All Blog
--- ง า น วิ่ ง ค รั้ ง แ ร ก ที่ บ า ง ก อ ก ---





















งานกรุงเทพมาราธอนนี้เป็นงานใหญ่อีกงานหนึ่งซึ่งเคยอ่านจากหนังสือ เป็นงานที่จัดทุกเดือนพฤศจิกายน ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 29 แต่มีเหตุสุดวิสัยทำให้ต้องเลื่อนงานวิ่งมาเป็นวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2017 ปีนี้แทน

ครั้งแรกที่ไม่มีการเลื่อนงานนั้น ฉันตั้งใจว่าคงไม่ลงวิ่งแน่นอนเพราะเป็นช่วงหลังการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เส้นทางการวิ่งก็ผ่านพระบรมมหาราชวัง ขณะที่ทุกคนกำลังเศร้าโศกและอาลัยในการเสด็จสวรรคตของพระองค์ท่าน กิจกรรมใด ๆ คงยังไม่เหมาะ ไม่ถูกกาละเทศะ วิ่งไปคงไม่มีความสุขเพราะใจยังไม่เข้าที่เข้าทาง ความเศร้ายังไม่บรรเทาเบาบาง ยิ่งเห็นพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน ยิ่งคิดถึงมาก ไม่เคยคิดว่า่ตัวเองจะร้องไห้ได้มากขนาดนี้ นี่คือความรู้สึกส่วนตัว

ทางผู้จัดงานคงคิดหาวิธีเพื่อให้เหมาะสมและลงตัวที่สุด แต่การเลื่อนการจัดงานที่วางแผนล่วงหน้าแล้วนั้น ทำให้เกิดการลังเลและต้องเลือก เพราะงานนี้ไปชนกับงานวิ่งอื่น ๆ ด้วยทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด เราเองก็ลงงานวิ่งที่เชียงใหม่ไว้ ทำให้ต้องเลือกวิ่งหนึ่งงาน เราก็เลือกที่กรุงเทพฯ เพราะไม่เคยวิ่งในเมืองหลวงของประเทศไทยโดยเฉพาะบนทางด่วนที่ปิดถนนร้อยเปอร์เซ็นต์ ตื่นเต้นไม่น้อย

หลังจากได้วันที่แน่ชัดและทราบเวลาที่ผู้จัดจัดให้วิ่งนั้น คือ มาราธอน ปล่อยตัวตอนเที่ยงคืน ฮาล์ฟมาราธอนปล่อยตัวตีสอง และมินิมาราธอนปล่อยตัว ตีห้าครึ่ง

ฟังเสียงจากแต่ละคอมเม้นต์ในเพจวิ่งเพจหนึ่ง หลายเสียงบอกว่า อย่าไปเล้ยงานนี้ ผู้จัดแย่สุด เพราะปีที่แล้วเกิดเหตุผิดพลาดที่ระยะของฮาล์ฟมาราธอน จาก 21 กิโลแถมไปอีก 6 กิโล เป็นซุปเปอร์ฮาล์ฟไปอย่างเหลือเชื่อ ชื่อเสีย(ง)ของผู้จัดงานไม่เป็นที่ยอมรับของนักวิ่ง(บางกลุ่ม บางคน) งานระดับประเทศแต่เกิดเหตุการณ์นี้ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร แต่เหตุผิดพลาดเกิดขึ้นแล้ว เราได้แต่หวังว่าครั้งหน้า เขาจะไม่ให้เสียชื่อเสียงแบบเดิมอีก

ฉันก็หวังแบบนั้นว่า เมื่อเหตุผิดพลาดได้เกิดขึ้นแล้ว น่าจะเป็นบทเรียนไม่ให้เกิดซ้ำอีกเพราะงานแบบนี้มีนักวิ่งต่างประเทศมาร่วมงานไม่น้อย

ฟังเสียงแล้ว ใครต่อใครดูเหมือนจะทิ้งงานวิ่งครั้งนี้ แต่ไม่ใช่เรา เราสมัครแล้วแม้งานจะเลื่อน เราก็เลือกวิ่งงานนี้แหละ รอวันและศึกษาเส้นทางในการวิ่ง ความฝันของฉันยังอยากวิ่งบนสะพานพระราม ๘ สะพานแสนสวยนี่แหละ

เราไม่ได้บอกใครหรอกเรื่องเราจะมาวิ่งงานนี้ แม้งานวิ่งจะผีหลอก มีนักวิ่งร่วมงานน้อย เมื่อระบุวันแล้วก็คงต้องมีงาน ฉันคอยติดตามอัพเดทงานวิ่งนี้ตลอด ก็มั่นใจว่า ไม่ล้มแน่แม้เสียงต่อว่าต่อขานและเสียงเตือนของคนรอบข้างว่า ทิ้งไปเถอะ ลาแล้ว ลาขาดงานนี้ ไม่ปลื้มทุกกรณีเลยก็ตาม


