just can't {imagine} our ends
Group Blog
 
All blogs
 

HOT PANTS กู้โลกร้อน !!!

Global Warming for HOT PANTS !!!


อย่าปฏิเสธเลยว่า คนทำงานออฟฟิศต้องใส่เสื้อกันหนาว อยู่ในห้องปรับอากาศที่ปรับอุณหภูมิไว้ที่ 20 องศาต้นๆ ทั้งๆ ที่โลกจะลุกเป็นไฟอยู่แล้ว


แต่แฟชั่นเอาใจภาวะโลกร้อน เป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาวัยรุ่น
ไม่ว่าจะเป็นกางเกงฮอตแพนท์ส หรือที่เขารู้จักกันในชื่อ “short shorts” ที่โด่งดังเมื่อครั้งต้นยุค 70 และกลับมาฮิตอีกแล้ว


...ได้แต่กลุ้ม และอดอิจฉาหนุ่มๆ ไม่ได้ ที่ดูแล้วกระชุ่มกระชวย เราเห็นแล้วกลับเสียว(ว่าจะมองเข้าไปถึง)ไส้
ปนซึ้งใจที่พวกเธอต่างตระหนักถึงภาวะโลกในขณะนี้
ถึงได้พากันหาเสื้อผ้าชิ้นน้อยๆ มาใส่กัน
คิดดูสิ จะซักก็ประหยัด แห้งก็เร็ว ใส่ก็เย็นสบาย
(ไปถึงไหนถึงไหน)


และจากความช่วยเหลือของวิกกี้ ก็ได้เจอรูปแบบต่างๆ ของ Shorts เพิ่งรู้ว่ามันมีแบบเยอะมาก สนใจก็เข้าไปดูได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Hot_pants


ว่าด้วยเรื่องโลกร้อน เปิดเนทไปมาก็ได้ไอ้เจ้านี่มา The Global Warming Survival Guide จาก
http://www.time.com/time/specials/2007/environment/

ว่าด้วย 51 วิธี เริ่มต้นด้วยตัวคุณเองนั่นแหละ เพื่อลดภาวะโลกร้อน ที่เราว่าน่าสนใจและทำไม่ยาก ลองดูนะ

อาทิ เปิดหน้าต่างให้มากขึ้น ใช้เสื้อผ้ามือสอง
(555 ถูกใจ) ทำงานใกล้บ้าน เปลี่ยนหลอดไฟ(เอาที่กินไฟออกเสียบ้าง) ซักผ้าและตากเอง (ไม่ง้อเครื่อง)
ฯลฯ



และขอแนะนำเวบไทยที่กระตือรือล้นกับภาวะโลกร้อน กับ เวบไทย หยุดโลกร้อน! ก็น่าสนใจ เข้าไปดูกันได้ที่
Why World Hot.com - หยุด! ภาวะโลกร้อน



อันนี้เป็นไอคอน

Why World Hot หยุด! ภาวะโลกร้อน





ปีนี้ live earth จัดได้วันสวยมากๆ มารอดูกัน 07.07.07
http://www.liveearth.org/

ไปทำงานต่อแล้วจ้ะ หนูไม่อู้แล้วจ้ะ




 

Create Date : 04 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2550 1:15:20 น.
Counter : 218 Pageviews.  

ถึง...นวล

ถึงนวล...(รอบสอง)
เนื่องจากรอบแรก พิมพ์ใส่บล็อค
ยังไม่ทันอัพ มันแฮงค์ไป
ทุกอย่างกลับไปเหมือนตอนเริ่มต้น
เพียงแต่ว่าหมดแรงอัพใหม่อีกทีในวันนั้น

วันนี้ จัดแจงพิมพ์ไว้ในเวิร์ดอย่างดิบดี
คราวนี้ปลอดภัยชัวร์




.....
ไม่เข้าใจว่าตอนที่ลงมือ คนทำคิดอะไรอยู่กันนะ
เค้าไม่คิดว่านวลก็มีชีวิต มีหัวใจ และเจ็บเป็นเหมือนกัน งั้นหรือ

แต่ก็ไม่อยากให้ไปจองเวรกับเขา
(ทั้งๆที่แค้นแทนนะ)


