กุหลาบประดับดวงใจ
กุหลาบประดับดวงใจ


ม่ในความคิดคำนึงไม่อาจแยกขาดจากคำว่า “รัก” ได้
รักนั้นฉ่ำหวาน อ่อนละมุน และโอชารส
ปราศจากรัก เด็กน้อยไม่อาจเติบใหญ่
ผู้ใหญ่ไม่อาจเข้าถึงวุฒิภาวะ
ปราศจากรัก เราจะอ่อนแอและเหี่ยวเฉา

วั
นที่แม่ของฉันตาย
ฉันได้บันทึกจุดเริ่มนี้ในสมุดบันทึกของฉันว่า
“ความโชคร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของฉันได้มาถึงแล้ว!”
แม้แต่ผู้สูงอายุก็จะรู้สึกไม่พร้อมเมื่อเขาสูญเสียแม่
เขาจะรู้สึกเช่นเดียวกันว่าเขายังไม่โตพอ
และรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างทันทีทันใด
เขารู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งและโศกเศร้า
เช่นเดียวกับลูกกำพร้าผู้อ่อนเยาว์

ลำ
นำเพลงและบทกวีทั้งหลาย
ที่สรรเสริญความเป็นแม่นั้นช่างงดงาม
เป็นความงดงามโดยปราศจากความพยายาม
แม้นักแต่งเพลงและกวีที่ไม่มีพรสวรรค์มากนัก
ก็ดูจะทุ่มเทหัวใจให้กับการแต่งเพลงและบทกวีเพื่อแม่
และเมื่อผลงานเหล่านี้ได้รับการบรรเลงหรือขับกล่อม
ผู้เล่นก็จะพลอยรู้สึกซาบซึ้งใจไปด้วย
เว้นเสียแต่เขาเหล่านั้นจะสูญเสียแม่ไปเสียตั้งแต่เขายังเล็กมาก
เกินกว่าจะรับรู้ความรักที่มีต่อแม่นั้นว่าเป็นอย่างไร


ทประพันธ์ที่สรรเสริญคุณความดีของความเป็นแม่นั้น
ดำรงอยู่นับแต่จุดเริ่มแห่งกาลเวลา
ซึ่งเป็นเช่นเดียวกันทั่วทุกหนแห่งในโลก


มื่อฉันยังเป็นเด็ก
เคยได้ยินบทกวีพื้น ๆ เกี่ยวกับการสูญเสียแม่
และมันยังคงเป็นบทกวีที่สำคัญต่อฉันยิ่งนัก
หากแม่ของเธอยังมีชีวิตอยู่
เธออาจจะรู้สึกอ่อนโยนต่อท่านทุกครั้งที่ได้อ่านข้อเขียนนี้
และหวาดเกรงสิ่งที่ยังอยู่ห่างไกลนี้
ว่าเป็นเหตุการณ์อันหลีกเลี่ยงมิได้

ปี
นั้น แม้ว่าฉันจะยังเด็กมาก
แม่ก็ลาจากฉันไป และฉันก็ประจักษ์ว่าฉันเป็นลูกกำพร้า
ทุกคนรอบตัวฉันต่างพากันร่ำไห้
ส่วนฉันทุกข์ระทมอยู่ในความเงียบ..


มื่อปล่อยให้หยาดน้ำตาหลั่งไหลออกมา
ฉันรู้สึกว่าความเจ็บปวดนั้นเบาบางลง
สนธยาห่อหุ้มฮวงซุ้ยของแม่
เสียงระฆังจากโบสถ์ดังแว่วหวาน

ฉั
นได้ประจักษ์ว่าการสูญเสียแม่
คือการสูญเสียจักรวาลทั้งมวล


ราแหวกว่ายอยู่ในโลกแห่งรักอันอ่อนละมุน
เป็นเวลาหลายสิบปี
เรามีความสุขอยู่ที่นั่น
โดยมิได้ตระหนักรู้แม้แต่น้อย
แต่กว่าจะรู้ทุกอย่างก็สายเกินไป

ผู้
คนในชนบทไม่เข้าใจภาษาอันซับซ้อนของคนเมือง
เมื่อคนเมืองกล่าวว่า
แม่คือ “คลังสมบัติแห่งรัก”
คำพูดเช่นนี้ซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจได้
คนชนบทในเวียดนาม
เปรียบเทียบแม่ของเขากับกล้วยพันธุ์ดีที่สุด
หรือเปรียบเทียบกับน้ำผึ้ง ข้าวหอมหรืออ้อย
เขาแสดงออกเกี่ยวกับความรักของเขา
ด้วยวิธีธรรมดาและตรงไปตรงมา

สำ
หรับฉัน
แม่เปรียบได้กับกล้วยบาเฮืองชนิดดีที่สุด
หรือข้าวหอมเน็บเหมยที่ดีที่สุด
หรืออ้อยเหม็ยหลุ่ยที่หวานอร่อยที่สุด


งมีสักครั้งที่เธอสร่างไข้
มีความรู้สึกขมในปากและไม่อยากอาหาร
เมื่อแม่ของเธอเข้ามาห่มผ้าให้
ท่านดึงผ้าห่มมาจรดที่คางอย่างแผ่วเบา
วางมือลงแตะหน้าผากที่ร้อนเป็นไฟของเธอ
นั่นคือมือจริง ๆ
หรือว่าเป็นใยไหมอันอ่อนนุ่มจากสรวงสวรรค์กันหนอ
พร้อมกับกระซิบอย่างอ่อนโยนว่า
“ลูกที่น่าสงสารของแม่!”
เธอรู้สึกดีขึ้นบ้างไหม
เมื่อถูกแวดล้อมด้วยความอ่อนหวานจากความรักของแม่
ความรักของท่านช่างหอมหวานประดุจดังกล้วยรสดี
ข้าวหอมละมุน และอ้อยอันโอชารส


านของพ่อนั้นมากมายและยิ่งใหญ่ประดุจขุนเขา
ความรักของแม่นั้นท่วมท้นดุจสายน้ำจากน้ำพุบนภูเขา
รักของแม่คือรักแรกที่เรารู้จัก
เป็นต้นกำเนิดแห่งความรู้สึกรักทั้งปวง
แม่ของเราคือครูคนแรกที่สอนเราเกี่ยวกับรัก
ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต


ราศจากแม่
ฉันไม่มีวันจะได้รู้จักวิธีที่จะรัก
นึกขอบคุณท่านที่สอนให้ฉันรู้จักรักเพื่อนบ้าน
นึกขอบคุณท่านที่ช่วยให้ฉันรู้จักรักสิ่งมีชีวิตทั้งปวง
ความคิดแรกเกี่ยวกับความเข้าใจและความรัก ความกรุณา
เป็นสิ่งที่ฉันได้จากท่าน


ม่เป็นรากฐานของรักทั้งปวง
และมีประเพณีทางศาสนาจำนวนมากที่ตระหนักรู้ในสิ่งนี้
และให้เกียรติอย่างลึกซึ้งต่อสัญลักษณ์ของความเป็นแม่
อันได้แก่ พระแม่มารี เจ้าแม่กวนอิม
มีน้อยนักที่เด็กจะร้องโดยปราศจากแม่ที่รีบวิ่งมาที่เปล


ม่คือจิตอันอ่อนโยนและอ่อนหวาน
ผู้ทำให้ความโศกเศร้าและความวิตกกังวลปลาสนาการไป
เมื่อคำว่า “แม่” ถูกเปล่งออกมา
เราจะรู้สึกได้ถึงหัวใจที่ท่วมท้นด้วยความรัก
จากความรักนี่เองที่ทำให้ช่องว่าง
ระหว่างความเชื่อและการกระทำเหลือน้อยอย่างยิ่ง


นตะวันตก เราฉลองวันแม่ในเดือนพฤษภาคม
ฉันมาจากชนบทในประเทศเวียดนาม
ฉันไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับประเพณีนี้มาก่อน
วันหนึ่งฉันกับพระเทียนอันไปเยือนย่านกินซ่าในเมืองโตเกียว
และเราก็พบกับเด็กนักเรียนญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่ง
ซึ่งเป็นเพื่อนของพระเทียนอันที่หน้าร้านหนังสือ

นั
กเรียนสาวคนหนึ่งในกลุ่มกระซิบถามท่านคำถามหนึ่ง
และหลังจากนั้นก็หยิบดอกคาร์เนชั่นสีขาว
จากกระเป๋าของเธอมากลัดไว้ที่เสื้อของฉัน
ฉันรู้สึกประหลาดใจและเขินเล็กน้อย
ฉันไม่รู้ว่าการแสดงออกเช่นนั้นมีความหมายอะไร
และฉันก็ไม่กล้าถาม
ฉันพยายามทำตัวเป็นธรรมชาติ
โดยนึกเสียว่าคงจะเป็นประเพณีท้องถิ่นอะไรสักอย่าง


