All Blog
--- วิ่ ง ขึ้ น ด อ ย ผ า ห ง ส์ ---






































































หลังจากวิ่งรอบกว๊านมา(วันที่ 29 พฤษภาคม ) เรายังออกจ็อกกิ้งตลอดสัปดาห์ แต่ไม่มีวิ่งยาวเลย ตั้งใจว่า วันอาทิตย์จะไปสำรวจเส้นทางที่วิ่งขึ้นดอยผาหงส์ อยากจะหาทางวิ่งเทรลเพื่อซ้อมวิ่งบ้าง รองเท้าวิ่งเทรลไม่ได้ใส่ซ้อมวิ่งบนทางถนนสักเท่าไหร่

เช้านี้ อากาศดี เราจอดรถไว้ข้าง ๆ สะพานและยืดเหยียด วอร์มร่างกายสักพัก มีรถของชาวบ้านผ่านหน้าไปหลายคัน สงสัยเหมือนกันว่า ขึ้นไปทำไมเพราะระหว่างทางไม่มีบ้านคน และบนดอยนั้นมีแต่เสาเรดาร์ไว้ส่งสัญญาณมือถือเท่านั้น ไม่มีหมู่บ้านเล็ก ๆ บนดอยนั้นด้วย ได้แต่สงสัยและยิ้มกันไปมาเพราะเขากดแตรทักทาย เราเหมือนคนประหลาดนะ ไม่ทำงานทำการแต่แต่งตัวออกวิ่ง อุปกรณ์ก็เยอะแยะเพราะต้องซ้อมใส่เป้วิ่งเข้าป่า หมวกและรองเท้าก็สีแปร๊ดมาก กลัวว่าหลงป่าแล้วมันจะสะท้อนแสงให้คนหาเราเจอ เป้ด้านหลังก็มีน้ำและขนมราวกับไปปิกนิก

ฉันมองทางวิ่งขึ้นดอยแล้วก็หายใจไม่ทั่วท้อง หลังจากวิ่งยาว 26 กิโลมา รู้สึกว่าไม่พร้อมจะสมบุกสมบัน นี่คิดว่ามาสำรวจทางวิ่งเฉย ๆ จึงตามมา

คู่วิ่งเริ่มจ็อกกิ้งนำหน้าไปแล้ว ฉันก็จ็อก ๆ ๆ ตามไปเรื่อย ๆ แต่เหมือนจะก้าววิ่งไม่ค่อยออก คะเนจากความรู้สึก จ็อกกิ้งสเต็ปฉันช้ากว่าก้าวเดินขึ้นยาว ๆ เสียอีก แต่การก้าวน่ะ ยังไงก็ไม่ถึงง่าย ๆ หรอกและอาจจะเหนื่อยกว่า ฉันยังพยายามจ็อกขึ้นไป แต่มันเหนื่อยมาก ทางสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ที่ทำให้หายเหนื่อยเพราะวิวข้างทาง เรามองเห็นอำเภอเราในมุมสูง สวยงามมาก ทั้งแสงแดดและสายหมอก เห็นหนองควายตกด้วยเป็นหนองน้ำที่เราเคยไปเล่นบานาน่าโบ๊ตสมัยเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ที่ผ่านมาน้ำงวด ตอนนี้เริ่มมีน้ำขึ้นมาบ้างแล้ว อากาศยามเช้าสดชื่น หายใจได้เต็มปอด อิจฉาตัวเองขึ้นมาว่า ช่างมาอยู่สถานที่สะอาดและยังมีความเป็นชนบทสูงแบบนี้ได้อย่างไร นับเป็นบุญของเรามาก ขณะที่หาที่ทางเพื่อวิ่งอย่างปลอดภัย(หมายถึงไม่มีรถผ่านไปมาตลอดเวลาหรือข้างถนนหลัก) เรายังพอหาได้ ทำให้ไม่ต้องวิ่งอยู่บนลู่วิ่งอย่างเดียว คลายเบื่อไปได้เยอะ

