All Blog
--- สิ่ ง ที่ ไ ด้ รั บ จ า ก ก า ร วิ่ ง ---








สิ่งที่ได้รับจากการวิ่ง

'...ประเด็นแรกต้องมีความรู้ว่าจะวิ่งอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ วิ่งแล้วไม่เป็นผลเสีย มีความรู้ยังไม่สู้มีปัญญา เพราะว่า ช่วงแรกที่ผมเอาแต่หาความรู้เพื่อที่จะมุ่งไปสู่การวิ่งเพื่อชัยชนะ วิ่งเพื่อความเร็ว วิ่งเพื่อแข่งขัน สุดท้ายบาดเจ็บ ทั้ง ๆ ที่เรามีเทคโนโลยี มีความรู้ ต้องมีปัญญา ต้องรู้ว่าวิ่งอย่างไร วิ่งเพื่ออะไร พอบาดเจ็บ เราก็เปลี่ยนมาวิ่งอย่างไรให้ยั่งยืนขึ้น มีไตรกีฬา มีบาลานซ์เพื่อพิสูจน์ศักยภาพของตัวเอง รู้จักฟังร่างกายตัวเอง แต่ก็มีขึ้นอีกระหว่างที่ไปแข่งไกล ๆ ผมกลับได้เรีนรู้ว่า สิ่งที่เหนือกว่านั้นคือ เรื่องของสติ
มีบางช่วงที่ผมง่วง เพื่อนฝรั่งฝึกให้ผมเดินตามเท้า รอยเท้าเขา ผมไม่สนใจอะไรเลย ผมไม่สนใจว่าจะเป็นเหวอะไร ผมเดินเอาเท้าเหยียบรอยเท้าเขาอย่างเดียว ช่วงนั้นผมหายง่วงเป็นปลิดทิ้งเลย แล้วผมรู้สึกมีความสุขมาก ๆ มีสมาธิ แรงก็มี เดินได้โดยไม่เหนื่อย
ยิ่งกว่าปัญญา มันมีบางอย่างที่เราต้องฝึก
มีความรู้ มีปัญญาและต้องมีสติ นี่คือสิ่งที่ได้รับ...'





เครดิต : https://www.youtube.com/watch?v=0G_owIkoOqk
เจาะใจ : วิ่งเปลี่ยนชีวิต | ชุมพล ครุฑแก้ว [18 ก.พ. 60]
ดร. จุ๋ง ชุมพล ครุฑแก้ว

ขอบคุณค่ะ








Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560 11:11:54 น.
Counter : 296 Pageviews.
3 comment
(โหวต blog นี้) 
--- ห ลั ง วิ่ ง ม า ร า ธ อ น ---















หลังวิ่งมาราธอนนั้น ฉันไม่รู้มาก่อนเลยว่าต้องเอาเท้าแช่น้ำเย็นที่ต่ำกว่า 13 องศาหรือเอาราดขาทั้งขาหรือนอนแช่ทั้งตัวเพราะน้ำเย็นรักษาอาการบอบช้ำจากการวิ่งได้ ถ้าดีก็อาบน้ำเย็นแม้อากาศเย็น เพราะความไม่รู้จึงไม่ได้ทำ ไม่ได้หาข้อมูลหลังวิ่งว่าต้องทำอย่างไรกับตัวเอง พอข้ามเส้นโดยไม่บาดเจ็บก็สบายใจ (ทำใจรอผลวันรุ่งขึ้นว่าจะสาหัสหรือเปล่าเท่านั้น ) ถ่ายรูปกับลูก ๆ และเพื่อนฝูงที่รอรับที่เส้นชัยแล้วก็รีบคูลดาวน์ จากนั้นก็หาอะไรรองท้อง แต่กินได้น้อยเพราะกินแตงโมมาเต็มท้อง ไม่ระโหยเหมือนตอนหลังซ้อมยาว 35 กิโลที่ไม่มีอะไรกินระหว่างวิ่งนอกจากน้ำ แต่ก็งงว่า เขาเอาเกลือไว้ให้นักวิ่งทำไม
หลังวิ่งจนวันนี้ ชีวิตว่าง เพราะต้องพักให้ฟื้นตัวแม้จะไม่บาดเจ็บ
การคลายกรดแลคติกนั้น อ่านวิชาการยังไม่ค่อยเข้าใจ จึงได้แต่นอนยกขาขึ้นสูงให้เลือดไหลเวียน
เขาบอกให้กินโปรตีนมาก ๆ ซ่อมเสริมร่างกาย ก็กินไม่ค่อยได้มากไปกว่าเดิม
อาทิตย์หน้าค่อยออกวิ่งเหยาะ ๆ 30-40 นาทีพอ ไม่ต้องรีบร้อนหรือกระหายจะวิ่ง
อาทิตย์นี้ก็ดูรูปวันงานวิ่งและตามอ่านประสบการณ์มาราธอนแรกของเพื่อน ๆ
::
::
#whenpoopayiaruns
#บันทึกนักวิ่งแนวหลัง
#ภูพเยีย








Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2560 9:35:50 น.
Counter : 228 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
--- CMU Marathon #2 ---






















ปีที่แล้ว ฉันเลือกสนามนี้เป็นมาราธอนแรกของการวิ่ง แม้จะอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องวิ่งมาพอสมควร ทำให้ทราบบ้างว่า คนส่วนใหญ่มักจะเลือกสนามระดับตำนานและระดับประเทศเป็นมาราธอนแรกเพราะมาราธอนแรกมีครั้งเดียว จะได้เป็นความทรงจำที่ดี

ฉันเคยคิดเรื่องนี้เหมือนกันตอนที่ยังวิ่งมินิมาราธอนอยู่ เมื่อถึงเวลาต้องเลือก ฉันกลับเลือกสถานที่ที่ฉันรู้สึกพิเศษนั่นหมายถึงที่ที่มีความผูกพันทางใจไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ต้นปีนี้ เราผ่านฮาล์ฟมาราธอนมาสองงานติด ๆ จึงอยากพักร่างกายบ้าง ถ้าลงอีกก็คงทู่ซี้ไปได้ แต่อาจจะทรมาน สงสารร่างกาย อย่างน้อยมาร่วมงานนี้ ได้เจอะเจอเพื่อนฝูงที่เคยเล่นซอฟต์บอลด้วยกันตอนเรียนมหา'ลัย และเพื่อนรุ่นน้องของสามี ก็เริ่มมาวิ่งกันทั้งครอบครัว รู้สึกดีที่เราจะได้เจอกันตามสนามวิ่งบ้างแล้ว เป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับพวกเรามาก ที่จะได้เจอกันในงานวิ่งมาราธอนที่ใดที่หนึ่งในวัยที่ไม่น่าจะมาวิ่งมาราธอนกันได้ด้วยซ้ำ

บรรยากาศที่งานคึกคักและอบอุ่น เพราะเราแสนจะคุ้นเคยกับที่แห่งนี้

ฉันไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจอะไรมากนักเพราะว่าเราซ้อมระยะสิบกิโลค่อนข้างปกติ แต่เพื่อนรู้สึกไม่ปกติเพราะเราจะลงฮาล์ฟมาราธอนเป็นส่วนใหญ่ ก็อย่างที่บอกแต่แรกแล้วว่า อยากเจอเพื่อน อยากวิ่งสบาย ๆ ระยะสั้น ๆ บ้าง ไม่กดดันตัวเองว่าจะวิ่งไม่จบ แต่ก็ไม่ประมาทเหมือนเดิม

เช้านี้อากาศดีมาก ไม่หนาวเหมือนเช้าก่อนวิ่งที่วัดจันทร์ ที่นั่นยืนหนาวสั่นและอยู่ไม่สุข ที่นี่เราได้ยืนเชียร์นักวิ่งที่เข้าที่หนึ่งของมาราธอนด้วย ตื่นเต้นดี ได้เห็นบรรยากาศสด ๆ ของนักวิ่งระดับแถวหน้าหลายคน

มินิมาราธอนปล่อยตัวหกโมงตรง โดยวิ่งออกประตูหน้ามอชอ เลี้ยวซ้ายไปทางสวนสัตว์ ขึ้นไปกลับตัวตรงครูบาศรีวิชัย และเลาะไปทางถนนห้วยแก้ว เลี้ยวซ้ายไปทางห้วยตึงเฒ่า แต่กลับตัวก่อนนั้นก่อนวิ่งตรงไปทางปั๊มน้ำมันข้างมอชอเพื่อวนขวาทางหลังมอก่อนเข้าประตูคณะวิศวะฯ ผ่านหอนาฬิกาและวนไปทางหอสมุด วิ่งไปทางคณะมนุษย์และวนขึ้นไปบนอ่างแก้ว วิ่งอ้อมหลังศาลาอ่างแก้วมาเข้าเส้นชัยตรงจุดเดิม

อากาศกำลังสบาย ฉันวิ่งสนุกมาก ๆ ต่างกับการวิ่งฮาล์ฟที่กรุงเทพฯเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว อยากร้องไห้ตั้งแต่กิโลที่ 4 เพราะร้อนมาก หมดแรง

เชียงใหม่อากาศดี ฉันอาจจะพึงใจแบบนี้ ฉันวิ่งไม่เก่ง แค่วิ่งได้เท่านั้นแต่ฉันซ้อมวิ่งอยู่ตลอดเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ ฉันไม่ใช่นักวิ่งที่ทนได้ทุกสภาวะ ถ้าทรมานเกินก็ไม่สนุก ถ้าฉันเป็นนักวิ่งตัวจริง ผ่านการซ้อมอย่างดี ต้องไม่เปรียบเทียบและไม่บ่นอะไร ฉันเข้าใจตรงนี้ แต่ฉันไม่ชอบอากาศร้อน มันหมดแรง

ฉันวิ่งรวดเดียวจนจบ 10.5 กิโลด้วยเพซ 7 เหมือนเดิม วิ่งสบาย ๆ ไม่กดดันตัวเอง ไม่สปีดมากกว่านี้เพราะไม่ได้ซ้อมสปีด การประมาททำให้วิ่งไม่จบ เจ็บเปล่า ๆ และก็ไม่ต้องการสถิติที่ดีกับตัวเองสักเท่าไร

วันนี้สมาธิดี คิดไปทีละก้าว ทีละกิโล ใจนิ่งและคุมเพซวิ่งไม่ให้เกินกว่า 7 วิ่งข้ามเส้นชัยสบาย ๆ

รอถ่ายรูปกับเพื่อนฝูงและนัดกินข้าวกันก่อนพวกเขาบินกลับกรุงเทพฯ

ฉันเห็นข้อดีของการวิ่งมินิมาราธอนหลายอย่างในวันนี้ อย่างแรกคือ วิ่งสบาย ๆ ไม่วิตกกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่พึงใจหรืออุปสรรคระหว่างการวิ่งเหมือนการวิ่งฮาล์ฟและวิ่งยาวเหมือนมาราธอน

