสนโสภณ วัดราชาธิวาส

ได้ช่วยเหลือด้วยการนำท่านพุทธทาสมาเข้าเฝ้าสมเด็จ ฯ

ซึ่งตอนนั้นได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าแล้ว

หลังจากที่ท่านพุทธทาสอธิบายกราบทูลจนกระจ่างแล้ว

 ก็ทรงมีมติว่า ท่านพุทธทาสไม่มีความผิดแต่อย่างใด

ก่อนที่ท่านพุทธทาสจะทูลลา สมเด็จ ฯ ได้รับสั่งว่า

“กันอยากไปอยู่กับแกที่สวนโมกข์เสียแล้ว ที่นี่มันยุ่งจริง ๆ”



...............................





 

ขอบคุณที่มา  fb. วัดป่าสุคะโต

ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 23 มกราคม 2559
Last Update : 23 มกราคม 2559 11:15:12 น.
Counter : 283 Pageviews.

0 comment
### ศีล ๘ คือ การหยุดหาความสุขทางร่างกาย ###















“ศีล ๘ คือการหยุดหาความสุขทางร่างกาย”

การจะทำใจให้สงบเราก็ต้องรักษาศีล ๘ ขึ้นไป

รักษาศีล ๘ ก็คือการหยุดการหาความสุขทางร่างกายนั่นเอง

 คนที่รักษาศีล ๘ ก็จะไม่มีแฟน จะอยู่คนเดียว

จะไม่ร่วมหลับนอนกับแฟน ไม่ไปเที่ยวกับแฟน

 แล้วก็จะไม่หาความสุขจากการรับประทานอาหารมากจนเกินไป

 จะรับประทานเพื่ออยู่ ไม่ได้รับประทานตามความอยาก

 รับประทานเพื่ออยู่ก็รับประทานวันละมื้อก็พอ

 หรือถ้า ๒ มื้อ ก็ไม่รับประทานหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว

