All Blog
--- มิ นิ ม า ร า ธ อ น 1 2 k ที่ โ ร ง เ รี ย น บ้ า น สั น ก ำ แ พ ง ---

















Run with D A D






เมื่อต้นเดือนเราไปวิ่งที่เมืองน่าน แต่กลับมาได้ไม่กี่วัน พ่อป่วยกะทันหัน ส่วนสามีทั้งติดประชุมและต้องไปจัดการเรื่องงานศพของญาติผู้ใหญ่ของเขา เรายังสาละวนกับเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว เพิ่งจะหาเวลามากินข้าวและคุยเรื่องเรียนกับลูก ๆ เสาร์ อาทิตย์นี้

เราเข้าเชียงใหม่เย็นวันเสาร์ เพราะลูก ๆ อยากกินปลาแซลม่อนร้านมัตซึ ร้านอาหารญี่ปุ่นโดยเชฟคนไทย ร้านเป็นห้องแถวเล็ก ๆ ต้องเดินเข้าไปรับบัตรคิวและรอ ลูก ๆ เคยมากินกับเพื่อนแล้วครั้งหนึ่ง อยากชวนพ่อแม่มากินด้วย เธอว่าอร่อยมาก ๆ แล้วก็อร่อยสมกับการรอคอย อร่อยทุกอย่างที่สั่งมา ยังแอบขำ ๆ เลยว่า ไม่เห็นต้องดั้นด้นไปกินถึงญี่ปุ่นเลยนะ ฝีมือคนไทย ไม่ใช่ธรรมดา






















จากนั้นฉันก็ต้องไปหาซื้อรองเท้าสำหรับวิ่งมาสลับคู่ที่ใช้ฝึกซ้อมและลงสนามประจำ ฉันมีเพียงคู่เดียว จะว่าไม่จำเป็นก็จำเป็นอยู่ เพราะฉันยังไม่สามารถวิ่งเท้าเปล่าได้แม้หลายสำนักลงความเห็นว่า วิ่งเท้าเปล่าทำให้ปวดเข่าน้อยลง

เรากลับที่พัก ฉันอยากพักเพราะเช้าวันอาทิตย์ เราสี่คนอยากไปร่วมงานวิ่งที่โรงเรียนบ้านสันกำแพง มินิมาราธอน วิ่ง 12 k

คืนวันเสาร์ฉันนอนหลับไม่ค่อยสนิท หลับ ๆ ตื่น ๆ และเพลียนิดหน่อย ไม่ได้กังวลเรื่องวิ่งมากหรอก แต่บอกถึงร่างกายไม่ค่อยพร้อม

เราตื่นตีสี่และมาถึงงานวิ่งราว ๆ ตีห้า กินกาแฟและขนมปังมาแล้ว ลูก ๆ กินซาละเปา เพราะต้องสอนให้กินอะไรรองท้องก่อนวิ่งทุกครั้ง ไม่ควรวิ่งท้องว่าง ครั้งนี้ก็ไม่คาดหวังว่าสองสาวจะอยากมาวิ่งด้วย เธอไม่ได้ซ้อมเลย ไม่เหมือนแต่ก่อน เธอซ้อมวิ่งและลงแข่งโดยไม่รู้สึกเหนื่อย เราแค่อยากชวนลูกมาวิ่งสนุกสนาน นาน ๆ ทีได้เจอกัน

ก่อนปล่อยตัวนักกีฬานั้น ปกติจะปล่อยตัวราว ๆ หกโมงตรง แต่กว่าจะปล่อยตัวจริงมีการกล่าวเปิดพิธีซึ่งใช้เวลาพอสมควร เลยเวลามาเกือบยี่สิบนาทีก็ยังไม่ปล่อย พิธีกรบอกว่า จะเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อน มีเสียงพึมพำอยู่ แต่ฉันดีใจนะ เพราะเหมือนเป็นวันพิเศษ ได้รำลึกถึงคุณงามความดีที่ท่านทำเพื่อปวงชนชาวไทย แน่ละ ฉันรักและเทอดทูนพระองค์ท่าน พอเพลงสรรเสริญพระบารมีขึ้น ฉันรู้สึกตื้นตันใจ ยิ่งถึงเนื้อร้องตรงที่ว่า -- เย็นศิระเพราะพระบริบาล -- เหมือนน้ำตาจะไหล ภูมิใจที่เกิดมาใต้ร่มพระบารมีของพระองค์

