วุ้นตาเสื่อม ?
ก่อนคลอดประมาณสิบวัน อยู่ดี ๆ ก็เกิดอาการตาพร่ามัว มีวงกลมสีดำ ๆ อยู่ในตาด้านซ้าย แต่คนภายนอกจะมองไม่เห็น ไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตาก็จะยังเห็นวงกลมดำ ๆ นั้นตามหลอกหลอน ... แถมภาพที่เห็นคล้ายกับรูปหัวกะโหลกด้วย น่ากลัวมาก

เป็นอยู่สองวันก็รำคาญมากเพราะว่ามองอะไรก็ไม่ชัด เย็บผ้าปูที่นอนค้างเอาไว้ก็ต้องรีบทำให้เสร็จ พอเสร็จก็อยากเย็บกระเป๋าใส่กระติกน้ำร้อน แต่ตามองไม่ค่อยเห็นก็เลยได้แต่เย็บมั่ว ๆ ... แต่ก็ไม่เสร็จอยู่ดี

ตอนนั้นอยากเช็คแค่ว่าเป็นอาการตามัวของคนใกล้คลอด (ตอนท้องคิดก็เป็นนิดหน่อยเพราะสายตาสั้น แต่ไม่มีวงกลมดำ ๆ แค่มองอะไรเบลอ ๆ) ก็เลยโทรไปโรงพยาบาล ถามพยาบาลถึงอาการตาพร่ามัว พยาบาลบอกว่าอาจจะเป็นอาการของ “ครรภ์เป็นพิษ” ตอนแรกกะว่าจะรอจนวันอาทิตย์ เพราะหมอชาญชัยไม่เข้าตรวจวันเสาร์ แต่พยาบาลบอกว่าให้รีบมาดีกว่า ให้หมอคนอื่นตรวจก่อนก็ได้

วันนั้นวันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พอดีไปบ้านโซ้ยโกว เลยฝากคิดไว้กับโซ้ยโกวแล้วรีบนั่งรถไปโรงพยาบาล พอไปถึงก็ได้ตรวจกับหมอบัณฑรฉวี อายุเยอะแล้วแต่เป็นหมอที่ใจดี หมอตัวเล็กมาก จะขึ้นมาตรวจต้องปีนบันไดที่เราเอาไว้ปีนขึ้นเตียงนั่นแหละ หมอซักถามว่ามีอาการปวดท้องหรือไม่ ความดันเป็นปกติ ... ซึ่งทุกอย่างก็ปกติ มีแต่ตานั่นหละที่ผิดปกติ ไม่ได้เป็นอาการของ “ครรภ์เป็นพิษ” แต่อย่างใด ก็โล่งอกไป หมอก็เลยแนะนำให้ไปหาหมอตาดีกว่า (รู้ตอนจ่ายเงินว่าหมอไม่คิดค่าตรวจด้วย ใจดีมาก ๆ)

ขึ้นไปพบหมอตาที่ชั้น 14 หมอตรวจดูอาการด้วยกล้องสำหรับตรวจตา และสุดท้ายหมอให้ปิดตาทีละข้างดูกระดาษที่ตีตารางเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีจุดดำเล็ก ๆ อยู่กลางภาพ ปรากฏว่าเมื่อปิดตาข้างขวาแล้วใช้ตาซ้ายข้างเดียวมองเห็นเส้นตารางเป็นเหมือนคลื่นทะเลไม่เป็นเส้นตรงเลยตลอดทั้งแผ่นและมองไม่เห็นจุดดำ ๆ ตรงกลางภาพ ผิดกับข้างขวาที่ยังเห็นเป็นเส้นตรงและมองเห็นจุดดำ ๆ ตรงกลางภาพ ก็ตกใจมากรีบ “เราจะตาบอดมั้ยนี่”

หมอก็ยังให้คำตอบไม่ได้ มีแค่ข้อสันนิษฐานว่า อาจจะเป็นวุ้นตาเสื่อมหรือจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งมักจะเกิดกับคนที่อายุมาก ๆ เช่น 60 กว่า ๆ หรือคนที่ใช้สายตามากเกินไป ตอนนั้นก็นึกไม่ออกว่าไปทำอะไรมา ตอนนี้ยังทำอะไรมากไม่ได้เพราะท้องแก่มากแล้ว ให้กลับบ้านไปสังเกตอาการ ถ้ามี “ฟ้าแลบ” ผ่านมาในลูกตาโดยที่ตอนนั้นไม่มีฝนตกฟ้าคะนอง ให้รีบกลับมาโรงพยาบาลรับการรักษาโดยด่วน เพราะว่าจอประสาทตาอาจจะฉีกขาดและทำให้ตาบอดได้ถ้ารักษาไม่ทัน ในกรณีนั้นหมอจะประสานงานกับหมอชาญชัยเพื่อทำการรักษาเฉพาะหน้าให้