เราควักมือถือเก็บภาพข้างทางอย่างสนุกสนาน ก้มดูนาฬิกาว่าเราวิ่งด้วยเพซอะไร ได้แต่หัวเราะเพราะเพซ 15 เนี่ย เดินน่าจะเร็วกว่า ทางชันสูงแบบไม่มีที่พักหรือที่ราบเหมือนตอนวิ่งขึ้นดอยสุเทพเลยให้ตายสิ เราหยุดพักตรงที่มีรถชาวบ้านจอด เขากำลังกินข้าวเช้ากัน ถามไถ่จึงทราบว่า เขามาหาเห็ดถอบ !! หืมมม... ถ้าไม่มาซ้อมวิ่งนะ คงตามเขาไปดูการหาเห็ดถอบบนดอยนี้แล้วล่ะ นี่เข้าหน้าฝนใหม่ คนมาหาเห็ดถอบกันมากมาย น้องที่สนิทคนหนึ่งมาหาเห็ดถอบด้วย เธอบอกเราว่า กว่าจะหาได้สักกำมือเนี่ย สาหัสมาก ไม่ได้มาง่าย ๆ เลยนะ ถ้าอยากกินก็อย่าไปต่อราคาเขาเลย ให้เขาไปเถอะ

นอกจากนี้ก็มีข่าวลือไปทั่วอำเภออีกว่า เห็ดถอบที่เอามาขายน่ะ มีทั้งของนอกและของชาวบ้านจริง ๆ ให้ระมัดระวังให้มากขึ้น นั่นเพราะ ถ้าเห็ดถอบนอกนั้นคือ เห็ดถอบจากเพื่อนบ้านที่ซื้อมาหมกในดินและเอาฟอร์มาลีนราดไว้ จากนั้นก็ค่อย ๆ ขุดจากดินขึ้นมาขาย ฟังแล้วเหลือเชื่อว่าจะมีคนคิดการค้า่ขายแบบนี้ได้ ของแบบนี้ฟังหูไว้หู อาจทำให้กังวลกับการกินเห็ดถอบนิด ๆ แต่น้องก็บอกว่า อย่ากลัวมาก ถ้าอยากกินเดี๋ยวเธอจะติดต่อหามาให้กินได้ เป็นของชาวบ้านแท้ ๆ

ฤดูการนี้เรากินเห็ดถอบกันแทบทุกวัน คนที่บ้านทำหลายเมนูแล้ว กินแล้วก็ท้องอืดมาก มันไม่ค่อยย่อย สลับจากเห็ดถอบก็มีเห็ดห้า เขาก็ทำสลับกับเมนูเห็ดถอบ กินทุกวันแต่ไม่ทำให้หน้าเอ๊าะ ๆ เหมือนเห็ดเผาะหรอกนะ ฉันมีปัญหาเรื่องท้องไส้ กินเผ็ดไม่ได้ กินเห็ดถอบเมื่อไรก็ต้องกินยาแก้ท้องอืดเข้าไปด้วยทั้งที่ระวังเรื่องการกินยามากแล้ว เพราะทุกครั้งที่ออกวิ่ง ฉันไม่เคยใช้ยาแก้ปวดใด ๆ เลย แต่มาตายตอนจบโดยเฉพาะอยากกินเห็ดถอบนี่แหละ

เฉไฉเล่าเรื่องเห็ดถอบไปตั้งนาน เกือบลืมเล่าเรื่องเซอร์เวย์เส้นทางเช้านี้ไปแล้ว เรายังพยายามวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงที่ตั้งสถานีเรดาร์ ขาสั้น ๆ ของฉันวิ่งพันกัน บางครั้งก็เปะปะเพราะก้าวแทบไม่ไหว ไม่ทราบว่าเพราะสูงหรือเพราะเหนื่อย ดูทางวิ่งก็บอกว่า สูง 800 เมตรจากน้ำทะเล มันสูงมากเลยนะ หอบและจิบน้ำตลอดทาง เห็นต้นคำมอกหลวงสองต้นใหญ่ ๆ ข้างทาง ดอกเหลืองใหญ่และหอมมาก ๆ คิดว่า ขากลับค่อยมาเก็บภาพ ที่บ้านฉันมีหนึ่งต้นและใหญ่ท่วมหลังคา แต่มาเห็นกลางป่าแบบนี้รู้สึกดีไปอีกแบบ

เราวิ่งถึงยอดรวมเส้นทาง 3 กิโลและจะค่อย ๆ วิ่งลง การวิ่งลงที่ดูเหมือนง่ายนั้นไม่ง่ายเลย เราก้าวยาวไม่ได้ แต่มันสบายกว่าขาขึ้น เราจ็อกกิ้งลงมาเรื่อย ๆ ในเพซ 11 ไปได้ไม่เร็ว ระมัดระวังเรื่องสะดุดหินหรือกิ่งไม้ระหว่างทาง หินก้อนเดียวสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ เรากลัวข้อพลิกมากที่สุด ถ้าเจ็บขึ้นมาก็ต้องพักยาว เราไม่อยากบาดเจ็บเพราะอยากวิ่งไปนาน ๆ


