Group Blog
 
All Blogs
 

ผู้พิชิตสามก๊ก (๑๓)

สามก๊กฉบับลายคราม

ผู้พิชิตสามก๊ก

ตอนที่ ๑๓ สยบแคว้นกังตั๋ง
]
เล่าเซี่ยงชุน

เมื่อจัดการปกครองเมืองเสฉวนแคว้นจ๊กก๊กเรียบร้อยแล้ว ขุนนางทั้งปวงก็ปรึกษากันว่า สุมาเจียวมหาอุปราชครั้งนี้ทำการมีความชอบมาก ควรจะเป็นที่จีนอ๋อง จึงพากันไปกราบทูลพระเจ้าโจฮวน ฮ่องเต้ก็เห็นชอบด้วยจึงตั้งให้สุมาเจียวเป็นที่จีนอ๋อง เช่นเดียวกับที่โจโฉเคยได้เป็นวุยอ๋อง มาแล้วในสมัยพระเจ้าเหี้ยนเต้

สุมาเจียวก็มีใจกำเริบคิดว่า แผ่นดินนี้เป็นของสุมาสูพี่ชายของตน ทำไว้ราบคาบสืบกันมา แลบัดนี้สุมาเอี๋ยน สุมาฮิว บุตรชายทั้งสองก็จำเริญวัยขึ้นแล้ว ควรจะตั้งแต่งให้เป็นใหญ่ อันสุมาเอี๋ยนผู้พี่นั้นลักษณะก็มีวาสนา ผมก็ยาวมือก็ยาว ฟันขาว ปัญญาพาทีเฉลียวฉลาดหลักแหลม แต่ทว่าไม่ค่อยจะถูกใจตน ส่วนสุมาฮิวผู้น้องซึ่งสุมาสูได้รักใคร่เอาไปเลี้ยงแต่เล็กนั้น มีใจสัตย์ซื่อมั่นคงดีควรที่จะตั้งให้เป็นใหญ่ แต่เมื่อปรึกษาขุนนางแล้ว ขุนนางทั้งปวงก็ทักท้วงว่า

“...........ซึ่งท่านจะตั้งสุมาฮิวเป็นชีจู๊นั้นมิชอบ ด้วยข้าพเจ้าเห็นว่าแผ่นดินแต่ก่อนเกิดจลาจลนั้น ก็เพราะกลับเอาผู้ใหญ่เป็นผู้น้อย มิได้ทำตามธรรมเนียมบุราณ ครั้งนี้ท่านจะตั้งน้องให้เป็นใหญ่กว่าพี่นั้นข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย.........”

สุมาเจียวก็เห็นด้วยจึงตั้งให้สุมาเอี๋ยนเป็นเจ้าชีจู๊ ค่อมาอีกไม่นานขุนนางเอาเนื้อความมาแจ้งแก่สุมาเจียวว่า

“...........ข้าพเจ้าได้ยินเขาลือว่า เมืองซงบู๊ก๋วนมีคนลงมาแต่สวรรค์ สูงได้สี่วา ฝ่าตีนยาวสองศอก นุ่งเหลืองห่มเหลือง ผมขาวหนวดขาว ถือไม้เท้าเที่ยวร้องประกาศไปรอบเมืองว่า เป็นเจ้าแก่มนุษย์บอกคนทั้งหลายให้รู้ว่า แต่นี้ไปจะมีเจ้าแผ่นดินมาเปลี่ยนใหม่ อาณาประชาราษฎรทั้งปวงจะอยู่เย็นเป็นสุข อย่าปรารมภ์เลย............”

สุมาเจียวได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี สำคัญว่าตัวจะได้เป็นเจ้าแผ่นดิน เลยเกิดเป็นลมล้มแน่นิ่งไป ขุนนางก็พากันถามอาการสุมาเจียวก็พูดไม่ออก เอาแต่มือชี้ไปแต่สุมาเอี๋ยนเท่านั้น แล้วก็สิ้นใจตายไปในทันใด

ขุนนางทั้งปวงก็แต่งการศพสุมาเจียวตามประเพณี แล้วแล้วก็ปรึกษากันว่า

“.........อันราชการบ้านเมืองแต่ก่อนนั้น สิทธิ์ขาดอยู่แก่เจ้าจีนอ๋อง บัดนี้เจ้าจีนอ๋องก็หาบุญไม่แล้ว ควรที่จะยกเจ้าชีจู๊เป็นที่จีนอ๋องว่าราชการบ้านเมืองสืบไป..........”

ขุนนางทั้งปวงเห็นพร้อมกันแล้ว ก็ตั้งให้เจ้าชีจู๊เป็นที่จีนอ๋องแทนสุมาเจียวผู้บิดา และให้โฮเจ้งเป็นที่มหาอุปราช แล้วแต่งตั้งขุนนางทั้งปวงครบตามตำแหน่ง

ต่อมาจีนอ๋องก็ให้หากาอุ้นกับขุนนางมาถามว่าโจโฉกับสุมาเจียวบิดาของตน ผู้ใดจะดีกว่ากัน กาอุ้นก็ว่า

“............อันโจโฉนั้นทำการทั้งปวงมีความชอบมากก็จริง แต่ทว่าอาณาประชาราษฎรหารักใคร่สนิทไม่ ถึงมาตรว่าทำสมบัติไว้ให้แก่โจผีผู้บุตรเล่า ก็ยังมิราบคาบสิ้น ทิศเหนือทิศใต้ก็เป็นเสี้ยนหนามอยู่ อันพระอัยกาของท่านได้ทำการมาก็หนักหนา ปรากฏชื่อเสียงเลื่องลือเป็นอันมาก แลอาณาประชาราษฎรก็รักใคร่สนิท พระบิดาของท่านเล่าก็ซ้ำได้เมืองเสฉวน ครั้งนี้มีเกียรติยศเป็นที่ยำเกรงก็มาก ซึ่งจะเอาโจโฉมาเปรียบกันนั้นเห็นไกลกันนัก.........”

จีนอ๋องจึงว่า

“...........แต่ก่อนแผ่นดินนี้ก็เป็นของพระเจ้าเหี้ยนเต้ โจโฉคิดอ่านกำจัดเสีย ชิงเอาราชสมบัติของพระองค์เป็นของตัวได้ แม้ว่าเราจะชิงเอาสมบัติของพระเจ้าโจฮวน เหมือนกระนั้นบ้างจะไม่ได้เจียวหรือ...........”

กาอุ้นจึงว่า

“..........ท่านว่านี้ชอบ ซึ่งจะชิงเอาราชสมบัติของพระเจ้าโจฮวนนั้น ก็เหมือนช่วยแก็แค้นพระเจ้าเหี้ยนเต้ ท่านคิดฉะนี้ต้องด้วยประเพณีแผ่นดินอยู่แล้ว............”

จีนอ๋องได้ฟังกาอุ้นให้ท้ายเช่นนั้น ก็กำเริบน้ำใจถือกระบี่เข้าไปในวัง พระเจ้า โจฮวนเห็นดังนั้นก็กระทำคำนับแล้วเชิญให้นั่งในที่สมควร แต่จีนอ๋องไม่นั่งกลับถามว่า

“............พระองค์รู้หรือไม่ว่าราชสมบัติบ้านเมืองทั้งปวงนี้ผู้ใดทำไว้............”

พระเจ้าโจฮวนก็ตรัสว่า

“............อันราชสมบัติ บ้านเมืองซึ่งเป็นปกติราบคาบ เราได้อาศัยเป็นสุขอยู่ทั้งนี้ ก็เพราะกำลังปัญญาความคิดปู่ท่านแลบิดาท่านทำไว้ให้แก่เรา...........”

จีนอ๋องจึงว่า

“............ข้าพเจ้าเห็นพระองค์ทุกวันนี้ สติปัญญาก็น้อย จะจัดแจงทหารก็ไม่เป็น จะว่ากล่าวกิจการฝ่ายพลเรือนเล่าก็มิได้ สารพัดที่ไม่สมประกอบสิ้น ต้องการอันใดจะมานั่งกอดสมบัติอยู่ ถ้ายกให้กับผู้อื่นที่มีสติปัญญาว่ากล่าวกิจการแผ่นดิน มิดีหรือ............”

พระเจ้าโจฮวนได้ฟังดังนั้นก็ตกพระทัย กอดพระหัตถ์ซบพระพักตร์นิ่งอยู่ เตียวเจ๊กขุนนางผู้ใหญ่อยู่ในที่เฝ้า จึงว่า

“.............เหตุไฉนท่านจึงมาเจรจาดังนี้ ครั้งเมื่อพระเจ้าโจโฉยังมีพระชนม์อยู่ ทรงพระอุตส่าห์มิได้คิดแก่ชีวิต สู้ทรมานพระองค์ไปเที่ยวปราบปรามหัวเมืองทั้งปวง ให้ราบคาบปราศจากเสี้ยนหนามหลักตอ กำจัดราชศัตรูเสียทำให้อาณาประชาราษฎรเป็นสุข แล้วก็ยกแผ่นดินให้แก่พระญาติวงศ์ครอบครองสืบ ๆ กันมา พระเจ้าโจฮวนก็มิได้ทำสิ่งใดให้แผ่นดินเดือดร้อน หาความผิดมิได้ ซึ่งท่านจะให้ยกสมบัติแก่ผู้อื่นเสียง่าย ๆ นั้นด้วยเหตุอันใด...........”

จีนอ๋องก็โกรธจึงว่า

“............ราชสมบัติทั้งนี้ เดิมเป็นของพระเจ้าเหี้ยนเต้ โจโฉเป็นข้าของพระองค์ คิดอ่านกำจัดพระองค์เสีย แล้วชิงเอาเป็นของตัวสิได้ ฝ่ายอัยกาบิดาเราก็ได้ทำสงครามปราบปรามกำจัดศัตรูเสียก็เหมือนกัน แม้จะชิงเอาบ้างจะไม่ได้เจียวหรือ...........”

ว่าแล้วก็ให้ตำรวจวังเอาตัวเตียวเจ๊กไปตีเสียจนตายคาไม้ แล้วก็กลับออกไปเสียปล่อยให้ขุนนางปรึกษากันเอง พระเจ้าโจฮวนก็ว่าการกำเริบฉะนี้แล้วท่านจะคิดประการใด กาอุ้นก็ทูลว่า

“............ทุกวันนี้ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูเห็นแผ่นดินก็จะร่วงโรยลงแล้ว ซึ่งพระองค์จะขัดแข็งอยู่นั้นมิได้ การจวนตัวถึงเพียงนี้ ควรหรือพระองค์จะไม่ผ่อนผันนั้น ก็จะมีภัยมาถึงตัว ขอพระองค์จงยกสมบัติให้แก่จีนอ๋องเสียเถิด ก็จะมีความสุขสืบไป..........”

