All Blog
--- Run Less Run Faster ---























นอกจากขโมยเวลาตัวเองยามเช้าสักสองชั่วโมงในวันเสาร์หรืออาทิตย์แล้ว หลังสองทุ่มคือเวลาทองของฉันเพื่อจะวิ่ง

วิ่งแล้วบันทึกความรู้สึกแต่ละวันและแค่เล่าสู่กันฟัง มิบังอาจชวนเพื่อนมาเหนื่อยด้วยกัน แต่จะตื่นเต้นทุกทีที่มีเพื่อนจับรองเท้าออกวิ่ง รู้สึกมีเพื่อน

เมื่อคืน อากาศร้อน ไม่มีลมโชยมาสักวูบ เป็นคืนที่เหงื่อออกมากจนแสบตา คอแห้งผากเพราะอากาศนั่นเอง แต่ยังคงวิ่งทำเวลา

เป้าหมายของฉันคือทำเวลาให้ดีกว่าเดิม จาก 8 กิโล 49 นาที ก็ขอลดลงสักสองหรือสามนาทีซึ่งต้องวิ่งเพซ 6 ต่อเนื่อง ใจก็คิดว่าคืนนี้วิ่งดีกว่าเมื่อวาน แต่ไม่ใช่ กลับช้าไปหนึ่งนาที ก็แปลกใจอยู่เหมือนกัน แต่ที่ดีคือ ไม่เหนื่อย หัวใจเต้นปกติ


ฉันตั้งใจจะลองวิ่งแบบ Run Less Run Faster เป็นการวิ่งน้อยลง แต่ทำให้เร็วขึ้น ซึ่งไม่ทราบว่าจะจริงหรือเปล่า โค้ชนักวิ่งบางคนบอกว่า บางคนยิ่งวิ่งยิ่งเละ PR (personal record ) ไม่ต่างไปจากเดิมเท่าไหร่ ฉันเผลอพยักหน้าช้า ช้าาาาาา เกือบเชื่อ บางเรื่องไม่ต้องรีบเชื่อก็ได้ ที่ไม่เชื่อเพราะยังไม่ได้ลองอย่างต่อเนื่องเลย ขอทำจริงจังก่อนจึงจะพยักหน้าแบบเชื่อหมดใจ

วิ่งเสร็จก็กลับมาอ่านเกร็ดความคิดบนก้าววิ่งของมูราคามิอีกครั้งและที่ลิสต์ไว้ในบางช่วง ทึ่งที่เขาเอางานวิ่งกับงานเขียนนิยายมาเป็นเรื่องเดียวกันได้ มันลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันหมายถึงเฉพาะเล่มนี้นะ แต่นิยายเล่มอื่นนั้นอาจจะเกี่ยวเนื่องจากการมีสุขภาพดีของเขา การงานและชีวิตคือการวิ่งระยะไกลระยะยาวที่ไม่มีเนื้อหาของการวิ่งรวมถึงการอ่านที่ทรงพลัง

การวิ่งของฉันยังพึ่งอุปกรณ์บางอย่างเป็นแรงจูงใจนอกจากเรื่องของใจ เมื่อวาน ฉันเห็นคนโพสต์ขายนาฬิกา Garmin ราคา 8 พันบาท มือสองไม่นาน
คนที่บ้านฉันก็เห็น ฉันเชื่อว่าเขารู้ว่าฉันคิดอะไร....




#whenpoopayiaruns
#ayearofrunning
#บันทึกนักวิ่งแนวหลัง
#ภูพเยีย
24032016


















อ่านบันทึกเก่า วันนี้ปีที่แล้ว ฉันยังไม่เคยใช้นาฬิกาจับเวลา นอกจากแอพพลิเคชั่นจากมือถือ ฉันเพิ่งใช้ตอนปลายปีที่แล้ว เป็นอุปกรณ์ในการวิ่งที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากรองเท้าคู่เก่ง

เมื่อวานเย็น ตัดสินใจจ็อกกิ้งรอบสระน้ำหน้าบ้านซึ่งมีระยะทางที่สั้นมาก เพียง 200 เมตรต่อรอบเท่านั้น ถือว่าเปลี่ยนบรรยากาศเพราะครั้งแรกตั้งใจจะวิ่งบนสายพานในบ้าน

วันนี้เป็นวันที่สองที่วิ่งแทนการเดินเล่นกับลุงคำเหมือนทุกครั้ง ทุกคนงงกันพอสมควรเพราะคิดไม่ถึงว่า ฉันจะวิ่งได้

