All Blog
--- วิ่ ง ฝ่ า ส า ย ห ม อ ก ที่ แ พ ร่ : แ พ ร่ ม า ร า ธ อ น ค รั้ ง ที่ 1 5 ---













ทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังกลับจากการเดินทางไปต่างจังหวัด ฉันต้องซ้อมวิ่งเพื่อยืดเส้นยืดสายบ้าง รู้สึกร่างกายปรับตัวกับการวิ่งไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยมีแรง พักผ่อนน้อยมาก เริ่มซ้อมวิ่งเหยาะ ๆ วันอังคาร ได้เพียงสามกิโล เหนื่อยใจแทบขาด วันพุธ วิ่งได้ 5 กิโล ( 37 นาที) ยังวิ่งไม่เข้าที่ วันพฤหัส ลองสปีดดูให้เร็วกว่าเดิม 5 กิโล (35 นาที ) เวลาดีขึ้น 2 นาทีแต่เหนื่อยมากกว่าเดิม จากนี้จะพักสองวันก่อนเดินทางไปวิ่งที่แพร่












ด้วยโลโก้ของการวิ่งที่แพร่มีว่า วิ่งฝ่าสายหมอก เรานึกถึงที่น่าน เช้านั่นเราวิ่งฝ่าหมอก หอมกลิ่นหมอก ปรอยฝน อากาศกำลังสบาย เสื้อสีส้มที่ถูกหมอกกลืนหายเข้าไป นักวิ่งแนวหลังจะรื่นรมย์เพราะจะเห็นบรรยากาศเหล่านี้จากปลายแถว

ด้วยสองสามวันที่ผ่านมา เชียงใหม่อากาศเย็นลงฉับพลัน ฉันถึงกับเป็นลมพิษอีกรอบ เจ็บคออย่างแรง กินน้ำอุ่นนอนพักไม่ค่อยได้ผล จำต้องกินยาปฏิชีวนะจริงจังพร้อมยาลดไข้เพราะครั่นเนื้อครั่นตัวร่วมด้วย แต่ไม่หนักหนาสำหรับการลงวิ่งเพราะซ้อมมาแล้ว จึงเตรียมเสื้อวิ่งแขนยาว กะว่าอากาศหนาวตอนเช้า น่าจะหนาวกว่าเมืองน่านนะ เราไม่เคยสวมเสื้อแขนยาววิ่งสักครั้ง จะลองเป็นงานแรก

เช้าวันเสาร์ เราพาลูกสาวไปไหว้พระและถวายสังฆทานที่วัดสวนดอกเพราะเป็นวันเกิด พวกเธออยากไปวัดมาก รับพรจากพระและพ่อแม่แล้วเธอก็ไปเรียน เราออกเดินทางเกือบสิบเอ็ดโมงถึงแพร่เกือบบ่ายสอง แวะไปสมัครวิ่งที่สนามกีฬาจังหวัด เสื้อวิ่งเป็นผ้าคอตต้อนสีส้ม เนื้อผ้าซับเหงื่อ อุ้มเหงื่อเยอะ ใส่วิ่งไม่สนุกแน่ เลยคิดกันว่าไว้ใส่กลับบ้านก็แล้วกันเพราะเราเตรียมเสื้อวิ่งมาเองแล้ว

เรารู้จักเมืองแพร่น้อยมาก ตั้งใจไปแวะร้านของญาติของเพื่อนนักดูนกของเรา ชื่อร้านบ้านหัวเราะ เป็นร้านที่ตกแต่งได้น่ารักทุกมุม เสียแต่ที่จอดรถไม่มี ถนนค่อนข้างแคบ จอดรถข้างทางแทบไม่ได้ มารู้ภายหลังว่า ทางร้านเขามีที่จอดรถให้ เราสั่งอาหารเบา ๆ รองท้องเพราะมื้อเย็นเพื่อนของสามีจะพาไปเลี้ยงข้าว เขาเป็นเจ้าถิ่น เกิดที่นี่ ไปเรียนเชียงใหม่และกลับมาทำงานที่บ้านเกิดจนถึงปัจจุบัน พอรู้ว่าพวกเรามาก็อยากเลี้ยงข้าว ไม่ได้เจอกันกว่ายี่สิบปีแล้ว เขาไม่เล่นเฟซบุ๊ก จึงไม่รู้ความเคลื่อนไหวของเราสองคน พอรู้ว่ามาวิ่งมินิมาราธอนถึงกับตกใจ ถามสามีฉันซ้ำแล้วซ้ำอีกว่ามากับใคร ถ้ามาคนเดียวกลัวหัวใจวายกลางถนนไม่มีใครรู้ ไม่คิดฝันว่าจะวิ่งได้ ด้วยภาพลักษณ์ในสมัยเรียนนั้น ต่างเป็นนักเที่ยว นักดื่ม ใช้ชีวิตแบบสุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จักตัวกลัวตายจนต่างคนก็ต่างคาดเดากันว่าอายุคงไม่เกิน 45 แน่ ๆ เขาก็ยังเก็บความฉงนเหล่านี้ไว้ในใจว่า ชีวิตในวัยนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงจนนึกไม่ถึงขนาดนั้นเลยเหรอ


หลังจากเราไหว้พระธาตุช่อแฮแล้ว เรานัดเพื่อนมารับที่โรงแรมน้ำทอง เขาพาไปร้านร่มไม้ใหญ่ กินข้าว คุยกันสัพเพเหระ เรื่องเก่า เรื่องใหม่ เรื่องตรงหน้า การงาน กินอาหารอร่อยไม่ต้องเรียกน้ำย่อยด้วยแอลกอฮอร์ใด ๆ พูดถึงความป่วยไข้ของคนใกล้ตัว ญาติผู้ใหญ่และใกล้ที่สุดคือความป่วยไข้ของพ่อแม่ พูดถึงความตายของเพื่อนรุ่นเดียวกัน ช่วงนี้เป็นวัยที่ไปงานบุญบ่อยที่สุด เยี่ยมไข้มากที่สุด ไปปลอบใจคนอื่นและเพื่อนฝูงที่สนิทชิดเชื้อ เพื่อนร่วมงาน ไปปลอบใจเขาก็มีเวลาที่เขาปลอบใจเราบ้าง เพื่อนยามนี้ล้วนมีความหมายเพราะเราต่างเดินทางกันมาไกลพอที่จะรับรู้ความเปลี่ยนแปลงและปรับใจกับสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องปกติและเป็นธรรมดาของชีวิต

เราคุยกันพอประมาณ จะนั่งเรื่อยเฉื่อยมากไม่ได้ถึงแม้นาน ๆ เจอกันทีก็ตาม ปล่อยให้คุยถึงเช้าก็คุยได้ เรื่องคุยไม่หมดหรอก แต่เราต้องขอตัวไปพัก เพื่อนก็ต้องกลับบ้านเหมือนกัน

การวิ่งของเราทำให้เราปรับเปลี่ยนชีวิตไปมากพอสมควร ปรับเรื่องการกิน การนอนและเตรียมตัวเตรียมพร้อมร่างการให้ดีก่อนการแข่งขันด้วย เราอาจจะเพิ่งรู้สึกเดี๋ยวนี้ด้วยก็ได้ว่า นี่คือการรับผิดชอบต่อหน้าที่ของการเป็นนักวิ่งที่ดีอย่างหนึ่ง โลกของการวิ่งบอกเราโดยไม่รู้ตัว

ก่อนที่เราจะล่ำลากัน เพื่อนพาเราวนรถดูเมือง ร้านขนมชื่อดัง ร้านอาหารขึ้นชื่อ บ้านเก่าเมืองแพร่ ทำความรู้จักเมืองแพร่อย่างคร่าว ๆ ยามค่ำคืน ยังไม่สองทุ่มครึ่ง ผู้คนก็ปิดบ้านพักผ่อนกันแล้ว สงสัยมากว่านี่คือตัวจังหวัดหรือนี่ ทำไมสงบเงียบแบบนี้ ช่างเหมือนบ้านดอยในอำเภอทางผ่านอย่างบ้านฉันเลย คนต่างถิ่นอย่างเราชอบนะ เมืองไม่อึกทึกแบบนี้ เราพูดเหมือนกันว่า ไม่เห็นอยากให้ใครรู้จักบ้านเรามาก ๆ เลย ไม่ได้อยากให้เมืองเราต้องช้ำกับการเป็นเมืองท่องเที่ยว การที่ผู้คนอยู่ดีมีสุขในเมืองสงบนั่นเป็นบุญจริง ๆ ทำให้นึกถึงบางประเทศที่มีเมืองมรดก สายตาของคนนอกอยากหนีความวุ่นวายในโลกของตัวเองไปเนิบช้าเมืองเขา ไปสูดอากาศและลมหายใจที่เคลื่อนไหวช้า สูดจนพอใจแล้วก็จากไป ครั้นไปเห็นพวกเขาอยากได้ อยากมี ใช้มือถือ เปิดผับ บรรยากาศครึกครื้นบ้าง ก็อยากจะแช่แข็งให้เขาเป็นเหมือนที่เคยรู้จักและสัมผัสเมื่อพันปีก่อนโน้น โลกมันเปลี่ยนไป นานาเทคโนโลยีเข้าถึงบ้านเขาแล้ว มันเปิดหูเปิดตาพวกเขาแล้ว คนเก่าเริ่มล้มหายตายจาก ไม่รับรู้ความวุ่นวายสมัยใหม่อีกแล้ว

เช่นเดียวกับเชียงใหม่ในวันนี้ก็ไม่ใช่เชียงใหม่เมื่อสามสิบปีที่แล้ว...