ขากลับรู้สึกสบายใจ คิดว่าค่อยหาเวลามาซ้อมวิ่งกันใหม่ ไป-กลับ เช้านี้จึงอยู่ที่ 6 กิโล แต่ใช้เวลาไปชั่วโมงครึ่ง เรายังไม่สะใจจึงไปวิ่งเล่นต่อที่ รพช. เป็นทางวิ่งสายเก่า เส้นทางเร่งรัดพัฒนาชนบทของอำเภอเรานั้น เป็นเส้นทางสวยงามและไม่มีรถวิ่งมากนักนอกจากรถของชาวสวน เราวิ่งต่ออีกสามกิโลก่อนออกไปหาอะไรกินที่ปั๊ม ปตท.


นับเป็นเช้าที่สนุกมากเช้าหนึ่ง คิดว่าคงได้มาวิ่งซ้ำเส้นทางเหล่านี้อีกแน่ แต่หารู้ไม่ว่า การวิ่งขึ้นดอยผาหงส์ในวันนี้ ส่งผลให้ปวดหน้าขาอย่างมาก (ฉันบันทึกเรื่องราวการวิ่งนี้หลังจากวิ่งหนึ่งอาทิตย์)

เย็นวันจันทร์ ( 6 มิ.ย ) ฉันต้องออกวิ่งยืดเส้นยืดสายหลังสองทุ่มเหมือนปกติ แต่อาการปวดหน้าขานั้นรุนแรงมาก ปวดแบบไม่เคยปวดขามาก่อน เหมือนตอนลงจากดอยหลวงเชียงดาววันแรกหรือจะปวดมากกว่าเสียอีก ทั้งที่การวิ่งที่ถือว่าสาหัสสากรรจ์อย่างวิ่งมาราธอน ฉันไม่มีปัญหาใด ๆ ไม่ทะเลาะกับบันไดด้วยซ้ำ แปลกใจนิด ๆ ทำไมปวดหน้าขาจนยกตัวแทบไม่ไหว ยังอดทนต่อไปโดยไม่ใช้ยา แต่กลับมานั่งยืดเหยียด

คืนวันจันทร์ พยายามวิ่งช้า ๆ สิบรอบ ประมาณ 6 กิโล ด้วยความเข้าใจว่า เราต้องวิ่ง ไม่งั้นก็ต้องรอหายปวดซึ่งไม่รู้เมือ่ไหร่

แต่วันอังคาร อาการหนักกว่า จนต้องบอกคู่วิ่งว่า ไม่วิ่งแล้ววันนี้ ก้าวขาไม่ออกเลย อยากพัก

วันพุธรู้สึกดีขึ้น แต่ยังลำบากแม้กระทั่งตอนนั่งชักโครก อาการปวดหน้าขาค่อยยังชั่วแต่ยังไม่ปกติสักเท่าไหร่ คนที่บ้านบอกว่าใช้ยาคลายกล้ามเนื้อบ้างก็ได้ถ้าปวดขนาดนี้จะทนไปทำไม ฉันพยักหน้าแต่ยังไม่ใช้ยาอยู่ดี อยากรู้ว่า ร่างกายมันจะฉลาดรองรับความเจ็บปวดนี้ได้กี่วัน

คืนวันพุธ ( 8 มิ.ย. ) ฉันออกซ้อมวิ่งตามปกติ เราวอร์มอัพร่างกายจนเข้าที่ ฉันกังวลมากเพราะตอนก้าวแรกของการวิ่ง ก้าวขาลำบาก ขาเปะปะ ขาซ้ายวิ่งออกซ้าย ขาขวาวิ่งออกขวาก่อนที่จะตะล่อมเข้ามาอยู่ในท่าวิ่ง ผ่านเส้นทางไปร้อยเมตรเริ่มเข้าที่และวิ่งได้ แปลกดีเหมือนกัน พอวิ่งได้ ขาสองข้างก็พาไปได้เรื่อย ๆ ไม่เจ็บปวดอะไรจนกระทั่งผ่านไปสามกิโลเมตรที่จะต้องรับน้ำ ตอนนี้แหละที่ยากเพราะจิบน้ำเสร็จและออกวิ่งต่อเลย มันเสียจังหวะ ก้าวยากมากตอนเริ่มสตาร์ทอีกรอบ แต่ก็เข้าที่ได้เร็ว วันนี้กลับเป็นการวิ่งสนุกมาก เราวิ่ง pace 7 จนครบ 10 กิโล ในเวลา 1:10 ชั่วโมง และอาการปวดขาก็หายเป็นปลิดทิ้ง ดีใจมากที่ไม่ต้องใช้ยาแก้ปวดมาคั่นกลางก่อนมาวิ่งในวันนี้