ทุกเย็น ขาประจำที่มาเดินออกกำลังกายรอบสระจะมีลุงคำ ลุงหว่าง ป้านง ลุงบ๊อบกับพี่เหน่ สองแม่ลูก น้องส้ม เซมเบ้และท่านรองฯ

น้องส้มจะแซวฉันทุกเย็นเวลาฉันเข้าบ้านและพาอองออเดินเล่น เธอจะหยอกล้อว่า คนมาออกกำลังกายหน้าบ้านฉันทุกวันแต่เจ้าของบ้านเหมือนใกล้เกลือกินด่างแท้ ๆ

ด้วยที่ผ่านมานั้น ไม่มีใครรู้เลยว่า ฉันวิ่งและซ้อมวิ่งมาโดยตลอด เพียงแต่เวลาซ้อมวิ่ง คือช่วงเวลาที่ปิดร้านแล้วและไปวิ่งที่โรงพยาบาล

ยิ่งกว่านั้น ใครคงคิดไม่ถึงว่า คนอย่างฉันจะสามารถวิ่งตามงานวิ่งได้ด้วย เพราะฉันไม่เคยเล่าเรื่องเหล่านี้กับใคร นาน ๆ ทีจะมีคนทักฉันที่ร้านเพราะเขาเห็นภาพวิ่งของฉันที่เฟซบุ๊กของน้องที่ไปวิ่งด้วยกัน

แต่หลังจากนี้ พวกเขาอาจจะได้เห็นฉันที่หน้าสระน้ำมากขึ้น เพราะฉันคิดว่า การวิ่งสั้น ๆ เพียง 5-10 กิโล ก็พอไหว ไม่น่าจะเวียนหัว ไม่ต้องเดินทางไปไหน ยิ่งช่วงเช้าจะไม่มีใครมาวิ่งเลยนอกจากลุงหว่าง

อากาศเดือนมีนาคม ตอนเช้าจะเย็น ราว ๆ 17 องศา เสียแต่หมอกควันเท่านั้น รู้สึกอึดอัดและแสบตา แต่คาดว่า ฉันคงวิ่งจนอยู่ตัวบ้างแล้ว นึกถึงตอนเริ่มต้นวิ่งใหม่ ๆ จะวิ่งไม่ได้เลย อย่าว่าแต่มินิมาราธอน แค่รอบสระ 200 เมตร ฉันก็วิ่งไม่รอบ

เมื่อวาน ตอนจบการจ็อกกิ้งที่ 5 กิโล ฉันเดินคูลดาวน์รอบสระ เป็นจังหวะที่ท่านรองฯกำลังคูลดาวน์พอดี ลูกสาวและลูกชายของเขาเป็นรุ่นพี่สาธิต ม.ช. ของบู๊บุ๋น เราคุยกันเรื่องลูก

น้องไนท์ ลูกสาวคนโตของเขาเรียนคณะทันตแพทย์ ปี 4 แล้ว เป็นคณะที่น้องบู๊อยากเรียนมาก แต่ยังสอบไม่ได้ ถามไถ่ก็ทราบว่า น้องยอมทิ้งคณะเภสัชฯและทันตแพทย์ที่ ม.น. เพื่อสอบให้ได้ที่เชียงใหม่ ยอมเสียเวลาสองปีเพื่อติวหนังสือและสอบใหม่ ส่วนน้องเนมเรียนเศรษศาสตร์ ม.ช. เรียนดีมากแต่ไม่สอบแพทย์เพราะไม่ชอบ

ฉันไม่แน่ใจว่า น้องบู๊อยากจะเรียนหมอฟันอยู่หรือเปล่า เรายินดีจะให้เขาว่างเพื่ออ่านหนังสือสอบใหม่ได้ แต่ไม่สามารถส่งเรียนภาคเอกชนได้ ค่าเล่าเรียนแพงเกินกำลังความสามารถของพ่อแม่ คิดว่าเราชัดเจนกับลูกตรงนี้ คิดว่าเขาเข้าใจถึงแม้ใครจะคิดแทนเราว่า ลงทุนให้ลูกอีกสักไม่ถึงสิบล้าน น่าจะทำได้ อันนั้นก็ปล่อยให้คนอื่นคิดไป เราอายุมากเกินกว่าจะอยากเป็นหนี้สินมากมายขนาดนั้น การเรียนในมหาวิทยาลัยนั้น เราเพียงอยากให้ลูกมีสังคม มีเพื่อน เรียนรู้ด้านวิชาการและการอยู่ร่วมกับคนอื่น