เรานอนกันเร็ว ฉันหลับสนิทเพราะเดินทางและอิ่มท้อง เราตื่นตีสี่เพื่อเตรียมตัวกินอาหารเบา ๆ รองท้องและไปซึมซับบบรรยากาศที่สนาม

ฉันลงวิ่งมาเกินสิบสนามแล้ว ยังตื่นเต้นกับการจะวิ่งทุกครั้งไป ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม ไม่คุ้นสักที ทั้งที่ไม่ได้จับเวลาหรือแข่งกับใคร คิดในใจว่ายังไงก็จะวิ่งให้ถึง ภาวนาให้วิ่งออก เพราะมีหลายงานที่วิ่งไม่ออกตั้งแต่สตาร์ท บางงานก็วิ่งสบาย ๆ ไม่หอบเลย

เช้านี้ อากาศสบาย ๆ ไม่หนาวอย่างที่คิดและคาดเดาว่าคงไม่มีหมอก แต่เราใส่เสื้อแขนยาว

ก่อนปล่อยตัว มีการยืดเส้นยืดสายด้วยการแอโรบิคเล็กน้อย เขาปล่อยตัวหกโมงตรง

กิโลแรก คิดในใจว่า คิดผิดที่ใส่เสื้อแขนยาวเพราะกลัวหนาว มันอึดอัดมาก ถลกแขนก็ไม่ได้ มันแนบแขน แนบตัว

ห้ากิโลแรก เราวิ่งเหมือนซ้อม คือสปีดให้อยู่ใน pace 6 แต่แรงฉันตกวูบเมื่อถึงจุดกลับตัว จะจิบน้ำก็จิบไม่เป็น ทำไงดีนะ อยากฝึกจิบน้ำบ้างแต่มันกลืนไม่ลง ฉันจะดื่มน้ำกิโลที่สิบขึ้นไป อยากฝึกจิบน้ำดูบ้าง มันดีถ้าวิ่งระยะยาวกว่านี้ น้ำจำเป็นมากเพราะเราเสียเหงื่อ

การวิ่งครั้งนี้ ทึ่งคุณลุงวัยเจ็ดสิบที่วิ่งข้าง ๆ แกวิ่งก้าวสั้น ๆ ปลายเท้าเปะปะ ๆ เหมือนเป็ดวิ่ง แต่เร็วน่าดู วิ่งตามคุณลุงไม่ทันเลย น่าจะได้รางวัลในรุ่นนี้นะ

พอผ่านจุดกลับตัว ฉันตามสามีไม่ทันแล้ว เห็นแต่หลัง ได้แต่บอกว่า วิ่งไปก่อนเถอะ ตั้งใจจะทะลุเป้าหมายของตัวเองคือวิ่งภายในหนึ่งชั่วโมง ยังทำไม่ได้สักที

ฉันเห็นน้องที่มาวิ่งด้วยกัน วิ่งนำหน้าฉันตั้งแต่สตาร์ทจนถึงกิโลที่เจ็ด ฉันเริ่มสับเท้าเพื่อจะได้ขึ้นไปวิ่งคู่เธอ เธอวิ่งดีขึ้นมาก แรงไม่ตก เธอบอกฉันภายหลังว่า เธอเอาชนะตัวเองได้ในการวิ่งครั้งนี้ด้วยการไม่หยุดเดินเลย เยี่ยมจริง ๆ

ถามว่าเหนื่อยไหม มันก็เหนื่อยนะแต่ไม่เคยถอดใจหรือคิดว่าวิ่งไม่ไหวหรือจะไม่ถึง เราพูดกันว่า อีกสามกิโลเอง มันเลยครึ่งทางมาตั้งนานแล้ว เรายังวิ่งด้วยกันไปเรื่อย ๆ จนถึงเส้นชัย ไม่สะดุดอะไร เป็นการวิ่งที่เรียบง่ายและสนุกสนานตามสมควร เพียงแต่รู้สึกว่า งานนี้มีนักวิ่งร่วมงานไม่มากนัก อาจเป็นเพราะมีงานวิ่งที่อื่นอีกหลายงานก็เป็นได้ ทุกคนต้องเลือกวิ่งสักงาน แต่เหรียญที่ระลึกครั้งนี้สวยมาก ดีใจที่ได้มาวิ่งงานนี้

ความรู้ใหม่ในการวิ่งวันนี้คือ ใส่เสื้อแขนกุดเถอะ มันสบายกว่ากันเยอะ

ขอบคุณผู้จัดงาน ถึงแม้เราไม่ได้มาร่วมงานเลี้ยงนักวิ่งตอนเย็นหรืออยู่ให้เกียรติผู้รับรางวัล แต่เรายินดีด้วยกับผู้ที่ทำเวลาได้ดีทุกคน แม้แต่เราเองก็เถอะ ทำตามเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ได้ก็ดีใจแล้ว ภูมิใจในตัวเองแม้ไม่มีใครรู้

ขอบคุณคนที่บ้านที่พามาวิ่งและเพื่อนร่วมทางที่น่ารัก นับวันเธอจะวิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งวิ่งดีกว่าฉันได้ ฉันจะดีใจมาก

โอกาสหน้าเจอกันใหม่นะ แพร่มาราธอน
หวังว่า ฉันจะวิ่งในระยะที่ไกลกว่าเดิมที่สนามเดิม

เคยแอบฝันเล็ก ๆ ว่า หากอายุยืนถึง 70 ปี
ฉันอาจจะได้ถ้วยรางวัลกับเขาบ้างก็ได้



ขอบคุณค่ะ

ภูพเยีย
13 ธันวาคม 2558













Create Date : 14 ธันวาคม 2558
Last Update : 18 ธันวาคม 2558 18:53:55 น.
Counter : 397 Pageviews.

0 comment
--- มิ นิ ม า ร า ธ อ น 1 2 k ที่ โ ร ง เ รี ย น บ้ า น สั น ก ำ แ พ ง ---

















Run with D A D






เมื่อต้นเดือนเราไปวิ่งที่เมืองน่าน แต่กลับมาได้ไม่กี่วัน พ่อป่วยกะทันหัน ส่วนสามีทั้งติดประชุมและต้องไปจัดการเรื่องงานศพของญาติผู้ใหญ่ของเขา เรายังสาละวนกับเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว เพิ่งจะหาเวลามากินข้าวและคุยเรื่องเรียนกับลูก ๆ เสาร์ อาทิตย์นี้

เราเข้าเชียงใหม่เย็นวันเสาร์ เพราะลูก ๆ อยากกินปลาแซลม่อนร้านมัตซึ ร้านอาหารญี่ปุ่นโดยเชฟคนไทย ร้านเป็นห้องแถวเล็ก ๆ ต้องเดินเข้าไปรับบัตรคิวและรอ ลูก ๆ เคยมากินกับเพื่อนแล้วครั้งหนึ่ง อยากชวนพ่อแม่มากินด้วย เธอว่าอร่อยมาก ๆ แล้วก็อร่อยสมกับการรอคอย อร่อยทุกอย่างที่สั่งมา ยังแอบขำ ๆ เลยว่า ไม่เห็นต้องดั้นด้นไปกินถึงญี่ปุ่นเลยนะ ฝีมือคนไทย ไม่ใช่ธรรมดา






















จากนั้นฉันก็ต้องไปหาซื้อรองเท้าสำหรับวิ่งมาสลับคู่ที่ใช้ฝึกซ้อมและลงสนามประจำ ฉันมีเพียงคู่เดียว จะว่าไม่จำเป็นก็จำเป็นอยู่ เพราะฉันยังไม่สามารถวิ่งเท้าเปล่าได้แม้หลายสำนักลงความเห็นว่า วิ่งเท้าเปล่าทำให้ปวดเข่าน้อยลง

เรากลับที่พัก ฉันอยากพักเพราะเช้าวันอาทิตย์ เราสี่คนอยากไปร่วมงานวิ่งที่โรงเรียนบ้านสันกำแพง มินิมาราธอน วิ่ง 12 k

คืนวันเสาร์ฉันนอนหลับไม่ค่อยสนิท หลับ ๆ ตื่น ๆ และเพลียนิดหน่อย ไม่ได้กังวลเรื่องวิ่งมากหรอก แต่บอกถึงร่างกายไม่ค่อยพร้อม

เราตื่นตีสี่และมาถึงงานวิ่งราว ๆ ตีห้า กินกาแฟและขนมปังมาแล้ว ลูก ๆ กินซาละเปา เพราะต้องสอนให้กินอะไรรองท้องก่อนวิ่งทุกครั้ง ไม่ควรวิ่งท้องว่าง ครั้งนี้ก็ไม่คาดหวังว่าสองสาวจะอยากมาวิ่งด้วย เธอไม่ได้ซ้อมเลย ไม่เหมือนแต่ก่อน เธอซ้อมวิ่งและลงแข่งโดยไม่รู้สึกเหนื่อย เราแค่อยากชวนลูกมาวิ่งสนุกสนาน นาน ๆ ทีได้เจอกัน

ก่อนปล่อยตัวนักกีฬานั้น ปกติจะปล่อยตัวราว ๆ หกโมงตรง แต่กว่าจะปล่อยตัวจริงมีการกล่าวเปิดพิธีซึ่งใช้เวลาพอสมควร เลยเวลามาเกือบยี่สิบนาทีก็ยังไม่ปล่อย พิธีกรบอกว่า จะเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อน มีเสียงพึมพำอยู่ แต่ฉันดีใจนะ เพราะเหมือนเป็นวันพิเศษ ได้รำลึกถึงคุณงามความดีที่ท่านทำเพื่อปวงชนชาวไทย แน่ละ ฉันรักและเทอดทูนพระองค์ท่าน พอเพลงสรรเสริญพระบารมีขึ้น ฉันรู้สึกตื้นตันใจ ยิ่งถึงเนื้อร้องตรงที่ว่า -- เย็นศิระเพราะพระบริบาล -- เหมือนน้ำตาจะไหล ภูมิใจที่เกิดมาใต้ร่มพระบารมีของพระองค์

