All Blog
--- กั ล ย า ณิ วั ฒ น า มิ นิ ม า ร า ธ อ น ---






















อำเภอกัลยาณิวัฒนา อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นอำเภอที่ 878 ของประเทศไทย เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอ.แม่แจ่มได้แก่ ต.บ้านจันทร์ ต.แจ่มหลวง และ ต.แม่แดด แยกตัวออกมาเป็น อ.กัลยาณิวัฒนาในปัจจุบัน (ฉันอาจจะเรียกว่าวัดจันทร์หรือบ้านจันทร์ซึ่งหมายถึงที่เดียวกัน)

เช้าวันเสาร์ เราออกเดินทางจากบ้านตั้งแต่ตีสาม ใช้เส้นทางเชียงใหม่-ปาย (แทนทางสะเมิงเพราะทางนั้นยังไม่สะดวก เป็นดินแดงอยู่ซึ่งมาทราบทีหลังก่อนกลับว่า เขากำลังลาดยางแต่ก็ไม่สะดวกสำหรับเราอยู่ดี เส้นทางเชียงใหม่-ปาย นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะไม่ว่าจะรถตู้ รถยนต์ส่วนตัวและมอเตอร์ไซค์ ) เส้นทางนี้จะผ่านห้วยน้ำดัง เราอยากแวะชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า

ฉันจำได้ราง ๆ ว่า เคยไปห้วยน้ำดังตั้งแต่เรียนปี 1 เราเหมารถแดงไปเที่ยวกันเอง เป็นครั้งที่สองต่อจากภูกระดึงที่เราสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า นี่คือทะเลหมอก เด็กบ้านนอกไม่เคยเห็นทั้งหมอกและทะเลย่อมตื่นเต้นเป็นธรรมดา แต่อากาศหนาวแห้ง ๆ นี่คุ้นเคยยิ่งนัก มาทางเหนือจะเป็นอากาศหนาวชื้น เป็นป่าสน ป่าสัก เราเชื่อว่าไม่หนาวเท่าทางอีสานบ้านเราแน่ ๆ ตอนเป็นสาวที่ว่าหนาวต้องบอกว่าหนาวจริง ๆ เพราะหนังเราหนาและทนร้อนทนหนาวได้ดี เดี๋ยวนี้แค่ลมหนาวก็เหมือนจะซมไข้ พอหนาวจริงก็เหมือนจะขาดใจตาย อะไรไม่เท่าต้องซ้อมวิ่งกลางลมหนาว เหมือนจมูกหาย มือเป็นเหน็บ เจ็บผิว ปวดแก้วหู ปวดหัวตัวร้อนแต่ทุกอย่างก็แพ้ความดื้อ ดันทุรัง พ่ายแพ้แก่คำว่าต้องทะลุเป้าหมาย อาการนี้อาจจะหนักกว่าตอนเป็นสาว ๆ หลายเท่า ต้องปราม ๆ ตัวเองไว้บ้างว่า สังขารเราไม่เหมือนเดิมแล้วนะ อย่าห่ามมากนัก

เราแวะชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า อุณหภูมิ 14 องศา แต่อยู่ใต้เสื้ออุ่น หมวกอุ่น เหลือจมูกเล็ก ๆ ไว้สัมผัสลมเย็น ๆ ยามเช้าพร้อมกับนักท่องเที่ยวใจเดียวกันทั้งหลาย แม้จะผ่านมา 50 ฝน 50 หนาวแล้ว พระอาทิตย์ตรงหน้าก็ให้ความรู้สึกพิเศษราวกับรักครั้งแรก เอ่อม...หน้าตาเป็นยังไงนะ รักครั้งแรกน่ะ ฉันก็อ้างไปเรื่อย ลืมความรู้สึกนั้นไปแล้วด้วยซ้ำ

นั่งจิบกาแฟสดของที่นี่ อยากบอกว่าอร่อยมาก ไม่ใช่อร่อยเพราะเป็นกาแฟนอกบ้านหรอกนะ ไม่เชื่อก็ต้องลองชิมดู เรานั่งรับลมที่นี่ไม่นานก่อนออกเดินทางไปวัดจันทร์

เราแวะไปกินมื้อเช้าในตัวเมืองอำเภอปาย ผ่านร้าน Coffeee in Love ซึ่งเรามาล่าสุดเมื่อปี 51 กับลูก ๆ เราเพียงขับรถผ่าน นึกถึงม้านั่งยาวตัวนั้นที่สามสาวไปนอนเล่นให้แม่ถ่ายรูปและมาเป็นปกหนังสือ ' ค ว า ม เ รี ย ง อุ่ น อุ่ น ' ให้แม่ มีเรื่องราวของพวกเธอให้คิดถึงอยู่เรื่อย ๆ จะมีโอกาสมาด้วยกันอีกครั้งตอนไหนไม่รู้เลย

ผ่านสะพานเขียว ความทรงจำเก่า ๆ ก็ผุดขึ้นมาอีก พวกเราเคยเฮฮาถ่ายภาพกันที่นี่ก่อนแวะไปกินกาแฟและอาหารที่บุระลำปาย แต่ก่อนไปไหนก็จะหอบลูก ๆ ไปด้วยทุกที่ วัยเด็กเป็นช่วงวัยที่สำคัญ มันไม่ใช่แค่ของพวกเขา เราเองก็เช่นกัน จะมีเวลาอยู่กับลูกและคนที่เรารักอีกสักเท่าไรกัน