ท่านรองฯถามเราว่า ปกติเราไปวิ่งที่ไหน อย่างไร เราก็ว่า เราซ้อมวิ่งหลังเลิกงาน วิ่งในโรงพยาบาลเพราะปลอดรถ เราไม่กล้าจะวิ่งไปเรื่อย ๆ ข้างถนนยามค่ำคืน คิดถึงเรื่องความปลอดภัยมากที่สุด และเพิ่งไปลองวิ่งที่เทศบาลเมื่อคืนก่อน ระยะทางรอบละ 600 เมตรเท่ากับที่โรงพยาบาลแต่มีไฟสว่างไสวตลอดระยะ ฉันแฮปปี้ที่มันใกล้บ้าน ส่วนวิ่งยาว ก็อาทิตย์ละครั้ง อาจจะไปวิ่งที่เส้น รพช. ระยะทางยาว 10 กิโล ไปกลับก็ได้ระยะซ้อมพอดี

เราต่างเห็นตรงกันเรื่องความปลอดภัย เพียงแค่ออกมาวิ่งได้ทุกวันก็ดีแล้ว บ้านของท่านรองฯก็ถัดจากบ้านฉันไปอีกซอยหนึ่ง เขาก็เดินมาจากบ้านเหมือนกัน วิ่งเสร็จก็เดินคูลดาวน์กลับบ้าน ส่วนฉันก็เล่นกับหมาในบ้านต่อ แต่เบื่อหมารอบสระมาก ทำให้เสียงจังหวะการวิ่ง ต้องวิ่งระวังหลังตลอดเพราะมันมาเงียบ แปลกใจว่า มันไม่ได้กลิ่นหมาจากตัวฉันบ้างหรือไร หรือน่องฉันมันน่างับมากก็ไม่รู้ เมื่อวานก็ไม่วายโดนไล่ตอนสองร้อยเมตรสุดท้าย เมื่อไหร่เราจะคุ้นกันเสียทีนะ



เก็บระยะไป 5 กิโล
[คืนนี้รอดูรายการเดอะ แมสก์ ซิงเกอร์รอบแชมป์ชนแชมป์
ปกติฉันจะไม่รอดูหรอก เพราะฉันออกไปซ้อมวิ่งแล้ว]

ภูพเยีย
23 มีนาคม 2560
















Create Date : 24 มีนาคม 2560
Last Update : 24 มีนาคม 2560 8:28:03 น.
Counter : 237 Pageviews.
2 comment
(โหวต blog นี้) 
--- บั น ทึ ก บ น ลู่ วิ่ ง ---












เราแต่ละคนต่างมีภูเขา(ต้องปีนข้าม)
แม้บางคนจะมองมันว่าเป็นเพียงลูกเนินน้อยก็ตาม
- George Sheehan -
นายแพทย์และนักปรัชญาการวิ่ง
(Running Philosopher)




ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่าน สองดือนแรก ฉันอยู่บนเครื่อง elliptical วันละครึ่งชั่วโมงก่อนลงมาคูลดาวน์ด้วยการยกเวทไม่เกิน 3 กิโล

ฉัน(ยัง)ไม่มีปัญหาเรื่องการบาดเจ็บหรือปวดกล้ามเนื้อแต่อย่างใด นอกจากเอาชนะความขี้เกียจก่อนออกบ้านและอดทนกับการโยกตัวบนเครื่องออกกำลังกายที่ตั้งโจทย์ไว้ เหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยทุกวัน วันละกว่าชั่วโมงและอิดออดที่จะวิ่ง...

แต่หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา ตั้งแต่เด็ก ๆ ปิดเทอม ก็ชวนไปวิ่งด้วยกัน ลูกสาวตัวอ้วนวิ่งบนลู่วิ่งได้วันละ 4 กิโลเมตร วิ่งแบบไม่หยุดด้วยสปีดที่ 8

แต่ฉันนั้น วิ่ง ๆ เดิน ๆ ให้ไปถึงหลักชัยที่ 4 กิโลเมตรเช่นกัน บางวันก็วิ่งสูตรฮิต ( HIIT)เหมือนเดิม คือเดินที่สปีด 4 และวิ่งสปีด 10 สลับกันทุกหนึ่งนาทีเพื่อหายใจทางปากขณะเดินช้า เหนื่อยมาก ๆ หลังจากนี้ก็จะเดินช้า เดินเร็วสลับกันไปแต่ให้เข้าเส้นที่ 4 กิโลเมตรตามกำลัง