จากนั้น เราก็เริ่มออกวิ่ง ฉันวิ่งดีแค่ 6 กิโลแรกเท่านั้น ตอนกลับตัว สามียังยืนรออยู่ แต่หลังจากนั้นเขาไม่รอแล้ว ฉันเริ่มสะเปะสะปะ ปกติเราซ้อมมาด้วยกันตลอด เขาจะลากฉันทุกครั้งที่ซ้อม จนถึงเป้าหมายในเวลาไม่ค่อยงดงามสำหรับเขา แต่สำหรับฉัน เป็นเวลาที่ดีมาก ขอบคุณเขาทุกครั้ง ครั้งนี้เขาเหมือนวิ่งไม่เต็มแรง ชะลอฝีเท้ารอฉันและลูก ๆ เพื่อจะวิ่งไปพร้อม ๆ กัน ช่วงกิโลเมตรที่สิบ เห็นสามพ่อลูกหยุดเล่นกับหมา เข้าใจว่าเขารอฉันเพื่อจะวิ่งเข้าเส้นชัยพร้อมกัน ตอนที่ฉันวิ่งมาสมทบและพวกเขายืนอยู่ มีนักวิ่งซึ่งคอยดูแลนักกีฬา เขาขี่มอเตอร์ไซค์มาคอยให้กำลังใจเห็นสามพ่อลูกหยุดเดิน เขาบอกว่า พยายามอย่าเดินครับ เหนื่อยก็ให้จ็อกกิ้งช้า ๆ เดี๋ยวขาตายและจะเป็นนิสัยครับ ฉันอยากขอโทษแทนสามพ่อลูก เพราะคนอื่นไม่รู้หรอกว่า พวกเขาหยุดรอฉันซึ่งจ็อกกิ้งมาช้า ๆ แม้จะไม่ยอมเดินเลยก็ตาม และแล้วเราก็ออกวิ่งพร้อมกัน ฉันถูกทิ้งท้ายและอยู่ท้ายลงไปเรื่อย ๆ จนสงสัยว่า วันนี้วิ่งแย่มากทั้งที่ซ้อมมาอย่างดี ฮึดไม่ขึ้น ฉันคงเข้าเส้นเป็นคนสุดท้ายของงานแน่ ๆ เลย แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ฉันไม่อายหรอก แต่ทำไมถึงวิ่งไม่ออกนะ หัวใจเต้นปกติ ไม่เหนื่อยแต่ก้าวขาไม่ออก สามีฉันก็งง ถามสองสามครั้งว่า เป็นอะไรหรือเปล่า หมดแรงแล้วเหรอ ฉันได้แต่เงียบ ๆ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก แต่ก็วิ่งไปได้เรื่อย ๆ จนข้ามเส้นชัยนั่นแหละ

กลับมาทบทวนการวิ่งเหมือนกัน เช้านี้ก็ไปงานก่อนเวลาหนึ่งชั่วโมง มีเวลาอบอุ่นร่างกายพอควร ไม่ตื่นเต้นอะไร ร่างกายและใจพร้อม ซ้อมมาตลอด แต่วิ่งไม่ออก ต้องทำใจ นี่เป็นสนามที่สามที่ลงวิ่ง 12 k และฉันไม่เคยวิ่งระยะนี้ได้ดีเลยสักสนามไม่ว่าจะที่แม่ออน ราชพฤกษ์และที่นี่

ไหน ๆ ก็ผ่านไปแล้ว และวิ่งถึงเส้นชัยก็ดีแล้ว ฉันให้กำลังใจตัวเองแบบนี้ วันนี้ก็เป็นวันดีด้วยที่เราวิ่งด้วยกันทั้งครอบครัวอีกครั้ง

ตอนกลับ เราเจอพี่นักวิ่งที่จอดรถข้าง ๆ เรา ฉันเห็นเขาคล้องเหรียญวิ่ง ฉันขออนุญาตดูเหรียญวิ่งงานนี้หน่อย ขอถ่ายรูปเหรียญไว้เป็นที่ระลึกเพราะเราวิ่งไม่ทันเวลาที่เขาแจกเหรียญ เขาถอดออกจากคอมาแล้วบอกว่า ผมให้นะ เอาไปเลย ฉันตกใจ บอกว่า แค่ขอดูเฉย ๆ ค่ะ ความภาคภูมิใจของพี่ น้องรับไม่ได้หรอกค่ะ เขารีบบอกว่า รับไปเถอะ ผมให้ เป็นกำลังใจให้กลับไปซ้อมดี ๆ เดี๋ยวก็ได้ แค่วิ่งถึงเส้นชันก็ชนะแล้วครับ ฉันไม่กล้ารับ แต่คนที่มาด้วยบอกอีกครั้งรับไปเถอะ จนคนให้พูดอีกครั้ง เหรียญผมมีเยอะแล้ว ผมให้เป็นที่ระลึกนะครับ ครั้งหน้ามาวิ่งด้วยกันอีก ฉันเลยได้เหรียญนี้กลับบ้านด้วยความรู้สึกดีใจและเป็นกำลังใจให้นักวิ่งแนวหลังอย่างฉัน ไม่รู้ว่าคนให้จะรู้หรือเปล่าว่าคนรับประทับใจมากเลย พี่เขาชื่อ สมศักดิ์ จันทร์ก้อน เป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัยพายัพนี่เอง หวังว่าจะได้เจอพี่เขาในงานอื่น ๆ อีกนะ

ขอบคุณผู้จัดงานวิ่งครั้งนี้ มีผู้ร่วมงานจำนวนมากรวมทั้งเด็กนักเรียนมาร่วมวิ่งเพื่อสุขภาพ เห็นเด็กตัวเล็ก ๆ ใส่เหรียญคล้องคอ เชื่อว่าเขาต้องภาคภูมิใจในสิ่งที่เขาทำได้และไม่แน่ว่า วันหน้าเราจะเห็นเด็กจำนวนหนึ่งที่อาจจะหันมาเอาดีทางด้านการวิ่งก็ได้

ขอบคุณทุกคนในครอบครัวที่เห็นความสำคัญของการออกกำลังกายที่ถือว่าง่ายที่สุดแล้ว ไม่ต้องแข่งขันกับใครนอกจากตัวเองที่ต้องซ้อมวิ่งอย่างสม่ำเสมอ การพยายามวิ่งให้ถึงเส้นชัยได้ต้องอาศัยความอดทนและไม่ยอมแพ้ หลังจากนี้ เราคงต้องซ้อมให้กำลังอยู่ตัวเพื่อจะไม่บาดเจ็บหลังการวิ่งและเลิกวิ่งไปในที่สุด

ขอบคุณร่างกายที่ไม่ประท้วงขณะพาเขาซ้อมมาก ๆ ในบางวัน

ฉันไม่มีค่านิยมในการวิ่งที่เอา'ใจ'เป็นที่ตั้งเพียงอย่างเดียว หากไม่ได้ซ้อม ฉันจะไม่ลงวิ่งเด็ดขาด ใจรักในการวิ่งเพื่อสุขภาพมาอันดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ซ้อม หรือเอาใจพาตัวเองลงวิ่งแล้วบาดเจ็บ มันช่างไม่คุ้ม มันคงทรมานมากหากวิ่งไม่ได้อีกเลย

ครั้งนี้ ฉันวิ่งจบแบบไม่เจ็บและไม่ระบมหัวใจแม้ว่าวิ่งไม่ดีตามที่ตั้งใจไว้ แต่ก็วิ่งเต็มที่แล้ว ไม่เสียดายอะไร ครั้งหน้าค่อยว่ากันใหม่


ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘









Create Date : 22 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2558 8:27:52 น.
Counter : 377 Pageviews.

0 comment
--- วิ่ ง ก ร ะ ซิ บ รั ก คู โ บ ต้า น่ า น ม า ร า ธ อ น ---




































เ ช้ า วั น เ ส า ร์

เรากำลังฝึกซ้อมตามโปรแกรมฝึกซ้อมฮาล์ฟมาราธอน 47 วันของครูดิน ( เข้าวันที่ 27 แล้ว )เตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมเพื่อจะวิ่งฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกงานเชียงใหม่มาราธอนเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ ระหว่างนี้หากมีงานวิ่งการกุศลหรืองานวิ่งเพื่อสุขภาพที่ไหน เราอยากไปร่วมวิ่งด้วย ถือเป็นการซ้อมไปในตัว เป้าหมายเดิมคือเพื่อสุขภาพ พยายามวิ่งให้ถึงเส้นชัยตามจังหวะการวิ่งของตัวเองและมีความสุขในการวิ่งเหมือนครั้งอื่น ๆ

เรามาน่านเป็นครั้งที่สอง ห่างจากครั้งแรกหกปี คราวนั้นหาที่กินค่อนข้างยาก สอบถามเพื่อนเจ้าถิ่น เธอบอกว่า คนที่นี่ความเป็นอยู่เรียบง่าย ไม่ค่อยกินข้าวนอกบ้านกัน ร้านอาหารจึงไม่ค่อยมีมากนัก มิน่าเมืองเล็ก ๆ จึงดูเงียบสงบ ไม่ว่าจะขับรถไปทางไหนก็เหมือนมีวัดอยู่เต็มเมือง เราไปไหว้พระที่วัดภูมินทร์ ดูจิตรกรรมฝาผนังเลื่องชื่อ อยากเห็นภาพกระซิบรักตามคำเล่าลือ นอกจากนี้เรายังไปไหว้พระอีกหลายแห่งรวมไปถึงหอศิลป์ริมน่าน ได้ภาพกระซิบรักติดไม้ติดมือกลับบ้านมาเป็นที่ระลึก