เจ้านวลเอ๋ย สู้ๆนะลูกนะ
เอาใจช่วยเสมอนะ
(เราเองก็เป็นแค่เพียงเพื่อนร่วมโลกกันเท่านั้น แต่พอได้รับรู้เรื่องของเจ้าจากแถวโต๊ะจตุจักร
ขนาดรูปของเจ้าเรายังไม่กล้ามองเต็มๆตาเลย น้ำตาจะไหล แทบจะอยากจะรับความเจ็บปวดนั้นเอาไว้เอง)

อยากขอส่งผ่านความหวังดี ความห่วงใย
มาทางตัวหนังสือ
ให้กับนวล


อดทนหน่อยนะเจ้านะ
อยู่บนโลกนี้ ที่(มีคน)แสนโหดร้าย
สักวันหนึ่ง
...เราก็จะผ่านมันไปได้


ร่วมรับรู้เรื่องของเจ้านวลได้ที่
กระทู้จตุจักรด้านล่างค่ะ


http://www.pantip.com/cafe/jatujak/topic/J4918325/J4918325.html




เป็นข่าวใน manager.co.th


http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9490000145325



...

ไว้วันหลังมาเล่าเรื่องราวประสาทๆของเราให้ฟังละกันนะ

วันนี้เอาใจช่วยนวลกันดีกว่า




 

Create Date : 29 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2549 2:50:51 น.
Counter : 166 Pageviews.  

~พรานล่านกแสกสอนใจ~

เมื่อกี๊ ได้ดูรายการทางช่อง7สีทีวีเพื่อคุณ(นานๆจะมีรายการดีๆโผล่มาเพื่อคุณเสียที มันน่าชื่นใจนัก)
รายการนี้เค้านำเสนอเรื่องจริง ให้คนดูอย่างเราได้ทึ่งแทบทุกครั้ง(ที่มีโอกาสได้ดู)

ก็พอดี ได้ดูอยู่ช่วงหนึ่ง เป็นชีวิตของพรานล่านกแสก
และที่น่าแปลกใจ คือเค้าตาบอดนะ ได้ยินว่าเป็นโรคอะไรซักอย่างแล้วรักษาไม่หาย
ตาก็เลยมืดไปตั้งแต่ 4 ขวบ แทบจำความไม่ได้เลยนะเนี่ย
เขาสามารถเดินไปไหนมาไหนเองได้โดยที่ไม่ต้องมีไม้เท้า หรือสุนัขนำทาง ซึ่งก็ไม่ไกลมากเท่าไหร่มั้ง



เมื่อธรรมชาติพรากประสาทรับรู้ทางการมองเห็นไป แต่เขาก็ได้ประสาทรับเสียง และประสาทสัมผัสด้านอื่นๆดีขึ้นเป็นของแลกเปลี่ยน



อย่างที่เขาสามารถเดินไปไหนมาไหนตัวคนเดียว ถ้าไม่ไกลบ้านจนเกินไปนัก เขาบอกว่าเป็นเพราะเท้าของเขา (เดินเท้าเปล่า)สัมผัสได้ถึงความแตกต่างของเส้นทางที่คุ้นชิน (ผู้สัมภาษณ์ถามว่าถ้าใส่รองเท้าเดินล่ะ เค้าตอบกลับมาว่า หลงแน่นอน)

คนอย่างเราชักนึกอยากเดินเท้าเปล่าดูมั่งแล้ว ขนาดเราตาดีๆ ทางก็คุ้นๆ เดินอยู่บ่อยๆ ยังหลงเกือบตลอด เอาเป็นว่าการรับรู้ด้านทิศทางหรือแผนที่ในหัวติดลบน่ะ คิดดูแล้วกัน


ดูเขาไม่ค่อยเดือดเนื้อร้อนใจนัก กับทุกๆเรื่อง เขาประกอบอาชีพหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือ การรับจ้างขึ้นมะพร้าว ซึ่งเขามีวิธีทดสอบว่าลูกไหนสมควรเก็บ ก็ใช้การเขย่าและฟังเสียงเอานั่นแหละ