พระเจ้าโจฮวนก็ยอมทำตามคำของขุนนาง จึงกำหนดวันให้ขุนนางฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊ทั้งปวงมาพร้อมกันหน้าที่นั่ง แล้วพระเจ้าโจฮวนก็เอาตราหยกสำหรับว่าราชการเมือง มอบให้ จีนอ๋อง เมื่อได้รับมอบแล้ว จีนอ๋องก็ขึ้นไปนั่งบนที่สูง ให้พระเจ้าโจฮวนคุกเข่าลงคำนับต่อหน้าขุนนาง แล้วชักกระบี่ออกประกาศว่า

“...........พระเจ้าเหี้ยนเต้เสวยราชสมบัติ ครองแผ่นดินนี้มาได้ยี่สิบห้าปี โจโฉผู้เป็นอัยกาของท่านกำจัดเสีย ขึ้นครอบครองราชสมบัติสืบแซ่มาถึงสี่สิบห้าปี บัดนี้แผ่นดินร่วงโรยถึงกำหนดที่เราจะได้เป็นใหญ่ในราชสมบัติแล้ว ตัวท่านอย่ามีความวิตกไปเลย.........”

แล้วพระเจ้าจีนอ๋องก็ตั้งให้พระเจ้าโจฮวนเป็นที่ตันลิวอ๋อง ให้ไปอยู่เมืองกิมหลงเสีย กำหนดว่ามิได้มีข้อรับสั่งให้มา ก็อย่ามาเฝ้าเป็นอันขาดทีเดียว พระเจ้าโจฮวนซึ่งเป็นหลานของโจโฉมีวาสนาได้ครองแผ่นดินเพียงห้าปี ก็คำนับลาพาเอาครอบครัวพรรคพวกของตน ไปอยู่ที่เมืองกิมหลงเสีย ตามรับสั่งของฮ่องเต้องค์ใหม่

พระเจ้าจีนอ๋องหรือสุมาเอี๋ยนได้ครองราชสมบัติ เป็นฮ่องเต้ของวุยก๊กและจ๊กก๊กรวมกันตั้งแต่ พ.ศ.๘๐๘ ด้วยความสุขสำราญ ครั้นทางเมืองกังตั๋งแคว้นง่อก๊กเกิดระส่ำระสาย เพราะพระเจ้าซุนโฮมิได้ประพฤติตามขนบธรรมเนียมแต่ก่อน ประเพณีแผ่นดินฟั่นเฟือนอยู่หาเป็นปกติไม่ จึงให้เอียวเก๋าเจ้าเมืองซงหยงตระเตรียมทหารไว้ ถ้าทางเมืองกังตั๋งเกิดจลาจลขึ้นแล้ว ก็ยกทัพใหญ่ไปโจมตีทันที แต่เอียวเก๋าตระเตรียมทหารคอยอยู่เป็นเวลานาน พระเจ้าสุมาเอี๋ยนก็มิได้ยกกองทัพไป จนกระทั่งเอียวเก๋าป่วยถึงแก่ความตายไป

เตาอี้เจ้าเมืองเกงจิ๋วก็มีหนังสือมาทูลพระเจ้าสุมาเอี๋ยนว่า ลกข้องแลเตงฮองนายทหารใหญ่ของเมืองกังตั๋ง ได้ถึงแก่ความตายแล้ว พระเจ้าซุนโฮก็ประพฤติการฟั่นเฟือน เสพสุราเป็นนิจ ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทูลห้ามปรามก็ให้ตัดปากจมูกเสีย ไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อนเป็นอันมาก จะขอยกทหารไปตีเอาเมืองกังตั๋งให้จงได้

พระเจ้าสุมาเอี๋ยนก็ให้ตังอี้คุมทหารสิบหมื่น เป็นแม่ทัพยกไปทางเมืองกังเหลง ให้สุมาเตี้ยมเจ้าเมืองหลงเสียยกทหารห้าหมื่นไปทางตำบลอิต๋ง และให้นายทหารอีกสี่นายยกทหารคนละห้าหมื่น แยกไปทางตีเมืองกังตั๋งเป็นสี่ทาง และให้อยู่ในบังคับบัญชากับตังอี้ทั้งสิ้นทุกหมวดทุกกอง กับให้นายทหารอีกสองนายคุมเรือสำหรับจะขนส่งทแกล้วทหารทั้งปวง ข้ามปากอ่าวไปตีเมืองกังตั๋งพร้อมกัน

กองทัพของตังอี้ยกไปตีรายทางได้ชัยชนะทั้งทางบกและทางน้ำ จนถึงกำแพงเมืองกังตั๋ง พระเจ้าซุนโฮขึ้นไปทอดพระเนตรบนเชิงเทิน เห็นทหารของพระองค์พ่ายแพ้ไม่อาจต้อสู้ได้ ก็ชักกระบี่ออกจะเชือดพระศอ แต่พวกขุนนางได้ช่วยกันห้ามไว้ แล้วทูลขอให้ยอมอ่อนน้อมเสีย จะได้มีพระชนม์ชีพอยู่ เช่นเดียวกับพระเจ้าเล่าเสี้ยน พระเจ้าซุนโฮจึงยอมอ่อนน้อมต่อแม่ทัพเรือของพระเจ้าสุมาเอี๋ยน แล้วก็พากันมาเฝ้าพระเจ้าสุมาเอี๋ยนที่เมืองลกเอี๋ยง

พระเจ้าสุมาเอี๋ยนทอดพระเนตรเห็นพระเจ้าซุนโฮเข้ามาคำนับแล้วซบพระพักตร์อยู่ จึงตรัสสัพยอกว่า

“..............ที่อันนี้เราแต่งไว้ท่าท่านอยู่ช้านานแล้ว...........”

พระเจ้าซุนโฮก็สนองตอบว่า

“............ข้าพเจ้าอยู่เมืองกังตั๋งนั้น ก็ได้แต่งที่ไว้คำนับพระองค์เหมือนฉะนี้ ก็ช้านานหลายปี เหมือนหนึ่งพระองค์แต่งไว้ท่าข้าพเจ้า.........”

แล้วทั้งสองพระองค์ก็ทรงพระสรวลชื่นชมยินดี แล้วจัดโต๊ะมาเลี้ยงกันตามประเพณี ดุจดังไม่เคยเป็นข้าศึกแก่กันมาก่อนเลย

พระเจ้าสุมาเอี๋ยนก็ตั้งให้พระเจ้าซุนโฮเป็นที่อุ้ยเบ้งเฮา และให้ขุนนางที่ติดตามมา มีตำแหน่งตามฐานาศักดิ์เช่นเดิม

ขณะนั้นเป็น พ.ศ.๘๒๓ ต่อมาอีกสองปี พระเจ้าโจฮวนหรือตันลิวอ๋อง ก็ถึงแก่ความตาย อีกสองปีพระเจ้าซุนโฮหรืออุ้ยเบ้งเฮาก็ถึงแก่ความตาย อีกสามปีพระเจ้าเล่าเสี้ยนหรืออ่านลกก๋งก็ถึงแก่ความตาย

พระเจ้าสุมาเอี๋ยนก็ได้ครอบครองอาณาจักรจีนอันกว้างใหญ่ไพศาลแต่พระองค์เดียว เป็นพระเจ้าซีโจบู๊ฮ่องเต้ เปลี่ยนนามแผ่นดินเป็นไต้จิ้น เริ่มราชวงศ์จิ้นแต่นั้นมา

สามก๊กฉบับลายคราม ก็สิ้นถ้อยกระทงความลงโดยสมบูรณ์แต่เพียงนี้.

##########




 

Create Date : 29 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2559 14:32:19 น.
Counter : 357 Pageviews.  

ผู้พิชิตสามก๊ก (๑๒)

สามก๊กฉบับลายคราม

ผู้พิชิตสามก๊ก

ตอนที่ ๑๒ ครอบครองเสฉวน

เล่าเซี่ยงชุน

หลังจากที่จงโฮยกับเตงงายได้ยกกองทัพไปตีเมืองเสฉวนแล้ว อีกไม่นานเตงงาย ก็มีหนังสือมาแจ้งแก่สุมาเจียวที่เมืองลกเอี๋ยง ความว่าตนได้อาสาจงโฮยยกทหารไปทางอิมเป๋ง และต่อมาก็มีหนังสือมากราบทูลพระเจ้าโจฮวน แจ้งความที่ได้ยกทหารเดินทางประมาณเจ็ดพันเส้น ผ่านเขามอเทียนเนีย เข้ายึดเมืองอิวกั๋งเมืองปวยเสีย แล้วเดินทางต่อไปอีกประมาณพันหกร้อยเส้นจึงเข้าถึงเมืองเสฉวน จูกัดเจี๋ยม มหาอุปราชของพระเจ้าเล่าเสี้ยน กับจูกัดสงบุตรชาย ยกทหารออกมาสู้รบก็พ่ายแพ้ไป สองพ่อลูกก็ตายในที่รบ พระเจ้าเล่าเสี้ยนจึงยอมอ่อนน้อมและมอบบัญชีพลเมือง เสบียงอาหาร และทรัพย์สินเงินทองในพระคลัง ให้ทั้งสิ้น ตนจึงยกกองทัพเข้าไปตั้งในเมืองเสฉวน

ต่อมาเตงงายได้มีหนังสือแจ้งความมาถึงสุมาเจียวอีกฉบับหนึ่ง มีความว่า

ข้าพเจ้าเตงงายขอคำนับมาถึงจินก๋งมหาอุปราช ด้วยข้าพเจ้ายกทหารมาตีเมืองเสฉวนนั้น ก็ได้สำเร็จแล้ว ครั้นจะยกทัพกลับมาโดยเร็ว ทแกล้วทหารทั้งปวงก็บอบช้ำอิดโรยนัก จะขอพักทหารยับยั้งอยู่ ณ เมืองเสฉวน ให้ทแกล้วทหารมีความผาสุขก่อน แลตัวเล่าเสี้ยนนั้น ข้าพเจ้าตั้งให้เป็นที่แพ้วกี๋จงกุ๋น แลทรัพย์สิ่งของทั้งปวงนั้น ครั้นข้าพเจ้าจะส่งมาก่อนก็เป็นทางไกล เกลือกจะเกิดอันตรายในกลางทาง ตัวข้าพเจ้ามิพ้นความผิด บัดนี้ข้าพเจ้าเก็บรวบรวมกันไว้เป็นปกติอยู่ อนึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองกังตั๋งก็ยังมิอ่อนน้อมกระด้างกระเดื่องนัก ถ้าแลทแกล้วทหารทั้งปวงหายอิดโรย จะให้ตบแต่งเรือรบยกไปตีเมืองกังตั๋งทีเดียว ฝ่ายพระเจ้าซุนฮิวรู้ว่าเมืองเสฉวนเสียแก่เรา ก็เห็นจะไม่แข็งอยู่ได้ ดีร้ายจะเข้ามาอ่อนน้อมต่อเรา อันเมืองกังตั๋งก็จะได้โดยง่ายเป็นมั่นคง ถ้าสำเร็จการทั้งนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็จะยกทหารกลับมาคำนับท่าน

สุมาเจียวได้แจ้งในหนังสือนั้นแล้ว ก็สงสัยคิดว่าเตงงายไปตีได้เมืองเสฉวน มีน้ำใจกำเริบหวังจะตั้งตัวเป็นใหญ่มิได้กลับมา จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งเป็นข้อรับสั่งว่า

