All Blog
--- วิ่ ง ฝ่ า ส า ย ห ม อ ก ที่ แ พ ร่ : แ พ ร่ ม า ร า ธ อ น ค รั้ ง ที่ 1 5 ---













ทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังกลับจากการเดินทางไปต่างจังหวัด ฉันต้องซ้อมวิ่งเพื่อยืดเส้นยืดสายบ้าง รู้สึกร่างกายปรับตัวกับการวิ่งไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยมีแรง พักผ่อนน้อยมาก เริ่มซ้อมวิ่งเหยาะ ๆ วันอังคาร ได้เพียงสามกิโล เหนื่อยใจแทบขาด วันพุธ วิ่งได้ 5 กิโล ( 37 นาที) ยังวิ่งไม่เข้าที่ วันพฤหัส ลองสปีดดูให้เร็วกว่าเดิม 5 กิโล (35 นาที ) เวลาดีขึ้น 2 นาทีแต่เหนื่อยมากกว่าเดิม จากนี้จะพักสองวันก่อนเดินทางไปวิ่งที่แพร่












ด้วยโลโก้ของการวิ่งที่แพร่มีว่า วิ่งฝ่าสายหมอก เรานึกถึงที่น่าน เช้านั่นเราวิ่งฝ่าหมอก หอมกลิ่นหมอก ปรอยฝน อากาศกำลังสบาย เสื้อสีส้มที่ถูกหมอกกลืนหายเข้าไป นักวิ่งแนวหลังจะรื่นรมย์เพราะจะเห็นบรรยากาศเหล่านี้จากปลายแถว

ด้วยสองสามวันที่ผ่านมา เชียงใหม่อากาศเย็นลงฉับพลัน ฉันถึงกับเป็นลมพิษอีกรอบ เจ็บคออย่างแรง กินน้ำอุ่นนอนพักไม่ค่อยได้ผล จำต้องกินยาปฏิชีวนะจริงจังพร้อมยาลดไข้เพราะครั่นเนื้อครั่นตัวร่วมด้วย แต่ไม่หนักหนาสำหรับการลงวิ่งเพราะซ้อมมาแล้ว จึงเตรียมเสื้อวิ่งแขนยาว กะว่าอากาศหนาวตอนเช้า น่าจะหนาวกว่าเมืองน่านนะ เราไม่เคยสวมเสื้อแขนยาววิ่งสักครั้ง จะลองเป็นงานแรก

เช้าวันเสาร์ เราพาลูกสาวไปไหว้พระและถวายสังฆทานที่วัดสวนดอกเพราะเป็นวันเกิด พวกเธออยากไปวัดมาก รับพรจากพระและพ่อแม่แล้วเธอก็ไปเรียน เราออกเดินทางเกือบสิบเอ็ดโมงถึงแพร่เกือบบ่ายสอง แวะไปสมัครวิ่งที่สนามกีฬาจังหวัด เสื้อวิ่งเป็นผ้าคอตต้อนสีส้ม เนื้อผ้าซับเหงื่อ อุ้มเหงื่อเยอะ ใส่วิ่งไม่สนุกแน่ เลยคิดกันว่าไว้ใส่กลับบ้านก็แล้วกันเพราะเราเตรียมเสื้อวิ่งมาเองแล้ว