วิ่งมินิมาราธอนจบเร็ว ได้กินอาหารมากมายหลายอย่าง มีเวลาเข้าแถวกินโน่นนี่ ฉันได้กินข้าวซอยลำดวนและขนมจีนน้ำเงี้ยว(ของอะไร ลืม) นอกจากนี้ยังมี ข้าวมันไก่นันทาราม ข้าวเหนียวหมูย่าง สลัดฝายหิน อาหารการกินเยอะมาก ฉันกินได้เท่านั้นแหละแต่ชอบบรรยากาศในงานวิ่งที่มีอาหารเลี้ยงนักวิ่งแบบนี้

ก่อนนี้ฉันไม่เคยกินอะไรหลังวิ่งได้ ไม่หิวเพราะเหนื่อยมาก กินไม่ลง พอเพิ่มระยะมากขึ้นก็เจออาการกินไม่ได้หลังเข้าเส้นชัยอีก ครั้นพอวิ่งมาราธอน ก็วิ่งเข้าเส้นช้า เขาเก็บเต็นท์ เก็บหม้อ อาหารหมดแล้ว จนไม่เคยคิดถึงอาหารการกินหลังเข้าเส้นชัยเลย จริง ๆ ก็ไม่คิดมาก ไม่ได้มาถือสาหาความ ขอให้มีน้ำเพียงพอจนกิโลสุดท้ายก้พอใจมากแล้ว

งานนี้จึงบอกได้ว่า วิ่งดี วิ่งสนุก และอิ่มท้องกับอาหารอร่อยหลายอย่าง (เพิ่งเคยเป็นแบบนี้นะคะ) แถมพอเจอเพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่เริ่มวิ่งก็ยิ่งดีใจ ถึงจะต่างคนต่างมาด้วยเหตุผลต่างกันก็ตาม

ปีหน้าเจอกันใหม่


ขอให้มีความสุขทุกท่าน
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
12 กุมภาพันธ์ 2560














Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2560 10:22:11 น.
Counter : 259 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
--- ง า น วิ่ ง ค รั้ ง แ ร ก ที่ บ า ง ก อ ก ---





















งานกรุงเทพมาราธอนนี้เป็นงานใหญ่อีกงานหนึ่งซึ่งเคยอ่านจากหนังสือ เป็นงานที่จัดทุกเดือนพฤศจิกายน ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 29 แต่มีเหตุสุดวิสัยทำให้ต้องเลื่อนงานวิ่งมาเป็นวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2017 ปีนี้แทน

ครั้งแรกที่ไม่มีการเลื่อนงานนั้น ฉันตั้งใจว่าคงไม่ลงวิ่งแน่นอนเพราะเป็นช่วงหลังการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เส้นทางการวิ่งก็ผ่านพระบรมมหาราชวัง ขณะที่ทุกคนกำลังเศร้าโศกและอาลัยในการเสด็จสวรรคตของพระองค์ท่าน กิจกรรมใด ๆ คงยังไม่เหมาะ ไม่ถูกกาละเทศะ วิ่งไปคงไม่มีความสุขเพราะใจยังไม่เข้าที่เข้าทาง ความเศร้ายังไม่บรรเทาเบาบาง ยิ่งเห็นพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน ยิ่งคิดถึงมาก ไม่เคยคิดว่า่ตัวเองจะร้องไห้ได้มากขนาดนี้ นี่คือความรู้สึกส่วนตัว

ทางผู้จัดงานคงคิดหาวิธีเพื่อให้เหมาะสมและลงตัวที่สุด แต่การเลื่อนการจัดงานที่วางแผนล่วงหน้าแล้วนั้น ทำให้เกิดการลังเลและต้องเลือก เพราะงานนี้ไปชนกับงานวิ่งอื่น ๆ ด้วยทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด เราเองก็ลงงานวิ่งที่เชียงใหม่ไว้ ทำให้ต้องเลือกวิ่งหนึ่งงาน เราก็เลือกที่กรุงเทพฯ เพราะไม่เคยวิ่งในเมืองหลวงของประเทศไทยโดยเฉพาะบนทางด่วนที่ปิดถนนร้อยเปอร์เซ็นต์ ตื่นเต้นไม่น้อย

หลังจากได้วันที่แน่ชัดและทราบเวลาที่ผู้จัดจัดให้วิ่งนั้น คือ มาราธอน ปล่อยตัวตอนเที่ยงคืน ฮาล์ฟมาราธอนปล่อยตัวตีสอง และมินิมาราธอนปล่อยตัว ตีห้าครึ่ง

ฟังเสียงจากแต่ละคอมเม้นต์ในเพจวิ่งเพจหนึ่ง หลายเสียงบอกว่า อย่าไปเล้ยงานนี้ ผู้จัดแย่สุด เพราะปีที่แล้วเกิดเหตุผิดพลาดที่ระยะของฮาล์ฟมาราธอน จาก 21 กิโลแถมไปอีก 6 กิโล เป็นซุปเปอร์ฮาล์ฟไปอย่างเหลือเชื่อ ชื่อเสีย(ง)ของผู้จัดงานไม่เป็นที่ยอมรับของนักวิ่ง(บางกลุ่ม บางคน) งานระดับประเทศแต่เกิดเหตุการณ์นี้ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร แต่เหตุผิดพลาดเกิดขึ้นแล้ว เราได้แต่หวังว่าครั้งหน้า เขาจะไม่ให้เสียชื่อเสียงแบบเดิมอีก

ฉันก็หวังแบบนั้นว่า เมื่อเหตุผิดพลาดได้เกิดขึ้นแล้ว น่าจะเป็นบทเรียนไม่ให้เกิดซ้ำอีกเพราะงานแบบนี้มีนักวิ่งต่างประเทศมาร่วมงานไม่น้อย

ฟังเสียงแล้ว ใครต่อใครดูเหมือนจะทิ้งงานวิ่งครั้งนี้ แต่ไม่ใช่เรา เราสมัครแล้วแม้งานจะเลื่อน เราก็เลือกวิ่งงานนี้แหละ รอวันและศึกษาเส้นทางในการวิ่ง ความฝันของฉันยังอยากวิ่งบนสะพานพระราม ๘ สะพานแสนสวยนี่แหละ

เราไม่ได้บอกใครหรอกเรื่องเราจะมาวิ่งงานนี้ แม้งานวิ่งจะผีหลอก มีนักวิ่งร่วมงานน้อย เมื่อระบุวันแล้วก็คงต้องมีงาน ฉันคอยติดตามอัพเดทงานวิ่งนี้ตลอด ก็มั่นใจว่า ไม่ล้มแน่แม้เสียงต่อว่าต่อขานและเสียงเตือนของคนรอบข้างว่า ทิ้งไปเถอะ ลาแล้ว ลาขาดงานนี้ ไม่ปลื้มทุกกรณีเลยก็ตาม


เช้าวันเสาร์ที่เราไปรับ BIB ในใจก็นึกไม่ออกว่า จะมีคนมาวิ่งสักเท่าไหร่นะ ไม่น่าจะมากอย่างงานจอมบึง งานนั้นมีการปล่อยตัวเป็นบล็อก การต้อนรับจากคนในพื้นที่อบอุ่นและน่าประทับใจ

เรารับเสื้อและเบอร์วิ่งเสร็จ ออกมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับป้ายงานเสียหน่อย มีนักวิ่งคนหนึ่ง ถือถุงเสื้อหกถุงและรบกวนให้เราถ่ายรูปให้เขา เขาบอกว่า มารับบิ๊บให้เพื่อน งานนี้เขาวิ่งคนเดียว เพื่อนเขาทิ้งงานนี้แล้ว

ใจเราก็หงอยสิ สงสัยคนจะโหรงเหรงจริง ๆ 555 ... แต่ไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว ใครไม่วิ่ง ฉันจะวิ่ง ฉันชอบบรรยากาศงานวิ่งนี่นา

พอได้เสื้อแล้วก็กลับบ้าน ชวนน้องสาวไปหาอะไรกินที่เอเชียถีค อยากกินปิ้งย่าง อะไรก็ได้ในร้านที่นั่งสบาย กินแล้วจะได้กลับบ้าน นอนเอาแรงเพราะวิ่งตีสอง ต้องนอนแต่หัวค่ำ

การวิ่งทำให้ฉันนอนเร็วขึ้น ฉันเคยซ้อมวิ่งตอนตีสอง ตีสาม ตีสี่มาบ้างแล้ว รู้ว่าต้องรีบเข้านอน ตื่นเช้ามานั่งกินอาหารก่อนวิ่งสักชั่วโมงเพราะวิ่งตอนท้องว่างจะทรมานมาก แต่ปีนี้ ยังไม่เคยตื่นมาซ้อมวิ่งยาวตอนตีสอง ตีสามแบบนี้เท่านั้น

จากการที่ซ้อมวิ่งอย่างต่อเนื่อง ก็คลายความกังวลไปบ้าง แต่ที่ยังกังวลอยู่คือ ซ้อมไม่ถึงระยะฮาล์ฟมาราธอนที่จะวิ่งตีสองพรุ่งนี้เช้า กอปรกับทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมาไม่ค่อยสบาย เดินบนลู่วิ่งวันละสามถึงห้ากิโล เหนื่อยเหลือเกิน หายใจไม่ทัน ไม่ทราบว่าทำไมถึงเหนื่อยง่าย อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยทำให้ไม่ค่อยสบายด้วย

ใครที่ว่านักวิ่งไม่ค่อยป่วยนั้น ฉันอาจจะเป็นข้อยกเว้น ฉันไม่ได้วิ่งเพื่อหนีอาการป่วยไข้หรือการตาย แต่การวิ่งทำให้ฉันสุขภาพดีขึ้น กินอาหารได้มากขึ้นและหลับสบาย เท่านี้ฉันก็พอใจ

ฉันเข้านอนราว ๆ ทุ่มตรง ปกติฉันเป็นคนนอนหลับง่ายมาก แต่หลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะฝันซ้ำ ๆ แต่เรื่องไปงานวิ่งไม่ทัน มองเห็นแต่อุปสรรคในการเดินทางไปงานวิ่ง ฝันชัดเจนมากเพราะฝันแล้วสะดุ้งตื่นเที่ยงคืนพอดีและเล่าให้คู่วิ่งฟัง