เตงงายมีใจสัตย์ซื่อภักดีต่อเจ้า อุตส่าห์ทำการมิได้คิดแก่ชีวิต ยกพลทหารมาตีได้เมืองเสฉวนครั้งนี้มีความชอบนัก ตั้งให้เตงงายเป็นที่ท้ายอุ้ยมีศักดินาหมื่นหนึ่ง

แล้วสุมาเจียวก็แต่งหนังสือของตนไปถึงอุยก๋วน ซึ่งอยู่ในกองทัพของเตงงาย อีกฉบับหนึ่ง ความว่า

ซึ่งจะทำสงครามไปภายหน้านั้น จงบอกกล่าวทูลให้ทราบก่อน อย่าดูเบาแต่อำเภอใจให้ผิดด้วยธรรมเนียม

อุยก๋วนก็เอาหนังสือนั้นให้เตงงายดู เตงงายก็มีหนังสือตอบมาว่า

ซึ่งข้าพเจ้ามาทำการครั้งนี้เป็นทางไกล แม้เห็นได้ท่วงทีแล้วจะงดไว้บอกมาให้ทูลก่อน จึงค่อยทำการต่อภายหลัง จะมิเสียการไปหรือ สุดแต่ข้าพเจ้าได้ท่วงทีแล้วเมื่อใด จะรีบทำการสนองคุณเจ้าให้สำเร็จจงได้ ซึ่งมิได้บอกมาให้แจ้งก่อนประการใด แม้ท่านจะเอาโทษข้าพเจ้าก็ตามเถิด แต่ข้าพเจ้าจะเอาข้อราชการของพระเจ้าหมื่นปีให้จงได้

สุมาเจียวแจ้งความในหนังสือนี้แล้ว ก็ยิ่งมีความสงสัย จึงปรึกษาด้วย กาอุ้นว่า

“..........เตงงายมีหนังสือมาว่าจะทำการตามอำเภอใจตัวฉะนี้ ก็เพราะมีใจกำเริบคิดประทุษร้ายต่อเราเป็นมั่นคง ท่านจะคิดประการใดดี.........”

กาอุ้นจึงว่า

“...........ถ้าฉะนั้นขอให้มีหนังสือรับสั่งไปตั้งจงโฮยเป็นที่ชูเต๋า ใหญ่กว่าที่เจงไสจงกุ๋น ก็จะมีใจกำเริบขึ้น ถึงมาตรว่าเตงงายจะตั้งตัวเป็นใหญ่ ก็เห็นว่าจงโฮยจะมีความานะมิยอมเป็นน้อย ถ้อยทีจะแข็งกันอยู่ ดีร้ายจะเกิดวิวาทกันขึ้นเอง และตั้งอุยก๋วนให้เป็นผู้กำกับทหารทั้งสองกองด้วย...........”

สุมาเจียวก็เห็นชอบ จึงแต่งหนังสือให้คนถือไปถึงจงโฮยและอุยก๋วน ตามที่กาอุ้นแนะนำ ในไม่ช้าก็ได้รับหนังสือจากจงโฮยว่าเตงงายเป็นขบถ สุมาเจียวได้แจ้งแล้วก็ปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า เตงงายคิดการขบถกำเริบฉะนี้จะนิ่งไว้ไม่ได้ จึงนำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าโจฮวน ให้มีหนังสือรับสั่งให้จงโฮยคิดอ่านกำจัดเตงงายเสียให้จงได้ แล้วเกณฑ์ทหารสามหมื่นให้กาอุ้นเป็นกองหน้า ยกไปทางตำบลเกียมโก๊ะ เพื่อเข้ายึดเมืองเสฉวน

กาอุ้นก็สงสัยว่าซึ่งจงโฮยบอกกล่าวโทษเตงงายมาครั้งนี้ น่าสงสัยอยู่ สุมาเจียวก็ว่าอย่าวิตกเลย เมื่อไปถึงเมืองเตียงฮันแล้วจะบอกเนื้อความให้เข้าใจ แล้วก็เร่งให้กาอุ้นยกกองหน้าไปโดยเร็ว แล้วก็เชิญพระเจ้าโจฮวนเสด็จไปในกองทัพหลวงออกจากเมืองลกเอี๋ยง ไปตั้งที่เมืองเตียงฮัน แล้วก็มีหนังสือไปบอกจงโฮยว่า

บัดนี้เรามีความวิตกถึงท่าน กลัวว่าจะยกไปกำจัดเตงงายนั้นจะมิสะดวก จึงยกกองทัพมาตั้งรออยู่ ณ เมืองเตียงฮัน ถ้าราชการขัดเคืองประการใด ก็ให้บอกไปจะยกทหารรีบมาช่วย

ขณะนั้นก็มีเรื่องวุ่นวายขึ้นในกองทัพของจงโฮยและเตงงาย เมื่อจงโฮยได้รับหนังสือจากสุมาเจียวแล้ว ก็รู้ว่าสุมาเจียวสงสัยตนว่าจะเป็นขบถ จึงคบคิดกับเกียงอุยซึ่งเข้ามาสามิภักดิ์ด้วย ให้อุยก๋วนไปจับเตงงายโดยไม่ทันรู้ตัว เอาใส่เกวียนส่งกลับมาให้สุมาเจียว แล้วตนเองกับเกียงอุยก็ชักชวนนายทหารในกองทัพตั้งตัวเป็นใหญ่ในเสฉวน นายทหารส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย จึงเกิดสู้รบกันขึ้น จงโฮยกับเกียงอุยถูกฆ่าตาย ทหารของเตงงายก็ยกไปจะชิงตัวเตงงายคืน อุยก๋วนเกรงว่าถ้าเตงงายรอด ตนก็จะเป็นอันตราย จึงให้ทหารคนสนิทตามไปฆ่าเตงงายเสีย

เมื่อกองทัพของวุยก๊กแบ่งเป็นหลายพวกฆ่าฟันกันเองตายหมดนั้น ชาวเมือง เสฉวนทั้งปวงหาผู้ใดจะบังคับมิได้ ก็เกิดการจลาจลฆ่าฟันกันเอง บ้านเมืองไม่มีขื่อแป จนกระทั่งอีกสองสามวันต่อมา กาอุ้นยกกองทัพมาถึง ก็ปราบปรามอาณาประชาราษฎรให้เรียบร้อยเป็นปกติแล้ว ก็ให้อุยก๋วนอยู่รักษาเมืองเสฉวน แล้วตนเองก็เอาตัวพระเจ้าเล่าเสี้ยนกับขุนนางเมืองเสฉวนอีกสี่คน ไปหาสุมาเจียวที่เมืองเตียงฮัน และแจ้งเรื่องให้ทราบสิ้นทุกประการ

สุมาเจียวก็พาพระเจ้าเล่าเสี้ยนกับขุนนางผู้ติดตาม มากับกองทัพวุยก๊กที่ยกกลับเมืองลกเอี๋ยง ครั้นถึงเมืองแล้วสุมาอี้ก็นำตัวพระเจ้าเล่าเสี้ยนมาชำระ และว่ากับพระเจ้าเล่าเสี้ยนว่า

“.............ท่านนี้เป็นคนมิดี หาสติปัญญามิได้ เสพแต่สุรามิได้นำพากิจการบ้านเมือง ทำให้แผ่นดินฟั่นเฟือนเสียจน อาณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อนดังนี้ มิควรนัก ชอบแต่ประหารชีวิตเสียจึงจะควร...........”

พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้ฟังสุมาเจียวว่า มีความกลัวเป็นกำลังหน้าเศร้าสลดลงทันใด แล้วก็หมอบนิ่งอยู่ ขุนนางทั้งปวงก็ชวนกันขอโทษไว้ สุมาเจียวจึงยกโทษให้และตั้งให้เป็นที่ อ่านลกก๋ง มอบหญิงคนใช้ร้อยหนึ่ง กับแพรอย่างดีหมื่นพับ แลเงินทองเป็นอันมาก แล้วตั้งขุนนางซึ่งตามมานั้นมีตำแหน่งตามสมควร กับจัดถิ่นฐานบ้านเรือนให้อยู่ตามประเพณีเจ้าประเทศราช อ่านลกก๋งก็คำนับสุมาเจียวลากลับมาที่อยู่

วันหนึ่งสุมาเจียวก็เชิญอ่านลกก๋งมากินโต๊ะ แล้วให้มีงานเต้นรำต่างๆ ขุนนางทั้งปวงซึ่งมาด้วยนั้น พากันนั่งก้มหน้าเป็นทุกข์ร้อนอยู่ หาเป็นที่จะดูเต้นรำไม่ แต่อ่านลกก๋งหรือพระเจ้าเล่าเสี้ยนนั้นเพ่งพระเนตรดูการเล่นยิ้มพรายรื่นเริงเป็นปกติ สุมาเจียวเห็นดังนั้นก็แสร้งถามว่า ทุกวันนี้ท่านระลึกถึงเมืองเสฉวนอยู่หรือ พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็บอกว่า

“............ข้าพเจ้าได้มาพึ่งวาสนาของท่าน ก็เป็นสุขอยู่ หาได้คิดระลึกถึงบ้านเมืองไม่..........”

อยู่มาอีกสามสี่วันสุมาเจียวก็เชิญพระเจ้าเล่าเสี้ยนมากินโต๊ะอีก และถามว่า

“..........ทุกวันนี้ท่านคิดจะใคร่กลับไปเมืองเสฉวนอยู่หรือ...........”

พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็เอาพระหัตถ์ปิดหน้าร้องไห้อยู่ สุมาเจียวจึงว่า

“...........เหตุใดพูดกันโดยดีท่านมาร้องไห้ฉะนี้เล่า............”

แล้วสุมาเจียวก็ชักเอาพระหัตถ์พระเจ้าเล่าเสี้ยนออกเสียจากพระพักตร์ ก็มิได้มีน้ำพระเนตรเป็นปกติอยู่ พระเจ้าเล่าเสี้ยนอดสูแก่ใจ จึงว่า

“.........ถ้าท่านจะให้ข้าพเจ้ากลับไปเมืองเสฉวนก็จะได้ไป แม้ไม่เอ็นดูแล้วก็จนอยู่........”

สุมาเจียวแลทหารทั้งปวงได้ฟังก็กลั้นยิ้มมิได้ ชวนกันหัวเราะขึ้นทุกคน เพราะรู้ว่าพระเจ้าเล่าเสี้ยนเสแสร้งทำเป็นคิดถึงเมืองเสฉวน ตามที่พวกขุนนางแนะนำให้ หาได้คิดถึงด้วยพระองค์เองไม่ สุมาเจียวจึงคิดว่าพระเจ้าเล่าเสี้ยนนี้เป็นคนโฉดเขลา หาปัญญามิได้ ตั้งแต่นั้นมาก็มิได้มีความรังเกียจหรือระแวงสิ่งใดอีกเลย พระเจ้าเล่าเสี้ยนในตำแหน่งอ่านลกก๋ง ก็มีความสุขสบายอยู่ที่เมืองลกเอี๋ยง มิได้คิดจะกลับไปเมืองเสฉวนอีกเลยจนสิ้นชีวิต

แผ่นดินจ๊กก๊กก็อยู่ในความปกครองของวุยก๊กโดยเด็ดขาดตั้งแต่นั้น จนสิ้นสุด ยุคสามก๊ก.


