All Blog
--- w h e n p o o p a y i a r u n s ---












คืนนี้อุณหภูมิ 15 องศา
อุ่นขึ้นกว่าเมื่อวาน
วิ่งกำลังสนุก :)
::
::
เมื่อวานถือว่าโชคดีที่เลือกวิ่งหลังเลิกงานเหมือนเดิม อากาศอุ่นขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 15 องศา เมื่อเทียบกับฤดูร้อนแล้ว อากาศเย็นดีกว่าอากาศร้อน

และที่เห็นว่าโชคดีนั้นเพราะเช้านี้อากาศหนาวมาก มีฝนโปรยปรายและมีทีท่าจะตกหนักขึ้น เราดูพยากรณ์อากาศล่วงหน้าแล้ว วันนี้อากาศจะสดใส มีแดดซึ่งมันเกิดผิดเพี้ยนอีกครั้ง นี่แหละคือความไม่แน่นอน การตัดสินใจแต่ละครั้งก็ต้องมองปัจจุบันเป็นหลัก
ฉันนึกถึงคุณธรรมในการวิ่ง นั่นคือ เมื่อเราซ้อมหนักและสม่ำเสมอ ผลลัพธ์มันน่าจะดีมากกว่าไม่ซ้อมและลงวิ่งเลย (จะเรียกว่าความคาดหวังหรือความน่าจะเป็นดีนะ )มันน่าจะลดทอนการบาดเจ็บได้เพราะนี่คือองก์ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของการวิ่งอย่างหนึ่ง

เราไม่ควรเลือกวิ่งแบบเดิม ๆ ที่เราชอบ บางอย่างที่เราไม่ชอบแต่มันดี เราต้องลอง เหมือนเมื่อครั้งเล่น T25 นั้น ฉันจะเลี่ยงการเล่นช่วงล่าง(Low Circuits) เหนื่อยและหนักหนาสาหัส ยังคิดว่าน่าจะกลับไป T25 วันละ 25 นาทีดีมั้ยนะ น่าจะไปด้วยกันกับวิ่งได้ สลับกับการเล่นเวทเพราะหลังจากวิ่งยาวทุกครั้งจะมีอาการเมื่อยแขน ในเมื่อวิ่งด้วยขาแล้วทำไมปวดแขน ???

กว่าจะเข้าใจจริง ๆ เมื่ออ่านข้อมูลจากครูดินจึงทราบว่า เวลาวิ่ง เราไม่ได้ใช้แค่ขา เราใช้ทั้งลำตัวในการวิ่ง ไม่แปลกที่อาการปวดไม่ได้อยู่เฉพาะที่ขาเท่านั้น แขนและคอบางส่วนก็มีอาการปวดไปด้วย ฉันอาจจะต้องเข้าฟิตเนสอีกรอบ แต่ที่สำคัญต้องปรับท่าการวิ่งใหม่เพราะฉันวิ่งหนีบ (ไม่ค่อยแกว่งแขน) มากกว่าแกว่งขนานกับลำตัว

การวิ่งยาวแต่ละครั้งแม้ไม่สนใจเรื่องเวลาแต่คือการปรับท่าวิ่งและฝึกการหายใจ แต่เวลาที่เหนื่อยจัด สติอยู่ก็จริง ทบทวนความรู้ที่เก็บมา พยายามหายใจเข้าลึก ๆ หายใจทิ้งยาว ๆ ก้าวขาสูง พยายามจ็อกช้า ๆ อย่าเดิน สักพัก ร่างกายจะปรับได้ ทุกอย่างนี้เกิดจากการซ้อมที่ไม่เลือกฝึก

การไม่เลือกฝึกน่าสนใจมาก เพราะทำให้เราไม่คร่ำครวญไม่ว่าจะเจอการขึ้นเนิน วิ่งลงทางดิ่ง พื้นถนนขรุขระ อากาศร้อน ฝน หนาว ลมแรง เราจะปรับตัวได้ แต่ฉันยังบอดเรื่องอากาศร้อน เจอแดดนี่คอตก ตัวงอเป็นกุ้ง

หากการซ้อมทุกสภาวะผ่าน มันก็ยุติธรรมดีนะถ้าเราจะผ่านการวิ่งระยะทรมานบันเทิงได้
การซ้อมของฉันไม่มีการซุ่มซ้อม ซ้อมก็บอกว่าซ้อมและมองหาความผิดพลาดของตัวเอง จะไม่ทำแบบเดิมเพราะซ้อมอย่างไรก็วิ่งอย่างนั้น แต่บางครั้งก็คลางแคลงใจเมื่ออ่านประสบการณ์ของเพื่อน ๆ นักวิ่ง เขาไม่ซ้อมหรือซ้อมน้อย ไม่เคยวิ่งระยะจริงแต่ผ่านมาราธอนสบาย ๆ ด้วยเวลาดี ๆ ทำเอาอลเวงอยู่ในใจเหมือนกัน

นึกถึงสมัยเรียนมัธยม เพื่อนจะบ่นก่อนสอบทุกครั้งว่า อ่านหนังสือยังไม่จบเลย บทนี้ยังอ่านไม่ถึง เล่มนั้นยังไม่ได้เปิด แต่ผลสอบออกมาท็อปทุกวิชา แต่เราอ่านเป็นบ้าเป็นหลังแล้วผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม หรือว่ามันจะเหมือนการซ้อมวิ่งด้วย อย่ามัวโทษว่าโลกไม่เป็นธรรม ศักยภาพเราไม่เท่ากันก็จริง แต่ใจเราต้องไม่เป็นแบบนั้น เราควรเรียนรู้อะไรที่เหมาะกับเรา เก็บบทเรียน ลงมือทำ ลองใหม่ ลองครั้งแล้วครั้งเล่า

ฉันผ่านการวิ่งระยะมินิมาราธอนมาบ้างแล้ว เป็นนักวิ่งแนวหลังนี่ไม่ธรรมดานะ หัวใจต้องเกินร้อยตลอด เพราะระยะนี้จะมีช่วงกลับตัว ขณะที่เรายังไปไม่ถึงจุดกลับตัว เราจะเห็นนักวิ่งแถวหน้ากลับตัวมาและแรงไม่ตกเลย หลายงาน ฉันมีเวลานับนักวิ่งแถวหน้า ส่วนใหญ่เป็นนักวิ่งชายเกือบสองร้อยรายแรกจะมีนักวิ่งหญิงแทรกอยู่หนึ่งถึงสอง จากนั้นนักวิ่งหญิงชั้นนำจะมีประปราย กำลังใจฉันดี ฉันไม่มองไปข้างหลังว่ามีนักวิ่งอีกเท่าไหร่ ซ้อมอย่างไรวิ่งอย่างนั้น สนใจจังหวะก้าวของตัวเอง ไม่กลัวหรืออายที่จะปิดท้ายรายการวิ่ง ความตั้งใจเดียวคือวิ่งให้ถึงที่หมายด้วยความสุขใจและไม่เจ็บ

คืนนี้เราวิ่งเอากำลัง วิ่งช้า ๆ ฝึกกินน้ำ รักษา pace 7 ให้ต่อเนื่องและสับเท้าสองกิโลสุดท้าย จะเรียกว่าวิ่งแบบเทมโป้ก็น่าจะได้นั่นคือแรงต้นกับแรงปลายต้องไม่ตก ระลึกไว้ว่า 10 กิโลแรกของมาราธอนกับ 10 กิโลสุดท้ายวิ่งไม่เหมือนกัน แต่ 21 กิโลเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาของฉันนั้นถือว่าใช้ได้ แรงไม่ตกมากแต่ยังไม่ค่อยเข้าที่ ดีมากตรงที่เราไม่เดินเลย
เรื่องสำคัญหลังวิ่งคือ ต้องคูลดาวน์ จำไว้ว่าทำเวลาอื่นไม่ได้
::
#whenpoopayiaruns
#บันทึกนักวิ่งแนวหลัง
12 k / 1:24:26 ชั่วโมง
28012016
ภูพเยีย









Create Date : 27 มกราคม 2560
Last Update : 27 มกราคม 2560 8:16:55 น.
Counter : 315 Pageviews.
2 comment
(โหวต blog นี้) 
--- ร่ ว ม วิ่ ง ที่ จ อ ม บึ ง ฯ ส น า ม อั น ดั บ ห นึ่ ง ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ ---















งานจอมบึงมาราธอน 2017 ครั้งที่ 32 ภายใต้แนวคิด My Marathon Life : วิ่งกันทั้งชีวิต ในปีนี้มีนักวิ่งเข้าร่วมราว ๆ 13,400 คน มากกว่าปีที่แล้วเท่าตัว ( มีนักวิ่งฟูลมาราธอน 5,400 คน ฉันตื่นตาตื่นใจมากเพราะเราไปดูตอนเขาปล่อยตัวตอนตีสี่ ปรบมือให้กำลังใจนักวิ่งที่ปล่อยตัวทีละบล็อกจาก A-E ข้าง ๆ ฉันมีนักวิ่งรุ่น 70 ท่านหนึ่ง กำลังเล่าประวัติของจอมบึงมาราธอน แต่เสียงประกาศค่อนข้างดัง ฉันจับใจความไม่ค่อยได้ทั้งหมด แต่ได้ยินคุณลุงบอกว่า ลุงวิ่งมาราธอนมาแล้ว 295 ครั้ง พอได้ยินแบบนี้ ฉันถึงกับหันหลังกลับไปดูเจ้าของเสียงเมื่อกี้อีกครั้ง อยากจะขอถ่ายรูปกับคุณลุงไว้เป็นที่ระลึกแต่ก็ไม่มีมือถือในมือ ฉันแอบดู Bib ของคุณลุงในวันนี้ คุณลุงลง 21.1 k เหมือนฉันด้วย ยอดเยี่ยมจริง ๆ และสำหรับนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนในวันนี้มี 4,384 คน ที่เหลือเป็นระยะมินิมาราธอน )

คราวแรกนึกว่าไม่ได้เยือนจอมบึงเสียแล้วเพราะมีการจับฉลากกัน เราสองคนสมัครไว้แต่ระบบล็อตโต้เลือกไว้เพียงคนเดียว ระบบที่ไม่รู้หรอกว่า นักวิ่งคนไหนมีความสัมพันธ์กับใคร อย่างไร สมมติว่า สมัครเป็นทีมสิบคน อาจถูกเลือกเพียงห้า สมัครสองคนสามีภรรยาก็อาจได้คนใดคนหนึ่ง คู่ของเราก็เช่นกัน คราวแรกได้เข้าร่วมงานเพียงคนเดียว เลยคิดว่าไปปีหน้าก็ได้ แต่ภายหลัง ทางผู้จัดแจ้งมาให้ทราบว่าได้รับสิทธิ์ตามสมัคร เราจึงได้ร่วมงานวิ่งด้วยกัน เราชำระค่าสมัครวิ่งไปแล้วจึงค่อยหาที่พัก เพราะเต็มทุกที่ จะกางเต็นท์นอนก็เต็มอีก แต่เมื่อตัดสินใจจะไป ค่อยคิดหาทางข้างหน้าแต่ได้ฝากเจ้าถิ่นหาที่พักแถวนั้นไว้ให้

งานนี้เราลงฮาล์ฟมาราธอน นับว่าเป็นระยะที่หืดขึ้นคอเพราะซ้อมไม่ถึง เราเพิ่งวิ่งมาราธอนก่อนงานนี้สามสัปดาห์ซึ่งยังไม่รู้ว่าสภาพหลังมาราธอนจะเป็นอย่างไร แต่ก็อยากมาเซอร์เวย์เส้นทางที่ปิดถนนร้อยเปอร์เซ็นต์ของจอมบึง อยากเห็นสนามวิ่งอันดับหนึ่งของประเทศ อยากมาเชียร์เพื่อน ๆ ที่จะลงฟูลมาราธอนที่นี่เป็นครั้งแรก อยากเห็นบรรยากาศของผู้คนในท้องถิ่นที่ให้การต้อนรับนักวิ่งและสนามที่ใคร ๆ บอกว่า ที่นี่เป็นสนามสำหรับฟูลมาราธอนแรก นักวิ่งส่วนใหญ่ก็อยากจะมีมาราธอนแรกกับสนามในตำนานยิ่งใหญ่อย่างจอมบึง ส่วนการลงวิ่งระยะอื่นเป็นเหมือนลูกเมียน้อย ไม่ค่อยมีใครเขาสนใจซึ่งจริงหรือไม่จริง เราไม่ทราบได้

เราไม่คิดอะไรมากหรอกเรื่องความสนใจจากใคร เราสนใจแต่ว่าเราพร้อมจะวิ่งระยะไหน เราชอบสนามไหนเราก็ไป ขอเพียงเราว่างวันนั้นก็พอ เราให้ความสำคัญทุกที่ที่เราไปวิ่งจริง ๆ