ฉันฝันว่า เรารอรถมารับไปงาน แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีรถมารับ ฉันกังวลมากจนอยากร้องไห้ เรามาไกลแต่ก็ไม่ได้วิ่ง สักพัก ก็มีคนเอารถมอเตอร์ไซค์มารับเรา แต่ปรากฎว่า เราออกจากบ้านไม่ได้อีกเพราะเขาปิดถนน ปิดทุกทางเข้าออก ไม่มีทางรถวิ่ง ฉันตกใจและร้องไห้อีก เดินฝ่างานเลี้ยงออกไป เจอมอร์เตอไซค์คันใหม่ เขาบอกเขารู้จุดสตาร์ทงานวิ่ง จะบึ่งไปส่ง พอถึงงาน เขาปล่อยตัวนักวิ่ง แต่ฉันผูกเชือกรองเท้าข้างซ้ายไม่แน่น รองเท้าหลุดจากเท้า นักวิ่งออกตัวไปหมดแล้ว เหลือฉันที่กำลังนั่งผูกรองเท้า ฉันกลัวหลงทางเพราะวิ่งช้า นั่งร้องไห้อีกจนสะดุ้งตื่น

ฉันรีบเล่าให้คู่วิ่งฟัง เขาหัวเราะ ท่าจะเป็นเอามาก สงสัยจิตใต้สำนึกกลัวคู่วิ่งจะทิ้งให้วิ่งหลงทางอีก แต่เขาบอกว่า ค่อย ๆ วิ่งไปด้วยกัน

ฉันอุ่นใจขึ้นมาหน่อย แต่ตัวเองแอบรู้สึกลึก ๆ ว่า ไม่ค่อยมีแรง อ่อนเพลียจากการเดินทาง

เรามาถึงหน้างานก่อนปล่อยตัวหนึ่งชั่วโมงแต่ไม่ทันดูการปล่อยตัวนักวิ่งมาราธอน เพราะเขาปล่อยตัวนักวิ่งตั้งแต่เที่ยงคืนแล้ว มีนักวิ่งฟูลมาราธอนราว ๆ 3 พันกว่าคน ถือว่าไม่มากนักเมื่อเทียบกับงานที่จอมบึงและงานใหญ่ระดับประเทศแบบนี้ แต่พอจะเข้าใจได้เพราะเป็นการเลื่อนเวลาออกมาและนักวิ่งอาจจะจัดเวลามาวิ่งไม่ได้


เราเดินดูงานทั่ว ๆ มีน้ำดื่มและ 100 plus ให้ดื่ม สงสัยจะเป็นสปอนเซอร์ มีเต้าฮวยให้กินแต่ฉันไม่ค่อยกล้ากินอะไรมากไปกว่าที่เคยกิน ฉันรองท้องมาแล้วด้วยกล้วยหอมและขนมปังระหว่างนั่งแท็กซี่มา

ราว ๆ ตีหนึ่งครึ่ง เราวอร์ม ยืดเหยียดร่างกายให้ตื่นตัวหน่อยเพราะใกล้จะลงวิ่งแล้ว แต่เราไม่ค่อยได้ถ่ายภาพงานนักเพราะมืดและมีแต่แสงไฟ เหมือนเรายังไม่ค่อยตื่นนอนสักเท่าไหร่

เรามารอตรงจุดสตาร์ทแล้ว มีนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนราว ๆ 5 พันคน รู้สึกตื่นเต้นมาก ทำไมคนมากมายขนาดนี้ นึกไม่ถึงเลยจริง ๆ มากกว่าที่คิดไว้ ไหนว่าไม่ค่อยมีคนอยากมาวิ่ง หรือที่อ่านในเพจนั้นเป็นความคิดเห็นของคนไม่วิ่งทั้งนั้น แปลกใจเหมือนกัน

ผู้จัดกล่าวเปิดพิธีเล็กน้อยและยืนถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 89 วินาที จากนั้นก็ปล่อยตัวตีสอง ตรงเวลา

ฉันตื่นเต้นทุกครั้งที่ลงสนามวิ่ง ไม่ว่าจะวิ่งระยะไหนก็ตาม ความพร้อมก็มีมาบ้างเพราะซ้อมสม่ำเสมอแต่ไม่ฟิตหนักเหมือนการวิ่งฮาล์ฟครั้งแรก แอบหนักใจอยู่เหมือนกันด้วยเรี่ยวแรงน้อยเหลือเกิน

พอเสียงแตรปล่อยตัวดังขึ้น ใจเต้นตึกตัdเหมือนเคย ค่อย ๆ ซอยเท้าก่อนถึงจุดสตาร์ทแล้วจึงกดนาฬิกาบอกเวลาวิ่งของตัวเอง

นักวิ่งค่อย ๆ ซอยเท้าออกตัวไปเรื่อย ๆ เราอยู่เกือบหลัง ๆ ไปช้า ๆ ตามที่เคยซ้อมมาเพราะระยะทางอีกไกล

จุดแรกคือถนนพิษณุโลก(แยกมิสกวัน) ออกทางขวาไปตามถนนราชดำเนินนอกจนถึงแยก จปร. เลี้ยวขวาวิสุทธิกษัตริย์ขึ้นสู่สะพานพระราม ๘ เชื่อมต่อไปตามถนนพระบรมราชชนนีลอยฟ้าจนสุดปลายทาง ลงสู่ถนนหลวงสาย 338 ไประยะหนึ่งแล้ววนกลับขึ้นลอยฟ้ามุ่งสู่สะพานพระราม ๘ จนถึงแยก จปร. เลี้ยวซ้ายไปตามราชดำเนินนอกคู่ขนานและเข้าสู่เส้นชัย

เส้นทางที่กดบันทึกภาพไว้ในหัวเป็นแบบนั้น แต่ฉันจำไม่ได้หรอก รู้แต่ว่า ควรพยายามวิ่งตามติดคู่วิ่งไว้หรือตามกลุ่มใหญ่ จะได้ไม่หลงทาง ซึ่งไม่แน่ใจว่า มันจะมีทางด่วนไหนให้คนอย่างฉันหลงได้ คงไม่วิ่งช้าขนาดนั้นหรอก (ปลอบใจตัวเอง) คนเยอะขนาดนี้ มันต้องเห็นหลังกันบ้างล่ะ

ฉันวิ่งคู่ไปกับคู่วิ่งเรื่อย ๆ กิโลแรกก็ขึ้นถนนพิษณุโลก เหมือนมันจะเป็นทางขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม่ชันมากนัก เป็นการวิ่งกลางคืนกับเพื่อนนักวิ่งหลายพันคน เสียงรองเท้าเงียบมาก ทั้งที่หลายพันคู่ อากาศร้อนอบอ้าว ฉันยังปรับตัวกับอากาศไม่ค่อยได้ เราค่อย ๆ วิ่งตามคนอื่นไปเรื่อย ๆ เกาะกลุ่มกันอยู่ ฉันเริ่มเหนื่อยเพราะอากาศร้อน และเร่งเท้าเกินไปนิดนึงเพราะดูนาฬิกาเป็นเพซ 7 เป็นสตาร์ทที่เร็วไปนิดทั้งที่ไม่ตั้งใจจะตามใคร

เราแวะจิบน้ำกิโลที่ 2 ...

แต่ฉันเริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้ว แย่จัง ทำไมเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้ เครียดขึ้นมาเลย ทั้งที่งานวิ่งที่จอมบึงนั้น เริ่มออกอาการเหนื่อยตอนกิโลที่ 9 แต่นี่เร็วเกินไป ชักใจไม่ค่อยดี

พยายามกัดฟันวิ่งตามคู่วิ่งไปจนกิโลที่ 4 ตอนนี้ออกอาการจริง ๆ แล้ว ฉันทนอากาศร้อนไม่ไหวและเหมือนเพิ่งฟื้นไข้ด้วย ยังปรับตัวไม่ได้ คู่วิ่งเดินกลับมา บ่นหัวเสียว่า 'อ ะ ไ ร กั น นี่ มั น กิ โ ล ที่ 4 เ อ ง ' ฉันแทบจะร้องไห้ออกมาเลย จะมีใครรู้ล่วงหน้ามั้ยว่า จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ต่อให้ซ้อมมาอย่างดีก็เถอะ นี่ก็ไม่มาวิ่งดิบนะ แต่มันก้าวไม่ออก ฉันพูดคำเดียวเลยว่า 'ไ ป ก่ อ น เ ล ย ' ฉันไม่อยากเป็นตัวถ่วงเขานะ เขาก็ซ้อมมาอย่างดีนี่นา จะมาฉุดกันไว้ทำไม ปกติก็วิ่งคนละเพซอยู่แล้ว

แต่แอบคิดในใจกว่า อาจจะเป็น DNF แรกในชีวิตวันนี้ ใจอ่อนแอและฟุ้งซ่านขาดสติ แต่ก็ดีเหมือนกันจะได้เป็นบทเรียนและรู้ซึ้งเสียทีว่า ซ้อมไม่ถึงก็อย่าลงวิ่ง

เ ร า ทิ้ ง กั น กิ โ ล ที่ 4 . . .

พอได้สติก็ไม่รู้สึกเศร้านานนักหรอกเพราะชินกับการวิ่งตามลำพังตามกำลังของตัวเองมาสักปีกว่าแล้ว มีความสุขไปตามประสา วิ่งไปเรื่อย ๆ ไม่กดดันตัวเองด้วย เหมือนกับที่ไม่ต้องวิ่งตามลูกโป่งที่ประเมินประมาณการณ์ล่วงหน้าว่าจะจบกี่ชั่วโมง

หากเป็นนักวิ่งสายแข็ง เขาไม่คิดแบบนี้แน่ เขาซ้อมมาดี เป้าหมายเขาสูงและควรจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ สนามแข่งคือสนามแข่ง สนามซ้อมคือสนามซ้อม

ฉันเคยตั้งเป้าหมายในแต่ละครั้งเหมือนกันนะว่าจะทำให้ได้ประมาณนี้เพราะซ้อมมา แต่วันนี้ ฉันซ้อมไม่พอ ทำสปีดเวิร์กไม่ได้เพราะกำลังน้อย ไม่ค่อยมีแรง เคยลงวิ่งแล้วแต่ทำไม่ได้ตลอดรอดฝั่งเพราะร่างกายยังไม่แข็งแรงพอด้วย

ฉันไม่ได้อยากวิ่งช้า ไม่อยากเป็นที่โหล่ พยายามเกาะกลุ่มกลาง ๆ ไปเรื่อย ๆ พยายามทำให้ดีทุกครั้ง เพซที่วิ่งปกติคือเพซ 7 และ 8 ช้าจนเพื่อนงงว่า นี่เธอเดินหรือวิ่งแต่ฉันก็มั่นใจว่า ฉันกำลังวิ่งจริง ๆ