########




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2559 8:20:48 น.
Counter : 213 Pageviews.  

ผู้พิชิตสามก๊ก (๑๑)

สามก๊กฉบับลายคราม

ผู้พิชิตสามก๊ก

ตอนที่ ๑๑ ฮ่องเต้ใจเด็ด

เล่าเซี่ยงชุน

สุมาเจียวก็ยกกองทัพพลยี่สิบหกหมื่น พาพระเจ้าโจมอและนางกวยไทเฮา เสด็จไปปราบปรามจูกัดเอี๋ยนซึ่งเป็นขบถ ที่เมืองห้วยหลำ การศึกครั้งนี้เมืองกังตั๋งส่งทหารมาช่วย จูกัดเอี๋ยนรบด้วย แต่สุดท้ายสุมาเจียวก็ได้ชัยชนะ ตัวจูกัดเอี๋ยนตายในที่รบ

เมื่อเกียงอุยแม่ทัพของจ๊กก๊กรู้ข่าว การสู้รบปราบขบถภายในวุยก๊ก ก็ยกกองทัพ มาตีเมืองเตียงเสีย แต่เตงงายแม่ทัพของวุยก๊กก็สามารถต้านทานไว้ได้ เกียงอุยต้องถอนทัพกลับไปเมืองเสฉวน เตงงายก็คิดจะยกทัพไปตีแคว้นจ๊กก๊กบ้าง

ขณะนั้นสุมาเจียวยกกองทัพพาพระเจ้าโจมอและนางกวยไทเฮา กลับมาที่เมือง ลกเอี๋ยงแล้ว เมื่อเตงงายทำเรื่องราวแจ้งว่าจะยกทัพไปตีเมืองเสฉวน สุมาเจียวก็เห็นชอบด้วย แต่แกฉงทักท้วงว่า เวลานี้พระเจ้าโจมอไม่ไว้วางใจอยู่ การที่สุมาเจียวจะยกทัพไปนั้นเห็นจะขัดสน สุมาเจียวจึงรอไว้ตามคำของแกฉง

ถึง พ.ศ.๘๐๓ พระเจ้าโจมอครองราชสมบัติมาได้ห้าปี สุมาเจียวกับแกฉงก็คิดประทุษร้ายต่อพระเจ้าโจมอ จึงถือกระบี่เข้าไปเฝ้า และพูดข่มขู่ฮ่องเต้ในที่เสด็จออกว่าราชการ ต่อหน้าขุนนางผู้น้อยผู้ใหญ่ทั้งปวง อย่างไม่เคารพยำเกรง แล้วก็ออกจากที่เฝ้ากลับมาบ้าน

อีกไม่ช้าก็มีขุนนางสองคนมาหาสุมาเจียว แจ้งเนื้อความว่าฮ่องเต้มีรับสั่งให้พวกตนเข้าเฝ้าในที่ข้างใน แล้วปรึกษาว่าสุมาเจียวบังอาจทำหยาบช้า จะเป็นขบถชิงราชสมบัติพระองค์จึงตรัสว่า

“...........ซึ่งสุมาเจียวทำหยาบช้าฉะนี้ เราน้อยใจนัก ถึงมาตรว่าจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต แต่เราจะทำการให้หายแค้นจงได้.............”

แล้วพระเจ้าโจมอก็จะยกทหารมากำจัดสุมาเจียวด้วยพระองค์เอง สุมาเจียวก็ให้แกฉงกับเซงจุยและเซงเจทหารเอกสองพี่น้อง คุมทหารพันหนึ่งไปตั้งรับ เมื่อพระเจ้าโจมอถือกระบี่ขึ้นรถทรง นำทหารรักษาพระองค์สามร้อยเศษ ยกออกจากประตูวัง ก็เจอทหารของแกฉงยกเข้า โจมตีทันที ฮ่องเต้ก็จับกระบี่ขึ้นกวัดแกว่ง แล้วร้องว่า

“...........ตัวเราเป็นกษัตริย์ อ้ายเหล่านี้ทำบังอาจหักหาญเข้ามา จะทำร้ายเราหรือ..........”

ทหารทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็ชะงักอยู่ไม่อาจบุกเข้าไปจับพระองค์ได้ แกฉงจึงว่ากับเซงเจว่า

“.........ซึ่งมหาอุปราชชุบเลี้ยงตัวมา ก็ประสงค์ด้วยการเท่านี้ บัดนี้ได้ท่วงทีอยู่แล้ว เหตุไฉนนิ่งเสียไม่เร่งทำการ ..........”

เซงเจก็ถามว่า

“..........ท่านจะให้ฆ่าเสีย หรือจะจับเอาตัวไป..........”

แกฉงก็ว่า

“...........สุมาเจียวสั่งมาว่า ได้ท่วงทีแล้วก็ให้ฆ่าเสียเถิด...........”

เซงเจได้ฟังดังนั้นก็ควบม้าควงง้าวเข้าไปถึงหน้ารถทรง ฮ่องเต้ก็ทรงตวาดว่า จะคิดขบถต่อกูหรือ เซงเจไม่ฟังเสียง เอาง้าวแทงพระเจ้าโจมอถูกอกพลัดตกจากรถ แล้วเอาง้าวฟันซ้ำ พระเจ้าโจมอก็สิ้นพระชนม์อยู่ที่ริมถนนนั้นเอง ขุนนางรักษาพระองค์ที่ติดตามฮ่องเต้มา ก็ควบม้าเข้ารบกับเซงเจ แต่ก็ถูกเซงเจฟันตกม้าตาย ทหารรักษาพระองค์ก็แตกกระจัดกระจายไป อองเก๋ง ขุนนางผู้ใหญ่เห็นดังนั้นก็ร้องว่า

“..........อ้ายโจรขบถ บังอาจฆ่าพระมหากษัตริย์เสียเจียวหรือ..........”

แกฉงจึงสั่งให้ทหารจับตัวอองเก๋งไป แล้วกลับไปแจ้งเรื่องราวให้สุมาเจียวฟังสิ้นทุกประการ สุมาเจียวได้ฟังก็ทำเป็นตกใจ ขึ้นม้าพาทหารเข้าไปในวัง เห็นพระเจ้าโจมอสิ้นพระชนม์กลิ้งอยู่ข้างรถ ก็ลงจากม้าถวายบังคมแล้วก็ทำเป็นร้องไห้ร่ำไรอยู่เป็นอันมาก แล้วให้หาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยมาพร้อมกัน ขุนนางผู้ใหญ่ก็ร้องไห้คำนับศพฮ่องเต้แล้วว่า ซึ่งผู้ร้ายบังอาจล่วงเข้ามาทำอันตรายพระองค์นั้น พวกตนทั้งหลายก็มีโทษผิดอยู่เป็นอันมาก แล้วก็ชวนกันเชิญพระศพขึ้นไว้บนตำหนักใหญ่ฝ่ายทิศตะวันตก และทำการศพตามประเพณีกษัตริย์

สุมาเจียวก็พาขุนนางเข้าไปในที่เสด็จออกว่าราชการ สุมาเจียวก็ถามที่ประชุมว่า

“........บัดนี้มีผู้มาทำร้ายพระเจ้าโจมอ ท่านทั้งปวงจะปรึกษาโทษประการใด......”

ต้านท่ายขุนนางผู้ใหญ่จึงว่า ซึ่งเกิดเหตุทั้งนี้เพราะแกฉงผู้เดียว ขอให้เอาแกฉงมาฆ่าเสียจึงจะชอบ สุมาเจียวก็ว่า ซึ่งจะให้ฆ่าแกฉงเสียนั้นให้คิดดูใหม่ก่อน ต้านท่ายก็ว่าตนพิจารณาดูตามธรรมเนียม ก็เห็นแต่เท่านั้น สุมาเจียวจึงว่า

“.........แกฉงมาด้วยก็จริงแต่หาได้ทำการลงมือไม่ เซงเจเป็นตัวขบถ ควรจะฆ่าเสียทั้งสามโคตรจึงจะชอบ..........”

เซงเจก็ร้องตอบว่า

“.........เหตุใดท่านจะมาเอาโทษแก่เรา แกฉงบังคับเราว่าท่านสั่งให้ฆ่าพระเจ้าโจมอเสีย เราเกรงอาญาท่านจึงทำตาม........”

สุมาเจียวจึงว่า

“..........ตัวเป็นขบถทำร้ายเจ้าแผ่นดินเสีย แล้วยังมาเจรจาฉะนี้อีกเล่า........”

แล้วก็สั่งให้ทหารเอาตัวเซงเจไปประหารชีวิตเสีย เซงเจก็ร้องด่าสุมาเจียวไปจนขาดใจตาย สุมาเจียวก็ให้ทหารเอาตัวเซงจุยผู้น้อง และสมัครพรรคพวกไปฆ่าเสียอีกสองโคตร แล้วให้เอาตัวอองเก๋งไปฆ่าเสียอีกโคตรหนึ่งด้วย

สุมาเจียวก็เชิญศพพระเจ้าโจมอไปฝังไว้ตามประเพณีกษัตริย์ แกฉงก็ปรึกษาขุนนางทั้งปวงจะยกสุมาเจียวขึ้นครองราชสมบัติ แต่สุมาเจียวไม่รับ ว่าจะช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินให้เหมือนพระเจ้าวุยอ๋องหรือโจโฉนั้น

แล้วสุมาเจียวก็เชิญโจฮวนผู้หลานโจโฉขึ้นครองราชสมบัติ เป็นฮ่องเต้ของวุยก๊ก พระเจ้าโจฮวนก็ตั้งให้สุมาเจียวเป็นมหาอุปราช พระราชทานเงินสิบหมื่นชั่ง แพรอย่างดีสิบหมื่นพับ กับเครื่องสำหรับยศตามตำแหน่ง

ฝ่ายเกียงอุยรู้ข่าวก็มีหนังสือไปชวนแคว้นง่อก๊กเมืองกังตั๋ง ให้ยกกองทัพมาสมทบตีแคว้นวุยก๊ก แล้วตนเองก็ยกทัพพลยี่สิบห้าหมื่น เป็นสามทางไปบรรจบกันที่เขากิสาน

เตงงายแม่ทัพของวุยก๊กก็ตั้งรับที่เขากิสาน เกือบจะเสียทีอยู่แล้วเกียงอุยก็ยกทัพกลับเมืองเสฉวน เพราะพระเจ้าเล่าเสี้ยนเชื่อคำขันทีเรียกให้เกียงอุยกลับ แล้วเกียงอุยก็น้อยใจฮ่องเต้ของตน จึงยกทหารแปดหมื่นออกมาตั้งฝึกทหาร แลสะสมเสบียงอยู่ที่ตำบลหลงเส

เตงงายก็ให้ทหารเขียนแผนที่ตั้ง ค่ายของเกียงอุยสิบสี่ค่าย เอาไปให้สุมาเจียวที่เมืองหลวง สุมาเจียวก็ว่า

“.........อ้ายเกียงอุยคนนี้ เคยยกมาทำการศึกแก่เราเนือง ๆ ครั้งนี้เราจะคิดกำจัดมันเสียให้ได้.........”

