All Blog
--- Chiang Mai Marathon 2015 ---























บั น ทึ ก นั ก วิ่ ง แ น ว ห ลั ง
เ ชี ย ง ใ ห ม่ ม า ร า ธ อ น 2 0 1 5




ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราลงวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอน 21 k เป็นระยะที่เราซ้อมตามโปรแกรมฝึกของครูดินมาตลอดจนจบ เคยฝึกวิ่งให้ถึงระยะจริงตั้งแต่สามชั่วโมงเต็ม แต่กะปรกกะเปรี้ย หน้ามืดเกือบจะเป็นลมในครั้งแรก และพยายามหนีสามชั่วโมงการถูก cut off เรื่องเวลา จากนั้นเวลาดีขึ้นมาห้านาทีเป็น 2:55 ชั่วโมง หลังจากนี้ลองซ้อมอีกสองครั้ง เวลาดีที่สุดตอนซ้อมคือ 2:33 ชั่วโมง ฉันแอบหวังลึก ๆ ว่า ตอนลงวิ่งจริงน่าจะดีกว่านี้นะ เพราะตอนซ้อมออมกำลังเพื่อให้วิ่งถึงเท่านั้นเอง

ทุกครั้งที่มีการวิ่งในงานต่าง ๆ แทบไม่มีครั้งไหนไม่ตื่นเต้น ทั้งที่เตรียมตัวก่อนการวิ่งทุกครั้ง ไม่ได้กังวลว่าจะวิ่งไม่ถึงแต่มันตื่นเต้น การวิ่งแต่ละสนามไม่เคยเหมือนกัน อารมณ์ อากาศ บรรยากาศการวิ่งก็ไม่เหมือนกัน บางงานวิ่งสนุกมาก เครื่องติดตั้งแต่เสียงปล่อยตัวดังขึ้น บางงานพร้อมมากแต่วิ่งไม่ได้ เป็นหมาหอบแดดตั้งแต่กิโลแรกเหมือนกัน แต่ไม่เคยมีงานไหนที่เจ็บระหว่างการวิ่ง จบงานก็แทบจะกินอะไรที่งานเลี้ยงไม่ลง ได้แต่เดินดูว่างานนี้เขาเลี้ยงอะไรบ้าง เคยลองน้ำเต้าหู้แต่ก็หวานปานจิบน้ำตาลฮันนี่มูน แทบทุกงานจะมีแตงโม กล้วยหอม (งานที่แพร่มีกล้วยน้ำว้า กล้วยชนิดนี้ฉันกินสดไม่ได้ จุกอก กินได้แต่กล้วยทอด กล้วยบวชชี) ข้าวต้มนี่มีทุกงาน งานใหญ่จะมีข้าวไข่เจียวที่เจียวหอม ๆ ตามคิว แต่ฉันกินไม่ลงหรอก ได้เหรียญก็บ้าเหรียญ จะกินเหรียญก็กลัวไม่มีไว้อวดตัวเอง ถ่ายรูปเฮฮากันแล้วก็ไปเที่ยวเมืองนั้น ๆ ต่อ มันเหมือนเป็นธีมการวิ่ง 'กินอร่อย วิ่งสนุก เที่ยวทั่วไทย' เหมาะสำหรับคนชอบเดินทางและชอบชิมไปเรื่อย ๆ เป็นกำไรระหว่างไปวิ่งงาน

หลายคนถาม ไปวิ่งนี่ เสียเงินหรือเปล่า

เสียค่ะ ค่าสมัครแต่ละรายการแตกต่างกันไป งานการกุศลก็เสีย 100 -150 บาท ให้เขาไปทำกิจกรรมอันเป็นกุศลตามจุดประสงค์ เราก็สนุกกับการวิ่งที่เขาจัด อย่างน้อยก็เป็นค่าจัดการระหว่างการวิ่ง ดูแลเรื่องการจราจรในเช้านั้น ส่วนเสื้อสำหรับงานวิ่งไม่มี เราเตรียมไปเอง เหรียญที่ระลึกตามงานการกุศล อาจจะมีบ้างแต่จำกัด สำหรับนักวิ่ง 200 คนแรกที่ฝีเท้าขั้นเทพ อย่างเรา ๆ อย่าไปนึกฝัน ยิ่งจำกัดมากเท่าไหร่ ฉันยิ่งไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้ ไม่นึกน้อยใจสักนิดเพราะกำลังเราน้อยกว่าเขา แต่วิ่งจบปิดท้ายงานได้ทุกงานโดยปราศจากความอาย