เช้าวันเสาร์ที่เราไปรับ BIB ในใจก็นึกไม่ออกว่า จะมีคนมาวิ่งสักเท่าไหร่นะ ไม่น่าจะมากอย่างงานจอมบึง งานนั้นมีการปล่อยตัวเป็นบล็อก การต้อนรับจากคนในพื้นที่อบอุ่นและน่าประทับใจ

เรารับเสื้อและเบอร์วิ่งเสร็จ ออกมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับป้ายงานเสียหน่อย มีนักวิ่งคนหนึ่ง ถือถุงเสื้อหกถุงและรบกวนให้เราถ่ายรูปให้เขา เขาบอกว่า มารับบิ๊บให้เพื่อน งานนี้เขาวิ่งคนเดียว เพื่อนเขาทิ้งงานนี้แล้ว

ใจเราก็หงอยสิ สงสัยคนจะโหรงเหรงจริง ๆ 555 ... แต่ไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว ใครไม่วิ่ง ฉันจะวิ่ง ฉันชอบบรรยากาศงานวิ่งนี่นา

พอได้เสื้อแล้วก็กลับบ้าน ชวนน้องสาวไปหาอะไรกินที่เอเชียถีค อยากกินปิ้งย่าง อะไรก็ได้ในร้านที่นั่งสบาย กินแล้วจะได้กลับบ้าน นอนเอาแรงเพราะวิ่งตีสอง ต้องนอนแต่หัวค่ำ

การวิ่งทำให้ฉันนอนเร็วขึ้น ฉันเคยซ้อมวิ่งตอนตีสอง ตีสาม ตีสี่มาบ้างแล้ว รู้ว่าต้องรีบเข้านอน ตื่นเช้ามานั่งกินอาหารก่อนวิ่งสักชั่วโมงเพราะวิ่งตอนท้องว่างจะทรมานมาก แต่ปีนี้ ยังไม่เคยตื่นมาซ้อมวิ่งยาวตอนตีสอง ตีสามแบบนี้เท่านั้น

จากการที่ซ้อมวิ่งอย่างต่อเนื่อง ก็คลายความกังวลไปบ้าง แต่ที่ยังกังวลอยู่คือ ซ้อมไม่ถึงระยะฮาล์ฟมาราธอนที่จะวิ่งตีสองพรุ่งนี้เช้า กอปรกับทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมาไม่ค่อยสบาย เดินบนลู่วิ่งวันละสามถึงห้ากิโล เหนื่อยเหลือเกิน หายใจไม่ทัน ไม่ทราบว่าทำไมถึงเหนื่อยง่าย อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยทำให้ไม่ค่อยสบายด้วย

ใครที่ว่านักวิ่งไม่ค่อยป่วยนั้น ฉันอาจจะเป็นข้อยกเว้น ฉันไม่ได้วิ่งเพื่อหนีอาการป่วยไข้หรือการตาย แต่การวิ่งทำให้ฉันสุขภาพดีขึ้น กินอาหารได้มากขึ้นและหลับสบาย เท่านี้ฉันก็พอใจ

ฉันเข้านอนราว ๆ ทุ่มตรง ปกติฉันเป็นคนนอนหลับง่ายมาก แต่หลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะฝันซ้ำ ๆ แต่เรื่องไปงานวิ่งไม่ทัน มองเห็นแต่อุปสรรคในการเดินทางไปงานวิ่ง ฝันชัดเจนมากเพราะฝันแล้วสะดุ้งตื่นเที่ยงคืนพอดีและเล่าให้คู่วิ่งฟัง

ฉันฝันว่า เรารอรถมารับไปงาน แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีรถมารับ ฉันกังวลมากจนอยากร้องไห้ เรามาไกลแต่ก็ไม่ได้วิ่ง สักพัก ก็มีคนเอารถมอเตอร์ไซค์มารับเรา แต่ปรากฎว่า เราออกจากบ้านไม่ได้อีกเพราะเขาปิดถนน ปิดทุกทางเข้าออก ไม่มีทางรถวิ่ง ฉันตกใจและร้องไห้อีก เดินฝ่างานเลี้ยงออกไป เจอมอร์เตอไซค์คันใหม่ เขาบอกเขารู้จุดสตาร์ทงานวิ่ง จะบึ่งไปส่ง พอถึงงาน เขาปล่อยตัวนักวิ่ง แต่ฉันผูกเชือกรองเท้าข้างซ้ายไม่แน่น รองเท้าหลุดจากเท้า นักวิ่งออกตัวไปหมดแล้ว เหลือฉันที่กำลังนั่งผูกรองเท้า ฉันกลัวหลงทางเพราะวิ่งช้า นั่งร้องไห้อีกจนสะดุ้งตื่น

