Chocolate is like love, you never get enough.
Group Blog
 
All blogs
 

ฟ้าจรดทราย The Musical



เมื่อวันศุกร์ (06.07.07) ที่ผ่านมาไปดู "ฟ้าจรดทราย The Musical" มา บัตรตั้ง 1,500 บาท แต่ว่าเป็นที่นั่งด้านบน เอียงขวา เหมือนไปมุงดูยังไงยังงั้นเลย ก่อนอื่นขอเล่าเรื่องย่อของเรื่องนี้ก่อนแล้วกัน

มิเชลสาวลูกครึ่งผู้มีหน้าตาหมดจดงดงามอย่างประหลาดถูกเพื่อนรัก "แคทฟียา" หักหลังด้วยการสับตัวกับเธอส่งไปเป็นสนมกับองค์อาเหม็ด กษัตริย์ผู้ครองนครฮิลฟารา

พระองค์ทรงปกครองแผ่นดินด้วยความรัก จึงทำให้นครแห่งนี้ร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

โดยเมื่อมีการสับตัวเกิดขึ้น คนที่ถูกส่งมาจะต้องถูกประหาร และแคทฟียาเองก็หวังจะฆ่าเพื่อนด้วยวิธีนี้ (แฟนของแคทฟียาหันมาสนใจมิเชล ทำให้แคทฟียาเคียดแค้นมาก)

แต่จนแล้วจนรอดด้วยความใจเย็นและทรงมีเมตตาขององค์อาเหม็ด พระองค์จึงรับสั่งให้ชารีฟ ราชองครักษ์ผู้จงรักภักดีต่อพระองค์ ไปสืบสวนเรื่องราวความเป็นมาของเหตุการณ์สับตัวดังกล่าว และเมื่อเรี่องจริงปรากฏ...มิเชลไม่ได้มีความผิดแต่อย่างใด เธอเป็นผู้บริสุทธิ์

ด้วยความงดงามของเธอก็ถูกใจองค์อาเหม็ด ทรงรับสั่งให้รับเธอเข้ามาเป็นพระสนมใหม่

ในคืนวันเข้าหอของมิเชลกับองค์อาเหม็ดนั่นเอง น้องชายของพระองค์...เจ้าชายโอมาน ก็คิดการกบฏ ลองปลงพระชนม์พี่ชายเพื่อต้องการขึ้นเป็นกษัตริย์แทน

ชาริฟไม่สามารถช่วยเหลือพระองค์ไว้ได้ แต่เขาเองและมิเชลรอดตาย ทั้งคู่รอนแรมไปในทะเลทราย มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่าเวิ้งว้างของท้องทะเลทรายร้อนระอุ รวมทั้งความรักของทั้งคู่ก็เกิดขึ้นในระหว่างที่หนีตาย

สุดท้ายองค์อาเหม็ดรอดมาได้ด้วยความช่วยเหลือของทหารที่จงรักภักดีต่อพระองค์ จนได้มาพบกับชาริฟและมิเชล ในวันที่ทั้งคู่เกือบหมดลมหายใจ มิเชลนั้นไม่ได้สติไปแล้วด้วยซ้ำ ส่วนชาริฟก็กำลังอยู่ในสภาพอิดโรยสุดๆ

ชาริฟเป็นคนเข้าไปแก้แค้นให้กับอาเหม็ดด้วยการต่อสู้อย่างไม่เกรงกลัว เขาทำลงไปด้วยความรักและจงรักภักดีต่อองค์อาเหม็ด

แล้วชาริฟก็ได้ครองรักกับมิเชลอย่างสมใจ โดยยกลูกชายให้เป็นราชองครักษ์ขององค์อาเหม็ดต่อไป