สำหรับสนามที่จะวิ่งฟูลมาราธอนนั้น เราต้องวางแผนล่วงหน้าเป็นปีให้เพียงพอกับการซ้อม เพราะหากซ้อมไม่ดี เราอาจวิ่งไม่จบและบาดเจ็บได้ จากประสบการณ์ส่วนตัวในการวิ่งมาราธอนนั้น ใช้ใจอย่างเดียวไม่พอ จำเป็นต้องฝึกซ้อมให้ร่างกายพร้อมก่อนจึงจะวิ่งได้อย่างสนุกสนานและตามเป้าหมายของแต่ละคนที่ตั้งใจไว้ เรื่องนี้เป็นเรื่องปลีกย่อยเพราะแต่ละคนมีเป้าหมายในการวิ่งฟูลมาราธอนไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น ขณะที่เราผ่านการซ้อมมาอย่างดีแล้ว ยังอาจเผชิญอุปสรรคที่คาดไม่ถึงสำหรับระยะทางอันยาวไกล ระยะที่ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ต่อให้ซ้อมมาอย่างดี ระยะนี้อาจเกิดความผิดพลาดอะไรก็ได้ มันไม่เคยมีมาราธอนที่สมบูรณ์แบบได้ในสนามเดียว เราจะพบความบกพร่องต้องมาหาทางแก้ไขและซ้อมใหม่อยู่เสมอ เราหลงใหลอะไรนักหนากับระยะทางแสนยาวไกลขนาดนี้

รู้ทั้งรู้ว่ามาราธอนคือการเกลี่ยกำลังงานในการวิ่ง บางครั้งเคยเผลอตามจังหวะวิ่งของคนอื่น อาจตื่นเต้นเพราะประสบการณ์เราน้อยมาก ยังเคยจินตนาการถึงเวลาในการวิ่งว่าจะอยู่ในสนามถึงเจ็ดชั่วโมงในสภาพแบบไหน นึกถึงการบาดเจ็บเอาไว้ในหัวไว้บ้างว่าเราจะทำอย่างไรถ้าเป็นตะคริว หรือขณะที่เราชนกำแพง กลัยโคเจนที่อัดสะสมมาในร่างกายมันหมดตรงนั้น เราจะทำอย่างไร เราจะผ่านความไม่พึงใจของเราตรงนั้นได้อย่างไรในยามที่ท้อและโดดเดี่ยวเดียวดาย ลูกโป่งของเพซเซอร์ที่หมายมั่นว่าจะตามเขาไปอย่างช้า ๆ นั้น หลุดลอยไปไกลและค่อย ๆ รางเลือนไปสุดสายตา เราก้าวตามไปไม่ทัน ร่างกายไม่สัมพันธ์กับใจ เราจะจัดการความไม่พึงใจนั้นอย่างไร เราจะรับมือกับมันแบบไหนเมื่อเราเข้าไปอยู่ในมุมอับ ณ ขณะนั้น ถึงเวลาต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือหยุดอยู่แค่นั้น

ในสนามชีวิตก็แบบนี้ เจออะไรหนักหนาสาหัส เราต้องตั้งสติให้ดีว่าจะไปต่อให้ได้หรือหากเราจะหยุด เราก็ต้องหยุดด้วยใจที่สงบ ไม่ขมขื่นกับมัน ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ถือเสียว่าเราได้รับบทเรียนเพื่อมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น การพ่ายแพ้และไม่ได้ในสิ่งที่หวังนั้นจะทำให้เราแกร่งขึ้น ชีวิตไม่ได้รับแต่สิ่งที่เราปลาบปลื้มพึงใจเพียงด้านเดียว คนเรามีโอกาสเสียคนได้สองอย่างทั้งเมื่อได้รับความสำเร็จและความผิดหวังอย่างรุนแรงนั่นเพราะเราไม่รู้ว่าเราจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร การผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่าอาจจะขัดเกลาด้านในของเราให้ดีขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว และเมื่อสมหวังทุกครั้งไปก็อย่าได้หลงใหลหรือติดอยู่กับมันจนไปไม่เป็นเมื่อชีวิตล้มเหลวสักครั้ง

มาราธอนให้บทเรียนกับฉันได้มากพอควร เพราะไม่ว่าจะลงระยะไหน จะพบเหตุการณ์ไม่เหมือนกันสักครั้ง บางคราววิ่งสนุก บางคราววิ่งไม่ออกทั้งที่ซ้อมมาอย่างดีและพร้อมมาก ใครก็บอกเราไม่ได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร มาราธอนสอนเราทางอ้อมอีกว่า เราควรจะอยู่กับปัจจุบันขณะ มีลมหายใจเป็นเพื่อนขณะที่ก้าวเท้า มีสติ มีความสุขไปแต่ละก้าววิ่ง คิดไปทีละก้าว ทีละกิโล ค่อยเป็นค่อยไป ซ้อมอย่างไรวิ่งอย่างนั้น ไม่ซ้อมอย่างไรไม่วิ่งอย่างนั้น

เป็นเพราะประสบการณ์การวิ่งฉันมีไม่มากพอ ปีแรกที่ฉันเริ่มวิ่งนั่นคือระยะมินิมาราธอนทั้งปี การสมัครสนามวิ่งไว้ล่วงหน้าเท่ากับเป็นกับดักอย่างหนึ่งในการต่อสู้กับปีศาจในตัวที่เป็นข้ออ้างในการไม่ออกซ้อมในแต่ละวัน เป็นการสร้างวินัยที่มีอยู่แล้วให้เหนียวแน่นขึ้นเพราะเป็นการรับผิดชอบต่อการวิ่งในสนามจริง เราจะลงสนามด้วยใจอย่างเดียวไม่ได้เพราะอาจได้รับผลลัพธ์ไม่พึงประสงค์คือความบาดเจ็บจนต้องเลิกราและให้บทสรุปกับกิจกรรมดี ๆ นั้นว่า มันหนักเกินไป มันทรมานร่างกายของเรามากเกินความจำเป็น

จริงอยู่ที่ว่า การวิ่งไม่ได้เหมาะกับคนทุกคน ใครชอบสิ่งใดก็ลงมือทำสิ่งนั้น เมื่อทำก็ทำให้เต็มความสามารถ เราต้องมีใจใฝ่รู้ หาความรู้เกี่ยวกับเรื่องวิ่ง มีกัลยาณมิตรที่เป็นนักวิ่งด้วยกัน หากไม่มีก็เป็นหนังสิือ หากไม่รู้ก็ถามผู้รู้ซึ่งผู้รู้มีมากมาย มีหลักการหลากหลายให้เราเก็บเกี่ยว แต่เราไม่จำเป็นต้องลองทุกสิ่งทุกอย่างที่รู้ การเลือกลองบางสิ่งบางอย่างคือศิลปะอย่างหนึ่งของการใช้ชีวิต เลือกที่มันเหมาะกับเรา เพราะไม่มีหลักสูตรไหนหรืออย่างหนึ่งอย่างใดที่เหมาะกับคนทั้งโลก

ฉันยังตอบเต็มปากเต็มคำเสมอว่า ฉันชอบวิ่งสนามที่มีคนเยอะ ๆ ฉันชอบผู้คนที่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำไปในทางเดียวกัน รับรู้ถึงความเชื่อ ความสุขที่กำลังทำอยู่ มันรื่นรมย์มากเมื่อหันไปทางไหนที่ได้ยิ้มทักทายคนที่ชอบเหมือนกัน ให้กำลังใจกันตลอดเส้นทาง ยิ่งนานวัน ฉันได้เจอผู้คนหน้าเดิม ๆ ที่ยังวิ่งอยู่และนักวิ่งหน้าใหม่ที่เข้ามาเหมือนฉันเมื่อสองปีที่แล้ว ย่อมต้องมีคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่จนหลงเสน่ห์การวิ่งไปในที่สุด หากเขายังวิ่งต่อไป เขาอาจจะเรียนรู้อะไรได้มากมายขึ้น

งานวิ่งที่จอมบึงครั้งนี้ เขาให้กรอกเวลาที่เคยทำได้ในการวิ่งระยะที่เราลง อาจจะเป็นเวลาที่เราคาดหวังว่าจะทำได้ในการวิ่งครั้งนี้เพื่อจะได้แบ่งโซนการวิ่งเป็นกลุ่ม ๆ ผู้จัดจะจัดบล็อก A สำหรับนักวิ่งที่หวังเรื่องการทำเวลาและถ้วยรางวัล ให้เป็นชุดนักวิ่งแถวหน้า และบล็อก B , C , D , E นั้นตามลำดับ สำหรับคนที่ไม่กรอกเวลาในใบสมัคร เขาจะรวมไว้ที่บล็อก E ทั้งหมด

ครั้งนี้ฉันเลือกบล็อก D ความสามารถของนักวิ่งแนวหลังของฉันจะอยู่บล็อกท้ายสุด แต่พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดด้วยเช่นกันเพื่อเป็นการให้เกียรติตัวเอง ให้เกียรติงานวิ่งที่เราลงวิ่งและให่้เกียรติเพื่อนฝูงที่รักใคร่และช่วยเชียร์ในสิ่งที่เรารักและชอบเสมอมา

ฉันพยายามทำให้ดีที่สุดเหมือนตอนซ้อม แต่ครั้งนี้ ฉันซ้อมไม่ถึงระยะฮาล์ฟมาราธอนเพราะยังอยู่ในช่วงการพักฟื้นหลังมาราธอน ฉันกะว่า จะจ็อกกิ้งไปเรื่อย ๆ ไปตามสภาพร่างกาย ไม่หวังผล อยากสนุกกับเพื่อนนักวิ่งในเพซเดียวกัน
.
ครั้งนี้ฉันเข้าใจเลยว่า ทำไมเขาถึงจัดบล็อกการวิ่งแบบนี้ นอกจากไม่กดดันตัวเองแล้ว ยังมีเพื่อนวิ่งเพซเดียวกันมากมาย เราวิ่งตาม ๆ กันไป รู้สึกสงบใจ เสียงรองเท้ากระทบพื้นไปในจังหวะเดียวกัน รู้สึกมีเพื่อนเยอะเหลือเกิน บางช่วงเมื่อเงยหน้ามองไปข้างหน้า จะเห็นนักวิ่งแนวหน้าไกลลิบสุดตา ฉันได้แต่หวังว่า ฉันจะคุมเพซวิ่งของฉันไปได้ยาว ๆ โดยไม่มองไปข้างหลังว่ามีใครตามมาอีกหรือไม่

เราคงวิ่งเงียบกันมากจนกระทั่งมีนักวิ่งเจนสนามคนหนึ่ง วิ่งถือธงสีเหลืองส่งเสียงให้กำลังใจนักวิ่ง 'คุยกันบ้างก็ได้คร้าบบบบบ จะได้ไม่เครียด หัวเราะบ้างก็ได้นะคร้าบบบบบ เราวิ่งให้สนุกและมีความสุขกันครับ อย่าเครียดครับอย่าเครียด ดูเงียบกันจังเลย รู้ไหมว่ากว่าผมจะวิ่งได้แบบนี้ต้องใช้เวลา 20 ปีนะครับ' แล้วเขาก็ขอเสียงนักวิ่งกันหน่อยก่อนวิ่งถือธงล่วงหน้าไป ฉันได้แต่อมยิ้ม มันสุขอยู่ในใจนะที่สามารถลงวิ่งกับคนอื่นได้

วันนี้ฉันต้องวิ่งแบบประคองตัว ฉันซ้อมไม่ถึง เราสองคนออกจ็อกกิ้งสิบกิโลเพียงสามครั้ง วิ่งเพซ 6 , 7 และ 8 ในสภาพร่างกายที่ดี ไม่เจ็บอะไร ไม่หวังให้ใครเอาเป็นแบบอย่าง แค่อยากเล่าให้ฟัง