จากนั้น เราก็เริ่มออกวิ่ง ฉันวิ่งดีแค่ 6 กิโลแรกเท่านั้น ตอนกลับตัว สามียังยืนรออยู่ แต่หลังจากนั้นเขาไม่รอแล้ว ฉันเริ่มสะเปะสะปะ ปกติเราซ้อมมาด้วยกันตลอด เขาจะลากฉันทุกครั้งที่ซ้อม จนถึงเป้าหมายในเวลาไม่ค่อยงดงามสำหรับเขา แต่สำหรับฉัน เป็นเวลาที่ดีมาก ขอบคุณเขาทุกครั้ง ครั้งนี้เขาเหมือนวิ่งไม่เต็มแรง ชะลอฝีเท้ารอฉันและลูก ๆ เพื่อจะวิ่งไปพร้อม ๆ กัน ช่วงกิโลเมตรที่สิบ เห็นสามพ่อลูกหยุดเล่นกับหมา เข้าใจว่าเขารอฉันเพื่อจะวิ่งเข้าเส้นชัยพร้อมกัน ตอนที่ฉันวิ่งมาสมทบและพวกเขายืนอยู่ มีนักวิ่งซึ่งคอยดูแลนักกีฬา เขาขี่มอเตอร์ไซค์มาคอยให้กำลังใจเห็นสามพ่อลูกหยุดเดิน เขาบอกว่า พยายามอย่าเดินครับ เหนื่อยก็ให้จ็อกกิ้งช้า ๆ เดี๋ยวขาตายและจะเป็นนิสัยครับ ฉันอยากขอโทษแทนสามพ่อลูก เพราะคนอื่นไม่รู้หรอกว่า พวกเขาหยุดรอฉันซึ่งจ็อกกิ้งมาช้า ๆ แม้จะไม่ยอมเดินเลยก็ตาม และแล้วเราก็ออกวิ่งพร้อมกัน ฉันถูกทิ้งท้ายและอยู่ท้ายลงไปเรื่อย ๆ จนสงสัยว่า วันนี้วิ่งแย่มากทั้งที่ซ้อมมาอย่างดี ฮึดไม่ขึ้น ฉันคงเข้าเส้นเป็นคนสุดท้ายของงานแน่ ๆ เลย แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ฉันไม่อายหรอก แต่ทำไมถึงวิ่งไม่ออกนะ หัวใจเต้นปกติ ไม่เหนื่อยแต่ก้าวขาไม่ออก สามีฉันก็งง ถามสองสามครั้งว่า เป็นอะไรหรือเปล่า หมดแรงแล้วเหรอ ฉันได้แต่เงียบ ๆ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก แต่ก็วิ่งไปได้เรื่อย ๆ จนข้ามเส้นชัยนั่นแหละ

กลับมาทบทวนการวิ่งเหมือนกัน เช้านี้ก็ไปงานก่อนเวลาหนึ่งชั่วโมง มีเวลาอบอุ่นร่างกายพอควร ไม่ตื่นเต้นอะไร ร่างกายและใจพร้อม ซ้อมมาตลอด แต่วิ่งไม่ออก ต้องทำใจ นี่เป็นสนามที่สามที่ลงวิ่ง 12 k และฉันไม่เคยวิ่งระยะนี้ได้ดีเลยสักสนามไม่ว่าจะที่แม่ออน ราชพฤกษ์และที่นี่

ไหน ๆ ก็ผ่านไปแล้ว และวิ่งถึงเส้นชัยก็ดีแล้ว ฉันให้กำลังใจตัวเองแบบนี้ วันนี้ก็เป็นวันดีด้วยที่เราวิ่งด้วยกันทั้งครอบครัวอีกครั้ง

