แปดบาทจรดลพ้นวิถี (ปูดองเทวดา)
Group Blog
 
All blogs
 
ไปผ่าตัดแก้นอนกรนมา

ขอท้าวความก่อน เพื่อความเข้าใจ ตั้งแต่ต้นเรื่อง
คือผม มีอาการนอนกรน มาตั้งแต่ไหนแต่ไร จนจำความไม่ได้ว่าเริ่มกรนตั้งแต่เมื่อไหร่
การกรนของผมก็อยู่ในระดับแนวหน้าของอาการชนิดนี้ กล่าวคือ สามารถสร้างความรำคาญให้แก่ผู้ใกล้ชิด อันได้แก่ ภรรยาของผม จนต้องแยกที่นอนกัน มีคนเดียวที่มีความสามารถนอนห้องเดียวกับผมได้ก็คือ ลูกชาย ที่ชักจะมีแนวโน้มว่าโตขึ้นก็อาจจะมีอาการเหมือนผม เพราะได้ยินเสียงนอนกรนแบบยังเบาๆอยู่บ้างเป็นครั้งคราว
ทีนี้อยู่มาวันหนึ่งก็อ่านในหนังสือพิมพ์เจอวิธีการแก้ไขโรคนอนกรนโดยไม่ต้องผ่าตัด อ่านดู ก็ได้ใจความว่าเขาใช้วัตถุชนิดหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติ ให้ตัวได้ สอดเข้าไปในเพดานอ่อน เพื่อไม่ให้เพดานอ่อนลงมาปิดทับช่องทางหายใจ และราคาก็แพงประมาณ 3 หมื่นกว่าบาท ผมก็เลยได้แรงบันดาลใจว่า เอ๊ มันน่าจะมีวิธีรักษาโรคนอนกรนโดยวิธีอื่นๆอีกมั้งเนี่ย เขาเลยเรียกวิธีนี้ว่าเป็นการรักษาทางเลือก อย่ากระนั้นเลย เราจงใช้ Google เสาะหาดูคงจะรู้เป็นแน่
แอ่น แอ๊น หาไปหามา อ่านดูหลายคอลัมน์ ก็มาเจอที่คิดว่าน่าจะเข้าท่าที่สุด ก็คือ คลีนิคพิเศษรักษาโรคนอนกรนของโรงพยาบาล จุฬาฯ
ว่าแล้วก็ไม่รอช้า รีบ โทร 1133 ถามเบอร์โรงพยาบาลจุฬา เพื่อทำนัด
(จันทร์-ศุกร์ 8:00-16:00 โทร 02-2565193-4
เสาร์-อาทิตย์ 8:00-12:00 โทร 02-2565166, 02-2565175)
ขอแจ้งให้ทราบเป็นความรู้ว่า ถ้าท่านไม่โทรไปทำนัดก่อน อยู่ดีๆ ท่าน walk in เข้าไปที่โรงพยาบาลเลย ท่านก็จะต้องจ๋อย เพราะ เขาจะให้ท่านทำนัดในวันนั้น ส่วนจะได้นัดเมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับคิวของคนไข้ที่มีอยู่ก่อนหน้าที่ท่านจะติดต่อ ในกรณีของผมค่อนข้างจะโชคดีก็ได้นัดหมอหลังจากวันนัดประมาณ 3 อาทิตย์กว่าๆหน่อย
คุณหมอที่ตรวจผม เป็น Specialist ทางนี้(รักษาโรคนอนกรน) คือ รศ.นพ. ประกอบเกียรติ หิรัญวิวัฒน์กุล ท่านทั้งรักษาโรคด้วย และ เก็บข้อมูลทำวิจัยเพื่อพัฒนาวิธีรักษาด้วย ดังนั้น อาการใดๆที่เกี่ยวข้องกับการนอนกรน ท่านจะรู้ที่มาที่ไปหมด
ไปตรวจครั้งแรก ท่านจะสอดกล้อง เข้าไปในรูจมูกเราทั้งสองข้างเพื่อดูว่าผนังจมูกของเรานั้น ตรง หรือ คด มากน้อย เพียงไร และท่านก็จะให้เราไปถ่ายเอ็กซเรย์ในช่วงปากถึงคอ เพื่อ นำมาวินิจฉัยในครั้งต่อมา