ฉันรีบเล่าให้คู่วิ่งฟัง เขาหัวเราะ ท่าจะเป็นเอามาก สงสัยจิตใต้สำนึกกลัวคู่วิ่งจะทิ้งให้วิ่งหลงทางอีก แต่เขาบอกว่า ค่อย ๆ วิ่งไปด้วยกัน

ฉันอุ่นใจขึ้นมาหน่อย แต่ตัวเองแอบรู้สึกลึก ๆ ว่า ไม่ค่อยมีแรง อ่อนเพลียจากการเดินทาง

เรามาถึงหน้างานก่อนปล่อยตัวหนึ่งชั่วโมงแต่ไม่ทันดูการปล่อยตัวนักวิ่งมาราธอน เพราะเขาปล่อยตัวนักวิ่งตั้งแต่เที่ยงคืนแล้ว มีนักวิ่งฟูลมาราธอนราว ๆ 3 พันกว่าคน ถือว่าไม่มากนักเมื่อเทียบกับงานที่จอมบึงและงานใหญ่ระดับประเทศแบบนี้ แต่พอจะเข้าใจได้เพราะเป็นการเลื่อนเวลาออกมาและนักวิ่งอาจจะจัดเวลามาวิ่งไม่ได้


เราเดินดูงานทั่ว ๆ มีน้ำดื่มและ 100 plus ให้ดื่ม สงสัยจะเป็นสปอนเซอร์ มีเต้าฮวยให้กินแต่ฉันไม่ค่อยกล้ากินอะไรมากไปกว่าที่เคยกิน ฉันรองท้องมาแล้วด้วยกล้วยหอมและขนมปังระหว่างนั่งแท็กซี่มา

ราว ๆ ตีหนึ่งครึ่ง เราวอร์ม ยืดเหยียดร่างกายให้ตื่นตัวหน่อยเพราะใกล้จะลงวิ่งแล้ว แต่เราไม่ค่อยได้ถ่ายภาพงานนักเพราะมืดและมีแต่แสงไฟ เหมือนเรายังไม่ค่อยตื่นนอนสักเท่าไหร่

เรามารอตรงจุดสตาร์ทแล้ว มีนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนราว ๆ 5 พันคน รู้สึกตื่นเต้นมาก ทำไมคนมากมายขนาดนี้ นึกไม่ถึงเลยจริง ๆ มากกว่าที่คิดไว้ ไหนว่าไม่ค่อยมีคนอยากมาวิ่ง หรือที่อ่านในเพจนั้นเป็นความคิดเห็นของคนไม่วิ่งทั้งนั้น แปลกใจเหมือนกัน

ผู้จัดกล่าวเปิดพิธีเล็กน้อยและยืนถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 89 วินาที จากนั้นก็ปล่อยตัวตีสอง ตรงเวลา

ฉันตื่นเต้นทุกครั้งที่ลงสนามวิ่ง ไม่ว่าจะวิ่งระยะไหนก็ตาม ความพร้อมก็มีมาบ้างเพราะซ้อมสม่ำเสมอแต่ไม่ฟิตหนักเหมือนการวิ่งฮาล์ฟครั้งแรก แอบหนักใจอยู่เหมือนกันด้วยเรี่ยวแรงน้อยเหลือเกิน

พอเสียงแตรปล่อยตัวดังขึ้น ใจเต้นตึกตัdเหมือนเคย ค่อย ๆ ซอยเท้าก่อนถึงจุดสตาร์ทแล้วจึงกดนาฬิกาบอกเวลาวิ่งของตัวเอง

นักวิ่งค่อย ๆ ซอยเท้าออกตัวไปเรื่อย ๆ เราอยู่เกือบหลัง ๆ ไปช้า ๆ ตามที่เคยซ้อมมาเพราะระยะทางอีกไกล

จุดแรกคือถนนพิษณุโลก(แยกมิสกวัน) ออกทางขวาไปตามถนนราชดำเนินนอกจนถึงแยก จปร. เลี้ยวขวาวิสุทธิกษัตริย์ขึ้นสู่สะพานพระราม ๘ เชื่อมต่อไปตามถนนพระบรมราชชนนีลอยฟ้าจนสุดปลายทาง ลงสู่ถนนหลวงสาย 338 ไประยะหนึ่งแล้ววนกลับขึ้นลอยฟ้ามุ่งสู่สะพานพระราม ๘ จนถึงแยก จปร. เลี้ยวซ้ายไปตามราชดำเนินนอกคู่ขนานและเข้าสู่เส้นชัย