สำหรับงานที่ใหญ่ขึ้นมา ค่าสมัครก็จะ 250-400 สำหรับมินิมาราธอน/ 400-800 สำหรับฮาล์ฟ/ 1000 อั๊พ สำหรับมาราธอนเพราะรายการนี้จะมีเสื้อสำหรับฟินิชเชอร์เมื่อนักวิ่งผ่านเส้นชัยและต้องดูแลเรื่องเส้นทางและเวลาที่เนิ่นนานขึ้น แต่ไม่เคยอยู่ถึงคนสุดท้ายของนักวิ่งมาราธอน ไม่เคยถามความรู้สึกของเขา (นอกจากอ่านประสบการณ์นักวิ่งแนวหน้าและหน้าใหม่ขาแรง) รวมไปถึงอาหารรับรองของนักวิ่งมาราธอนคนท้าย ๆ ว่าได้กินอะไรกับเขาบ้างหรือเปล่า งานใหญ่ ๆ มีรับรองเมื่อเขาถึงเส้นชัยหรือไม่

รายการใหญ่จะมีสปอนเซอร์ มีของแจก อาหารการกิน มีงานเลี้ยงต้อนรับนักวิ่งในวันรับ BIB ( บิ๊บที่แปลว่าผ้าอ้อมกันน้ำลายเด็กนั่นแหละค่ะ แต่ในวงการวิ่ง เขาไม่ได้ให้เอามาเช็ดน้ำลายน้ำหมากนักวิ่งหรอก แต่เป็นหมายเลขประจำตัวนักวิ่ง ระยะทางที่วิ่ง มีชื่อ อายุและชื่องานนั้น บางคนสะสมบิ๊บไว้เป็นที่ระลึก เขียนความประทับใจของตัวเองไว้หลังป้ายวิ่งนี้ หยาดเหงื่อและความสนุกพร้อมกำกับเวลาไว้เป็นที่ระลึก เป็นความประทับใจส่วนตัว ) แต่ฉันนั้นไม่เคยอยู่งานเลี้ยงหรอก อย่างงานวิ่งที่สุโขทัยก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับนักวิ่งอลังการ ฉันก็หลบไปกินข้าวกับเพื่อน เพิ่งมาสังเกตภายหลังว่า เรามีเพื่อนแทบทุกจังหวัดที่ไปวิ่ง เพื่อนมาต้อนรับเราและอยากเลี้ยงข้าวและคุยกัน เป็นความสุขทุกครั้งที่ไม่ยอมลืม


งานแจกบิ๊บงานเชียงใหม่มาราธอนปีนี้ดีขึ้น เข้าแถวเดียวเหมือนรอโหลดกระเป๋าที่สนามบิน ลงทะเบียนก่อนแยกเข้าไปตามโต๊ะรายการระยะวิ่งที่เราสมัคร รับเสื้อและของแจก

เสื้อที่ฉันรับเป็นเสื้อกล้าม ปีนี้กล้ามฉันยังยักษ์เหมือนเดิม ซ้อมวิ่งเกือบทุกวันที่อยู่บ้านและสถาปนาว่าตัวเองเป้นนักวิ่งแต่หุ่นยังตุ้มต๊ะตุ้มตุ้ยเหมือนเดิม (ฉันขอเปลี่ยนเสื้อเป็นแขนสั้นซึ่งเหลือตัวสุดท้ายพอดี )อย่ากระนั้นเลย ข้อดีของฉันคือ หัวใจฉันแข็งแรงขึ้นเพราะการวิ่งนี่แหละ กินอิ่ม นอนหลับดีทุกวัน