การวิ่งระยะฮาล์ฟฯ หากซ้อมไม่ถึงก็เสี่ยงเหมือนกัน แต่การซ้อมสม่ำเสมอนั้นพอจะเอาตัวรอดได้และดีกว่าไม่ซ้อมแน่ ๆ แต่เราต้องไม่ประมาท ฟังเสียงร่างกาย หากไม่ไหวก็จะหยุดการแข่งขันแค่นั้น เตรียมใจไปแพ้บ้างก็ได้ พูดไปตามสภาพร่างกาย จิตใจคนวัย 50 ไม่เหมือนสมัยอายุ 20 ที่ลงสนามครั้งใดไม่เคยสะกดคำว่าแพ้ในหัวใจ เพราะวัยนั้น ฉันมีแต่ความมุทะลุดุดัน อยากเอาชนะในการแข่งขันเพราะซ้อมมาแล้ว เมื่อแพ้ก็มีอาการกระปอดกระแปด โทษคนนั้นโทษคนนี้โดยไม่มองตัวเองและสภาพความเป็นจริง กว่าจะรู้จักมีน้ำใจเป็นนักกีฬาก็ต้องใช้เวลา จู่ ๆ มันไม่ได้มาสนิทสนมกับความรู้สึกของเราโดยเร็ว วันเวลาได้ช่วยขัดเกลาให้เราเล่นกีฬาทุกอย่างด้วยจิตใจที่ประณีตขึ้น หล่อหลอมด้านในของเราให้อ่อนโยนขึ้นทีละนิดละน้อย ลดความบุ่มบ่ามและอยากเอาชนะ เพราะการวิ่งมาราธอนนั้น ไม่ใช่การวิ่งเพื่อเอาชนะคนอื่นนอกจากอุปสรรคตรงหน้าและใช้ความอดทน เพียรพยายามเพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมายของเรา ตามกำลังของเรา ทุกคนสามารถเป็นผู้ชนะและภูมิใจกับสิ่งที่เราทำได้ทุกคน ความสวยงามของมาราธอนอยู่ตรงนี้ต่างหาก

ฮาล์ฟมาราธอนครั้งนี้ ฉันกับคู่วิ่งวิ่งในจังหวะเดียวกันจนถึงกิโลที่ 9 เท่านั้น จากนั้นเขาวิ่งทิ้งห่างฉันไปเรื่อย ๆ เพราะจู่ ๆ กำลังฉันตกวูบแบบไม่รู้ตัวทั้งที่ประคองการวิ่งมาตลอดเส้นทางในเพซ 8 แต่ฉันยอมรับได้เพราะฉันซ้อมมาไม่ถึงจึงวิ่งไปเรื่อย ๆ คิดเสียว่าซ้อมกับเพื่อนในสนามดี ๆ แม้บางคนจะเน้นย้ำไว้อย่างเข้มงวดว่า สนามซ้อมคือสนามซ้อม สนามแข่งคือสนามแข่ง เราต้องทำให้ดีที่สุดในสนามแข่งและไม่ควรใช้สนามแข่งเป็นสนามซ้อมก็ตาม

มันก็อาจจะจริงนะ แต่ฉันให้ความสำคัญใกล้เคียงกัน ฉันเป็นสิงห์สนามซ้อมที่ทำเวลากับสนามซ้อมได้ดีด้วยซ้ำ หรือบางทีก็มีสนามรองก่อนสนามจริงเพื่อซ้อมเหมือนกัน มันอาจไม่ถูกต้องนัก แต่ฉันก็วิ่งจริง ฉันต้องการบันทึกการวิ่งจริง ๆ หลังมาราธอนไม่ถึงเดือนเท่านั้นซึ่งนักวิ่งผู้มีประสบการณ์ได้เตือนไว้ว่า อย่ารีบกลับเข้ามาสนามซ้อมเร็วเกินหนึ่งเดือนแม้ว่าจะไม่บาดเจ็บเลยก็ตาม

วันนี้ฉันวิ่งช้าเพราะความจำเป็นต้องช้า และที่ช้าเพราะฉันวิ่งช้าเป็นปกติ ปกติที่ว่าคือ ฉันเป็นนักวิ่งเพซ 7 ยิ่งวิ่งยาว ๆ การประคองให้จบเพซ 7 โดยแรงไม่ตกไม่ใช่เรื่องง่าย นักวิ่งที่ลงสปีดเวิร์กและซ้อมมาดีนั้น จะมีการวิ่งแบบ NS หรือ Negative Splits นั่นคือ สตาร์ทเพซช้าและเริ่มเร่งฝีเท้าให้ครึ่งหลังเร็วกว่าครึ่งแรก เช่น เริ่มวิ่งช้ากิโลแรก ๆ ที่เพซ 8 แต่จบที่เพซ 4 อันนี้มีมาแล้วอย่างเจ้าหญิงนักวิ่งแห่งวงการเทรล เธอวิ่งเร็วแบบนี้จริง ๆ แต่อย่างฉันคือเริ่มเพซ 8 และจบด้วยเพซ 8 ได้ก็หรูสุด

ฉันยังคงวิ่งช้า แรงไม่ดี วิ่งไม่สนุกเท่าที่ควร ที่สนุกเพราะรอบตัวสนุก เห็นความมุ่งมั่นคนแล้วคนเล่าที่ผลัดกันแซง ผลัดกันร่วง เห็นคนเป็นตะคริว สเปรย์กันตลอดทาง เห็นอีเมอร์เจนซี่บึ่งไปรับนักวิ่งระยะไหนสักคนที่หมดสติ เห็นนักวิ่งที่อาจบาดเจ็บอะไรสักอย่างนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ผ่านหน้า ฟังเด็ก ๆ คุยถึงความบ้าบิ่นที่ลงสนามนี้และบางคนชวนกันออกจากสนาม ได้ยินเสียงโทรศัพท์ เสียงไลน์เกือบทุกระยะ ได้ยิ้มกับเด็ก ๆ รู้สึกว่ามีนักวิ่งหญิงมากกว่านักวิ่งชาย ดูการแต่งกายที่ส่วนใหญ่จะมีชุดเก่ง แค่นี้ก็เสียสมาธิพอควรเพราะสนใจรอบตัว ไม่อยู่กับตัวเอง...

ฉันพยายามจะไม่ให้มันช้าเกินความตั้งใจไว้ การฝึกมองโลกในแง่ดีในบางเวลาก็ดี ให้กำลังใจตัวเอง การวิ่งจึงเป็นแบบ Positive Splits คือยิ่งวิ่งนานแรงยิ่งตก เริ่มเพซ 7 อาจจะจบที่ 8 9 10 11 ไปได้เรื่อย ๆ วิ่งวันนี้ก็เช่นกัน เริ่มเพซ 7 กว่า ๆ แต่จบระยะฮาล์ฟที่เพซ 8 แต่ฉันภูมิใจมากนะที่วิ่งจบ มีระยะเหนื่อย เหนื่อยมากและเดินสลับจ็อกกิ้งซึ่งปกติระยะฮาล์ฟจะวิ่งได้ตลอดเส้นทาง ดีใจที่ไม่บ้าระห่ำลงฟูลมาราธอนเพราะแค่ฮาล์ฟนี่ก็เสี่ยงต่อการบาดเจ็บมากแล้ว

พออายุมากขึ้น ฉันสนใจข้อควรระวังมากกว่าเรื่องอื่น ประมาณตัวประเมินตน ความท้าทายมีน้อยลงเรื่อย ๆ กลัวการบาดเจ็บมากกว่าการถูกยอมรับจากคนอื่น ต้องยอมรับเลยว่า สมัยเด็ก ๆ นั้น อยากได้รับคำชมว่าเก่ง อยากเก่งจะได้มีคนเห็นเราบ้าง ไม่เคยยอมแพ้อะไรง่าย ๆ ต่างกับปัจจุบัน ชีวิตง่ายขึ้น ตัวเล็กลงเรื่อย ๆ ชอบที่จะกลมกลืนไปกับคนส่วนใหญ่ของสังคม ไม่ต้องมีใครเห็นฉันหรอก ฉันชอบซ่อนตัวอยู่ในมุมสงบของตัวเอง ทำอะไรไม่เป็นที่สังเกตของใคร อยู่สบาย ๆ ไม่ต้องกดดันตัวเองเลย

ในสนามวิ่งก็ไม่ปรารถนาจะเป็นผู้อยู่ท้ายสุดด้วย อยากใช้ความพยายามเต็มกำลัง แม้ไม่สามารถจะเป็นที่หนึ่งแต่ก็ไม่ปรารถนาจะเป็นที่โหล่เพราะกลัวคนจะเห็นและกลายเป็นจุดเด่นอย่างช่วยไม่ได้

แน่ละ...บางสนามที่ฉันอยู่เกือบท้ายสุดย่อมมีคนจำฉันได้ในวันที่ฉันวิ่งแย่สุด ๆ ทั้งหลงทาง เวิ่นเว้อ หน้าถอดสี เสียขวัญเพราะต้องวิ่งย้อนกลับที่เดิมและหาทางไป ไหนจะวิ่งหนีรถพยาบาล ไหนจะแอบก้มหน้า ยิ้มเขิน ๆ ตอนเข้าเส้นชัยเกือบสุดท้ายพร้อมเสียงเชียร์และปรบมือ

มาพูดถึงคุณภาพของสนามระดับประเทศแห่งนี้

บรรยากาศโดยรวมดี อากาศสดใสแต่หากวิ่งมาราธอนใช้เวลามากกว่าสี่ชั่วโมง อาจเจอแดดตอนสายจนถึงเที่ยง อาจวิ่งยากเพราะแดดแรงทำให้แรงตกได้เหมือนกัน

น้ำดื่มนั้นมีมากพอ ช่วงแรก ๆ มีให้ดื่มทุกสองกิโล ช่วงหลัง ๆ มีให้ดื่มทุกหนึ่งกิโลจนต้องขอเว้นไปบ้าง มีน้ำดื่มเกลือแร่ มีแตงโมและกล้วยหอม มีกองเชียร์ของชาวบ้านและเด็ก ๆ มาปรบมือ ส่งเสียงให้กำลังใจ ทำให้ฉันนึกถึงงานประทับใจงานหนึ่งคืองานวิ่งรอบกว๊านพะเยา ฉันขนลุกซู่ตอนที่คุณตาคุณยายให้พรตอนวิ่ง เส้นทางรอบกว๊านสวยงาม อากาศหลังฝนตกสดชื่น เห็นหมอกเรี่ยดอยและไม่มีรถผ่านตลอดระยะทางซุปเปอร์ฮาล์ฟมาราธอน 26 กิโลเมตร หรืออีกงานที่ฉันยังประทับใจไม่รู้ลืมคืองาน CMU Marathon ที่เริ่มตั้งแต่ปล่อยตัวแล้ววิ่งขึ้นไปไหว้ครูบาศรีวิชัย รู้สึกได้รับขวัญและกำลังใจ(เหมือนกับได้รับน้ำมนต์ในงานจอมบึงมาราธอน)วิ่งไปทางถนนห้วยแก้วหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไปยังห้วยตึงเฒ่า มาเลาะเลียบถนนคันคลอง ไปทางสายแม่เหียะเข้าอุทยานราชพฤกษ์ ออกมาเลาะคันคลองและวิ่งเข้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่อีกสองกิโลเมตรสุดท้าย วิ่งขึ้นถนนอ่างแก้วก่อนโค้งไปตามถนนมาเข้าเส้นชัยถนนสายหน้ามอ มีน้ำ เครื่องดื่ม แตงโมที่อร่อยที่สุด มีป้ายบอกทุกระยะ เป็นสนามแห่งความทรงจำที่ดีของฉันสนามหนึ่ง

ฉันไม่ได้คาดหวังอะไรจากงานวิ่ง ไม่ว่าที่นี่หรือที่ไหน เผื่อใจไว้แต่แรกแล้วว่าไม่มีงานไหนที่จัดงานได้สมบูรณ์พร้อม และที่นี่ก็จัดงานได้ดี โดยเฉพาะการปิดถนนร้อยเปอร์เซ็นต์ วิ่งเส้นทางผ่านหมู่บ้านและชาวบ้านให้การต้อนรับนักวิ่งจากทั่วประเทศ เราไม่รู้สึกเป็นคนส่วนน้อยที่มาทำลายความสงบของคนส่วนใหญ่หรือทำให้เขาไม่สะดวกในการสัญจรไปมา ผู้คนให้ค่าการออกกำลังกายและให้กำลังใจนักวิ่ง เป็นงานวิ่งประจำอำเภอที่ได้รับการยอมรับราวกับเป็นประเพณีที่ต้องจัดทุกปี มีผู้คนให้ความสนใจกับงานยิ่งใหญ่อย่างนี้ เป็นเกียรติแก่นักวิ่งทุกคนที่มีส่วนร่วมในงานนี้

งานวิ่งที่จอมบึงมาราธอนครั้งนี้ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาทรงเข้าร่วมวิ่งฟูลมาราธอนด้วย ฉันมีบุญได้ร่วมงานวิ่งสนามเดียวกับพระองค์ท่านเป็นสนามวิ่งที่สี่แล้ว ทราบเสมอมาว่าพระองค์ท่านทรงพระปรีชาสามารถมาก ทรงทำเวลาในการวิ่งได้ดีเยี่ยมทุกระยะทุกสนาม งานวิ่งครั้งนี้ก็เช่นกัน เราผู้วิ่งระยะสั้นจึงมีโอกาสได้เกาะขอบสนามและปรบมือเชียร์ตอนพระองค์ท่านวิ่งข้ามเส้นชัยในระยะมาราธอนด้วยเวลา 4:43 ชั่วโมง ด้วยสีหน้าที่ดูไม่เหนื่อยและยังสดชื่นมาก ทรงพระพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรง ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

เพื่อนคนหนึ่งถามว่า ทำไมต้องไปสนามแข่งระดับตำนาน ทำไมวิ่งฟูลมาราธอนที่อื่นไม่ได้เหรอ หรือทำไมต้องลงทุนไปวิ่งที่สนามแข่ง ต้องการการยอมรับจากผู้คนรอบข้างในการไปวิ่งสนามชั้นนำของประเทศหรือไง ถ้าอยากวิ่ง ทำไมไม่วิ่งจากบ้านไปเชียงดาวหรือเพราะไม่มีใครเห็น ทำอะไรต้องคอยบอกคนอื่นให้รับรู้ โพสต์ภาพผ่านโซเชี่ยลด้วยทั้งที่บอกว่าวิ่งเพื่อสุขภาพของตัวเอง วิ่งแบบนี้หลงประเด็นหรือเปล่า หรืออยากอวดใคร ขนาดถ่อร่างลงทุนปิดร้านบินจากเชียงใหม่ไปราชบุรี ไหนจะค่าที่พัก ค่าอาหารการกิน ตอบตัวเองได้ไหมว่าวิ่งเพื่ออะไรกันแน่ ???