มื้อเช้าของเราหยุดที่ร้าน ข้ า ว เ ตี๋ ย ว แหม..มีอาหารให้เลือกเยอะมาก เราสั่งไข่กระทะ ก๋วยจั๊บน้ำข้น ต้มเลือดหมู ขนมปังกระเทียม ชาร้อน อยากจะกินอีกแต่ท้องไม่ไหวแล้ว ฉันชอบอาหารง่าย ๆ แบบนี้ ร้านสะอาด อาหารอร่อยและไม่แพง

เราแวะเซเว่นเพราะที่อำเภอบ้านจันทร์ไม่มีเซเว่น เราไปไหนทีก็หอบเครื่องครัวเต็มหลังรถ อายุมากแล้วน่าจะเดินทางแบบตัวเบา แต่คนที่บ้านเป็นแบบนี้ เครื่องครัวพร้อมโดยเฉพาะเครื่องชงกาแฟของเขา เขาไม่บ่นในการขนเครื่องครัวแล้วเราจะบ่นไปทำไม เขาทำให้เรากินนี่นา

เส้นทางไปบ้านจันทร์นั้น เป็นโค้งที่งดงามมาก ต้นสนตลอดเส้นทาง โค้ง 360 องศาก็ไม่ทำให้หวั่นไหวทั้งขาไปและขากลับ เข้าโค้งทางซ้ายก็ซบกระจก เข้าโค้งขวาก็ซบคนขับ หลับไม่ลงเพราะมีแต่เสียงหัวเราะพูดคุยกัน โค้งที่เห็นภูเขา ทุ่งนาและป่าสน ทางบางช่วงเป็นหลุมเป็นบ่อ เราก็เห็นเป็นทางวิ่งของเราด้วย หากวิ่งบนเส้นทางแบบนี้ก็ต้องระวังมาก ๆ แต่เป็นเส้นทางที่น่าวิ่งที่สุด เพราะวิวสองข้างทางสวยงามมาก ใบสนสีส้มที่ยืนตระหง่านตัดกับฟ้าสีฟ้า สวยจนอดกดภาพไม่ได้ ตามกดภาพแทบทุกโค้งแบบไม่เกรงใจใคร ฟ้าใสกระจ่างตา อากาศเย็นและเย็นใจ เราคิดไปถึงเส้นทางวิ่งบนเขาค้อ น่าจะเป็นแบบนี้ แต่สองข้างทางที่เขาค้ออาจไม่มีต้นสนสองข้างทางแบบนี้ นั่งจินตนาการเส้นทางวิ่งมากกว่าจะขับรถผ่าน

มีโค้งหนึ่งซึ่งเราสามารถมองเห็นดอยหลวงเชียงดาวได้เต็มตามาก ไม่อยากเชื่อว่าเส้นทางนี้สวยงามได้ขนาดนี้ อยู่เชียงใหม่มามากกว่าบ้านเกิดแต่ยังไปเที่ยวไม่ครบทุกอำเภอของเชียงใหม่เลย มัวแต่คิดจะไปเที่ยวไกล ๆ ใกล้เกลือกินด่างโดยแท้

เราผ่านน้ำพุร้อนของบ้านจันทร์ น้ำร้อนพอที่ปลายนิ้วฉันจะสุกได้ ขืนตกลงไปคงเหมือนน้ำร้อนลวกแน่ ไม่อยากกินไข่ต้มตอนนี้ มื้อเช้ายังอยู่ที่คอ จึงได้แต่เดินชิมบรรยากาศก่อนถึงโรงพยาบาลวัดจันทร์

เห็นป้ายโรงพยาบาลวัดจันทร์แล้วล่ะ เราเข้าไปหาน้องเพื่อติดต่อเรื่องที่พักที่เราจองไว้ ปรากฏว่าน้องจัดให้เราพักที่บ้านดินเป็นบ้านพักรับรองแขกของโรงพยาบาล












ทางเข้าโรงพยาบาลนั้นร่มรื่นมาก น้องจัดที่พักให้เราพักที่บ้านดินซึ่งเป็นบ้านพักรับรองของโรงพยาบาล บ้านดินของเราอยู่ท่ามกลางป่าสนสูงใหญ่ร่มครึ้ม ที่สำคัญมีนกเยอะมาก ยืนส่องนกในป่าสนตอนนี้ เห็นนกขุนแผน นกกินปลี นกหัวขวาน แต่ที่ตื่นใจมากสุดคือนกกาหรืออีกาดำนี่แหละ ฉันไม่เห็นมันนานมากจนนึกว่าโลกนี้ไม่มีอีกาแล้วด้วยซ้ำ ...เสียงร้อง กา กา กา ทำให้นึกถึงตอนไปญี่ปุ่น นึกถึงหมู่บ้านเพนกวินในการ์ตูน ดร.สลัมป์ นึกถึงยามเช้าเงียบสงบที่ได้ยินเสียง กา กา กา เหมือนนาฬิกาปลุก ฟังแล้วอาจจะขำนะ ที่แค่กาดำ ๆ ร้องก็ทำเป็นตื่นเต้น ที่อำเภอของเราไม่ค่อยมีอีกานี่นา เราส่องนกไปเรื่อย ๆ เจ้ากาก็บินผ่าน มีหลายตัวนะเนี่ย