การรักษาเวลาวิ่งให้คงที่ทุกครั้งเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ไม่เป็นไปตามที่หวัง นี่ไม่ใช่ข้อแก้ตัว ฉันไม่อยากขมขื่นกับสิ่งที่ทำได้ไม่ดี ไม่อยากเศร้าทั้งที่ตัวเองสามารถวิ่งได้ขนาดนี้แล้ว มันมาไกลจากจุดเริ่มต้นด้วยซ้ำ

ขณะวิ่งไปกิโลที่ 5 ก็คิดเรื่อยเปื่อย ปีศาจมาเย้ยตั้งแต่กิโลที่ 4 ทำไมเหนื่อยเร็วอย่างนี้ นึกไม่ออกเลยว่า จะวิ่งถึงจุดกลับตัวหรือเปล่า ก้าวขาแทบไม่ออก แต่ก็เบาใจว่า ไม่เป็นตัวถ่วงคู่วิ่งแล้ว คิดแค่นี้ก็สบายใจ


อากาศยังร้อนอบอ้าวเหมือนเดิม แต่เหงื่อฉันไม่ค่อยมี พอถึงจุดให้น้ำ ฉันทั้งจิบและล้างหน้า พอมีแรงวิ่งต่อไปข้างหน้า

แทบไม่ค่อยมีคนทักทายหรือพูดคุยกัน ฉันวิ่งผ่านแต่ละคนไป บางทีก็วิ่งตีคู่กับนักวิ่งคนอื่น เราไม่ได้คุยอะไรกัน เขาไม่มองมาทางฉันด้วยซ้ำ เชื่อว่าทุกคนมีสมาธิอยู่กับตัวเอง นาน ๆ ทีฉันจะสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ ปกติวิ่งงานแถวบ้าน เขาจะทักทายกัน ถามถึงคนนั้นคนนี้

ฉันก็วิ่งไปเงียบ ๆ ขี้เกียจคุยเหมือนกัน นึกแต่ว่า จะรอดมั้ยงานนี้ เหนื่อยเพราะอากาศร้อนด้วยก็เป็นได้(ก็ที่เชียงใหม่ก่อนมายังหนาวมากอยู่เลย ฉันปรับตัวไม่ทัน)

พอเข้ากิโลที่ 8 เห็นคนวิ่งกลับตัวมาแล้ว ส่วนใหญ่เป็นนักวิ่งผิวดำจากเคนย่าและเอธิโอเปีย เขาวิ่งเร็วและดูไม่เหนื่อยเลย(ให้ตายสิ) ไม่ใช่ว่าเขาผิวดำแล้ววิ่งดี แต่มั่นใจว่าเขาต้องซ้อมมาอย่างดีมาก ๆ แน่นอน เขาวิ่งตามกันมาเป็นกลุ่มเลย วิ่งฉิวมากอย่างกับจะบิน ปีที่แล้วเขาใช้เวลาสักสองชั่วโมงกว่า ๆ ในการวิ่งมาราธอน (ซึ่งสองชั่วโมงกว่า ๆ ฉันเพิ่งเก็บไป 16 กิโลเท่านั้น) รวมทั้งนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนก็กลับตัวกันเป็นส่วนใหญ่แล้ว ลูกโป่งของเพซเซอร์ผ่านเราไปนักต่อนัก ฉันยิ่งต้องให้กำลังใจตัวเอง พยุงตัววิ่งไปเรื่อย ๆ ยอมรับว่าหมดจริง ๆ ไม่มีแรงจะก้าวแล้ว ยิ่งคิดว่ายังไม่ถึงครึ่งทาง หนทางดูยิ่งไกลออกไป บางครั้งร่างกายกับใจก็ไม่สัมพันธ์กัน


ถนนบนทางด่วนบางช่วงก็มืดมาก ไม่ค่อยมีนักวิ่งใส่ไฟขอทางว๊อบ ๆ แว๊บ ๆ ที่เอวเพราะเขาปิดถนน ไม่ต้องใส่เพื่อระวังรถ ฉันเคยวิ่งไนท์รันมาสองครั้งแล้ว ไฟว๊อบแว๊บที่เอวของทุกคนนั้น ทำให้ปวดหัว คลื่นไส้และรบกวนสายตามาก ฉันเองก็ต้องติดที่เอวเหมือนกันเพราะเขาบังคับ คนอื่นก็คงเวียนหัวกับไฟขอทางที่เอวของฉันเหมือนกัน แต่เพื่อความปลอดภัย เราก็ต้องทำ

งานนี้วิ่งอย่างเงียบกริบ แต่ละคนเหมือนเข้าฌาน สงบกับการก้าวเท้า เหนื่อยกันแต่ไม่มีใครบ่น ข้างทางมีคนเอาขาพาดบนราวถนน ยืดเหยียดกัน เราก็วิ่งไป ต่างคนค่อย ๆ วิ่งกันไปตามกำลัง ฉันแวะจิบน้ำละเอียดทุกจุด ทั้งจิบ ล้างหน้า ราดหัว ราดเข้าไปในเสื้อ ฉันทำแบบนี้ทุกจุดให้น้ำ

ฉันพยายามและพยายาม ฉันจะไม่ละความพยายาม(แต่มันเหนื่อยสุด ๆ เลย)จนกระทั่งถึงจุดกลับตัว...

เจ้าหน้าที่ตะโกนให้กำลังใจ อีก 100 เมตรถึงจุดกลับตัวแล้วครับ สู้ ๆ ครับ

จุดกลับตัวคือ 10 กิโลครึ่ง...

แรงลดฮวบลงไป ฉันไม่โทษอะไรหรอก เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ระหว่างทาง หากคิดว่ากำลังซ้อมวิ่งยาว ฉันก็ต้องวิ่งให้จบตามที่ตั้งใจ นี่ยิ่งเป็นสนามใหญ่ ฉันก็ไม่อยากหยุดแค่นี้หรอก เหนื่อยมากก็เดินเร็ว ให้หัวใจได้พักแล้วก็ค่อย ๆ จ็อกกิ้งต่อ

อาการวิ่ง ๆ เดิน ๆ หลังกิโลที่ 4 นี่ น่าอายมาก แต่ก็เป็นแบบที่บอกจริง ๆ ไม่กล้าบอกใครเลยว่าเคยวิ่งระยะฮาล์ฟมาก่อน เคยซ้อมวิ่งฮาล์ฟติดกันสี่อาทิตย์โดยไม่เป็นอะไรมาแล้ว เหลือเชื่อว่าเคยทำได้ วิ่งตลอดเส้นทางโดยไม่เดินและเวลาดีกว่าวันวิ่งจริงทุกครั้งด้วยซ้ำ แต่อดีตก็ให้กำลังใจตัวเองได้เหมือนกัน ระยะนี้เราเคยผ่านมาแล้วนี่นา อารมณ์เหนื่อยและท้อแบบนี้ก็เคยเจอมาแล้ว จะกลัวอะไร เจอซ้ำอีกครั้งจะเป็นไรไป ยังไงก็ต้องไปถึงเส้นชัยให้ได้

ฉันเลิกกังวลเรื่องเวลาแล้วล่ะ เพราะเอาเท่าที่ทำได้ พอคิดแบบนี้ ใจก็เบา บางทีเราก็แบกความกลัวไว้จนตัวหนัก ฉันเริ่มผ่อนคลาย มีอารมณ์ดูนั่นดูนี่ หาความสุขระหว่างทางไปและคล้ายจะได้กลิ่นสายลมเย็น ๆ ปะทะหน้า

ถึงกิโลที่ 13 ยังเห็นนักวิ่งที่ยังไม่กลับตัวอีกเยอะ อยากให้กำลังใจเขาจังเลย หากซ้อมมาก็ขอให้ไปต่อ อย่าเพิ่งถอดใจ ระยะไกลขนาดนี้ ใจสำคัญพอ ๆ กับการซ้อมเลยทีเดียว

ฉันเจอนักวิ่งชายท่านหนึ่ง เปิดเพลงของบิลลี่ โอแกน เป็นเพลงที่คุ้นหู 'อย่าเสียเวลา ๆ ออก อย่างนี้ก็ต้องออก จะขอลาออก ประท้วงคนงกนัก ออก อย่างนี้จะต้องออก จะขอลาออก รู้แล้วรู้รอดไป....' ฉันได้แต่อมยิ้ม คนรุ่นเดียวกันนะนี่ ฟังเพลงของบิลลี่ โอแกน เด็กรุ่นใหม่ไม่น่าจะรู้จัก มันกลางเก่าแต่ไม่ใหม่ มีเพลงอื่น ๆ อีกแต่ฉันอุตส่าห์แซงแกไปข้างหน้า เพราะแกก็ตกอยู่ในอาการเดียวกับฉันคือ วิ่ง ๆ เดิน ๆ


การวิ่งระยะไกล นอกจากซ้อมแล้ว ใจเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย เพราะหากใจบอกว่าไม่เอาแล้ว เท้าเราจะก้าวไม่ออกเลย เหมือนดับสวิตช์ปิดวงจรชีวิตเลยก็ว่าได้

ใจมีอิทธิพลมากตอนที่กำลังท้อและแรงหมด ฉันก็เป็นแบบนั้น ...

แต่ฉันพยายามวิ่งให้จบนะ เวลาน่าอายหน่อยแต่ดีกว่านั่งรถพยาบาลขณะที่ไม่เป็นตะคริว

ช่วงที่วิ่งขึ้นสะพานพระราม ๘ ขากลับ ไฟสวยมาก อยากถ่ายรูปมาก( กอไก่แปดล้านตัว) แต่ก็นั่นแหละ ไม่พกอะไรมาสักอย่างเพราะทุกอย่างอยู่ในกระเป๋าคาดเอวของคู่วิ่ง ฉันอยากถ่ายภาพบนสะพานพระราม ๘ ฝันก่อนวิ่งเลยว่าจะได้ถ่ายรูปคู่ตอนวิ่งบนสะพานด้วยกัน ... ฝันนี้คงเป็นฝันต่อไป ไม่รู้จะเป็นจริงเมื่อไหร่

อีกสองกิโลสุดท้าย ฉันกลับวิ่งง่ายขึ้น หรือเป็นเพราะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาแล้วว่า ยังไงก็วิ่งจบ ระยะทางระหว่างนี้มีเวลาให้คิดอะไรต่อมิอะไรเหมือนกัน เพราะซ้อมมาไม่ดีจึงฟุ้งซ่าน หากซ้อมมาดี พละกำลังเหลือเฟือ อาจคิดเรื่องการทำเวลาและการสับเท้าเหมือนที่เคยเป็นมาก่อน