วันพฤหัส ( 9 มิ.ย. ) เราออกวิ่งหลังสองทุ่มเหมือนเคย แต่เราจ็อกกิ้ง pace 8 เพียง 5 กิโล ทำเวลาเร็วกว่าเพซจริง ๆ สองนาที แต่ก็โอเค

วันศุกร์ เป็นวันพักเพราะเราจะวิ่งยาวเช้าวันเสาร์สองชั่วโมง


เช้าวันเสาร์ ( 11 มิ.ย. ) เราตื่นตีสี่ งัวเงียมากทั้งที่รีบนอนแต่หัววัน ตื่นมานั่งกินอาหารเพราะรู้สภาพว่าจะต้องวิ่งยาว กลัวเป็นลมมากกว่า ช่วงหลังเกิดอาการจะเป็นลมบ่อยครั้งที่ซ้อมวิ่งยาว เข้าใจว่าเป็นอาการของสอวอ ก็เข้าวัยทองจริง ๆ แล้วนี่นา ต้องรับสภาพการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเหล่านี้ให้ได้


เราเริ่มวิ่งตอนตี 5 อากาศยามเช้าสดชื่นและเงียบสงบมาก เราคุ้นเคยกับสถานที่วิ่งของเราตรงนี้ ยกเว้นงู ซึ่งต้องระมัดระวัง แต่ละคืนเราเจองูเล็ก ๆ ที่เลื้อยผ่านทางวิ่งของเรา ไม่ออกมาทางซ้ายก็ออกมาทางขวา ขึ้นชื่อว่างู แค่เห็นก็สั่น วิ่งตีนผีได้ก็แล้วกัน ยิ่งไปกว่านั้น เขายังจับงูเห่าที่บ้านพักเจ้าหน้าที่ได้อีกด้วย มันแอบมากินกบที่เขาเลี้ยงไว้ในขวด น่ากลัวจริง ๆ

ปรากฏว่า เช้านี้... ฝนตกตั้งแต่กิโลเมตรที่ 7 ....

แรก ๆ ก็ตกปรอย ๆ กลิ่นฝนหอมมากเพราะมีลมพัดเอื่อย ๆ เหมือนวิ่งอยู่ในวิมาน(ชั้นไหนบอกไม่ได้เพราะไม่เคยไป) นี่มันวิมานดินจริง ๆ วิ่งแบบสบายใจ ยังคุม pace 8 ไปเรื่อย ๆ เพราะเราวิ่งยาว ไม่จำเป็นต้องเร่งฝีเท้าแต่ต้น เรายังต้องวิ่งอีกไกล แต่การณ์กลับบังคับให้เรากังวล แม้จะต่างคนต่างวิ่ง แต่เราก็รู้ล่ะว่า ฝนจะตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ และอาจจะวิ่งไม่ถึงสองชั่วโมงตามที่ตั้งใจไว้ ต่างคนต่างวิ่งให้ถึง 10 กิโล วิ่งหนีฝนด้วยเพราะฝืนวิ่งกลางฝนเดี๋ยวจะป่วย ซึ่งมันก็แปลกที่ว่า สมัยเด็ก ๆ เราวิ่งกลางฝนแต่เราไม่เป็นอะไรแม้ผู้ใหญ่จะเป็นห่วงว่าเราจะป่วย แต่ฝนไม่ทำร้ายเด็กแต่อาจทำร้ายสอวออย่างเราได้ หรือเรากลัวเกินเหตุนะ ไม่ขนาดนั้นหรอก เราไม่อยากเสี่ยงเพราะเรายังมีโปรแกรมไปวิ่งในงานอื่นหลังจากนี้ เมื่อเราวางแผนการวิ่งไว้ดีแล้ว ก็อยากถนอมร่างกายไว้ก่อน อย่าเพิ่งไปท้าทายอะไรเลย ไม่ประมาทกับร่างกายเป็นดีที่สุด เดี๋ยวจะเหมือนการวิ่งขึ้นดอยผาหงส์นั่น ไม่คิดว่าจะปวดหน้าขาได้รุนแรงขนาดนี้