เวลานั้น ไม่คิดว่าจะได้กลับมาเที่ยวซ้ำ ด้วยว่ายังอยากไปเที่ยวจังหวัดอื่น ๆ ของเมืองไทยบ้าง แต่โอกาสดีที่ได้กลับมาเยี่ยมเยียนเมืองน่านอีกครั้ง นอกจากแผนมาไหว้พระเมืองน่านและชมเมืองแล้ว กิจกรรมใหม่สำหรับครอบครัวเราคือวิ่งเพื่อสุขภาพและที่น่านจัดงานวิ่งมาราธอนครั้งแรกด้วย นั่นหมายถึงมีระยะมาราธอนและมินิมาราธอนซึ่งเราลงระยะมินิมาราธอนเหมือนเคย

วันเดียวกันนี้ ที่เชียงใหม่ก็มี PEA Mini Marathon ด้วย สนามนี้เป็นสนามแรกของครอบครัวเรา เราสี่คนเริ่มลงแข่งขันร่วมกันครั้งแรกที่นี่เมื่อ 3 พฤศจิกายน 2556 จากนั้นเราก็ซ้อมเพื่อลงวิ่งด้วยกันตามแต่เวลาของเราจะตรงกัน งานวิ่งเมืองน่านจึงไม่เห็นลูกสาวของเราร่วมวิ่งเพราะเธอติดกิจกรรมของโรงเรียน แต่เธอไปร่วมวิ่งงาน PEA กันสองคนพี่น้อง

งานที่น่านครั้งนี้มีน้องที่ทำงานของสามีมาวิ่งด้วย เราเคยวิ่งด้วยกันมาสองงานแล้ว ถ้าเราว่างตรงกันก็จะไปวิ่งด้วยกันเพราะต่างคนต่างซ้อมวิ่งตามปกติ และน้องอีกคน เคยเที่ยวด้วยกันบ้าง เธออยากมาเที่ยวน่านด้วยแต่ไม่วิ่ง เราจึงมีเพื่อนร่วมทางสี่ชีวิต

ก่อนออกบ้านตอนตีสาม แหงนมองพระจันทร์บนฟ้าเหมือนเคย เห็นพระจันทร์ทรงกลดงดงาม แสงทออ่อน ๆ กระจายเป็นวงล้อมเหมือนอารมณ์บนภูกระดึงเมื่อเดือนธันวาปลายปีที่แล้วในวันมหามงคล นับเป็นเริ่มต้นสวยงามก่อนการไปเที่ยว(วิ่ง)

การเดินทางจากบ้านถึงน่านนั้นใช้เวลาเกือบห้าชั่วโมง เส้นทางไปน่านมีช่วงที่ผ่านสันเขา สามารถมองเห็นวิวทั้งสองฟากฝั่ง แม้เราจะคุ้นเคยกับภูเขา สายหมอกหน้าบ้าน วิวเดิม ๆ แต่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ให้ความรู้สึกแตกต่างกันในแต่ละวัน กระนั้นเมื่อขับรถผ่านวิวทิวเขาสองข้างทางก็อดจะตะลึงในความงามเหล่านี้ไม่ได้ กิเลสหยาบ ๆ กระทบความรู้สึกได้ง่าย บางครั้งก็เหมือนคนสุขง่าย ทุกข์ง่าย เมื่อเข้าใจตัวเองแบบนี้ วันเวลาที่เพิ่มขึ้น ก็ควรจะเป็นคนสุขง่าย ทุกข์ยากบ้างก็น่าจะดีนะ

เราแวะทักทายเพื่อนรุ่นพี่พยาบาลของน้องที่มาวิ่งกับเราที่เชียงม่วน ได้กินข้าวเช้าด้วยกัน เป็นมื้อเช้าที่อร่อยมาก ร้านที่ทำกับข้าวเหมือนทำกินเองที่บ้าน เครื่องปรุงถึง รสชาติครบไม่ตกไม่หล่น อาหารอารมณ์เชื้อเชิญแขกให้กินอิ่มอร่อยนี่มีไม่มากนัก เราไม่ได้มองหาแค่มื้ออาหารทางสายตา ไม่ใช่แค่อิ่มอร่อยแต่ยังอิ่มใจด้วย แม้ร้านจะเป็นแบบชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น เป็นเพราะเรามากะทันหันไม่ได้บอกเจ้าบ้านล่วงหน้า เธอเสียดายมากที่ไม่ได้เตรียมน้ำพริกน้ำปูฝากเพื่อน ฉันรู้สึกอบอุ่นใจนะ ไปไหนก็มีเพื่อน ไม่เพื่อนเราก็เพื่อนของคนที่มาด้วย ไปที่ไหนจึงเหมือนบ้าน สบาย ๆ ไปทุกที่

เราถึงน่านราว ๆ 8 โมงเช้า นั่งกินกาแฟที่ร้านกาแฟหน้าวัดภูมินทร์ ไหว้พระที่นี่ก่อนเพราะสาย ๆ คนน่าจะเยอะ บรรยากาศในวัดไม่เปลี่ยนแปลงไป เราอิ่มกับการถ่ายภาพเมื่อครั้งที่แล้ว ถ่ายทุกซอกทุกมุมเพราะอยากมาเห็นกับตาสักครั้ง และยังมีไกด์นักเรียนคอยพากย์เรื่องราวของภาพกระซิบรักบรรลือโลก น้ำเสียงหวานละมุนของภาษาเหนือสำเนียงพื้นถิ่นเข้าถึงน้ำเนื้อในหัวใจผู้ฟังเลยทีเดียว ฟังเธอเอื้อนตอนช่วงท้ายอยากจะขาดใจตายเสียให้ได้ เสน่ห์อีกอย่างของวัดภูมินทร์เลยล่ะ

เรารอรับเสื้อเพื่อจะวิ่งในวันพรุ่งนี้เช้า รับเสื้อเสร็จ จะมีทีมงานคอยเก็บภาพบรรยากาศของผู้มาร่วมวิ่งในงานนี้ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เมืองน่านจัดแข่งขันวิ่งมาราธอน คงทราบจำนวนผู้ร่วมแข่งขันโดยประมาณจากการสมัครผ่านเว็บไซต์บ้างแล้ว นอกจากมาราธอน ยังมีมินิมาราธอน (10.5K) และ ฟันรัน 3 k สำหรับประชาชนทั่วไป เสื้องานนี้สีส้มสดใสดี เห็นเขาประกาศว่า มีเหรียญรางวัลจำกัดสำหรับสี่ร้อยคนแรก ฉันหลับตาคิด คงไม่ทันอีกตามเคย แต่เป้าหมายของเรายังหนักแน่นคือวิ่งให้สนุกและเพื่อสุขภาพเป็นหลัก


สถานที่เดิมที่เราเคยมาเมื่อหลายปีที่แล้ว ที่ที่หาร้านนั่งกินยาก ปีนี้เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างเยอะ มีร้านรวงระหว่างทาง ร้านกาแฟมากขึ้น จากที่เคยกินกาแฟรถเข็นหลังวัดภูมินทร์ ยังมีร้าน Hot Bread ใกล้ ๆ เซเว่นฯ มีลูกค้าเต็มร้าน สองข้างทางของวัดที่อยู่รายล้อมจะมีร้านอาหารขึ้นชื่อและทัวร์นักท่องเที่ยวมาลง บรรยากาศเมืองเปลี่ยนไป คึกคักครึกครื้นด้วยผู้คนมาเที่ยวเนิบช้าที่เมืองนี้ ไม่อยากจะคาดเดาว่าถ้ามีสนามบินมาเที่ยวง่าย ก็คงมีคนอยากมาย้อนเวลาที่นี่ เศรษฐกิจเปลี่ยน บ้านเมืองก้ต้องเปลี่ยน ผู้คนที่นี่ก็จะมีคนต่างถิ่นที่มีหัวธุรกิจเข้ามาลงทุนอีกเยอะ ฉันกลัวเมืองน่านจะช้ำถ้าไม่มีการจัดการบริหารที่ดี แต่ก็นั่นแหละนะ โลกมันเปลี่ยนไป เราก็ต้องปรับตัวไปกับมัน

เรายังเที่ยววัด ย้ำรอยเก่าที่เคยไปเพราะเพื่อนรุ่นน้องที่มาด้วยเพิ่งมาเที่ยวเมืองน่านเป็นครั้งแรก ไปวัดไหนก็มีศรัทธาจากผู้คนหนาแน่น แต่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเพราะเพื่อนเหยียบตะปูที่วางเรี่ยราดอยู่บนลานวัด ปักเข้าไปที่อุ้งเท้า ต้องให้อีกคนดึงตะปูออกให้ ความรู้สึกนี้ยังติดตาติดใจฉันอยู่ ไม่อยากคิดเลยว่าหลังจากนี้จะปวดแค่ไหน ถ้าเป็นฉันคงต้องพักการวิ่งสักพักเลย และที่สำคัญวันพรุ่งนี้คงต้องงดวิ่งแน่ ๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้ต่อให้เราเตรียมตัวเตรียมใจ ความไม่ประมาทก็มีผลทางบวก แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแบบนี้ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนแผนได้ สิ่งเหล่านี้รวมหมายไปถึงเรื่องราวของชีวิตด้วย