งานนี้ฉันแอบไปชิงตัวน้องนักวิ่งคนหนึ่งที่มางานวิ่งเชียงใหม่มาราธอนนี้ อยากเจอน้องตั้งแต่จอมบึงมาราธอนครั้งที่แล้ว ฉันยังไม่ได้กลิ่นหรือสัมผัสจินตนาการของการวิ่งมาราธอนเลย มันอึงอลอุ่นอวลอยู่ในฝันอยู่ งานอย่างจอมบึงนั้นดูยิ่งใหญ่สำหรับนักวิ่งที่จะเป็นมาราธอนแรกเพราะเป็นงานที่อบอุ่นที่สุด ชาวบ้านแถวนั้นมาให้กำลังใจนักวิ่งตลอดเส้นทางการวิ่งสวยงาม น่าประทับใจ ฉันคิดว่าไปดูเขาวิ่งก็น่าสนุกแต่ครั้งนั้นไปไม่ได้เพราะคนที่บ้านติดประชุม เมื่อน้องมาวิ่งมาราธอนที่นี่ จึงอยากเจอและอยากกอดให้สมกับที่อยากเจอ ดีใจที่ได้รู้จักกันเพราะเธอเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฉันสนุกกับการวิ่ง รับรู้เรื่องราวและกระตุ้นเรื่องวิ่งของฉันเป็นระยะ ๆ ขอบคุณที่มาให้กอด

ฉันรั้งเวลาเธอไม่นาน เพราะเธอมากับเพื่อน และจากนี้ต่างคนก็ต้องพักเพราะเธอวิ่งมาราธอน ส่วนฉันก็วิ่งระยะยาวตามกำลังฉันเช่นกัน







เช้าวันอาทิตย์ เราตื่นตีสาม ฉันนั่งกินขนมปังจนหมดชิ้น กะว่าสองชั่วโมงก่อนวิ่งมันจะย่อยและพอท้อง ไม่หิวระหว่างการวิ่งของเรา เราวนไปรับน้องออย เพื่อนรุ่นน้องที่เริ่มวิ่งและร่วมวิ่งกับเรามาสี่งานแล้ว

ฉันอยากไปส่งกำลังใจให้น้องกระจิบ คุณหมอณรงค์เดช หมอลินดาซึ่งคาดว่าเธอน่าจะลงวิ่งมาราธอนด้วย (แต่ไม่ได้ถามกันก่อนว่าเธอวิ่งอะไร )และเพื่อน ๆ นักวิ่งในงานครั้งนี้ตอนปล่อยตัวนักวิ่งมาราธอน

อีกหนึ่งชั่วโมงคือความตื่นเต้นของฉันที่จะเริ่มขึ้น ณ จุดสตาร์ท มันตื่นเต้นจริง ๆ นะ

ฉันพร้อมนะทั้งร่างกายและใจ แม้ว่าทั้งอาทิตย์เป็นไข้รุม ๆ เพราะอากาศเปลี่ยน เจ็บคอ เสมหะเหนียวและน้ำมูกมาก ฉันกินยา ออกจ็อกกิ้งและพักตามปกติ และมันดีขึ้นก่อนวันวิ่งด้วย


เมื่อถึงเวลาปล่อยตัว รู้สึกดีมากเพราะก้าวแรกบอกเราว่า ฉันจะวิ่งได้ดี ไม่หอบเลย อากาศที่เชียงใหม่เช้านี้ดีมาก เย็นสบาย ไม่หนาวเหมือนที่บ้านดอย

การขอทางการจราจรมีบ้างที่แม่ค้าไม่แฮปปี้ แทรกรถเข้ามาในทางวิ่งที่ผู้จัดงานขอทางไว้ เธอตะโกนออกมาว่า นี่มันทางรถ คนจะทำมาหากิน ไปวิ่งกันที่อื่น ฉันได้แต่กังวลใจนิดนึงเพราะถ้ารถทะลุเข้ามาทางวิ่ง มันอันตรายมาก แต่ได้ยินเธอคนเดียว อารมณ์คนใช้รถคนอื่น ๆ ไม่รู้

กิโลที่ 4 ยังวิ่งสบาย ๆ คิดในใจว่า เวลาน่าจะดีกว่าเดิม
ที่สายบิ๊บของเรามีไฟแว๊บ แว๊บ เป็นสัญญาณเหมือนท้ายรถจักรยานให้คนใช้ถนนรู้ว่ามีมนุษย์สองขากำลังวิ่งข้างทางอยู่ ช่วยระมัดระวังหน่อยนะ

เส้นทางไม่มืดมาก ไม่ต้องตามเทียนเหมือนเมืองแพร่ เพราะไฟข้างทางสว่างพอ เราวิ่งตามpaceการซ้อมวิ่งของเรา ใครใคร่แซง แซงไปโลด