อีกาก็เป็นนกชนิดหนึ่ง เนื้อตัวไม่สวยงามเพราะไม่มีสีสัน นิสัยใจคอ เราไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่เพราะไม่มีมากมายพอให้เรียนรู้นิสัยนอกจากฟังคำบอกเล่าของคนอื่น แต่อีกาชอบอยู่กันเป็นฝูง มันคือดัชนีวัดความเป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์อย่างหนึ่ง มันไม่พิศมัยป่าศิวิไลซ์อย่างในเมืองหรอกหรือบ้านฉันตอนนี้ไม่มีป่าเหมือนที่นี่นะ จึงไม่มีอีกามาอาศัยอยู่

เราถามน้องคร่าว ๆ ว่า มีที่เที่ยวที่ไหนบ้าง น้องบอกแค่ว่า วันนี้มีงานที่อำเภอ ให้เราวนดูรอบ ๆ อำเภอ หรือไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่อ่างเก็บน้ำของ อ.อ.ป. (หรือ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการจัดตั้งโครงการหลวง)

เรานอนพักที่บ้านดิน อากาศภายในบ้านดินค่อนข้างเย็น ไม่แน่ใจว่าอากาศเย็นหรือหนาวกันแน่ ผ้าห่มนวมหนาไม่พอ ฉันนอนขดอยู่ใต้ผ้าห่ม หลับไม่ค่อยสนิทนักทั้งที่ใจอยากพักสักชั่วโมงก่อนไปวนดูในตัวอำเภอ หรือเพราะไม่ใช่เวลานอน...

ฉันมานั่งรับแดดอุ่น ๆ หน้าที่พัก ดูนกต่อ รอบบ้านพักสงบมาก มีเรือนพักรับรองหลายหลัง แต่ทุกคนอยู่สงบ ชอบใจแต่ป่าสนนี่แหละ ฟังเสียงใบไม้ปรบมือกัน

เราจะออกไปหาอะไรกินสักหน่อย ไม่ค่อยเห็นร้านอาหารในอำเภอสักเท่าไหร่ คงคล้ายที่ไชยปราการเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่มีร้านข้าวต้มนายพล(เจ้าของชื่อ พล)เพียงเจ้าเดียว ไม่มีร้านอาหารอะไรเลย ตลาดเล็ก ๆ ที่บ้านท่าก็วายตั้งแต่บ่ายสองโมง ตลาดที่บอกความมีชีวิตชีวาของสถานที่ เป็นหน้าเป็นตาของคนในอำเภอ เราเหมือนย้อนเวลาในอดีตของเราโดยไม่รู้ตัว...












เราตระเวนเที่ยวไปในอำเภอ อยากเห็นที่ว่าการอำเภอกัลยาณิวัฒนา ธนาคาร โบสถ์ โรงเรียน วัด ฯลฯ เห็นเขาตั้งเต็นท์เหมือนตลาดนัดข้าง ๆ อำเภอ มีคนไม่มากนัก แดดเริ่มร้อนแล้ว อากาศค่อนข้างเปลี่ยนแปลงเร็ว

มองหาร้านอาหารเพราะจะต้องฝากท้องมื้อเที่ยงก่อนแล้ว เห็นร้านหนึ่งชื่อร้าน ปลาดุก มีหม้อแกงเรียงกันอยู่หลายหม้อมาก จอดมันร้านนี้แหละ ชอบ อยากกินข้าวราดแกงมาก

นึกถึงสมัยเรียน ข้าวราดแกงที่ โรงอาหาร อมช.( องค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ร้านอาหารที่มีจุดเด่นคืออาหารถูกมาก เป๊ปซี่เป็นวุ้น ข้าวราดแกงหนึ่งอย่าง 5 บาท ราดแกงสองอย่าง 7 บาท พูดไปใครอาจไม่เชื่อเพราะมันผ่านมานานมากแล้ว นานจนไม่มีใครกล้ามาประกาศตัวว่าเคยกินนะราคานี้เพราะมันบ่งบอกความอาวุโสโบราณ แต่ปัจจุบันเท่าไหร่ไม่รู้ ไม่ได้เฉียดไปที่นั่นนานแล้วนอกจากขับรถเข้ามหาวิทยาลัยบ่อย ๆ ราวกับบ้านตัวเอง

แต่ที่ร้านปลาดุกนี่มีอาหารทุกภาคเลย อยากกินหลายอย่างแต่ฉันกินได้ไม่กี่อย่างก็เลยสั่งแค่ไข่ลูกเขยกับจอผักกาดเพราะรสไม่จัด แต่เพื่อนรุ่นน้องกับสามีสั่งแกงไตปลา แกงปลาดุก ยำชิ้นไก่และส้มตำอีกจาน เขาสองคนอร่อยกับมื้อเที่ยงนี้มาก

พอคิดเงิน ก็ทำให้อยากบอกคนอื่นที่มาเที่ยวอำเภอนี้ว่า แวะมาร้านนี้เลยนะคะ อาหารอร่อยทุกอย่าง(ทุกภาค) จุดเด่นคือไม่แพงและสะอาด ข้าวจานเบ้อเร่อ