ปกติคุณหมอจะนัดครั้งละประมาณ 1 เดือน โดยที่คุณหมอก็จะให้ยาแก้คัดจมูกมากิน ให้น้ำเกลือมาฉีดล้างโพรงจมูก ให้ยาพ่นจมูกมาพ่นก่อนนอน เพื่อที่จะดูว่าหลังจาก กินยา ล้างน้ำเกลือ พ่นยา แล้ว อาการนอนกรนดีขึ้นบ้างมั้ย ก็สรุปได้ว่า อาการดีขึ้น แต่ก็ยังกรนอยู่
เมื่อครบกำหนดนัด ไปหาคุณหมอ พร้อมฟิล์มเอ็กซเรย์ คุณหมอก็จะวินิจฉัยให้เราฟัง โดยให้คนไข้ทั้งหมดที่ไปในวันนั้นมาดูฟิล์มเอ็กซเรย์ของทุกๆคน แล้วท่านก็จะอธิบายให้ทุกๆคนฟัง เป็น case by case
สามารถสรุปโดยภาษาชาวบ้านง่ายๆได้ว่า การนอนกรนนั้น เกิดขึ้นเนื่งจากมีการไปขวางทาง ทางเดินหายใจ ทำให้ช่องทางเดินหายใจ แคบลง จนถึง ขั้น อุดตัน
สาเหตุของการขวางทางเดินหายใจก็มีด้วยกัน หลายอย่าง เช่น
ผนังกั้นจมูกคด เมื่อนอนปิดปากหายใจทางจมูก แล้วนอนตะแคงทางด้านที่ทำให้ผนังจมูกด้านทีแคบกว่ากดทับมาทางด้านจมูกที่กว้างกว่าก็จะทำให้ด้านที่กว้างแคบลง ทำให้ หายใจไม่สะดวกมากขึ้น
หรือ เพดานอ่อน(บริเวณลิ้นไก่) อยู่ต่ำมาก ทำให้เมื่อเวลาเรานอนหงาย เพดานอ่อนลงมาปิดกั้นช่องหลอดลม ทำให้หายใจไม่สะดวกมากขึ้น
หรือ ลิ้นเรายาว ทำให้โคนลิ้นลงไปอยู่ต่ำ บริเวณเดียวกับที่เพดานอ่อนลงมากดทับ ทำให้เมื่อเวลาเรานอนหลาย ก็จะช่วยกันกับเพดานอ่อน ปิดกั้น ช่องหลอดลมให้แคบลง จนถึงขั้นปิดสนิท
หรือ โดยสรีระ ของเรา ช่องหลอดลม เราค่อนข้างจะแคบอยู่แล้ว ก้จะเป้นผลประกอบให้การปิดกั้นช่องหลอดลมทำได้สนิทมากขึ้น(ในกรณีของคนอ้วน ที่มีคออวบใหญ่ เมื่อเวลานอน จะยิ่งมีน้ำหนักกดทับจากเนื้อและไขมันบริเวณคอลงไปช่วยกระหน่ำซ้ำเติมด้วย)
ของตัวกระผมนั้น ดีหนึ่งประเภทหนึ่ง คือมีทุกสิ่งอย่างที่กล่าวมา (555)
ทีนี้ คุณหมอก็ วิสัชนา ให้เราฟังว่า อันว่าการนอนกรนนั้นสามารถแบ่งออกเพื่อ ให้ตรงกับ จุดประสงค์การมาหาหมอของคนไข้ แบ่งได้เป้น 2 ประเภท ก็คือ
แท๊แด่
การนอนกรนที่ไม่เกิดอันตรายต่อคนไข้ และ
การนอนกรนที่เป็นอันตรายต่อคนไข้
ผมจะพยายามอธิบายตามที่ผมเข้าใจละกันนะครับ(ไม่รับรองว่าถูกต้องตามหลักวิชาแพทย์หรือเปล่า)
กล่าวคือ เมื่อเกิดสภาวะการปิดกั้น ของช่องทางเดินหายใจ ถ้าร่างกายยังมี สมรรถภาพดี สามารถหายใจออก หรือหายใจเข้า ผ่านสภาวะปิดกั้น ได้ สภาวการณ์นี้ก็จะเป็นการกรนที่สร้างเพียงความรำคาญ เฉยๆ โดยไม่เกิด อันตรายแต่อย่างใด