แต่ถ้าคลอดแล้วอาการดังกล่าวยังไม่หายเช่น 2-3 เดือน ก็ควรจะกลับมาหาหมอเพื่อทำการวินิจฉัยให้ละเอียด โดยจะต้องหยอดตาเพื่อขยายม่านตาและตรวจอย่างละเอียดต่อไป

สรุปว่าอาทิตย์นั้นก็อยู่บ้านด้วยความกังวล และเริ่มเจ็บท้องเตือนตอนวันพฤหัส และเจ็บมากขึ้นวันศุกร์ ในที่สุดน้องแคนก็รอจนครบกำหนดที่ปาป๊าตั้งใจไว้ คือวันเสาร์ที่ 2 เมษายน

วันที่เห็นหน้าลูกวันแรกก็ตามัว ๆ เวลามองหน้าลูกต้องเอามือปิดตาซ้ายไว้ มองแต่ตาขวา แต่ก็เห็นไม่ค่อยชัดเท่าไหร่

กลับมาบ้านก็ยังมัวอยู่ ความกังวลก็หายไปตอนน้องแคนอายุประมาณหนึ่งเดือน อยู่ดี ๆ ตื่นมาก็เห็นหน้าลูกชัดเจน ... เฮ้อ โล่งอกไปที

พอมานั่งนึก ๆ ถึงสาเหตุที่อาจจะทำให้ตาพร่ามัว สองวันก่อนที่ตาจะมัว ปาป๊าคิดถอย ipad มาใหม่ เลยฉลองไปซะสองชั่วโมง โดยที่ไม่ได้เปิดไฟในห้อง เพราะว่าไฟจากหน้าจอมันสว่างมาก ... คงจะเป็นเพราะสาเหตุนี้แหละ แถมยังลงไปเย็บผ้าตอนกลางคืน ซึ่งต้องใช้สายตามากด้วย



Create Date : 04 กรกฎาคม 2554
Last Update : 4 กรกฎาคม 2554 20:28:18 น.
Counter : 497 Pageviews.

0 comment
ประวัติความเป็นมาของ "แคน" ท่วงทำนองของคนอีสาน
เพื่อที่จะให้เข้าใจความหมายของชื่อ "น้องแคน" ลูกชายคนใหม่ที่กำลังจะลืมตาดูโลก ก็เลยลองค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ...

เป็นที่น่าตื่นเต้นเพราะมีความเชื่อที่ว่า "แคนคือเครื่องดนตรีชิ้นแรกของโลก" เพราะมีข้อมูลระบุว่า หมอสอนศาสนาชาวฝรั่งเศส ที่เดินทางไปสอนศาสนาในเมืองจีน ได้พบว่า คนจีนได้เอาดนตรีแคนของไทยไปเลียนแบบทำเป็นดนตรีของจีน และเมื่อหมอสอนศาสนาเหล่านั้นกลับไปยุโรป ก็ได้เอาแบบฉบับของแคนไปปรับปรุงให้เป็นออร์แกนในเวลาต่อมา

อย่างไรเสีย ถ้ามีความสนใจมากกว่านี้ก็ลองเสิร์ชหาข้อมูลอ่านกันดูนะคะ ตอนนี้เรามาดูประวัติความเป็นมาของแคนกันดีกว่า

ประวัติความเป็นมาของแคน


คน เป็นชื่อเครื่องดนตรีพื้นเมืองภาคอีสานที่เก่าแก่มีมาแต่โบราณ แคนเป็น เครื่องดนตรีที่ใช้ปากเป่าให้เป็นเพลง ใครเป็นผู้คิดประดิษฐ์เครื่องดนตรีที่เรียกว่า "แคน" เป็น คนแรก และทำไมจึงเรียกว่า "แคน" นั้น ยังไม่มีหลักฐานที่แน่นอนยืนยันได้ แต่ก็มีประวัติที่เล่า เป็นนิยายปรัมปราสืบต่อกันมา ดังต่อไปนี้