มื่อเขาคุยกันเสร็จแล้ว (ฉันพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้)
พระเทียนอันกับฉันก็เข้าไปในร้านหนังสือ
ท่านบอกฉันว่าวันนี้คือวันแม่
ในญี่ปุ่นหากแม่ของคุณยังมีชีวิตอยู่
คุณจะติดดอกไม้แดงที่กระเป๋าหรือที่ปกเสื้อ
และภูมิใจที่ตนเองยังมีแม่อยู่
หากท่านหาชีวิตไม่แล้ว
คุณก็จะติดดอกไม้สีขาวที่เสื้อ

ฉั
นมองดูดอกไม้สีขาวบนเสื้อของฉัน
และทันทีทันใดฉันก็รู้สึกเศร้ามาก
มีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กกำพร้า
ที่เศร้าโศกมากพอ ๆ กับเด็กกำพร้าคนอื่น ๆ
ลูกกำพร้าเช่นเรา
ไม่มีโอกาสได้ติดดอกไม้แดงอย่างภาคภูมิใจอีกต่อไป

ผู้
ติดดอกไม้สีขาวนั้นรู้สึกเศร้าโศก
และไม่อาจหักห้ามความคิดที่หวลไปหาแม่ของเขาได้เลย
ผู้ติดดอกไม้สีแดงนั้นเป็นสุขใจ
ด้วยรู้ว่าแม่ของตนยังมีชีวิตอยู่
เขาสามารถยังความชุ่มชื่นใจแก่แม่
ก่อนที่ท่านจะจากไป
ก่อนที่จะสายเกินไป
ฉันพบว่านี่เป็นประเพณีอันงดงาม
ฉันขอเสนอให้พวกเราไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใด
ทำในสิ่งเดียวกันนี้ด้วย


ม่คือต้นธารแห่งรักอันไร้ขอบเขต
เป็นสมบัติล้ำค่าที่ไม่มีวันเหือดแห้ง
แต่น่าเสียดายที่บางครั้ง
เราหลงลืมไป
แม่คือของขวัญอันงดงามที่สุดที่ชีวิตมอบให้แก่เรา
เธอทั้งหลายที่ยังมีแม่อยู่ใกล้
โปรดอย่ารอจนถึงวันตายของท่านที่จะกล่าวว่า
“คุณพระช่วย ฉันมีชีวิตอยู่เคียงใกล้แม่ตลอดหลายสิบปีนี้
โดยมิเคยได้มองดูท่านอย่างใกล้ชิด
เพียงแต่เหลือบมองดูท่าน พูดด้วยไม่กี่คำ
หากไม่ขอเงินก็ขอสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้”


มื่อเล็ก ๆ เธอนอนเบียดแม่
เพื่อรับไออุ่นจากท่าน
เธอบูดบึ้งหรืองอแงกับท่าน
เธอได้แต่ทำให้ชีวิตท่านยุ่งเหยิงไปหมด
ทำให้ท่านกังวลใจ
บั่นทอนสุขภาพของท่าน
ทำให้ท่านต้องนอนดึกและตื่นแต่เช้า
แม่จำนวนมากตายตั้งแต่ยังสาวเพราะลูก ๆ ของเธอ
ตลอดชีวิตของท่าน
เราคาดหวังให้ท่านทำอาหาร ล้างถ้วยล้างชาม ซักเสื้อผ้า
และทำความสะอาดที่เราทำสกปรกเอาไว้
ในขณะที่เราคิดถึงแต่เพียงผลการสอบและอาชีพของเรา


ม่ของเราไม่มีเวลาที่จะมองดูเราอย่างลึกซึ้งอีกต่อไป
และเราก็ยุ่งเกินกว่าจะมองดูท่านอย่างใกล้ชิด
ต่อเมื่อท่านจากไป เราจึงจะตระหนักว่า
เราไม่เคยรับรู้ถึงการมีแม่มาก่อนเลย

ค่ำ
นี้ เมื่อเธอกลับจากโรงเรียนหรือที่ทำงาน
หรือหากเธออยู่ห่างไกลจากแม่
ครั้งต่อไปเมื่อเธอไปเยี่ยมท่าน
เธอคงปรารถนาจะเข้าไปในห้องของท่าน
นั่งลงใกล้ ๆ ท่านพร้อมด้วยรอยยิ้มที่สงบปราศจากวาจา
ไม่ต้องกล่าวคำพูดใด ๆ ทั้งสิ้น
ทำให้ท่านหยุดจากงานที่กำลังทำอยู่
หลังจากนั้นมองดูท่านให้นาน ๆ
มองดูท่านอย่างลึกซึ้ง

ทำ
เช่นนี้เพื่อจะได้แลเห็นท่าน
เพื่อจะได้ตระหนักว่าท่านอยู่ที่นั่น
ท่านยังมีชีวิตอยู่ข้าง ๆ เธอ
จับมือของท่าน
และถามคำถามเพื่อดึงความสนใจของท่าน
“แม่จ๋า แม่รู้อะไรไหม?”
ท่านจะประหลาดใจเล็กน้อยและอาจจะยิ้มเมื่อท่านถามเธอว่า
“มีอะไรหรือลูกรัก?”
ขอให้มองตาท่าน
ยิ้มอย่างสงบอ่อนโยน และกล่าวกับท่านว่า
“แม่รู้ไหมว่าลูกรักแม่?”


ามคำถามนี้โดยไม่ต้องรอคอยคำตอบ
แม้ว่าเธอจะอายุถึง 30 หรือ 40 ปี หรือมากกว่านั้น
ถามท่านในฐานะที่เธอเป็นลูกของแม่
และเธอจะรู้สึกเป็นสุข
รับรู้ถึงการมีชีวิตอยู่ในความรักอันนิรันดร์
และหากวันพรุ่งนี้เมื่อท่านต้องจากเธอไป
เธอจะได้ไม่สำนึกเสียใจ


นเวียดนาม เมื่อถึงเทศกาลอุลลัมพนะ
เราจะได้ฟังนิทานและตำนานเกี่ยวกับ
พระโพธิสัตว์เมาทคัลยายนะ
และเกี่ยวกับความกตัญญูของลูก
การงานของพ่อ ความรักของแม่
และหน้าที่ของลูก
ทุกคนจะอธิษฐานให้พ่อแม่มีอายุยืนนาน
หรือหากว่าท่านสิ้นชีวิตไปแล้ว
ก็ขอให้ท่านได้ไปเกิดใหม่ ณ แดนสุขาวดี


ราเชื่อกันว่าลูกที่ไม่มีความกตัญญูเป็นคนไม่มีคุณค่า
แต่ความกตัญญูก็เกิดจากความรักในตัวของมันเองด้วย
ปราศจากความรัก
ความกตัญญูก็เป็นเพียงสิ่งจอมปลอม
เมื่อมีรัก นั่นก็เพียงพอแล้ว
ไม่มีความจำเป็นต้องพูดถึงพันธกรณี


ารรักแม่ก็เป็นสิ่งเพียงพอแล้ว
มันไม่ใช่หน้าที่
มันเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
ดุจเดียวกับที่เธอดื่มน้ำเมื่อกระหาย
เด็กทุกคนจะต้องมีแม่
และเป็นสิ่งธรรมดาที่สุดที่จะรักท่าน


ม่ย่อมรักลูก และลูกก็รักแม่
ลูกต้องการแม่ และแม่ก็ต้องการลูก
หากแม่ไม่ต้องการลูก และลูกไม่ต้องการแม่
ก็แสดงว่านี่มิใช่แม่ และนี่มิใช่ลูก
นั่นเป็นการใช้คำว่า “แม่” และ “ลูก” ที่ผิด


มื่อฉันเป็นเด็ก
ครูคนหนึ่งของฉันถามว่า
“เธอจะต้องทำอะไร เมื่อเธอรักแม่”
ฉันบอกครูว่า
“ฉันต้องเชื่อฟังท่าน ช่วยท่าน ดูแลท่านยามแก่ชรา
และสวดภาวนาให้ท่าน
ต่อจากนั้นก็จะดูแลหิ้งบูชาบรรพบุรุษ
ยามท่านลาจากไปชั่วกาลนาน”