เรากินมื้อเที่ยงก่อนกลับที่พัก อาบน้ำอาบท่าอีกรอบและไปหาอะไรกินตอนสี่โมงเย็น(เน้นกินเหลือเกิน) เดินเล่นที่กาดนัด ตอนเย็นมีถนนคนเดินรอบลานข่วงวัดภูมินทร์ คิดว่าเขาคงมีงานจัดเลี้ยงนักวิ่งนะ ไม่ค่อยแน่ใจ ฉันไม่คาดหวังอะไรกับคนจัดงาน ขอแค่ดูแลเรื่องปิดเส้นทางระหว่างวิ่งให้ไม่หวาดเสียว ไม่ใช่ว่าวิ่งไปแล้วนอกจากดูแลตัวเองและเส้นทางยังต้องระวังรถสวนมาอีก ส่วนเรื่องน้ำดื่มคิดว่าน่าจะพร้อมนะแม้ฉันไม่ต้องการน้ำดื่มระยะสิบกิโลนี้ก็ตาม แต่ต้องมีคนเพิ่งเริ่มวิ่งและคนอื่น ๆ ที่ไม่เหมือนเราอีกมากมาย ฉันไม่คาดหวังเรื่องเหรียญด้วยซ้ำ เพราะฉันวิ่งช้ามาก ยิ่งถ้ามีเหรียญจำกัดก้ไม่ต้องคิดอะไรมาก คงไม่ได้เหมือนเคย พาตัวเองให้ถึงเส้นก็วิเศษมากแล้ว

ค่ำนี้ เราเดินเล่นที่กาดนัด ซื้อของติดไม้ติดมือเล็กน้อย ก่อนมานั่งกินอะไรกันต่อที่ลานข่วง เรากินน้ำเงี้ยว ส้มตำรองท้องมาแล้ว เราซื้อมะพร้าวที่ถนนคนเดินมากินเพราะความแปลก ที่แปลกคือ เขาปอกมะพร้าวจนเหลือแต่เนื้อมะพร้าวจนเกลี้ยงเกลาและน้ำมะพร้าวยังอยู่ในเนื้อมะพร้าวนั่น เพียงเจาะเนื้อมะพร้าวดูน้ำและกินเนื้อมันทั้งลูกโดยไม่ต้องออกแรงใช้ช้อนขูดเนื้อมะพร้าวออกมากิน เขาขายลูกละ 40 บาท แพงกว่าปกติเพราะค่าปอกนี่แหละ

สินค้าอื่น ๆ ที่ขายคล้าย ๆ กัน อาหารมากมายเพราะนี่มันงานถนนคนเดินระดับจังหวัด จะมาเทียบกับถนนคนเดินแบบอำเภอบ้านเราไม่ได้ บ้านรานั้นเหมือนคนเล่นขายของ คนเดินน้อย คนขายของที่ไหนก็อยากขายของได้ แม้เป็นกิจกรรมหนึ่งของอำเภอแต่ก็ยากที่หาคนไปอุดหนุน อย่าว่าแต่งานถนนคนเดินเลย แม้แต่งานสลากที่เคยสนุกสนาน ทำกับข้าวไว้รอเพื่อนฝูงมาเที่ยวงานสลากที่บ้าน มีเงินใส่ซองเพื่อไปทำบุญที่วัดก็ดูเงียบเหงาซบเซา สาเหตุจากเศรษฐกิจด้วยหรือเปล่าไม่แน่ชัดแต่ธรรมเนียมตรงนี้ไม่อู้ฟู่เหมือนที่เคยเห็นเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ส่วนใหญ่จะทำกินบ้านใครบ้านมัน ไปทำบุญกันแต่ไม่มีร้องรำทำเพลงหรือตั้งขบวนผ้าป่าแห่ขนเงินเข้าวัดเหมือนที่เคยเห็น

เราอยู่ที่ลานข่วงสักพัก ฉันเหนื่อยแล้วและอยากพัก เพราะพรุ่งนี้มีวิ่งแต่เช้า





เ ช้ า วั น อ า ทิ ต ย์

ตื่นตี 4 โทรฯไปหาลูก ๆ เพราะเธอก็วิ่งที่งาน PEA เหมือนกัน ปรากฎว่า ตื่นเตรียมตัวกันเรียบร้อยแล้ว ได้แต่อวยพรให้ลูก ๆ วิ่งกันให้สนุก ระหว่างวิ่งตามถนนก็ดูรถ ระวังตัวให้ดีด้วย

ฉันดีใจที่ลูกชอบวิ่ง เพราะของแบบนี้บังคับกันไม่ได้ การวิ่งเป็นเรื่องที่เหนื่อยพอสมควร ถ้าไม่ได้ซ้อมก็ลงวิ่งไม่ได้ ระยะทางแบบนี้ถือว่าไม่ใกล้ไม่ไกล ต้องมีวินัยในการฝึกซ้อมและรู้จักเกลี่ยกำลังของตัวเองเพื่อจะได้วิ่งถึงเส้นชัย ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าลูก ๆ จะไม่ทิ้งความอดทนและเดินออกจากสนามก่อนถึงเส้นชัยนอกจากบาดเจ็บจริง ๆ เชื่อมั่นในหัวใจของพวกเขา บอกลูกว่า ถ่ายรูปมาให้พ่อแม่ดูด้วยนะ เธอก็รับปากแล้ว แต่เราก็ไม่คาดหวังว่าเธอจะทำให้สักเท่าไหร่

เราเตรียมตัวเหมือนเคย ง่าย ๆ คือเข้าเซเว่นฯ กินขนมปังและกาแฟรองท้อง หิวไม่หิวก็ต้องกิน ไปถึงงานก่อนแข่งสักชั่วโมงเพื่อซึมซับบรรยากาศก่อนแข่งและวอร์มร่างกาย

อากาศเมืองน่านยามเช้าค่อนข้างเย็นและมีหมอก ฉันชอบอากาศเย็นมากกว่าร้อน เพราะเคยวิ่งกลางแดดร้อน ๆ แล้วจะตาย หมดแรง ไม่สู้แดดเอาเสียเลย ฝืนใจวิ่งให้จบเพราะไม่มีความคิดสักนิดว่าจะออกการแข่งขันระหว่างทาง

ฉันจะกังวลนิด ๆ ก่อนแข่ง ทั้งที่ซ้อมวิ่งมาตลอด กำลังค่อนข้างจะอยู่ตัว ระยะที่วิ่งก็ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ทุกครั้งที่ลงวิ่งต่างสนาม มันไม่เหมือนกัน อารมณ์ก็ไม่เหมือนกัน ตื่นเต้นอยู่ร่ำไป เพียงแต่ไม่ประหม่าเพราะมีประสบการณ์มาบ้างแล้ว อุ่นร่างกายให้อารมณ์และกล้ามเนื้อเข้าที่พร้อมที่จะวิ่งเพราะฉันมักพวกเครื่องติดช้ากว่าจะเข้าที่ก็เลยหลังกิโลที่ห้าทุกครั้ง

งานนี้มินิมาราธอนปล่อยตัวตรงเวลาคือหกโมง ประมาณการว่ามีนักวิ่งมาราธอนสามร้อยกว่าชีวิต นักวิ่งมินิมาราธอนราว ๆ หกร้อยกว่าคน ไม่รวมนักวิ่งฟันรัน นับว่ามีผู้ร่วมงานค่อนข้างเยอะ น่าประทับใจสำหรับการจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนครั้งแรก

เราสามคนออกตัวค่อนข้างดี น้องที่มาด้วยวิ่งดีมาก ไล่ตามเรามาติด ๆ กิโลแรกเรายังวิ่งตามหลังเธอด้วยซ้ำ หลังจากนั้นเราก็เกลี่ยกำลัง วิ่งตามจังหวะของเราเพราะเวลาลงแข่งนั้น จะมีนักวิ่งที่วิ่งเร็วมาก วิ่งปาดหน้าเราแซงขึ้นไปทั้งซ้ายและขวา มีทั้งที่วิ่งข้าง ๆ จังหวะช้า ๆ แต่ฉันจะไม่มองไปข้างหลัง จะวิ่งไปเรื่อย ๆ ดูเท้าและทางข้างหน้า ตามคู่หูของฉันเพราะกำลังเขาดีกว่าแต่เขาเต็มใจที่จะวิ่งเป็นเพื่อน

เมืองน่านยามเช้าฤดูหนาวหมอกหนัก เราวิ่งยังรู้สึกเลยว่าหน้าปะทะเม็ดหมอก หอมกลิ่นฤดูหนาวที่มันหนาวกว่านี้มากนัก เสื้อสีส้มที่นักวิ่งส่วนใหญ่ใส่วิ่งนั้นทำให้เราเห็นสีสันในสายหมอกข้างหน้า ไฟกลางถนนยังไม่ดับ แสงไฟกับแสงแห่งพลังชีวิตดูกลมกลืน เหมือนทุกคนกำลังวิ่งฝ่าหมอก นักวิ่งที่วิ่งแซงหน้าเรา ผ่านหน้าไปแต่ทักทายเพื่อนฝูงของเขา ถามไถ่ถึงคนนั้นคนนี้ว่ามาวิ่งหรือเปล่า บางคนก็ร้องเพลงไปด้วย เหลือเชื่อจริง ๆ หัวใจแข็งแรงมาก ของฉันก็แข็งแรงแต่ร้องเพลงไปด้วยระหว่างวิ่งไม่ได้เท่านั้น เรายังคงวิ่งคู่กันไป แซงหน้าบางคู่ได้บ้าง แซงชายหนุ่มที่วิ่งกระแทกส้นรองเท้า(ยี่ห้ออะไรไม่ได้ดู)ดังตลอดทาง(สงสัยเหมือนกันว่าทำไมถึงวิ่งเสียงดัง แต่บ แต้บ แต้บ ) ได้บ้างก่อนที่เราจะผลัดกันนำในบางช่วง ยิ่งวิ่งยิ่งชอบ ดีใจที่ตัวเองพาตัวเองมาถึงประสบการณ์ใหม่ ๆ บนเส้นทางนี้ งานนี้มีน้ำให้กินหลายจุด แทบจะทุกสองกิโลเมตรและช่วงกลับตัว สำหรับฉันระยะนี้ไม่ต้องจิบน้ำสักจุด สามารถวิ่งถึงสิบกิโลได้สบาย ๆ เราวิ่งสนุก ไม่เหนื่อยและตั้งเป้าว่าจะลองวิ่งอยู่ในเวลาหนึ่งชั่วโมง คนที่บ้านวิ่งได้แน่ แต่ฉันยังสปีดไม่ขึ้น โชคดีที่เขาไม่ทิ้งฉันและคอยถามตลอดทางว่า โอเคมั้ย ฉันโอเคนะแต่บอกว่ายังสปีดไม่ได้ ไปก่อนก็ได้นะ แต่เหมือนเขาจะรู้ใจ ชะลอฝีเท้ารอไปพร้อม ๆ กัน วันนี้เหมือนเราซ้อมวิ่งนั่นแหละ เราไม่หยุดเดิน ต้องฝึกวิ่งยาว ๆ ไม่หยุด ในที่สุดเราก็วิ่งจนถึงเส้นชัยสบาย ๆ จบการแข่งขันแบบไม่เจ็บและสนุกอีกครั้ง