เส้นทางที่กดบันทึกภาพไว้ในหัวเป็นแบบนั้น แต่ฉันจำไม่ได้หรอก รู้แต่ว่า ควรพยายามวิ่งตามติดคู่วิ่งไว้หรือตามกลุ่มใหญ่ จะได้ไม่หลงทาง ซึ่งไม่แน่ใจว่า มันจะมีทางด่วนไหนให้คนอย่างฉันหลงได้ คงไม่วิ่งช้าขนาดนั้นหรอก (ปลอบใจตัวเอง) คนเยอะขนาดนี้ มันต้องเห็นหลังกันบ้างล่ะ

ฉันวิ่งคู่ไปกับคู่วิ่งเรื่อย ๆ กิโลแรกก็ขึ้นถนนพิษณุโลก เหมือนมันจะเป็นทางขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม่ชันมากนัก เป็นการวิ่งกลางคืนกับเพื่อนนักวิ่งหลายพันคน เสียงรองเท้าเงียบมาก ทั้งที่หลายพันคู่ อากาศร้อนอบอ้าว ฉันยังปรับตัวกับอากาศไม่ค่อยได้ เราค่อย ๆ วิ่งตามคนอื่นไปเรื่อย ๆ เกาะกลุ่มกันอยู่ ฉันเริ่มเหนื่อยเพราะอากาศร้อน และเร่งเท้าเกินไปนิดนึงเพราะดูนาฬิกาเป็นเพซ 7 เป็นสตาร์ทที่เร็วไปนิดทั้งที่ไม่ตั้งใจจะตามใคร

เราแวะจิบน้ำกิโลที่ 2 ...

แต่ฉันเริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้ว แย่จัง ทำไมเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้ เครียดขึ้นมาเลย ทั้งที่งานวิ่งที่จอมบึงนั้น เริ่มออกอาการเหนื่อยตอนกิโลที่ 9 แต่นี่เร็วเกินไป ชักใจไม่ค่อยดี

พยายามกัดฟันวิ่งตามคู่วิ่งไปจนกิโลที่ 4 ตอนนี้ออกอาการจริง ๆ แล้ว ฉันทนอากาศร้อนไม่ไหวและเหมือนเพิ่งฟื้นไข้ด้วย ยังปรับตัวไม่ได้ คู่วิ่งเดินกลับมา บ่นหัวเสียว่า 'อ ะ ไ ร กั น นี่ มั น กิ โ ล ที่ 4 เ อ ง ' ฉันแทบจะร้องไห้ออกมาเลย จะมีใครรู้ล่วงหน้ามั้ยว่า จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ต่อให้ซ้อมมาอย่างดีก็เถอะ นี่ก็ไม่มาวิ่งดิบนะ แต่มันก้าวไม่ออก ฉันพูดคำเดียวเลยว่า 'ไ ป ก่ อ น เ ล ย ' ฉันไม่อยากเป็นตัวถ่วงเขานะ เขาก็ซ้อมมาอย่างดีนี่นา จะมาฉุดกันไว้ทำไม ปกติก็วิ่งคนละเพซอยู่แล้ว

แต่แอบคิดในใจกว่า อาจจะเป็น DNF แรกในชีวิตวันนี้ ใจอ่อนแอและฟุ้งซ่านขาดสติ แต่ก็ดีเหมือนกันจะได้เป็นบทเรียนและรู้ซึ้งเสียทีว่า ซ้อมไม่ถึงก็อย่าลงวิ่ง

เ ร า ทิ้ ง กั น กิ โ ล ที่ 4 . . .

พอได้สติก็ไม่รู้สึกเศร้านานนักหรอกเพราะชินกับการวิ่งตามลำพังตามกำลังของตัวเองมาสักปีกว่าแล้ว มีความสุขไปตามประสา วิ่งไปเรื่อย ๆ ไม่กดดันตัวเองด้วย เหมือนกับที่ไม่ต้องวิ่งตามลูกโป่งที่ประเมินประมาณการณ์ล่วงหน้าว่าจะจบกี่ชั่วโมง

หากเป็นนักวิ่งสายแข็ง เขาไม่คิดแบบนี้แน่ เขาซ้อมมาดี เป้าหมายเขาสูงและควรจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ สนามแข่งคือสนามแข่ง สนามซ้อมคือสนามซ้อม

ฉันเคยตั้งเป้าหมายในแต่ละครั้งเหมือนกันนะว่าจะทำให้ได้ประมาณนี้เพราะซ้อมมา แต่วันนี้ ฉันซ้อมไม่พอ ทำสปีดเวิร์กไม่ได้เพราะกำลังน้อย ไม่ค่อยมีแรง เคยลงวิ่งแล้วแต่ทำไม่ได้ตลอดรอดฝั่งเพราะร่างกายยังไม่แข็งแรงพอด้วย