วิ่งผ่านกาดต้นพยอมแล้ว เห็นพระออกมาบิณฑบาต จากนี้เราจะโค้งเลาะไปตามคลองชลเพื่อกลับตัวที่แม่เหียะ ฟ้ายังมืดอยู่เลย ฉันรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ แต่ก็กลัวคู่วิ่งจะเสียเวลา จึงอั้นไว้ มันพอจะอั้นได้ -_-''

เราจิบน้ำทุกสามกิโลเมตร ฉันยังกลืนน้ำไม่ลงแม้จะพยายามเพราะไม่เคยกินน้ำก่อนกิโลที่ 10

เราวิ่งผ่านจุดเช็คพ้อยต์ และกลับตัวมา รู้สึกดีมากว่า ครึ่งทางผ่านไปแล้ว ฟ้าเริ่มสว่าง ถึงเวลาปล่อยตัวนักวิ่งมินิมาราธอนแล้ว ที่มีคนกว่า 7 พันคน ( ทราบอย่างไม่เป็นทางการว่า มีนักวิ่งมาราธอน 1,700 คน เท่ากับระยะฮาล์ฟเลยทีเดียว ) เพื่อนรุ่นน้องกำลังออกจากจุดสตาร์ทแล้วสินะ

แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นที่กิโลที่ 15 !!


จู่ ๆ ขาข้างขวาเกิดเจ็บแปล๊บบบบบ เจ็บลึก ก้าวขาแทบไม่ได้ หน้าเสีย ใจเสีย ทั้งที่ตอนซ้อมไม่มีเหตุการณ์นี้ เจ็บจนแทบจะก้าวไม่ออก ทั้งที่ยังไม่เหนื่อยเลย คู่วิ่งก็งง เขาอยากทำเวลาให้ดีกว่าที่ซ้อมด้วย ฉันอ่านอาการเขาออกเพราะเขาพูดขึ้นว่า จะวิ่งไปก่อนนะ ฉันเลยต้องบอกว่า เจ็บขามาก ไม่ได้หมดแรง เขาเลยวิ่งเหยาะ ๆ รอ ดูอาการ บอกให้ยกเท้าวิ่งสูงขึ้น ฉันน่ะแทบจะลากขาอยู่แล้ว ลองเดินสองสามก้าวและวิ่งเหยาะ ๆ เผื่อจะดีขึ้นซึ่งเป้าหมายที่ตั้งไว้ในใจคือ จะไม่เดิน ฉันอยากวิ่งจนสุดปลายทาง แต่ก็ทำไม่ได้ดังที่ตั้งใจ ตอนนี้เจ็บและหยุดเดินเสียแล้ว ต้องชั่งใจกันน่าดูเลยว่า จะไปต่อหรือจะ DNF ซะเลย ใจหนึ่งก็อยากจบฮาล์ฟแรกที่งานเชียงใหม่ ลังเล แต่ก็วิ่งต่ออีกหน่อย คู่วิ่งวิ่งหันรีหันขวางเมื่อไม่เห็นฉันวิ่งตามมาเหมือนเดิม เห็นใจเขามากที่ต้องมาหยุดรอ มันเสียจังหวะการวิ่งของเขา ฉันพยายามลากขาต่อไปจนถึงเขา ดีใจที่เขาบอกว่า ค่อย ๆ วิ่ง อีกแค่หกกิโลเอง

6 กิโลสุดท้ายกับอาการไม่สู้ดี ทำให้คิดมาก เพราะไม่อยากเจ็บและวิ่งไม่ได้อีก แต่สักพัก อาการที่ว่าก็หาย วิ่งต่อไปได้อีกสามกิโล เขาให้กำลังใจตลอดหลังจากนี้ ทุกครั้งที่วิ่ง 10 กิโลด้วยกัน หากฉันวิ่งไม่ออก จะไม่ลังเลเลยที่จะบอกว่า ไปก่อนเลย เพราะแน่ใจว่าตัวเองวิ่งถึงแน่ แต่งานนี้ไม่พูดเพราะรู้ว่า ถ้าไม่มีเขา ฉันวิ่งไม่จบแน่เพราะเจ็บ