เรารอถ่ายรูปให้น้องที่มาวิ่งด้วยกัน เธอตามหลังเรามาไม่นานนัก รับเหรียญที่ระลึกสวย ๆ ของงานวิ่งกระซิบรักที่มีโลโก้กระซิบรัก สวยงามมาก ของที่ระลึกมีค่าเพราะต้องลงทุนลงแรง เงินซื้อไม่ได้ถ้าไม่ลงวิ่งเอง ก่อนวิ่งก็ต้องซ้อมไม่ใช่ว่าจู่ ๆ จะวิ่งก็วิ่งได้ ความภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำได้ก็อยู่ตรงนี้ล่ะ


ขอบคุณทีมงานวิ่งกระซิบรักคูโบต้าน่าน มาราธอน จัดงานได้เรียบร้อยดี อาหารการกินดี และดูแลเรื่องความปลอดภัยระหว่างเส้นทางวิ่งได้เรียบร้อย อยากให้จัดงานดี ๆ แบบนี้อีกและมีนักวิ่งมาวิ่งกันเยอะ ๆ

ขอบคุณเพื่อนร่วมวิ่ง ทำให้เห็นความแข็งแรงของคนหลายรุ่น ประทับใจคุณลุงที่วิ่งระยะเดียวกับเรา อายุ 70 แต่เราไม่ทราบว่าเจ็ดสิบเท่าไหร่ แต่วิ่งเร็วกว่าเราสามคนอีก เห็นนักวิ่งแถวหน้าที่สวนทางกับเราตอนกลับตัว นึกในใจว่า พวกเขามีวินัยในการซ้อมมาก ๆ แน่นอน ตอนกลับตัวก็ได้อมยิ้มกับการที่เห็นกลุ่มหนุ่มวัยฉกรรจ์ราว ๆ สิบคนที่กำลังเดินจับกลุ่มทิ้งท้าย พวกเขาอาจจะนึกสนุกและเป็นสนามเริ่มต้นก็ได้ เพราะตอนเรากลับ เราก็เห็นหนุ่ม ๆ พวกนี้เดินใกล้จะถึงเส้นชัยแล้ว

ขอบคุณคู่วิ่งคู่ชีวิตของฉันที่ดูแลและให้กำลังใจฉันตลอดเส้นทาง ฉันไม่เคยถามเขาว่าสนุกหรือเปล่าที่วิ่งชะลอรอฉันแบบนี้ แต่บางที ถ้าเขาอยากไปก่อน เขาจะบอกซึ่งฉันจะไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว วิ่งคนเดียวก็สนุกแบบวิ่งคนเดียว วิ่งคู่นั้นทำให้ฉันสปีดตัวเองได้อีกนิด มันดีสำหรับฉัน















































งานนี้เก็บสถิติวิ่งไว้ แม้จะไม่ผ่านเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ว่าจะให้อยู่ในเวลาหนึ่งชั่วโมง

[ 10.5 k / 1:12 ชั่วโมง / 1104 kcal ]

แต่เราก็ผ่านเป้าหมายไม่บาดเจ็บและวิ่งสนุก ประทับใจในงานวิ่ง บรรยากาศ สถานที่และผู้คน

ขอบคุณการซ้อมอย่างมีวินัยในตัวเองตลอดมา ถ้าใจไม่รักคงทำไม่ได้ขนาดนี้แน่ เพราะฉันไม่ชอบการวิ่งที่สุด ไม่ว่าจะวิ่งหนีปัญหา วิ่งหนีใคร หนีอะไรต่อมิอะไร มันเหนื่อยเหมือนกันแต่ผลลัพธ์ต่างกัน

ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
1 พฤศจิกายน 2558












Create Date : 02 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2558 9:27:06 น.
Counter : 567 Pageviews.

3 comment
--- วิ่ ง รั ก ษ์ โ ล ก 1 2 k กั บ ค ร อ บ ค รั ว ที่ อุ ท ย า น ส ว น ห ล ว ง ร า ช พ ฤ ก ษ์ ---






























บันทึกนักวิ่งแนวหลัง

เราสองคนพยายามฝึกซ้อมตามตารางวิ่งฮาล์ฟมาราธอนของครูดินจนถึงวันที่ 15 (จาก 47 วัน)

วันที่ 13 -- วิ่ง 2 k x 4 jog 200 เมตร วิ่งให้เหนื่อยหอบ
อ่านก็ไม่เข้าใจว่าอะไรคือวิ่ง อะไรคือจ็อก 555 เพราะฉันวิ่งแบบจ็อก ๆ และจ็อกก็คือวิ่ง คนเป็นนักวิ่งที่กำลังดี ๆ คงวิ่งเป็นวิ่งน่ะ ฉันได้แต่พยายามวิ่งให้หนีคำว่าจ็อกเล็กน้อย แต่พอเหนื่อยหอบ มันก็คือการจ็อก จ็อก จ็อก ระยะยาววววว ถือว่าวิ่งเอากำลังไปหนึ่งชั่วโมง
(วันที่ 15 ตุลาคม 2558 สวมมิตซูโน่ )

วันที่ 14 -- วิ่งช้า 60 นาที
ฉันวิ่งหลังเลิกงานสองทุ่ม วิ่งไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ดูว่าช้าหรือเร็ว แต่บันทึกไว้บนมือถือว่าเราวิ่งได้ 7 กิโล
( 16 ตุลาคม 2558 สวมมิตซูโน่ )



วันที่ -- 15 วิ่งต่อเนื่อง 12 k วิ่งให้เหนื่อยหอบ
paceช้ากว่าวันวิ่ง 10 k. ( 10 วินาที )

วันนี้คือวันที่โชคดีวันหนึ่ง จับจังหวะชนงานวิ่งรักษ์โลกที่อุทยานสวนหลวงราชพฤกษ์ 12 k พอดี เราจะได้เปลี่ยนสถานที่วิ่ง เพื่อนชวนไว้แต่ตอนนั้นไม่รับปากเพราะไม่รู้ว่าคนที่บ้านจะว่างหรือเปล่า ถึงไม่ได้ เราก็ต้องวิ่งเองอยู่ที่บ้านเพราะมันอยู่ในเวลาที่เรากำลังฝึกซ้อมตามโปรแกรมครูดิน

งานนี้เป็นงานวิ่งการกุศล วิ่งเพื่อปลุกสำนึกใหม่ ๆ ในเรื่องลดภาระเรื่องขยะ มาร่วมวิ่งให้สนุกสนาน ไม่เสียเงินค่าสมัคร ไม่มีเหรียญรางวัล ไม่มีเสื้อที่ระลึก เป็นงานที่หลายชมรมวิ่งในเชียงใหม่ช่วยกันจัดขึ้น ที่พอจำได้ก็คือ ชมรม ล่นเอาม่วน วิ่งนี้เพื่อเธอ ลุ่มน้ำปิง ฯลฯ หน่วยงานราชการและของเอกชน

งานนี้มีถ้วยรางวัลสำหรับผู้ข้ามเส้นชัย ชาย 300 คนแรก หญิง 200 คนแรกด้วยนะ

ตอนนั่งฟังเขาประกาศผู้ร่วมวิ่งเกินพันคนขึ้นไปนั้น ฉันคุยกับลูก ๆ ว่า เราพวกเต่าคลานก็ขอแค่ถึงเส้นชัยก็พอแล้วนะ เรื่องถ้วยรางวัลอะไรนั่นมีไว้สำหรับนักวิ่งแถวหน้าจริง ๆ ชาตินี้ไม่คิดไม่หวังเพราะมันเป็นหวังที่สูงเกินไปและเป็นไปไม่ได้เลย ขัดแย้งกับคำคมความจริงใด ๆ ในโลกที่มีไว้สำหรับความเป็นไปได้ เราขอแค่วิ่งสนุก ๆ และจบแบบไม่เจ็บก็พอใจแล้วเพราะ วิ่งตามกำลังบวกกับใจและหัวใจดวงนี้แกร่งพอจะพาเท้าข้ามเส้นชัยได้โดยไม่อายว่าจะวิ่งช้าหรืออยู่ลำดับไหนของงาน

เช้านี้สามีฉันบอกว่า งานนี้ขอวิ่งสุดกำลังดูนะ อยากรู้ว่าจะได้แค่ไหน ฉันเข้าใจเพราะเขาซ้อมวิ่งกับฉันทุกวัน วันไหนเร่งฝีเท้ามาก ฉันก็งอแงเพราะวิ่งไม่ได้ แต่ดีใจทุกครั้งที่เขาลากจนจบทุกครั้งที่ซ้อม ฉันก็หวังให้เขาอยู่ในสองร้อยคนแรกเหมือนกันนะ