ฉันไม่ได้อยากวิ่งช้า ไม่อยากเป็นที่โหล่ พยายามเกาะกลุ่มกลาง ๆ ไปเรื่อย ๆ พยายามทำให้ดีทุกครั้ง เพซที่วิ่งปกติคือเพซ 7 และ 8 ช้าจนเพื่อนงงว่า นี่เธอเดินหรือวิ่งแต่ฉันก็มั่นใจว่า ฉันกำลังวิ่งจริง ๆ

การรักษาเวลาวิ่งให้คงที่ทุกครั้งเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ไม่เป็นไปตามที่หวัง นี่ไม่ใช่ข้อแก้ตัว ฉันไม่อยากขมขื่นกับสิ่งที่ทำได้ไม่ดี ไม่อยากเศร้าทั้งที่ตัวเองสามารถวิ่งได้ขนาดนี้แล้ว มันมาไกลจากจุดเริ่มต้นด้วยซ้ำ

ขณะวิ่งไปกิโลที่ 5 ก็คิดเรื่อยเปื่อย ปีศาจมาเย้ยตั้งแต่กิโลที่ 4 ทำไมเหนื่อยเร็วอย่างนี้ นึกไม่ออกเลยว่า จะวิ่งถึงจุดกลับตัวหรือเปล่า ก้าวขาแทบไม่ออก แต่ก็เบาใจว่า ไม่เป็นตัวถ่วงคู่วิ่งแล้ว คิดแค่นี้ก็สบายใจ


อากาศยังร้อนอบอ้าวเหมือนเดิม แต่เหงื่อฉันไม่ค่อยมี พอถึงจุดให้น้ำ ฉันทั้งจิบและล้างหน้า พอมีแรงวิ่งต่อไปข้างหน้า

แทบไม่ค่อยมีคนทักทายหรือพูดคุยกัน ฉันวิ่งผ่านแต่ละคนไป บางทีก็วิ่งตีคู่กับนักวิ่งคนอื่น เราไม่ได้คุยอะไรกัน เขาไม่มองมาทางฉันด้วยซ้ำ เชื่อว่าทุกคนมีสมาธิอยู่กับตัวเอง นาน ๆ ทีฉันจะสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ ปกติวิ่งงานแถวบ้าน เขาจะทักทายกัน ถามถึงคนนั้นคนนี้

ฉันก็วิ่งไปเงียบ ๆ ขี้เกียจคุยเหมือนกัน นึกแต่ว่า จะรอดมั้ยงานนี้ เหนื่อยเพราะอากาศร้อนด้วยก็เป็นได้(ก็ที่เชียงใหม่ก่อนมายังหนาวมากอยู่เลย ฉันปรับตัวไม่ทัน)

พอเข้ากิโลที่ 8 เห็นคนวิ่งกลับตัวมาแล้ว ส่วนใหญ่เป็นนักวิ่งผิวดำจากเคนย่าและเอธิโอเปีย เขาวิ่งเร็วและดูไม่เหนื่อยเลย(ให้ตายสิ) ไม่ใช่ว่าเขาผิวดำแล้ววิ่งดี แต่มั่นใจว่าเขาต้องซ้อมมาอย่างดีมาก ๆ แน่นอน เขาวิ่งตามกันมาเป็นกลุ่มเลย วิ่งฉิวมากอย่างกับจะบิน ปีที่แล้วเขาใช้เวลาสักสองชั่วโมงกว่า ๆ ในการวิ่งมาราธอน (ซึ่งสองชั่วโมงกว่า ๆ ฉันเพิ่งเก็บไป 16 กิโลเท่านั้น) รวมทั้งนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนก็กลับตัวกันเป็นส่วนใหญ่แล้ว ลูกโป่งของเพซเซอร์ผ่านเราไปนักต่อนัก ฉันยิ่งต้องให้กำลังใจตัวเอง พยุงตัววิ่งไปเรื่อย ๆ ยอมรับว่าหมดจริง ๆ ไม่มีแรงจะก้าวแล้ว ยิ่งคิดว่ายังไม่ถึงครึ่งทาง หนทางดูยิ่งไกลออกไป บางครั้งร่างกายกับใจก็ไม่สัมพันธ์กัน


