Chocolate is like love, you never get enough.
Group Blog
 
All blogs
 

ขอบคุณ "คนนิสัยไม่ดี" ที่ทำให้คุณค่าของคนดีชัดเจนขึ้น และควรค่าแก่การรักษาจิตใจกันไว้

นานแล้วนะที่ฉันไม่ได้พบเจอ "คนไม่ดี" แต่ความจริงแล้วเธออาจจะไม่ถึงกับเป็น "คนไม่ดี" ก็ได้ เธอก็แค่...

- เห็นแก่ได้ ยิ่งถ้ามีคนให้อะไรมากเท่าไร ก็ยิ่งอยากจะได้มากขึ้นๆ ไม่มีวันจบสิ้น
จ๊อบนี้ลูกค้าเลี้ยงทุกอย่าง เรียกได้ว่าไม่ต้องเสียตังค์สักกะบาท แต่เธอคนนี้ก็ยังซื้อเค้กกลับบ้าน 10 ชิ้น แล้วชาร์ทเข้าห้อง รวม VAT แล้วก็เกือบหกร้อยบาท น่าเกลียดเอามากๆ ทั้งที่น้องๆ ทุกคนเตือนแล้วก็ตาม เธอเองก็แค่บอกว่าเอาไว้ถ้าลูกค้าต่อว่าค่อยเอาเงินมาจ่ายก็แล้วกัน (ใครเค้าจะกล้าว่าวะ ในเมื่อเจ๊แกเล่นข่มคนอื่นซะจมดิน)

- ดีแต่พูด พูดน่ะใครๆ ก็ทำได้ง่ายนิดเดียว แต่ถ้าจะให้เจ๋งจริงล่ะก็ พูดแล้วก็ต้องทำจริงด้วย ไม่ใช่สักแต่ว่าพูด
ก่อนหน้าที่เจ๊แกจะเอาเค้กกลับบ้าน 10 ชิ้น เจ๊บอกกับคนในจ๊อบว่าเจ๊เปลี่ยนใจจากที่จะเอาเค้กของโรงแรม (ซึ่งลูกค้าออกเงินให้) เอามาฝากลูกค้า เจ๊กะว่าจะซื้อกลับบ้าน แต่จะออกเงินเอง ... หึหึ แล้วไงครับท่าน เจ๊ชาร์ทเข้าห้อง รู้ถึงไหนอายเค้าถึงนั่น

ถึงยังไงก็แล้วแต่ ต้องขอบคุณเธอเหมือนกันนะที่ทำให้เราเห็นคุณค่าของคนดีๆ ที่รู้จักกัน และให้เราได้รักษาน้ำใจเขาไว้

อย่าลืมรักษาน้ำใจของคนดีๆ ที่คุณรู้จักเอาไว้นะคะ




 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2550 21:22:58 น.
Counter : 104 Pageviews.  

งานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ 12

เมื่อวานนี้ไปงานหนังสือครั้งนี้มาเป็นครั้งที่ 3 แล้ว เหตุเพราะว่าที่ทำงานอยู่ใกล้กับศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์มากๆ ก็เลยไปได้แทบทู้กวัน และก็เป็นอีกครั้งที่ต้องแบกโน้ตบุ๊คเดินทั่วงาน เพราะว่าเขาไม่รับฝาก แต่ว่าสุดท้ายก็เกิดพุทธิปัญญาไปยืมกระเป๋าลากจาก KTC มาแล้วเอาไปฝากไว้ตรงที่รับฝากอีกที่ตรงโซน C1 (เป็นอีกโซนที่ไม่ได้เข้าไปถามว่าฝากโน้ตบุ๊คหรือเปล่า) ก็ช่วยกันยกเทินขึ้นไปบนเค้าน์เตอร์รับฝาก แล้วน้องเขาก็ส่งบัตรมาให้พร้อมกับบอกว่า 200 บาท ครับ เราก็อึ้ง คิดในใจว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวลากเองก็ได้ แต่ก็คิดว่าน้องเขาคงอำเล่น เพราะว่าบัตรที่รับฝากเลขที่ 200 พอดี น้องเขาก็เลยยิ้ม ... น่ารักมากๆๆๆๆ เล่นเอาคนแก่กระชุ่มกระชวยเลย ฮ่า ฮ่า