ฉันตอบได้แค่ว่า ฉันอยากไปสนามที่เขาว่าจัดมาตรฐานซึ่งมันหมายถึงคุณภาพในการจัดงานดี อีกอย่างหนึ่งฉันอยากวิ่งกับเพื่อนนักวิ่งคนอื่นบ้างทั้ง ๆ ที่ฉันซ้อมระยะมินิฯและฮาล์ฟมาราธอนจนนับไม่ถ้วน

ใคร ๆ ก็รู้ว่าการซ้อมมันหนักหนากว่าวันวิ่งจริงมากนัก เพราะส่วนใหญ่จะซ้อมทุกวัน(รวมวันพัก) ยิ่งเป้าหมายสูงก็ต้องซ้อมมากกว่าเรา ฉันไม่สนใจว่าวิ่งไปทำไมเท่ากับจะวิ่งอย่างไร และถามตัวเองเสมอว่าเบื่อที่จะวิ่งหรือยัง สำหรับสนามแข่งต่าง ๆ นั้น มีความดีงามต่างกัน ฉันไม่ได้วิ่งสนามนี้ในปีนี้ ฉันก็รอปีหน้าหรือปีที่สะดวก ๆ หรือไปสนามไหนก็ได้ที่อยากไป ไปวิ่งไปเที่ยวให้ทั่วทุกสนามในประเทศไทยถ้าเป็นไปได้

ส่วนวิ่งที่บ้านนั่นคือการซ้อมปกติทุกวัน ไม่ได้สนใจเรื่องการยอมรับว่าได้วิ่งสนามดีที่สุดของประเทศหรือไม่ เหมือนกับการเขียนหนังสือ ฉันเขียนเพราะอยากเขียน ไม่กลัวว่าจะไม่มีใครอ่าน กลัวแต่ว่าเขามาอ่านแล้วไม่มีอะไรน่าสนใจให้เขาอ่านมากกว่า

ฉันไม่สนใจเรื่องชิงถ้วยเพราะไม่มีปัญญา ซ้อมอีกทั้งชาติก็ไม่มีปัญญาคว้าถ้วยรางวัลชนิดใด ฉันอยากหาประสบการณ์ในสนามจริงบ้างทั้งที่เวลาซ้อมฉันก็ซ้อมจริง เลือกโปรแกรมซ้อมให้เหมาะกับตัวเอง ฉันจะเบื่อการวิ่งขึ้นมาเมื่อไรก็ไม่รู้เพราะอนาคตไม่มีอะไรแน่นอน เราก็อยู่ในกฎเกณฑ์เดียวกัน ฉันอยากรักษาความรู้สึกอยากวิ่งไปนาน ๆ เท่านั้นเอง



'นึกอะไรได้ก็เขียนไป'
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
15 มกราคม 2017











Create Date : 16 มกราคม 2560
Last Update : 17 มกราคม 2560 9:00:21 น.
Counter : 232 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
--- วิ่ ง รั ก ส ม อ ง ส ว น ด อ ก มิ นิ ม า ร า ธ อ น ส่งท้ายปี 2559 ---
















วิ่งมินิมาราธอนส่งท้ายปี 2559

งานนี้จัดตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2559 แต่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงสวรรคต จึงงดกิจกรรมการวิ่งโดยเลื่อนเวลาออกไปจนลงตัววันที่ 25 ธันวาคมนี้ แต่ฉันเกือบจะไม่ไปเพราะเพิ่งวิ่งมาราธอนมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว กังวลใจนิดหน่อยเพราะช่วงเวลานี้ต้องพักร่างกาย และไม่เคยมีประสบการณ์วิ่งหลังจากวิ่งมาราธอนแบบนี้มาก่อน แต่ก็ตัดสินใจมาวิ่งเพื่อยืดเหยียดร่างกาย จะวิ่งไปเบา ๆ ขอแค่เข้าเส้นชัยก็พอหรือถ้าหากไม่ไหวก็จะ DNF ไปเลย

สภาพร่างกายโดยรวมหลังวิ่งมาราธอนดี จะรู้สึกเหนื่อยมากสองวันแรกเท่านั้น แล้วก็หาย อยากจะออกจ็อกกิ้งเบา ๆ ยังไม่เข้าโปรอกรมซ้อมวิ่งแต่อย่างใด

เช้าวันอาทิตย์นี้จึงเสมือนการไปวอร์มร่างกาย ก่อนวิ่ง ลองจ็อกกิ้ดู รู้สึกเมื่อยก้นมาก ๆ ทำไมถึงหนักก้นก็ไม่ทราบ คิดในใจว่าจะวิ่งไหวหรือเปล่านะ

สักพัก มีคุณหมอนักวิ่งเป็นคนนำวอร์มร่างกายหน้าเวที ก็เลยตามเขาไป ฉันก็ยังเบ๊อะบ๊ะกับท่วงท่าแอโรบิกเหมือนเดิม ไม่เคยออกเสต็ปทัน ไม่เคยทำถูกท่าสักท่า กว่าจะจับทางได้ เขาก็เปลี่ยนท่าทุกที แต่ก็ทู่ซี้วอร์มไปกับเขาจนได้เหงื่อ

อากาศเช้านี้กำลังสบาย ไม่หนาว มองจากสายตาโดยรวม มีนักวิ่งนับพันคน ไม่เงียบเหงาจนเกินไป

การวิ่งระยะนี้ในปัจจุบันจะไม่ค่อยกังวลเหมือนเมื่อเริ่มวิ่งใหม่ ๆ วันนี้ไม่หวังผลอะไร จะไปตามสภาพร่างกาย เพราะพักการซ้อมมาทั้งอาทิตย์

ถึงเวลาปล่อยตัว ก็ค่อย ๆ ไปเหมือนเดิม วิ่งอยู่เพซ 7 ไปเรื่อย ๆ ผ่านกิโลที่ 5 ก็รู้ว่าวันนี้วิ่งสบาย ๆ ยังคุมเวลาไปเรื่อย ๆ ก่อนจะสปีดกิโลที่ 6 ปรากฎว่า ระยะมินิหดสั้นไปเกือบสองกิโล การวางแผนวิ่งก็ผิดพลาดไปด้วยเพราะยังวิ่งเรื่อยเฉื่อยอยู่ เมื่อเข้าเส้นชัย ต่างคนก็งงเหมือนกันเพราะส่วนใหญ่ยังไม่ได้เร่งฝีเท้ากัน

งานผ่านไปแล้วก็ไม่คิดอะไรมาก แค่ไหนก็แค่นั้น ที่วิ่งได้วันนี้เนื่องมาจากการซ้อมต่อเนื่องจนอยู่ตัวมาทั้งปี ส่วนที่วิ่งได้ลื่นไหลและต่อเนื่องเพราะการอุ่นเครื่องจนเข้าที่นั่นเอง

ฉันเห็นความสำคัญในการอุ่นเครื่อง(อุ่นจนอุ่นจนพร้อม)และคูลดาวน์(ยืดเหยียดร่างกาย)หลังวิ่งมาก ๆ

ปีนี้เป็นปีแห่งการวิ่งมาราธอนของฉัน สนุกทุกสนาม บางสนามมีหลงทางและร้องไห้ บางสนามวิ่งทิ้งท้าย วิ่งหนีรถพยาบาล บางสนามก็เป็นที่หนึ่งไปโดยไม่รู้ตัว แต่ทุกสนามมีอะไรให้น่าจดจำและประทับใจ

ตอนวิ่งมาราธอนจบใหม่ ๆ บอกกับตัวเองเบา ๆ ว่า ไม่เอาอีกแล้ว ระยะที่สนุกและเหมาะกับเราน่าจะเป็น 10 k และ 21 k เท่านั้น

แต่พอหายเหนื่อย อยากซ้อมให้ดีกว่าเดิมเพราะการวิ่งมาราธอนใช้ใจอย่างเดียวไม่ได้ การฝึกซ้อมเป็นสิ่งสำคัญมากและต้องค่อยเป็นค่อยไป

เป้าหมายการวิ่งยังคงเดิม ใจยังมุ่งมั่น ทุ่มเทและศรัทธาในการฝึกซ้อมไปเรื่อย ๆ อดทนต่อความเหนื่อยและเบื่อมากในบางวัน สู้กับโปรแกรมบางอย่างที่ไม่ชอบโดยไม่หลีกเลี่ยง จะฝึกซ้อมทำทุกอย่างด้วยความเต็มใจเพื่อจะวิ่งระยะไกลไปได้นานเท่านาน

ถึงแม้เป็นนักวิ่งแบบศิษย์ไม่มีครู แต่ฉันพยายามอ่านหนังสือวิ่งของนักวิ่งที่มีประสบการณ์และนำองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาปรับใช้กับตัวเอง ไม่เร่งรัดหรือรีบร้อนเพราะอายุมากแล้ว ถึงวิ่งช้าก็ภูมิใจที่ตนเองวิ่งได้อยู่ดี


ฉันไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า
หลงเสน่ห์การวิ่งระยะไกลตั้งแต่ตอนไหน
รู้แต่ว่าไม่มีอะไรที่ได้มาง่าย ๆ

ฉันเริ่มวางแผนการวิ่งในปีหน้าบ้างแล้ว


ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
25 ธันวาคม 2559










Create Date : 27 ธันวาคม 2559
Last Update : 27 ธันวาคม 2559 13:16:32 น.
Counter : 264 Pageviews.

3 comment
--- ฟู ล ม า ร า ธ อ น ส่ ง ท้ า ย ปี 2 0 1 6 @ Muangthai Chiangmai Marathon 2016---






















งานวิ่ง เมืองไทยเชียงใหม่มาราธอน 2016 ฉันลงสนามวิ่งนี้เป็นครั้งที่ 3 ครบสามระยะแล้ว

ปี 2014 เราวิ่งมินิมาราธอน

หลังจากฉันซ้อมวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าที่บ้านมาตลอดและเป็นครั้งแรกที่ฉันวิ่ง 10 กิโลรวดเดียวจบโดยไม่เดิน คราวนั้นเราสองคนไปยืนใต้ซุ้ม ' 42.195 เราจะไปมาราธอนด้วยกัน' ของคุณป๊อก อิทธิพล สมุทรทอง และมีความหวังอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะไปให้ถึงมาราธอนสักวัน แต่ขอเตรียมตัวอย่างน้อยสองปี อยากให้ร่างกายแข็งแรงกว่านี้


ปี 2015 เป็นการวิ่งฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกที่สนามนี้

เราซ้อมวิ่งฮาล์ฟฯโดยใช้ตารางการฝึกซ้อมของครูดิน วินัยการฝึกซ้อมผ่านเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ตัวเนื้อหาการฝึกซ้อมเราทำได้แค่ 60 % เพราะเราไม่ผ่านการลงคอร์ทหรือการทำสปีดเวิร์ก ฉันเขียนบันทึกไว้ค่อนข้างละเอียดในแต่ละวันที่ฝึกซ้อมเพื่อดูความก้าวหน้า ซ้อมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเองและกล้าที่จะลงระยะไกลกว่าที่เคยวิ่งอีกเท่าตัว

การวิ่งฮาล์ฟฯครั้งแรกนี้ ฉันเจ็บข้างขาข้างขวากิโลที่ 15 จนแทบก้าวไม่ไป แต่คู่วิ่งพูดไว้แล้วว่าจะไม่ทิ้งฉัน เขาวิ่งชะลอและช่วยลากฉันจนจบฮาล์ฟมาราธอนแรกได้แม้ไม่สวยงามในเรื่องของเวลาแต่มีอย่างอื่นน่าประทับใจมากกว่า