ถนนบนทางด่วนบางช่วงก็มืดมาก ไม่ค่อยมีนักวิ่งใส่ไฟขอทางว๊อบ ๆ แว๊บ ๆ ที่เอวเพราะเขาปิดถนน ไม่ต้องใส่เพื่อระวังรถ ฉันเคยวิ่งไนท์รันมาสองครั้งแล้ว ไฟว๊อบแว๊บที่เอวของทุกคนนั้น ทำให้ปวดหัว คลื่นไส้และรบกวนสายตามาก ฉันเองก็ต้องติดที่เอวเหมือนกันเพราะเขาบังคับ คนอื่นก็คงเวียนหัวกับไฟขอทางที่เอวของฉันเหมือนกัน แต่เพื่อความปลอดภัย เราก็ต้องทำ

งานนี้วิ่งอย่างเงียบกริบ แต่ละคนเหมือนเข้าฌาน สงบกับการก้าวเท้า เหนื่อยกันแต่ไม่มีใครบ่น ข้างทางมีคนเอาขาพาดบนราวถนน ยืดเหยียดกัน เราก็วิ่งไป ต่างคนค่อย ๆ วิ่งกันไปตามกำลัง ฉันแวะจิบน้ำละเอียดทุกจุด ทั้งจิบ ล้างหน้า ราดหัว ราดเข้าไปในเสื้อ ฉันทำแบบนี้ทุกจุดให้น้ำ

ฉันพยายามและพยายาม ฉันจะไม่ละความพยายาม(แต่มันเหนื่อยสุด ๆ เลย)จนกระทั่งถึงจุดกลับตัว...

เจ้าหน้าที่ตะโกนให้กำลังใจ อีก 100 เมตรถึงจุดกลับตัวแล้วครับ สู้ ๆ ครับ

จุดกลับตัวคือ 10 กิโลครึ่ง...

แรงลดฮวบลงไป ฉันไม่โทษอะไรหรอก เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ระหว่างทาง หากคิดว่ากำลังซ้อมวิ่งยาว ฉันก็ต้องวิ่งให้จบตามที่ตั้งใจ นี่ยิ่งเป็นสนามใหญ่ ฉันก็ไม่อยากหยุดแค่นี้หรอก เหนื่อยมากก็เดินเร็ว ให้หัวใจได้พักแล้วก็ค่อย ๆ จ็อกกิ้งต่อ

อาการวิ่ง ๆ เดิน ๆ หลังกิโลที่ 4 นี่ น่าอายมาก แต่ก็เป็นแบบที่บอกจริง ๆ ไม่กล้าบอกใครเลยว่าเคยวิ่งระยะฮาล์ฟมาก่อน เคยซ้อมวิ่งฮาล์ฟติดกันสี่อาทิตย์โดยไม่เป็นอะไรมาแล้ว เหลือเชื่อว่าเคยทำได้ วิ่งตลอดเส้นทางโดยไม่เดินและเวลาดีกว่าวันวิ่งจริงทุกครั้งด้วยซ้ำ แต่อดีตก็ให้กำลังใจตัวเองได้เหมือนกัน ระยะนี้เราเคยผ่านมาแล้วนี่นา อารมณ์เหนื่อยและท้อแบบนี้ก็เคยเจอมาแล้ว จะกลัวอะไร เจอซ้ำอีกครั้งจะเป็นไรไป ยังไงก็ต้องไปถึงเส้นชัยให้ได้

ฉันเลิกกังวลเรื่องเวลาแล้วล่ะ เพราะเอาเท่าที่ทำได้ พอคิดแบบนี้ ใจก็เบา บางทีเราก็แบกความกลัวไว้จนตัวหนัก ฉันเริ่มผ่อนคลาย มีอารมณ์ดูนั่นดูนี่ หาความสุขระหว่างทางไปและคล้ายจะได้กลิ่นสายลมเย็น ๆ ปะทะหน้า

ถึงกิโลที่ 13 ยังเห็นนักวิ่งที่ยังไม่กลับตัวอีกเยอะ อยากให้กำลังใจเขาจังเลย หากซ้อมมาก็ขอให้ไปต่อ อย่าเพิ่งถอดใจ ระยะไกลขนาดนี้ ใจสำคัญพอ ๆ กับการซ้อมเลยทีเดียว

ฉันเจอนักวิ่งชายท่านหนึ่ง เปิดเพลงของบิลลี่ โอแกน เป็นเพลงที่คุ้นหู 'อย่าเสียเวลา ๆ ออก อย่างนี้ก็ต้องออก จะขอลาออก ประท้วงคนงกนัก ออก อย่างนี้จะต้องออก จะขอลาออก รู้แล้วรู้รอดไป....' ฉันได้แต่อมยิ้ม คนรุ่นเดียวกันนะนี่ ฟังเพลงของบิลลี่ โอแกน เด็กรุ่นใหม่ไม่น่าจะรู้จัก มันกลางเก่าแต่ไม่ใหม่ มีเพลงอื่น ๆ อีกแต่ฉันอุตส่าห์แซงแกไปข้างหน้า เพราะแกก็ตกอยู่ในอาการเดียวกับฉันคือ วิ่ง ๆ เดิน ๆ


การวิ่งระยะไกล นอกจากซ้อมแล้ว ใจเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย เพราะหากใจบอกว่าไม่เอาแล้ว เท้าเราจะก้าวไม่ออกเลย เหมือนดับสวิตช์ปิดวงจรชีวิตเลยก็ว่าได้

ใจมีอิทธิพลมากตอนที่กำลังท้อและแรงหมด ฉันก็เป็นแบบนั้น ...