หญิงหม้ายผู้คิดประดิษฐ์ทำแคน

าลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพรานคนหนึ่งได้ไปเที่ยวล่าเนื้อในป่า เขาได้ยินเสียงนกกรวิก (นกการเวก) ร้องไพเราะจับใจมาก เมื่อกลับมาจากป่าถึงบ้าน จึงได้เล่าเรื่องที่ตัวเองไปได้ยินเสียง นกกรวิกร้องด้วยเสียงไพเราะนั้นให้แก่ชาวบ้านเพื่อนฝูงฟัง ในจำนวนผู้ที่มาฟังเรื่องดังกล่าวนี้ มีหญิงหม้ายคนหนึ่ง เกิดความกระหายใคร่อยากจะฟังเสียงร้องของนกกรวิกยิ่งนัก จึงได้พูดขอร้องให้นายพรานล่าเนื้อ อนุญาตให้ตนติดตามไปในป่าด้วย เพื่อจะได้ฟังเสียงร้องของนก ตามที่นายพรานได้เล่าให้ฟังในวันต่อมา










ครั้นเมื่อนายพรานล่าเนื้อได้พาหญิงหม้ายดั้นด้นไปถึงในป่า จนถึงถิ่นที่นกกรวิก และนกเหล่านั้นก็กำลังส่งเสียงร้องตามปกติวิสัยของมัน นายพรานก็ได้กล่าวเตือน หญิงหม้ายให้เงี่ยหูฟังว่า


"นกกรวิกกำลังร้องเพลงอยู่ สูเจ้าจงฟังเอาเถอะ เสียงมันออนซอนแท้ แม่นบ่"


หญิงหม้ายผู้นั้น ได้ตั้งใจฟังด้วยความเพลิดเพลิน และติดอกติดใจในเสียงอันไพเราะ ของนกนั้นเป็นยิ่งนัก ถึงกับคลั่งไคล้ใหลหลง รำพึงอยู่ในใจตนเองว่า


"เฮ็ดจั่งได๋นอ จั่งสิได้ฟังเสียงอันไพเราะ ม่วนชื่น จับใจอย่างนี้ตลอดไป ครั้นสิคอยเฝ้า ฟังเสียงนกในถิ่นของมัน ก็เป็นแดนดงแสนกันดาร อาหารก็หายาก หมากไม้ก็บ่มี" จึงได้คิดตัดสิน แน่วแน่ในใจตนเองว่า


"เฮาสิต้องคิดทำเครื่องบังเกิดเสียง ให้มีเสียงเสนาะ ไพเราะออนซอนจับใจ ดุจดังเสียง นกกรวิกนี้ให้จงได้"


เมื่อหญิงหม้ายกลับมาถึงบ้าน ก็ได้คิดอ่านทำเครื่องดนตรีต่าง ๆ ทั้งเครื่องดีด สี ตี เป่า หลาย ๆ อย่าง ก็ไม่มีเครื่องดนตรีชนิดใด มีเสียงไพเราะวิเวกหวานเหมือนเสียงนกกรวิก ในที่สุดนาง ได้ไปตัดไม้ไผ่น้อยชนิดหนึ่ง เอามาประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นเครื่องเป่าชนิดหนึ่ง แล้วลองเป่าดูก็รูสึก ค่อนข้างไพเราะ จึงได้พยายามดัดแปลงแก้ไขอีกหลายครั้งหลายครา จนกระทั่งเกิดเป็นเสียงและ ท่วงทำนองอันไพเราะเหมือนเสียงนกกรวิก


แคน เสียงจากลมไผ่

จนในที่สุด เมื่อได้แก้ไขครั้งสุดท้ายแล้วลองเป่าก็รู้สึก ไพเราะออนซอนดีแท้ จึงคิดที่จะไปทูลเกล้าถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล ให้ทรงทราบ ก่อนที่จะได้เข้าเฝ้า นางก็ได้เพียรพยายามปรับปรุงแก้ไขเสียงดนตรีของนางให้ดีขึ้นกว่า เดิม และยังได้ฝึกหัดเป่าเป็นท่วงทำนองต่าง ๆ จนมีความชำนาญเป็นอย่างดี


ครั้นถึงกำหนดวันเข้าเฝ้า นางก็ได้เป่าดนตรีจากเครื่องมือที่นางได้คิดประดิษฐ์ขึ้นนี้ ถวาย เมื่อเพลงแรกจบลง นางจึงได้ทูลถามว่า "เป็นจั๋งได๋ ม่วนบ่ ข้าน้อย"


พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ตรัสตอบว่า "เออ พอฟังอยู่"