เราอยากรู้ว่า ทำไมตั้งชื่อร้านว่าปลาดุก เจ้าของร้านหัวเราะอารมณ์ดีก่อนตอบว่า ผมกับลูกชายชอบกินปลาดุกมากครับ ต้องกินปลาดุกย่างจิ้มน้ำปลาทุกวัน
































































ก่อนเข้าที่พัก เราแวะชมวิหารใส่แว่นตาดำซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของวัดจันทร์
และเข้วไปกราบสักการะพระประธาน ฝากเนื้อฝากตัวในการมาครั้งนี้ค่ะ























ราว ๆ สี่โมง เราไปเดินเล่นที่ป่าสนวัดจันทร์ เที่ยวอ่างเก็บน้ำของ อ.อ.ป. เขาว่าเป็นไฮไลต์ของอำเภอ ชมพระอาทิตย์ตกดิน

เราจอดรถที่ลานจอดรถหน้าป่าสนวัดจันทร์แล้วเดินชมดอกไม้ เดินเล่นไปตามทางที่ขนาบด้วยป่าสน มีคนมาพักที่นี่เยอะเหมือนกันนะ มีรถจอดหน้าที่พักเกือบทุกหลัง เราเพิ่งเห็นที่พักของโครงการ หรูมาก และมีทางวนเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป มีบ้านพักทุกชั้น บ้านมีหลากหลายสไตล์และน่าพักมาก ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าที่นี่มีที่เที่ยวธรรมชาติ เป็นเพราะไม่ได้ศึกษามาก่อนว่า จะมีที่เที่ยวที่นี่เพราะบ้านเราก็ชนบทเหมือนกัน เพียงแต่เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนก่อน มีร้านอาหารมากมาย ร้านกาแฟ ร้านสุกี้ยูนนานที่ขึ้นชื่อของอำเภอ ร้านหมูกระทะที่ผลัดเปลี่ยนเจ้าของมานักต่อนัก มีเซเว่นสามแห่ง ห้างโลตัสและโลตัสเอ๊กเพรส ธนาคารก็มีเกือบครบแล้วยกเว้นธนาคารกรุงศรีฯและทหารไทย โรงเรียนประถม มัธยมก็มี ไม่รู้ว่าที่เอ่ยมานี่มันคือดัชนีวัดความเจริญหรือเปล่า แต่มันคือความเปลี่ยนแปลงทางรูปธรรมใน 20 ปีที่ฉันอยู่ที่นี่ ยิ่งไปกว่านั้น มีรถบัสประจำทางสีส้มที่ออกทุกครึ่งชั่วโมงทุกวันรวมถึงรถตู้ประจำทาง สะดวกสบายทุกอย่าง แต่ที่นี่ ก่อนหน้านี้เป็นอย่างไรไม่ทราบเลย

หากเรามาตั้งรกรากหรือสามีต้องมาใช้ทุนที่นี่จะเป็นอย่างไรกันนะ การเดินทางโดยรถประจำทางมีบ้างหรือเปล่า ยังไม่ได้ถามคนพื้นที่เลย เราสงสัยกันจนอยากหาคำตอบ
และเราก็เพิ่งทราบว่า เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรที่บ้านวัดจันทร์และหมู่บ้านใกล้เคียง เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2522 ทรงพบว่าราษฎรมีความแร้นแค้น ไม่มีเส้นทางคมนาคม เชื่อมกับอำเภอ ด้อยโอกาสทางการศึกษาและสุขภาพอนามัย ผลผลิตข้าวสำหรับบริโภคมีไม่พอเพียงตลอดทั้งปี แต่หมู่บ้านอยู่ในสภาพแวดล้อมซึ่งอุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทรัพยากรป่าไม้ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ จึงทรงมีพระกระแสรับสั่งให้ ม.จ.ภีศเดช รัชนี องค์ผู้อำนวยการโครงการหลวง หาทางช่วยเหลือราษฎร ตำบลบ้านจันทร์ ซึ่งในขณะนั้นมีอยู่ด้วยกัน 15 หมู่บ้าน และประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง โดยให้คำนึงถึงการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมไว้ด้วย องค์ผู้อำนวยการโครงการหลวง ได้นำพระราชกระแสรับสั่ง หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการหลวงบ้านวัดจันทร์ อ.อ.ป. หรือองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการจัดตั้งโครงการหลวงนั่นเอง

ที่นี่จึงร่มรื่นไปด้วยพันธุ์ไม้และป่าสนทุกหนทุกแห่ง












เราออกจากอ่างเก็บน้ำก่อนที่พระอาทิตย์ตกดินเพราะพอแดดหลบ อากาศหนาวขึ้นจับใจ ตอนเดินขึ้นไปนั้น ฉันใส่เสื้อบาง ๆ ไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วยจึงนั่งไม่ติดแม้จะอยากลาฟ้าค่ำนี้เต็มที


หมาไทยสีน้ำตาลตัวหนึ่งมาป้วนเปี้ยนใกล้ ๆ คงได้กลิ่นหมาจากตัวฉันหรือไม่เขาก็เป็นหมารับแขกที่เป็นมิตรกับทุกคน เราไม่มีอาหารติดมือมาหรอก เขาก็ไม่มีทีท่ามารออาหารจากนักท่องเที่ยว เขาอาจจะมาชมพระอาทิตย์ตกดินเหมือนเราก็ได้