บางทีการวิ่ง ๆ เดิน ๆ นี่ก็เป็นเรื่องง่าย ๆ เช่นกัน อย่างแรกก็ต้องรู้สภาพตัวเอง ฝืนไม่ได้ก็อย่าฝืน เจ็บแล้วไม่คุ้มเลย เหมือนกับการขับรถบนถนนคดโค้งและแคบบนดอย ฉันขับ 40-60 กม./ชม. มันน่ารำคาญตามากสำหรับรถที่ขับตาม ฉันเปิดไฟให้แซงเสมอ ใครรีบก็ไปก่อน บางทีรถหกคันตามหลังมาแซงหน้าไปหมด เหลือฉันกับรถพ่วงข้างหน้าที่พ่วงรถซะยาวและสูงใหญ่เต็มถนน รู้สึกกดดันอย่างยิ่ง ความกล้าที่จะแซงหรือขอทางไปก่อนไม่มีนอกจากขับตามเพราะกลัวอย่างเดียว จนรถใหญ่เขารำคาญ โผล่หัวออกมาและโบกมือให้ว่า ไป๊))) อย่ามาตามก้นแบบนี้ ไปได้แล้ววว นั่นแหละฉันถึงจำต้องไป

เรื่องเหล่านี้คงเกี่ยวพันไปถึงเรื่องการงานและชีวิตประจำวันด้วยเช่นกัน บางเรื่องเราช้า อืดอาดยืดยาด ทั้งที่เป้าหมายก็เหมือนคนอื่น ใครรีบก็ไปก่อน เราไม่รีบ เราคนเดินช้า เดินอ้อม ๆ เหมือนจะไปไม่ถึงที่หมายสักที บางทีก็ต้องขอหลบเข้าข้างทางบ่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้เสียดายเวลามากนักแม้จะมีเวลาเหลือไม่มาก ข้างทางยังมีอะไรให้มองอยู่ แม้จะขัดแย้งในประเด็นหลักคือการตัดสินใจที่ดีด้วย

บางคนบอกว่า วิ่ง ๆ เดิน ๆ เร็วกว่า วิ่ง วิ่ง วิ่ง เสียอีก
ฉันไม่รู้หรอกว่ามันจริงหรือเปล่า
หากไม่ชอบวิ่ง ก็หาเวลาเดิน
หรือไม่ก็หาเวลาเดินทางบ้างก็น่าจะดี :)





บันทึกบนลู่วิ่ง
21 มีนาคม 2013




::
::






enough
::
วิ่ง 8 กิโลท่ามกลางอากาศที่ค่อนข้างอึดอัดแต่ไม่ร้อนสาหัส เราไม่ได้คุยกันหรอก ต่างคนต่างวิ่ง วิ่งข้าง ๆ กันตามปกติ เราไม่มีเรื่องคุย นี่ก็เรื่องปกติอีกเช่นกัน ไม่มีเรื่องเครียดคั่งค้างในใจ งานจบก็จบ รู้สึกดีที่ออกมาวิ่ง ...

#whenpoopayiaruns
#บันทึกนักวิ่งแนวหลัง

21032016







::
::


หลังจากวิ่งมาราธอนที่เขาค้อมาแล้ว ฉันพักฟื้นร่างกายหนึ่งอาทิตย์เต็ม ซ่อมแซมร่างกายด้วยการกินและนอน พักผ่อนด้วยการอ่านหนังสือที่อยากอ่าน ซื้อหนังสือมาเรียงไว้ รอการอ่านของฉันอย่างเงียบ ๆ

โชคดีมากที่ฉันไม่มีอาการบาดเจ็บใด ๆ เลย ไม่ปสดหน้าขาอย่างที่คิดว่าจะปวด ไม่เจ็บตามข้อต่าง ๆ ของร่างกาย แต่เพลียเมื่อเข้าวันที่สามหลังจากวิ่งเท่านั้น ตอนนี้สดชื่น และนึกอยากลงสนามอีกครั้ง

ช่วงหลังแทบไม่มีเวลาดู 'วันนี้ในอดีต' ที่เฟซบุ๊กคอยมากระตุ้นความทรงจำว่าเราทำอะไรในวันนี้เมื่อปีที่แล้วหรือหลายปีที่แล้ว

วันนี้ั่มีเวลาอ่าน เลยย้อนคิดกลับไปว่า ฉันเริ่มมาดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายตั้งแต่ปี 2553 ในฟิตเนส ส่วนใหญ่จะเป็นการยกดัมเบลล์ไม่กี่กิโล เดินบนลู่วิ่งวันละ 20 นาที บนสปีดที่ 4-5 ไม่เร็วมาก และค่อย ๆ ขยับมาเป็นเดินสปีด 6 กว่าจะวิ่งบนลู่วิ่งบนสปีดที่ 8 ได้ก็อีกสองสามปีหลังจากนั้น ฉันเขียนบันทึกทุกวัน โดยไม่รู้เลยว่า มันสำคัญสำหรับวันนี้เมื่อย้อนกลับไปดู ฉันมาไกลกว่าที่ตัวเองคิดไว้