โชคดีที่เขาไม่ทิ้ง รู้ว่าเจ็บจริง ปกติฉันจะไม่ใช่คนสำออย อยากวิ่งความเร็วเดียวกันด้วยกันจนจบเส้นทาง

รถราเริ่มวิ่งเต็มท้องถนน การจราจรต้องช่วยปิดทางให้นักวิ่ง ก่อนถึงโค้งนี้ มีรถคันหนึ่งทะเลาะกับจราจรโดยที่จราจรยืนเอามือกันหน้ารถและพูดเสียงดังว่า จะเข้าไปได้ยังไง เปิ้นกำลังวิ่งกันอยู่ ชนนักวิ่งแน่ รอแห๋มหน้อยก่า รถก็เร่งเครื่องไม่พอใจ ฉันใจหายเหมือนกัน

ก่อนตัดโค้งเข้าท่าแพ ต้องวิ่งข้ามถนน จราจรคนนั้นกวักมือเรียกนักวิ่งที่อาการเกือบพิการอย่างฉันว่า รีบ ๆ วิ่งมาครับ จะได้ปล่อยรถ ฉันแทบจะร้องไห้เพราะฉันวิ่งเป๋มาตลอดทางแล้ว สามีฉันวิ่งอยู่ข้าง ๆ ถามตลอดว่า ไหวมั้ย ๆ ฉันก็พยายามลากขาต่อไป


สามีฉันยังตลกก่อนโค้งสุดท้าย เขาบอกว่า อย่าทำหน้าเสีย ยิ้มไว้ ๆ เห็นกล้องหรือเปล่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฉันยังชูสองนิ้ว ยิ้มรับกล้องแม้ว่าหลังจากนี้อาจมีการฟ้องสคบ.เพราะฉันแทบจะวิ่งเป็นเต่าและหน้าเหยเก


แต่ละกิโลของฉันต่อจากนี้สภาพแย่ เหลืออีกห้าร้อยเมตรสุดท้ายก็เจ็บอีก เห็นป้าย FINISH สุดถนนก่อนถึงประตูท่าแพ เหมือนสวรรค์และนรกมารุมใจฉันเพราะแทบลากขาจะไม่ไหว น้ำตาจะไหล มันแปล๊บขาข้างขวาอีก ไม่เข้าใจอาการนี้เหมือนกัน น่าจะฟิตไม่พอ แรงไม่ถึงจริง ๆ เหมือนกับชีวิตจริงที่ต้องเผชิญเหตุการณ์ในแต่ละวัน แม้ว่าเราเตรียมตัวเตรียมใจดีแค่ไหนแต่เราไม่รู้ว่าสิ่งที่จะเกิดจริงนั้นเป็นอย่างไร ฉันเห็นใจสามีมากเพราะฉันทำให้เขาเสียจังหวะการวิ่งของเขา


ก่อนหน้านี้ เคยเห็นแต่รูปนักวิ่งแถวหน้าตามเว็บไซต์ นักวิ่งแถวหน้าเท่านั้นที่จะมีภาพเด็ด ๆ ระหว่างวิ่งและท่าเข้าเส้นชัยที่สวยงาม เราก็อยากมีแต่เราต้องพกไอพ็อดไปถ่ายกันเอง หลัง ๆ มา Shutter Running มีมากขึ้น มีทั้งมาช่วยงานฟรี ช่วยเก็บภาพนักวิ่งและแจกจ่ายภาพนั้นพร้อมกับมีลายน้ำของเขา ฉันชอบภาพที่มีลายน้ำด้วยจะได้รู้ว่าใครถ่ายให้ และขอบคุณได้ถูกตัว อย่างน้อยเขาอุตส่าห์เก็บภาพให้ และ Shutter Running มืออาชีพที่เก็บภาพนักวิ่งในงานแทบทุกคน นักวิ่งแนวหน้าอาจไม่ค่อยสนใจภาพการวิ่งเท่านักวิ่งปิดท้ายงานอย่างฉันหรอก ฉันนี้ล่ะของจริง เวลาวิ่งอะไรนั่นไม่สนใจเท่าไหร่นอกจากวิ่งข้ามเส้นชัยทุกงาน (แต่วิ่งเต็มแรงทุกครั้งนะ..ขอบอก)ถ้วยรางวัลนั่นก็เกินฝัน เอื้อมไม่ถึง สนแต่ว่ามีภาพตัวเองในงานวิ่งมั้ยและตามไปขอซื้อภาพมาอัดแปะฝาห้องครัว กินกาแฟไปก็ดูภาพตัวเองไป มันอิ่มใจมาก