าบัดนี้ฉันรู้ว่าคำว่า
“อะไร” ในคำถามของครูเป็นสิ่งเกินจำเป็ฯ
ถ้าเธอรักแม่ของเธอ เธอไม่จำเป็นต้องทำอะไร
เธอรักท่าน นั่นก็เพียงพอแล้ว
การรักแม่หาใช่เรื่องของศีลธรรมหรือคุณธรรมแต่อย่างใดไม่


ปรดอย่าคิดว่าฉันเขียนสิ่งเหล่านี้เพื่อสอนศีลธรรมแก่เธอ
การรักแม่เป็นเรื่องของการได้รับประโยชน์
แม่เปรียบได้กับบ่อน้ำพุอันใสบริสุทธิ์
เปรียบได้กับอ้อยอันแสนโอชารสหรือน้ำผึ้ง
เปรียบได้กับข้าวหอมคุณภาพดีที่สุด


ากเธอไม่รู้จักวิธีรับประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้
ก็นับว่าเป็นความโชคร้ายของเธอ
ฉันเพียงแต่ต้องการนำความสนใจของเธอมาสู่สิ่งนี้
เพื่อช่วยให้เธอหลีกเลี่ยงจากการพร่ำบ่นว่า
ไม่มีอะไรเหลือในชีวิตอีกแล้วสำหรับเธอ


ากของขวัญแห่งการปรากฏอยู่ของแม่
ไม่ทำให้เธอพึงพอใจแล้วไซร้
แม้เธอจะได้เป็นถึงผู้อำนวยการของบริษัทใหญ่
หรือกษัตริย์แห่งจักรวาล
เธอก็อาจจะไม่รู้สึกพึงพอใจ
ฉันรู้ว่า “พระผู้สร้าง” นั้นไม่มีความสุข
เพราะพระองค์ทรงเนรมิตองค์ขึ้นเอง
และไม่มีโชคที่จะมีแม่ดังเช่นคนอื่น

ฉั
นอยากจะเล่าเรื่องให้ฟังสักเรื่อง
โปรดอย่าได้คิดว่าฉันเป็นคนไม่มีความคิด
ความจริงน้องสาวฉันไม่น่าที่จะแต่งงาน
และฉันก็ไม่น่าจะบวช
แต่อย่างไรก็ตาม เราทั้งสองต่างต้องจากแม่ไป
คนหนึ่งจากไปเพื่อเริ่มชีวิตใหม่เคียงข้างชายที่เธอรัก
อีกคนหนึ่งจากไปเพื่อเดินตามอุดมคติชีวิตที่เขาบูชา

คื
นที่น้องสาวของฉันแต่งงาน
แม่ของฉันกังวลใจกับเรื่องต่าง ๆ นับร้อยนับพันสิ่ง
แต่ก็ไม่มีทีท่าเศร้าโศกแม้แต่น้อย
ครั้นเรานั่งลงที่โต๊ะอาหารเพื่อรับประทานของว่าง
ในขณะรอให้เขยของเรามารับน้องสาว
ฉันเห็นว่าแม่ไม่ได้ทานอะไรแม้แต่น้อย ท่านกล่าวว่า
“เป็นเวลาถึง 18 ปีที่เธออยู่ร่วมโต๊ะอาหารกับเรา
และวันนี้เป็นมื้อสุดท้ายที่เราจะได้ทานร่วมกัน
ก่อนที่เธอจะจากไปอยู่ร่วมโต๊ะอาหารกับครอบครัวอื่น”

น้
องสาวของฉันร้องไห้
ศีรษะของเธอโค้งลงเหนือจานอาหาร และเธอพูดว่า
“แม่จ๋า ลูกจะไม่แต่งงาน”
แต่เธอก็แต่งงานไปในที่สุด

สำ
หรับฉัน
ฉันจากแม่เพื่อมาบวช
ในการแสดงความยินดีกับผู้ที่ตัดสินใจออกเรือนมาบวช
คนมักจะกล่าวว่า
ผู้บวชคือคนที่เดินตามหนทางแห่งการตรัสรู้
แต่ฉันไม่รู้สึกภาคภูมิใจ
ฉันรักแม่
แต่ฉันก็มีอุดมคติด้วย
การรับใช้อุดมคตินั้นทำให้ฉันต้องจากแม่มา
ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรมานใจสำหรับฉัน

บ่
อยครั้งในชีวิตที่เราจำเป็นต้องเลือก
ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ทำได้ยาก
เราไม่สามารถจับปลาสองมือในเวลาเดียวกัน
มันเป็นเรื่องยาก
เพราะหากเรายอมรับการเติบโต
เราต้องยอมรับความทุกข์ด้วย

ฉั
นไม่ได้เสียใจที่จากแม่มาบวช
แต่ฉันเสียใจที่ฉันต้องเลือกเช่นนั้น
ฉันไม่มีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่
จากสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้
ทุกคืนฉันสวดภาวนาให้แม่
แต่เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว
ที่ฉันจะได้ลิ้มรสกล้วยบาเฮืองอันแสนวิเศษ
ข้าวหอมเน็บเหมยชั้นดี และอ้อยเหมียหลุ่ยที่แสนโอชารส


ปรดอย่าได้คิดว่า
ฉันกำลังแนะนำให้เธอเลิกทำงานอาชีพของเธอ
และอยู่แต่ในบ้านเคียงข้างแม่ของเธอ
ฉันบอกแล้วว่า ฉันไม่ได้สั่งสอน
หรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องทางศีลธรรม
ฉันเพียงแต่ต้องการเตือนใจเธอว่า
แม่นั้นเปรียบได้กับกล้วยเนื้อดี ข้าวพันธุ์ดี
น้ำผึ้งและน้ำตาลอันหอมหวาน

“ท่
านเป็นความอ่อนโยน
ท่านคือความรัก
ด้วยเหตุนี้ น้องชายและน้องสาวของฉัน
โปรดอย่าได้หลงลืมท่าน
การหลงลืมก่อให้เกิดความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่
และฉันหวังว่าเธอจะไม่ประสบกับความสูญเสียเช่นนั้น
ไม่ว่าจะจากความเขลา หรือจากการไม่ใส่ใจ

ฉั
นขอติดดอกกุหลาบสีแดงไว้ที่ปกเสื้อของเธอด้วยความยินดี
เพื่อให้เธอมีความสุข เพียงเท่านี้”


ากฉันต้องให้คำแนะนำใด ๆ ฉันก็จะบอกว่า
คืนนี้ เมื่อเธอกลับจากโรงเรียนหรือที่ทำงาน
หรือคราวหน้าเมื่อเธอกลับไปเยี่ยมแม่
เข้าไปในห้องของท่านอย่างเงียบ ๆ พร้อมด้วยรอยยิ้ม
นั่งลงข้างกายของท่าน
ไม่ต้องกล่าวคำพูดใด
แต่ให้ท่านละจากการงานที่กำลังทำ
มองดูท่านให้นิ่งนาน
มองดูท่านอย่างถี่ถ้วนเพื่อจะได้แลเห็นท่านอย่างชัดเจน


พื่อที่จะได้ตระหนักว่าท่านอยู่ที่นั่น
มีชีวิตอยู่
นั่งอยู่ข้างกายเธอ
จากนั้นกุมมือของท่านไว้
และถามคำถามท่านสั้น ๆ ว่า
“แม่จ๋า แม่รู้อะไรไหม?”
ท่านประหลาดใจเล็กน้อย และจะถามเธอด้วยรอยยิ้มว่า
“มีอะไรหรือ ลูกรัก?”


องดูตาท่านพร้อมด้วยรอยยิ้มที่สงบอ่อนโยน บอกท่านว่า
“แม่รู้ไหมว่าลูกรักแม่?”
ถามท่านด้วยคำถามนี้โดยไม่ต้องรอฟังคำตอบ
แม้ว่าเธอจะมีอายุ 30 หรือ 40 ปี หรือแก่กว่านั้น
ถามท่านเช่นนี้ เพราะเธอเป็นลูกของท่าน


ม่ของเธอและเธอจะรู้สึกเป็นสุขใจ
รับรู้ถึงการมีชีวิตอยู่ในความรักอันเป็นนิรันดร์
และวันพรุ่งนี้เมื่อท่านต้องจากเธอไป
เธอจะไม่รู้สึกสำนึกเสียใจเลย

นี่
คือเนื้อเพลงท่อนซ้ำที่ฉันมอบให้เธอได้ร้องขับขานในวันนี้
น้องชายและน้องสาวของฉันโปรดร้องรับขับขานมันเถิด
เพื่อว่าเธอจะได้ไม่ใช้ชีวิตอยู่ในความเฉยเมยและหลงลืม


อกกุหลาบสีแดงดอกนี้
ฉันได้ติดไว้ที่ปกเสื้อของเธอแล้ว
ขอให้เธอมีความสุข



Create Date : 17 กันยายน 2550
Last Update : 17 กันยายน 2550 16:09:17 น.
Counter : 128 Pageviews.