นั ก วิ่ ง คื อ ใ ค ร

ในความหมายของฉันคือนักกรีฑาที่มีความสามารถในด้านความเร็ว สถิติ ไต้ฝุ่น ใครที่เป็นนักวิ่งได้ต้องไม่ใช่คนธรรมดา เพราะเขาต้องมีปอดที่แข็งแรงและมึวินัยในการฝึกซ้อมอย่างสูง ไม่ต่างกับนักกีฬาอื่น ๆ ใครจะคิดว่า คนธรรมดาอย่างเรา ๆ จะวิ่งได้ มีแต่มาราธอนเท่านั้นที่ทำให้เรารู้สึกมีส่วนร่วมกับคำว่านักวิ่ง คิดไม่ถึงว่า คนวิ่งไม่เก่งและวิ่งช้า จะสามารถฝึกซ้อมและวิ่งระยะไกลกับเขาได้ ยิ่งกว่านั้น การออกกำลังกายด้วยการวิ่งยังเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของฉันไปโดยปริยาย





'เข้าปีที่สี่ขอการวิ่งระยะไกลแล้ว'
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
21 มีนาคม 2017













Create Date : 21 มีนาคม 2560
Last Update : 21 มีนาคม 2560 13:45:19 น.
Counter : 242 Pageviews.
4 comment
(โหวต blog นี้) 
---- Khaokho Marathon 2017 ---











บั น ทึ ก ถึ ง เ ข า ค้ อ ม า ร า ธ อ น 2 0 1 7
ม า ร า ธ อ น แ ร ก ปี นี้ ข อ ง ข้ า พ เ จ้ า
1 2 มี น า ค ม 2 0 1 7


ทางวิ่งเขาค้อ... ประมาณนี้ค่ะ
ตั้งแต่จุดสตาร์ท ก็เหมือนจะไต่ระดับขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ
พอถึงเนินกิโลที่ 16 ข้าพเจ้าเริ่มตาตั้ง จะเป็นลม ก้าวขาแทบไม่ไหว

(กิโลที่ 15-16 เป็นกิโลอ่อนไหวของข้าพเจ้า
เสมือนจุดเปลี่ยนแทบทุกครั้งที่จะไปต่อหรือหยุด)

จากกิโลที่ 16 ถึง 26 จุดชมวิวกังหันลมนั้น
เ ห มื อ น ต ก น ร ก . . .

ตอนขับรถมาเซอร์เวย์ทางวิ่ง ก็ขนลุก เข่าอ่อน
ทางขึ้นเขา ลงเขา กว่าจะถึงแลนด์มาร์กของงานเขาค้อมาราธอน
ที่จุดชมวิวกิโลที่ 26
แม้แต่ขับรถขึ้น รถยังต้องลากเกียร์หนึ่ง ชันมาก ๆ
ยังคิดว่า เที่ยงนี่ เราจะวิ่งมาถึงหรือเปล่า ???

พอวันจริง..
จะเดินขึ้น ก็เหมือนจะหงายหลัง
จะวิ่งลง ก็กลัวหน้าทิ่ม
ตะแคงตัวลง ตะคริวก็มารอที่ก้น
ทำยังไงก็ได้ที่ไม่ให้ล้ม เพราะล้มแล้วคงลุกเองไม่ได้

หันไปทางไหนก็บ่นเหมือนกันหมดว่า นี่มันทางเทรลชัด ๆ
ขึ้นเขา ลงเขา มากเสียจนไม่มีสมองจะนับว่าขึ้น-ลงเขากี่ลูก
หน้ามืดตาลาย จะเป็นลมสิบตลบ กลัวฮีตสโตรกมากเพราะไม่เคยเจอร้อนเลย

พอถึงกิโลที่ 26 ยังไม่จบ
ยังต้องไปต่ออีก 17.5 กิโล
นึกว่าหมดทางขึ้นเขาแล้ว เพราะกราฟทางวิ่งบอกว่าเป็นทางลง