พอตอนมารับของคืน พี่ที่ไปด้วยกันก็บอกว่าเอา 200 มาจ่ายค่ะ น้องเขาก็ยิ้มๆ แล้วก็ลากกระเป๋าออกมาทางประตูข้างให้ พี่เขาถามเราว่ากี่โมงแล้ว เพราะว่าต้องรีบเอากระเป๋าไปคืนก่อน 20.30 เราก็ยังไม่ได้ตอบไป สรุปว่าน้องเขาก็เลยพยายามเปิดเสื้อขึ้น (เพราะใส่เสื้อแขนยาว) แล้วก็บอกว่าสองทุ่มสิบเจ็ดครับ โห น่ารักอ่ะ ทั้งที่แขนซ้ายยังจับกระเป๋าให้เราอยู่เลยน่ะ

เรียกได้ว่าไปคราวนี้คุ้มสุด (ได้หนังสือมาแค่ 2 เล่ม แต่ถ้ารวมกับสองครั้งแรกก็เป็น 8 เล่ม หมดไป 1,300 บาทได้)




 

Create Date : 23 ตุลาคม 2550    
Last Update : 23 ตุลาคม 2550 8:32:31 น.
Counter : 99 Pageviews.  

ของขวัญวันอยากให้

ทุกเช้าสิ่งที่ฉันต้องเห็นเป็นประจำคือชายวัยกลางคนยืนเคาะนาฬิกาแบบ Automatic เข้ากับฝ่ามือเพื่อให้มันมีแรงเดินได้ต่อไป หลายครั้งที่เห็นว่าเขาหงุดหงิด นั่นอาจเป็นเพราะเข็มนาฬิกายังคงไม่กระดิก แม้ว่าเขาจะเคาะเท่าไรก็ตาม คล้ายกับว่ามันกำลังจะสิ้นอายุขัย...และมันก็คงหยุดเดินไปอย่างนั้นจริงๆ แต่เขายังคงใส่นาฬิกาเรือนเก่งออกจากบ้านไปเหมือนเช่นทุกครั้ง ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่ามันทำหน้าที่ได้เพียงแค่เป็นเครื่องประดับเท่านั้น หาได้สามารถบอกเวลาไม่

วันหนึ่งชายวัยกลางคนร้องบอกกับฉันอย่างดีใจว่านาฬิกาเรือนนั้นกลับมาเดินอีกครั้งแล้ว วันนี้เองที่เขาเล่าความจริงให้ฉันฟังว่าที่ผ่านมาแม้นาฬิกาไม่เดิน แต่เขาก็ยังจะใส่ไป เพราะคิดว่ามันเป็นเครื่องประดับเพียงสิ่งเดียวที่ผู้ชายธรรมดาๆ อย่างเขามี ฟังแล้วก็พูดไปว่ารอโบนัสออกก่อนก็แล้วกัน จะซื้อเรือนใหม่ให้...นาฬิกา Automatic คงไม่ใช่ถูกๆ เขายังกำชับกับฉันอีกด้วยว่าถ้าไม่ใช่แบบ Automatic เขาไม่เอา

แล้ววันนี้ก็เป็นโอกาสดีที่ได้ออกไปเปิดหูเปิดตาที่ห้าง เพราะทั้งเดือนมานี้ใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัดซะส่วนใหญ่ คนข้างตัวบอกว่าต้องหมื่นอัพแน่ๆ นาฬิกาแบบนั้น ในใจก็คิดว่าเอาน่า ผ่อนศูนย์เปอร์เซ็นต์มีไหม???????? แต่แล้วก็ไม่คาดคิดว่านาฬิกาแบบนี้ก็มีแบบย่อมเยาเหมือนกัน 2,850 บาท เป็นราคาที่ฉันสามารถจะเป็นเจ้าของได้ไม่ยาก (เงินก้อนนี้ก็ได้จากค่ากันดารต่างจังหวัดนั่นแหละน้า) ว่าแล้วก็ถอย SEIKO หน้าปัดสีดำวาวกลับบ้านมาหนึ่งเรือนด้วยหัวใจพองโตสุดๆ วาดฝันไว้ว่าชายวัยกลางคนๆ นั้นจะต้องดีใจเป็นที่สุด บางทีอาจซึ้งจนน้ำตาไหลเลยก็ได้