ตอนนั้นหวังสูงเหมือนกัน แอบคิดในใจว่า เราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ในการวิ่งครั้งต่อ ๆ ไป ด้วยเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองที่มีอยู่ว่าจะทำได้แน่ เพราะหลังจากวิ่งวันนี้ อาทิตย์ต่อ ๆ ไป เราสามารถวิ่งฮาล์ฟมาราธอนได้อีกสี่ครั้งติดต่อกัน และคิดว่าระยะนี้พอจะวิ่งได้อีกหากมีโอกาสได้ลงวิ่งงาน


ปี 2016 วันที่ 18 ธันวาคมนี้

เราสมัครวิ่งมาราธอนไว้ล่วงหน้า ตั้งใจฝึกซ้อมเพื่อวิ่งงานนี้โดยเฉพาะ ฉันชอบบรรยากาศที่เชียงใหม่ อากาศเย็นกำลังสบายเพราะตัวเองไม่ค่อยจะสู้กับอากาศร้อนได้ เจอแดดทีไรพาลจะเลิกล้มความตั้งใจกลางคันทุกที

ตลอดปีที่ผ่านมา เราซ้อมวิ่งเกือบทั้งปี ลงแข่งตามงานบ้างถ้าว่าง ไม่ต้องใช้การสมัครใด ๆ เพื่อมากระตุ้นให้หายขี้เกียจเหมือนปีแรกที่หัดวิ่ง ตอนนั้นต้องลงสมัครมินิมาราธอนที่ไหนสักแห่งเพื่อเป็นแรงจูงใจในการออกมาซ้อม จนดูเหมือนนักวิ่งมีวินัยสูงไปโดยปริยาย ความจริงนั้นคือ หากไม่ซ้อม เกรงจะวิ่งไม่จบแน่แท้ ถึงวิ่งจบอาจจะเจ็บได้ซึ่งมันไม่คุ้มเท่าไหร่กับการที่จะวิ่งเพื่อสุขภาพแต่ต้องใช้ยาแก้ปวดกล้ามเนื้อหรือบาดเจ็บจากการวิ่ง

ตั้งปต่ต้นปี 2016 เป็นต้นมา ฉันผ่านการวิ่งมินิมาราธอนมา 4 สนาม / ฮาล์ฟมาราธอน 2 สนาม /ฮาล์ฟเทรลมาราธอน 1 สนาม/มาราธอน 1 สนามและเทรลมาราธอน 1 สนาม

ฉันเพียงจะบอกว่า จากการลงวิ่งงานนั้น ฉันต้องเตรียมตัวซ้อมอย่างต่อเนื่อง ฉันซ้อมวิ่งเกือบจะทุกวัน(รวมวันพัก) ไม่เคยมีงานไหนวิ่งดิบหรือขาดการซ้อมเลย มีเรื่องเล่าประทับใจของแต่ละสนาม สนุกทุกงานและมีวิ่งหลงทางอีกด้วย ได้ประสบการณ์มาต่อเติมการฝึกซ้อมบ้าง ด้วยวัยของฉันที่ต้องสำเหนียกและพึงสังวรณ์เตือนตัวเองบ่อย ๆ ว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ไม่เคยหวังทุบสถิติการวิ่งของตัวเองเลยเพราะถือว่า ยังใหม่กับการวิ่งอยู่ ไม่รีบร้อนอะไรทั้งนั้น วิ่งตามกำลัง พยายามสุดกำลังโดยไม่เปรียบร่างกายของเรากับใคร แล้วก็ไม่สนุกเลยที่ถูกยกไปเปรียบเทียบกับคนนั้นคนนี้ แต่ก็ต้องปล่อยวางและค่อย ๆ หนีหายจากคนเหล่านั้นเพราะเราแก่แล้ว อยากอยู่ที่ชอบ ๆ อยู่กับคนที่คิดสร้างสรรค์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังบวกของชีวิต ใจจะได้ไม่ห่อเหี่ยวหรือหดหู่นัก เหนื่อยที่จะต้องแก้ต่างแก้ตัวว่า ด้วยวัยของเรานั้นทำให้เราทะนุถนอมร่างกายมากขึ้นกว่าเดิม มีเรื่องที่เราทำได้และไม่ได้อีกมากมาย ใครชอบอะไรก็ทำไปอย่างนั้น ความสุขของคนเราต่างกัน ของฉันทำได้แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

ชัยชนะอย่างหนึ่งของฉันคือ การที่สามารถสมัครวิ่งในงานนั้น ๆ เพราะร่างกายมีศักยภาพพอ ไม่เคยคิดสักนิดเรื่องจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครได้ ทำได้ในฐานะเล่าสู่กันฟัง

การออกกำลังกายของคนเรามีหลายวิธี ใครชอบแบบไหนก็ทำแบบนั้น ไม่มีดีกว่า ด้อยกว่า เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้

การวิ่งมาราธอนครั้งนี้ เรามีเวลาเตรียมตัวมาพอสมควร แต่ถือว่าน้อยกว่าครั้งแรก ตอนนั้นเข้มข้นกว่า เราซ้อมหนักมากในแต่ละอาทิตย์และมีการซ้อมวิ่งยาวด้วย อย่างน้อยก็ 20 กิโลถึงสี่ครั้งและระยะยาวสุดคือ 35 กิโลก่อนลงแข่งจริงหนึ่งเดือน มีเวลาพักเพื่อความสดของร่างกายก่อนลงสนามจริง มันรู้สึกไปทุกอาการ ตื่นเต้น กลัว วิตกกังวลสารพัด กลัวไม่ถึง กลัวเจอปีศาจ กลัวชนกำแพง เพราะเป็นระยะที่ไกลเหลือเกิน ไกลจนดูรางเลือนเหมือนจะไปไม่ถึง แต่เราก็อยากวิ่งสักครั้งในชีวิต

เราผ่านมาราธอนแรกได้อย่างสวยงามสมความตั้งใจและจบแบบไม่เจ็บ ระยะห่างจากมาราธอนแรกมาครั้งที่สองนี้ทิ้งช่วงห่างมากคือต้นปีและท้ายปี

ในปีนี้ ฉันป่วยนานเกือบเดือนทั้งเดือนกันยายน ป่วยแบบไม่ทราบว่าเป็นอะไร เรี่ยวแรงหายไปหมด กินน้ำเกลือแห้งทุกวัน ไม่มีเรี่ยมีแรง ปวดหัวและมีไข้รุม ๆ ตลอด จำต้องพักการซ้อมวิ่งเพราะลุกจากเตียงไม่ไหว การป่วยครั้งนั้นนึกถึงวันปกติที่เดินเหินได้ กินได้แบบธรรมดา ไม่ต้องมีสุขภาพที่ดีเลิศหรือต้องแข็งแรงบึกบึนอย่างนักกีฬาหรอก แค่มีวิถีปกติธรรมดาก็สุขแล้ว หลายคนที่เคยป่วยย่อมรู้สึกคล้าย ๆ กันได้

คราวนั้นฉันห่วงสารพัดกลัวไม่ได้ซ้อมวิ่งเพื่อมาราธอนปลายปี ฉันกังวลเรื่องเวลากระชั้นชิด กลัวจะไม่ได้ซ้อมยาวก่อนการลงวิ่งจริง ฉันยังคงเป็นฉันคนเดิมที่ทำอะไรแล้วก็ตั้งใจจนสุดความสามารถ ไม่เหยาะแหยะ เอาจริงมากเกินไป ครั้นจะทิ้งไปก็คิดว่ายังพอมีเวลาแม้จะเหลือน้อยแต็มที เวลาน้อยนิดนั้น ฉันทุ่มเทมันอย่างคุ้มค่าจนไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอะไรภายนอกนอกจากเรื่องลุ้นสอบลุ้นเชียร์ลูกสอบโควต้า ทำหน้าที่และการงานในแต่ละวันไม่ให้ขาดตกบกพร่อง พักผ่อนใจด้วยการอ่านหนังสือ ได้ความสงบใจเป็นเพื่อน ถือเป็นการทำสมาธิที่ดีอย่างหนึ่ง


เราซ้อมวิ่งเพื่อมาราธอนครั้งนี้กันพอสมควรแต่ไม่เข้มข้นเท่าเมื่อซ้อมครั้งแรกและเราพักสนิทสี่วันก่อนการลงสนามเพื่อคืนความสดให้ร่างกายก่อนแข่ง รวมถึงการเลือกอาหารการกินและนอนหลับแต่หัววันทุกวัน


วันที่ 16-17 ธันวาคมนั้น อากาศที่เชียงใหม่ค่อนข้างแปรปรวน ฝนตกหนักและอากาศเย็นลง เราเข้าเชียงใหม่วันที่ 17 เพื่อรับ BIB และเสื้อวิ่ง ฟ้าครึ้มและมีฝนปรอย ๆ เราสองคนปวดหัวหนึบ ๆ จนต้องกินยาลดไข้ทั้งคู่ กังวลเรื่องเช้าวันอาทิตย์เหมือนกันว่า ถ้าฝนตกคงวิ่งไม่สนุกนัก จะเป็นไข้เอาได้ แต่เราเอาอะไรกับธรรมชาติไม่ได้ นอกจากปรับสภาพไปกับความแปรปรวนด้วยการเตรียมเสื้อกันฝนกันลม หมวก ถุงมือให้พร้อม ซ้อมมาแล้วมีหรือจะถอยกันง่าย ๆ


เย็นวันเสาร์ เรากินก๋วยเตี๋ยวปลา ไอติม กลับที่พักก็กินกล้วยกับกาแฟและเตรียมตัวนอนตอนหนึ่งทุ่ม เพราะต้องตื่นตีสองมากินอะไรรองท้องก่อนวิ่งหนึ่งชั่วโมง ต้องไปงานก่อนเวลาหนึ่งชั่วโมงเพื่อซึมซับบรรยากาศและอบอุ่นร่างกาย ต้องยืดเหยียดให้ไม่ติดขัดก่อนปล่อยตัว

ปีนี้มีนักวิ่งเกือบหมื่นคน ที่น่าตื่นเต้นคือมีนักวิ่งมาราธอนเกือบ 3,000 คน โดยมีนักวิ่งหญิงเกือบ 800 ได้แต่อู้หู มากเป็นประวัติการณ์ของงานวิ่งเชียงใหม่มาราธอน เพราะไม่เคยมีนักวิ่งหญิงมาราธอนเยอะแบบนี้นะ ฉันอาจจะมือใหม่เลยไม่ทราบว่าที่อื่นมากกว่านี้หรือเปล่า แต่ปีที่แล้ว มาราธอนมีเพียง 1000 คนเท่านั้น ฉันพยายามคิดในทางที่ดีว่า ปีนี้มีเพื่อนวิ่งเยอะน่าจะสนุกขึ้น เราซ้อมมาก็น่าจะไปถึงเส้นชัยได้นะ

ก่อนนอนยังตื่นเต้นอยู่ ไม่พูดคุยกับใคร อยากทำสมาธิและอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด ฉันคิดว่า งานวิ่งนี่สำคัญมาก มันเหมือนการทดสอบพลังกายและใจไปในตัว

::
::


เช้าวันอาทิตย์ ตื่นขึ้นมาอย่างแจ่มใส นั่งกินสปาเก็ตตี้ไปหนึ่งชาม ดื่มน้ำ ทำธุระให้เรียบร้อยก่อนออกบ้าน

เช้านี้เราเจอคุณหมอณรงค์เดช จึงได้สวัสดีทักทาย พูดคุยกันนิดหน่อย คุณหมอแซวว่า เอาจริงสินะ เรายิ้ม ๆ เพราะจะลงวิ่งจริงแล้ว เราก็ต้องเต็มที่กับมัน คุณหมอถามว่าเราซ้อมวิ่งยาวกันที่ไหน เราก็ตอบตามจริงว่า วิ่งแถวบ้าน วิ่งในโรงพยาบาล วนไปหลาย ๆ รอบเอา ตามที่เราสะดวก แต่ก็ซ้อมถึง 30 กิโล ก็หวังว่าเราจะรอดงานนี้ไปได้ เราต่างให้กำลังใจกัน แต่ฝีเท้าเราต่างกัน คุณหมอวิ่งเก่งมาก ๆ นับเป็นนักวิ่งแนวหน้าคนหนึ่ง

เราขอตัวไปวอร์มร่างกาย ได้ยืดเส้นยืดสายพอสมควร อากาศไม่หนาวจัด ฝนไม่ตกแล้ว โชคดีจัง ฉันกับคู่วิ่งก็ให้กำลังใจกันว่า เราไปเรื่อย ๆ เหมือนตอนซ้อม จะกินกลูเจลกิโลเมตรที่ 30 ก็แล้วกันนะเพราะปกติไม่เคยใช้เจลเติมกำลังระหว่างวิ่งเลย เราเตรียมขวดน้ำไว้เพราะกิโลท้าย ๆ มักจะไม่เหลือน้ำพอสำหรับนักวิ่งแนวหลัง คงจะมีเท่านี้แหละที่เราเตรียมตัว ต้องดูแลตัวเอง และภาวนาว่าอย่าเป็นตะคริวเพราะการซ้อมที่ผ่านมาไม่เคยเป็นตะคริวเลย


เราให้กำลังใจกันว่า หลังกิโลที่ 30 หากเป็นไปได้ เราอยากทำเวลาให้ดีกว่าเดิม !