นางจึงได้เป่าถวายซ้ำอีกหลายเพลง ตามท่วงทำนองเลียนเสียงนกกรวิกนั้น เมื่อจบถึง เพลงสุดท้าย พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ทรงตรัสว่า "เทื่อนี่ แคนแด่" (ครั้งนี้ ดีขึ้นหน่อย)


หญิงหม้าย เจ้าของเครื่องดนตรี จึงทูลถามว่า "เครื่องดนตรีอันนี่ ควรสิเอิ้นว่าจั่งได๋ ข้าน้อย" (เครื่องดนตรีนี้ ควรจะเรียกว่าอย่างไร พระเจ้าข้า)


พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงตรัสว่า "สูจงเอิ้นดนตรีนี้ว่า "แคน" ตามคำเว้าของเฮา อันท้ายนี้ สืบไปเมื่อหน้าเทอญ" (เจ้าจงเรียกดนตรีนี้ว่า "แคน" ตามคำพูดของเราตอนท้ายนี้ ต่อไปภายหน้าเถิด)


ด้วยเหตุนี้ เครื่องดนตรีที่หญิงหม้ายประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้ไม้ไผ่น้อยมาติดกันใช้ปากเป่า จึงได้ชื่อว่า "แคน" มาตราบเท่าทุกวันนี้


นี่เป็นเพียงนิทานปรัมปราที่เล่าสืบต่อกันมา ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอน


บางท่านก็สันนิษฐานว่า คำว่า "แคน" คงจะเรียกตามเสียงเครื่องดนตรีที่ดังออกมาว่า "แคนแล่นแคน แล่นแคน แล่นแคน" ซึ่งเป็นเสียงที่ดังออกมาจากการเป่าเครื่องดนตรีชนิดนี้ แต่ บางคนก็มีความเห็นว่า คำว่า "แคน" คงเรียกตามไม้ที่ใช้ทำเต้าแคน กล่าวคือ ไม้ที่นำมาเจาะใช้ ทำเต้าแคนรวมเสียงจากไม้ไผ่น้อยหลาย ๆ ลำนั้น เขานิยมใช้ไม้ตะเคียน ซึ่งภาษาท้องถิ่นทางภาค อีสานเรียกว่า "ไม้แคน" แต่บางท่านก็ให้ความเห็นที่แตกต่างกันออกไป










แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าคิดอยู่บ้างคือ "แคน" นี้น่าจะทำขึ้นโดยผู้หญิง ซ้ำยังเป็น "หญิงหม้าย" เสียด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่า ส่วนประกอบที่ใช้ทำแคนอันสำคัญคือส่วนที่ใช้ปากเป่า ยังเรียกว่า "เต้า แคน" และมีลักษณะรูปร่างเป็นกระเปาะคล้าย "เต้านม" ของสตรีอีกด้วย ทั้งการเป่าแคนก็ใช้วิธี เป่าและดูด จนสามารถทำให้เกิดเสียงอันไพเราะ นอกจากนี้ยังมีเหตุผลสนับสนุนอีกข้อคือ คำที่เป็นลักษณะนามเรียกชื่อ และจำนวนของแคนก็ใช้คำว่า "เต้า" แทนคำว่า อัน หรือ ชิ้น ฯลฯ ดังนี้ เป็นต้น ที่สำคัญคือ เสียงของแคนเป็นเสียงที่ไพเราะอ่อนหวาน ซาบซึ้งเหมือนเสียงนกการเวก ตาม นิทานเรื่องดังกล่าว เหมือนเสียงของหญิงหม้ายที่ว้าเหว่เดียวดาย ดังนั้นถ้าจะกล่าวว่า "หญิงหม้าย" เป็นผู้ประดิษฐ์คิดทำแคนขึ้นเป็นคนแรก จึงเป็นเหตุผลที่น่ารับฟังได้มากพอสมควรทีเดียว


ลักษณะของแคนมีสองชนิด คือ แคนน้อย (ยาวศอก คืบ ยาวสองศอก ยาวสองศอกคืบ) และแคนใหญ่ (ยาวสามศอก ยาวสามศอกคืบ สี่ศอก สี่ศอกคืบ) ที่เคยใช้ในปัจจุบัน แต่ที่เคยมี ยาวถึงหกศอก แคนสองขนาดนี้แบ่งเป็นสองอย่าง คือ แคนเจ็ด และแคนแปด แคนเจ็ดนั้นมีลูกเจ็คู่ ส่วนแคนแปดนั้นมีลูกแปดคู่