ฉันชอบงานวิ่งนี้นะ ไม่รู้จะติอะไร เขาจัดดีนะ ง่าย ๆ อยากให้กำลังใจผู้จัดและเจ้าหน้าที่ทุกคน มีน้ำให้ดื่มไม่อั้นทุกจุด มีเครื่องดื่ม 100 plus ไม่อั้น มีกล้วยและแตงโมให้กินเหลือเฟือ มีหน่วยพยาบาล มีรถสุขาระหว่างทางหลายจุดและหรูมาก(อันนี้ดูจากภาพถ่ายของคนที่ขึ้นไปใช้บริการ) ชอบการปิดถนนที่ทำให้วิ่งสบาย ไม่ต้องกังวลใจ วิ่งจบก็ไม่ต้องพิธีรีตอง รับเหรียญ รับของแจก ไม่ต้องเข้าแถวกินอาหารหลังวิ่ง ไม่วุ่นวายดี ฉันอยากแค่มาวิ่ง วิ่งจบแล้วก็จบนะ ฉันนักวิ่งสายสันโดษแท้ ๆ มาวิ่งกับเพื่อนนักวิ่งคนอื่น ๆ หนุก ๆ เหนื่อย ๆ ก็อยู่ระหว่างทางนั่นหมดแล้ว

คิดถึงระยะมาราธอนต่อไปว่า หากซ้อมไม่ถึงหรือกำลังไม่พอก็อย่าลงไปวิ่งเลย ไม่มีปาฏิหาริย์ในระยะมาราธอนหรอก จำเอาไว้ หากเคารพตัวเองก็ต้องซ้อมให้ดี จะได้วิ่งสนุก ๆ แม้ว่าบางที การซ้อมดีก็วิ่งไม่จบได้เหมือนกัน แต่ข้อดีของการซ้อมสม่ำเสมอคือ เราจะไม่บาดเจ็บ ไม่ต้องใช้ยาทาหรือยากินแก้ปวดอะไรเลย สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือการยืดเหยียดหลังวิ่งเหมือนตอนซ้อมทุกครั้ง

ระยะมาราธอนเป็นระยะทางวิ่งที่ใช้เวลานาน ทำให้มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ เราคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ค่อยได้ ใช่สิ...ใครจะรู้อนาคต รู้อนาคต ชีวิตจะเหลืออะไร เวลาเราอ่านประสบการณ์ของคนอื่น เรายินดีกับความสำเร็จและความภูมิใจของเขาได้ นอกจากนี้ยังจินตนาการถึงเบื้องหลังการซ้อมอันหนักหน่วงของเขาได้ด้วย มาราธอนก็มีเสน่ห์ตรงนี้แหละ หากลงสนามครั้งใดก็วิ่งจบสบาย ๆ อย่างใจคิดทุกครั้ง มาราธอนคงไม่มีความท้าทายสำหรับนักวิ่งอีกแล้ว





บันทึกนักวิ่งแนวหลัง
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
5 กุมภาพันธ์ 2560










Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2560 20:41:45 น.
Counter : 314 Pageviews.
5 comment
(โหวต blog นี้) 
--- กั ล ย า ณิ วั ฒ น า มิ นิ ม า ร า ธ อ น ---






















อำเภอกัลยาณิวัฒนา อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นอำเภอที่ 878 ของประเทศไทย เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอ.แม่แจ่มได้แก่ ต.บ้านจันทร์ ต.แจ่มหลวง และ ต.แม่แดด แยกตัวออกมาเป็น อ.กัลยาณิวัฒนาในปัจจุบัน (ฉันอาจจะเรียกว่าวัดจันทร์หรือบ้านจันทร์ซึ่งหมายถึงที่เดียวกัน)

เช้าวันเสาร์ เราออกเดินทางจากบ้านตั้งแต่ตีสาม ใช้เส้นทางเชียงใหม่-ปาย (แทนทางสะเมิงเพราะทางนั้นยังไม่สะดวก เป็นดินแดงอยู่ซึ่งมาทราบทีหลังก่อนกลับว่า เขากำลังลาดยางแต่ก็ไม่สะดวกสำหรับเราอยู่ดี เส้นทางเชียงใหม่-ปาย นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะไม่ว่าจะรถตู้ รถยนต์ส่วนตัวและมอเตอร์ไซค์ ) เส้นทางนี้จะผ่านห้วยน้ำดัง เราอยากแวะชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า

ฉันจำได้ราง ๆ ว่า เคยไปห้วยน้ำดังตั้งแต่เรียนปี 1 เราเหมารถแดงไปเที่ยวกันเอง เป็นครั้งที่สองต่อจากภูกระดึงที่เราสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า นี่คือทะเลหมอก เด็กบ้านนอกไม่เคยเห็นทั้งหมอกและทะเลย่อมตื่นเต้นเป็นธรรมดา แต่อากาศหนาวแห้ง ๆ นี่คุ้นเคยยิ่งนัก มาทางเหนือจะเป็นอากาศหนาวชื้น เป็นป่าสน ป่าสัก เราเชื่อว่าไม่หนาวเท่าทางอีสานบ้านเราแน่ ๆ ตอนเป็นสาวที่ว่าหนาวต้องบอกว่าหนาวจริง ๆ เพราะหนังเราหนาและทนร้อนทนหนาวได้ดี เดี๋ยวนี้แค่ลมหนาวก็เหมือนจะซมไข้ พอหนาวจริงก็เหมือนจะขาดใจตาย อะไรไม่เท่าต้องซ้อมวิ่งกลางลมหนาว เหมือนจมูกหาย มือเป็นเหน็บ เจ็บผิว ปวดแก้วหู ปวดหัวตัวร้อนแต่ทุกอย่างก็แพ้ความดื้อ ดันทุรัง พ่ายแพ้แก่คำว่าต้องทะลุเป้าหมาย อาการนี้อาจจะหนักกว่าตอนเป็นสาว ๆ หลายเท่า ต้องปราม ๆ ตัวเองไว้บ้างว่า สังขารเราไม่เหมือนเดิมแล้วนะ อย่าห่ามมากนัก

เราแวะชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า อุณหภูมิ 14 องศา แต่อยู่ใต้เสื้ออุ่น หมวกอุ่น เหลือจมูกเล็ก ๆ ไว้สัมผัสลมเย็น ๆ ยามเช้าพร้อมกับนักท่องเที่ยวใจเดียวกันทั้งหลาย แม้จะผ่านมา 50 ฝน 50 หนาวแล้ว พระอาทิตย์ตรงหน้าก็ให้ความรู้สึกพิเศษราวกับรักครั้งแรก เอ่อม...หน้าตาเป็นยังไงนะ รักครั้งแรกน่ะ ฉันก็อ้างไปเรื่อย ลืมความรู้สึกนั้นไปแล้วด้วยซ้ำ

นั่งจิบกาแฟสดของที่นี่ อยากบอกว่าอร่อยมาก ไม่ใช่อร่อยเพราะเป็นกาแฟนอกบ้านหรอกนะ ไม่เชื่อก็ต้องลองชิมดู เรานั่งรับลมที่นี่ไม่นานก่อนออกเดินทางไปวัดจันทร์

เราแวะไปกินมื้อเช้าในตัวเมืองอำเภอปาย ผ่านร้าน Coffeee in Love ซึ่งเรามาล่าสุดเมื่อปี 51 กับลูก ๆ เราเพียงขับรถผ่าน นึกถึงม้านั่งยาวตัวนั้นที่สามสาวไปนอนเล่นให้แม่ถ่ายรูปและมาเป็นปกหนังสือ ' ค ว า ม เ รี ย ง อุ่ น อุ่ น ' ให้แม่ มีเรื่องราวของพวกเธอให้คิดถึงอยู่เรื่อย ๆ จะมีโอกาสมาด้วยกันอีกครั้งตอนไหนไม่รู้เลย

ผ่านสะพานเขียว ความทรงจำเก่า ๆ ก็ผุดขึ้นมาอีก พวกเราเคยเฮฮาถ่ายภาพกันที่นี่ก่อนแวะไปกินกาแฟและอาหารที่บุระลำปาย แต่ก่อนไปไหนก็จะหอบลูก ๆ ไปด้วยทุกที่ วัยเด็กเป็นช่วงวัยที่สำคัญ มันไม่ใช่แค่ของพวกเขา เราเองก็เช่นกัน จะมีเวลาอยู่กับลูกและคนที่เรารักอีกสักเท่าไรกัน

มื้อเช้าของเราหยุดที่ร้าน ข้ า ว เ ตี๋ ย ว แหม..มีอาหารให้เลือกเยอะมาก เราสั่งไข่กระทะ ก๋วยจั๊บน้ำข้น ต้มเลือดหมู ขนมปังกระเทียม ชาร้อน อยากจะกินอีกแต่ท้องไม่ไหวแล้ว ฉันชอบอาหารง่าย ๆ แบบนี้ ร้านสะอาด อาหารอร่อยและไม่แพง

เราแวะเซเว่นเพราะที่อำเภอบ้านจันทร์ไม่มีเซเว่น เราไปไหนทีก็หอบเครื่องครัวเต็มหลังรถ อายุมากแล้วน่าจะเดินทางแบบตัวเบา แต่คนที่บ้านเป็นแบบนี้ เครื่องครัวพร้อมโดยเฉพาะเครื่องชงกาแฟของเขา เขาไม่บ่นในการขนเครื่องครัวแล้วเราจะบ่นไปทำไม เขาทำให้เรากินนี่นา

เส้นทางไปบ้านจันทร์นั้น เป็นโค้งที่งดงามมาก ต้นสนตลอดเส้นทาง โค้ง 360 องศาก็ไม่ทำให้หวั่นไหวทั้งขาไปและขากลับ เข้าโค้งทางซ้ายก็ซบกระจก เข้าโค้งขวาก็ซบคนขับ หลับไม่ลงเพราะมีแต่เสียงหัวเราะพูดคุยกัน โค้งที่เห็นภูเขา ทุ่งนาและป่าสน ทางบางช่วงเป็นหลุมเป็นบ่อ เราก็เห็นเป็นทางวิ่งของเราด้วย หากวิ่งบนเส้นทางแบบนี้ก็ต้องระวังมาก ๆ แต่เป็นเส้นทางที่น่าวิ่งที่สุด เพราะวิวสองข้างทางสวยงามมาก ใบสนสีส้มที่ยืนตระหง่านตัดกับฟ้าสีฟ้า สวยจนอดกดภาพไม่ได้ ตามกดภาพแทบทุกโค้งแบบไม่เกรงใจใคร ฟ้าใสกระจ่างตา อากาศเย็นและเย็นใจ เราคิดไปถึงเส้นทางวิ่งบนเขาค้อ น่าจะเป็นแบบนี้ แต่สองข้างทางที่เขาค้ออาจไม่มีต้นสนสองข้างทางแบบนี้ นั่งจินตนาการเส้นทางวิ่งมากกว่าจะขับรถผ่าน