เรามาออกันอยู่ตรงซุ้มปล่อยตัว ยืนนิ่ง ๆ ทำใจให้สงบ ไม่มีพิธีรีตองมากนัก พิธีกรกล่าวต้อนรับนักวิ่ง มีกลองสะบัดชัยเรียกขวัญกำลังใจ เสียงแตรปล่อยตัวดังขึ้น เราสองคนอยู่กลาง ๆ ของเพื่อนนักวิ่ง 3 พันกว่าชีวิต กว่าเราจะวิ่งถึงจุดสตาร์ทก็ขยับขาตามอยู่หลายก้าว คลายความตื่นเต้น ตั้งสติบอกตัวเองเบา ๆ ว่า นี่ของจริงแล้วนะ อย่าสติแตกวิ่งกระโจนตามเขาไป วิ่งตามจังหวะของเรา แต่ก็ยังเร็วกว่าที่ซ้อมอยู่ดี

เราผ่านไปทีละกิโล ก็รู้สึกว่า ไม่เหนื่อยเท่าไหร่ ก้าววิ่งสม่ำเสมอ แต่เร็วกว่าเพซที่เคยซ้อมแม้จะไม่เร็วกว่ามากนัก ผ่านกิโลที่ 10 เราทำเวลาเท่ากับที่ซ้อมมา ใจชื้นขึ้นมาหน่อย เพราะยังไม่เหนื่อย เราพยายามคุมเพซเหมือนตอนซ้อมไปเรื่อย ๆ

ฉันไม่ได้มองกลับไปข้างหลังเลย จึงไม่ทราบว่า มีใครตามเรามาหรือเปล่า อยากอยู่กับตัวเองให้มากที่สุดไม่งั้นจะเสียพลังงาน ฟุ้งซ่านมากก็ไม่ดี มองไกลมากก็ไม่ได้ ค่อย ๆ ไป

เราเริ่มแวะจิบน้ำตั้งแต่กิโลที่ 4 หลังจากนั้นเราก็จิบน้ำทุกสองกิโลเหมือนที่ซ้อม เรื่องจิบน้ำนี่ เราเรียนรู้มาสักปีเมื่อเริ่มวิ่งยาวมากกว่ามินิมาราธอนเพราะร่างกายต้องการน้ำหมุนเวียนในร่างกายก่อนที่จะปล่อยให้กระหาย เป็นความรู้ใหม่ในเรื่องการรับน้ำ ไม่ต้องรอให้กระหาย ร่างกายจะนำไปใช้ไม่ทันซึ่งก่อนนี้ที่วิ่งมินิมาราธอนทั้งปี ไม่ว่าลงงานไหน ฉันไม่เคยแวะจิบน้ำเลย วิ่งรวดเดียวจบ ร่างกายก็ไม่ต้องการน้ำด้วย แต่วิ่งยาวทำแบบเดิมไม่ได้


เราวิ่งไปเงียบ ๆ แต่ก็เพลิดเพลินกับเสียงเพลงข้าง ๆ เป็นเพลงจากเครื่องเล่นอะไรสักอย่างของนักวิ่งจีน เขาแต่งตัวเหมือนกันหลายกลุ่ม ผลัดกันถือธงชาติสีแดง ดูพวกเธอแข็งแรงมาก แวะถ่ายรูปกันตลอดทางและวิ่งนำเราตลอดเส้นทางเช่นกัน เสียงนักวิ่งทักทายกันไปตลอดสาย ดูเป็นงานที่คุ้นเคยกันอย่างไรไม่ทราบ บางกลุ่มคุยกันแต่ขณะคุยก็วิ่งเร็วกว่าเรา บางคนก็ต้องขอหยุดพูดเพราะยอมรับว่าจะวิ่งต่อไม่ได้ หลายช่วงที่เราอยู่ในความมืดและเงียบ ๆ เสียงรองเท้าของนักวิ่งอยู่ในจังหวะสงบ เงยหน้ามองไปข้างหน้ายังเห็นนักวิ่งเรียงแถวยาวกันไปเป็นเส้นสาย นี่ระยะมาราธอนนะ ไม่ใช่ใกล้ ๆ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเร่ง นี่เพิ่งเริ่มต้น ยังไม่ถึงครึ่งทางเลย แต่เพื่อนร่วมทางช่างมากมาย ระยะมาราธอนที่ทรมานร่างกายที่ใครต่อใครแอบเรียกเหล่านักวิ่งว่าเป็นพวกอุปทานหมู่บ้างล่ะ ทรมานบันเทิงบ้างล่ะ ทัณฑ์ทรมานบ้างล่ะ มีแต่พวกนักวิ่งด้วยกันที่เข้าใจว่าทำไมเราถึงหลงเสน่ห์การวิ่งระยะไกลนี้เหลือเกิน ระยะที่คาดเดาอะไรไม่ได้จนกว่าจะวิ่งจบ ใครต่อใครที่วิ่งแซงเราไปก็อย่าเพิ่งตกใจ ดูกันยาว ๆ หนทางยังอีกไกล เหมือนกับการคบหากับใครต้องดูใจกันยาว ๆ ระยะขนาดนี้เป็นระยะที่วัดใจตลอดเส้นทางเพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ก้าวข้างหน้านี้ เราเองก็หวังว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด

เรานับกันไปทีละก้าว ทีละกิโล...



ทุกการวิ่งยาวที่ผ่านมา ฉันมีปัญหาทุกกิโลที่ 15 เช่นการเจ็บข้างขาหรือจู่ ๆ ตัวชาไปทั้งตัว หายใจไม่ทัน หรืออาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมเอาดื้อ ๆ รู้สึกแหยง ๆ ในใจว่าจะเจออะไรกิโลเมตรที่ 15 นี้หรือเปล่าในวันนี้

แต่มันก็ผ่านไปได้นะ พอถึงกิโลที่ 17 มันก็ผ่านไปได้อีก เราคุมเวลาได้ดีเหมือนซ้อมทุกอย่าง กำลังยังดี งานวิ่งครั้งนี้ฉันพร้อมมากทั้งกายและใจ ไม่ป่วยไข้เหมือนก่อนลงวิ่งเทรลที่เขาใหญ่

แต่พอเข้ากิโลเมตรที่ 22 แรงเริ่มตก แอบนึกในใจว่า เกิดอะไรขึ้นนะ นี่เพิ่งครึ่งทางเอง เราซ้อมมาถึง 30 กิโลนี่นา แต่ทำไมขาหนืดจนก้าวแทบไม่ออกอย่างนี้ เหมือนขาตาย แต่ฉันไม่ได้ยินคู่วิ่งของฉันพูดอะไร ได้ยินเสียงเขาหายใจดังเหมือนกัน

เราจิบน้ำและฉันหยิบกล้วยตากมากิน รู้สึกว่าสปาเก็ตตี้เมื่อเช้ามันย่อยไปหมดแล้ว ท้องเริ่มว่าง อยากกินข้าวเหนียวหมูปิ้งเติมกำลังเสียจริง พยายามคิดให้มันสนุกบ้างเพราะมีจริง ๆ ก็เคี้ยวไม่ได้ จะดื่มน้ำเกลือแร่มากก็ไม่ได้เพราะฉันท้องเสีย


อะไรที่ไม่เคยกิน อย่ากิน อะไรที่ไม่เคยทำ อย่าทำ รองเท้าใหม่ที่ไม่เคยใส่ตอนซ้อม อย่าใส่วิ่งงาน ถุงเท้าก็เช่นกัน

กฎเหล็กของฉันล่ะข้อนี้ ซ้อมมาอย่างไรก็ทำเหมือนเดิมหรืออย่าแตกต่างกับที่เคยทำมามากนัก ประสบการณ์สอนไว้อย่างนั้น

งานนี้ไม่มีแตงโมให้กินทุกโต๊ะหรือมีแต่กินไม่ทันเพราะวิ่งช้าแต่ก็ได้กินระหว่างวิ่งไปสองชิ้น กล้วยตากหนึ่งชิ้น จิบน้ำทุกจุดยกเว้นกิโลที่สองเพราะวิ่งชิดซ้ายแต่โต๊ะให้น้ำอยู่ด้านขวา จะตัดหน้านักวิ่งคนอื่นก็ไม่ดี เขาจะเสียจังหวะการวิ่ง


พอมาถึงกิโลที่ 25 ฉันเริ่มออกอาการ แรงตกฮวบ ดูนาฬิกา นี่วิ่งช้ากว่าปกติอีก นึกไม่ออกว่าความผิดพลาดเริ่มจากตรงไหน เราเริ่มต้นเร็วไปหรือเปล่า แรงจึงตกเร็ว จะเร่งฝีเท้าก็เร่งไม่ขึ้น เกรงใจคู่วิ่งมากและตัดสินใจบอกเขาว่า ไปก่อนได้เลย ตามไม่ทันแล้วและไม่อยากเป็นตัวถ่วง ตอนนี้สุขภาพกายใจโอเคมาก เพียงแต่วิ่งหนืดกว่าตอนซ้อม งงเหมือนกัน วิ่งไปก่อนได้เลย อยากไปเรื่อย ๆ คนเดียว

เขาถามว่าจะเอาอะไรไว้มั้ย สเปรย์ยาชา ลูกอม ฉันส่ายหน้า บอกว่ามียาดมแล้ว คิดว่าไม่มีปัญหาหรอกแต่เร่งไม่ขึ้น เหมือนจู่ ๆ ก็ขาตาย อย่าว่าแต่จะจ็อกเลย เดินก็เร่งไม่ขึ้น ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเป็นอะไร

ฉันทู่ซี้วิ่งไปจนถึงกิโลที่ 28 --- ตอนนี้เจอของจริงแล้ว ขาตาย..ไปไม่ได้แล้ว อยากร้องไห้จริง ๆ เออนะ จู่ ๆ ก็มาเป็นอย่างนี้ซะแล้ว

บังเอิญว่า ฉันไม่มีกฏเหล็กกับตัวเองในข้ออื่น ๆ นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นก่อนลงมาราธอนครั้งนี้ ตั้งเป้าว่าอยากจบแบบไม่เจ็บเหมือนเคย แต่ตอนนี้เหมือนจะไปต่อไม่ได้ เจ็บอะไรก็ไม่เจ็บแต่จะจบหรือเปล่าชักไม่แน่ใจ เริ่มวิตกกังวลอย่างแท้จริง

เมื่อวิ่งไม่ได้ ก็เดินไป แต่เดินก็เดินไม่ค่อยออก สับสนใจมากเพราะหากเดินแล้วเมื่อไหร่จะถึงกันนะ ฉันพยายามวิ่งไปเดินไปจนถึงกิโลที่ 32 กำลังจะข้ามถนน ออกาไนเซอร์ตะโกนดังมาก ๆ ว่า รอเดี๋ยวครับ เดี๋ยวค่อยข้ามถนนพร้อมกัน ตอนนี้นักวิ่งเริ่มมาออกันตรงจุดนี้หนาแน่น อยากจะหันไปมองว่าเหลือนักวิ่งแนวหลังอีกเยอะหรือเปล่าแต่ก็ไม่หันไป ถึงไม่สามารถเกาะกลุ่มกับแนวหน้าได้ก็ไม่อยากอยู่ท้ายสุด

ออกาไนเซอร์ตะโกนให้กำลังใจนักวิ่งต่ออีกว่า อีกหนึ่งมินิมาราธอนเท่านั้นครับ มาเกินครึ่งทางแล้วครับ

เราก็เข้าใจตามนั้น แต่ฉันน่ะ ไม่อยากได้อะไรแล้ว มันไปไม่ได้จริง ๆ แต่ภาวนาให้คู่วิ่งของฉันทำตามเป้าหมายของเขาไว้ด้วยเถิด

ฉันมองหลังใครสักคนที่คิดว่าจะเกาะไหล่ตามเขาไป แต่งานนี้มีนักเดินมาราธอนค่อนข้างเยอะ หรือเพราะฉันอยู่แนวหลังจริง ๆ จึงเห็นภาพเหล่านี้รวมทั้งตัวเองด้วย แม้แต่เดินก็ยังเร่งฝีเท้าไม่ขึ้น สปีดตกไปอยู่ที่เพซ 10 มันช้าเกินไป ไม่ได้การแล้ว เอาไงดีนะ เริ่มท้อใจ ทิ้งเหรียญสนามนี้ดีมั้ย จะ DNF สนามนี้สินะ ความสับสนกังวลใจก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ พยายามคิดถึงยามเช้าที่ตื่นตีสองมาซ้อมวิ่งตีสาม นึกถึงช่วงเวลาหนัก ๆ ที่ต้องกัดฟันซ้อมวิ่ง นึกถึงความมุ่งมั่นตั้งใจว่าจะวิ่งมาราธอนส่งท้ายวัย 49 เพราะปีหน้าก็จะเป็นรุ่น 50 แล้ว จะทิ้งมันไปหรือกลับไปซ้อมแล้วมาล้างตากันใหม่ เอาให้พร้อมกว่านี้ แข็งแรงมากกว่านี้ เอายังไงดี