หัวใจพองโตแฟบลงหน่อยเมื่อฝันที่วาดไว้ไม่เป็นจริง ชายวัยกลางคนไม่ได้แสดงอาการดีอกดีใจนัก ถามว่าสวยไหม เขาก็ตอบกลับมาเพียงว่าใช้ได้ ฉันต้องเป็นคนบีบบังคับให้พูดว่าสวยนั่นแหละ เขาถึงจะยอมพูด...ไม่เป็นไร แม้ว่าป๊าจะแสดงออกมาเพียงเล็กน้อย แต่หนูก็รู้นะว่าลึกๆ แล้วป๊าก็ดีใจเหมือนกันนั่นแหละน้า

รักป๊ากับแม่ที่สุดในโลก




 

Create Date : 07 ตุลาคม 2550    
Last Update : 7 ตุลาคม 2550 22:03:13 น.
Counter : 135 Pageviews.  

น้องคะ...เคยมีคนบอกหรือเปล่าว่าหน้าเหมือน "พี่นัท V1"

วันนี้ไปกิน Sukishi สาขามาบุญครองมา น้องพนักงานที่มารับ Order หน้าคล้ายพี่นัท V1 เลย ก็แอบคิดในใจ ปรากฏว่าเพื่อนที่ไปกินด้วยกันก็พูดออกมาว่าพนักงานหน้าเหมือนพี่นัทเลย เราก็อืมจริง แล้วยิ่งมองไปมองมาก็ยิ่งเหมือน แต่อาจจะบ้านๆ กว่าหน่อย หน้าไม่ใสเท่า แต่ก็คล้ายแหละว่า ก็เลยบอกกับเพื่อนว่าเดี๋ยวไว้เรียกเค้ามาถามโน่นนี่แล้วลองถามดูดีกว่าว่ามีใครเคยบอกน้องเขาหรือเปล่าว่าหน้าคล้ายพี่นัท เพื่อนเราที่ไปด้วยก็บอกว่าไม่ดีมั้ง เราก็หรอๆ แต่ในใจคิดว่าจะทำนะ

แล้วน้องพนักงานเค้าก็เดินผ่านโต๊ะเราไปเคลียร์โต๊ะถัดไป ปรากฏว่าน้องเค้าทำแก้วแตก เศษแก้วกระเด็นไปบาดนิ้วเท้าลูกค้าเลย ต้องขอโทษขอโพยกันใหญ่ น้องคนนั้นก็จัดการเก็บเศษแก้วต่างๆ อยู่พักหนึ่ง ตอนหลังก็มีพนักงานในระดับที่ใหญ่กว่าออกมารับหน้าแทน หาหยูกยามาให้ใส่

เรารู้สึกว่าน้องพนักงานคนนั้นต้องเครียดไปเลยแน่เลย แถมยังต้องโดนตำหนิจากหัวหน้าอีก เราก็เลยกะว่าเดี๋ยวตอนเช็คบิลเราต้องบอกน้องเค้าให้ได้ เผื่อว่าจะทำให้น้องเค้าดีใจขึ้น เพื่อนเราก็ยื้ออีกอ่ะ เราก็งงว่าทำไม ไม่เห็นมีไรเสียหายเลย เราก็เลยถามไปประมาณว่ามันดูเป็นผู้หญิงไม่เรียบร้อยเหรอ เพื่อนเราก็บอกมาว่าทำนองนั้นแหละ แต่สุดท้ายมันก็บอกว่าที่มันไม่อยากให้เราพูดเพราะว่ามันกลัวว่าน้องพนักงานเค้าจะคิดว่ามันเป็นคนให้เราพูด (คือว่าเพื่อนเราเป็นเกย์น่ะ แล้วน้องคนนั้นก็ดูไม่ได้แมนมากนัก) เราก็แบบอึ้งไปนิดนึงอ่ะ ว่าทำไมเพื่อนเราคิดมากขนาดนี้

...คิดมากถึงแต่ตัวเอง...