จากนั้นรายการก็พาไปชมกิจกรรมยามว่างของคุณพรานนกแสก นั่นก็คือ การชนไก่ ซึ่งเขาสามารถแยกเสียงร้องของไก่ตัวเองกับไก่คู่ต่อสู้ได้อย่างแม่นยำ (ซึ่งถ้าเป็นคนปกติอย่างเราๆท่านๆ เสียงไก่แต่ละตัว ถ้าเป็นตัวผู้เหมือนกัน มันแตกต่างกันได้ด้วยเหรอ) เขาก็ให้สัมภาษณ์ว่า ก็ต้องเป็นไก่ที่เขาเลี้ยงเองถึงจะจำเสียงร้องมันได้นะ


แล้วก็มาถึง ภารกิจช่วงกลางคืนของเขา พรานล่านกแสก ทางรายการก็ตามเค้าไปในป่า เค้าเอาใบไม้มาม้วนๆพับๆ แล้วก็เอามาแนบปากเป่าออกมาเป็นเสียงที่นกแสกคิดว่ามันเจอพวกเดียวกันแล้วล่ะ (เค้าให้เคล็ดลับว่า ใบไม้อะไรก็ใช้เป่าได้ทั้งนั้น แต่ต้องใบใหญ่หน่อย และใบที่เค้านิยมใช้ก็เป็นใบยูคาลิปตัส) ปกติเค้าก็จะจับได้คืนละประมาณ 2-3 ตัว แต่บางทีก็ได้ถึง 8 ตัวเลยทีเดียว


มีอยู่ตอนหนึ่ง เขาให้สัมภาษณ์กับทางรายการว่า ที่ทำให้เขาพยายามทำตัวเป็นปกติ ก็เพราะเขารู้สึกว่า คนที่เขาขาขาดทั้งสองข้างดูจะลำบากกว่าเขามาก ก็ยังขยัน และหางานทำ แล้วเรื่องอะไรที่เขามีเกือบครบ จะมานั่งงอมืองอเท้าปล่อยชีวิตให้สูญเปล่าเสียเล่า

(ก็จริงของเขาแหละ ไม่ว่าจะปกติหรือไม่ปกติ ถ้าเรามีแรงใจที่ดี บวกความตั้งใจและขยันอีกหน่อย เราก็น่าจะสามารถพึ่งพาตัวของเราเองนี่ล่ะ

ถ้าไม่ไหวยังไง ค่อยร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น แบบนี้ดีกว่ากันเยอะ

เพราะบางทีเราเองก็รู้สึกว่า เราตีกรอบจำกัดความสามารถของตัวเราเอง
เหมือนบางอย่างยังไม่ทันได้ลงมือทำ แต่ใจมันไม่สู้ ก็เอาแต่บอกกับตัวเองว่าทำไม่ได้หรอก
แล้วมันจะไปทำได้ หรือทำให้สำเร็จได้ยังไงเล่า ---ขอด่าตัวเองนิดนึง---
เก็บไว้สอนใจตัวเราเอง ...สอนแล้วรู้จักจำมั่งสิ)


ปิดท้ายด้วย...















นกแสกที่แสนน่ารัก แต่มองไปมองมา
ก็น่ากลัวอยู่เหมือนกันแฮะ


แต่ทางรายการไม่ยอมบอกว่าจับนกแสก
แล้วเอาไปทำอะไรอ่ะ

ทำไมอย่างนั้นล่ะ!




 

Create Date : 10 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2549 15:57:56 น.
Counter : 928 Pageviews.  

FWD mail: ทำไมภาพแบบนี้ไม่ได้เป็นข่าวบ้างนะ

มาดูรูปกันดีกว่า
เห็นแล้ว...รู้สึกดีจัง
น่าจะขึ้นหน้าหนึ่งและรายงานข่าวแบบนี้กันบ้างนะ

































...................................................