0 comment
มนตรา
มนตรา
"อาจารย์ครับ มีมนตราเพื่อให้เราสามารถได้อยู่ร่วมกับคนที่เรารัก
ในทางจิตÇÔญญาณหรือไม่ครับ โปรดถ่ายทอดให้ผมด้วยเถอะครับ"
"มีสิศิษย์รัก เราจะถ่ายทอดมนตรา 4 ประการ สำหรับการอยู่กับคน
ที่เธอรักให้แก่เธอ" ท่าน ติช นัท ฮันห์ พระเซนผู้เป็นคุรุทางจิตÇÔญญาณ
นามกระเดื่องแห่งปัจจุบัน ตอบอย่างมีเมตตาแก่ศิษย์ผู้แสวงหาของท่าน...
...ยามที่เธอรักใคร เธอควรดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะอย่างแท้จริง เพื่อคน
ที่เธอรัก เพราะ ของขวัญอันล้ำค่าสูงสุดที่คนเราสามารถกระทำให้ผู้อื่นได้
ก็คือปัจจุบันอันแท้จริงของเรา
"ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ" นี่คือมนตราที่เธอต้องเปล่งด้วยความมุ่งมั่นอย่าง
เต็มเปี่ยม เมื่อเธอสามารถตั้งจิต ทำให้กายและใจของเธอรวมเป็นหนึ่ง
เดียวได้ เธอจะสร้าง "ปัจจุบันที่แท้จริง" ของตัวเธอ และอะไรก็ตามที่
เธอกล่าวขณะนั้นก็คือมนตรา ดังนั้นมนตราจึงไม่จำเป็นต้องเป็นภาษา
บาลี ภาษาสันสกฤต หรือภาษาธิเบตแต่อย่างใด เธอสามารถเปล่งมนตรา
ด้วยภาษาของเธอเองได้ว่า
"ที่รัก ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ"
และถ้าเธออยู่ในปัจจุบันอย่างแท้จริง มนตราบทนี้จะสร้างปาฏิหาริย์
เธอจะเป็นตัวเธออย่างแท้จริง และผู้อื่นที่จะเป็นสิ่งจริงแท้ รวมทั้ง "ชีวิต"
ด้วย ชีวิตที่เป็นสิ่งจริงแท้ในปัจจุบันขณะนั้นย่อมนำความสุขที่แท้จริงมา
ให้แก่ตัวเธอและผู้อื่นเสมอ

"ฉันรู้ว่าเธออยู่ที่นั่น และฉันมีความสุข" นี่คือมนตราข้อที่สอง เมื่อ
เรามองไปที่ดวงจันทร์ เราหายใจเข้าและออก ยาวลึก และพูดกับดวงจันทร์
ว่า "จันทร์เจ้าเอ๋ย ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ที่นั่น และข้ามีความสุขมาก" เราทำเช่น
นี้กับดาวประกายพรึก กับดอกไม้ กับลำธาร กับภูเขา และกับสิ่งต่าง ๆ
อีกมากมายเลย การอยู่ในปัจจุบันอย่างแท้จริง และรู้ว่าผู้อื่นก็อยู่ที่นั่น
ด้วยเป็นปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง ยามที่เธอพินิจความงามของตะวันที่กำลัง
ลับขอบฟ้า หากเธออยู่ที่นั่นอย่างแท้จริง เธอจะจดจำและซึมซาบใจอย่าง
ลึกซึ้งมองไปที่ดวงตะวันรู้สึกมีความสุข เมื่อใดก็ตามที่เธออยู่ที่นั่นอย่าง
แท้จริง เธอจะสามารถจดจำและซึมซาบในปัจจุบันกับสรรพสิ่ง กับดวง
จันทร์ กับดวงดาว กับดอกไม้ และกับบุคคลอันเป็นที่รักที่สุดของเธอ
เธอสามารถเริ่มฝึกปฏิบัติได้ด้วยการหายใจเข้าและออกให้ยาว ลึก เมื่อ
เรียกตัวเธอให้ตื่นขึ้น เมื่อเธอนั่งอยู่ใกล้บุคคลซึ่งเธอรัก และตั้งมั่นตั้งจิต
อย่างลึกซึ้ง เธอจงเปล่งมนตราข้อที่สองนี้ออกมา
"ฉันรู้ว่า เธออยู่ที่นั่นและฉันมีความสุข"
เธอมีความสุข และบุคคลที่เธอรักก็จะมีความสุขด้วยในขณะเดียว
กัน ด้วยมนตราเหล่านี้ที่เธอนำมาฝึกในชีวิตประจำวันของเธอ ตัวเธอ
จะกลายเป็น "นักรัก" อย่างแท้จริง

มนตราข้อที่สาม คือ "ที่รัก ฉันรู้ว่าเธอมีความทุกข์ และนี่คือเหตุผล
ที่ฉันอยู่เพื่อเธอ" เมื่อเธอดำรงอยู่ในสติ เธอจะสังเกตเห็นความทุกข์จาก
คน•Õèเธอรักได้ ถ้าคนเรามีความทุกข์ และคนที่เรารักมิได้เหลียวแล
ความทุกข์ของเรา เราจะมีความทุกข์มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นแค่เธอฝึกที่จะ
หายใจอย่างลึกซึ้ง แล้วเข้าไปนั่งอยู่กับคนที่เรารักและพูดว่า
"ที่รัก ฉันรู้ว่าเธอเป็นทุกข์ และนี่ก็คือเหตุผลที่ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ"
แค่นี้ เธอก็จะสามารถช่วยบรรเทาความทุกข์อันมากมายของพวกเขา
ได้แล้ว เพียงแค่เธอดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะกับพวกเขาที่นั่น

ÊèǹÁ¹µÃÒ¢éÍ•ÕèÊÕè เป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด เราจะปฏิบัติในขณะที่
ตัวเราเองมีความทุกข์ และเราเชื่อว่าคนที่เรารักเป็นบุคคลหนึ่งที่เป็นเหตุ
แห่งความทุกข์นั้นของเธอ มนตรานี้คือ
"ที่รัก ฉันมีความทุกข์ โปรดช่วยฉันด้วย" แม้ว่ามนตราข้อนี้จะเป็น
คำเพียงไม่กี่คำ แต่ผู้คนส่วนใหญ่กลับไม่สามารถเอ่ยคำเหล่านี้ได้ ด้วย
อัตตา ทิฐิ ศักดิ์ศรีในใจของพวกเขา ถ้ามีใครคนอื่นได้พูดหรือทำใน
สิ่งเดียวกันกับคนที่เธอรัก เธออาจจะไม่ทุกข์มาก แต่เพราะว่าเขาเป็น
คนที่เธอรัก เธอแคร์ เธอจึงรู้สึกเจ็บปวดอย่างมากจนอยากจะปลีกตัว
ไปจากเขาเสียเพื่อร่ำไห้ แต่ถ้าเธอรักเขาหรือหล่อนจริง ๆ ในขณะที่เธอ
เป็นทุกข์เช่นนั้น เธอควรจะขอความช่วยเหลือจากเขาหรือหล่อน โดย
เธอจะต้องเอาชนะความหยิ่งหรือศักดิ์ศรีของเธอให้ได้เสียก่อน