ที่ไหนได้ ทางวิ่งเป็นทางกรวดอัด ทางลูกรัง ทางดิน ทราย ผสมฝุ่นและแดดยามสาย

คู่วิ่งดำเป็นอัฟริกันไปแล้ว ร้อน แสบผิว เอาน้ำรดหัวกัน
ไม่รู้ว่ากังหันลมยามนี้สวยมั้ย แต่ฟ้าสีฟ้าสวยมาก ๆ
ข้าพเจ้ายังชื่นชมกับธรรมชาติตรงหน้าได้ และต้องไปต่อ

แตงโม กล้วยหอม น้ำเกลือแร่ น้ำเฉาก๊วยมีให้กินไม่อั้น
กินได้เท่าที่กิน เติมน้ำเปล่ากันตลอดทาง ทั้งล้างตา ล้างหน้า

จากนี้ก็ลุยกันต่อ ทางเนินขึ้น-ลงยาวไม่สิ้นสุด
ก่อนจะเจอทางดิ่งแบบหัวทิ่มได้ช่วงกิโลที่ 32-36
ขาที่ล้ามาแล้วจะลงยังไงให้ไม่เป็นตะคริวที่หน้าขา
เพราะซ้อมวิ่งขึ้นทางชัน แต่ไม่เคยซ้อมวิ่งลง
น้องผู้ชายคนหนึ่งที่วิ่งมาด้วยกัน ก้าวลงผิด กล้ามเนื้อฉีก ต้องหยุดการแข่งขัน
เราก็ตะแคงตัวลง หันซ้ายที ขวาที
วิ่ง ๆ เดิน ๆ ประคองตัวไปเรื่อย ๆ

แดดร้อนไม่ปรานี
ฝุ่นกับสายลมเป็นเนื้อเดียวกัน
สามีลากข้าพเจ้าทุกทางขึ้นเนิน
มีตากล้องเก็บภาพทุลักทุเลของเรา
อายมาก แต่มันก็เป็นภาพจริง

เหลืออีก 4 กิโลสุดท้าย เหมือนไกลจนไปไม่ถึง
นับกันไปทีละก้าวจริง ๆ
เราคุยกันว่า เราจะวิ่งเข้าเส้นชัยนะ ทางลูกรังนั่นล่ะ
ที่ไหนได้ สามีลากข้าพเจ้าจนนาทีสุดท้ายขึ้นเนินเล็ก ๆ ก่อนวิ่งเข้าเส้นชัยพร้อมกัน

สนามนี้โหดที่สุดตั้งแต่วิ่งมาราธอนมา
มีทุกอรรถรส ทางหลากหลายมากท่ามกลางอากาศร้อนร้าย
ทุกครั้งเราวิ่งทางเรียบและอากาศหนาวตลอด
ทางขึ้นเขาอย่างดอยสุเทพก็ยังวิ่งสั้น ๆ
ทางเทรลมาราธอนเขาใหญ่ เนินไม่ชันแม้จะวิ่งขึ้นวิ่งลง
ทางดอยสามหงกก็ว่าหนักหนา แต่ก็วิ่งระยะฮาล์ฟ

เพราะซ้อมมาตลอดจึงวิ่งได้ ไม่ใช่เราเก่ง
สำหรับเรา ระยะมาราธอน ไม่มีปาฏิหาริย์
เราซ้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อจะได้ไม่บาดเจ็บ

ดีใจที่รอดกลับมาได้ โหดสาหัส สนุก ประทับใจมาก
และเป็นสนามที่ไม่มีวันลืม

งานจัดดี น้ำดื่มดีมาก มีเหลือเฟือทุกจุด
มีหน่วยรักษาพยาบาล อพปล และทีมงานดูแลตลอดเส้นทางวิ่ง













ภาพเก็บตกบรรยากาศตอนถึงจุดชมวิวกิโลที่ 26

ก่อนหน้านี้ แทบไม่มีภาพเพราะมืดมาก เราออกจากจุดสตาร์ทตอนตีสี่ ช่วงวิ่งขึ้นเขาฟ้ายังไม่สว่าง ได้ยินแต่เสียงหายใจดัง ๆ ของตัวเองและคู่วิ่ง ไม่มีแรงแม้แต่จะทำอะไร รอจนพระอาทิตย์ดวงโตขึ้นด้านหลังจึงพอมองเห็นเพื่อน ๆ นักวิ่งคนอื่น ๆ

ปกติเวลาวิ่ง ฉันจะใส่เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้นตลอด ไม่มีอุปกรณ์เสริมทุกชนิดเพราะจะวิ่งแบบตัวเบาที่สุด แต่งานนี้ เรารู้ว่า เราต้องเจอแดดแรงตอนสายจนถึงเที่ยงแน่ ๆ เพราะเส้นทางขึ้นเขาตลอด กว่าจะไปถึงจุดไฮไลต์ต้องเกรียมจนกรอบแน่ ๆ