แต่เมื่อใดก็ตาม ที่ร่างกายไม่สามารถ หายใจออก หรือหายใจเข้า ผ่านสภาวะการปิดกั้น ได้ ก็จะทำให้เกิด สภาวะการหยุดหายใจเกิดขึ้น ซึ่งการหยุดหายใจนี้ ก็จะทำให้ เลือดไม่ได้รับอ๊อกซิเจนเพิ่มขึ้นตามปกติที่ควรจะได้รับ แล้วก็จะทำให้ อ๊อกซิเจนที่ไปเลี้ยงสมอง น้อยลงเรื่อยๆ ถ้ากลไกอัตโนมัติของร่างกายสามารถ ผลักดันให้ร่างกาย หายใจผ่านอุปสรรคได้อีกครั้งหนึ่ง(อาจจะโดยการสำลัก ที่เราจะได้ยินจากผู้ที่นอนกรนเสียงดัง ทีเป็นเสียง กระชาก คร่อกๆๆ คร่อกๆๆ ในบางรายร่างกายจะมีอาการสะดุ้งด้วย)
ร่างกายก็จะกลับมารับอ๊อกซิเจนใส่เลือดได้อีกครั้งหนึ่ง แต่สภาวะการปิดกั้นก็จะกลับมาเกิดอีก เป้นวงจรอย่างนี้เรื่อยไปตลอดการนอนของเรา
เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายเราอ่อนแอ จะด้วย ป่วย ไม่สบาย เมา หรือไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายก็จะมีโอกาสที่จะเกิดการหยุดหายใจเป็นเวลานานๆได้(อาจจะมากกว่า 2 นาที ต่อครั้ง) หรือแม้แต่ถ้าเราทำงานเหนื่อยมากๆ จนระบบอัตโนมัติ ไม่ สั่งการ ก็อาจถึงขั้น ไหลตายไปเลยก็เป็นได้(ไม่ได้ขู่ นะเนี่ย)
ดังนั้น คุณหมอคนเก่งของเราก็ สั่งการให้เรานั้น จงไปขอยืม cpap (เครื่องช่วยการหายใจอัตโนมัติ) มาทดลองใช้ดู โดยคุณหมอได้ให้นามบัตรของบริษัทที่ขายเครื่องดังกล่าวมา 2 บริษัท
เจ้าเครื่อง cpap ที่ว่านี้ มันจะทำการปั๊มลมเข้าไปเพื่อให้การหายใจของเรานั้นไม่ถูกปิดกั้น จะเซนเซอร์ด้วยวิธีใดก็เกินกว่าที่จะทราบได้ เราจะต้องทำการสวมเจ้า cpap ตัวนี้ปิดปาก ปิดจมูก ก่อนนอน ในระหว่างที่เครื่องทำงาน มันจะบันทึกค่าต่างๆที่ สามาถวิเคราะห์ได้ว่า เราเกิดสภาวะการหยุดหายใจ มากน้อย เร็วนาน อย่างไร การปิดกั้นต้องการความดันในการเปิดทะลุทะลวงเท่าใด หลังจากนั้นให้นำผลการใช้ cpap นี้มาให้คุณหมอ เพื่อวินิจฉัย
แต่
แต่คุณหมอได้ ให้ความคิดเห็นไว้ก่อนว่า การใช้ cpap เพื่อการวินิจฉัยนี้ ไม่ได้ผลที่แน่นอนในทางบวก แต่จะได้ผลที่แน่นอนในทางลบ กล่าวคือ ถ้าผลของการใช้ cpap ออกมาว่า อาการไม่น่าจะเป็นอันตราย ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าไม่เป็นอันตรายจริงๆ ในทางกลับกัน ถ้าผลการใช้ cpap ออกมางว่า อาการน่าจะป็นอันตราย สามารถสรุปได้ในระดับหนึ่งว่า อาการนอนกรนของเรานั้น อยุ่ในขั้นอันตราย