---------------------------------


เข้าเรื่องกันเลย...กับสิ่งที่เรา "ได้" จากการดูละครเวทีครั้งนี้

ตลอดเวลาที่อ่านนิยายก่อนที่จะไปดูละคร เราไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งถึงความจงรักภักดีที่ชาริฟมีต่อองค์อาเหม็ดเท่าไรนัก แต่พอได้มาดู ละครดัดแปลงเนื้อเรื่องนิดหน่อยให้ชาริฟเป็นคนรับอาสาปลอมตัวเข้าไปเป็นหมอเพื่อรักษาโอมาน และลอบทำร้าย แต่ในนิยายเป็นว่าชาริฟได้รับมอบหมายมากกว่า แต่ก็ทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งใจมากๆ กับความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของชาริฟ

เมื่อเปรียบเทียบกับสภาพบ้านเมืองเราในปัจจุบัน เรามีความคิดวูบหนึ่งในสมองว่า

ฮิลฟารา = ประเทศไทย

ไม่รู้สิ...คงมีคนคิดได้อย่างเราเหมือนกัน แต่ว่าเรา Click มากๆ กับความคิดนี้อ่ะ ถ้าชาวไทยทุกคน (รวมถึงคนก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนใต้) เป็นได้อย่างชาวฮิลฟาราคงดี

ชาวฮิลฟาราคงรักภักดีต่อองค์อาเหม็ดอย่างสูงสุด...อันนี้ก็เหมือนกับคนไทยส่วนใหญ่ที่จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา และด้วยความจงรักภักดีนี้เองที่จะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของคนในประเทศ ทำให้บ้านเมืองของเราสงบร่มเย็น

สิ่งที่ "ชอบ" จากละครเวทีเรื่องนี้

1. ชาริฟบอกกับองค์อาเหม็ดว่าเขารักและจงรักภักดีต่อพระองค์เป็นที่สุด หากแต่พระองค์รับสั่งตอบเขากลับไปว่า ขอให้เขารักและจงรักภักดีต่อ "ฮิลฟารา" เป็นที่สุดต่างหาก

2. (อันนี้ไม่แน่ใจว่าทีมงานตั้งใจให้แง่คิดกับคนดู เกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองปัจจุบันด้วยหรือเปล่า ถ้าตั้งใจ เราขอบอกว่าเราเป็นคนหนึ่งที่รับสาส์นนั้นได้)
องค์อาเหม็ดรับสั่งว่าขอให้ประชาชนของพระองค์ทุกคนดำรงตนอยู่ด้วย "ความรัก ความดี และความเสียสละ"

3. ฉากเลิฟซีน...เราจินตนาการไม่ออกเลยว่าฉากร่วมรักกันกลางทะเลทรายของพระเอกและนางเอกจะถูกถ่ายทอดออกมาอย่างไรในละครเวที แล้วเราก็ไม่ผิดหวัง การแสดงของมอสและนัท ทำให้รู้สึกว่ามันสวยงามเอามากๆ ไม่ได้มีความยั่วยวนแต่อย่างใด รู้สึกว่ามันเป็น Sex ที่สวยงาม (ที่สำคัญได้เห็นซิกแพ็กของพี่มอสด้วย...แม้ว่าจะไกลๆ ก็ตาม)



4. เพลงที่ถูกแต่งขึ้น เรารู้สึกว่ามันทำให้คนดูอย่างเรา (ที่อ่านนิยายมาก่อน) อินไปกับเรื่องได้มากขึ้นน่ะ ต้องหามาไว้ฟังแล้วล่ะ ตอนออกมาจากโรงละคร เพลงนี่ยังก้องอยู่ในหูเลย แต่ว่าตอนนี้หายแล้ว ไว้ฟังซ้ำแล้วจะมาบอกว่ามันทำให้เราอินได้ขนาดไหนบ้าง เช่น เพลง "ปณิธาน" ทำให้รู้สึกว่าความรักชาติ เป็นปณิธานของชาริฟจริงๆ


ทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้ "อะไรๆ" จากฟ้าจรดทราย เวอร์ชั่นละครเวที มากกว่าความเพลิดเพลินจากการอ่านนิยาย แต่ว่านิยายเรื่องนี้ก็เขียนได้ดีมากๆ เลย ทุกอย่างสมจริง ภาษาก็สวยงามตามประสานักเขียนชั้นเซียน

เอาเป็นว่าไม่ว่าจะอ่านนิยาย หรือ ดูละครเวที ก็นับว่าคุ้มทั้งคู่นั่นแหละ







 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2550 0:15:39 น.
Counter : 630 Pageviews.  