ที่ปรึกษาก็บอกว่า

“.........อันเมืองเสฉวนทุกวันนี้ พระเจ้าเล่าเสี้ยนมีใจหลงรักผู้หญิง แลเสพสุรามิได้ขาด เชื่อถือถ้อยคำอ้ายฮุยโฮซึ่งเป็นขันทีคนหนึ่ง บัดนี้ขุนนางซึ่งมีสติปัญญาในเมืองเสฉวนนั้น มีความน้อยใจต่างคนต่างเอาตัวออกห่าง ซึ่งเกียงอุยมาตั้งค่ายอยู่ตำบลหลงเส หวังจะให้พ้นอันตราย ขอท่านจงเร่งให้ยกทหารไปตีเอาเมืองเสฉวนเถิด เห็นจะได้โดยง่าย..........”

สุมาเจียวก็ดีใจหัวเราะ แล้วว่า

“...........ซึ่งท่านคิดเราก็เห็นชอบด้วย อันน้ำใจเราคิดจะไปตีเอาเมืองเสฉวนช้านานอยู่แล้ว แลบัดนี้ท่านจะเห็นผู้ใดเป็นแม่ทัพคุมทหารไปตีเมืองเสฉวนได้........”

ที่ปรึกษาก็ว่า

“.........ข้าพเจ้าเห็นเตงงายประกอบด้วยความคิดมาก ขอท่านจงตั้งเตงงายเป็นปลัดทัพ ตั้งจงโฮยให้เป็นแม่ทัพยกไป เห็นจะตีเมืองเสฉวนได้........”

สุมาเจียวจึงเรียกจงโฮยเข้ามาถามว่า

“.......เราจะให้ท่านเป็นแม่ทัพ คุมทหารไปตีเมืองกังตั๋งเห็นจะได้หรือมิได้.........”

จงโฮยก็ว่า

“.......ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่า ท่านแกล้งว่าจะให้ข้าพเจ้าไปตีเมืองกังตั๋งนั้นหาจริงไม่ ท่านจะให้ข้าพเจ้าไปตีเมืองเสฉวนดอก............”

สุมาเจียวก็หัวเราะว่าจงโฮยล่วงรู้ในใจตน และถามว่าจะคิดประการใด จึงจะเอาเมืองเสฉวนได้ จงโฮยก็เอาแผนที่เมืองเสฉวนออกมาให้สุมาสูดู และชี้แจงลู่ทางที่จะทำการให้ฟัง สุมาเจียวก็ว่าจงโฮยสมควรเป็นนายทหารผู้ใหญ่ได้ จึงตั้งให้จงโฮยเป็นแม่ทัพยกกองทัพจากหกหัวเมือง ไปตีเมืองเสฉวน และเขียนหนังสือไปถึงเตงงาย ให้ยกทหารไปบรรจบกับจงโฮยด้วย

จงโฮยรับตราตั้งแล้วก็สั่งให้ทหารหกหัวเมือง ไปพร้อมกันที่เมืองเกงจิ๋วแลเมืองลับจิ๋ว ซึ่งอยู่ชายทะเล และให้ต่อเรือรบไว้ สุมาเจียวรู้ข่าวก็เรียกตัวจงโฮยมาถามว่า จะให้ไปตีเมืองเสฉวนทางบก แล้วทำไมจึงให้ต่อเรือรบ จงโฮยก็ตอบว่า

“............ซึ่งจะไปตีเมืองเสฉวนครั้งนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองกังตั๋งจะยกกกองทัพมาช่วย ข้าพเจ้าจึงคิดอ่านต่อเรือหวังจะให้กิตติศัพท์ลือไปถึงเมืองกังตั๋ง ว่าเราจะยกมารบ ชาวเมืองกังตั๋งก็จะตระเตรียมระวังตัวหาไปช่วยเมืองเสฉวนไม่ เราจะยกไปตีเมืองเสฉวนก็จะได้โดยง่าย ครั้นได้เมืองเสฉวนแล้ว ข้าพเจ้าจึงจะกลับมาเอาเรือรบซึ่งทำไว้นั้น ยกไปตีเมืองกังตั๋งอีกครั้งหนึ่ง........”

สุมาเจียวก็ดีใจว่าจงโฮยคิดการถูกต้องแล้ว ครั้นถึงวันกำหนดฤกษ์ดี จงโฮยก็คำนับลาสุมาเจียวยกกองทัพไป ขุนนางที่ปรึกษาคนหนึ่งเห็นจงโฮยยกกองทัพไปแล้ว ก็บอกแก่สุมาเจียวว่า

“............ซึ่งให้จงโฮยเป็นแม่ทัพหลวง ถืออาญาสิทธิ์ คุมทหารยกไปตีเมืองเสฉวนครั้งนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าจงโฮยนี้มีใจกำเริบคิดการใหญ่หลวงเหลือตัวนัก.........”

สุมาเจียวก็ว่าอันน้ำใจจงโฮยนั้น แต่ก่อนเราก็รู้อยู่แล้ว ที่ปรึกษาก็ว่าเมื่อรู้น้ำใจ จงโฮยแล้ว เหตุใดจึงไม่ให้ขุนนางผู้ซื่อสัตย์ กำกับไปด้วยเล่า สุมาเจียวจึงว่า

“.............อันจงโฮยนี้ประกอบได้ด้วยน้ำใจกล้าแข็งในการสงครามนัก เห็นครั้งนี้จะตีเมืองเสฉวนได้เป็นมั่นคง ถ้าเราจะให้ขุนนางกำกับจงโฮยไปนั้น เห็นว่าจงโฮยจะเสียน้ำใจ จะทำการสงครามมิเต็มมือ ถ้าได้เมืองเสฉวนแล้ว พวกทหารทั้งปวงซึ่งไปด้วยนั้นเป็นชาวเมืองเรา ต่างคนต่างก็จะคิดตั้งใจเอาความชอบ จะกลับมาหาบุตรภรรยา ถึงว่าจงโฮยจะคิดขบถต่อเรา เห็นทหารทั้งปวงจะหาเข้าด้วยไม่ ท่านอย่าวิตกเลย ซึ่งถ้อยคำเราพูดดังนี้ ท่านอย่าให้เนื้อความแพร่งพรายรู้ไปถึงผู้ใดได้.........”

แล้วกองทัพใหญ่ของวุยก๊ก ซึ่งยกเข้าไปตีเมืองเสฉวนของจ๊กก๊กเป็นครั้งแรก จะสามารถเอาชนะข้าศึก ที่เคยยกเข้ามารุกรานบ้านเมืองของตนตลอดเวลา กว่าสามสิบปี ได้หรือไม่ก็ต้องดูกันต่อไป.

##########




 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2559 4:26:07 น.
Counter : 257 Pageviews.  

ผู้พิชิตสามก๊ก (๑๐)

สามก๊กฉบับลายคราม

ผู้พิชิตสามก๊ก

ตอนที่ ๑๐ สองพี่น้องครองอำนาจ

เล่าเซี่ยงชุน

เมื่อจัดการกับนางเตียวฮองเฮา ลูกของศัตรูเรียบร้อยไปแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้น สุมาสูจึงให้หาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงมาพร้อมกัน หน้าที่ออกว่าราชการ แล้วปรึกษาว่า

“..........พระเจ้าโจฮองไม่เอาพระทัยใส่ราชการบ้านเมือง มีแต่จะเล่นสนุก แล้วหาสติปัญญาไม่ มักเชื่อฟังคำยุยงจะให้บ้านเมืองเป็นกุลี บัดนี้ข้าพเจ้าคิดว่าจะยกพระองค์ออกเสียจากราชสมบัติ จะหาผู้ที่มีสติปัญญาควรจะว่าราชการแผ่นดินได้ มาเป็นเจ้า ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด...........”

ขุนนางทั้งปวงจึงว่า

“...........ท่านเป็นมหาอุปราช ความคิดกว้างขวางลึกซึ้งนัก ท่านตรึกตรองแล้วจึงเอามาปรึกษา ผู้ใดจะทัดทานท่านนั้นเห็นไม่มีแล้ว ด้วยท่านว่าดังนี้ชอบด้วยการแผ่นดิน..........”

สุมาสูเห็นว่าไม่มีผู้ใดคัดค้าน จึงพาขุนนางทั้งปวงไปเฝ้านางกวยไทเฮา ทูลเล่าเนื้อความทั้งปวงให้ฟังตั้งแต่ต้นจนปลาย นางกวยไทเฮาจึงถามว่า ท่านจะยกผู้ใดขึ้นเป็นเจ้า สุมาสูจึงทูลว่า

“..........ข้าพเจ้าพิเคราะห์เห็นโจกี๋เป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นเจ้าเมืองแพเสีย คนนี้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดหลักแหลมนัก เห็นควรจะเป็นเจ้ารักษาแผ่นดินได้...........”

แต่นางกวยไทเฮาไม่เห็นด้วย และว่า

“.........เราพิเคราะห์ดูเห็นว่าจะเอาอา มาเสวยราชย์แทนหลานนั้น ยังหามีเยี่ยงอย่างธรรมเนียมไม่ เราเห็นโจมอหลานพระเจ้าโจผี เป็นเจ้าเมืองงวนเสีย ฉลาดเฉลียวมีสติปัญญาพอจะรักษาแผ่นดินได้อยู่ ขอให้ท่านทั้งปวงปรึกษากันดู...........”

สุมาสูจึงทูลว่าท่านว่าทั้งนี้ชอบนัก ขุนนางทั้งปวงก็เห็นชอบด้วย สุมาสูจึงให้ทหารถือหนังสือไปเชิญโจมอมา แล้วทูลเชิญนางกวยไทเฮาขึ้นไปที่ว่าราชการ เพื่อจะได้ปรึกษาโทษ พระเจ้าโจฮอง

นางกวยไทเฮาจึงขึ้นไปเชิญพระเจ้าโจฮอง ออกมาที่ว่าราชการ แล้วจึงว่า

“.........เจ้าเสวยราชสมบัติ ไม่ต้องด้วยขนบธรรมเนียมกษัตริย์แต่ก่อน ตั้งใจแต่จะเสพสุราแล้วก็มัวเมาไปด้วยการเล่นทั้งปวงแลสตรี ไม่เอาใจใส่ราชการเลย ซึ่งจะเป็นเจ้าแผ่นดินครองราชสมบัตินั้นไม่ควร เจ้าเร่งเอาพระแสงกระบี่แลตราหยกสำหรับกษัตริย์ มาคืนให้ขุนนางเขา จะได้ยกคนอื่นซึ่งมีสติปัญญาเป็นเจ้าแผ่นดินสืบไป ฝ่ายตัวเจ้าให้ไปรับราชการคงที่เจอ๋อง ซึ่งพระราชบิดาตั้งไว้แต่ก่อน ถ้าไม่มีรับสั่งให้หาอย่าเข้ามาเป็นอันขาดทีเดียว...........”