มีโค้งหนึ่งซึ่งเราสามารถมองเห็นดอยหลวงเชียงดาวได้เต็มตามาก ไม่อยากเชื่อว่าเส้นทางนี้สวยงามได้ขนาดนี้ อยู่เชียงใหม่มามากกว่าบ้านเกิดแต่ยังไปเที่ยวไม่ครบทุกอำเภอของเชียงใหม่เลย มัวแต่คิดจะไปเที่ยวไกล ๆ ใกล้เกลือกินด่างโดยแท้

เราผ่านน้ำพุร้อนของบ้านจันทร์ น้ำร้อนพอที่ปลายนิ้วฉันจะสุกได้ ขืนตกลงไปคงเหมือนน้ำร้อนลวกแน่ ไม่อยากกินไข่ต้มตอนนี้ มื้อเช้ายังอยู่ที่คอ จึงได้แต่เดินชิมบรรยากาศก่อนถึงโรงพยาบาลวัดจันทร์

เห็นป้ายโรงพยาบาลวัดจันทร์แล้วล่ะ เราเข้าไปหาน้องเพื่อติดต่อเรื่องที่พักที่เราจองไว้ ปรากฏว่าน้องจัดให้เราพักที่บ้านดินเป็นบ้านพักรับรองแขกของโรงพยาบาล












ทางเข้าโรงพยาบาลนั้นร่มรื่นมาก น้องจัดที่พักให้เราพักที่บ้านดินซึ่งเป็นบ้านพักรับรองของโรงพยาบาล บ้านดินของเราอยู่ท่ามกลางป่าสนสูงใหญ่ร่มครึ้ม ที่สำคัญมีนกเยอะมาก ยืนส่องนกในป่าสนตอนนี้ เห็นนกขุนแผน นกกินปลี นกหัวขวาน แต่ที่ตื่นใจมากสุดคือนกกาหรืออีกาดำนี่แหละ ฉันไม่เห็นมันนานมากจนนึกว่าโลกนี้ไม่มีอีกาแล้วด้วยซ้ำ ...เสียงร้อง กา กา กา ทำให้นึกถึงตอนไปญี่ปุ่น นึกถึงหมู่บ้านเพนกวินในการ์ตูน ดร.สลัมป์ นึกถึงยามเช้าเงียบสงบที่ได้ยินเสียง กา กา กา เหมือนนาฬิกาปลุก ฟังแล้วอาจจะขำนะ ที่แค่กาดำ ๆ ร้องก็ทำเป็นตื่นเต้น ที่อำเภอของเราไม่ค่อยมีอีกานี่นา เราส่องนกไปเรื่อย ๆ เจ้ากาก็บินผ่าน มีหลายตัวนะเนี่ย

อีกาก็เป็นนกชนิดหนึ่ง เนื้อตัวไม่สวยงามเพราะไม่มีสีสัน นิสัยใจคอ เราไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่เพราะไม่มีมากมายพอให้เรียนรู้นิสัยนอกจากฟังคำบอกเล่าของคนอื่น แต่อีกาชอบอยู่กันเป็นฝูง มันคือดัชนีวัดความเป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์อย่างหนึ่ง มันไม่พิศมัยป่าศิวิไลซ์อย่างในเมืองหรอกหรือบ้านฉันตอนนี้ไม่มีป่าเหมือนที่นี่นะ จึงไม่มีอีกามาอาศัยอยู่

เราถามน้องคร่าว ๆ ว่า มีที่เที่ยวที่ไหนบ้าง น้องบอกแค่ว่า วันนี้มีงานที่อำเภอ ให้เราวนดูรอบ ๆ อำเภอ หรือไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่อ่างเก็บน้ำของ อ.อ.ป. (หรือ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการจัดตั้งโครงการหลวง)

เรานอนพักที่บ้านดิน อากาศภายในบ้านดินค่อนข้างเย็น ไม่แน่ใจว่าอากาศเย็นหรือหนาวกันแน่ ผ้าห่มนวมหนาไม่พอ ฉันนอนขดอยู่ใต้ผ้าห่ม หลับไม่ค่อยสนิทนักทั้งที่ใจอยากพักสักชั่วโมงก่อนไปวนดูในตัวอำเภอ หรือเพราะไม่ใช่เวลานอน...

ฉันมานั่งรับแดดอุ่น ๆ หน้าที่พัก ดูนกต่อ รอบบ้านพักสงบมาก มีเรือนพักรับรองหลายหลัง แต่ทุกคนอยู่สงบ ชอบใจแต่ป่าสนนี่แหละ ฟังเสียงใบไม้ปรบมือกัน

เราจะออกไปหาอะไรกินสักหน่อย ไม่ค่อยเห็นร้านอาหารในอำเภอสักเท่าไหร่ คงคล้ายที่ไชยปราการเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่มีร้านข้าวต้มนายพล(เจ้าของชื่อ พล)เพียงเจ้าเดียว ไม่มีร้านอาหารอะไรเลย ตลาดเล็ก ๆ ที่บ้านท่าก็วายตั้งแต่บ่ายสองโมง ตลาดที่บอกความมีชีวิตชีวาของสถานที่ เป็นหน้าเป็นตาของคนในอำเภอ เราเหมือนย้อนเวลาในอดีตของเราโดยไม่รู้ตัว...












เราตระเวนเที่ยวไปในอำเภอ อยากเห็นที่ว่าการอำเภอกัลยาณิวัฒนา ธนาคาร โบสถ์ โรงเรียน วัด ฯลฯ เห็นเขาตั้งเต็นท์เหมือนตลาดนัดข้าง ๆ อำเภอ มีคนไม่มากนัก แดดเริ่มร้อนแล้ว อากาศค่อนข้างเปลี่ยนแปลงเร็ว

มองหาร้านอาหารเพราะจะต้องฝากท้องมื้อเที่ยงก่อนแล้ว เห็นร้านหนึ่งชื่อร้าน ปลาดุก มีหม้อแกงเรียงกันอยู่หลายหม้อมาก จอดมันร้านนี้แหละ ชอบ อยากกินข้าวราดแกงมาก

นึกถึงสมัยเรียน ข้าวราดแกงที่ โรงอาหาร อมช.( องค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ร้านอาหารที่มีจุดเด่นคืออาหารถูกมาก เป๊ปซี่เป็นวุ้น ข้าวราดแกงหนึ่งอย่าง 5 บาท ราดแกงสองอย่าง 7 บาท พูดไปใครอาจไม่เชื่อเพราะมันผ่านมานานมากแล้ว นานจนไม่มีใครกล้ามาประกาศตัวว่าเคยกินนะราคานี้เพราะมันบ่งบอกความอาวุโสโบราณ แต่ปัจจุบันเท่าไหร่ไม่รู้ ไม่ได้เฉียดไปที่นั่นนานแล้วนอกจากขับรถเข้ามหาวิทยาลัยบ่อย ๆ ราวกับบ้านตัวเอง

แต่ที่ร้านปลาดุกนี่มีอาหารทุกภาคเลย อยากกินหลายอย่างแต่ฉันกินได้ไม่กี่อย่างก็เลยสั่งแค่ไข่ลูกเขยกับจอผักกาดเพราะรสไม่จัด แต่เพื่อนรุ่นน้องกับสามีสั่งแกงไตปลา แกงปลาดุก ยำชิ้นไก่และส้มตำอีกจาน เขาสองคนอร่อยกับมื้อเที่ยงนี้มาก

พอคิดเงิน ก็ทำให้อยากบอกคนอื่นที่มาเที่ยวอำเภอนี้ว่า แวะมาร้านนี้เลยนะคะ อาหารอร่อยทุกอย่าง(ทุกภาค) จุดเด่นคือไม่แพงและสะอาด ข้าวจานเบ้อเร่อ

เราอยากรู้ว่า ทำไมตั้งชื่อร้านว่าปลาดุก เจ้าของร้านหัวเราะอารมณ์ดีก่อนตอบว่า ผมกับลูกชายชอบกินปลาดุกมากครับ ต้องกินปลาดุกย่างจิ้มน้ำปลาทุกวัน
































































ก่อนเข้าที่พัก เราแวะชมวิหารใส่แว่นตาดำซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของวัดจันทร์
และเข้วไปกราบสักการะพระประธาน ฝากเนื้อฝากตัวในการมาครั้งนี้ค่ะ























ราว ๆ สี่โมง เราไปเดินเล่นที่ป่าสนวัดจันทร์ เที่ยวอ่างเก็บน้ำของ อ.อ.ป. เขาว่าเป็นไฮไลต์ของอำเภอ ชมพระอาทิตย์ตกดิน

เราจอดรถที่ลานจอดรถหน้าป่าสนวัดจันทร์แล้วเดินชมดอกไม้ เดินเล่นไปตามทางที่ขนาบด้วยป่าสน มีคนมาพักที่นี่เยอะเหมือนกันนะ มีรถจอดหน้าที่พักเกือบทุกหลัง เราเพิ่งเห็นที่พักของโครงการ หรูมาก และมีทางวนเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป มีบ้านพักทุกชั้น บ้านมีหลากหลายสไตล์และน่าพักมาก ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าที่นี่มีที่เที่ยวธรรมชาติ เป็นเพราะไม่ได้ศึกษามาก่อนว่า จะมีที่เที่ยวที่นี่เพราะบ้านเราก็ชนบทเหมือนกัน เพียงแต่เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนก่อน มีร้านอาหารมากมาย ร้านกาแฟ ร้านสุกี้ยูนนานที่ขึ้นชื่อของอำเภอ ร้านหมูกระทะที่ผลัดเปลี่ยนเจ้าของมานักต่อนัก มีเซเว่นสามแห่ง ห้างโลตัสและโลตัสเอ๊กเพรส ธนาคารก็มีเกือบครบแล้วยกเว้นธนาคารกรุงศรีฯและทหารไทย โรงเรียนประถม มัธยมก็มี ไม่รู้ว่าที่เอ่ยมานี่มันคือดัชนีวัดความเจริญหรือเปล่า แต่มันคือความเปลี่ยนแปลงทางรูปธรรมใน 20 ปีที่ฉันอยู่ที่นี่ ยิ่งไปกว่านั้น มีรถบัสประจำทางสีส้มที่ออกทุกครึ่งชั่วโมงทุกวันรวมถึงรถตู้ประจำทาง สะดวกสบายทุกอย่าง แต่ที่นี่ ก่อนหน้านี้เป็นอย่างไรไม่ทราบเลย