แคนเจ็ด


แคนเจ็ด
แคนแปด
แคนแปด

ส่วนแคนของเผ่าลาวลุ่มนั้นมีหกคู่ และแคนของเผ่าลาวสูงมีแค่สามคู่เท่านั้น และใช้ท่อต่อเต้าสำหรับการเป่าตามธรรมดา


 


แคนลาว
แคนลาวสูง ลาวลุ่ม ลาวเทิง

 


"แคน" ทำด้วยไม้อ้อ หรือไม้เหี้ยน้อย แต่เดี๋ยวนี้ไม้อ้อหาได้ยาก เขาจึงทำแคนด้วยไม้เหี้ยน้อย และจะต้องหาให้ได้ขนาดเท่านิ้วมือจึงจะใช้ได้ นอกจากไม้เหี้ยน้อย ซึ่งทำเป็นลูกแคนยาวลดหลั่นกันตามลำดับ 7 คู่ หรือ 8 คู่ ประกอบเข้ากันกับเต้า ติดสูด (ขี้สูด) ข้างบนและข้างล่างเต้า เพื่อไม่ให้ลมเป่าเข้าสูบออกรั่ว แล้วยังมีลิ้นแคน รูแพว และรูนับเสียงเป็นสิ่งสำคัญด้วย ข้างในของแต่ละลำไม้ลูกแคนประกอบด้วยลิ้นแคนหนึ่งอันที่มีหนึ่งเสียง และจะต้องเจาะรูแพวให้ถูกตามเสียงเสมอ วิธีเป่าแคนลาวลุ่มก็เหมือนกับการเป่าแคนลาวเทิง หรือ ลาวสูง คือจะต้องใช้อุ้งมือทั้งสองข้าง อุ้มเต้าแคนไว้แล้ว เป่าหรือดูดสูบลมที่รูเต้า ส่วนนิ้วมือก็นับไล่ตามเสียงไปด้วย




 



ขอขอบคุณ http://www.isangate.com/entertain/kan_01.html สำหรับข้อมูลค่ะ



Create Date : 28 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 28 กุมภาพันธ์ 2554 14:20:21 น.
Counter : 173 Pageviews.

2 comment
อีกเดือนนึงเจอกันนะจ๊ะ
28 กุมภาพันธ์ 2554 (34 สัปดาห์)

เมื่อจันทร์ที่แล้วไปหาหมอมา แคนก็ปกติดีนะจ๊ะ หมอบอกว่าอาทิตย์หน้าครบ 35 สัปดาห์จะอัลตร้าซาวด์ พอบอกปาป๊า ปาป๊าก็เลยจะไปหาหมอด้วย อาจจะพาเฮียคิดไปด้วยเพราะเฮียคิดจะปิดเทอมแล้วจ๊ะ

เฮียคิดไปเรียนหนังสือได้หนึ่งเทอมแล้วนะ พัฒนาการดีมาก ๆ เลย เหมือนกับแคนนั่นแหละ เตะมาม๊าวันเลย กลางคืนเวลามาม๊านอนไม่หลับ แคนก็ไม่นอน เตะกันไปเตะกันมา (เฮียคิดก็เตะมาม๊าเหมือนกัน)

ตื่นเต้นจังเลย จะได้เจอหน้ากันแล้ว ปาป๊าเปิดปฏิทินดูฤกษ์สะดวกได้วันที่ 2 เมษายน (วันเสาร์) จ๊ะ แล้วลาหยุดจันทร์อังคาร (พุธวันจักรีหยุดอยู่แล้ว) อยากอยู่ดูแลแคนและมาม๊าได้เต็มที่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูความพร้อมของแคนด้วยหละ ว่าจะได้ออกมาวันไหน เพราะแนวโน้มน่าจะไม่เกินสิ้นเดือนมีนาคมนะ

ไว้เจอกันจ๊ะ ลูกรัก



Create Date : 28 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 28 กุมภาพันธ์ 2554 14:08:08 น.
Counter : 166 Pageviews.