แรงฮึดอีกสองร้อยเมตรสุดท้ายก็มาเพราะเห็นกล้องของ Shutter Running ที่รอถ่ายให้ที่เส้นชัย ฉันแข็งใจวิ่งและทำหน้าแช่มชื่นที่สุดก่อนเข้าเส้นชัยด้วยเวลาที่แย่กว่าการซ้อมมาก

งานนี้ฉันไม่รู้หรอกว่า ใครได้รับถ้วยรางวัลใหญ่บิ๊กเบิ้มหรือเล็กรองลงมา ไม่รู้เวลาดีที่สุดของแต่ละรุ่นทั้งชายและหญิง นักวิ่งเหล่านั้นคือผู้ยิ่งใหญ่และเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิ่งแนวหลังหลายต่อหลายคน ไม่รู้ว่ามีดารานักวิ่งในงานเชียงใหม่มาราธอนนี้จนกระทั่งเพื่อนบอก

แต่ละงาน จะมีนักวิ่งชั้นนำจำนวนหนึ่งไม่มากนักในแต่ละรุ่นที่สลับสับเปลี่ยนกันเป็นผู้ชนะ

แต่...ที่เหลืออีกเกือบหมื่นคนล่ะ เขาคือผู้แพ้หรือ ไม่นะ...

การวิ่งมันดีตรงนี้เพราะนักวิ่งแต่ละคนเมื่อข้ามเส้นชัยหรือข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้ มันคือความยิ่งใหญ่และความภาคภูมิใจอย่างที่เจ้าตัวแต่ละคนรู้เอง เราคือผู้ชนะคนหนึ่งเช่นกัน

ฉันก็เป็นแบบนั้น ดีใจจะตาย ปลื้มปริ่ม ยิ้มภูมิใจที่วิ่งถึงแม้จะเวลาไม่ดี หรือนั่นเท่ากับบอกตัวเองว่า เธอกลับไปซ้อมใหม่นะ แล้วกลับมาเจอกันอีกที


ครั้งหนึ่ง...ฉันเคยฝันว่าอยากวิ่งงานเดียวกับนักเขียนนักวิ่ง ตัวหนังสือของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันอยากวิ่งและเป็นนักวิ่งทาง (นักวิ่ง+นักเดินทาง) ฉันฝันมาเรื่อย ๆ และอ่านหนังสือของเขาเป็นเพื่อนในช่วงที่ต้องการแรงบันดาลใจ แต่ชีวิตจริง ฉันวิ่งกับสามีมาตลอด เราซ้อมด้วยกัน ช่วยกันหาข้อมูลจากหนังสือ อ่านประสบการณ์ของนักวิ่ง จากเพื่อนในชีวิตจริงและเป็นสมาชิกเว็บไซต์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการวิ่ง การดูแลเรื่องอาหารการกินก่อนวิ่งและหลังวิ่ง ลองผิดลองถูกมาด้วยกัน ระหว่างที่วิ่งจึงรู้ใจกันพอสมควรว่า สนามไหนที่วิ่งสับเท้าไปพร้อมกันได้ สนามไหนฉันหมดแรง วิ่งไม่ออกเลย สนามไหนเขาอยากทำเวลา เราปล่อยเขาไปเพราะมั่นใจตัวเองว่าไปถึง แต่งานเชียงใหม่มาราธอนนี้ ฉันปากหนัก ไม่บอกเขาเหมือนทุกครั้งว่าให้ไปก่อน ฉันไม่อยากถูกทิ้งตอนที่ฉันอยู่ในสภาพนี้ เขาเองก็รู้ว่า ถ้าปล่อยฉัน ฉันอาจจะหยุดเพราะกังวลเรื่องเจ็บและออกจากการวิ่งกลางคัน

ถึงกระนั้น การตัดสินใจแต่ละกิโลหลังกิโลที่ 15 คือความพยายามวิ่งให้ถึง บางช่วงก็หายเจ็บแต่บางช่วงก็แทบไม่ไหว