พระเจ้าโจฮองก็เอาพระแสงกระบี่แลตราหยกมาส่งให้ แล้วกราบลานางกวยไทเฮาร้องไห้ออกไป มีขุนนางสี่ห้าคนระลึกถึงคุณโจฮอง กลั้นน้ำตามิได้ก็ตามไปส่งโจฮอง ซึ่งพาครอบครัวอพยพออกไปอยู่ที่ของตัวซึ่งเคยอยู่มาแต่ก่อนนั้น

ฝ่ายโจมอนั่งเกวียนมาถึงประตูเมืองทิศเหนือ สุมาสูก็ให้ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยออกไปรับ โจมอก็ลงจากเกวียนกระทำคำนับขุนนางทั้งปวง ขุนนางผู้ใหญ่ก็ว่า พระองค์อย่ากระทำคำนับพวกตนเลย โจมอก็ตอบว่าตนนี้ก็เป็นข้าแผ่นดิน จะมิคำนับท่านผู้เป็นขุนนางนั้นมิควร ขุนนางทั้งปวงก็อุ้มโจมอจะให้ขึ้นเกวียนเข้าไปในวัง โจมอก็ยำเกรงไม่ยอมขึ้นเกวียน และว่านางกวยไทเฮามีรับสั่งให้มาเฝ้า ซึ่งจะขี่เกวียนเข้าไปนั้นเห็นไม่ควรนัก ว่าแล้วก็เดินไปจนถึงในวัง

สุมาสูก็ออกไปต้อนรับ โจมอก็กราบลง สุมาสูยื่นมือทั้งสองพยุงโจมอลุกขึ้น แล้วพาเข้าไปเฝ้านางกวยไทเฮา นางก็ปราศรัยว่า

“...........เมื่อน้อย ๆ ข้าพิเคราะห์ดูเห็นประหลาด ทั้งกิริยามารยาทแลลักขณาราศีดีนัก แปลกกว่าเด็กทั้งปวง ข้าก็นึกอยู่ในใจว่าเจ้าจะได้เป็นเจ้าแผ่นดินเป็นมั่นคง บัดนี้ก็สมที่นึกไว้ ขุนนางทั้งปวงปรึกษาพร้อมกัน จะให้เสวยราชสมบัติสืบเชื้อพระวงศ์ ถ้าเจ้าได้เป็นเจ้าแผ่นดินแล้วจงตั้งอยู่ในสัตย์สุจริต อุตส่าห์เอาใจใส่ในราชการทั้งปวง จะทำการสิ่งใดให้พิเคราะห์จงดี ให้รู้จักข้อผิดข้อชอบหนักเบา อย่ามัวเมาไปด้วยการเล่นแลสตรี จงทำตามขนบธรรมเนียมโบราณราชประเพณี วงศ์กษัตริย์ซึ่งเสวยราชสมบัติมาแต่ก่อน............”

โจมอก็ทูลว่า ตนเองนี้สติปัญญาน้อยนัก หาควรแก่ราชสมบัติไม่ นางกวยไทเฮากับขุนนางทั้งปวงก็มิฟัง อ้อนวอนเชื้อเชิญถึงสามครั้ง โจมอจึงรับ แล้วสุมาสูกับขุนนางทั้งปวงก็เชิญโจมอไปยังที่เสด็จออกว่าราชการ ถวายพระแสงกระบี่แลตราหยกสำหรับกษัตริย์นั้น ให้แก่ โจมอ และถวายพระนามว่าพระเจ้าเจงหงวน

ฮ่องเต้องค์ใหม่ก็ให้สุมาสูเป็นมหาอุปราช เมื่อเข้าเฝ้าให้มีคนถือเครื่องศัสตราวุธ แห่เข้าไปใกล้จนถึงที่เสด็จออก และไม่ต้องถวายบังคม เป็นแต่กระทำคำนับเท่านั้น

ต่อมาถึง พ.ศ.๗๙๙ สุมาสูกำลังป่วยตาเป็นต้อ ให้หมอผ่าตัดแล้วใส่ยารักษาอยู่ ม้าใช้ก็ก็มาแจ้งว่าบู๊ขิวเขียมกับบุตรได้เป็นขบถขึ้นที่เมืองห้วยหลำ จึงต้องจำใจยกกองทัพไปปราบปรามทั้ง ๆ ที่ยังป่วยอยู่ แต่ก็สามารถเอาชนะบู๊ขิวเขียมได้ บู๊ขิวเขียมถูกเจ้าเมืองซิมก๋วนตัดศรีษะเอามาให้สุมาสู และเมื่อตั้งให้จูกัดเอี๋ยนนายทหารใหญ่เป็นเจ้าเมืองเองจิ๋ว และเมืองห้วยหลำแล้ว สุมาสูก็ยกกองทัพกลับเมืองฮูโต๋

ตั้งแต่นั้นอาการป่วยของสุมาสูก็หนักลง ให้เจ็บปวดจักษุเหลือกำลัง เวลากลางคืนนอนไม่หลับ จึงให้คนไปตามสุมาเจียวผู้น้องมาจากเมืองลกเอี๋ยง สุมาเจียวเห็นพี่ชายป่วยหนักจะไม่รอดแล้วก็ร้องไห้ สุมาสูจึงสั่งว่า

“..............ข้าทำราชการมาก็ได้เป็นที่มหาอุปราช อุตส่าห์รักษาตัวมาได้ไม่มีอันตราย เจ้าจะทำราชการแทนพี่สืบไป อุตส่าห์ระวังรักษาตัวให้จงดี ถ้ามีราชการเป็นข้อใหญ่ อย่าไว้ใจผู้อื่นจะเสียราชการ จะฉิบหายสิ้นทั้งโคตร.........”

สั่งแล้วก็มอบตราให้แก่น้องชาย สุมาเจียวใคร่จะให้พี่ชายสั่งความต่อไปอีก แต่ความเจ็บปวดในจักษุกำเริบมากขึ้น สุมาสูก็ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังแล้วก็ขาดใจตาย

เมื่อสุมาเจียวแต่งการศพพี่ชายเรียบร้อยแล้ว ก็มีหนังสือไปกราบทูลพระเจ้าโจมอ ฮ่องเต้ก็มีรับสั่งให้สุมาเจียวตั้งอยู่ที่เมืองฮูโต๋ เพื่อป้องกันข้าศึกจากเมืองกังตั๋ง สุมาเจียวก็ไม่เต็มใจอ้ำอึ้งอยู่ จงโฮยนายทหารคู่ใจจึงว่า

“............ท่านมหาอุปราชพึ่งดับสูญ น้ำใจทหารทั้งปวงยังมิราบคาบ ท่านจะตั้งอยู่ที่เมืองฮูโต๋นี้ แม้มีคนคิดร้ายวุ่นวายขึ้นข้างในวัง ซึ่งจะไปกำจัดเสียนั้นเห็นจะมิทันที........”

สุมาเจียวจึงยกทหารไปตั้งที่ตำบลลกซุย พระเจ้าโจมอรู้ดังนั้นก็ตกพระทัย จึงตั้งให้สุมาเจียวเป็นมหาอุปราชแทนพี่ชาย สุมาเจียวจึงเข้าไปรับตำแหน่งในเมืองลกเอี๋ยง ว่าราชการแผ่นดินตามตำแหน่งสมใจ

ฝ่ายเกียงอุยแม่ทัพใหญ่ของจกก๊ก รู้ข่าวว่าสุมาสูถึงแก่ความตาย ก็ยกทหารหกสิบหมื่นจากเมืองเสฉวน มาตีวุยก๊กทางตำบลเปาสิว อองเก๋งเจ้าเมืองยงจิ๋วออกรบก็สู้ไม่ได้ แต่เตงงายเจ้าเมืองกุนจิ๋วมีฝีมือเข้มแข็ง ยกมาช่วยจึงสามารถเอาชนะเกียงอุยได้ สุมาเจียวก็มีตราตั้งเลื่อนตำแหน่งเตงงายให้สูงขึ้น

ขณะนั้นสุมาเจียวว่าราชการแคว้นวุยก๊ก การทั้งปวงสิทธิ์ขาดอยู่แต่ผู้เดียว มิได้ทูลพระเจ้าโจมอเลย จะเข้าออกพระราชวังก็ให้ทหารสามพันถืออาวุธแห่หน้าหลัง สำหรับรักษาตัว ครั้นเห็นไม่มีผู้ใดเสมอก็มัวเมาด้วยยศถาศักดิ์ ใจคิดจะเอื้อมขึ้นไปเอาราชสมบัติ แกฉงคนสนิทจึงบอกว่า

“............ท่านมียศถาศักดิ์สูงใหญ่ในทิศทั้งสี่ ราชสมบัติทั้งนี้เห็นจะอยู่ในมือท่าน ถ้าจะทำการบัดนี้เกรงคนจะมิสมัครพร้อมใจกัน จำจะฟังระคายดูน้ำใจคนทั้งปวงก่อน จึงจะได้คิดการใหญ่สืบไป........”

สุมาเจียวก็ว่า

“..........ข้าคิดอยู่นานแล้ว แต่ว่าหารู้ที่จะออกปากแก่ผู้ใดไม่ เจ้ารักเราคิดอ่านดังนี้เป็นความชอบหนักหนา ถ้ากระนั้นเจ้าช่วยเดินทางไปเมืองห้วยหลำ พูดจาดูน้ำใจเจ้าเมือง แต่ทำเป็นว่าข้าใช้ไปให้รางวัลแก่ทหาร ผู้มีชื่อซึ่งทำสงครามมีความชอบนั้น ฟังแยบคายดูจะคิดการด้วยเราหรือไม่.........”

แกฉงรับคำสุมาเจียวแล้วก็ออกเดินทางไปเมืองห้วยหลำ จูกัดเอี๋ยนเจ้าเมืองห้วย หลำ ที่สุมาสูตั้งไว้เมื่อคราวก่อนก็ต้อนรับแกฉง จัดโต๊ะสุราอาหารมาเลี้ยง เมื่อเสพสุราได้ที่ดีแล้ว แกฉงก็เกลี้ยกล่อมให้จูกัดเอี๋ยนเห็นชอบ ที่จะให้สุมาเจียวเป็นใหญ่ในแผ่นดินวุยก๊ก แต่จูกัดเอี๋ยนไม่เห็นด้วย และยืนยันว่า ถ้าอันตรายมาถึงเจ้าแผ่นดิน เราเป็นข้าราชการ ควรจะอาสาสนองพระเดชพระคุณจนสิ้นฃีวิต แกฉงก็ลากลับมาแจ้งเนื้อความแก่สุมาเจียวทุกประการ

สุมาเจียวก็โกรธนัก แล้วว่าควรหรือมาบังอาจเจรจาดังนี้ แกฉงจึงแนะนำว่า

“...........จูกัดเอี๋ยนคนนี้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ โอบอ้อมเอาใจทหารทั้งปวง ทหารก็รักใคร่ นานไปเห็นจะมีภัยมาเป็นมั่นคง อย่าช้าเลยท่านเร่งคิดล้างจูกัดเอี๋ยนเสียให้ได้..........”