งานวิ่งรักษ์โลก 12 k เขามีกติกาว่า ให้นักวิ่งทุกคนถือขวดน้ำวิ่งจนจบ เขาจะไม่มีน้ำให้จิบทุกจุด เพื่อไม่ให้มีขยะระหว่างทาง ความจริงระยะนี้ฉันไม่ต้องจิบน้ำได้สบายมากแต่ไม่เคยวิ่งถือน้ำ และดันไม่มั่นใจตัวเองว่า วิ่งเหน็บขวดเปล่าไว้ข้างเอวก็ได้ไม่ต้องถือขวดน้ำเต็ม ๆ วิ่งแบบนี้ ปวดแขนมากเพราะวิ่งถือขวดน้ำเต็ม ๆ สลับมือแต่ความภูมิใจมากกว่าที่เราทำได้ ช่วยลดภาวะขยะและรักษาสิ่งแวดล้อม เส้นทางที่วิ่งก็ไม่เป็นภาระของคนใช้รถใช้ถนน ไม่รบกวนคนอื่นเพราะเวลาปิดถนนอาจโดนบ่นก่นด่าพึมพำในใจว่าทำอะไรก็ให้คิดถึงคนที่ไม่ชอบออกกำลังกายด้วย สิ่งที่เราชอบ ใครไม่ได้ชอบทุกคน สิ่งที่เราสนุก เขาอาจเห็นว่าไร้สาระ รบกวนการจราจร เราจะรู้สึกผิดที่เราทำในสิ่งที่เรารักแต่คนอื่นเดือดร้อน

ทางวิ่งด้านหลังของอุทยานสงบงามตลอดทาง สวนทางกับนักปั่นจักรยานหลายทีม ได้ยินหนุ่ม ๆ แซวสาว ๆ ว่า อยากวิ่งบ้าง /อยากกลับไปฝึกวิ่งสิบกิโล /ทำไมมีแต่คนสวย ๆ (แฮ่ ๆ อิป้ารับฟังข้อมูลมาตลอดทาง) เราวิ่งผ่านวัดพระธาตุดอยคำ ทางวิ่งขึ้นเนินบ้างแต่จะมีเนินยาวมากช่วงกลับตัว 6 กิโล สามีฉันกลับตัวก่อนและกำลังวิ่งสวนไปแล้ว เขาเรียกฉันที่กำลังก้มหน้าก้มตาวิ่งเพื่อจะถ่ายรูป วิ่งไปอีกสักหน่อย เจอเจ้าแฝดเรียก แม่ ๆ ฉันเงยหน้าไปยิ้ม ดีใจที่เธอกลับตัวก่อนแล้ว ฉันห้อยท้ายตลอด ฉันยอมรับว่า เนินยาวก่อนกลับตัวนั้นฉันเดิน มันจ็อกไม่ไหวจริง ๆ และเห็นว่าตรงจุดกลับตัวมีน้ำให้ดื่มด้วย แต่ที่ถือมาตลอดหกกิโลแรกนั้นยังไม่ได้เปิดดื่มเลย

งานนี้แทบไม่ได้ถ่ายรูปอะไร นึกถึงตอนวิ่งในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย รู้ถึงความร่มรื่น เย็นและวิ่งสบาย ๆ ที่นี่ก็เหมือนกัน สมาธิฉันอยู่ที่การบรรจงวิ่งมากกว่า แต่ก็..นะ เพราะฉันวิ่งตามก้นสาว ๆ คนแล้วคนเล่าที่วิ่งผ่านหน้าไป ชอบแอบดูพร๊อพเพียบของเธอ ๆ แต่ละคนหุ่นสวย ๆ ทั้งนั้น หันมาดูสรีระด้านหลัง มีแต่คนสวย ๆ แข้งขาเล็ก สะโพกบาง ก้นเล็ก(ชอบจริง ๆ สาวก้นเล็กนี่ ใส่กางเกงยืดสวยจัง) รองเท้าก็ดูว่าเธอสวมยี่ห้ออะไร หมวกหรือบัฟก็ด้วย แต่วิ่งสั้น ๆ แค่นี้ บัฟไม่ค่อยจำเป็นสักเท่าไหร่จึงไม่ค่อยเห็นบัฟสวย ๆ ชอบท่าวิ่งสาว ๆ หลายคน วิ่งสวย นี่ถ้าไม่ใช่นักวิ่งแนวหลังอย่างฉันก็ไม่เห็นอะไรสวย ๆ งาม ๆ อย่างนี้หรอกนะ 555

อากาศดียามเช้า ไม่มีกลิ่นควันรถนี่ถือว่าใช้ได้ คุ้มค่ากับการตื่นเช้ามาวิ่ง ไม่ต่างกับอากาศที่โรงพยาบาลที่ฉันวิ่งออกกำลังกายเกือบทุกวัน วิ่งคงเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายสุดสำหรับฉันในตอนนี้ นึกถึงวันแรกที่แค่เดินออกกำลังกายไปยี่สิบนาที หัวใจแทบกระโดดออกมาจากอก ประท้วงตลอดว่าจะเดินไปทำมั้ย อยู่เฉย ๆ สบายกว่ามั้ง มันก็สบายนะกับร่างกายบอบบาง หน้าซีด ๆ ส่ายหน้าทีก็กวาดดาวร่วงตกแทบตัก ถึงคนจะทักโหดว่ามันก็คือหมูที่แข็งแรง ฉันก็ยังยิ้มกับความเป็นคนถึกที่สุขภาพดีกว่าแต่ก่อน บางคนก็เหน็บให้อีกว่า เห็นคนออกกำลังกาย ดูแข็งแรงแต่จู่ ๆ ก็ตาย อืม..นะ ตายน่ะ มันตายอยู่แล้ว แต่ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ก็ขออยู่กับสิ่งที่ตัวเองรักก็แล้วกัน เพราะความอยากมีสุขภาพดีขึ้นกว่าเดิมไม่ได้หมายความว่าจะไม่ตายสักหน่อย ดีใจที่คิดจะปฏิวัติตัวเอง ดีใจที่ชอบและทำสิ่งที่ชอบอย่างสม่ำเสมอ มันดีกับตัวเอง ดีใจขึ้นอีกที่ทำให้คนที่เรารักออกมาวิ่งกับเราด้วย เหมือนเขาได้รับของขวัญที่ดีจากเราและเห็นค่าของมัน

ในที่สุด ฉันก็วิ่งข้ามเส้นชัยพร้อมกับลูก ๆ แถมเราสามคนได้ถ้วยรางวัล 200 คนแรกและรับของแจกอีกมากมาย มันเป็นเรื่องไม่คาดคิดเลยทีเดียว เราตั้งใจวิ่งตามกำลังที่เราซ้อมมาทุกครั้งแต่รางวัลทั้งหลายน่ะเกินเอื้อม เคยวิ่งมาหลายงานแล้วที่เขามีเหรียญจำกัด แจกเฉพาะร้อยคนแรกเท่านั้น เราไม่เคยได้หรอก แต่พอได้ก็รู้สึกดี เป็นกำลังใจให้นักวิ่งแนวหลังที่เข้าร่วมวิ่ง เราสามคนแม่ลูกดีใจมากนะ เพราะเหมือนกับมีคนมองเห็นคนตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเราด้วย
ส่วนสามีไม่ได้ถ้วยรางวัล เพราะคนที่ 300 ของนักวิ่งชาย ทำเวลาที่ 1:09 ชั่วโมงระยะทาง 12.54 k สามีฉันวิ่ง 1:19 ชั่วโมง เป็นเวลาที่ดีของเขาแล้ว ฉันดีใจที่เขาทำเวลาได้ดีนะ

ขอขอบคุณความคิดดี ๆ ของผู้จัดงานทุกคนและทุกหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือจนงานวิ่งรักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อมมีขึ้น ดีใจที่เห็นเพื่อนนักวิ่งมากมายมาร่วมงานวิ่งดี ๆ สนุกสนานกัน ขอบคุณน้ำแข็งกดใส่น้ำแดงราดนมข้น กินไปสองแก้ว (มากันสี่คนก็อีกคนละแก้ว )แต่ข้าวและแตงโม กินไม่ลงเพราะปกติก็กินอะไรไม่ค่อยได้หลังวิ่ง ได้ดื่มน้ำหวานสีแดงเย็น ๆ ที่ไม่หวานมากไปอีกสองแก้ว ถ่ายรูปกับครอบครัวเป็นที่ระลึกไปไม่กี่ภาพ แม้ไม่ได้อยู่ชื่นชมยินดีกับเพื่อนนักวิ่งคนอื่น ๆ แต่นักวิ่งแนวหลังขาจรแบบเราก็วิ่งกันด้วยความสุขและสนุก จบแบบไม่เจ็บกันทุกคน ดีใจอีกต่างหากที่ได้ถ้วยรางวัลอย่างไม่คาดฝัน เพราะความตั้งใจของฉันคือวิ่งฮาล์ฟมาราธอนปีละครั้ง แต่อยากสนุกกับสนาม 10 k ไปเรื่อย ๆ เป็นนักวิ่ง 10 k สัก 100 สนามก็ภูมิใจมาก

จะไม่ลังเลเลยหากมีงานวิ่งการกุศลดี ๆ แบบนี้อีก ขอเพียงแค่เราว่าง เราจะไปร่วมงานอีกค่ะ


































ขอบคุณมากค่ะ
ภูพเยีย
18 ตุลาคม 2558




















Create Date : 19 ตุลาคม 2558
Last Update : 19 ตุลาคม 2558 10:34:37 น.
Counter : 467 Pageviews.