อาทิตย์ที่ผ่านมา
หมดแรงชีวิตมากๆค่า
รับจ๊อบ อดหลับอดนอน
อดดูหนัง
แล้ววันนี้ตั้งใจจะออกไปดูหนัง

แมวที่บ้านคลอดลูกตอนเช้าพอดี

เลยตัองอยู่โยงเฝ้าเด็กๆ
แต่ตอนนี้แอบดอดมาเล่นบล็อคซะงั้นน่ะ

สุขสันต์วันหยุดสามวัน
แล้วก็ทำงานสามวัน
แล้วประเดี๋ยวก็หยุดอีกสามวัน
ดีอะไรอย่างนี้






 

Create Date : 29 เมษายน 2549    
Last Update : 29 เมษายน 2549 11:53:18 น.
Counter : 168 Pageviews.  

xx...คนตั้งชื่อหนัง...xx

อิๆ
ขโมยมาจากด้านล่างนี่ล่ะค่ะ
เชิญทัศนาตามอัธยาศัย

นามนั้นสำคัญไฉน หรือ แปลอย่างไรให้น้ำเน่า
คอลัมน์ คุยความคิด

โดย มุกหอม วงษ์เทศ

"ชู้รักเรือล่ม" นำแสดงโดย ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และเคท วินส์เลต

ข้าพเจ้าได้ยินมาว่าฮอลลีวู้ดเรียกภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า "Titanic"

"ไททานิค" เป็นชื่อเรือโดยสารเดินสมุทร

เรือที่ล่มอับปาง

เรือที่ล่มอับปางที่มีคนเป็นชู้รักกันอยู่ในนั้น

"ไททานิค" จึงเป็นหนังเกี่ยวกับ "Lovers on the Sinking Ship"!

แต่ข้าพเจ้าสงสัยว่าฝรั่งจะสามารถตั้งชื่อหนังเรื่องเดียวกันนี้ว่า "Lovers on the Sinking Ship" ได้หรือไม่? เป็นไปได้ไหม ที่วัฒนธรรมทางภาษาของตะวันตกจะทำให้ชื่อนี้เป็นชื่อที่ "เป็นไปได้" และเป็นไปได้อย่างลื่นเนียนไร้ตะเข็บ?

ในทำนองเดียวกัน เป็นไปได้ไหมที่ลาว หรือไทย ประเทศเพื่อนบ้านมหาอำนาจที่รักสงบของลาวจะ "ตั้ง" หรือ "แปล" ชื่อภาพยนตร์ว่า "นักเปียโน" (The Pianist), "งานแต่งงานสี่งานกับงานศพหนึ่งงาน" (Four Weddings and a Funeral), "ฆ่าบิล" (Kill Bill), "ผู้ป่วยชาวอังกฤษ" (The English Patient) ฯลฯ

ง่ายมากที่เราจะรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้และ "ทนไม่ได้"! แต่ยากมากที่จะอธิบายว่าทำไมมันถึงเป็นไปไม่ได้หว่า...อะไรทำให้ชื่อเรื่องเหล่านี้ฟังประดักประเดิกและทื่อๆ ในภาษาไทย

ข้าพเจ้าคิดเอาเองว่า ยกเว้นคำศัพท์เกี่ยวกับศาสนาความเชื่อแล้ว วัฒนธรรมภาษาไทย (ไท-ลาว+เขมร+บาลี-สันสกฤต+ฯลฯ) ไม่ใช่ภาษาที่มีประเพณีการสร้างมโนทัศน์รวบยอด(conceptualization) แต่เป็นวัฒนธรรมภาษาที่ให้ความสำคัญกับการสร้างจินตภาพและสุนทรียศาสตร์ของเสียง

ชื่อที่แสดงคอนเซ็ปต์รวบยอดอันฟังดูสามัญธรรมดาในภาษาตะวันตก เช่น The Game, The Hospital, The Postman มักเป็นชื่อที่แปลยากที่สุดในภาษาที่ให้คุณค่ากับการใช้โวหาร หรือการสร้างความวิจิตรพิสดารของภาษาและภาพพจน์ หากชื่อเรื่องเหล่านี้ตกไปอยู่ในเงื้อมมือของตลาดการแปลแล้ว ข้าพเจ้านึกได้แต่ชื่ออย่าง "เกมล่ามรณะเขย่าขวัญ", "คุณหมอกุ๊กกิ๊ก คนไข้กิ๊กก๊อก" หรือ "เล่ห์จดหมายลวงสวาท"