เรารู้จักเมืองแพร่น้อยมาก ตั้งใจไปแวะร้านของญาติของเพื่อนนักดูนกของเรา ชื่อร้านบ้านหัวเราะ เป็นร้านที่ตกแต่งได้น่ารักทุกมุม เสียแต่ที่จอดรถไม่มี ถนนค่อนข้างแคบ จอดรถข้างทางแทบไม่ได้ มารู้ภายหลังว่า ทางร้านเขามีที่จอดรถให้ เราสั่งอาหารเบา ๆ รองท้องเพราะมื้อเย็นเพื่อนของสามีจะพาไปเลี้ยงข้าว เขาเป็นเจ้าถิ่น เกิดที่นี่ ไปเรียนเชียงใหม่และกลับมาทำงานที่บ้านเกิดจนถึงปัจจุบัน พอรู้ว่าพวกเรามาก็อยากเลี้ยงข้าว ไม่ได้เจอกันกว่ายี่สิบปีแล้ว เขาไม่เล่นเฟซบุ๊ก จึงไม่รู้ความเคลื่อนไหวของเราสองคน พอรู้ว่ามาวิ่งมินิมาราธอนถึงกับตกใจ ถามสามีฉันซ้ำแล้วซ้ำอีกว่ามากับใคร ถ้ามาคนเดียวกลัวหัวใจวายกลางถนนไม่มีใครรู้ ไม่คิดฝันว่าจะวิ่งได้ ด้วยภาพลักษณ์ในสมัยเรียนนั้น ต่างเป็นนักเที่ยว นักดื่ม ใช้ชีวิตแบบสุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จักตัวกลัวตายจนต่างคนก็ต่างคาดเดากันว่าอายุคงไม่เกิน 45 แน่ ๆ เขาก็ยังเก็บความฉงนเหล่านี้ไว้ในใจว่า ชีวิตในวัยนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงจนนึกไม่ถึงขนาดนั้นเลยเหรอ


หลังจากเราไหว้พระธาตุช่อแฮแล้ว เรานัดเพื่อนมารับที่โรงแรมน้ำทอง เขาพาไปร้านร่มไม้ใหญ่ กินข้าว คุยกันสัพเพเหระ เรื่องเก่า เรื่องใหม่ เรื่องตรงหน้า การงาน กินอาหารอร่อยไม่ต้องเรียกน้ำย่อยด้วยแอลกอฮอร์ใด ๆ พูดถึงความป่วยไข้ของคนใกล้ตัว ญาติผู้ใหญ่และใกล้ที่สุดคือความป่วยไข้ของพ่อแม่ พูดถึงความตายของเพื่อนรุ่นเดียวกัน ช่วงนี้เป็นวัยที่ไปงานบุญบ่อยที่สุด เยี่ยมไข้มากที่สุด ไปปลอบใจคนอื่นและเพื่อนฝูงที่สนิทชิดเชื้อ เพื่อนร่วมงาน ไปปลอบใจเขาก็มีเวลาที่เขาปลอบใจเราบ้าง เพื่อนยามนี้ล้วนมีความหมายเพราะเราต่างเดินทางกันมาไกลพอที่จะรับรู้ความเปลี่ยนแปลงและปรับใจกับสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องปกติและเป็นธรรมดาของชีวิต

เราคุยกันพอประมาณ จะนั่งเรื่อยเฉื่อยมากไม่ได้ถึงแม้นาน ๆ เจอกันทีก็ตาม ปล่อยให้คุยถึงเช้าก็คุยได้ เรื่องคุยไม่หมดหรอก แต่เราต้องขอตัวไปพัก เพื่อนก็ต้องกลับบ้านเหมือนกัน

การวิ่งของเราทำให้เราปรับเปลี่ยนชีวิตไปมากพอสมควร ปรับเรื่องการกิน การนอนและเตรียมตัวเตรียมพร้อมร่างการให้ดีก่อนการแข่งขันด้วย เราอาจจะเพิ่งรู้สึกเดี๋ยวนี้ด้วยก็ได้ว่า นี่คือการรับผิดชอบต่อหน้าที่ของการเป็นนักวิ่งที่ดีอย่างหนึ่ง โลกของการวิ่งบอกเราโดยไม่รู้ตัว