1 comment
--- Singha Trail Running Festival 2015 ---































































































































































































































































































Singha Trail Running Festival 2015
เราวิ่งเทรลครั้งที่สองห่างจากครั้งแรกไม่ถึงอาทิตย์
เทรลแรกในชีวิตที่งานครบรอบ 25 ปีรำลึกสืบ นาคะเสถียร
ครั้งนั้นเราวิ่ง 25 k


แต่งานสิงห์เทรลที่ไร่บุญรอดครั้งนี้ เราลงแค่ 10 k พอ เพราะไม่แน่ใจว่า เทรลแรกที่ห้วยขาแข้ง 25 k จะผ่านหรือเปล่า หากผ่านมาได้แล้ว จะผ่านมาในสภาพแบบไหน เราเดาอะไรไม่ได้เลย โชคดีมากที่ผ่านมาได้ค่อนข้างเหลือเชื่อที่ไม่สะบักสะบอม กลับถึงบ้านสภาพดีมาก วันจันทร์เดินวอร์มยืดเหยียดไปแค่ 2 กิโล วันอังคารจ๊อกกิ้งได้ 4 กิโล และวันพุธจ๊อกกิ้งยาวหนึ่งชั่วโมง ได้แค่ 8 กิโล ซ้อมไม่ถึงระยะที่จะวิ่งจริง แต่ก็ต้องพักร่างกายสองวันเพื่อรอวิ่งเทรลบ่ายวันเสาร์ ไม่รู้สึกกดดันอะไรเพราะเราตั้งใจจะไปเที่ยวและวิ่งให้สนุก ครั้งนี้มีน้องมาวิ่งด้วย เธอเพิ่งหัดวิ่ง เราชวนมาวิ่งเทรลด้วยกันและบอกเธอว่า ไม่ต้องกลัวว่าเราจะทิ้งเพราะทางดินค่อนข้างลื่นและต้องระมัดระวัง เราเองก็ไม่รู้เส้นทางวิ่งจริงเพราะมาครั้งแรกเหมือนกัน แต่รับปากเธอแล้วว่าจะไม่ทิ้ง จะค่อย ๆ วิ่งไปด้วยกัน แต่ถึงกระนั้น เธอก็ซ้อมวิ่งทุกวัน

เช้าวันเสาร์ เราออกบ้านแต่เช้า กะจะแวะกินไปเรื่อย ๆ เปิดดูร้านกาแฟเมืองเชียงรายที่ใครบางคนแนะนำไว้ คิดเองว่า จะไปสักร้านก็พอ เพราะเราไปเชียงรายค่อนข้างบ่อย เพื่อนฝูงอยู่ที่นี่หลายคน แต่ครั้งนี้บังเอิญว่าพวกเธอไปเที่ยว ตปท. เราก็เลยไม่แวะหาใครนอกจากไปสวัสดีแม่เพื่อนที่อยู่แถวสันโค้งน้อย

เราแวะที่ร้านกาแฟ จริณ รีสอร์ทก่อน จากนั้นก็มาหาน้ำเงี้ยวกิน สำหรับเชียงรายนั้น ยังความประทับใจมานานตั้งแต่สมัยสามีมาทำงานใช้ทุน เราติดใจน้ำเงี้ยวใส่ดอกงิ้วที่หน้าโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ซึ่งเปลี่ยนเป็นร้านอื่นไปแล้ว แต่ร้านน้ำเงี้ยวอร่อย ๆ ในเชียงรายมีอีกหลายร้านเหมือนกับไปบ้านเพื่อนที่มหาสารคาม กินส้มตำร้านไหนก็อร่อย และที่อื่น ๆ ก็อร่อยไม่เหมือน ความทรงจำในแต่ละที่ไม่เหมือนกัน และอีกอย่าง เจ้าคนโตของฉันมาเรียนที่แม่ฟ้าหลวง ก็พอรู้จักร้านอาหารและร้านกาแฟน่านั่งหลายร้าน เชียงรายจึงเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่เราค่อนข้างคุ้นเคย

เรารับเสื้อ และเปลี่ยนชุดวิ่งราว ๆ บ่ายโมง แดดแรงและร้อนมาก ทั้งที่ตอนเช้าฟ้าปิด เหมือนฝนจะตก ถึงตกเราก็ต้องวิ่งตามเวลากันอยู่ดี เพราะไม่ว่าแบบไหนเราก็เตรียมใจมาลุยสนามเละ ๆ อยู่แล้ว

เรามารอดูเขาปล่อยตัวนักวิ่ง 21 k กัน และนั่งคุยกันเล่นแถวนั้น ยืดร่างกายไปด้วยแต่ไม่สามารถวอร์มด้วยการวิ่งเหยาะ ๆ เพราะร้อนมาก และวันนี้ก็ใส่เสื้อแขนกุดด้วย

ส่วนใหญ่งานวิ่งจะจัดตอนเช้า ปล่อยตัวนักวิ่งกันตั้งแต่ตีสี่ ตีห้าและหกโมง แต่งานนี้ปล่อยตัวตอนบ่าย ฉันไม่เคยวิ่งอากาศร้อนเลยสักครั้งเดียว ซ้อมวิ่งก็มีแต่ช่วงเช้าและหลังสองทุ่ม เจอกลางแดดร้อนแบบนี้ก็ครั้งแรก...

เราพร้อมกันแล้ว รอจนปล่อยตัวจริง ๆ พิธีกรชี้แจงเส้นทางวิ่งให้แล้ว มีจุดให้น้ำกิโลเมตรที่สี่เท่านั้น จะพกน้ำขวดไปเองก็ได้ ปกติระยะสิบกิโลเมตร ฉันแทบไม่ต้องการน้ำดื่มสักเท่าไร งานนี้ก็วิ่งตัวเบาที่สุด ไม่พกอะไรนอกจากกล้องถ่ายรูป เพราะดูจากเว็บไซต์แล้ว ที่นี่มีวิวสวยมาก อยากเก็บภาพบรรยากาศการวิ่งมากกว่า ภาวนาขออย่าเกิดอุบัติเหตุระหว่างทางเลย จะระมัดระวังมากกว่าเวลาวิ่งบนถนนปกติ

300 เมตรแรกช่วงเลี้ยวขวาลงโค้งแรกนั้น ถนนดินลื่นมาก คนที่บ้านลุยด้วยสเก็ตเชอร์ เขาว่ารองเท้านี้ไม่อุ้มดิน แต่ฉันไม่ใส่รองเท้าสีแดงคู่เก่งของฉันเพราะงานที่แล้วเลอะเละเทะจมน้ำจมโคลนมาก งานนี้เละกว่าจึงเอาอาดิแดสไปลุย

และแล้วก็มีชายหนุ่มเสื้อฟ้าลื่นล้มฉลองโค้งแรกจนได้ คนอื่น ๆ ก็ประคองตัวเอง ลีลาใครลีลามัน เอาตัวให้รอด ถึงบอกน้องว่าจะไปด้วยกัน แต่ยามนี้ก็ต้องช่วยตัวเอง ประคองตัวให้ผ่าน ล้มผิดท่าจะบาดเจ็บเอา แต่มีใครล้มอีกหรือไม่ ฉันไม่รู้แล้ว จ๊อกกิ้งไปข้างหน้า ทางเป็นโคลนเละ ๆ เป็นทางธรรมชาติมากกว่าใครจะมาทำให้มันเละเพื่อให้เราวิ่ง เราก็วิ่งตามกันไป ใครใคร่แซงก็แซงไปเถิด

ทางในไร่จะสโลป มีเนินขึ้นลงไปตลอดในช่วงแรก ๆ แดดเริ่มร้อน ฉันเริ่มแย่เพราะแดดแรงนี่วิ่งไม่สนุกเลย จะถ่ายรูปก็มองอะไรข้างหน้าไม่เห็นเพราะแดดสะท้อนเข้าตาตรง ๆ คนข้างหน้าเริ่มควักร่มออกมากางวิ่ง เรายังจ๊อกกิ้งไปเรื่อย ๆ บางเนินถึงกับหยุดเดิน โผล่หัวขึ้นไปก็เป็นทางราบ บรรยากาศในไร่ชาสวยมาก มองไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา มองไปข้างหน้าก็มีบรรดานักวิ่งวิ่งเรียงกันไปเป็นแถวเรียงเดี่ยว ข้างหลังเราก็ตามมาเป็นเส้นสาย

เทรล มันออกเสียงใกล้กับภาษาเมืองว่า เตียวหรือเตว ซึ่งแปลว่าเดิน
เทรลรันนิ่งของเราก็เหมือนกับวิ่ง ๆ เดิน ๆ เพราะช่วงที่โคลนเละ ๆ เราวิ่งกันไม่ได้หรอก แต่ถ้าชอบเสี่ยงหรือกลัวไม่มีใครเชื่อว่ามาเทรลก็วิ่งไปโลด ใครจะทำเวลาก็ล่วงหน้าไปได้เลย เพราะไม่เคยตื่นเต้นตกใจที่ถูกแซงไปข้างหน้า เราเชียร์ด้วยซ้ำเพราะเชื่อว่าเรามีเป้าหมายในการวิ่งต่างกัน สำหรับฉัน ยังไงก็จะไปให้ถึงที่หมาย ช้าเร็วไม่สำคัญ

ระหว่างทาง กระหายน้ำ แต่ก็ได้แค่จิบ..

เหลือกิโลสุดท้าย เผชิญแดดแรงมากแม้จะวิ่งบนถนนเรียบ เงยหน้าแทบไม่ได้ ร้อนจนแสบผิว แดดดี แดดดำ หมดแรงเพราะแดดนี่แหละ แต่ก็เข้าเส้นชัยพร้อมกันสามคน ร้อนแต่ก็ม่วนสุด ๆ











ขอให้ทุกท่านสุขภาพดีและมีความสุขมาก ๆ นะคะ
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
19 กันยายน 2015



















Create Date : 21 กันยายน 2558
Last Update : 21 กันยายน 2558 12:10:19 น.
Counter : 398 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]