หากเรามาตั้งรกรากหรือสามีต้องมาใช้ทุนที่นี่จะเป็นอย่างไรกันนะ การเดินทางโดยรถประจำทางมีบ้างหรือเปล่า ยังไม่ได้ถามคนพื้นที่เลย เราสงสัยกันจนอยากหาคำตอบ
และเราก็เพิ่งทราบว่า เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรที่บ้านวัดจันทร์และหมู่บ้านใกล้เคียง เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2522 ทรงพบว่าราษฎรมีความแร้นแค้น ไม่มีเส้นทางคมนาคม เชื่อมกับอำเภอ ด้อยโอกาสทางการศึกษาและสุขภาพอนามัย ผลผลิตข้าวสำหรับบริโภคมีไม่พอเพียงตลอดทั้งปี แต่หมู่บ้านอยู่ในสภาพแวดล้อมซึ่งอุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทรัพยากรป่าไม้ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ จึงทรงมีพระกระแสรับสั่งให้ ม.จ.ภีศเดช รัชนี องค์ผู้อำนวยการโครงการหลวง หาทางช่วยเหลือราษฎร ตำบลบ้านจันทร์ ซึ่งในขณะนั้นมีอยู่ด้วยกัน 15 หมู่บ้าน และประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง โดยให้คำนึงถึงการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมไว้ด้วย องค์ผู้อำนวยการโครงการหลวง ได้นำพระราชกระแสรับสั่ง หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการหลวงบ้านวัดจันทร์ อ.อ.ป. หรือองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการจัดตั้งโครงการหลวงนั่นเอง

ที่นี่จึงร่มรื่นไปด้วยพันธุ์ไม้และป่าสนทุกหนทุกแห่ง












เราออกจากอ่างเก็บน้ำก่อนที่พระอาทิตย์ตกดินเพราะพอแดดหลบ อากาศหนาวขึ้นจับใจ ตอนเดินขึ้นไปนั้น ฉันใส่เสื้อบาง ๆ ไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วยจึงนั่งไม่ติดแม้จะอยากลาฟ้าค่ำนี้เต็มที


หมาไทยสีน้ำตาลตัวหนึ่งมาป้วนเปี้ยนใกล้ ๆ คงได้กลิ่นหมาจากตัวฉันหรือไม่เขาก็เป็นหมารับแขกที่เป็นมิตรกับทุกคน เราไม่มีอาหารติดมือมาหรอก เขาก็ไม่มีทีท่ามารออาหารจากนักท่องเที่ยว เขาอาจจะมาชมพระอาทิตย์ตกดินเหมือนเราก็ได้


เราหาทางไปงานประจำอำเภอกัน แต่คืนนี้เราขับรถวนไปเรื่อย ๆ เพิ่งสังเกตจริงจังว่า ไม่มีเสาไฟฟ้าทุกเส้นทาง แทบทุกสายเลยก็ว่าได้บรรยากาศแบบนี้ไม่เห็นมานานมากแล้วนะ บ้านเรือนของคนในอำเภอแต่ละบ้านใช้ไฟไม่กี่ดวง ไม่ค่อยสว่าง ประตูหน้าบ้านเปิด พอจะเห็นคนในบ้าน อยู่กันเงียบ ๆ มืด ๆ ที่นี่กลางคืนมืดเหมือนบ้านเราตอนไฟดับ ไม่มีไฟกิ่งตามถนน เราวนไปมาหลายสายแต่ก็ไม่มีไฟ

เราเข้าใจว่า รถที่ขับไปมาพลุกพล่านในคืนนี้เป็นรถคนต่างถิ่นที่มางานวิ่งพรุ่งนี้เหมือนเรา










คืนนี้มีงาน จึงเห็นคนพลุกพล่านพอสมควร ต่างคนต่างไปรวมตัวกันที่หน้าอำเภอ ชาวปกาเกอญอแต่งชุดประจำหมู่บ้านของเขามาร่วมงาน มีหลายหมู่บ้าน แต่งตัวไม่เหมือนกัน ต่างเดินขบวนพร้อมเพรียงดูสวยงาม เราสามคนเข้าไปเดินเล่นในงานสักพักใหญ่ ๆ ของดีที่นี่ก็เป็นถุงย่าม ผ้าทอมือ ฉันไปแวะที่ร้านกาแฟร้านหนึ่ง เขาขายเสื้อปกาเกอญอ สวยงามนะ ไม่ทราบว่าเวลาปกติเขาใส่เสื้อพื้นถิ่นเหล่านี้หรือเปล่า

เราซื้อขนมมานั่งกินที่กองฟางหน้าเวที กินไป ฟังพิธีกรไป อยากรู้ว่าหนังกางแปลงคืนนี้ฉายเรื่องอะไร บรรยากาศงานวัดแบบนี้แถวบ้านฉันแทบไม่มีแล้ว เราไม่มีงานรื่นเริงแบบนี้มาหลายปี จะมีก็แต่งานที่ขายของกินและเสื้อผ้า สมัยลูกเล็ก ๆ จะมีปาเป้า ยิงปิน ตักปิงปอง โยนห่วง สอยกัลปพฤกษ์ ม้าหมุน ชิงช้าสวรรค์ และระบายสีปูนปลาสเตอร์ งานแบบนี้ที่พิเศษสุดก็คือ ลูกหลานได้แสดงอะไรที่หน้าเวที ไม่ประกวดร้องเพลง ก็ร่ายรำ เสียดายว่า ฉันไม่ได้อยู่จนงานเริ่มจริงจัง จะว่ามาเที่ยวงานก็ไม่เต็มคำ มาดู ๆ แล้วก็ไป จะจับใจความสำคัญของงานอะไรก็ไม่ได้ เพียงเก็บภาพพอไม่ลืมเท่านั้น

แต่ที่รู้สึกมากที่สุดคือ ทุกเส้นทางที่ผ่านทีความเงียบและความมืดต้อนรับเราอยู่ในที ยิ้มพยักหน้าอย่างยินดีปราศจากการเจรจา แสงไฟในบ้านบ่งบอกว่ามีลมหายใจในธรรมชาติที่เงียบสงบ เงียบแต่ไม่รู้สึกว่าเราเป็นส่วนเกินของที่นี่

เรามาพักผ่อนสงบ ๆ ก็คงอยากให้คนอื่นเคารพพื้นที่สงบ ๆ เหมือนเรา ทำให้นึกถึงเรื่องการดูนกบนดอย ที่แม้แต่นกกับนกด้วยกันเอง ก็ยังต้องการพื้นที่ความเป็นส่วนตัวของใครของมัน มันก็ไม่ต่างจากคนที่ก็อยากมีพื้นที่ส่วนตัว ไม่อยากให้ใครมารบกวนจนเกินไป ...



ออกจากงานก็อยากจะพักแล้ว ฉันเหนื่อยเต็มที
อากาศค่อนข้างหนาว บ้านดินก็เย็นเหลือเกิน ฉันอยู่ในชุดนอนและเสื้อกันหนาอีกสองตัว มีฮู้ดคลุมหัว สวมถุงเท้าที่จะใส่วิ่งวันพรุ่งนี้เช้า นอนขดงอ หลับไม่สนิทนักทั้งที่ไม่มีเรื่องอะไรต้องกังวล ปกติฉันเป็นคนนอนง่าย หัวถึงหมอนก็หลับไม่รู้เรื่อง แต่อากาศหนาวจนปรับตัวไม่ทัน

อยากนอนเยอะ ๆ ในวันที่มีวิ่งตอนเช้า อายุมาก การนอนเหมือนจะสำคัญสำหรับฉันมากที่สุด
















































































































































































































































งานวิ่งกัลยาณิวัฒนามินิมาราธอน
กลางป่าสนและลมหนาว


เพราะการวิ่งโดยแท้ที่ทำให้เรามีโอกาสมาเยือนอำเภอนี้

โตรู้จักที่นี่และเคยมาโรงพยาบาลแห่งนี้ แต่ไม่มีโอกาสเที่ยวทั่วอำเภอ เขาเล่าใ้ห้ฟังว่าที่นี่มี วิหารสวมแว่นตาดำ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของวัดจันทร์ และเมื่อปี ๒๕๒๒ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เคยเสด็จมาที่วัดนี้ด้วย

งานวิ่งกัลยาณิวัฒนามินิมาราธอน มีโลโก้ว่า วิ่งตามรอยพระบาท เพราะพระองค์เคยเสด็จมาที่อำเภอนี้ถึง ๔ ครั้ง

อากาศยามเช้าอยู่ที่ ๑๒ องศา มีนักวิ่งมากพอสมควรโดยเฉพาะเด็กนักเรียนและคนในพื้นที่ นักวิ่งมาจากทุกภาค ที่น่าทึ่งคือมีนักวิ่งมาจากสุราษฎ์ธานี มาไกลกว่าเรามากนัก คิดว่าเขาคงอยากมาเที่ยวอำเภอเล็ก ๆ แห่งนี้ด้วย ฉันเพิ่งทราบเหมือนกันว่า มีที่เที่ยวธรรมชาติ ชิมอากาศบริสุทธิ์หลายแห่งรวมทั้งมีที่ดูนกด้วย

งานนี้ไม่มีจุดกลับตัวสำหรับระยะมินิมาราธอน นอกจากเด็ก ๆ ที่วิ่งฟันรัน ทางผู้จัดเตรียมเส้นทางกลางป่าสนไว้ให้นักวิ่งแต่แรก เรายืนดูเส้นทางวิ่งที่จัดไว้ให้เห็นสถานที่สำคัญและสวยงามของอำเภอ เริ่มตั้งแต่ปล่อยตัวที่โรงเรียนวัดจันทร์ ผ่านหน้าโรงพยาบาล ไปทางโครงการหลวง ออป. จะได้ชมหมอกยามเช้าและวิ่งเข้าป่าสนเป็นเส้นทางประมาณ ๕ กิโล กิโลที่ ๘ เราถึงจะได้ออกมาทางถนนอีกครั้งและวนเข้าไปจุดชมวิวที่พระธาตุขาวและวนออกมาเพื่อวิ่งเข้าเส้นชัยที่เดียวกับจุดสตาร์ท

หลังจากประธานกล่าวต้อนรับนักวิ่งแล้ว ยืนสงบถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ เป็นเวลา ๘๙ นาทีแล้ว เราร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีร่วมกัน

เป็นอีกครั้งที่ยังร้องเพลงพร้อมสะอื้นในอกและน้ำตาไหล นักวิ่งที่ยืนข้าง ๆ ฉันก็ร้องไห้เหมือนกัน ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเอง เวลาทำให้ทุเลาความเศร้าโศกลงบ้างแต่ยังคงคิดถึงพระองค์ท่านอยู่เสมอ

เราไม่ค่อยได้วอร์มร่างกายมากนัก มัวแต่ยืนสั่น อยู่ไม่สุข นักวิ่งที่วอร์มก่อนวิ่งถามเราเหมือนกันหมดว่า ไม่หนาวเหรอ เราได้แต่ยิ้ม ๆ เพราะหากใส่เสื้อวอร์มวิ่งก็คงต้องถอดออกกลางทาง เมื่อไม่อยากถือเสื้อก็ทนหนาวกันต่อไป