บาดแผลจากความทรงจำงดงาม

เวลาที่ผ่านไปแต่ละวินาที..แต่ละวันเป็นเสมือนเครื่องมือที่พัดพาเอาเรื่องราวและสิ่งต่างๆ มากมายเข้ามาในชีวิตของเรา เรื่องราวเหล่านั้นก็มีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป บางคนเลือกที่จะลืมเรื่องเลวร้ายไปจนหมดสิ้น จดจำไว้เฉพาะเรื่องดีเท่านั้น โดยหวังว่าความทรงจำดีๆ ที่มีอยู่จะสามารถทำให้ยิ้มได้เมื่อคิดถึงมันในวันเหงา ตรงกันข้ามกับอีกหลายคนที่เลือกจะจำไว้ทั้งหมด เรื่องไม่ดีจะกลายเป็นบทเรียนเพื่อทำให้ปัจจุบันและอนาคตดีขึ้น ส่วนเรื่องดีก็คอยหล่อเลี้ยงหัวใจให้มีกำลังต่อสู้กับสิ่งที่คาดเดาไม่ได้

แต่ถ้าวันหนึ่งเราพบว่าความทรงจำงดงามเหล่านั้นกลับย้อนมาทำร้ายตัวเองได้อย่างไม่มีชิ้นดี ไม่อยากจะเหลือแม้กระทั่งความทรงจำดีๆ ความรู้สึกดีๆ เหล่านั้นอีกแล้ว ในเมื่อเหตุการณ์ปัจจุบันที่กำลังเผชิญอยู่ช่างแตกต่างจากความทรงจำราวฟ้ากับดิน คุณจะเลือกที่จะจดจำความทรงจำที่ดีเหล่านั้นต่อไป หรือเลือกที่จะลืมมันไปให้หมดสิ้น

ความทรงจำที่ดีทำให้เราคาดหวังกับปัจจุบันว่ามันจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน..ใช่หรือไม่?
คำตอบสำหรับเราคือ.."ใช่"
นี่เป็นเหตุผลที่กำลังเลือดไหลซิบจากความทรงจำงดงามเหล่านั้น

คงเป็นเพราะความทรงจำที่เรามี บอกกับเราว่าสิ่งแวดล้อมและตัวละครที่แสดงอยู่ในตอนนั้นๆ จะคงเส้นคงวาต่อไปเรื่อยๆ
ลืมคิดถึงนามธรรมคำหนึ่งหรือเปล่า?...
คำนั้นคือ "การเปลี่ยนแปลง"
การเปลี่ยนแปลงย่างกรายเข้ามาเยือนอย่างเงียบเชียบเสมอ ถ้าไม่ได้ลองอยู่กับตัวเอง นั่งคิดทบทวนแล้วล่ะก็ เราจะไม่รู้ตัวเลยว่าสรรพสิ่งรอบตัวแตกต่างไปจากเดิม
นาฬิกาบนหัวเตียงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ต่อไป แต่ใช่ว่ามันจะไม่เปลี่ยนแปลง ละอองฝุ่นบางๆ ที่ปกคลุมตัวเรือนอยู่นั่นไงที่เป็นรูปธรรมสำหรับนามธรรมคำที่ว่านั้นได้อย่างดี