เคยมีหลายครั้งแล้วเหมือนกันที่เราคิดว่าเพื่อนเราคิดถึงตัวเองเป็นสิ่งแรกน่ะ แต่เราพยายามบอกกับตัวเองว่ามันคงไม่ใช่ เราคิดมากไปเอง เราก็เลยบอกเพื่อนเราไปว่าเราเสียความรู้สึก สิ่งที่มันบอกเล่าเมื่อกี้ตอบคำถามในใจเราได้เลยอ่ะ มันก็ถามเราว่าเสียความรู้สึกที่ไม่ได้บอกน้องพนักงานคนนั้นเหรอ เราบอกว่าเรื่องนั้นมันจบไปแล้ว เรื่องที่เสียความรู้สึกเป็นเพราะความคิดถึงตัวเองของแกนั่นแหละ

พยายามเข้าใจนะว่าคนเราก็ต้องคิดถึงตัวเองเป็นอย่างแรก แต่นี่มันมากไปหรือเปล่า มันบอกเราว่ามันไม่อยากดูไม่ดีในสายตาคนอื่นถ้าเกิดเค้าคิดแบบที่มันกลัวขึ้นล่ะ เราพยายามเข้าใจมัน ก็เลยถามไปว่า เป็นเพราะแกมีปมในใจหรือเปล่าแกก็เลยกลัวว่าคนอื่นเค้าอาจคิดแบบนั้น มันก็บอกว่าอาจจะใช่ เราก็บอกว่ามันคิดมากไปหรือเปล่า เจอกันก็อาจจะแค่ครั้งเดียว จะไปแคร์อะไรกับความคิดของคนอื่นที่เราห้ามไม่ได้กันมากมาย

เฮ้อ!........ อยากถอนหายใจดังๆ

กลายเป็นว่ามันบอกว่ามันเสียใจ มันให้เรายกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ทำให้เราคิดว่ามันคิดถึงแต่ตัวเอง เราก็บอกว่าเราคิดไม่ออก เราเองก็อาจเป็นคนคิดมาก คิดละเอียดเกินไปก็เป็นได้

ตอนที่เดินกลับด้วยกันมันอาสาช่วยถือของ (ซึ่งก่อนหน้าวันนี้มันก็มักจะช่วยถืออยู่บ่อยๆ) เราเองก็เลยบอกว่าสายเกินไปแล้วแหละ เราถือมาตั้งแต่ตอนที่เจอกันแล้ว แล้วที่แกช่วยถือเนี่ย...

แกกลัวคนอื่นมองว่าแกไม่มีน้ำใจหรือเปล่าวะ?

เราขอโทษแล้วกันนะที่ทำให้แกเสียความรู้สึก บางทีเราอาจคิดมากไปเอง เอาเถอะ เราจะพยายามเข้าใจ เพราะว่าบางทีเราก็คงคิดถึงแต่ตัวเองเหมือนกันนั่นแหละ คงไม่ต่างกัน เพียงแต่แกเป็นเพื่อนสนิท เป็นเพื่อนรัก ของเราก็ว่าได้ บางครั้งเราอาจคาดหวังในตัวแกมากไปหน่อย

ปล. ขอบคุณพี่นัทที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ค่ะ




 

Create Date : 17 กันยายน 2550    
Last Update : 17 กันยายน 2550 22:57:49 น.
Counter : 153 Pageviews.  

เวลาจะเป็นคำตอบ เวลาจะบอกกับเธอและฉันเอง


วันนี้อยู่ๆ ก็เกิดความคิดนี้ขึ้นมา...

หลายคนมักจะบอกว่าเวลาจะรักษาบาดแผลในใจ เวลาเป็นเครื่อพิสูจน์คน เวลาจะทำให้เรากลับมาพบกันอีก ฯลฯ

เมื่อก่อนเราเองก็เชื่ออย่างนั้นโดยไม่มีความคิดเคลือบแคลงสงสัยเลยแม้แต่นิดเดียว ยิ่งฟังเพลง "เวลา" ของ POP ด้วยแล้วยิ่งรู้สึกเห็นด้วยไปหมด
แต่พอมาวันนี้ไม่รู้ว่าอยู่ๆ ก็มีแรงกระตุ้นขึ้นมาภายในจิตใจ เรารู้สึกว่าเวลาเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของการรักษาบาดแผลใจ, การพิสูจน์คน หรือว่าการที่ทำให้เรากลับมาพบกันอีก

เวลาเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้นจริงๆ แต่องค์ประกอบหลักนั้นคือ "คน" ต่างหาก
ไม่ว่าจะเป็นการรักษาบาดแผลในใจ..ถ้าคนคิดได้เร็วว่าความเจ็บปวดใจนั้นเป็นธรรมดาของชีวิตคน ก็จะทำใจได้เร็ว หายเจ็บปวดได้เร็ว จริงๆ แล้วเวลาไม่ได้รักษาแผลใจนั้นเลย เจ้าของบาดแผลต่างหากที่จะต้องมีหน้าที่รักษาตัวเอง หากไม่ต้องการเจ็บปวด ทุกข์ทรมานไปมากกว่านี้ เรายิ่งต้องคิดให้ได้เร็ว

ไม่ว่าจะเป็นการพิสูจน์คน เวลาก็ไม่ได้เป็นตัวพิสูจน์การกระทำของคนอีกเช่นเคย เวลาเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น เวลาเพียงแค่หมุนไปเรื่อยๆ อย่างไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น "คน" ต่างหากล่ะที่จะเป็นคนควบคุมการกระทำของตัวเองทั้งหมด คนจะกระทำสิ่งที่อยากกระทำต่อคนๆ หนึ่งอย่างเสมอต้นเสมอปลายต่อไปเรื่อยๆ หรือไม่ ถ้าคนๆ นั้นกระทำอย่างสม่ำเสมอไปเรื่อยๆ เราก็มักจะบอกว่าเนี่ยแหละเวลาได้พิสูจน์ความจริงใจของคนๆ นั้นแล้ว เพราะว่าการกระทำเพียงไม่กี่ครั้งไม่กี่หนนั้นคงจะไม่สามารถยืนยันอะไรได้เลย เป็นเรื่องปกติของคนเราอีกเช่นกันที่ต้องการสิ่งยืนยันอย่างหนักแน่น (ซึ่งต้องอาศัยเวลาเป็นตัวช่วย)

และไม่ว่าจะเป็นเวลาได้ทำให้เรากลับมาเจอกันอีกครั้งหนึ่ง เช่นเคยที่เวลาก็หมุนไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันหยุด การที่เราได้กลับมาเจอคนที่จากกันไปนานอีกครั้งนั้น เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเกิดจากความตั้งใจของคนสองคนที่ต้องการเจอกัน ลองถ้าไม่อยากเจอกันแล้ว เวลาจะหมุนไปจนวันตาย เราก็คงไม่มีวันเจอกับคนที่เราไม่อยากเจอ นอกเสียจากเจอกันโดยบังเอิญเท่านั้น และถ้าเราต้องการจะเจอใครสักคนเราคงไม่ต้องอาศัยเวลาให้มันหมุนไปอย่างสิ้นเปลือง เราก็แค่เพียงโทรไปแล้วนัดเจอกันได้เลย ไม่กี่สิบนาทีข้างหน้าเราก็คงได้เจอกันแล้ว

บางทีอ่านแล้วก็รู้สึกว่า Blog นี้ช่างไม่โรแมนติคเอาซะเลย แต่นี่เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ต้องการจะสื่อออกมาให้เห็นความเป็นจริงเท่านั้นเอง จริงๆ เราก็ยัง "หลงรัก" เวลาอยู่ดี เพราะว่าไม่ว่าเราจะทำอะไรเวลาก็จะเคลื่อนผ่านไปเป็นเพื่อนเสมอๆ มันทำให้เราได้มีความทรงจำมากมาย

ขอบคุณมากๆ นะ
"เวลา"




 

Create Date : 06 มิถุนายน 2550    
Last Update : 6 มิถุนายน 2550 19:36:23 น.
Counter : 340 Pageviews.  

1  2  3  

โปรปิติ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เกิดขึ้น...ตั้งอยู่...ดับไป
เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงบ่อย

หลังไมค์ถึง Propiti เพิ่มมั๊ยคะ?







Google


Friends' blogs
[Add โปรปิติ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.