0 comment
น้ำท่วมบ้าน ...
วันพุธที่ 1 ธันวาคม 2553

หายป่วยจากลำไส้อักเสบ เมื่อวานนอนหลับสบายดีทั้งคืน ตื่นมาด้วยความสดชื่น แต่แล้วโลกก็พลันทลาย เหมือนนางเอกถูกพรากจากพระเอกยังไงยังงั้น

ปกติตอนเช้าตื่นนอน จะอาบน้ำและลงมาต้มน้ำไหว้เจ้า ทำกับข้าวเช้าให้คิด ... แต่เช้านี้ไม่เหมือนเช้าวันอื่น ๆ เท้าเหยียบถึงพื้นบ้านชั้นหนึ่งพร้อมกับน้ำท่วมถึงตาตุ่ม

โอ้แม่เจ้า ... น้ำท่วมบ้านค่ะ ... ไม่ได้ฟังผิด ... ปั๊มน้ำรั่วค่ะ ตอนนั้นอาการป่วยที่หายเป็นปลิดทิ้งกลับมามากกว่าเดิม ปวดหัวตึ๊บ ... คิดไม่ออกว่าจะทำยังไงดี ที่น้ำระบายไม่ออกเป็นเพราะว่าตรงประตูบ้านไม่ได้ทำร่องน้ำออกไปนอกบ้านด้วย (เวลาฝนตกหนัก ๆ ร่องประตูก็น้ำขังทำให้ประตูเป็นสนิมค่ะ)

พอปาป๊ารู้คงปวดหัวมากกว่า เพราะว่าตอนนี้ออยช่วยยกของหรือถูบ้านไม่ได้เลย กลัวลื่นล้ม เลยต้องจัดการน้องคิดบนห้องนอน อาบน้ำ แต่งตัว ... เอาเครื่องปิ้งขนมปัง ขึ้นไปปิ้งกินกันหน้าห้อง กินนมกล่องนึงแล้วก็อุ้มไปโรงเรียนเลย

ขำน้องคิด ตอนแรกไม่ยอมแต่งตัว ... จะลงไปหาปาป๊า บอกว่าปาป๊ากำลังยุ่ง น้ำท่วมบ้าน ... น้องคิดใ่ส่กางเกงในเบ็นเท็นตัวใหม่ที่ปาป๊าซื้อให้แล้วก็ร้องโวยวาย "ช่วย ๆ ๆ ป๊า ๆ ๆ" เลยบอกว่าโอเค งั้นใส่เสื้อผ้าแล้วไปโรงเรียน เรียกครูพรกับเพื่อน ๆ มาช่วยปาป๊ากันนะ

ได้ผลค่ะ รีบใส่เสื้อและกางเกงทันที ... ถุงเท้าไม่ได้ใส่ ไปยืนใส่รองเท้ากันหน้าบ้าน พอเดินเข้าโรงเรียนก็ลืมหมดแล้วค่ะ ... เด็กหนอเด็ก

กลับมาทางปาป๊า วิดน้ำแต่เช้าเลย เพื่อนบ้านรวมทั้งครูชมกันใหญ่เลย ปาป๊าน้องคิดขยันจัง ล้างบ้านแต่เช้าเลย ... ปา๊ป๊ายิ้มไม่ออก ได้แต่อมทุกข์กันไป ... พอดีวันนั้นเรียกช่างมาซ่อมชักโครกชั้นสอง และทำกลอนประตูห้องนอนด้วย (กันน้องคิดเดินออกนอกห้องตอนกลางคืนขณะที่เราหลับ ... อะไรก็เกิดขึ้นได้กับเด็กคนนี้) ช่างเลยดูปั๊มให้ บอกว่าวาล์วหลวม ขัน ๆ แล้วก็เสร็จ

ถามช่างว่าแก้ไขอะไรได้มั้ย ช่างบอกว่าคงไม่ได้แล้ว เพราะตอนทำบ้าน ไม่ได้ทำท่อระบายน้ำในส่วนปั๊มน้ำออกไปที่ห้องน้ำ ... จ๋อยเลย ปาป๊าบอกว่าไม่คิดว่าจะมีปัญหา ... อีกอย่างที่คิดได้คือ เราไม่ได้ทำวาลว์น้ำของแต่ละชั้นไว้ ตอนนี้ปั๊มน้ำทำงานตลอดเวลาทุก ๆ สองนาที ... มีบางจุดในบ้านรั่ว แต่ไม่รู้ว่าตรงไหน ไม่น่าจะใช่จุดที่มีอุปกรณ์เกี่ยวกับน้ำ เพราะว่าเดินดูแล้วไม่มีอะไรรั่ว ... น่าจะเป็นใต้พื้นบ้านที่ฝังท่อเอาไว้ เฮ้อ เฮ้อ เฮ้อ ... เสียดายค่าน้ำค่าไฟ ... (แต่ในใจเสียดายทรัพยากรมากกว่า เราน่าจะเก็บไว้ให้ลูกหลานได้ใช้ดีกว่าเสียไปแบบนี้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากทุบพื้นบ้าน ซึ่งปาป๊าไม่ยอมแน่นอนค่ะ)

จบรายงานแต่เพียงเท่านี้ค่ะ



Create Date : 08 ธันวาคม 2553
Last Update : 8 ธันวาคม 2553 14:32:30 น.
Counter : 176 Pageviews.