จึงสวมเป้น้ำมาด้วย เพราะไม่มั่นใจว่า กิโลหลัง ๆ จะมีน้ำให้นักวิ่งเพียงพอหรือไม่

ซิปหน้าของเป้ฉันคือ ยาน้ำแก้ไอ วิควาโปรับ ยาดม เพราะฉันป่วยและไอมากก่อนวิ่งหนึ่งอาทิตย์เต็ม แม้จะเป็นรอบเดือนจนเพลีย แต่ก็เตรียมตัวรับมือกับมัน กินน้ำเกลือวันละสี่ซองและรีบนอนแต่หัววันก่อนวิ่งสี่วัน จะไม่กินยาตระกูล Nsaids ก่อนวิ่งเด็ดขาด(หลังวิ่งก็ไม่เคยกินเช่นกัน)แม้จะปวดท้องประจำเดือน รู้ว่าอันตรายมาก เราเสียเหงื่อและไตจะทำงานหนัก ที่ไม่ทิ้งงานนี้เพราะซ้อมมาอย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นตัวเองประมาณนั้น และไม่ได้ป่วยทั้งเดือนเหมือนตอนก่อนไปวิ่งที่เขาใหญ่ กลัวอย่างเดียวคือฮีตสโตรก...จึงมีขวดน้ำ ไว้ล้างหน้าและราดหัวตลอดทาง



































































































เพราะเราเซอร์เวย์เส้นทางเพียง 26 กิโลแรกเท่านั้น
การรู้เส้นทาง ทำให้เราเตรียมใจได้ แม้จะใจสั่น เข่าอ่อนจนวิตกกังวลไปต่าง ๆ นานาบ้าง แต่ก็รีบกลับไปนอนเอาแรง ทำใจและไม่เสียสติจนเกินไป ยังไงก็จะวิ่ง

ช่วงแรกของการวิ่งจึงเหมือนชีวิตที่ต้องผ่านความยากลำบากและอุปสรรคมากพอควร แต่รู้ว่าคู่วิ่งไม่ทิ้งเราแน่ เขาจะเตือนเราตอนหมดแรงว่า เราซ้อมมา เอาหน่อย ๆ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว ไปทีละก้าว อย่ามองไปยาว ๆ อย่าคิดไปไกล ๆ เดี๋ยวก็ไปถึง ฉันจะอุ่นใจแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

แต่หลังกิโลที่ 26 นั้น เราไม่รู้จักเส้นทางเลย ไม่ทราบว่า จุดเช็คพ้อยต์ที่ 3 ก่อนเลี้ยวซ้ายคือทางเทรล ที่มีเส้นทางหลากหลายและดิ่งลงพร้อมกับเนินขึ้นลงก่อนวิ่งบนถนนที่เป็นทางเหมือนตัวยู

17.5 กิโลที่เหลือนี่คือไม่รู้อะไรล่วงหน้าเลย เหมือนตอนที่เราต้องเผชิญชีวิตคู่ด้วยกัน ไม่รู้อะไรล่วงหน้า รู้แต่ว่า เธอไปไหน ฉันไปด้วย ไม่กลัวอะไรแล้ว

ช่วงหลังกิโลที่ 26 นี้ที่สามีหยิบกล้องตามถ่ายภาพให้ ไม่กดดันตัวเอง คุยกับนักวิ่งที่วิ่งตาม ๆ กันมา ให้กำลังใจกัน เราเพียงแต่ระมัดระวังอย่าข้อพลิกเพราะทางต่างระดับเยอะและหลากหลาย วิ่ง ๆ เดิน ๆ ลากกันขึ้นทุกเนิน หมดสภาพมาก...กว่าจะถึงเส้นชัย











ขอให้เพื่อน ๆ สุขภาพดีและมีความสุขนะคะ
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
13 มีนาคม 2560














Create Date : 15 มีนาคม 2560
Last Update : 15 มีนาคม 2560 13:58:29 น.
Counter : 309 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
--- สิ่ ง ที่ ไ ด้ รั บ จ า ก ก า ร วิ่ ง ---