ฉันอยากหยุดเดี๋ยวนั้นเลย อยากจะนั่งรถแดงไปยังประตูท่าแพ แต่จะข้ามแบริเออร์ไปอีกฝั่งรึก็ใช่เรื่อง เหมือนทิ้งเพื่อนร่วมทางแล้วหนีกลับบ้านคนเดียว มองไปข้างหน้า เขาก็ยังเดินกันอยู่ ตามพวกเขาไปก่อนดีมั้ย จะหนีขึ้นรถแดงก็ไม่มีเงินติดตัวสักบาท ไม่มีลูกอมอมเล่นเลย เห็นเขากินขนมกันก็อยากจะขอเขากิน หิวมาก เอายาดมมาดมเล่นแก้เก้อไปพลาง ๆ

ฉันทิ้งห่างพวกที่วิ่ง ๆ เดิน ๆ ข้างหน้าไกลพอควร ฉันไม่อยากเดินคนเดียวจึงพยายามวิ่งอีกครั้ง มันไปได้ไกลจนเกือบจะตามกลุ่มหน้าทันแต่ปรากฏว่า ตะคริวกำลังก่อตัวเป็นลูกขึ้นที่น่องซ้าย ตายแล้ว หยุดก่อนเถอะ ...อย่าอายใครเลย ล้มลงตรงนี้ไม่มีใครดูด้วยนะ คู่วิ่งก็ไม่ได้อยู่ข้าง ๆ พยายามเดินยาวอีกรอบ จนมาถึงกิโลที่ 35


อีก 7 กิโลเท่านั้น ไม่มีนรกอะไรหรอก เป็นเพียงนิวรณ์มาก่อกวนให้ฟุ้งซ่านว๊อบ ๆ แว๊บ ๆ แล้วก็ผ่านไป ยามเข้าตาจนก็เหมือนได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น สติมาเร็วกว่าที่คิด นิ่งมากขึ้น คิดเองเออเองว่าเราเป็นสัตว์สังคม เมื่อรู้สึกว่ายังมีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกมากมายเมื่อคิดได้ก็พยายามเกาะกลุ่มเขาไปอย่างใจเย็น รสชาติของมาราธอนมันอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เหรอ จะไปต่อหรือหยุดก็อยู่ที่เราแล้ว

มีเพื่อนนักวิ่งเกาะหลังมาอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นนักวิ่งจีน รุ่นเดียวกับฉันเลย เขาสวมเสื้อสีฟ้า ถุงเท้ายาวถึงหัวเข่า กางเกงขาสั้นสีส้ม วิ่งถือธงสีแดงเป็นจังหวะเดียวกัน วิ่งไปคุยไปและนำไปเรื่อย ๆ ดูไปก็เพลินดี อยากจะวิ่งสวมรอยตามเขาแต่ก็ไม่มีแรง ได้แต่อวยพรให้เขาสนุกกับการมาวิ่งบ้านเราด้วยเถอะ อยากให้เขาได้ความประทับใจจากสนามบ้านเรา


มีนักวิ่งชายวิ่งมาตีคู่กับฉัน ถามว่า จากนี้จนถึงเลี้ยวขวาหน้าตลาดอีกไกลมั้ย ฉันว่า อีกประมาณ 2 กิโล พูดจบ เขาก็เขยกเท้าไปข้างหน้า โอ้โห...ใครมาเห็นบรรดานักวิ่งตอนนี้ คงงว่า พวกเธอจะมาทรมานร่างกายทำไมก๊านนนน เหนื่อยขนาดนี้ยังไม่ยอมหยุดอีก มาโซคิสม์หมู่หรือเปล่าเนี่ย

ฉันไม่คิดอะไรมาก ยังมีกำลังใจมาเรื่อย ๆ จนถึงทางเลี้ยวเลียบตลาดต้นพะยอม มีกรวยสีส้มกั้นให้นักวิ่งวิ่งเลนขวา แอบสงสัยว่าเช้าวันหยุดทำไมรถติดมากอย่างนี้นะ คนหน้าตลาดก็เยอะจริง ฉันพยายามวิ่งเปะปะ ๆ ไปเรื่อย ๆ ตามกลุ่มข้างหน้า ไม่ให้รู้สึกโดดเดี่ยวโดดเด่นเกินไป

ปีที่แล้ว วิ่งฮาล์ฟมาราธอน มาถึงหน้าตลาดได้ยืนตรงเคารพธงชาติ โมเมนต์นี้ ชาวต่างชาติอาจไม่เข้าใจ แต่เราได้พักเหนื่อยไปในตัว
แต่ปีนี้ รู้สึกหิวก๋วยจั๊บ อยากจะวิ่งเข้าไปกินก๋วยจั๊บในตลาดสักชาม เส้นทางคุ้นใจมากเพราะเราเคยพักอยู่ในซอยหลังตลาดสมัยทำงานเกือบสิบปี แต่วันนี้ ไม่มีเงินติดกระเป๋าสักบาท อยากจะนั่งรถแดงไปประตูท่าแพและกินอาหารที่เขาเตรียมให้นักกีฬาก็ไม่มีเงิน เห็นเพื่อนนักวิ่งกินขนมก็อยากจะให้เขาชวน เขาก็กินแบบไม่มองหน้าใคร อาจจะอายหรือเกรงใจเพื่อนคนอื่นที่วิ่งไปกินไป ผ่านเซเว่นฯก็อยากจะเข้าไปซื้อกาแฟมาจิบพอชื่นใจ หิวจนตาลายหรือ ก็ไม่ขนาดนั้นแต่อยากกินไปทุกอย่าง

แต่มีบางช่วงที่ต้องวิ่งตามให้ทันกลุ่มหน้า ระหว่างนั้นก็ไม่กล้ามองไปในถนน เขารีบเร่งกันไปไหนก็ไม่ทราบ ทำไมรถติดหนักตั้งแต่ตลาดต้นพะยอมจนถึงหน้าสวนดอกเลยนะ หวังว่าการกั้นทางให้นักวิ่งในวันนี้จะไม่ทำให้เขาเดือดร้อน ชาวเชียงใหม่จะรู้มั้ยนะว่า มีนักวิ่งต่างชาติมาวิ่งงานนี้มากมาย เขานำเงินเข้าประเทศ อย่างน้อยเขาไม่ได้มาแค่วันเดียว น่าจะอยู่เที่ยวเมืองเชียงใหม่อีกหลายวัน

การจราจรเริ่มติดขัด แต่ฉันยังวิ่งในกรวยกั้นอย่างสบาย ๆ แต่ไม่กล้าหันซ้ายหันขวามองสองข้างทาง โชคดีที่มีหมวกปิดหน้านักวิ่งที่วิ่งช้าที่ไม่ยอมถอดใจ

เรามาสิ้นสุดถนนแล้ว และรอข้ามถนนเลียบข่วงเพื่อเช็คอินกิโลที่ 39

ออกาไนเซอร์ตะโกนดังมากว่า มาถึงกิโลที่ 39 แล้วนะครับ อีก 3 กิโลเอง หวังว่าคงจะไม่มีใครหยุดแค่นี้นะครับ

ใช่เลย ไม่หยุดหรอก ไม่มีสภาพนั้นแล้ว อีกสามกิโลเท่านั้น ป่านนี้สามีฉันเข้าเส้นชัยไปแล้วล่ะ เขาคงกังวลใจเหมือนกันนะ

ฉันพยายามมากที่จะไม่เดิน พยายามเปะปะปลายเท้าไปเรื่อย ๆ ยกเท้าสูงไม่ได้เพราะตะคริวจะกินน่อง มีสัญญาณเตือนแล้ว เราต้องระมัดระวังอย่าให้เกิด ไปช้า ๆ ดีกว่าเจ็บ ไม่อยากมีประสบการณ์ที่ว่านี้เลย

ทั้งที่ยังไม่เข้าเส้นชัย แต่ฉันยิ้มได้แล้ว ความพยายามไม่เสียเปล่า แม้เวลาวิ่งจะไม่ดีเท่าไหร่แต่มันไม่เลวร้ายนี่นา เราตั้งเป้าไว้ก็จริง เมื่อทำไม่ได้ก็อย่าเพิ่งไปตีอกชกลมหรือเสียกำลังใจ กำลังใจจากข้างในเป็นเรื่องสำคัญมากเวลานี้

เข้าโค้งสุดท้ายแล้ว มีนักวิ่งต่างชาติชายตีคู่กันมา ทางซ้ายก็เป็นนักวิ่งชายจากจีน ฉันไม่อยากเดินเข้าเส้นชัย พยายามวิ่งเข้าเส้น รู้สึกดีมาก ๆ เลยวันนี้ ภูมิใจในตัวเองมาก ชมตัวเองในใจ ยิ้มให้ตัวเอง ฉันเห็นสามีถือกล้องรอที่เส้นชัยแล้ว ดีใจจริง ๆ ที่ทำได้ หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง !!


พอวิ่งเข้าเส้นแล้ว ยังนึกว่าฝันไปเหมือนกันเพราะเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เหมือนอยู่คนละโลก มีแต่ความลังเล ไม่แน่ใจ ไม่รู้จะวิ่งต่อทำไม แต่ก็กลัวตัวเองร้องไห้หากไม่ยอมวิ่งต่อหรือเดินออกจากการแข่งขัน ฉันจะแก้ต่างให้ตัวเองว่าอย่างไรในเมื่อยังทำได้แล้วไม่ทำ


เหรียญและเสื้อฟินิชเชอร์ที่ได้ในวันนี้ ทำให้ฉันอิ่มเอมใจอยู่ลึก ๆ แล้วก็ต้องทบทวนบทเรียนและประสบการณ์ที่ได้จากครั้งนี้จริงจังอีกครั้ง

การที่เราตัดสินใจกระโจนเข้าสู่เส้นทางระยะนี้นั้น ด้วยอายุของเรา ยังสนุกกับวิ่งระยะไกลขนาดนี้อยู่หรือเปล่า ยังสนุกกับมันอยู่หรือไม่ สังขารเราพร้อมที่จะวิ่งฟูลมาราธอนไหม หากอยากวิ่งอีก เราต้องซ้อมมากกว่านี้เยอะมาก ๆ เราจะพอแค่นี้หรือมีมาราธอนครั้งต่อไป อย่าเพิ่งรีบตอบในวันที่ร่างกายสะบักสะบอมและเหนื่อยอยู่


การวิ่งฟูลมาราธอนไม่ใช่แบบที่ใครเข้าใจว่า ' ใ ค ร ๆ ก็ วิ่ ง ไ ด้ 'นั้น ถูกเพียงครึ่งเดียว หากไม่มีการฝึกซ้อมแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือฝึกซ้อมจนเข้าฝักหรือสร้างรากฐานให้แน่นเสียก่อน อาจวิ่งไม่จบ ยิ่งกว่านั้นอาจจะบาดเจ็บจนเข็ดหรือกลับมาวิ่งอีกไม่ได้เลย คิดแล้วคงน่าเสียดาย

สำหรับฉันในวันนี้ เรื่องที่วิ่งไม่ออกนั้น อาจเกิดขึ้นได้แต่โดยรวมแล้วคือซ้อมไม่พอ แกร่งไม่พอ ไม่ทุ่มเทหรือจริงจังเท่าครั้งแรก แต่ไม่เคยคิดว่าจะมาลองสนามหรือเดิน ๆ วิ่ง ๆ เอาแค่ถึงหรือแค่ผ่านเวลาคัทออฟเท่านั้น

การวิ่งในงานนั้น ฉันใส่หัวใจเต็มที่ ทุ่มเทวิ่งตามแผนที่ซ้อมมาจนสุดกำลัง ต่อสู้กับปีศาจในใจในช่วงที่ไปไม่ไหว ไม่อยากโอดครวญให้ใครฟัง ถ้าซ้อมดี ผลก็น่าจะดีเพราะมันคือคุณธรรมของการซ้อม ยกเว้นมีอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง

จบจากการวิ่งครั้งนี้ ฉันเริ่มถามตัวเองเหมือนกันว่า ระยะไหนที่วิ่งแล้วมีความสุขที่สุด เพราะอายุขนาดฉันนี้ ไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่ต้องเอาชนะหรือมีอะไรที่น่าท้าทายอีกแล้ว ฉันอยากเดินสายกลาง ยอมรับในสิ่งที่ทำได้และไม่ได้ ไม่บุ่มบ่าม ไม่โลภมากไม่ว่าจะเอาสถิติหรือเป็นที่หนึ่ง พยายามที่จะไม่เป็นที่โหล่ แต่หากเป็นที่โหล่หรือต้องวิ่งหนีรถพยาบาล ฉันคิดว่าฉันสามารถยิ้มกับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างคนมีวุฒิภาวะได้เช่นกัน

มาราธอนครั้งนี้ สอนฉันหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องความไม่แน่นอน อะไรจะเกิดก็เกิด เราจะรับมือกับมันอย่างไร หากมาราธอนวิ่งกันง่าย ๆ ซ้อมแบบนี้ก็ต้องจบแบบนี้ รสชาติของมาราธอนคงหายไป ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น หรือแท้จริงแล้ว หัวใจเรายังสดเสมอและอาจไม่รู้จักตัวเองด้วยซ้ำว่า เราเป็นมนุษย์ที่แสวงหารสชาติให้ชีวิต ชอบเติมความสดชื่น ความมีชีวิตชีวาให้โลกภายในไม่ชืดชาจนเกินไป แต่ก็อย่าลืมเรื่องสังขารที่แท้จริงของเราด้วย เราต้องทะนุถนอมอย่างยิ่ง อายุขนาดนี้วิ่งได้ก็ดีแล้ว อย่าหลงไปว่าต้องวิ่งหนักวิ่งไกลขนาดนี้จึงจะเก่ง อายุขนาดนี้ไม่ต้องการการยอมรับจากคนภายนอกแล้ว ความสุขมันเริ่มจากข้างในและพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีและทำได้ก็พอ



ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
18 ธันวาคม 2559






























Create Date : 20 ธันวาคม 2559
Last Update : 20 ธันวาคม 2559 8:06:20 น.
Counter : 300 Pageviews.