ชื่อ "สามัญ" แบบตะวันตกมักเป็นชื่อที่ต้องการสื่อถึง "ความคิดรวบยอด" หรือ "การซ่อนนัย" อันมีนัยถึงวัฒนธรรมทางภาษาที่ระมัดระวังการใช้คำขยาย(adj/adv) หรือจงใจที่จะสื่อความเป็นภววิสัย(objectivity) แต่ชื่อสามัญในบริบทของไทยกลับจะถูกมองว่าแสดงถึงความไร้ทักษะเชิงวรรณศิลป์ การตั้งชื่อผลงานด้วยคำดาดๆ ว่า "โรงแรม", "งานศพ", "ชาวกรุงเทพฯ", "ความกลัว" จึงต้องนับเป็นข้อยกเว้นที่พอเจอได้ยาก มากกว่าจะเป็นขนบ

ทั้งหมดนี้ฟ้องว่าการ "แปลชื่อ" เป็นภารกิจที่ยากมหาโหด ความสำเร็จในการแปลชื่อที่ไม่ใช่การทับศัพท์จึงต้องใช้ศาสตร์และศิลป์ชั้นสูง ไม่ใช่ชั้นต่ำๆ หรือเน่าๆ เพราะการแปลชื่อเป็นสมรภูมิอันคุกรุ่นด้วยความยอกย้อนในและข้ามภาษาหลายชั้น

ถ้าดูอย่างหยาบๆ แล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่าการแปลชื่อเรื่องในเมืองไทยมักจะแปลกันตามเกณฑ์ใหญ่ๆ สองเกณฑ์ คือ แปลตรงตามตัวอักษร และ "แปล-แปร-แปลง" ตามจินตนาการของผู้แปล ไม่ว่าจะเพื่อให้เข้าใจใน "สัญลักษณ์" ของชื่อ หรือเพื่อ "เพิ่มเติม" ความหมายให้ "โจ่งแจ้ง" ยิ่งขึ้นตามเจตนารมณ์ของผู้แปลหรือผู้ที่มีอำนาจกว่าผู้แปล

การแปลชื่อนวนิยายแนว Socialist Realism เรื่อง "Mother" ของแมกซิม กอร์กี้ นักประพันธ์รัสเซียนามอุโฆษว่า "แม่" จึงเป็นการแปลที่แสดงการยึดมั่นซื่อตรงต่อต้นฉบับดั้งเดิม และน่าจะรวมถึงการตริตรองมาอย่างลึกซึ้งแล้วว่า "Mother" ควรจะแปลว่า "แม่" ...เท่านั้น

ในขณะที่หากข้าพเจ้าถูกวิญญาณคนแปลชื่อหนัง/หนังสือในตลาดเมืองไทยเข้าสิงแล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่ข้าพเจ้าจะพ่นคาถาปลุกเสกแม่ "ธรรมดาๆ" ของกอร์กี้ให้มีไตเติ้ลในภาคภาษาไทยว่า "ยอดคุณแม่ทรหดสู้เพื่อฝันสังคมนิยม" หรือ "อยากจะกู่ก้องบอกโลกถึงแม่ผู้ยิ่งใหญ่" หรือมิฉะนั้นอย่างเบาะๆ ก็ต้อง "แม่ข้าหัวใจไม่ยอมแพ้"!

วัฒนธรรม(และการตลาด) การแปลทั่วๆ ไปของไทยจึงมีความโน้มเอียงกระเท่เร่ที่จะโปะคำขยายหวือหวาเว่อร์ๆ ซึ่งมักจะเป็นการประดิดประดอยโวหารรุงรังผิดที่ผิดทางบ้าง เพ้อเจ้อเลอะเทอะบ้าง ให้กับชื่อดั้งเดิม ราวกับมีความหวาดหวั่นพรั่นพรึงกันว่าความห้วน คลุมเครือ กำกวม หรือซ่อนนัย จะเป็นสัญญาณของความไร้ประสิทธิภาพของการแปลแบบไทยๆ ทั้งยังจะทำให้ "ขาย" ไม่ได้อีกด้วย

วัฒนธรรมการแปลชื่อหนัง หนังสือ หรือบทละครแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซหรือจังค์พีซ ไม่ว่าจะมุ่งขายตลาดชนชั้นกลางหรือตลาดล่าง ข้าพเจ้าขนานนามเล่นแก้กลุ้มว่า "Melodramatization" หรือ "การทำให้เป็นน้ำเน่า"