แต่ฉันพยายามวิ่งให้จบนะ เวลาน่าอายหน่อยแต่ดีกว่านั่งรถพยาบาลขณะที่ไม่เป็นตะคริว

ช่วงที่วิ่งขึ้นสะพานพระราม ๘ ขากลับ ไฟสวยมาก อยากถ่ายรูปมาก( กอไก่แปดล้านตัว) แต่ก็นั่นแหละ ไม่พกอะไรมาสักอย่างเพราะทุกอย่างอยู่ในกระเป๋าคาดเอวของคู่วิ่ง ฉันอยากถ่ายภาพบนสะพานพระราม ๘ ฝันก่อนวิ่งเลยว่าจะได้ถ่ายรูปคู่ตอนวิ่งบนสะพานด้วยกัน ... ฝันนี้คงเป็นฝันต่อไป ไม่รู้จะเป็นจริงเมื่อไหร่

อีกสองกิโลสุดท้าย ฉันกลับวิ่งง่ายขึ้น หรือเป็นเพราะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาแล้วว่า ยังไงก็วิ่งจบ ระยะทางระหว่างนี้มีเวลาให้คิดอะไรต่อมิอะไรเหมือนกัน เพราะซ้อมมาไม่ดีจึงฟุ้งซ่าน หากซ้อมมาดี พละกำลังเหลือเฟือ อาจคิดเรื่องการทำเวลาและการสับเท้าเหมือนที่เคยเป็นมาก่อน

ฉันชอบงานวิ่งนี้นะ ไม่รู้จะติอะไร เขาจัดดีนะ ง่าย ๆ อยากให้กำลังใจผู้จัดและเจ้าหน้าที่ทุกคน มีน้ำให้ดื่มไม่อั้นทุกจุด มีเครื่องดื่ม 100 plus ไม่อั้น มีกล้วยและแตงโมให้กินเหลือเฟือ มีหน่วยพยาบาล มีรถสุขาระหว่างทางหลายจุดและหรูมาก(อันนี้ดูจากภาพถ่ายของคนที่ขึ้นไปใช้บริการ) ชอบการปิดถนนที่ทำให้วิ่งสบาย ไม่ต้องกังวลใจ วิ่งจบก็ไม่ต้องพิธีรีตอง รับเหรียญ รับของแจก ไม่ต้องเข้าแถวกินอาหารหลังวิ่ง ไม่วุ่นวายดี ฉันอยากแค่มาวิ่ง วิ่งจบแล้วก็จบนะ ฉันนักวิ่งสายสันโดษแท้ ๆ มาวิ่งกับเพื่อนนักวิ่งคนอื่น ๆ หนุก ๆ เหนื่อย ๆ ก็อยู่ระหว่างทางนั่นหมดแล้ว

คิดถึงระยะมาราธอนต่อไปว่า หากซ้อมไม่ถึงหรือกำลังไม่พอก็อย่าลงไปวิ่งเลย ไม่มีปาฏิหาริย์ในระยะมาราธอนหรอก จำเอาไว้ หากเคารพตัวเองก็ต้องซ้อมให้ดี จะได้วิ่งสนุก ๆ แม้ว่าบางที การซ้อมดีก็วิ่งไม่จบได้เหมือนกัน แต่ข้อดีของการซ้อมสม่ำเสมอคือ เราจะไม่บาดเจ็บ ไม่ต้องใช้ยาทาหรือยากินแก้ปวดอะไรเลย สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือการยืดเหยียดหลังวิ่งเหมือนตอนซ้อมทุกครั้ง

ระยะมาราธอนเป็นระยะทางวิ่งที่ใช้เวลานาน ทำให้มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ เราคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ค่อยได้ ใช่สิ...ใครจะรู้อนาคต รู้อนาคต ชีวิตจะเหลืออะไร เวลาเราอ่านประสบการณ์ของคนอื่น เรายินดีกับความสำเร็จและความภูมิใจของเขาได้ นอกจากนี้ยังจินตนาการถึงเบื้องหลังการซ้อมอันหนักหน่วงของเขาได้ด้วย มาราธอนก็มีเสน่ห์ตรงนี้แหละ หากลงสนามครั้งใดก็วิ่งจบสบาย ๆ อย่างใจคิดทุกครั้ง มาราธอนคงไม่มีความท้าทายสำหรับนักวิ่งอีกแล้ว





บันทึกนักวิ่งแนวหลัง
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
5 กุมภาพันธ์ 2560










Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2560 20:41:45 น.
Counter : 302 Pageviews.