ตอนกลับ เราเจอพี่นักวิ่งที่จอดรถข้าง ๆ เรา ฉันเห็นเขาคล้องเหรียญวิ่ง ฉันขออนุญาตดูเหรียญวิ่งงานนี้หน่อย ขอถ่ายรูปเหรียญไว้เป็นที่ระลึกเพราะเราวิ่งไม่ทันเวลาที่เขาแจกเหรียญ เขาถอดออกจากคอมาแล้วบอกว่า ผมให้นะ เอาไปเลย ฉันตกใจ บอกว่า แค่ขอดูเฉย ๆ ค่ะ ความภาคภูมิใจของพี่ น้องรับไม่ได้หรอกค่ะ เขารีบบอกว่า รับไปเถอะ ผมให้ เป็นกำลังใจให้กลับไปซ้อมดี ๆ เดี๋ยวก็ได้ แค่วิ่งถึงเส้นชันก็ชนะแล้วครับ ฉันไม่กล้ารับ แต่คนที่มาด้วยบอกอีกครั้งรับไปเถอะ จนคนให้พูดอีกครั้ง เหรียญผมมีเยอะแล้ว ผมให้เป็นที่ระลึกนะครับ ครั้งหน้ามาวิ่งด้วยกันอีก ฉันเลยได้เหรียญนี้กลับบ้านด้วยความรู้สึกดีใจและเป็นกำลังใจให้นักวิ่งแนวหลังอย่างฉัน ไม่รู้ว่าคนให้จะรู้หรือเปล่าว่าคนรับประทับใจมากเลย พี่เขาชื่อ สมศักดิ์ จันทร์ก้อน เป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัยพายัพนี่เอง หวังว่าจะได้เจอพี่เขาในงานอื่น ๆ อีกนะ

ขอบคุณผู้จัดงานวิ่งครั้งนี้ มีผู้ร่วมงานจำนวนมากรวมทั้งเด็กนักเรียนมาร่วมวิ่งเพื่อสุขภาพ เห็นเด็กตัวเล็ก ๆ ใส่เหรียญคล้องคอ เชื่อว่าเขาต้องภาคภูมิใจในสิ่งที่เขาทำได้และไม่แน่ว่า วันหน้าเราจะเห็นเด็กจำนวนหนึ่งที่อาจจะหันมาเอาดีทางด้านการวิ่งก็ได้

ขอบคุณทุกคนในครอบครัวที่เห็นความสำคัญของการออกกำลังกายที่ถือว่าง่ายที่สุดแล้ว ไม่ต้องแข่งขันกับใครนอกจากตัวเองที่ต้องซ้อมวิ่งอย่างสม่ำเสมอ การพยายามวิ่งให้ถึงเส้นชัยได้ต้องอาศัยความอดทนและไม่ยอมแพ้ หลังจากนี้ เราคงต้องซ้อมให้กำลังอยู่ตัวเพื่อจะไม่บาดเจ็บหลังการวิ่งและเลิกวิ่งไปในที่สุด

ขอบคุณร่างกายที่ไม่ประท้วงขณะพาเขาซ้อมมาก ๆ ในบางวัน

ฉันไม่มีค่านิยมในการวิ่งที่เอา'ใจ'เป็นที่ตั้งเพียงอย่างเดียว หากไม่ได้ซ้อม ฉันจะไม่ลงวิ่งเด็ดขาด ใจรักในการวิ่งเพื่อสุขภาพมาอันดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ซ้อม หรือเอาใจพาตัวเองลงวิ่งแล้วบาดเจ็บ มันช่างไม่คุ้ม มันคงทรมานมากหากวิ่งไม่ได้อีกเลย

ครั้งนี้ ฉันวิ่งจบแบบไม่เจ็บและไม่ระบมหัวใจแม้ว่าวิ่งไม่ดีตามที่ตั้งใจไว้ แต่ก็วิ่งเต็มที่แล้ว ไม่เสียดายอะไร ครั้งหน้าค่อยว่ากันใหม่


ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘









Create Date : 22 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2558 8:27:52 น.
Counter : 359 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]