เราหาทางไปงานประจำอำเภอกัน แต่คืนนี้เราขับรถวนไปเรื่อย ๆ เพิ่งสังเกตจริงจังว่า ไม่มีเสาไฟฟ้าทุกเส้นทาง แทบทุกสายเลยก็ว่าได้บรรยากาศแบบนี้ไม่เห็นมานานมากแล้วนะ บ้านเรือนของคนในอำเภอแต่ละบ้านใช้ไฟไม่กี่ดวง ไม่ค่อยสว่าง ประตูหน้าบ้านเปิด พอจะเห็นคนในบ้าน อยู่กันเงียบ ๆ มืด ๆ ที่นี่กลางคืนมืดเหมือนบ้านเราตอนไฟดับ ไม่มีไฟกิ่งตามถนน เราวนไปมาหลายสายแต่ก็ไม่มีไฟ

เราเข้าใจว่า รถที่ขับไปมาพลุกพล่านในคืนนี้เป็นรถคนต่างถิ่นที่มางานวิ่งพรุ่งนี้เหมือนเรา










คืนนี้มีงาน จึงเห็นคนพลุกพล่านพอสมควร ต่างคนต่างไปรวมตัวกันที่หน้าอำเภอ ชาวปกาเกอญอแต่งชุดประจำหมู่บ้านของเขามาร่วมงาน มีหลายหมู่บ้าน แต่งตัวไม่เหมือนกัน ต่างเดินขบวนพร้อมเพรียงดูสวยงาม เราสามคนเข้าไปเดินเล่นในงานสักพักใหญ่ ๆ ของดีที่นี่ก็เป็นถุงย่าม ผ้าทอมือ ฉันไปแวะที่ร้านกาแฟร้านหนึ่ง เขาขายเสื้อปกาเกอญอ สวยงามนะ ไม่ทราบว่าเวลาปกติเขาใส่เสื้อพื้นถิ่นเหล่านี้หรือเปล่า

เราซื้อขนมมานั่งกินที่กองฟางหน้าเวที กินไป ฟังพิธีกรไป อยากรู้ว่าหนังกางแปลงคืนนี้ฉายเรื่องอะไร บรรยากาศงานวัดแบบนี้แถวบ้านฉันแทบไม่มีแล้ว เราไม่มีงานรื่นเริงแบบนี้มาหลายปี จะมีก็แต่งานที่ขายของกินและเสื้อผ้า สมัยลูกเล็ก ๆ จะมีปาเป้า ยิงปิน ตักปิงปอง โยนห่วง สอยกัลปพฤกษ์ ม้าหมุน ชิงช้าสวรรค์ และระบายสีปูนปลาสเตอร์ งานแบบนี้ที่พิเศษสุดก็คือ ลูกหลานได้แสดงอะไรที่หน้าเวที ไม่ประกวดร้องเพลง ก็ร่ายรำ เสียดายว่า ฉันไม่ได้อยู่จนงานเริ่มจริงจัง จะว่ามาเที่ยวงานก็ไม่เต็มคำ มาดู ๆ แล้วก็ไป จะจับใจความสำคัญของงานอะไรก็ไม่ได้ เพียงเก็บภาพพอไม่ลืมเท่านั้น

แต่ที่รู้สึกมากที่สุดคือ ทุกเส้นทางที่ผ่านทีความเงียบและความมืดต้อนรับเราอยู่ในที ยิ้มพยักหน้าอย่างยินดีปราศจากการเจรจา แสงไฟในบ้านบ่งบอกว่ามีลมหายใจในธรรมชาติที่เงียบสงบ เงียบแต่ไม่รู้สึกว่าเราเป็นส่วนเกินของที่นี่

เรามาพักผ่อนสงบ ๆ ก็คงอยากให้คนอื่นเคารพพื้นที่สงบ ๆ เหมือนเรา ทำให้นึกถึงเรื่องการดูนกบนดอย ที่แม้แต่นกกับนกด้วยกันเอง ก็ยังต้องการพื้นที่ความเป็นส่วนตัวของใครของมัน มันก็ไม่ต่างจากคนที่ก็อยากมีพื้นที่ส่วนตัว ไม่อยากให้ใครมารบกวนจนเกินไป ...



ออกจากงานก็อยากจะพักแล้ว ฉันเหนื่อยเต็มที
อากาศค่อนข้างหนาว บ้านดินก็เย็นเหลือเกิน ฉันอยู่ในชุดนอนและเสื้อกันหนาอีกสองตัว มีฮู้ดคลุมหัว สวมถุงเท้าที่จะใส่วิ่งวันพรุ่งนี้เช้า นอนขดงอ หลับไม่สนิทนักทั้งที่ไม่มีเรื่องอะไรต้องกังวล ปกติฉันเป็นคนนอนง่าย หัวถึงหมอนก็หลับไม่รู้เรื่อง แต่อากาศหนาวจนปรับตัวไม่ทัน

อยากนอนเยอะ ๆ ในวันที่มีวิ่งตอนเช้า อายุมาก การนอนเหมือนจะสำคัญสำหรับฉันมากที่สุด
















































































































































































































