2 comment
--- วั น นี้ ซ้ อ ม วิ่ ง ร ะ ย ะ ฮ า ล์ ฟ ม า ร า ธ อ น ---







อาทิตย์ที่แล้วตื่นสายมาก ตัดสินใจออกวิ่งกันตอนเจ็ดโมงกว่า เจอแดดใสยามสายเข้าเต็ม ๆ เราวิ่งเล่นเกือบสองชั่วโมง กลับมาบ้านถึงรู้ตัวว่าหน้าไหม้เกรียม แต่ตอนนั้นสนุกสนานกับการถ่ายภาพสวนของชาวไร่แถวนี้ 'ข อ ง ดี ที่ ไ ช ย ป ร า ก า ร ' มีสารพัดสารพันอย่าง

แต่อาทิตย์นี้ เราตั้งใจจะซ้อมวิ่งยาว ความจริงฉันไม่พร้อมจะซ้อมวิ่งยาวสักเท่าไหร่เพราะระบบการเต้นของหัวใจยังไม่ดีนัก ดีอย่างเดียวที่ไม่ป่วยเหมือนเดือนที่แล้ว

การป่วยครั้งนั้นสอนอะไรไปไม่น้อย ทั้งที่เรากินยาและพักผ่อนอย่างเพียงพอ แต่อาการป่วยไข้ไม่ทุเลาลงเลย ความกังวลที่ทับถมใจมากคืออยากวิ่งนั่นเอง ถึงที่สุดแล้วเราก็ไปตามใจอยากเราไม่ได้เพราะสุขภาพไม่เอื้ออำนวย ใจอย่างเดียว ทำอะไรไม่ได้หรอก ฝืนก็ไม่ไหว ต้องทำใจอย่างเดียว แอบคิดถึงคนที่เขาวิ่งไม่ได้อีกแล้ว เขาคงรู้สึกแย่เหมือนกันในคราวแรก แต่เมื่อปรับใจได้ เขาก็รู้ว่า ยังมีอีกหลายอย่างที่เขาทำได้ดีไม่แพ้เรื่องวิ่ง เผลอ ๆ ดีกว่าด้วยซ้ำ คนเก่งนี่เก่งทุกอย่าง เก่งรอบด้านเลยนะ ตรงข้ามกับที่เราเคยท่องจำมาตลอดว่า 'อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่าเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล ' เพราะในความเป็นจริงนั้น ศาสตร์ทุกศาสตร์เชื่อมโยงกันจนแทบจะแยกไม่ออก ฉันยังระลึกถึงนักวิ่งซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันออกวิ่งคนนี้อยู่เสมอ


เช้านี้ เราตื่นตีสาม ฉันยังไม่ค่อยชินกับการตื่นเช้าแบบนี้มานานพอควร หรือความกระตือรือร้นลดน้อยลงไป เหมือนเจอปีศาจความขี้เกียจเข้าสิงอีกรอบ โยกโย้และอยากนอนต่อ ตื่นแล้วก็ยังมานอนไหลตรงโซฟาก่อนไปนั่งหลับตาเคี้ยวถั่วแระและมันนึ่งรองท้องและงดกาแฟก่อนวิ่ง


เราออกบ้านราว ๆ ตีสามครึ่งและใช้เวลาอุ่นร่างกายพอสมควรก่อนเริ่มวิ่งจริงตอนตี 4


เช้า ๆ อากาศดี พยายามตั้งสมาธิและค่อย ๆ ไปเพราะวันนี้ยังต้องใช้เวลาตรงนี้อีกนาน เดาไม่ได้ว่าจะวิ่งได้แค่ไหน จะทำสำเร็จสมความตั้งใจหรือไม่ จะเหนื่อยจนแน่นหน้าอกหรือเปล่า เดี๋ยวนี้ฉันฟังเสียงร่างกายมากขึ้น คอยไถ่ถามด้วยความใส่ใจ ทะนุถนอมทุกส่วนของร่างกาย ถึงไม่สามารถวิ่งไกล ๆ ได้ แค่วิ่งได้ก็ยังดี อย่างน้อยก็หมั่นทบทวนเสมอ ๆ ว่าเราวิ่งเพื่ออะไร เราสามารถเปลี่ยนแปลงเป้าหมายได้เสมอ ขอให้เราทำแต่ละอย่างให้สุดความสามารถของเราก่อน จะได้ไม่ค้างคาใจ

ระหว่างวิ่งก็เหมือนกัน ฉันเคยตั้งใจว่าถ้าวิ่งถึงระยะมินิมาราธอนจนข้ามเส้นชัยได้แล้ว ฉันอยากจะวิ่งรวดเดียวโดยไม่หยุดเดินเพราะไหน ๆ ก็จะเป็นนักวิ่ง ก็ไม่ควรเดิน

หรือตอนฝึกซ้อมเพื่อไปวิ่งระยะฮาล์ฟ ก็ตั้งใจอีกว่า จะไม่เดินเช่นกัน ดูเป็นการกดดันโดยใช่เหตุนะ เมื่อตั้งเป้าหมาย เราจะได้ฝึกซ้อมให้ร่างกายอดทนได้นาน เหนื่อยก็จ็อกกิ้งช้า ๆ พอหายใจเข้าที่ก็เร่งตัวเองต่อไป

เมื่อลงวิ่งระยะมาราธอนก็เช่นกัน เราเดาเหตุการณ์ข้างหน้าไม่ได้ยิ่งกว่าว่า เราจะวิ่งจบหรือเปล่า ไม่ทราบว่าจะเจออุปสรรคระหว่างทางอย่างไรบ้าง วิ่งมาราธอนเหมือนการใช้ชีวิตที่มีเป้าหมายเหมือนกันนะ มันไม่ไกลเกินฝันนักแต่ไม่รู้อุปสรรคข้างหน้าเราจะฝ่าไปได้หรือไม่

วิ่งระยะไกลนี้ ฉันเคยคิดว่า อยากจะวิ่งตลอดเส้นทางโดยไม่เดินอีกเช่นกัน

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ฉันทำไม่ได้หรอก มันเหนื่อยจนต้องเดิน ยิ่งหลังกิโลที่ 35 ไม่มีปีศาจไหนมารังควานหรอก ขาไปไม่ไหวแม้ใจอยากจะจบ แต่ฉันวิ่งอย่างต่อเนื่องไม่ไหว จะเป็นวิ่งสลับเดินไปเรื่อย ๆ

แล้วใครบอกล่ะว่า เป็นนักวิ่งแล้วห้ามเดิน

เราจะตั้งข้อแม้ให้รัดคอเราไปทำไม

นักวิ่งเก่ง ๆ เขาทำได้เพราะปีกการบ้านเขาหนักหนากว่าเรามาก ขณะที่เราซ้อมไม่ถึง แรงน้อยแล้วยังคิดจะทรมานตัวเองอีก ทำไปทำไมกันนะ ไม่สงสารตัวเองหรอกหรือ เดินบ้างก็ได้ถ้ามันเหนื่อย บนสนามชีวิตก็แบบนั้น เหนื่อยยังต้องพัก หายเหนื่อยก็ไปต่อ เราไปถึงเป้าหมายเหมือนกันแต่ต่างกันที่ระยะเวลา เราชื่นชมพวกเขาได้และเราสามารถยินดีกับสิ่งที่เราทำได้ด้วย มันแค่นั้นจริง ๆ


วันนี้เราวิ่งกันไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดพักนอกจากแวะจิบน้ำทุกสามกิโล ซ้อมก็เหมือนวิ่งจริง เราพยายามทำทุกอย่างให้เหมือนลงสนามจริง ไม่งั้นจะเหนื่อยฟรี โชคดีที่ร่างกายพร้อมพอจะวิ่งยาวได้ เราวิ่งกันจนจบระยะฮาล์ฟมาราธอนตามที่ตั้งใจ แต่วัดระดับการเต้นของหัวใจ ยังอยู่ในโซนที่ 5 อยู่ ทำให้ความกังวลกลับมาเยือนอีกรอบ ทั้งที่ไม่เหนื่อยนะ แปลกใจมาก !!



ฉันบันทึกความเป็นไปในแต่ละวันเพื่อจะดูการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง อย่างวันนี้ปีที่แล้ว ฉันกำลังเข้าโปรแกรมซ้อมวิ่งฮาล์ฟของครูดิน ฉันทำสำเร็จเกินครึ่ง วิ่งเพซ 6 กว่า ๆ ถึง 7 ให้คะแนนความมีวินัยดีแต่ความแข็งแกร่งของร่างกายไม่ผ่าน

แต่ปีนี้วิ่งช้ากว่าปีที่แล้วเยอะเลย สาเหตุคือป่วยและแก่




ปีที่แล้ว ฉันใช้แอพพลิเคชั่นจับเวลาวิ่ง พอให้รู้คร่าว ๆ เท่านั้น หรือบ่อยครั้งที่ฉันนับรอบสนามเอา ลืมไม่ได้ ถือว่าเป็นการใช้สมาธิอย่างหนึ่ง

ปีนี้ใช้นาฬิกาจับเวลา จับการเต้นของหัวใจ ใช้ได้สารพัดอย่าง แต่กลับกังวล กดดันตัวเองแท้ ๆ แทนที่จะใช้ประโยชน์กับมันให้สนุกสนานเต็มที่ หาเพื่อนฝูง ชาเลนจ์กัน แต่ก็เกิดเชื่อมันมากเกินไปและกลัว ฉันยังไม่เข้าขากับนาฬิกาแต่ก็หวังว่าจะพยายามใช้มันให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ต้องทดลองด้วยตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า หาจุดเด่น จุดด้อยของมันให้ได้


หรือเพราะสุขภาพร่างกายของฉันปีนี้ดูแย่กว่าปีที่แล้ว ป่วยตั้งแต่ต้นปีมาเลยทีเดียว เลือดจะไปลมจะมาของชีวิตก่อนที่จะเริ่มต้นด้วยเลข 5 ในปีหน้านี้ ได้แต่หวังว่า มันเป็นธรรมชาติของวัยทอง สังขารเสื่อมสภาพจนกว่าร่างกายจะปรับตัวได้ เชื่อว่าอย่างนั้น



หลังจากวิ่งเสร็จ กลับบ้านมาดูแลหมาป่วย ต้องพาเขาเดินทุกเช้า ขืนปล่อยให้เขานอนทับขาตัวเอง ขาจะลีบไปทุกวัน แต่ทำใจไว้หมดแล้วว่า เขาคงจะเดินไม่ได้ในไม่ช้า เราจึงต้องรักษาร่างกายให้ดี สุขภาพแข็งแรงสมวัย อย่างน้อยก็ได้ดูแลสิ่งมีชีวิตในบ้านให้ดีที่สุดเพราะเขาคือสมาชิกของครอบครัวที่เรารักและผูกพันมาก





ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขนะคะ
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
6 พฤศจิกายน 2559
















Create Date : 06 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2559 8:08:50 น.
Counter : 306 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]