มีเรื่องเล่ากันว่า มีชายคนหนึ่งต้องไปรบในสงคราม เขาได้ทิ้งภรรยา
กับบุตรในครรภ์ไว้เบื้องหลัง สามปีต่อมาเขาถูกปลดจากกองทัพและ
กลับมาบ้าน ภรรยาของเขาพาลูกน้อยมารับเขาถึงประตูบ้าน ในขณะที่เขา
ใช้ให้ภรรยาของเขาไปตลาดเพื่อผลไม้และดอกไม้มาบูชาบรรพบุรุษ เขา
ได้บอกให้ลูกชายของเขาเรียกเขาว่า "พ่อ" แต่เด็กน้อยกลับพูดอย่าง
ไร้เดียงสาว่า
"¤Ø³äÁèใช่พ่อผมนะ ปกติพ่อจะมาทุก ๆ คืน และแม่ของผมจะพูดกับ
เขาและร้องไห้ เมื่อแม่นั่งลงพ่อก็จะนั่งลงด้วย เมื่อแม่นอนลงพ่อก็จะนอน
ลงด้วย"
เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้น หัวใจของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นหินกระด้างเพราะ
นึกว่าภรรยาของเขามีชู้ เมื่อภรรยาของเขากลับมาบ้าน เขาไม่ยอมมอง
หน้าภรรยาของเขาอีกเลย และไม่ยอมให้ภรรยาของเขากราบไหว้บรรพบุรุษ
ด้วย เขาไม่สามารถอยู่ที่บ้านได้อีกต่อไป เขาหมกตัวอยู่ในร้านเหล้าและจะ
ไม่ยอมกลับบ้านจนกระทั่งดึกดื่นแล้ว สุดท้ายหลังจาก 3 วันผ่านไป
ภรรยาของเขาไม่สามารถจะทนต่อไปได้ เธอจึงไปกระโดดน้ำตาย ในเย็น
วันนั้นหลังจากพิธีฝังศพ ขณะที่ชายหนุ่มจุดตะเกียงน้ำมันก๊าดขึ้น ลูกชาย
ของเขาก็ตะโกนออกมาว่า "นี่ไง พ่อของผม" เขาชี้ไปที่เงาของพ่อที่
ตกทอดอยู่บนกำแพงและพูดว่า
"พ่อของผมเคยมาในทุก ๆ คืนเช่นนี้ แม่ผมก็จะพูดกับเขาและร้องไห้
ถ้าแม่นั่งลง พ่อก็จะนั่งลง ถ้าแม่นอนลง พ่อก็จะนอนลง...แม่พูดว่า
ที่รักเธอจากไปนานเหลือเกิน แล้วฉันจะเลี้ยงลูกของเราตามลำพังได้
อย่างไร?"
นางร้องไห้กับเงาของตัวเอง คืนหนึ่งลูกชายถามนางว่า พ่อของเขา
เป็นใครอยู่ที่ไหน นางก็ชี้ไปที่เงาบนกำแพงและบอกว่า "นี่ไง พ่อของลูก"
นางคิดถึงสามีของนางมาก
บัดนั้น เขาจึงเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด แต่ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว
...ความจริงถ้าเขาถามภรรยาของเขาตั้งแต่วันนั้นว่า
"ที่รัก ผมเป็นทุกข์อย่างมาก ลูกของเราบอกว่า พ่อของเขาเคยมาหา
เขาทุก ๆ คืน และเธอก็พูดกับเขาและร้องไห้กับเขา และทุกเวลาที่เธอนั่ง
ลง เขาก็จะนั่งลงด้วย บุคคลนั้นคือใครหนอ?"
เรื่องทั้งหมดก็จะลงเอยด้วยดี แต่เขาไม่ได้ทำเช่นนั้นด้วยความหยิ่ง
ในศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย และตัวนางเองทั้ง ๆ ที่นางปวดร้าวใจมากจาก
พฤติกรรมของเขา แต่กลับไม่ได้ขอร้องให้เขาช่วย นางควรใช้มนตรา
ข้อที่สี่พูดกับเขาก่อนว่า
"ที่รัก ฉันทุกข์ทรมานมาก โปรดช่วยฉันด้วย ฉันไม่เข้าใจว่า ทำไมเธอ
จึงไม่มองหน้าฉัน และพูดกับฉันเลย ฉันทำสิ่งใดผิดหรือ?"
ถ้านางทำเช่นนั้น เขาก็คงบอกหล่อนถึงสิ่งที่ลูกชายของเขาได้พูดออก
มา แต่นางก็ไม่ได้ทำ เพราะนางก็ติดอยู่ในศักดิ์ศรีเช่นกัน ในรักที่แท้ ความ
จริงไม่มีที่สำหรับศักดิ์ศรีหรอก โปรดอย่าตกอยู่ในบ่วงโซ่นี้ เมื่อใดที่เธอ
ถูกทำให้ปวดร้าวใจจากคนที่เธอรัก เมื่อใดที่เธอทุกข์ทรมานและเห็นว่า
ความทุกข์ของเธอมีสาเหตุมาจากบุคคลที่เธอรักที่สุด จงนึกถึงเรื่องข้างต้น
และปฏิบัติมนตราข้อที่สี่



Create Date : 17 กันยายน 2550
Last Update : 17 กันยายน 2550 16:07:31 น.
Counter : 120 Pageviews.

0 comment
มนุษย์มิใช่ศัตรูของเรา
คำแนะนำ
สัญญากับฉัน
สัญญากับฉันวันนี้
สัญญากับฉันเดี๋ยวนี้
ขณะที่ตะวันอยู่เหนือศีรษะ
ณ จุดจอมฟ้า
สัญญากับฉัน
แม้ว่าพวกเขา
จะกระหน่ำเธอล้มลง
ด้วยขุนเขาแห่งความรุนแรงและเกลียดชัง
แม้เขาย่ำเหยียบ บดขยี้เธอ
ราวตัวหนอน
แม้เขาสับเธอจนแหลกและคว้านไส้พุงเธอ
จงจำไว้ น้องชาย
จงจำไว้
มนุษย์มิใช่ศัตรูของเรา
สิ่งเดียวที่เธอพึงยึดถือคือเมตตา
เมตตาไร้เงื่อนไข ไร้ขอบเขต และยืนยงคงกระพัน
ความเกลียดชังจะไม่ยอมให้เธอเผชิญหน้า
สัตว์ร้ายในมนุษย์
สักวันหนึ่ง เมื่อเธอเผชิญหน้าสัตว์ร้ายนี้ตามลำพัง
ด้วยความกล้าหาญบริบูรณ์ นัยน์ตาที่อารี
และใจอันสงบ
(แม้ไม่มีใครเห็น)
ยิ้มของเธอ
จะเป็นดอกไม้แย้มบาน
และผองผู้ที่รักเธอ
ก็จะเห็นเธอ
ข้ามโลกแห่งเกิด - ตายนับพันหมื่น
ตามลำพังอีกครั้ง
ฉันจะก้มหน้าเดินต่อไป
ด้วยรู้ว่ารักได้กลายเป็นนิรันดร์แล้ว
บนทางกันดารยาวไกล
ตะวันและจันทรา
จะยังคงฉายแสง
ติช นัท ฮันห์



Create Date : 17 กันยายน 2550
Last Update : 17 กันยายน 2550 16:05:33 น.
Counter : 156 Pageviews.