 ร่างกายไม่ต้องการอาหารมาก

แบบที่พวกเรารับประทานกันอยู่ทุกวันนี้

พวกเรารับประทานเพื่อความสุขเพราะเกิดความอยาก

 ถ้าไม่ได้รับประทานแล้วก็จะทุกข์

แต่ที่ทุกข์ไม่ใช่ร่างกายที่ทุกข์คือใจ

 ใจอยากแล้วไม่ได้รับประทานก็จะทุกข์

 ร่างกายไม่ต้องการอาหาร

 เพราะร่างกายเกือบจะกลายเป็นตุ่มไปแล้ว

รับประทานมากจนเกินไปแล้ว หมอบอกให้หยุดกินได้แล้ว

เพราะเรากินตามความอยากกัน

 ถ้าเรากินตามความต้องการของร่างกาย

ร่างกายจะมีหุ่นที่สวยงาม จะไม่กลายเป็นตุ่มไป

นี่คือเราต้องไม่หาความสุขจากการรับประทาน

 รับประทานอาหารเพื่อเยียวยาร่างกาย เหมือนกับรับประทานยา

รับประทานยาก็มีเวล่ำเวลา

 แต่ถ้ารับประทานตามตัณหาความอยากแล้วไม่มีเวลา

 อยากเมื่อไหร่ก็ต้องกินเมื่อนั้น ร่างกายจึงกลายเป็นตุ่มขึ้นมา

 ถ้ารับประทานตามความต้องการของร่างกายแล้วรับรองได้ว่า

 ร่างกายจะมีหุ่นที่ดี ที่สวยที่น่าดู

 แล้วไม่ต้องไปเสียเงินไปเต้นแร้งเต้นกาตามฟิตเนสต่างๆ

เต้นไปเท่าไหร่มันก็ไม่ลด

 พอเต้นเสร็จก็เหนื่อยก็หิวก็ออกไปกินใหม่

 วิธีที่จะให้หุ่นสวยก็คือต้องรู้จักประมาณในการรับประทานอาหาร

รับประทานวันละมื้อสองมื้อก็พอแล้ว

อย่างพระนี้พระป่า พระพุทธเจ้าสอนให้รับประทานวันละมื้อก็พอ

นี่แหละคือเราต้องยุติการหาความสุขทางร่างกายกัน

แล้วเราจะได้มีเวลามาหาความสุขทางใจ

ถ้าเราไปหาความสุขทางร่างกาย เราก็จะไม่มีเวลามานั่งสมาธิ

ทำใจให้สงบ เพราะเราจะต้องไปกินเลี้ยงกินอะไรกัน

 ไปดูหนังฟังเพลงกัน ไปดูละคร ไปร่วมหลับนอนกับแฟนกัน

 เวลาที่จะมานั่งทำสมาธิก็จะไม่มี

ดังนั้นถ้าเราอยากจะหาความสุขที่แท้จริงคือความสุขทางใจ

 เราต้องเลิกหาความสุขทางร่างกายด้วยการถือศีล ๘

พอเราถือศีล ๘ ได้เราก็จะมีเวลาที่จะมาฝึกใจ สอนใจให้สงบได้

 วิธีฝึกใจก็คือต้องมีเครื่องมือ

เครื่องมือที่จะทำใจให้สงบเราเรียกว่าสติ

 สตินี้เป็นเหมือนเชือกที่จะดึงใจที่เป็นเหมือนลิงให้มาเข้ากรง

ให้มาอยู่ในกรง ถ้าลิงอยู่นอกกรงนี้มันจะไม่อยู่เฉยๆ

มันจะเพ่นพ่านไปทุกแห่งทุกหน

 ถ้าเราอยากจะให้ใจของเราสงบ

เราก็ต้องดึงใจให้เข้ามาอยู่ในสมาธิ สมาธิก็คือกรงของใจ

 วิธีที่จะดึงใจให้เข้ามาอยู่ในกรงอยู่ในสมาธิก็ต้องมีเชือก

 เชือกก็คือสติ เอาเชือกไปคล้องคอ เพื่อไปคล้องคอลิงไว้

แล้วลากมันเข้ามาในกรง ถ้าไม่มีเชือกวิ่งตามจับมันไม่ทัน

สู้มันไม่ได้มันเร็วกว่าเรา

วิธีที่จะจับลิงเข้ามาในกรงต้องเอาเชือกไปดักมันไปคล้องคอมัน

พอคล้องคอมันได้แล้วก็ดึงมันเข้ามา

 สติก็เป็นเหมือนเชือกที่จะคล้องคอใจของเรา

ให้เข้ามาสู่ความสงบ

สติก็เป็นสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้นมา

 ถ้าไม่มีเชือกก็จะไม่สามารถดึงใจให้เข้าสู่ความสงบได้

 เชือกนี่ก็มีหลายแบบหลายชนิดด้วยกัน

 วิธีที่เราได้ยินได้ฟังกันและเป็นวิธีที่ง่ายก็คือ

การบริกรรม พุทโธ พุทโธไป ให้เราระลึกถึงพุทโธ พุทโธ

ไปภายในใจเราก็จะไม่สามารถไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้

พอไม่คิดใจก็จะว่างจะเย็น

แล้วพอเรานั่งเฉยๆใจก็จะสงบเข้าสู่สมาธิได้ 

สิ่งแรกที่เราต้องมีก็คือสติ ต้องฝึกสติ

 สตินี้เราฝึกได้ทั้งวันตั้งแต่ตื่นจนหลับ

 พอตื่นขึ้นมาพอลืมตาขึ้นมาก็ท่องพุทโธไปเลย

บริกรรมพุทโธๆ ไม่ว่าจะลุกไปทำอะไรไปเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ

 ไปล้างหน้าล้างตา ไปแปรงฟัน

 ออกจากห้องน้ำมาแต่งเนื้อแต่งตัว กินข้าวรับประทานอาหาร

ก็ให้มีพุทโธอยู่กับใจแล้วมันจะไม่ไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้

 พอเรามีเวลาว่างเราก็มานั่งหลับตาแล้วก็พุทโธต่อ

เดี๋ยวเดียวใจก็จะเข้าสู่ความสงบได้

แล้วเราจะพบกับความสุขที่พระพุทธเจ้าบอกว่า

 เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าความสุขทั้งปวง

พอเราได้ความสุขอันนี้แล้ว เราก็จะไม่อยากได้อะไร

เราก็จะหาแต่ความสุขแบบนี้ จะเอาความสุขที่เกิดจากความสงบ

แล้วก็จะเป็นความสงบที่จะอยู่กับเราไปตลอด

หลังจากร่างกายนี้ตายไปแล้วความสงบนี้ก็จะอยู่คู่กับเราต่อไป

นี่แหละคือวิถีทางของนักปราชญ์ของผู้ฉลาดอย่างพระพุทธเจ้า

และพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย

พวกเราจึงยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะเป็นที่พึ่ง

วิธีที่ยึดก็คือไม่ใช่พูดแต่ปากเปล่าว่า

 พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

อันนี้เป็นเพียงแต่เป็นการตั้งจิตตั้งเป้าไว้ว่า

เราจะเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นที่พึ่ง

ที่พึ่งก็คือต้องทำตามเป็นตัวอย่าง

 ทำตามตัวอย่างของพระพุทธเจ้า ของพระอริยสงฆ์สาวก

พระพุทธเจ้าท่านเลิกหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ท่านถือศีลกัน ท่านถือศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ กัน