ก่อนที่เราจะล่ำลากัน เพื่อนพาเราวนรถดูเมือง ร้านขนมชื่อดัง ร้านอาหารขึ้นชื่อ บ้านเก่าเมืองแพร่ ทำความรู้จักเมืองแพร่อย่างคร่าว ๆ ยามค่ำคืน ยังไม่สองทุ่มครึ่ง ผู้คนก็ปิดบ้านพักผ่อนกันแล้ว สงสัยมากว่านี่คือตัวจังหวัดหรือนี่ ทำไมสงบเงียบแบบนี้ ช่างเหมือนบ้านดอยในอำเภอทางผ่านอย่างบ้านฉันเลย คนต่างถิ่นอย่างเราชอบนะ เมืองไม่อึกทึกแบบนี้ เราพูดเหมือนกันว่า ไม่เห็นอยากให้ใครรู้จักบ้านเรามาก ๆ เลย ไม่ได้อยากให้เมืองเราต้องช้ำกับการเป็นเมืองท่องเที่ยว การที่ผู้คนอยู่ดีมีสุขในเมืองสงบนั่นเป็นบุญจริง ๆ ทำให้นึกถึงบางประเทศที่มีเมืองมรดก สายตาของคนนอกอยากหนีความวุ่นวายในโลกของตัวเองไปเนิบช้าเมืองเขา ไปสูดอากาศและลมหายใจที่เคลื่อนไหวช้า สูดจนพอใจแล้วก็จากไป ครั้นไปเห็นพวกเขาอยากได้ อยากมี ใช้มือถือ เปิดผับ บรรยากาศครึกครื้นบ้าง ก็อยากจะแช่แข็งให้เขาเป็นเหมือนที่เคยรู้จักและสัมผัสเมื่อพันปีก่อนโน้น โลกมันเปลี่ยนไป นานาเทคโนโลยีเข้าถึงบ้านเขาแล้ว มันเปิดหูเปิดตาพวกเขาแล้ว คนเก่าเริ่มล้มหายตายจาก ไม่รับรู้ความวุ่นวายสมัยใหม่อีกแล้ว

เช่นเดียวกับเชียงใหม่ในวันนี้ก็ไม่ใช่เชียงใหม่เมื่อสามสิบปีที่แล้ว...


เรานอนกันเร็ว ฉันหลับสนิทเพราะเดินทางและอิ่มท้อง เราตื่นตีสี่เพื่อเตรียมตัวกินอาหารเบา ๆ รองท้องและไปซึมซับบบรรยากาศที่สนาม

ฉันลงวิ่งมาเกินสิบสนามแล้ว ยังตื่นเต้นกับการจะวิ่งทุกครั้งไป ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม ไม่คุ้นสักที ทั้งที่ไม่ได้จับเวลาหรือแข่งกับใคร คิดในใจว่ายังไงก็จะวิ่งให้ถึง ภาวนาให้วิ่งออก เพราะมีหลายงานที่วิ่งไม่ออกตั้งแต่สตาร์ท บางงานก็วิ่งสบาย ๆ ไม่หอบเลย

เช้านี้ อากาศสบาย ๆ ไม่หนาวอย่างที่คิดและคาดเดาว่าคงไม่มีหมอก แต่เราใส่เสื้อแขนยาว

ก่อนปล่อยตัว มีการยืดเส้นยืดสายด้วยการแอโรบิคเล็กน้อย เขาปล่อยตัวหกโมงตรง

กิโลแรก คิดในใจว่า คิดผิดที่ใส่เสื้อแขนยาวเพราะกลัวหนาว มันอึดอัดมาก ถลกแขนก็ไม่ได้ มันแนบแขน แนบตัว

ห้ากิโลแรก เราวิ่งเหมือนซ้อม คือสปีดให้อยู่ใน pace 6 แต่แรงฉันตกวูบเมื่อถึงจุดกลับตัว จะจิบน้ำก็จิบไม่เป็น ทำไงดีนะ อยากฝึกจิบน้ำบ้างแต่มันกลืนไม่ลง ฉันจะดื่มน้ำกิโลที่สิบขึ้นไป อยากฝึกจิบน้ำดูบ้าง มันดีถ้าวิ่งระยะยาวกว่านี้ น้ำจำเป็นมากเพราะเราเสียเหงื่อ