งานวิ่งกัลยาณิวัฒนามินิมาราธอน
กลางป่าสนและลมหนาว


เพราะการวิ่งโดยแท้ที่ทำให้เรามีโอกาสมาเยือนอำเภอนี้

โตรู้จักที่นี่และเคยมาโรงพยาบาลแห่งนี้ แต่ไม่มีโอกาสเที่ยวทั่วอำเภอ เขาเล่าใ้ห้ฟังว่าที่นี่มี วิหารสวมแว่นตาดำ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของวัดจันทร์ และเมื่อปี ๒๕๒๒ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เคยเสด็จมาที่วัดนี้ด้วย

งานวิ่งกัลยาณิวัฒนามินิมาราธอน มีโลโก้ว่า วิ่งตามรอยพระบาท เพราะพระองค์เคยเสด็จมาที่อำเภอนี้ถึง ๔ ครั้ง

อากาศยามเช้าอยู่ที่ ๑๒ องศา มีนักวิ่งมากพอสมควรโดยเฉพาะเด็กนักเรียนและคนในพื้นที่ นักวิ่งมาจากทุกภาค ที่น่าทึ่งคือมีนักวิ่งมาจากสุราษฎ์ธานี มาไกลกว่าเรามากนัก คิดว่าเขาคงอยากมาเที่ยวอำเภอเล็ก ๆ แห่งนี้ด้วย ฉันเพิ่งทราบเหมือนกันว่า มีที่เที่ยวธรรมชาติ ชิมอากาศบริสุทธิ์หลายแห่งรวมทั้งมีที่ดูนกด้วย

งานนี้ไม่มีจุดกลับตัวสำหรับระยะมินิมาราธอน นอกจากเด็ก ๆ ที่วิ่งฟันรัน ทางผู้จัดเตรียมเส้นทางกลางป่าสนไว้ให้นักวิ่งแต่แรก เรายืนดูเส้นทางวิ่งที่จัดไว้ให้เห็นสถานที่สำคัญและสวยงามของอำเภอ เริ่มตั้งแต่ปล่อยตัวที่โรงเรียนวัดจันทร์ ผ่านหน้าโรงพยาบาล ไปทางโครงการหลวง ออป. จะได้ชมหมอกยามเช้าและวิ่งเข้าป่าสนเป็นเส้นทางประมาณ ๕ กิโล กิโลที่ ๘ เราถึงจะได้ออกมาทางถนนอีกครั้งและวนเข้าไปจุดชมวิวที่พระธาตุขาวและวนออกมาเพื่อวิ่งเข้าเส้นชัยที่เดียวกับจุดสตาร์ท

หลังจากประธานกล่าวต้อนรับนักวิ่งแล้ว ยืนสงบถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ เป็นเวลา ๘๙ นาทีแล้ว เราร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีร่วมกัน

เป็นอีกครั้งที่ยังร้องเพลงพร้อมสะอื้นในอกและน้ำตาไหล นักวิ่งที่ยืนข้าง ๆ ฉันก็ร้องไห้เหมือนกัน ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเอง เวลาทำให้ทุเลาความเศร้าโศกลงบ้างแต่ยังคงคิดถึงพระองค์ท่านอยู่เสมอ

เราไม่ค่อยได้วอร์มร่างกายมากนัก มัวแต่ยืนสั่น อยู่ไม่สุข นักวิ่งที่วอร์มก่อนวิ่งถามเราเหมือนกันหมดว่า ไม่หนาวเหรอ เราได้แต่ยิ้ม ๆ เพราะหากใส่เสื้อวอร์มวิ่งก็คงต้องถอดออกกลางทาง เมื่อไม่อยากถือเสื้อก็ทนหนาวกันต่อไป

กว่าจะปล่อยตัวก็เกือบจะ ๗ โมงเช้า ความตั้งใจของเจ้าหน้าที่จัดงานคือ อยากให้นักวิ่งเห็นวิวสวย ๆ ยามเช้ามากกว่าวิ่งกันมืด ๆ เพราะถนนบางช่วงเป็นหลุมเป็นบ่อบ้าง อาจเกิดอันตราย

กิโลแรกก็ทดสอบเราเสียแล้วเพราะเป็นเนินยาว เริ่มเห็นนักวิ่งบางคนเดินสาวเท้าบ้างแล้ว แต่ฉันยังพอมีแรงจ็อกกิ้งขึ้น ฉันยังเป็นเจ้าแม่คุมโซนท้าย ๆ อยู่เหมือนเดิม ส่วนโตกับเพื่อนรุ่นน้องล่วงหน้าไปแล้ว

ถึงกิโลเมตรที่ ๒.๕ เป็นจุดให้น้ำจุดแรกและเป็นจุดกลับตัวของนักวิ่งฟันรัน บรรดาคุณครูเรียกชื่อเด็กและคอยบอกเด็ก ๆ อายุ ๑๒ ให้กลับตัวกัน

ส่วนเราก็จ็อกกิ้งไปตามสเต็ปที่ซ้อมมา แต่กลับกลายเป็นว่า วิ่งเร็วกว่าที่ซ้อมจนต้องชะลอลง เดี๋ยววิ่งไม่จบ

พอกิโลที่สาม ๓ เราวิ่งเข้าในเขตป่าสนวัดจันทร์ ทางตรงนี้ผ่านหน้าฉางข้าวรีสอร์ตเพื่อจะวิ่งไปทางสันเขื่อนของอ่างเก็บน้ำซึ่งเป็นทางดินและลงมาทางถนนสั้น ๆ ก่อนเลี้ยวเข้าป่าสนตั้งแต่กิโลที่ ๔ เป็นต้นไป