ถ้าเราต้องการความแน่นอนในการวินิจฉัย ต้องทำ Sleep Test ซึ่งทำโดยโรงพยาบาลจุฬา แล้วคุณหมอก็ให้เบอร์ติดต่อของ Sleep Lab มา
ด้วยความเป้นวิศวกร คิดไปคิดมาแล้ว เกิดความขี้เกียจเสียเวลา (เสียเงินไม่เป็นไร) ก็เลย ไม่ติดต่อขอยืม cpap มาใช้ แต่ติดต่อไปทำ Sleep Test เลย
เมื่อถึงนัดครั้งต่อไป ก็นำผล Sleep Test ไปให้คุณหมอดู
คุณหมอก็พิจารณา อยู่พักหนึ่ง แล้วก็ครุ่นคิดอีกพักหนึ่ง(คงจะคิดว่าจะพูดอย่างไร ไม่ให้ serious ดี) ท่านก็บอกกับผมว่า อันอาการของผมนี้ ไม่ค่อนดีนัก แต่ว่ายังไม่ถึงขั้นที่จะก่อให้เกิดอันตราย(ได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก)
แต่
แต่อย่าเพิ่งดีใจไป
ด้วยว่าสภาวะการเกิดอาการนอนกรนของผมนั้น มันเกิดจากกายภาคทางสรีระ ซึ่ง แม้ว่าจะไม่เกิดอันตรายในตอนนี้ แต่จะหวังให้มันหายไปนั้นเป็นไปไม่ได้ มันมีแต่ ทรง กับ ทรุด ลงไปเรื่อยๆ ตามสังขาร พูดง่ายๆก็คือ ถ้าทิ้งไว้โดยไม่แก้ไข ซักวันหนึ่งต้องเป็นอันตราย อย่างแน่นอน (จบกันละซิ)
อันว่าทางแก้ไขนั้น มันก็มีอยู่ 2 ทาง ที่เขาปฏิบัติกัน ก็คือ
ทางเลือกที่หนึ่ง ให้ ไปยืม cpap ทีกล่าวข้างต้น มาลองใช้ดู ผลการใช้จะสามารถนำมาวินิจฉัยร่าวมกับ ผล Sleep Test ได้ว่า ใช้แล้วอาการดีขึ้นหรือไม่ อย่างไร
ทางเลือกที่สอง ก็คือ จงไปขึ้นเขียงให้คุณหมอทำการผ่าตัด แก้ไขในจุดที่เป็นเหตุให้เกิดการอุดตัน
สระตะดูแล้ว จะไปรีบเจ็บตัวทำไม ก็เลยยอมเสียเวลาไปขอยืม cpap มาลองใช้อยู่ หนึ่ง อาทิตย์ แล้วเอาผลไปให้หมอดู
ผลการใช้ cpap ของผม ใช้ได้ดีมาก คือเมื่อใช้เครื่องแล้ว ไม่เกิดสภาวะการหยุดหายใจเลย และราคาเครื่องอยู่ที่ประมาณ 65000 บาท ค่าผ่าตัดอยู่ที่ประมาณ 5-7 หมื่นบาท
กลับมานอนคิดไปคิดมา ถึงแม้ว่า การใช้เครื่องจะไม่ต้องเจ็บตัว แต่มันก็จะเป็นอุปสรรคต่อกิจกรรมบนเตียง ต่างๆนาๆ และเป็นภาระที่จะต้อง หอบหิ้วเจ้าสิ่งนี้ไปไหนต่อไหน จนตลอดชีวิต
จนถึงวันหมอนัด จึงไปบอกหมอว่า ผมขอผ่าตัดครับ หมอก็ไม่ว่าอะไร ก็เปิดสมุดนัด แล้ว ทำการนัดวันผ่าตัดให้
เนื่องจากติดภารกิจ บางประการทำให้ไม่สามารถเขียนต่อให้จบได้ในครั้งนี้ ผมขออนุญาต เขียนเล่าประสพการณ์การผ่าตัดให้ฟังในคราวหน้านะครับ
(check rating ดูก่อนว่ามีคนสนใจเยอะรึเปล่า อิอิ)