การวิ่งห้าร้อยเมตรสุดท้ายจึงเป็นการประคองความไม่สมบูรณ์ของร่างกายเข้าเส้นชัยด้วยความสุขกับสามีอีกครั้ง ขอบคุณเขามากเป็นพิเศษและเมื่อคุยกันทีหลัง เขาบอกว่า เรื่องเวลามันไม่สำคัญหรอกถ้าเข้าเส้นชัยโดยไม่มีฉัน ครั้งหน้าค่อยไปแก้มือกันใหม่นะ













































ขอบคุณทุกแรงใจและแรงเชียร์ของเพื่อน ๆ ที่มีให้กันมาโดยตลอด
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
20 ธันวาคม 2015















Create Date : 21 ธันวาคม 2558
Last Update : 21 ธันวาคม 2558 20:44:16 น.
Counter : 633 Pageviews.

4 comments
  
ยอดเลยครับ ทั้งการลงแข่งวิ่ง ฮาร์ฟ กับ การเขียน
เล่าได้ละเอียด มีทั้งอารมณ์ขัน การตรึงเครียดของ
คนใช้ถนน.. ส่วนจราจร ก็ต้องเข้มแข็ง

ผมเองเคยลงฮาร์ฟ ครั้งแรกแทบแย่..จะออกข้าง
ทางแล้ว แต่... นึกได้ว่า เราก็แซงเขามาเยอะแล้ว
จะให้เขาแซงต่อ ก็ปล่อยเขาไป

แล้วค่อย ๆ สาวเท้าไปจนครบ.. ไม่สนใจเวลาเหมือน
กัน แต่ก็ดีไปอย่าง วิ่งท่ามกลางสายหมอกยามเช้า
ณ เพชรบูรณ์ครับ
โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 21 ธันวาคม 2558 เวลา:11:46:50 น.
  
ขอบคุณมากค่ะคุณไวน์ฯ
ร่างกายเรายังแกร่งไม่พอ ซ้อมไปนะคะ
แต่อุบัติเหตุเกิดขึ้ไนด้เสมอ
คิดจะวิ่งด้วยใจอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ
ยิ่งใครยุว่า ลงมาราธอนได้แล้วนี่ ไม่เอาด้วยค่ะ
กลัวปอดฉีก ตับแตกเอาได้ หากเจ็บและไม่ได้วิ่งอีกคงเสียใจมาก
ต้องซ้อมอย่างดีและจะไปแตะเส้น 42.195 สักครั้งในชีวิตค่ะ

ไม่ทราบว่าคุณยังวิ่งอยู่หรือเปล่าคะ :)
โดย: ภูเพยีย วันที่: 24 ธันวาคม 2558 เวลา:15:37:13 น.
  
สวัสดีค่ะคุณภูเพยีย..

เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจมากๆนะค่ะ..ได้เหงื่อด้วย

ขอให้คุณภูเพยียและครอบครัวมีความสุขมากๆ

สุขภาพแข็งแรงและร่ำรวยเงินทองตลอดปี 2559 นะค่ะ
โดย: คนผ่านทางมาเจอ วันที่: 31 ธันวาคม 2558 เวลา:15:33:52 น.
  
สวัสดีค่ะพี่ภู

ปีนี้จะรออ่าน รอเอาใจช่วยการวิ่ง ถ่ายภาพนก รูปวาดน่ารักๆ เรื่องราวอองออ เจ้าหมอก สีตรังนะคะ

หายไปแค่วันเดียวนี่หญิงคิดถึงการเล่าเรื่อง การรีวิวหนังสือ ภาพวาดสวยๆ แทบจะคลิกกลับไปหลายที^^

ปีนี้พี่จะมีเรื่องราวอะไรเล่าสู่กันฟังบ้างนะ ที่นี่กับที่ที่หญิงจากมามันมีเสน่ห์ความต่างในการติดต่อกัน ที่นั่นมือถือตอบโจทก์ได้ดีทันใจในการติดต่อ ที่นี่หญิงต้องใช้คอมฯ แต่ตอนนี้ขออยู่ที่นี่ก่อน

คิดถึงจริงๆจังๆจนตัวเองแปลกใจ
สวัสดีปีใหม่ค่ะพี่ภู
โดย: หญิง (B4 Sunrise ) วันที่: 1 มกราคม 2559 เวลา:12:11:13 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]