เมื่อได้มาใคร่ครวญถึงความเป็นไปเพื่อค้นหาสาเหตุของความเจ็บปวดจากบาดแผลครั้งนี้ เราก็พบว่าความทรงจำ, ปัจจุบัน และอนาคต เป็นคนละเรื่องกัน
ความทรงจำคือสิ่งที่ผ่านไปแล้วไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ ถ้ามันเป็นสิ่งดีก็ดีไป แต่ถ้ามันไม่ดีก็ไม่ต้องกลับไปคิดมากใคร่ครวญเสียใจ เพราะถึงอย่างไรเราก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว เสียเวลา เสียแรงเปล่า
ปัจจุบันคือสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ เราต้องทำมันอย่างดีที่สุด เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เราทำได้
อนาคตคือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แม้ว่ามันจะมีรากฐานมาจากปัจจุบันก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าจะทั้งหมด มีหลายอย่างที่เราควบคุมไม่ได้สำหรับอนาคต
เมื่อแยกแยะได้แล้วว่า ความทรงจำ, ปัจจุบัน และอนาคต แตกต่างกันอย่างไร เราต้องเลือกรับรู้การเชื่อมโยงสิ่งเหล่านั้นด้วย

ก่อนอื่นเลย..เพื่อไม่ให้บาดเจ็บอีก ต้องตัดความคาดหวังออกไป จากนั้นก็ยอมรับในการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมหรือการกระทำของตัวละครต่างๆ ที่เราไม่สามารถควบคุมได้ มันเป็นปัจจัยภายนอก
เราไม่ต้องลืมความทรงจำดีๆ ก็ได้ ถ้ามันต้องใช้ความพยายามมากนัก ปล่อยให้มันคงอยู่เผื่อว่าวันหนึ่งมันอาจจะทำให้เรากลับไปยิ้มได้อีกครั้ง

เมื่อเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทรงจำ, ปัจจุบัน และอนาคต
แล้วจะพบว่าเราไม่มีวันได้รับบาดเจ็บจากความทรงจำงดงาม




 

Create Date : 04 มิถุนายน 2550    
Last Update : 4 มิถุนายน 2550 3:09:52 น.
Counter : 129 Pageviews.  

คุณเป็น "ขอทาน" หรือเปล่า?

"การหวังจะเก็บเอาคำพูดของคนอื่นมาทำให้ใจมีความสุขทำให้เราไม่ต่างอะไรกับขอทานเลย แต่แทนที่จะขอเงินเรากลับขอคำชมจากผู้อื่น ถ้าเขาพูดดี เราก็สมหวัง มีความสุข ถ้าพูดไม่ดี ไม่ถูกใจ ก็ผิดหวังเสียใจไปตามระเบียบ”

หลังจากได้อ่านข้อความด้านบนจากหนังสือชื่อ “กุญแจใจ” จบ ก็รู้สึกตรงใจมาก และเมื่อไม่นานมานี้ก็มีเหตุการณ์ที่สอดคล้องกับข้อความนี้ ทำให้เราต้องกลับมาถามใจตัวเองว่าเราเป็นขอทานหรือเปล่า

งานหนึ่งที่รับผิดชอบก็จบลงไปแล้วสำหรับเรา มี Pending หลายข้อเหมือนกัน แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องตามต่อไปเนืองๆ ไม่ได้เป็นความผิดของเรา เมื่อวันศุกร์ (16 มี.ค.) พี่ Manager ของอีกแผนกที่เราไปช่วยงาน ถามเราว่าใครเป็นคนทำ Working Paper นี้ เราก็งงกับคำถามนั้น ก็เลยบอกไปว่าเราเป็นคนทำก่อนแล้วก็ส่งให้พี่ Senior ของแผนกเค้าเป็นคน Review อีกที ซึ่งเราไม่รู้ว่าเมื่อมันไปถึงมือพี่เขามันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างแล้ว เพราะเราไม่เคยเห็น เราก็ถามไปเล่นๆ ว่าทำไมหรือ มันห่วยมากใช่ไหม พี่เขากลับบอกว่าพี่ Partner ชมว่าใช้ได้ Good Job พี่เขาก็ให้เครดิตไปทั้งสองคนว่าเป็นคนทำ ตอนนั้นที่ได้ฟังก็ทำให้เรารู้สึกดีใจ