แรก ๆ ก็เป็นทางดินแน่น ๆ วิ่งสบาย ๆ เพราะทางเรียบ แต่พอเข้ากิโลที่ ๕ ต้องยืนเท้าสะเอวดูเลยว่าทำไมถึงชันขนาดนี้ มือไม้สั่นตอนหยิบมือถือออกมาเก็บภาพทางวิ่ง ยิ่งสายอากาศยิ่งเย็นลงกว่าเดิม ฉันแทบไม่มีเหงื่อเลยสักนิด ไม่ค่อยหิวน้ำแต่หิวข้าว จู่ ๆ ท้องร้องโครกคราก ไม่ได้พกอะไรมาในกระเป๋านอกจากยาดม

หลายงานวิ่งไม่ค่อยมีรูปฉันสักเท่าไหร่เพราะอาจจะลงข้างทางไปอัดยาดม

ฉันจำต้องวิ่งเหยาะ ๆ ขึ้นเนินชันเพราะไม่มีใครเดินขึ้นเลย บางทีกระแสไม่ยอมแพ้พาเราไปได้เหมือนกัน เริ่มได้ยินนักวิ่งข้างหลังชวนกันเซลฟี่แล้ว แต่อีกคนดีใจมากจนบอกออกมาว่า โชคดีที่เลือกวิ่ง ๑๑ กิโล เลยได้วิ่งทางสวยงามแบบนี้ เกือบลงฟันรันไปแล้วเพราะอยากได้เหรียญ

ฉันไม่กล้าหันไปมองเจ้าของเสียง แต่เขาพูดจริงเพราะครั้งนี้มีเหรียญที่ระลึกเพียง ๕๐๐ เหรียญ แบ่งเป็นสามส่วนคือ ๒๐๐ เหรียญแรกสำหรับนักวิ่งชาย ที่เหลือ ๓๐๐ เหรียญนั้น แบ่งให้ผู้หญิงและฟันรันคนละครึ่ง

ช่วงทางชัน บรรดานักวิ่งที่วิ่งแซงเราคือนักวิ่งพื้นที่ เดาจากชุดที่เขาสวมนั่นคือเสื้อผ้าทอและกางเกงวอร์มขายาว รองเท้าวิ่งก็ผ้าใบธรรมดา แต่ดูเขาวิ่งไม่ค่อยเหนื่อย สาวเท้าก้าวยาวและเร็วมาก

ถึงเคยวิ่งยาว ๆ มาแล้วและซ้อมอยู่ตลอด แต่มินิ(เทรล)มาราธอนงานนี้ไม่ง่าย ต้องฮึด ต้องพยายาม เพราะทางชันแบบนี้มีระยะทาง ๕ กิโลกว่าจะหลุดจากป่าสนปนหนาวของเช้านี้

พอเห็นทางออกกิโลที่ ๙ ฉันจ็อกกิ้งตามน้องคนหนึ่งที่สวมชุดแฟนซี ฉันวิ่งตามน้องมาตั้งแต่กิโลที่สามแล้ว คิดว่าขอเกาะคนนี้ล่ะ ดูแล้ววิ่งเพซเดียวกัน เราผลัดกันแซงมาตลอดทาง ยิ้มให้กันเฉย ๆ

พอกิโลที่ ๑๐ เราต้องวิ่งเลี้ยวขวาเพื่อไปจุดชมวิวที่พระธาตุขาว ฉันอดถ่ายรูปไม่ได้ ยืนถ่ายภาพหมอกไว้เป็นที่ระลึกราวกับไม่เคยเห็นหมอกลอยอ้อยอิ่งมาก่อน นี่ถ้ามาเฝ้านก อาจจะไม่ค่อยสนุกเพราะทัศนวิสัยแบบนี้ นกไม่ออกมาหากินสักเท่าไหร่

เราวนที่พระธาตุขาวเพื่อจะขึ้นทางถนนและไปเข้าเส้นชัยที่โรงเรียนวัดจันทร์

น้องนักวิ่งแฟนซีมาตีคู่ฉันแล้ว ฉันชมน้องว่าวิ่งเก่งเพราะเคยวิ่งตามน้องที่งานสวนดอกแต่วิ่งตามไม่ทัน เธอยิ้มขอบคุณและบอกว่าชื่อส้มโอ เธอไม่ได้ซ้อมวิ่ง เข้าแต่ฟิตเนสอย่างเดียว แต่กำลังจะลงฮาล์ฟแรกที่งานล้านนา ๒๑ อาทิตย์หน้านี้ ฉันไม่ได้วิ่งงานนี้หรอก ได้แต่อวยพรให้เธอวิ่งสนุก ๆ ทุกงานละกัน จะได้เจอกันบ่อย ๆ

แปลกใจเด็ก ๆ เหล่านี้เหมือนกันนะ ไม่ซ้อมแต่วิ่งได้แข็งแรงมาก เหมือนเพื่อนรุ่นน้องที่ตามมาด้วย นี่ก็วิ่งวันละสามถึงห้ากิโลเท่านั้น แทบไม่ได้ซ้อมเหมือนกันเพราะอยู่เวรดึก เธอลงวิ่งงานไหนก็ทำเวลาได้ดีทุกสนามและไม่เจ็บหลังวิ่งอีกต่างหาก ส่วนฉันไม่เสี่ยงแน่นอน ขอซ้อมกันเหนียว นี่ขนาดซ้อมนะ ยังเอาตัวแทบไม่รอด !