0 comment
ลำไส้อักเสบ นอนโรงพยาบาล 4 วัน 3 คืน
วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน 2553

หลังจากส่งน้องคิดไปโรงเรียนก็ไปหาลุงหมอชาญชัยเพื่อฟังผลเจาะน้ำคร่ำ หมอบอกว่าปกติ ... สบายใจจัง

ขากลับเวลาเหลือเยอะ เลยชวนกันไปกินเกาเหลาหมูตุ๋นหม้อไฟ แต่น้ำดันไม่เดือด ... เห็นตัวเลขมันขึ้น 400 ก็นึกว่ามันเดือดแล้ว แต่พนักงานเดินมาบอกว่า พี่ ๆ มันปรับให้เดือดได้อีกนะ ... อ้าว ตรูกินไปตั้งหลายชิ้นแล้ว ... ดันกินลูกชิ้นไปลูกนึงแล้วด้วย เย็นเจี๊ยบเลย ไม่อยากคายเลยกลืนลงไป กลับมาบ้าน ดันไปกินซุปฟักทองที่อุ่นตั้งแต่ตอนเช้ากินไปแค่คำเดียว ก็รีบพาคิดไปโรงเรียนแล้วก็ไปหาหมอชาญชัย ไปฟังผลการเจาะน้ำคร่ำ ... กลับมาเห็นของก็เสียดาย ทำเองกับมือ เอาเข้าเวฟแล้วก็กิน ... อร่อยดี

ได้ผลเกินคาด เริ่มปวดท้องตั้งแต่สามทุ่ม ท้องเสียตอนห้าทุ่ม ... หลับยาวถึงตีสี่ ท้องเสียอีกหนึ่งรอบ ... เช้ามาก็ยังกัดฟันอาบน้ำแต่งตัวป้อนข้าวให้น้องคิดแล้วพาไปส่งโรงเรียน สาย ๆ เริ่มไม่ไหวมึนหัว เลยไปนอน ... นึกว่าจะหาย ที่ไหนได้ สิบเอ็ดโมงท้องเสียอีกรอบนึง เลยเปลี่ยนใจให้ปาป๊าพาไปหาหมอที่ รพ. (โชคดีว่าพักร้อนนะ) ... ไปถึงก็ไปอ้วกโชว์หมอเลย ... หมอบอกว่าท้องด้วยใช่ไหม ... นอนพักที่ รพ. รอดูอาการดีกว่านะ ... ก็ได้ค่ะ ยังไงก็ไม่อยากกลับหรอก หมอบอกว่าให้ยาแรงไม่ได้เพราะว่าท้องอยู่ (ตอนแรกว่าจะหาหมออีกคนนึงที่เป็นเฉพาะทางเดินอาหาร แต่หมอออกไปกินข้าว เลยหาหมออีกคนนึงก่อน สรุปว่าเลยมีหมอสองคน ... เสียตังสองต่อ หุ หุ)

เข้า รพ. วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน ... กะว่านอนแค่คืนเดียวก็น่าจะโอเค กลับบ้านได้ ... บ่ายนั้นต้องวานให้โซ้ยโกวไปรับน้องคิดที่โรงเรียน (โกวกะเตี๋ยหน้าแตก น้องคิดห่วงเล่นไม่ยอมเรียกเตี๋ยกะโกวเลย แต่ครูพรเคยเห็นหน้าแล้ว เลยอนุญาตให้พากลับบ้านได้) พี่ยงนอนเฝ้าเราทุกคืนเลย ซึ้งใจมาก ๆ ...

คืนนั้นกว่าจะถ่ายท้องเพื่อเอาอุจจาระไปตรวจก็ปาเข้าไปห้าทุ่ม เช้ามาหมอบอกว่า นับเชื้อโรคไม่ได้ โอ้มายก้อดดดดด แถมยาแรง ๆ ก็ให้ไม่ได้อีก ... ใช้ได้แต่ยาโบราณ หมอก็แนะนำว่าจะมีหมออีกคนนึงมาตรวจร่วมด้วย เพิ่งท้องเสียเมื่อสองอาทิตย์ก่อน และท้องเหมือเราด้วย ดังนั้นไว้ใจได้ว่าเด็กจะปลอดภัย