สุมาเจียวก็เห็นชอบด้วย จึงมีตรารับสั่งให้ถอดจูกัดเอี๋ยนออกจากเจ้าเมืองห้วยหลำ จะเอาเข้ามาตั้งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองหลวง แล้วมีหนังสือลับไปถึงเจ้าเมืองเองจิ๋วให้กำจัด จูกัดเอี๋ยนเสีย แต่จูกัดเอี๋ยนรู้ตัวจึงยกทหารไปตีเมืองเองจิ๋วก่อน และจับเจ้าเมืองฆ่าเสีย แล้วทำหนังสือกล่าวโทษสุมาเจียว มาทูลพระเจ้าโจมอ กับเตรียมเกณฑ์ทหารจากเมืองที่ตนปกครองได้ยี่สิบหมื่นเศษ เตรียมจะยกมากำจัดสุมาเจียว

สุมาเจียวได้แจ้งเรื่องราวทั้งหมดก็มีความโกรธนัก คิดอ่านจะยกทัพไปปราบ จูกัดเอี๋ยน แกฉงก็แนะนำว่า

“.............วงศ์ของท่านได้อุปถัมภ์บำรุงแผ่นดินมาแต่บิดาแลพี่ชาย สืบต่อมาถึงท่าน คุณนี้หนักหนาอยู่ แล้วยังไม่ทั่วทั้งสี่ทิศอีกเล่า ยังมีคนมาคิดขบถอย่างนี้ ซึ่งท่านจะออกไปปราบศัตรูเองนั้น ข้าพเจ้าหาเห็นด้วยไม่ เกรงศัตรูจะทำวุ่นวายขึ้นในราชฐาน ภายหลังจะกลับมาปราบปรามนั้นเห็นขัดสน ถ้าท่านเชิญนางกวยไทเฮากับเจ้าแผ่นดิน ออกไปปราบปรามศัตรู เห็นจะสงบโดยง่าย.........”

สุมาเจียวได้ฟังก็ยินดีนัก ว่าตรงกับความคิดของตน จึงเข้าไปทูลนางกวยไทเฮาว่า

“..........จูกัดเอี๋ยนคิดขบถ ข้าพเจ้ากับขุนนางทั้งปวงปรึกษาพร้อมกัน ขอเชิญพระองค์กับพระเจ้าโจมอออกไปด้วย จะได้ปราบศัตรูให้ราบคาบ รักษาแผ่นดินไว้อย่าให้เป็นอันตราย เหมือนคำพระเจ้าโจยอยสั่งไว้นั้น...........”

นางกวยไทเฮากลัวสุมาเจียวขัดไม่ได้ก็รับว่าจะไป สุมาเจียวจึงไปทูลฮ่องเต้ ขอเชิญเสด็จไปทัพ พระเจ้าโจมอก็ตรัสว่า

“..........ท่านมหาอุปราชได้ว่าราชการทั้งแผ่นดินสิทธิ์ขาดอยู่แก่ท่าน จะบังคับบัญชาผู้ใดก็มิได้ขัดขวาง ตามแต่จะไปเถิด ซึ่งจะให้ข้าพเจ้าไปนั้นด้วยเหตุอันใด..........”

สุมาเจียวก็ทูลว่า

“...........ถ้าพระองค์ไม่ไปเห็นหาควรไม่ ครั้งพระเจ้าโจโฉไปเที่ยวปราบปรามศัตรูจนถึงท้องมหาสมุทร ฝ่ายพระเจ้าโจผี พระเจ้าโจยอย ก็คิดจะใคร่ให้แผ่นดินราบคาบ ถ้าราชศัตรูเกิดที่ไหนก็อุตส่าห์ไปปราบทุกทิศ ขอให้พระองค์ไล่ล้างศัตรูตามอย่างเชื้อพระวงศ์สืบมา ซึ่งพระองค์จะเกรงกลัวนั้น หาควรไม่...........”

พระเจ้าโจมอจึงต้องจำใจไปในกองทัพ ตามความคิดของสุมาเจียวจนได้.

##########




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2559 13:03:23 น.
Counter : 189 Pageviews.  

ผู้พิชิตสามก๊ก (๙)

สามก๊กฉบับลายคราม

ผู้พิชิตสามก๊ก

ตอนที่ ๙ สิ้นเสือเฒ่า

เล่าเซี่ยงชุน

ในระหว่างที่สุมาอี้รอการตัดสินใจของฝ่ายที่อยู่นอกเมืองนั้น ก็ได้ข่าวว่า ฮวนห้อมได้เสนอให้โจซองพาฮ่องเต้ไปอยู่เมืองฮูโต๋ และยกทัพมาตีเมืองลกเอี๋ยงที่สุมาอี้ยึดอยู่ แต่โจซองไม่เห็นด้วย เพราะห่วงครอบครัวที่อยู่ในเมือง และเชื่อใจสุมาอี้ว่าจะรักษาคำสัตย์ จึงยอมอ่อนน้อมต่อ สุมาอี้โดยดี ทหารทั้งปวงเมื่อเห็นโจซองไม่ต่อสู้แล้ว ก็พากันหนีกระจัดกระจายไปหมด เหลือแต่พี่น้องสามคนกับขุนนางคนสนิท พากันกลับเข้าไปในเมือง

สุมาอี้ก็คอยต้อนรับอยู่ที่สะพานแพหน้าประตูเมือง ร้องเชิญให้สามพี่น้องกลับไปบ้านเรือนเถิด แต่ขุนนางพรรคพวกที่ตามมานั้น สุมาอี้สั่งให้เอาไปขังคุกไว้ ครั้นฮ่องเต้เสด็จมาถึง สุมาอี้ก็เชิญเสด็จเข้าไปในวัง

ต่อมาสุมาอี้ก็สั่งให้ลั่นกุญแจประตูบ้านของสามพี่น้อง ที่ตั้งเรียงรายอยู่ในกำแพงเดียวกัน โดยไม่ได้จัดทหารควบคุม แต่สั่งชาวบ้านที่อยู่นอกกำแพงบ้านร่วมแปดร้อยคนให้รักษาไว้ให้มั่นคง ถ้าโจซองแลน้องคนใดหนีไปได้ ชาวบ้านเหล่านั้นจะเป็นโทษถึงตาย แล้วก็สั่งให้ส่งข้าวปลาอาหารเข้าไปเลี้ยงคนในบ้าน ไม่ให้อดอยาก

จากนั้นสุมาอี้ก็เอาตัวเตียวต๋องกรมวัง และคนสนิททั้งห้าคนมาสอบสวนเฆี่ยนตีจนรับสารภาพว่าได้ร่วมกันคิดขบถจริง จึงให้จำขื่อคาไว้มั่นคง แล้วก็จับตัวโจซองกับพี่น้องรวมทั้งฮวนห้อมไปใส่คุกไว้อีก สุดท้ายก็สั่งให้ประหารชีวิตคนโทษทั้งปวงที่กลางตลาด เป็นจำนวนประมาณพันหนึ่ง แล้วริบทรัพย์สินเงินทองเข้าพระคลังหลวง และเขียนหนังสือเกลี้ยกล่อม แขวนไว้ที่ประตูเมืองลกเอี๋ยง ความว่าบรรดาพรรคพวกโจซองซึ่งหนีไปอยู่บ้านใดตำบลใด ให้คืนเข้ามาอยู่ที่เหย้าเรือนให้หมด โดยไม่เอาโทษแล้ว ถ้าเป็นขุนนางแลทหารให้เข้ามาทำราชการตำแหน่งเดิม ถ้าเป็นราษฎรให้กลับมาทำมาหากินตามภูมิลำเนาเดิม

พระเจ้าโจฮองก็ตั้งให้สุมาอี้เป็นที่มหาอุปราช มีเครื่องยศเก็าสิ่ง เช่นที่โจโฉเคยได้รับเมื่อเป็นมหาอุปราชของพระเจ้าเหี้ยนเต้ บ้านเมืองก็เป็นที่เรียบร้อยไปได้อีกครั้งหนึ่ง

ถึง พ.ศ.๗๙๔ เดือนสิบ สุมาอี้ก็ป่วยหนัก จึงเรียกสุมาสูและสุมาเจียวบุตรชายทั้งสองเข้ามาหาถึงเตียงนอน แล้วว่า

“............บิดาได้เป็นที่มหาอุปราช ว่าราชการทั้งแผ่นดินโดยสัตย์ธรรม หาได้คิดคดต่อแผ่นดินไม่ คนทั้งปวงยังมาแกล้งว่าเป็นขบถต่อแผ่นดิน เราอาศัยสัตย์สุจริตรักษาตัวหาเป็นอันตรายไม่ บัดนี้บิดาจะตายแล้ว เจ้าจะเป็นข้าราชการสืบไป จงตั้งใจสัตย์ซื่อสามิภักดิ์ต่อเจ้าแผ่นดิน กว่าจะสิ้นชีวิต ทำการสิ่งใดอย่าเบาแก่ความ จงตรึกตรองให้ละเอียดแล้วจึงทำ...........”

พอสิ้นคำเท่านั้นก็ขาดใจตาย สองพี่น้องก็เอาความไปทูลฮ่องเต้ว่าบิดาของตนตายแล้ว พระเจ้าโจฮองก็รับสั่งให้เจ้าพนักงานทำการศพสุมาอี้ตามขนบธรรมเนียมมหาอุปราช แล้วตั้งสุมาสูเป็นที่เสนาบดีผู้ใหญ่ สุมาเจียวเป็นผู้บัญชาการทหารทั้งปวง

ในปีเดียวกันนั้นเอง ก็มีคนเอาเนื้อความมาแจ้งแก่สุมาสูที่เมืองลกเอี๋ยง ว่าพระเจ้าซุนกวน ฮ่องเต้แห่งจ๊กก๊กที่เมืองกังตั๋งสิ้นพระชนม์แล้ว สุมาสูจึงปรึกษาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงว่าเราจะยกกองทัพไปตีเอาเมืองกังตั๋งจะเห็นประการใด ที่ปรึกษาก็ว่า

“...........ยังหาเห็นทีที่จะได้ไม่ ด้วยเมืองกังตั๋งนี้มีแม่น้ำกั้นอยู่เป็นที่คับขัน ข้าศึกที่จะไปทำการยากนัก กษัตริย์แต่ก่อนหลายพระองค์มาแล้ว ยกกองทัพไปตีก็หาได้ไม่ ซึ่งจะยกกองทัพไปทำการครั้งนี้ ข้าพเจ้าหาเห็นด้วยไม่ บ้านเมืองของใคร ใครก็รักษาอยู่ เห็นจะสุขกว่า ถ้าได้ทีแล้วยกไปตีจึงจะมีชัยชนะ...........”

สุมาสูจึงว่า

“..........ซึ่งจะยับยั้งสงบอยู่ให้ได้ทีนั้น อายุเราจะยืนสักกี่ร้อยปี จึงจะได้ทีเล่า......”

สุมาเจียวผู้น้องจึงว่า

“..........ซุนกวนสิตายแล้ว ซุนเหลียงได้สมบัติแทนบิดา อายุก็ยังน้อยทั้งความคิดก็อ่อน ถ้าเรายกไปทำการเห็นจะได้ฝ่ายเดียว...........”