สองวันต่อมามีพี่ Manager ของแผนกเราที่รู้จักกันก็บอกกับเราว่ามี Partner ชมเราด้วยนะ ก็คิดอยู่แล้วแหละว่าคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพี่ Partner ของอีกแผนก แต่เราก็ทำเป็นถามไปว่าใครชม พี่เขาก็บอกมาซึ่งก็เป็นไปตามที่เราคิดนั่นแหละ

รู้สึกได้เลยว่าแทบจะลอยเข้าลิฟท์ไป ตอนยืนอยู่ในลิฟท์รู้สึกมีความสุขมากๆ แทบเก็บอาการไม่อยู่ (ไม่อยากดีใจจนออกนอกหน้าขนาดนั้น) แต่พอไม่นานนักที่รู้สึกอย่างนั้น ข้อความจากหนังสือที่จั่วหัวไว้ด้านบนก็ลอยเข้ามาในหัว ความรู้สึกดีใจระคนมีความสุขชะงักลงทันที “เราเป็นขอทานหรือเปล่า?” คำถามนี้เข้ามาแทนที่ ทำไมกะแค่คำชมเท่านั้นกลับทำให้รู้สึกหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง นี่สิ่งที่เราต้องการจากการทำงานคือคำเยินยอเท่านั้นหรอ จำความรู้สึกที่เหน็ดเหนื่อย เบื่อ กับงานที่ทำนั่นไม่ได้แล้วหรอ

..จ๋อย.. ต้องกลับมาหาคำตอบให้กับคำถามนั้นให้ได้

การที่เราทำงานนั้นเราทำด้วยความตั้งใจและรู้ตัวเองดีอยู่แล้วว่าไม่ได้คาดหวังว่ามันจะต้องได้รับการชื่นชม ไม่ว่าจะจากใครทั้งสิ้น แต่ถ้ามันจะได้รับก็เป็นเรื่องน่ายินดี และในทางตรงข้าม หากงานที่เราทำได้รับการตำหนิ เราก็จะต้องน้อมรับคำตำหนิติเตียนนั้นไว้ เพื่อพัฒนางานและตัวเองให้ดีขึ้นต่อไป

สำหรับประเด็นที่ยกมาข้างต้น เราคงรู้ตัวเองดีอยู่แล้วว่าเราไม่ใช่ขอทานเลยแม้แต่น้อย แต่สำหรับประเด็นอื่นๆ ยอมรับอย่างไม่อายเลยว่ามีบ้างเหมือนกันที่ลดค่าของตัวเองลงไปเป็นขอทาน อย่างเช่น เรามักจะอยากให้คนรอบตัวเป็นไปอย่างที่เราต้องการ ซึ่งหากมันไม่เป็นไปตามนั้นก็เจ็บ ผิดหวัง เสียใจกันไป แต่เราก็ค้นพบคำตอบให้กับตัวเองบ้าง และหนังสือกุญแจใจก็ชี้ทางสว่างได้มากมายเช่นกัน

"ที่สำคัญ คำพูดคนเป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของความคิดเขาเท่านั้น และยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาอีกด้วย จะไปเก็บคำพูดของคนอื่นมาใส่ใจอีกทำไมกัน”


นอกเหนือจากคำพูดแล้วขอเพิ่ม “การกระทำ” เข้าไปด้วยแล้วกัน




 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 12 พฤษภาคม 2550 2:29:12 น.
Counter : 66 Pageviews.  


โปรปิติ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เกิดขึ้น...ตั้งอยู่...ดับไป
เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงบ่อย

หลังไมค์ถึง Propiti เพิ่มมั๊ยคะ?







Google


Friends' blogs
[Add โปรปิติ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.