การวิ่งครั้งนี้ ทึ่งคุณลุงวัยเจ็ดสิบที่วิ่งข้าง ๆ แกวิ่งก้าวสั้น ๆ ปลายเท้าเปะปะ ๆ เหมือนเป็ดวิ่ง แต่เร็วน่าดู วิ่งตามคุณลุงไม่ทันเลย น่าจะได้รางวัลในรุ่นนี้นะ

พอผ่านจุดกลับตัว ฉันตามสามีไม่ทันแล้ว เห็นแต่หลัง ได้แต่บอกว่า วิ่งไปก่อนเถอะ ตั้งใจจะทะลุเป้าหมายของตัวเองคือวิ่งภายในหนึ่งชั่วโมง ยังทำไม่ได้สักที

ฉันเห็นน้องที่มาวิ่งด้วยกัน วิ่งนำหน้าฉันตั้งแต่สตาร์ทจนถึงกิโลที่เจ็ด ฉันเริ่มสับเท้าเพื่อจะได้ขึ้นไปวิ่งคู่เธอ เธอวิ่งดีขึ้นมาก แรงไม่ตก เธอบอกฉันภายหลังว่า เธอเอาชนะตัวเองได้ในการวิ่งครั้งนี้ด้วยการไม่หยุดเดินเลย เยี่ยมจริง ๆ

ถามว่าเหนื่อยไหม มันก็เหนื่อยนะแต่ไม่เคยถอดใจหรือคิดว่าวิ่งไม่ไหวหรือจะไม่ถึง เราพูดกันว่า อีกสามกิโลเอง มันเลยครึ่งทางมาตั้งนานแล้ว เรายังวิ่งด้วยกันไปเรื่อย ๆ จนถึงเส้นชัย ไม่สะดุดอะไร เป็นการวิ่งที่เรียบง่ายและสนุกสนานตามสมควร เพียงแต่รู้สึกว่า งานนี้มีนักวิ่งร่วมงานไม่มากนัก อาจเป็นเพราะมีงานวิ่งที่อื่นอีกหลายงานก็เป็นได้ ทุกคนต้องเลือกวิ่งสักงาน แต่เหรียญที่ระลึกครั้งนี้สวยมาก ดีใจที่ได้มาวิ่งงานนี้

ความรู้ใหม่ในการวิ่งวันนี้คือ ใส่เสื้อแขนกุดเถอะ มันสบายกว่ากันเยอะ

ขอบคุณผู้จัดงาน ถึงแม้เราไม่ได้มาร่วมงานเลี้ยงนักวิ่งตอนเย็นหรืออยู่ให้เกียรติผู้รับรางวัล แต่เรายินดีด้วยกับผู้ที่ทำเวลาได้ดีทุกคน แม้แต่เราเองก็เถอะ ทำตามเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ได้ก็ดีใจแล้ว ภูมิใจในตัวเองแม้ไม่มีใครรู้

ขอบคุณคนที่บ้านที่พามาวิ่งและเพื่อนร่วมทางที่น่ารัก นับวันเธอจะวิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งวิ่งดีกว่าฉันได้ ฉันจะดีใจมาก

โอกาสหน้าเจอกันใหม่นะ แพร่มาราธอน
หวังว่า ฉันจะวิ่งในระยะที่ไกลกว่าเดิมที่สนามเดิม

เคยแอบฝันเล็ก ๆ ว่า หากอายุยืนถึง 70 ปี
ฉันอาจจะได้ถ้วยรางวัลกับเขาบ้างก็ได้



ขอบคุณค่ะ

ภูพเยีย
13 ธันวาคม 2558













Create Date : 14 ธันวาคม 2558
Last Update : 18 ธันวาคม 2558 18:53:55 น.
Counter : 339 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]