สุมาสูเห็นชอบด้วย จึงให้อองซานเป็นนายทหารใหญ่คุมทหารสิบหมื่น ให้ บู๊ขิวเขียมคุมทหารสิบหมื่น ให้สุมาเจียวเป็นแม่ทัพหลวงยกไปตีเมืองกังตั๋ง ออกจากเมืองลกเอี๋ยงเดือนสิบสอง เมื่อไปถึงแดนเมืองกังตั๋งแล้ว ก็ให้อ้าวจุ๋นเป็นแม่ทัพหน้าคุมทหารห้าหมื่นเข้าตีเมืองตังหิน แต่ก็ถูกทัพบกทัพเรือของเมืองกังตั๋งตีทัพหน้าแตกเสียทหารทั้งบนบกและในน้ำไปประมาณสองส่วน ยังเหลืออยู่แต่ส่วนเดียว ก็พาทหารที่เหลือตายหนีกลับมาหาสุมาเจียว แต่สุมาเจียวเห็นว่าไม่อาจตั้งรับได้ จึงถอยทัพกลับมาเมืองลกเอี๋ยง

จูกัดเก๊กแม่ทัพของเมืองกังตั๋ง ก็ยกกองทัพตามมาตีด่านซินเสีย ด่านหน้าของเมืองลกเอี๋ยงทางทิศใต้ และแจ้งให้เกียงอุยทหารเอกของจ๊กก๊ก ยกทัพจากเมือง เสฉวนเข้ามาตีกระหนาบทางทิศเหนือ สุมาสูเห็นว่าด่านนั้นเข้มแข็งจึงไม่ได้ยกทหารไปช่วย ทหารรักษาด่านก็ต้านทานข้าศึกไว้ได้ถึงร้อยวัน ทหารเมืองกังตั๋งก็อดอยากอิดโรยไม่มีกำลังจะสู้รบ จูกัดเก๊กจึงต้องถอยทัพ ทหารฝ่ายสุมาสูก็ตามโจมตีกองทัพเมืองกังตั๋งแตกยับเยิน ตังจูกัดเก๊กแม่ทัพก็ถูกยิงด้วยเกาทัณฑ์ บาดเจ็บสาหัสกลับไปเมืองกังตั๋ง

ฝ่ายเกียงอุยก็ยกทัพจากเมืองเสฉวน มาตีเมืองอันหนำ สุมาสูก็ให้สุมาเจียวเป็นแม่ทัพยกไปต้านทานที่ตำบลตองเต๋ง เกียงอุยก็ตีทัพของสุมาเจียวแตก ต้องพาทหารที่เหลือประมาณ หกพันถอยร่นขึ้นไปอยู่บนเขาเทียดลองสัน เกียงอุยก็ให้ทหารล้อมเชิงเขาไว้ บนเขานั้นมีห้วงน้ำน้อยนิดไม่พอให้ทหารกิน สุมาเจียวกเห็นม้าแลทหารอดน้ำก็ร้องว่า เทพดาไม่เอ็นดูเลย จะให้อดน้ำตายเสียสิ้นแล้วหรือ นายทหารผู้น้อยคนหนึ่งก็ขอให้สุมาเจียวเสี่ยงทายกับเทพดาดูก่อน สุมาเจียวก็กราบลงสามทีเสี่ยงทายว่า

“................ข้าพเจ้าสุมาเจียวอาสาเจ้าแผ่นดินมาปราบปรามข้าศึก ถ้าข้าพเจ้าจะสิ้นชีวิตแล้ว ขออย่าให้มีน้ำมาเลย ข้าพเจ้าจะได้เชือดคอตายเสีย ทหารทั้งปวงจะยอมเข้าไปหาข้าศึก ถ้าข้าพเจ้ายังจะมีชีวิตอยู่ จะได้ทำราชการรักษาแผ่นดินสืบไป ขอให้เทพดาเจ้าบันดาลให้มีน้ำมาเต็มห้วงนี้เถิด.........”

พอสิ้นคำลงก็มีน้ำไหลออกมาเต็มห้วง ทหารแลม้าก็ได้กินน้ำบริบูรณ์ไม่รู้สิ้นเลย จนกระทั่งมีกองทัพฝ่ายวุยก๊กจากเมืองเองจิ๋วยกมาช่วย ตีกองทัพเกียงอุยแตก ต้องยกกลับไปเมืองฮันต๋ง สุมาเจียวจึงรอดตายกลับไปเมืองลกเอี๋ยงได้อีกครั้ง

และตั้งแต่นั้นมาสุมาสูกับสุมาเจียวสองพี่น้อง ก็ได้ว่าราชการแคว้นวุยก๊ก เป็นสิทธิ์ขาด บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยก็อยู่ในบังคับบัญชาสิ้น พระเจ้าโจฮองก็มีความกลัวเกรงสุมาสูนัก

วันหนึ่งสุมาสูเข้าเฝ้าก็ถือกระบี่เข้าไป ขุนนางที่กำลังปรึกษาราชการอยู่ ก็นิ่งเสียมิได้ว่าต่อไป พระเจ้าโจฮองก็มิได้ตรัสประการใด แล้วรีบเสด็จเข้าที่ข้างใน สุมาสูก็ออกจากที่เฝ้าขึ้นเกวียนกลับบ้าน มีทหารถือศัสตราวุธแห่แหนหน้าหลังประมาณพันหนึ่ง

เมื่อมาถึงบ้านแล้ว ก็มีผู้มาบอกสุมาสูว่า พระเจ้าโจฮองปรึกษากับขุนนางสามคน จะคิดร้ายมหาอุปราช สุมาสูก็โกรธนักฉวยกระบี่พาทหารห้าร้อย ล้วนถืออาวุธครบมือจะเข้าไปในวัง พอถึงประตูวัง ก็สวนกับแฮเฮาเหียน น้องชายของแฮหัวป๋าซึ่งหนีไปเข้ากับเกียงอุย ลิฮองขุนนางผู้ใหญ่ และเตียวอิบ บิดานางเตียวฮองเฮามเหสี ทั้งสามก็พยายามจะหลบหน้า สุมาสูก็ถามว่าขุนนางออกจากที่เฝ้าหมดแล้ว ท่านทั้งสามอยู่ด้วยราชการอันใด ทั้งสามก็ว่าฮ่องเต้จะทรงฟังหนังสือพงศาวดาร สุมาสูก็ว่าอ่านพงศาวดารแล้วร้องไห้ด้วยเหตุใด ทั้งสามคนก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ร้องไห้ สุมาสูก็ว่า

“............มึงร้องไห้ตาแดงอยู่ ควรหรือมาปฏิเสธเสียได้...........”

แฮเฮาเหียนอดโทโสไม่ได้จึงว่า

“..........กูร้องไห้ทั้งนี้ เพราะมึงคิดอ่านจะชิงราชสมบัติ..........”

สุมาสูจึงให้ทหารจับตัวไว้ทั้งสามคน แฮเฮาเหียนมือเปล่าก็ตั้งท่ามวย เข้าชกเอา สุมาสู ทหารก็กลุ้มรุมจับเอาไว้ได้ สุมาสูให้ค้นตัวดูก็ได้เสื้อทรงของฮ่องเต้ซ่อนอยู่ในเสื้อเตียวอิบ มีตรารับสั่งความว่า

สุมาสูและพวกคิดอ่านจะชิงเอาราชสมบัติ ถ้าขุนนางทั้งปวงมีใจสามิภักดิ์ต่อเรา เร่งคิดอ่านกันกำจัดศัตรูแผ่นดินเสียได้แล้ว เราจะให้เลื่อนที่มีบำเหน็จรางวัลจงหนัก

สุมาสูอ่านแล้วก็โกรธยิ่งนัก จึงว่า

“...........อ้ายเหล่านี้คิดทำอันตรายกู โทษมันหนักนักจะเอาไว้มิได้...........”

แล้วก็สั่งให้เอาขุนนางทั้งสามคนไปประหารชีวิตที่กลางตลาดเสียทั้งสามโคตร แล้วสุมาสูก็เข้าไปในวัง ขณะนั้นพระเจ้าโจฮองกำลังปรึกษาการที่ได้มีรับสั่งกับขุนนางทั้งสาม อยู่ด้วยนางเตียวฮองเฮา นางก็ทูลว่า ในวังนี้ผู้คนมากมายนัก ถ้าเนื้อความแพร่งพรายไป ตนก็จะพลอยตายไปด้วย ว่ายังมิทันสิ้นคำ สุมาสูก็เดินเข้ามาถึง แล้วว่า

“...........บิดาข้าพเจ้ายกย่องพระองค์ให้ได้ราชสมบัติ ถึงจิวถองซึ่งเป็นมหาอุปราชแต่ก่อนนั้น ก็หาเหมือนบิดาข้าพเจ้าไม่ ข้าพเจ้าทำนุบำรุงพระองค์มา ถึงอิอิ๋นซึ่งเป็นมหาอุปราชแต่ก่อนนั้น ก็หาทำเหมือนข้าพเจ้าไม่ คุณซึ่งมีมาแต่ก่อนนั้นสูญสิ้นไปแล้ว พระองค์มาฟังคำยุยงคิดจะทำร้ายข้าพเจ้าอีกเล่า............”

พระเจ้าโจฮองก็ตรัสว่า เราหาได้คิดทำการดังนั้นไม่ สุมาสูก็ชักเอาเสื้อทรงทิ้งลงแล้วชี้มือว่า แล้วนี่ของผู้ใดทำเล่า ฮ่องเต้ก็ตกพระทัยจนพระองค์สั่นไม่มีสมประดี อุตส่าห์แข็งใจว่า

“............เราทำการทั้งนี้เพราะคนอื่นคิดให้ทำ ตัวเราหาได้คิดทำอันตรายแก่ท่านไม่........”

สุมาสูจึงว่า

“............ทำเองแล้วสิใส่ความว่าคนอื่นเล่า โทษท่านผิดดังนี้แล้ว จะคิดอ่านประการใด.........”

ฮ่องเต้ก็ตกใจนัก คุกเข่าย่อพระองค์ลง แล้วว่า

“..........โทษข้าพเจ้าผิดแล้ว ขอให้ท่านอดโทษข้าพเจ้าเถิด............”

สุมาสูจึงว่า

“..........พระองค์เป็นหลักแผ่นดิน ข้าพเจ้าหาทำอันตรายแก่พระองค์ไม่ เชิญพระองค์นั่งในที่เถิด ............”

ว่าแล้วก็เอากระบี่ชี้หน้านางเตียวฮองเฮา แล้วว่า นางคนนี้เป็นลูกเตียวอิบ จำจะฆ่าเสียให้ตายตามบิดา ฮ่องเต้ก็ทรงกันแสงอ้อนวอนขอชีวิตนางเตียวฮองเฮา สุมาสูก็ไม่ฟังให้ทหารคร่าตัวเอาไปที่ประตูวังข้างทิศตะวันออก เอาผ้าแพรรัดคอนางถึงแก่ความตายไปตามปากว่า.

###########




 

Create Date : 21 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2559 5:53:15 น.
Counter : 172 Pageviews.  

1  2  3  4  

เจียวต้าย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




เชิญหารายละเอียดได้ ที่หน้าบ้านชานเรือนครับ
Friends' blogs
[Add เจียวต้าย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.