5 comments
(โหวต blog นี้) 
  
สวัสดีคะคุณภู..

เก่งมากจริงๆ ขอชื่นชม..

อ้อมแอ้มได้แต่วิ่งแค่ 10 k.ก็พอแล้ว..

วิ่งล่าสุดเมื่อ 28 กพ.ปีที่แล้วคะ



โดย: อ้อมแอ้ม (คนผ่านทางมาเจอ ) วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:22:51:26 น.
  
เพื่อนไปวิ่งมาเหมสือนกันค่ะ
เพื่อนบอกเวลาไม่ค่อยดี
เพื่อนทำเวลา 5 ชั่วโมง 36 นาที
เกินเวลาไปเยอะ
สาเหตุที่ทำเวลาไม่ดีอย่างที่เขาคิด
เขาตั้งเป้าไว้ว่าไม่เกิน 5 ชั่วโมง
แต่ที่ช้าเพราะวิ่งไปแสบขาไป
เพราะกางเกงเสียดสี
คุณมีปัญหาแบบนี้หรือไม่คะ
โดย: อุ้มสี วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:23:17:23 น.
  
สวัสดีค่ะคุณอ้อมแอ้ม
10 กิโล ไม่ใช่ของง่ายนะคะ แต่ถ้าได้ซ้อมก้ไม่ยากเกินความสามารถ
แต่เราซ้อมไม่ค่อยดี ดีอย่างเดียวที่ได้ซ้อมวิ่งต่อเนื่อง ร่างกายไม่พังหลังแข่ง เราไม่ค่อเน้นเรื่องเวลา หลังจากปลดล็อกหลายอย่างไปแล้ว ขอสนุกและมีความสุขระหว่างทางวิ่งก้พอแล้วค่ะ
ขอบคุณที่แวะมาทักทายนะคะ
โดย: ภูเพยีย วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:10:36:39 น.
  
สวัสดีคุณอุ้ม
งานนี้คิดว่าจะไม่ค่อยมีคนมาวิ่งเพราะเรื่องเวลาที่เลื่อนและเวลาการปล่อยตัวของนักวิ่ง แต่เราว่าสุดวิสัยนะคะ เข้าใจได้
เรื่องทำเวลาของนักวิ่งที่ซ้อมมาดี เราก็เข้าใจอีกนั่นแหละ หากเราซ้อมดี เราก็หวังเวลาดีได้ แต่เหตุระหว่างทางก็มีสารพัดนะคะ ปีศาจจะเข้าหาเรากิโลที่เท่าไหร่ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องกิโลที่ 35 เป็นต้นไป
ดีใจกับเพื่อนคุณด้วยนะคะ แม้ไม่ได้ PB ใหม่ แต่ก็จบในเวลาที่ดีทีเดียวค่ะ เขาคงไม่จบแค่สนามนี้แน่ :)
โดย: ภูเพยีย วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:10:39:18 น.
  
สวัสดีนะจ้ะ เราแวะมาทักทาย สักคิ้ว 6 มิติ ลบรอยสักคิ้วด้วยเลเซอร์ ลบรอยสักคิ้ว Eyebrow Tattoo Removal เพ้นท์คิ้วลายเส้น เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ
ให้ใจหายใจ สุขภาพ วิธีลดความอ้วน การดูแลสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย สุขภาพผู้หญิง สุขภาพผู้ชาย สุขภาพจิต โรคและการป้องกัน สมุนไพรไทย ผู้หญิง ศัลยกรรม ความสวยความงาม แม่ตั้งครรภ์ สุขภาพแม่ตั้งครรภ์ พัฒนาการตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ โรคขณะตั้งครรภ์ การคลอด หลังคลอด การออกกำลังกาย ทารกแรกเกิด สุขภาพทารกแรกเกิด ผิวทารกแรกเกิด การพัฒนาการของเด็กแรกเกิด การดูแลทารกแรกเกิด โรคและวัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารสำหรับทารก เด็กโต สุขภาพเด็ก ผิวเด็ก การพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็ก โรคและวัคซีนเด็ก อาหารสำหรับเด็ก การเล่นและการเรียนรู้ ครอบครัว ชีวิตครอบครัว ปัญหาภายในครอบครัว ความเชื่อ คนโบราณ
โดย: nokyungnakaa วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:12:57:02 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]