0 comment
คำตอบอัศจรรย์สามประการ
คำตอบอัศจรรย์ ๓ ประการ
ในตอนท้ายของจดหมายนี้ ครูอยากจะเล่าเรื่องสั้นของตอลสตอยเรื่องหนึ่งให้ฟัง คงจะทำให้เธอและพวกเราทุกคนในโรงเรียนของเราได้รับความเพลิดเพลินพอสมควร มันเป็นเรื่องของคำถาม ๓ ประการของพระจักรพรรดิ ตอลสตอยไม่รู้หรอกว่าพระจักรพรรดิทรงพระนามอะไร วันหนึ่งเป็นที่ปรากฏชัดแก่พระจักรพรรดิพระองค์นั้นว่าหากพระองค์ทรงรู้คำตอบของปัญหา ๓ ประการดังต่อไปนี้แล้วจะทำให้พระองค์ทรงทำอะไรไม่ผิดพลาดเลย คำถาม ๓ ประการนี้คือ
๑. เวลาไหนเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการทำกิจแต่ละอย่าง
๒. ใครคือคนสำคัญที่สุดที่ควรทำงานด้วย
๓. อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรทำตลอดเวลา
พระจักรพรรดิรับสั่งให้ป่าวประกาศไปทั่วอาณาจักรของพระองค์ว่า ใครก็ตามที่สามารถจะตอบคำถาม ๓ ข้อนี้ได้ จะได้รับรางวัลมหาศาล คนทั้งหลายเมื่อได้อ่านประกาศนั้นแล้วต่างก็พากันเดินทางมุ่งมายังวังของพระจักรพรรดิทันที แต่ละคนก็มีคำตอบที่แตกต่างกันออกไป
ในการตอบปัญหาข้อแรก มีคนหนึ่งแนะนำให้พระจักรพรรดิทำตารางเวลาที่แน่นอนสำหรับภารกิจแต่ละอย่าง ทุก ๆ ชั่วโมง ทุก ๆ วัน ทุก ๆ เดือน และทุก ๆ ปี แล้วทำตามตารางเวลานั้น ด้วยวิธีนี้เท่านั้นจึงจะสามารถทำกิจได้ถูกต้องตามกาลที่เหมาะสม อีกคนหนึ่งบอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะวางแผนล่วงหน้าเช่นนั้น และแนะว่าพระจักรพรรดิควรจะเลิกความสนุกสนานอันไร้สาระทั้งหมด และให้ความเอาใจใส่ต่อกิจกรรมต่าง ๆ โดยพระองค์เองทุกอย่าง จึงจะทรงทราบได้ว่าเวลาไหนเหมาะสมที่จะทำอะไร บางคนยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ที่พระจักรพรรดิหวังจะเลือกเวลาทำกิจต่าง ๆ ที่อยู่ในอำนาจความรับผิดชอบได้เหมาะสมทุกอย่าง สิ่งที่จำเป็นก็คือต้องมี “สภาแห่งคนฉลาด” และทำตามคำแนะนำของสภานั้น
แต่ก็มีบางคนแย้งว่าสิ่งต่าง ๆ นั้นจำเป็นต้องตัดสินใจทันทีไม่อาจรอการปรึกษาได้ ฉะนั้นหากต้องการจะรู้ล่วงหน้าว่าอะไรเกิดขึ้น พระจักรพรรดิควรจะปรึกษาผู้วิเศษและหมอเวทมนตร์
คำตอบต่อปัญหาข้อที่สองก็แตกต่างกันออกไป มีบางคนเสนอว่าพระจักรพรรดิจะต้องไว้วางใจคณะขุนนางข้าราชการอย่างเต็มที่ บางคนบอกว่า ต้องไว้วางใจพระและนักบวช บางคนเสนอนักวิทยาศาสตร์ แถมยังมีบางคนเสนอให้ไว้วางใจต่อนักรบ
คำตอบต่อคำถามที่สามก็ต่างกันไปเช่นกัน บางคนบอกว่าวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่จะต้องติดตามอยู่ตลอดเวลา บ้างว่าต้องเรื่องการศาสนาต่างหาก และบ้างก็ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือทักษะการทำสงคราม
พระจักรพรรดิไม่พอพระทัยคำตอบไหนเลย เพราะว่ามันแตกต่างกันไปหมดและก็เลยไม่มีใครได้รับรางวัล
หลังจากคิดทบทวนอยู่หลายคืน พระจักรพรรดิก็ตัดสินพระทัยที่จะไปหาฤาษีตนหนึ่งผู้อาศัยอยู่บนเขา และว่ากันว่าเป็นผู้ตรัสรู้เห็นแจ้งแทงตลอดแล้ว พระจักรพรรดิปรารถนาที่จะไปตรัสถามคำถามของตนต่อฤาษีตนนั้นทั้ง ๆ ที่รู้ว่าฤาษีนั้นจะต้อนรับแต่เฉพาะคนยากจนเท่านั้น ไม่ยอมต้อนรับคนร่ำรวยหรือผู้มีอำนาจราชศักดิ์ พระจักรพรรดิจึงต้องปลอมตัวเป็นชาวนาธรรมดา และสั่งองครักษ์ให้คอยอยู่ที่เชิงเขา โดยที่พระจักรพรรดิทรงไต่เนินเขาขึ้นไปพบฤาษีตามลำพัง
พอมาถึงที่อยู่ของ “ผู้รู้” ที่ว่านั้น พระจักรพรรดิก็ทรงพบว่าฤาษีกำลังขุดดินอยู่ในสวนหน้ากระท่อมเล็ก ๆ ของตน เมื่อฤาษีแลเห็นผู้แปลกหน้าก็ผงกหัวเป็นการต้อนรับแล้วก็ขุดดินต่อไป เห็นได้ชัดว่าการใช้แรงนั้นเป็นงานหนัก เพราะฤาษีนั้นชรามากแล้ว แต่ละครั้งที่จอบฟันลงไปพลิกดินขึ้นมาท่านจะต้องหอบแรง ๆ ทุกครั้งไป
พระจักรพรรดิเข้าไปหาแล้วตรัสว่า “ผมมานี่เพื่อขอความช่วยเหลือจากท่าน ขอให้ท่านช่วยแก้ปัญหา ๓ ข้อของผมคือ
๑. เวลาไหนเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการทำกิจแต่ละอย่าง
๒. ใครคือคนสำคัญที่สุดที่ควรทำงานด้วย
๓. อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรทำตลอดเวลา”
ฤาษีฟังคำถามด้วยความเอาใจใส่แต่มิได้ตอบ เพียงแต่เอามือตบไหล่พระจักรพรรดิเบา ๆ และก็ขุดดินต่อไป พระจักรพรรดิตรัสว่า “ท่านคงเหนื่อยมาก มาให้ผมได้ช่วยท่านเถิด” ฤาษีขอบใจ แล้วก็ส่งจอบให้พระจักรพรรดิ จากนั้นก็นั่งพักบนพื้นดินนั้น
หลังจากขุดไปได้ ๒ ร่อง พระจักรพรรดิก็หยุดและหันมาถามปัญหาทั้ง ๓ อีกครั้งหนึ่ง ฤาษีก็มิได้ตอบอีก แต่ยืนขึ้นและชี้มือไปที่จอบและบอกว่า “หยุดพักได้แล้วละฉันทำต่อไปได้แล้ว” แต่พระจักรพรรดิไม่ส่งจอบให้และขุดดินต่อไปชั่วโมงหนึ่งผ่านไปแล้วก็สองชั่วโมง จนอาทิตย์ลับไปหลังภูเขาพระจักรพรรดิทรงวางจอบลงและหันมาตรัสกับฤาษีว่า “ผมมาที่นี่เพื่อขอร้องให้ท่านช่วยตอบคำถามของผม หากท่านไม่สามารถตอบได้โปรดบอกให้ผมรู้ด้วย ผมจะได้กลับบ้านของผม”
ฤาษีเงยหน้าขึ้นและถามพระจักรพรรดิว่า “เธอได้ยินเสียงใครกำลังวิ่งมาทางนี้หรือเปล่า” พระจักรพรรดิหันไปทอดพระเนตร ทันใดนั้นทั้งสองก็แลเห็นชายมีเคราขาวคนหนึ่งโผล่ออกมาจากป่าละเมาะ ชายคนนั้นวิ่งเตลิดออกมา มือทั้งสองกุมบาดแผลโชกเลือดที่ท้อง เขาวิ่งตรงมายังพระจักรพรรดิ ก่อนที่จะล้มลงสิ้นสติไปตรงพื้นดินนั้น พอเปิดเสื้อผ้าออกทั้งพระจักรพรรดิและฤาษีก็แลเห็นบาดแผลลึกที่หน้าท้องของชายผู้นั้น พระจักรพรรดิได้ทรงทำความสะอาดบาดแผลแล้วเอาฉลองพระองค์พันแผลให้ เพียงประเดี๋ยวเดียวเสื้อนั้นก็โชกไปด้วยเลือดเพราะเลือดไหลไม่หยุด พระจักรพรรดิก็เลยเอาเสื้อนั้นออกมาซักบิดให้แห้งแล้วพันแผลอีกเป็นครั้งที่สองและทำอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเลือดหยุดไหล
เมื่อคนเจ็บฟื้น ได้สติ ก็ร้องขอน้ำ พระจักรพรรดิรีบวิ่งไปที่ลำธารตักน้ำใสสะอาดมาให้เหยือกหนึ่ง ขณะนั้นดวงตะวันลับฟ้าไปแล้ว และอากาศหนาวยามค่ำคืนเริ่มแผ่คลุมไปทั่ว ฤาษีช่วยพระจักรพรรดินำคนเจ็บเข้ามาในกระท่อมและให้นอนบนเตียงของตน ชายนั้นปิดตาลงและนอนหลับไป พระจักรพรรดิเองก็ประทับพิงประตูกระท่อมหลับไปเช่นกันด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการปีนเขาและการขุดดินทั้งวัน และมาตื่นบรรทมขึ้นเมื่อตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าแล้ว พระจักรพรรดิทรงลืมไปชั่วขณะว่าพระองค์เสด็จมาอยู่ที่ไหนและมาทำอะไร ทรงทอดพระเนตรไปที่เตียงคนเจ็บทันที และก็พบว่าชายผู้นั้นกำลังจ้องมองมายังตนอย่างฉงนฉงาย พอเห็นพระจักรพรรดิ ชายผู้นั้นก็ครวญครางออกมาอย่างแผ่วเบาว่า “ได้โปรดประทานอภัยโทษให้ข้าพระองค์ด้วย”
“แต่ เธอทำผิดอะไรเล่าที่ฉันจะต้องให้อภัย” จักรพรรดิตรัสถามกลับ
“ท่านไม่รู้จักข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์รู้จักท่านดี พี่ชายของข้าพระองค์ถูกฆ่าตายเมื่อสงครามครั้งที่ผ่านมานี้ และทรัพย์สมบัติถูกริบหมด ข้าพระองค์จึงถือว่าท่านคือศัตรูคู่อาฆาตปฏิญาณไว้ว่าจะต้องล้างแค้นให้ได้ เมื่อทราบข่าวว่าท่านขึ้นมาหาฤาษีตามลำพัง ข้าพระองค์จึงตั้งใจที่จะดักฆ่าท่านเสียตอนท่านเสด็จกลับ แต่รออยู่นานไม่เห็นท่าน ข้าพระองค์จึงออกจากที่ซุ่มกำบังเพื่อตามหา แต่แทนที่จะพบท่าน ข้าพระองค์กลับไปเจอะเอาทหารองครักษ์ของท่านเข้า พวกนั้นจำข้าพระองค์ได้และเข้าจับกุมข้าพระองค์จนถูกมีดบาดเจ็บนี่แหละ แต่ข้าพระองค์ยังโชคดีที่หนีรอดการจับกุมได้และวิ่งมาที่นี่ ถ้าไม่ได้พบท่านป่านนี้ข้าพระองค์คงตายไปแล้ว ข้าพระองค์ตั้งใจจะฆ่าท่านแต่ท่านกลับช่วยชีวิตข้าพระองค์ไว้ ข้าพระองค์รู้สึกละอายใจและสำนึกในพระคุณอย่างบอกไม่ถูก หากข้าพระองค์มีชีวิตอยู่ต่อไปขออุทิศชีวิตช่วงที่เหลือนี้รับใช้ท่านตลอดไปและจะสั่งสอนลูกหลานให้ทำเช่นเดียวกันด้วย ขอโปรดประทานอภัยให้ข้าพระองค์ด้วยเถิด”
พระจักรพรรดิดีพระทัยยิ่งนักที่ศัตรูได้กลับมาเป็นมิตรอย่างง่ายดาย นอกจากจะประทานอภัยแล้วยังทรงสัญญาที่จะคืนทรัพย์สมบัติที่ริบมาจากชายผู้นั้น ตลอดจนจัดส่งแพทย์และคนใช้ไปคอยรักษาพยาบาลจนกว่าเขาจะหายเป็นปกติอีกด้วย พอสั่งทหารให้นำชายผู้นั้นไปส่งบ้านแล้ว พระจักรพรรดิก็เสด็จกลับมาหาฤาษีอีกครั้ง เพื่อทวนคำถามเป็นครั้งสุดท้ายและพบว่าฤาษีกำลังหว่านเมล็ดพืชลงบนดินที่ขุดไว้เมื่อวาน
ฤาษีเงยหน้าขึ้นและหันมาทางพระจักรพรรดิ “คำถามของท่านได้รับคำตอบหมดแล้วนี่”
“อย่างไรกัน” พระจักรพรรดิทรงถามด้วยความงุนงง
“เมื่อวานนี้ ถ้าท่านไม่เกิดความสงสารสังขารของฉันและลงมือช่วยฉันขุดดิน ท่านก็คงถูกทำร้ายโดยชายผู้นั้นตอนขากลับ และคงต้องโทมนัสใจอย่างมากที่ไม่ได้พักอยู่กับฉัน ดังนั้นเวลาที่สำคัญที่สุดตอนนั้นก็คือเวลาที่ท่านขุดดิน บุคคลที่สำคัญที่สุดก็คือตัวฉัน และภารกิจที่สำคัญที่สุดก็คือ การช่วยฉันขุดดิน จากนั้นเมื่อชายบาดเจ็บผู้นั้นวิ่งมา เวลาที่สำคัญที่สุดก็คือตอนที่ท่านช่วยพยาบาลเขา เพราะมิฉะนั้นเขาก็จะต้องตายไป และท่านก็จะหมดโอกาสที่จะได้กลับเป็นมิตรกับเขา และเช่นเดียวกัน บุคคลสำคัญที่สุดก็คือชายผู้นั้นและภารกิจสำคัญที่สุดก็คือการรักษาพยาบาลเขา จงจำไว้ว่ามีเวลาที่สำคัญที่สุดเวลาเดียวคือ “ปัจจุบัน” ช่วงขณะปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นเวลาที่เราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง บุคคลที่สำคัญที่สุดก็คือคนที่เรากำลังติดต่ออยู่ คนที่อยู่ต่อหน้าเรา เพราะเราไม่รู้ว่าในอนาคตเราจะมีโอกาสได้ติดต่อกับใครอีกหรือไม่ และภารกิจที่สำคัญที่สุดก็คือการทำให้คนที่อยู่กับเราขณะนั้น ๆ มีความสุข เพราะนั่นเป็นภารกิจอย่างเดียวของชีวิต”
ควง เรื่องของตอลสตอยนี้คล้ายกับเรื่องในพระไตรปิฎกและไม่ขัดกับพระสูตรใด ๆ เลย เราพูดถึงการรับใช้สังคม รับใช้ประชาชน รับใช้มนุษยชาติ รับใช้ผู้อื่นที่ไกลตัวเราออกไป แต่เรามักจะลืมไปว่าคนรอบ ๆ ตัวเรานั่นแหละคือบุคคลแรกที่เราจะต้องรับใช้ ถ้าเธอไม่อาจจะรับใช้บอย เมียของเธอ และหนูน้อยไห เทรียว อัม เธอจะไปรับใช้สังคมได้อย่างไร ถ้าเธอไม่สามารถทำให้ไห เทรียว อัม มีความสุข เธอจะหวังไปให้ความสุขแก่คนอื่นได้อย่างไร ถ้าหากเพื่อน ๆ ของเราที่ปฏิบัติงานเพื่อสังคมไม่มีความรักต่อกัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันแล้ว เราจะไปรักใครและช่วยเหลือใครได้ เรากำลังทำงานเพื่อมนุษยชาติ หรือเรากำลังทำงานเพื่อชื่อเสียงขององค์การของเรา
รับใช้สังคม คำว่า “รับใช้” นี้ยิ่งใหญ่นัก คำว่าสังคมก็เป็นคำใหญ่เช่นเดียวกัน ขอเราจงหันกลับมาถึงเรื่องเล็ก ๆ ที่ใกล้ตัวสักหน่อยเถอะ ครอบครัวของเรา ห้องเรียนของเรา เพื่อน ๆ ของเรา ขุมชนของเรา เราจะต้องมีชีวิตอยู่เพื่อเขาเหล่านั้นมิฉะนั้นเราก็ไม่อาจจะมีชีวิตอยู่เพื่อสังคมได้
ฤาษีของตอลสตอยคือพระโพธิสัตว์ แต่พระจักรพรรดิจะทรงรู้จักความหมายและทิศทางของชีวิตละหรือ เราจะทำอย่างไรจึงจะสามารถอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับคนรอบข้างเรา ช่วยลดความทุกข์และเพิ่มความสุขแห่งชีวิตเหล่านั้น ทำอย่างไรควง คำตอบก็คือเราจะต้องฝึกสติ หลักการที่ตอลสตอยให้นั้นดูง่าย ๆ แต่ถ้าเราต้องการให้เป็นเรื่องของการปฏิบัติจริงแล้ว เราจะต้องใช้วิถีทางแห่งสติ เพื่อจะเข้าถึงพุทธมรคา ควง ครูเขียนจดหมายนี้เพื่อเพื่อน ๆ ผู้ปฏิบัติงานของเรา มีคนเขียนเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้แล้วมากมายไม่ได้มีประสบการณ์จริง ๆ ครูเขียนความเป็นอยู่และประสบการณ์ในชีวิตจริงของครู ครูหวังว่าคงเป็นประโยชน์ต่อเธอและเพื่อน ๆ ของเราบ้าง บนวิถีทางแห่งการแสวงหาของพวกเรานี้ อันได้แก่วิถีทางแห่งการกลับคืนของพวกเรา
กุมภาพัน¸ì ๒๕๑๘