จบการวิ่งเช้าวันเสาร์ที่ 10 กิโล และกลับมาเก็บมะม่วงมหาชนกและลิ้นจี่ที่บ้านต่อ

นึกถึงการซ้อมวิ่งของเราในแต่ละวันนั้น เราตอบตัวเองได้เสมอว่าวิ่งเพื่ออะไร เราไม่ได้หวังการมีอายุยั่งยืนหรอก เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า พรุ่งนี้เราจะมีลมหายใจหรือไม่ แต่เราอยากทำปัจจุบันของเราให้ดีที่สุด ทำในสิ่งที่เราชอบและมีความสุข และการวิ่งนั้น เราไม่มีความสามารถพอที่จะชักชวนใครให้ออกมาเหนื่อย นั่นเพราะวิถีการดำเนินชีวิตของเรานั้นต่างกัน เราอาจใส่ใจในเรื่องต่าง ๆ ต่างกัน หากไม่สนใจเรื่องสุขภาพ ก็จะวางเรื่องการออกกำลังกายเป็นความไม่จำเป็นไปเลย ฉันจึงทำได้แค่เล่าสู่กันฟัง แต่จะรู้สึกดีใจถ้าเห็นเพื่อน ๆ ออกกำลังกาย ไม่ว่าจะแบบไหนก็ตาม เราไม่ด้ซ้อมเพื่อไปชนะใครแต่เราซ้อมเพื่อเอาชนะความขี้เกียจของตัวเองและสร้างวินัยใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วย การวิ่งทำให้เราเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตได้หลายอย่าง สักวันจะนำมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง

ฉันเก็บข้อคิดบางอย่างมาฝากเพื่อน ๆ ตรงนี้นะคะว่า

' ไม่มีมาตรฐานและชัยชนะการวิ่งใดสำคัญไปกว่า ความสนุกสนานและความรื่นรมย์จากการวิ่ง ด้วยว่าคุณไม่ได้วิ่งเพื่อรางวัลในอนาคตข้างหน้า หากแต่เป็นรางวัลจากการที่ได้มีโอกาสวิ่งในปัจจุบันขณะ '*




ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
11 มิถุนายน 2559










* หมายเหตุ
The Zen of Running ของ Fred ROHE
คัดลอกมากจากหนังสือวิ่งของคุณกฤตย์ ทองคง
ขอบคุณมากค่ะ





Create Date : 12 มิถุนายน 2559
Last Update : 13 มิถุนายน 2559 8:44:30 น.
Counter : 474 Pageviews.

2 comments
  
สวัสดีค่ะคุณภูเพยีย...

ดีจัง...ได้วิ่งออกกำลังกาย..

อากาศคงจะสบายๆนะคะ..

โดย: อ้อมแอ้ม (คนผ่านทางมาเจอ ) วันที่: 12 มิถุนายน 2559 เวลา:10:28:00 น.
  
สวัสดีนะจ้ะ เราแวะมาเยี่ยมนะจ้ะ ^____^ สักคิ้ว 6 มิติ ลบรอยสักคิ้วด้วยเลเซอร์ ลบรอยสักคิ้ว Eyebrow Tattoo Removal เพ้นท์คิ้วลายเส้น เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ
ให้ใจหายใจ สุขภาพ วิธีลดความอ้วน การดูแลสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย สุขภาพผู้หญิง สุขภาพผู้ชาย สุขภาพจิต โรคและการป้องกัน สมุนไพรไทย ผู้หญิง ศัลยกรรม ความสวยความงาม แม่ตั้งครรภ์ สุขภาพแม่ตั้งครรภ์ พัฒนาการตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ โรคขณะตั้งครรภ์ การคลอด หลังคลอด การออกกำลังกาย ทารกแรกเกิด สุขภาพทารกแรกเกิด ผิวทารกแรกเกิด การพัฒนาการของเด็กแรกเกิด การดูแลทารกแรกเกิด โรคและวัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารสำหรับทารก เด็กโต สุขภาพเด็ก ผิวเด็ก การพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็ก โรคและวัคซีนเด็ก อาหารสำหรับเด็ก การเล่นและการเรียนรู้ ครอบครัว ชีวิตครอบครัว ปัญหาภายในครอบครัว ความเชื่อ คนโบราณ
โดย: peepoobakub วันที่: 9 มีนาคม 2560 เวลา:14:56:35 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]