Create Date : 28 ตุลาคม 2551
Last Update : 28 ตุลาคม 2551 18:25:31 น. 7 comments
Counter : 18863 Pageviews.

 
เพิ่งทราบค่ะว่า
มีการผ่าตัดรักษาอาการกรนด้วย

คือ ในความรู้สึก (คิดเอง)
คนทุกคน คงจะกรน
แต่มากน้อยต่างกันน่ะค่ะ
(หรือคิดผิด อิอิ)

แต่ถ้ากรนขนาดภรรยาไม่ยอมนอนด้วย
ก็รีบ ๆ ผ่าตัดก็ดีนะคะ

เดี๋ยวเกิดอาการแทรกซ้อน อิอิ


โดย: โสดในซอย วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:20:19:29 น.  

 
สนใจ สนใจ

นอนกรนร้ายกาจจริงๆ ครอบครัวแตกแยกกันได้ง่ายๆ

ตอนใหม่บอกด้วยน่ะ รับรู้เอาไว้เวลามีคู่ได้แก้ไขได้

เปนกะลังจัยให้ จ๊ะ


โดย: บ้าได้ถ้วย วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:21:32:51 น.  

 
ได้ความรู้เรื่องนอนกรนดีค่ะ เราเป็นคนตื่นง่าย แต่แฟนเรานอนกรน กะลังคิดอยู่เรยว่า ถ้าแต่งงานแล้วจะอยู่ได้ไหม

ขอบคุณนะคะ

จะติดตามตอนต่อไป


โดย: Nanautchara วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:21:53:11 น.  

 
รออ่านตอนต่อไปอยู่ค่ะ น่าสนใจมาก ๆ เพราะคนที่บ้านนอนกรนอาการหนักเหมือนกัน


โดย: ANGEL_CS วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:22:00:00 น.  

 
Comment Hi5 Glitter

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

หวัดดีค่ะ แวะมาลงชื่อบอกว่าเขียนดีมากเลย อ่านเข้าใจง่ายและมีประโยชน์มาก


โดย: หอมกร วันที่: 7 พฤศจิกายน 2551 เวลา:14:14:52 น.  

 
ที่บ้านก็กรนอย่างหนักเหมือนกันค่ะ
ทุกคืน บางคืนไล่ให้ไปนอนข้างนอกก็งอนอีก
เรางี้ไม่ได้หลับได้นอนเพราะเค้ากรน แถมตอนนี้มีลูก
เราก็ห่วงว่าลูกจะนอนไม่ได้ ตอนลูกตื่นมากินนมทีไร
เราไม่สามารถนอนต่อไปได้เลย เพราะเสียงกรนนี่แหละ
ว่าจะพาไปเมืองไทยเพื่อผ่าตัดอยู่เหมือนกันค่ะ
รอฟังต่ออยู่นะคะ


โดย: Op..Op วันที่: 19 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:55:05 น.  

 
ได้รับบริการตรวจการนอนหลับที่บ้านจากบริษัท NK Sleepcare แล้วคุณหมอก็แนะนำให้ใช้เครื่อง CPAP ผมก็ซื้อจากบริษัทเดียวกันที่ทำ Sleep Test นี่แหละครับ


โดย: RiverLover วันที่: 12 เมษายน 2553 เวลา:10:13:59 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

pooce62
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




วิศวะ มะไฮโซ โตแต่ตัว กลัวความกลุ้ม หนุ่มใหญ๊ใหญ่ ใจดี๊ดี มีเมียแล้ว
Friends' blogs
[Add pooce62's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.