เราก็ต้องถือศีลแบบท่าน แล้วเราก็ต้องปฏิบัติแบบท่าน

 ท่านไม่ไปเที่ยว ไม่ไปหาความสุขทางร่างกาย

ท่านหาความสุขจากการทำใจให้สงบ ด้วยการไปอยู่ตามที่สงบ

 เพราะว่าถ้าที่มีคนมากมีเสียง มีกลิ่น มีรูป มีรสมาก

จะทำให้ใจสงบยาก ต้องไปอยู่ที่ไม่มีคนอยู่เงียบๆคนเดียว

 ถ้าไปที่ข้างนอกบ้านไม่ได้ ก็อยู่ในห้องของเราก็ได้

ปิดประตูขังตัวเราไว้อยู่ในห้อง ไม่ต้องออกไปรับรู้อะไร

อยู่ในห้องพุทโธ พุทโธ ไป เดี๋ยวใจก็สงบได้

สงบแล้วก็จะหายหลง จะรู้ว่าความสุขที่แท้จริง

อยู่ในตัวของเรานี่เองไม่ได้อยู่ที่เงินทอง ไม่ได้อยู่ที่เสื้อผ้า

ไม่ได้อยู่ที่ข้าวของ ไม่ได้อยู่ที่ของกินของดื่มของเคี้ยว

แต่อยู่ที่การทำใจให้สงบ อยู่ที่การมีสติ มีพุทโธอยู่กับใจของเรา

 ขอให้ลองไปทำดูแล้วถ้าไม่ได้ผลจะยอมแพ้

แต่รับรองได้ว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนนี้

 เป็นสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าเป็นความจริง

 ผู้ที่นำเอาไปปฏิบัติได้รับผลกันมาแล้วกันทั้งนั้นอย่างแน่นอน

จึงไม่ต้องลังเลสงสัยขอให้เราทำกันเท่านั้นเถิด

 ถ้าเราไม่ทำมันก็จะไม่เกิดขึ้น

สิ่งนี้มันจะต้องเกิดจากการกระทำของเรา

 คนอื่นหยิบยื่นให้กับเราไม่ได้

พระพุทธเจ้าหยิบยื่นให้กับเราไม่ได้

 พระอริยสงฆ์หยิบยื่นให้กับเราไม่ได้

เราต้องหยิบให้กับตัวเราเอง

ด้วยการทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คือรักษาศีล

แล้วก็ไปหาที่สงบอยู่ตามลำพังแล้วก็ฝึกพุทโธ พุทโธ ไปเรื่อยๆ

รับรองได้ว่าเดี๋ยวก็ได้ เพราะว่าของเหล่านี้มันไม่ได้ขึ้นกับกาลเวลา

 ทำเมื่อไหร่ก็ได้เมื่อนั้นถ้าไม่ทำก็ไม่ได้

ดังนั้นขอให้เราเอาไปพิสูจน์ดูว่า

พระพุทธเจ้าท่านสอนท่านพูดจริงหรือไม่

 ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นคำสอนที่ถูกต้อง

 หรือเป็นคำโกหกหลอกลวง

รับรองได้ว่าเราจะเห็นว่าคำสอนของพระพุทธเจ้านี้

เป็นคำสอนที่เป็นความจริงทั้งหมด

 เป็นสวากขาโต ภควตา ธัมโม

เพราะผู้ที่ได้นำเอาไปพิสูจน์นั้นได้เห็นแล้วทุกคน

ว่าเป็นความจริงเหมือนกันหมดจึงไม่ต้องลังเลสงสัย

 ขอให้นำเอาไปปฏิบัติเท่านั้น

แล้วผลที่พระพุทธเจ้าได้รับก็จะเป็นผลที่พวกเราได้รับกัน

 คือการสิ้นสุดของการเวียนว่ายตายเกิด

สิ้นสุดของความทุกข์ทั้งปวง มีแต่ความสุขที่เรียกว่าบรมสุข

อยู่ภายในใจไปตลอดไม่มีวันสิ้นสุด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

ธรรมะในศาลา วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๘

“ศรัทธา”












ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 22 มกราคม 2559
Last Update : 22 มกราคม 2559 10:37:28 น.
Counter : 293 Pageviews.

1 comment
### อย่าให้ตัวกูชูคอ ###















อย่าให้ตัวกูชูคอ

“คำพูดใด ๆ ก็ตาม แม้เป็นคำด่าว่าก็ไม่ทำให้เราเจ็บปวดได้เลย

หากไม่ชูตัวกูขึ้นมารับคำด่านั้นหรือปล่อยให้ตัวกูออกโรง

เพียงแค่รู้สึกว่า “กูถูกด่า”

เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างความทุกข์แก่เรา

ในทางตรงข้ามหากเราเอาสติหรือปัญญานำหน้า

เมื่อถูกคนทักท้วงต่อว่า ก็หันมาพิจารณาว่า

 ที่เขาพูดนั้นจริงไหม ถูกต้องไหม มีประโยชน์ไหม

 ทำอย่างนี้นอกจากจะไม่ทุกข์แล้ว ยังได้ประโยชน์อีกด้วย”

..............................

พระไพศาล วิสาโล









ขอบคุณที่มา fb. วัดป่าสุคะโตเพื่อธรรมะและธรรมชาติ
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 20 มกราคม 2559
Last Update : 20 มกราคม 2559 11:01:06 น.
Counter : 113 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....