สิ่งที่ได้รับจากการวิ่ง

'...ประเด็นแรกต้องมีความรู้ว่าจะวิ่งอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ วิ่งแล้วไม่เป็นผลเสีย มีความรู้ยังไม่สู้มีปัญญา เพราะว่า ช่วงแรกที่ผมเอาแต่หาความรู้เพื่อที่จะมุ่งไปสู่การวิ่งเพื่อชัยชนะ วิ่งเพื่อความเร็ว วิ่งเพื่อแข่งขัน สุดท้ายบาดเจ็บ ทั้ง ๆ ที่เรามีเทคโนโลยี มีความรู้ ต้องมีปัญญา ต้องรู้ว่าวิ่งอย่างไร วิ่งเพื่ออะไร พอบาดเจ็บ เราก็เปลี่ยนมาวิ่งอย่างไรให้ยั่งยืนขึ้น มีไตรกีฬา มีบาลานซ์เพื่อพิสูจน์ศักยภาพของตัวเอง รู้จักฟังร่างกายตัวเอง แต่ก็มีขึ้นอีกระหว่างที่ไปแข่งไกล ๆ ผมกลับได้เรีนรู้ว่า สิ่งที่เหนือกว่านั้นคือ เรื่องของสติ
มีบางช่วงที่ผมง่วง เพื่อนฝรั่งฝึกให้ผมเดินตามเท้า รอยเท้าเขา ผมไม่สนใจอะไรเลย ผมไม่สนใจว่าจะเป็นเหวอะไร ผมเดินเอาเท้าเหยียบรอยเท้าเขาอย่างเดียว ช่วงนั้นผมหายง่วงเป็นปลิดทิ้งเลย แล้วผมรู้สึกมีความสุขมาก ๆ มีสมาธิ แรงก็มี เดินได้โดยไม่เหนื่อย
ยิ่งกว่าปัญญา มันมีบางอย่างที่เราต้องฝึก
มีความรู้ มีปัญญาและต้องมีสติ นี่คือสิ่งที่ได้รับ...'





เครดิต : https://www.youtube.com/watch?v=0G_owIkoOqk
เจาะใจ : วิ่งเปลี่ยนชีวิต | ชุมพล ครุฑแก้ว [18 ก.พ. 60]
ดร. จุ๋ง ชุมพล ครุฑแก้ว

ขอบคุณค่ะ








Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560 11:11:54 น.
Counter : 287 Pageviews.
3 comment
(โหวต blog นี้) 
--- ห ลั ง วิ่ ง ม า ร า ธ อ น ---















หลังวิ่งมาราธอนนั้น ฉันไม่รู้มาก่อนเลยว่าต้องเอาเท้าแช่น้ำเย็นที่ต่ำกว่า 13 องศาหรือเอาราดขาทั้งขาหรือนอนแช่ทั้งตัวเพราะน้ำเย็นรักษาอาการบอบช้ำจากการวิ่งได้ ถ้าดีก็อาบน้ำเย็นแม้อากาศเย็น เพราะความไม่รู้จึงไม่ได้ทำ ไม่ได้หาข้อมูลหลังวิ่งว่าต้องทำอย่างไรกับตัวเอง พอข้ามเส้นโดยไม่บาดเจ็บก็สบายใจ (ทำใจรอผลวันรุ่งขึ้นว่าจะสาหัสหรือเปล่าเท่านั้น ) ถ่ายรูปกับลูก ๆ และเพื่อนฝูงที่รอรับที่เส้นชัยแล้วก็รีบคูลดาวน์ จากนั้นก็หาอะไรรองท้อง แต่กินได้น้อยเพราะกินแตงโมมาเต็มท้อง ไม่ระโหยเหมือนตอนหลังซ้อมยาว 35 กิโลที่ไม่มีอะไรกินระหว่างวิ่งนอกจากน้ำ แต่ก็งงว่า เขาเอาเกลือไว้ให้นักวิ่งทำไม
หลังวิ่งจนวันนี้ ชีวิตว่าง เพราะต้องพักให้ฟื้นตัวแม้จะไม่บาดเจ็บ
การคลายกรดแลคติกนั้น อ่านวิชาการยังไม่ค่อยเข้าใจ จึงได้แต่นอนยกขาขึ้นสูงให้เลือดไหลเวียน
เขาบอกให้กินโปรตีนมาก ๆ ซ่อมเสริมร่างกาย ก็กินไม่ค่อยได้มากไปกว่าเดิม
อาทิตย์หน้าค่อยออกวิ่งเหยาะ ๆ 30-40 นาทีพอ ไม่ต้องรีบร้อนหรือกระหายจะวิ่ง
อาทิตย์นี้ก็ดูรูปวันงานวิ่งและตามอ่านประสบการณ์มาราธอนแรกของเพื่อน ๆ
::
::
#whenpoopayiaruns
#บันทึกนักวิ่งแนวหลัง
#ภูพเยีย








Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2560 9:35:50 น.
Counter : 221 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]