Create Date : 17 กันยายน 2550
Last Update : 17 กันยายน 2550 16:02:20 น.
Counter : 135 Pageviews.

0 comment
14 สิกขาบท เทียบหิน
โดยปกติแล้ว ศีลสิกขาบทมักเริ่มต้นด้วยอนุสติทางด้านกายกรรมได้แก่ “จงอย่าฆ่า” แต่สิกขาบทของ เทียบหิน
มีระบบที่กลับตรงกันข้าม กล่าวคือ ข้อที่เกี่ยวกับมโนกรรมนั้นจะเริ่มเป็นข้อแรก

สิกขาบทข้อที่หนึ่ง เธออย่าพึงลุ่มหลงหรือติดยึดอยู่ด้วยลัทธิทฤษฎีหรืออุดมการณ์ใด ๆ แม้แต่พระศาสนา
ให้ถือว่าระบบความคิดทั้งปวงเป็นเพียงเครื่องนำทางเท่านั้น หาใช่สัจจะอันสมบูรณ์ไม่

สิกขาบทข้อที่สอง เธออย่าพึงคิดว่า ความรู้ที่เธอยึดถืออยู่นั้นเป็นสัจจะอันสมบูรณ์อันไม่อาจเปลี่ยนแปลง ขออย่าได้มีจิตใจคับแคบและยึดมั่นกับความคิดเห็นที่มีอยู่ในปัจจุบัน จงฝึกฝนตนให้เป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่นในความคิดเห็น
เพื่อที่จะเปิดใจกว้างยอมรับทัศนะของผู้อื่น สัจจะย่อมจะพบได้ในชีวิต มิใช่อยู่ในความรู้ที่เป็นเพียงแต่ความคิด จงพร้อมที่จะเรียนรู้ไปจนตลอดชีวิตของเธอ และต้องเฝ้าดูความเป็นจริงภายในตนและโลกอยู่ตลอดเวลา

สิกขาบทข้อที่สาม ขอเธอจงอย่าบังคับผู้อื่น แม้แต่เด็ก ๆ โดยวิธีการใด ๆ ก็ตามเพื่อให้คล้อยตามความคิดเห็นของเธอ
ไม่ว่าจะด้วยวิธีใช้อำนาจ การขู่เข็ญ เงินตรา การโฆษณาชวนเชื่อ หรือแม้แต่ด้วยวิธีให้การศึกษา แต่ควรใช้วิธีการสนทนาแลกเปลี่ยนอันประกอบด้วยความกรุณา ทั้งนี้เพื่อช่วยปลดเปลื้องผู้อื่นออกเสียจากความหลงและความคับแคบ

สิกขาบทข้อที่สี่ ขอเธออย่าหลีกเลี่ยงที่จะสัมผัสกับความทุกข์หรือปิดตาเสียจากความทุกข์นั้น
อย่าได้หลงลืมความทุกข์ของสรรพชีวิตในโลก จงแสวงทุกวิถีทางเพื่อลงไปอยู่ร่วมกับผู้ทุกข์ยากเหล่านั้น รวมทั้งการติดต่อเยี่ยมเยียนเป็นการส่วนตัว การติดต่อทางภาพและเสียงโดยวิธีการต่าง ๆ เหล่านั้นเอง จะช่วยปลุกตัวเธอเองและผู้อื่นให้รับรู้ทุกขสัจจ์ที่มีอยู่ในโลก

สิกขาบทข้อที่ห้า เธอจงอย่าสั่งสมความมั่งคั่ง ในขณะที่คนนับล้านกำลังอดอยากหิวโหย อย่าถือเอาชื่อเสียง ผลประโยชน์ ความมั่งคั่งและอามิสสุขเป็นจุดหมายแห่งชีวิต จงมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย จงสละเวลาและพลังงาน ตลอดจนวัตถุปัจจัยให้แก่ผู้ซึ่งสมควรจะได้รับ

สิกขาบทข้อที่หก เธอจงอย่าผูกความโกรธหรือความเกลียดเอาไว้ ในทันทีที่ความโกรธและความเกลียดผุดพุ่งขึ้นมาจงเจริญเมตตาภาวนาเพื่อที่จะได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อบุคคลผู้เป็นเหตุให้เกิดความโกรธ
และความเกลียดขึ้นในตัวเรา จงเรียนรู้ที่จะมองดูผู้อื่นด้วยสายตาแห่งความเมตตากรุณา

สิกขาบทข้อที่เจ็ด ขอเธออย่าได้ติดจมอยู่กับความฟุ้งซ่านและสิ่งแวดล้อม จงฝึกฝนการกำหนดลมหายใจ
เพื่อที่จะกลับไปควบคุมกายและจิต จงเจริญสติ เจริญภาวนาและพัฒนาความเข้าใจ

สิกขาบทข้อที่แปด ขอเธออย่ากล่าวคำที่จะก่อให้เกิดความบาดหมางและเป็นเหตุให้หมู่คณะแตกแยกกัน จงพยายามทุกวิถีทาง
ที่จะสร้างความปรองดอง และแก้ไขความขัดแย้งทั้งปวง แม้จะเป็นเพียงความขัดแย้งที่เล็กน้อยเพียงใดก็ตาม

สิกขาบทข้อที่เก้า ขอเธออย่าได้กล่าววาจาอสัตย์ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนหรือเพื่อให้คนเลื่อมใส อย่ากล่าวคำพูดที่ก่อให้เกิดการแบ่งแยก
และเกลียดชัง อย่ากระจายข่าวที่เธอเองก็ยังไม่รู้แน่นอน อย่าวิพากษ์วิจารณ์หรือประณามในสิ่งที่เธอยังไม่แน่ใจ จงพูดแต่ความจริงและสิ่งที่สร้างสรรค์ จงกล้าพูดถึงเรื่องของความอยุติธรรม แม้ว่าการพูดนั้นจะทำให้เธอต้องตกอยู่ในอันตรายก็ตาม

สิกขาบทข้อที่สิบ เธอไม่พึงใช้กลุ่มพุทธศาสนาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว หรือเปลี่ยนแปลงกลุ่มของเธอไปเป็นพรรคการเมือง
อย่างไรก็ตาม กลุ่มศาสนาควรจะต้องมีจุดยืนอันแจ่มชัดที่จะต่อต้านการกดขี่และความอยุติธรรม และควรมุ่งแก้ไขสถานการณ์โดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งของพรรคการเมือง

สิกขาบทข้อที่สิบเอ็ด ขอเธออย่าได้ประกอบอาชีวะอันก่อให้เกิดภัยต่อมนุษย์และธรรมชาติ อย่าเข้าร่วมลงทุนในบริษัทกิจการใด ที่กำจัดโอกาสในการหาเลี้ยงชีวิตของผู้อื่น จงเลือกอาชีวะซึ่งช่วยให้เธอประจักษ์ในอุดมคติแห่งการุณยธรรมของเธอ

สิกขาบทข้อที่สิบสอง จงอย่าฆ่าและอย่าปล่อยให้ผู้อื่นทำการฆ่า จงทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยปกป้องชีวิตและหลีกเลี่ยงสงคราม

สิกขาบทข้อที่สิบสาม ขอเธอจงอย่าครอบครองวัตถุที่ควรเป็นสิทธิของผู้อื่น จงเคารพในทรัพย์สินของผู้อื่น แต่จงป้องกันมิให้ผู้ใดแสวงหาความร่ำรวยบนความทุกข์ยากของผู้อื่น

สิกขาบทข้อที่สิบสี่ ขอเธอจงอย่าปฏิบัติต่อร่างกายของตนเองอย่างผิด ๆ เรียนรู้ที่จะปฏิบัติต่อร่างกายด้วยความเคารพ พึงอย่าถือว่าร่างกายของเธอเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น จงสงวนพลังแห่งชีวิต (พลังทางเพศ ลมปราณ และจิตวิญญาณ) ไว้
เพื่อการประจักษ์แจ้งในอริยมรรค การแสดงออกทางเพศไม่ควรเป็นไปโดยปราศจากความรักและความภักดีในความสัมพันธ์ทางเพศ
นั้น เธอจะต้องรู้ถึงความทุกข์ยากที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต จงรักษาความสุขของอีกฝ่ายหนึ่ง เคารพสิทธิและข้อผูกพันของอีกฝ่ายหนึ่ง จงมีความระลึกรู้อย่างเต็มเปี่ยมต่อความรับผิดชอบในชีวิตใหม่ที่เธอจะนำเขามาสู่โลก จงพินิจใคร่ครวญถึงโลกสถาน ที่เธอจะนำชีวิตใหม่เข้ามาสู่



Create Date : 17 กันยายน 2550
Last Update : 17 กันยายน 2550 15:39:19 น.
Counter : 266 Pageviews.

0 comment

Halls
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



กำหนดสีโดยใช้ชื่อของสีเอง