กว่าจะปล่อยตัวก็เกือบจะ ๗ โมงเช้า ความตั้งใจของเจ้าหน้าที่จัดงานคือ อยากให้นักวิ่งเห็นวิวสวย ๆ ยามเช้ามากกว่าวิ่งกันมืด ๆ เพราะถนนบางช่วงเป็นหลุมเป็นบ่อบ้าง อาจเกิดอันตราย

กิโลแรกก็ทดสอบเราเสียแล้วเพราะเป็นเนินยาว เริ่มเห็นนักวิ่งบางคนเดินสาวเท้าบ้างแล้ว แต่ฉันยังพอมีแรงจ็อกกิ้งขึ้น ฉันยังเป็นเจ้าแม่คุมโซนท้าย ๆ อยู่เหมือนเดิม ส่วนโตกับเพื่อนรุ่นน้องล่วงหน้าไปแล้ว

ถึงกิโลเมตรที่ ๒.๕ เป็นจุดให้น้ำจุดแรกและเป็นจุดกลับตัวของนักวิ่งฟันรัน บรรดาคุณครูเรียกชื่อเด็กและคอยบอกเด็ก ๆ อายุ ๑๒ ให้กลับตัวกัน

ส่วนเราก็จ็อกกิ้งไปตามสเต็ปที่ซ้อมมา แต่กลับกลายเป็นว่า วิ่งเร็วกว่าที่ซ้อมจนต้องชะลอลง เดี๋ยววิ่งไม่จบ

พอกิโลที่สาม ๓ เราวิ่งเข้าในเขตป่าสนวัดจันทร์ ทางตรงนี้ผ่านหน้าฉางข้าวรีสอร์ตเพื่อจะวิ่งไปทางสันเขื่อนของอ่างเก็บน้ำซึ่งเป็นทางดินและลงมาทางถนนสั้น ๆ ก่อนเลี้ยวเข้าป่าสนตั้งแต่กิโลที่ ๔ เป็นต้นไป

แรก ๆ ก็เป็นทางดินแน่น ๆ วิ่งสบาย ๆ เพราะทางเรียบ แต่พอเข้ากิโลที่ ๕ ต้องยืนเท้าสะเอวดูเลยว่าทำไมถึงชันขนาดนี้ มือไม้สั่นตอนหยิบมือถือออกมาเก็บภาพทางวิ่ง ยิ่งสายอากาศยิ่งเย็นลงกว่าเดิม ฉันแทบไม่มีเหงื่อเลยสักนิด ไม่ค่อยหิวน้ำแต่หิวข้าว จู่ ๆ ท้องร้องโครกคราก ไม่ได้พกอะไรมาในกระเป๋านอกจากยาดม

หลายงานวิ่งไม่ค่อยมีรูปฉันสักเท่าไหร่เพราะอาจจะลงข้างทางไปอัดยาดม

ฉันจำต้องวิ่งเหยาะ ๆ ขึ้นเนินชันเพราะไม่มีใครเดินขึ้นเลย บางทีกระแสไม่ยอมแพ้พาเราไปได้เหมือนกัน เริ่มได้ยินนักวิ่งข้างหลังชวนกันเซลฟี่แล้ว แต่อีกคนดีใจมากจนบอกออกมาว่า โชคดีที่เลือกวิ่ง ๑๑ กิโล เลยได้วิ่งทางสวยงามแบบนี้ เกือบลงฟันรันไปแล้วเพราะอยากได้เหรียญ

ฉันไม่กล้าหันไปมองเจ้าของเสียง แต่เขาพูดจริงเพราะครั้งนี้มีเหรียญที่ระลึกเพียง ๕๐๐ เหรียญ แบ่งเป็นสามส่วนคือ ๒๐๐ เหรียญแรกสำหรับนักวิ่งชาย ที่เหลือ ๓๐๐ เหรียญนั้น แบ่งให้ผู้หญิงและฟันรันคนละครึ่ง

ช่วงทางชัน บรรดานักวิ่งที่วิ่งแซงเราคือนักวิ่งพื้นที่ เดาจากชุดที่เขาสวมนั่นคือเสื้อผ้าทอและกางเกงวอร์มขายาว รองเท้าวิ่งก็ผ้าใบธรรมดา แต่ดูเขาวิ่งไม่ค่อยเหนื่อย สาวเท้าก้าวยาวและเร็วมาก

ถึงเคยวิ่งยาว ๆ มาแล้วและซ้อมอยู่ตลอด แต่มินิ(เทรล)มาราธอนงานนี้ไม่ง่าย ต้องฮึด ต้องพยายาม เพราะทางชันแบบนี้มีระยะทาง ๕ กิโลกว่าจะหลุดจากป่าสนปนหนาวของเช้านี้

พอเห็นทางออกกิโลที่ ๙ ฉันจ็อกกิ้งตามน้องคนหนึ่งที่สวมชุดแฟนซี ฉันวิ่งตามน้องมาตั้งแต่กิโลที่สามแล้ว คิดว่าขอเกาะคนนี้ล่ะ ดูแล้ววิ่งเพซเดียวกัน เราผลัดกันแซงมาตลอดทาง ยิ้มให้กันเฉย ๆ

พอกิโลที่ ๑๐ เราต้องวิ่งเลี้ยวขวาเพื่อไปจุดชมวิวที่พระธาตุขาว ฉันอดถ่ายรูปไม่ได้ ยืนถ่ายภาพหมอกไว้เป็นที่ระลึกราวกับไม่เคยเห็นหมอกลอยอ้อยอิ่งมาก่อน นี่ถ้ามาเฝ้านก อาจจะไม่ค่อยสนุกเพราะทัศนวิสัยแบบนี้ นกไม่ออกมาหากินสักเท่าไหร่

เราวนที่พระธาตุขาวเพื่อจะขึ้นทางถนนและไปเข้าเส้นชัยที่โรงเรียนวัดจันทร์

น้องนักวิ่งแฟนซีมาตีคู่ฉันแล้ว ฉันชมน้องว่าวิ่งเก่งเพราะเคยวิ่งตามน้องที่งานสวนดอกแต่วิ่งตามไม่ทัน เธอยิ้มขอบคุณและบอกว่าชื่อส้มโอ เธอไม่ได้ซ้อมวิ่ง เข้าแต่ฟิตเนสอย่างเดียว แต่กำลังจะลงฮาล์ฟแรกที่งานล้านนา ๒๑ อาทิตย์หน้านี้ ฉันไม่ได้วิ่งงานนี้หรอก ได้แต่อวยพรให้เธอวิ่งสนุก ๆ ทุกงานละกัน จะได้เจอกันบ่อย ๆ

แปลกใจเด็ก ๆ เหล่านี้เหมือนกันนะ ไม่ซ้อมแต่วิ่งได้แข็งแรงมาก เหมือนเพื่อนรุ่นน้องที่ตามมาด้วย นี่ก็วิ่งวันละสามถึงห้ากิโลเท่านั้น แทบไม่ได้ซ้อมเหมือนกันเพราะอยู่เวรดึก เธอลงวิ่งงานไหนก็ทำเวลาได้ดีทุกสนามและไม่เจ็บหลังวิ่งอีกต่างหาก ส่วนฉันไม่เสี่ยงแน่นอน ขอซ้อมกันเหนียว นี่ขนาดซ้อมนะ ยังเอาตัวแทบไม่รอด !

ระหว่างทางที่เหนื่อย เหมือนจะไปไม่ไหว แอบกระตุ้นตัวเองว่า เราซ้อมมานี่นา ทำไมจะไปไม่ถึง ทางชันตัดกำลังไปเยอะเหมือนกัน หมดแรง สูดออกซิเจนทั้งโลกมาตุนไว้ในปอด แต่ไม่ยอมเดินนะเพราะเป็นระยะมินิมาราธอนซึ่งไม่ไกลเกินไป

เรายังวิ่งคู่กันมา

เธอเร่งฝีเท้าและพึมพำว่า จะทันเหรียญหรือเปล่านะพี่ มีแค่ ๑๕๐ เหรียญเท่านั้น นักวิ่งเยอะซะด้วย

น้องล่วงหน้าไปเลยนะคะ พี่ไม่เอาแล้วล่ะ (ใจก็คิดอยากได้เหรียญเหมือนกันแต่ว่าเร่งกว่านี้ไม่ได้แล้ว)

อากาศยังหนาวอยู่แต่เริ่มมีแดดรำไรแล้ว ฉันวิ่งได้เรื่อย ๆ จนข้ามเส้นชัยสบาย ๆ พร้อมกับได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ส่งเสียงดังว่า พี่ติดป้ายสำรองในรุ่นนะคะ พร้อมเอาป้ายกระดาษและเหรียญมาให้ฉัน เออนะ ตลกดี นักวิ่งเพซ ๗ ยังคงรักษาฝีเท้าสม่ำเสมออยู่บนทางวิ่งหฤโหดหฤหรรษ์พอควร

โตวิ่งเข้าเส้นชัยก่อนฉัน และเพื่อนรุ่นน้องตามหลังฉันมาติด ๆ ได้เหรียญที่ระลึกเช่นกัน

ทำเวลาดีกันทุกคนแม้ทางจะชันมากหน่อยแต่เป็นเส้นทางวิ่งที่ประทับใจมาก สวยงาม ร่มรื่นทั้งทางดินและถนน

งานเรียบง่ายและอบอุ่นเพราะเขาต้อนรับนักวิ่งอย่างดี มีข้าวต้ม ลูกกูสเบอรี่และกล้วยน้ำว้าให้นักวิ่งรองท้องหลังเข้าเส้นชัย

แอบขำ ๆ ว่า ถ้าอายุยืนและสามารถวิ่งในรุ่น ๗๐ อาจได้ถ้วยรางวัลกับเขาบ้าง ตอนนี้ก็รับถ้วยข้าวต้มไปก่อนละกัน

ขอบคุณเจ้าหน้าที่และผู้จัดงานทุกคนที่ต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่นมาก เวลาวิ่งที่ไหนสนุก เส้นทางสวยงาม เราก็อยากให้เพื่อน ๆ มาวิ่งด้วยกันในปีต่อ ๆ ไปค่ะ


























































เ ห รี ย ญ เ ป็ น รู ป ลู ก ส น
สัญลักษณ์ของอำเภอกัลยาณิวัฒนา

ด้านหลังสลักคำว่า

GalyaniVadhana minimarathon
29.01.2017

ดีใจที่วิ่งทันเหรียญที่ระลึกครั้งนี้ค่ะ


ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพดีและมีความสุขทุกวันนะคะ
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
28-29 มกราคม 2560






















Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2560 9:59:32 น.
Counter : 612 Pageviews.
2 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]