นอนไปนอนมา 3 คืน 4 วัน ... เพราะว่าระหว่างนั้นมีไข้ขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอดเวลา ปวดหัว คลื่ไส้ ... ต้องรับยาฆ่าเชื้อผ่านทางน้ำเกลือทั้งหมด 5 วัน อยู่ รพ. รับไป 3 วันแล้ว ... เลยขอหมอกลับบ้านก่อน แล้วค่อยไปรับยาอีก 2 วันที่เหลือคือวันอาทิตย์และวันจันทร์

สงสัยหละสิว่าหลายวันที่นอนอยู่ รพ. ทั้งมาม๊าและปาป๊าที่นอนเฝ้า เฮียคิดไปไหน

สองคืนแรกไปนอนบ้านโซ้ยโกว พอคืนวันศุกร์ตั่วโกวตั่วเตี๋ยก็มารับไปนอนที่บ้าน เพราะว่าวันรุ่งขึ้นช่างจะมาฉีดยากันปลวกที่บ้าน

เฮียคิดลั้ลลามากเลย ไม่เห็นคิดถึงปาป๊ามาม๊าเลย เรารึคิดถึงเฮียคิดใจจะขาด วันอาทิตย์กะจะไปรับกลับบ้านแล้ว แต่ตั่วโกวบอกว่าให้พักอีกหนึ่งคืน วันจันทร์รับยาเข็มสุดท้ายค่อยมารับกลับบ้าน

ก็เลยได้เจอหน้ากันบ่ายวันจันทร์นั่นเอง เฮียคิดเลยหยุดเรียนไป 3 วัน คือวันพฤหัสบดี วันศุกร์ และวันจันทร์

ต่อไปนี้มาม๊าคงต้องระวังเรื่องอาหารการกินมากขึ้น ระหว่างนี้ก็กินแต่ข้าวต้มหมูสับหละ ... แรก ๆ ก็ซื้อกินเพราะทำไม่ไหวและทำไม่เป็น (ทำเป็นแต่ข้าวต้มปลา) ตอนนี้เลยได้สูตรมาทำกินเอง ถูกด้วย สะอาดด้วย

วิธีทำข้าวต้มหมูสับ
1. ก่อนอื่นต้มน้ำให้เดือด (เอาชามที่จะใส่ข้าวต้มตวงน้ำจะได้พอดีกัน)
2. ใส่หมูสับปั้นเป็นก้อนที่ปรุงรสแล้วลงไป (เกลือกับน้ำตาลนิดหน่อย)
3. รอจนน้ำเดือดอีกครั้ง รอซักพักแล้วจึงใส่ข้าวสวยลงไปประมาณ 1 ทัพพี (ถ้าอยากกินข้าวเยอะก็ใส่เยอะหน่อย แต่ระวังข้าวต้มอืด)
4. ใส่ซีอิ๊วประมาณ 1/2 - 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำปลา 1/2 ช้อนโต๊ะ (ถ้าไม่ชอบกลิ่นน้ำปลาก็ไม่ต้องใส่ แต่ใส่แล้วอร่อยค่ะ)
5. พอข้าวเดือด ใส่ขิงซอย (ควรจะซอยเป็นเส้นบางมาก ๆ จะได้กินขิงลงไปด้วย แต่มาม๊าใจร้อนซอยได้แต่เส้นใหญ่ ๆ เลยไม่ได้กินขิง กินแต่รส)
6. ใส่ผักชีและหอมซอยเล็กน้อย ใส่พริกไทยเยอะหน่อย (อันนี้ตามความชอบ)
7. คนนิดนึง เทใส่ชามกินร้อน ๆ

อร่อยเหาะเลยค่ะ แก้เลี่ยน แก้ท้องอืดระหว่างป่วยได้เยอะเลย ... ไปซื้อกินส่วนใหญ่เค้าก็ใส่พวกผงปรุงรสหรือไม่ก็ผงชูรสค่ะ บอกก็ไม่ค่อยมีผลเพราะส่วนใหญ่แม่ครัวจะเคยชิน ... เบรคไม่ทัน

ปล. ตอนท้องเฮียคิด มาม๊าก็เคยท้องเสีย แต่นอนแค่คืนเดียวเอง ... แล้วก็หายกลับบ้านได้ ตอนนั้นไปกินสุกี้กับอี๊ออม ...




Create Date : 08 ธันวาคม 2553
Last Update : 8 ธันวาคม 2553 14:46:58 น.
Counter : 1184 Pageviews.

0 comment
1  2  

คุณรักผมและผมรักคุณ
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]