เช่น Japanese Story = "เรื่องรักในคืนเหงา", Sylvia = "บทกวีรักก้องโลก", Closer = "ขอหยุดไฟรักไว้ที่เธอ", Pride and Prejudice = "สาวทรงเสน่ห์", Sense and Sensibility = "เหตุผลที่คนเรารักกัน", The Count of Monte Cristo = "ดวลรัก...ดับแค้น", Birth = "ปรารถนา...พยาบาท", Cold Mountain = "วิบากรักสมรภูมิรบ", Being John Malkovich = "ตายละหว่า...ดูดคนเข้าสมองคน", Lost in Translation = "หลง-เหงา-รัก", Heaven = "ฉุดรักหนีนรกถึงสวรรค์", City of Angels = "สัมผัสรักจากเทพ...เสพซึ้งถึงวิญญาณ", ฯลฯ

ความมหัศจรรย์พันลึกจะคละคลุ้งออกมาเองเมื่อเราลองแปลชื่อเหล่านี้กลับไป อาทิ "Love story in a lonely night", "Just Want to Stop My Burning Passion at You", "Charming Lady", "Reasons that People are in Love", "Troubled Love in the Battle Field" …Ooooo! My God!!!

ข้าพเจ้าอยากจะตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ถึงขนาดหนังฮอลลีวู้ดเกรดบีห่วยๆ เป็นพันๆ เรื่อง ส่วนใหญ่แล้วกลับมีภาษาของ "ไตเติ้ล" ที่ไม่ต่างจากหนังดีๆ เลย ถ้าดูแค่ "ชื่อหนัง" อย่างเดียว จะไม่มีใครสามารถบอกได้เลยว่านี่คือหนังเกรดเอหรือหนังตลาด ขนาดหนังเข้าขั้น "ขยะ" ยังมีชื่อเรื่องยังกับวรรณคดีชั้นสูง! เช่น Anatomy = "จับคนมาเป็นศพ", Eulogy = "รวมญาติป่วยร่วมอาลัยปู่", Malice = "ร้อนผู้หญิง ร้ายผู้ชาย", The Crow = "อีกาพญายม"

วัฒนธรรมการแปลที่ไม่รู้สำนึก(unconscious) ถึงการลดทอนความหมาย (trivialize) ด้วยการเพิ่มระบายลูกไม้ cheap ตามอำเภอใจแบบนี้ ดูจะแทงลึกลงไปถึงมโนทัศน์และรสนิยมทางภาษาของสังคม ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวผู้แปล(ง) เท่านั้น



ที่มาค่ะ
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01fun07190648&day=2005/06/19

อ่านกันแล้ว
อ่านกันจนจบรึป่าว
อย่าเพิ่งเบื่อนา
แต่ทั้งหมดเราก็แค่อยากตั้งข้อสังเกตว่า
เค้ามีหลักเกณฑ์เลือกคนตั้งชื่อหนังยังไง
ทำไมมันออกมาแบบที่เป็นอยู่นี่
งง งง

เห็นด้วยกับคุณมุกหอมเค้าน่ะค่ะ
ใครมีความเห็นก็เชิญได้เลยค่า




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 30 กรกฎาคม 2548 20:55:10 น.
Counter : 598 Pageviews.  

1  2  

quin toki
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




everything has a begining , has an end.

link to my thought
~~*http://pompom67.bloggang.com*~~




บล็อกน้อยอิเหละเขะขะ
เก็บ+กระจุกของไว้สารพัด
สารบัญก็ไม่มีให้กดง่ายๆ ขออภัยด้วยเน้อ




เคยมีคนบอกกับเราว่า
ถ้าเราไม่ได้ดูหนัง
คงหายใจไม่ออกสินะ

...
ขาดหนัง
ก็ขาดใจ
(ไอ้บ้าเอ๊ย!)

เข้าใจพูดนะเนี่ย
>_<








นิตยสารดีโอ DE.O. Magazine E-Book

issue 6

L.O.V.E.







คุณป้าสุวคนธ์ ไม้แดง

และหมาแมวจรนับร้อย

ที่กำแพงเพชร



เล่นกับแกรี่ได้นะจ๊ะ (แต่แกรี่ตัวนี้ไม่มีเขี้ยวเท่านั้นแหละ)
Friends' blogs
[Add quin toki's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.