ระหว่างทางที่เหนื่อย เหมือนจะไปไม่ไหว แอบกระตุ้นตัวเองว่า เราซ้อมมานี่นา ทำไมจะไปไม่ถึง ทางชันตัดกำลังไปเยอะเหมือนกัน หมดแรง สูดออกซิเจนทั้งโลกมาตุนไว้ในปอด แต่ไม่ยอมเดินนะเพราะเป็นระยะมินิมาราธอนซึ่งไม่ไกลเกินไป

เรายังวิ่งคู่กันมา

เธอเร่งฝีเท้าและพึมพำว่า จะทันเหรียญหรือเปล่านะพี่ มีแค่ ๑๕๐ เหรียญเท่านั้น นักวิ่งเยอะซะด้วย

น้องล่วงหน้าไปเลยนะคะ พี่ไม่เอาแล้วล่ะ (ใจก็คิดอยากได้เหรียญเหมือนกันแต่ว่าเร่งกว่านี้ไม่ได้แล้ว)

อากาศยังหนาวอยู่แต่เริ่มมีแดดรำไรแล้ว ฉันวิ่งได้เรื่อย ๆ จนข้ามเส้นชัยสบาย ๆ พร้อมกับได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ส่งเสียงดังว่า พี่ติดป้ายสำรองในรุ่นนะคะ พร้อมเอาป้ายกระดาษและเหรียญมาให้ฉัน เออนะ ตลกดี นักวิ่งเพซ ๗ ยังคงรักษาฝีเท้าสม่ำเสมออยู่บนทางวิ่งหฤโหดหฤหรรษ์พอควร

โตวิ่งเข้าเส้นชัยก่อนฉัน และเพื่อนรุ่นน้องตามหลังฉันมาติด ๆ ได้เหรียญที่ระลึกเช่นกัน

ทำเวลาดีกันทุกคนแม้ทางจะชันมากหน่อยแต่เป็นเส้นทางวิ่งที่ประทับใจมาก สวยงาม ร่มรื่นทั้งทางดินและถนน

งานเรียบง่ายและอบอุ่นเพราะเขาต้อนรับนักวิ่งอย่างดี มีข้าวต้ม ลูกกูสเบอรี่และกล้วยน้ำว้าให้นักวิ่งรองท้องหลังเข้าเส้นชัย

แอบขำ ๆ ว่า ถ้าอายุยืนและสามารถวิ่งในรุ่น ๗๐ อาจได้ถ้วยรางวัลกับเขาบ้าง ตอนนี้ก็รับถ้วยข้าวต้มไปก่อนละกัน

ขอบคุณเจ้าหน้าที่และผู้จัดงานทุกคนที่ต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่นมาก เวลาวิ่งที่ไหนสนุก เส้นทางสวยงาม เราก็อยากให้เพื่อน ๆ มาวิ่งด้วยกันในปีต่อ ๆ ไปค่ะ


























































เ ห รี ย ญ เ ป็ น รู ป ลู ก ส น
สัญลักษณ์ของอำเภอกัลยาณิวัฒนา

ด้านหลังสลักคำว่า

GalyaniVadhana minimarathon
29.01.2017

ดีใจที่วิ่งทันเหรียญที่ระลึกครั้งนี้ค่ะ


ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพดีและมีความสุขทุกวันนะคะ
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
28-29 มกราคม 2560






















Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2560 9:59:32 น.
Counter : 568 Pageviews.

2 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณอุ้มสี

  
บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
wicsir Pet Blog ดู Blog
หนุ่มร้อยปี Diarist ดู Blog
ฟ้าใสวันใหม่ Home & Garden Blog ดู Blog
ภูเพยีย Diarist ดู Blog

ตามมาอ่านค่ะ
โดย: อุ้มสี วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:10:35:30 น.
  
สวัสดีนะจ้ะ เราแวะมาทักทาย สักคิ้ว 6 มิติ ลบรอยสักคิ้วด้วยเลเซอร์ ลบรอยสักคิ้ว Eyebrow Tattoo Removal เพ้นท์คิ้วลายเส้น เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ
ให้ใจหายใจ สุขภาพ วิธีลดความอ้วน การดูแลสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย สุขภาพผู้หญิง สุขภาพผู้ชาย สุขภาพจิต โรคและการป้องกัน สมุนไพรไทย ผู้หญิง ศัลยกรรม ความสวยความงาม แม่ตั้งครรภ์ สุขภาพแม่ตั้งครรภ์ พัฒนาการตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ โรคขณะตั้งครรภ์ การคลอด หลังคลอด การออกกำลังกาย ทารกแรกเกิด สุขภาพทารกแรกเกิด ผิวทารกแรกเกิด การพัฒนาการของเด็กแรกเกิด การดูแลทารกแรกเกิด โรคและวัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารสำหรับทารก เด็กโต สุขภาพเด็ก ผิวเด็ก การพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็ก โรคและวัคซีนเด็ก อาหารสำหรับเด็ก การเล่นและการเรียนรู้ ครอบครัว ชีวิตครอบครัว ปัญหาภายในครอบครัว ความเชื่อ คนโบราณ
โดย: nokyungnakaa วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:13:04:12 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]