Group Blog
 
All Blogs
 

ทบทวนสามก๊ก (๑๙)

คุณป้ากุ๊กไก่ ขอดูสามก๊ก หน้า ๑๔๐๐ เล่ม ๓





คราวนี้สรุปตั้งแต่ พ.ศ.๗๗๗ ขงเบ้งตาย จนถึง เตงงาย ตีเสสวนสำเร็จ พระเจ้าเลี้ยน ยอมอ่อนน้อมต่อ เตงงาย เกียงอุย ยอมอ่อนน้อมต่อ จงโฮย ข้ามหน้า ๑๔๐๐ ไปจนถึงหน้า ๑๔๗๐ กว่า ๆ เลยครับ























 

Create Date : 24 เมษายน 2559    
Last Update : 24 เมษายน 2559 16:32:16 น.
Counter : 120 Pageviews.  

ทบทวนสามก๊ก (๑๘)

ึคุณป้ากุ๊กไก่ ขอดูหน้า ๑๒๐๐ เล่ม ๓





ดูตอนแรกออกจะงงหน่อย ๆ เพราะเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อนเลย แต่เมื่อนึกได้ว่าอยู่ในตอนที่ ขงเบ้ง หลอกล่อเอา เกียงอุย มาไว้เป็นพวก ก็อ๋อเลยครับ

















 

Create Date : 24 เมษายน 2559    
Last Update : 24 เมษายน 2559 7:58:41 น.
Counter : 506 Pageviews.  

ทบทวนสามก๊ก (๑๗)

คุณป้ากุ๊กไก่ ขอดู หน้า ๙๐๐ เล่ม ๒





สามก๊กฉบับอัศวิน

ชุดที่ ๔ สองเสือแซ่เตียว

ตอนที่ ๓ ผู้รักษาหน้าที่ด้วยชีวิต

เล่าเซี่ยงชุน

เตียวเลี้ยวได้รับราชการเป็นนายทหารอยู่ในกองทัพของโจโฉ อย่าง ธรรมดา โดยไม่มีชื่อเสียง ในความเก่งกล้าสามารถแต่ประการใด ต่อมาอีก เป็นเวลา ประมาณสิบกว่าปี จึงเกิดสงครามใหญ่ระหว่างโจโฉกับ ซุนกวน ที่ตำบลเซ็กเพ็กริมทะเลเมืองกังตั๋งทางภาคใต้ โจโฉยกทหารไปคราวนี้เป็นจำนวนถึงแปดสิบหมื่น ทางกองทัพบก ตั้งค่ายเรียงรายติดต่อกันไปถึงสามพันค่าย ส่วนกองทัพเรือมีจำนวนเรือรบนับพันลำ เตียวเลี้ยวนั้นอยู่ในกองทัพบก ได้ตำแหน่งเป็นสารวัตรใหญ่ คอยตรวจตราทหารทั้งกองทัพ

ในการรบครั้งนั้นโจโฉแพ้ความคิดของ จิวยี่ ซึ่งใช้ บังทอง ผู้เป็นศิษย์อาจารย์เดียวกันกับ ขงเบ้ง ออกอุบายให้โจโฉผูกล่ามเรือใหญ่เข้าด้วยกันเป็นแพ แล้ว ให้ อุยกาย เป็นไส้ศึกนำเรือเชื้อเพลิงยี่สิบลำ ทำเป็นเรือเสบียงเข้าไปเป็นพวกโจโฉ

ขณะนั้นเกิดลมสลาตัน พัดจากด้านกองทัพเมืองกังตั๋งไปยังกองทัพเรือของโจโฉ เทียหยกทหารเอกของโจโฉเห็นขบวนเรือของอุยกายเบาผิดปกติ จึงบอกให้โจโฉห้ามเรือไว้ก่อน อย่าเข้ามาใกล้ โจโฉให้ บุนเพ่ง ทหารเอกอีกคนหนึ่ง นำทหารลงเรือเร็วไปห้าม ก็ถูกยิงด้วยเกาทัณฑ์ที่ไหล่ขวาล้มลง แล้วอุยกายก็จุดเพลิงบนเรือ ชักใบแล่นตามลมเข้าปะทะกับขบวนเรือของโจโฉ เกิดเพลิงไหม้ขึ้นอย่างหนัก ทหารที่อยู่บนเรือก็วิ่งวุ่นดับไฟ แต่ลมพัดแรงมากไม่สามารถจะดับได้ ทั้งเรือก็ถูกตรึงไว้ด้วยโซ่และสายยูมั่นคง ไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้ ไฟจึงไหม้ลุกลามไปทั้งกองทัพ

เตียวเลี้ยวรีบเอาเรือมารับโจโฉหนีไปขึ้นบก อุยกายแลเห็นก็แจวเรือตาม เตียวเลี้ยวจึงขึ้นเกาทัณฑ์ยิงถูกอุยกายตกน้ำไป

เมื่อขึ้นบกแล้วปรากฏว่า ค่ายทหารบกก็ถูกข้าศึกเผา และถูกตีแตกแล้ว เช่นเดียวกันกับทัพเรือ โจโฉกับเตียวเลี้ยวจึงพาทหารประมาณร้อยเศษ หนีซอกซอนไป ให้พ้นข้าศึก แต่เมื่อผ่านตำบลต่าง ๆ ถึงห้าตำบล ก็ถูกทหารของข้าศึกทั้งของซุนกวนและเล่าปี่ ดักโจมตีอยู่ตลอดทาง จนสุดท้ายถึงตำบลฮัวหยงจึงพบกับ กวนอู โจโฉหมดหนทางที่จะหนี จึงเจรจาออดอ้อน จนกวนอูยอมปล่อยให้ผ่านไปได้ ด้วยความกตัญญูรู้คุณที่โจโฉได้เลี้ยงดูมาเมื่อครั้งพลัดพรากจากเล่าปี่ และได้ให้สัจวาจาไว้ โจโฉจึงรอดชีวิตมาตั้งหลักได้ที่เมืองลำกุ๋นซึ่ง โจหยิน ทหารเอกที่เป็นญาติของโจโฉรักษาอยู่

โจโฉจึงให้โจหยินรักษาเมืองเกงจิ๋วและลำกุ๋นไว้ให้ดีและให้ แฮหัวตุ้น รักษาเมืองซงหยง ให้เตียวเลี้ยวเป็นเจ้าเมืองหับป๋า มี ลิเตียน กับ งักจิ้น เป็นปลัด

หลังจากโจโฉแตกทัพกลับไปเมืองฮูโต๋แล้ว จิวยี่ก็ยกทหารตามมาจะตี เมืองลำกุ๋น เมืองซงหยง และเมืองเกงจิ๋ว แต่ก็ถูกอุบายของขงเบ้งยึดเอาเมืองทั้งสามไว้ได้ก่อนทุกครั้ง จนจิวยี่ช้ำใจหนักล้มป่วยลง ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่เมืองสฉองกุ๋น ปากน้ำเมืองกังตั๋ง

ฝ่ายซุนกวนก็ยกกองทัพไปตีเมืองหับป๋าอยู่เป็นเวลานาน ได้เข้ารบกับเตียวเลี้ยวถึงสิบกว่าครั้ง ก็ยังไม่แพ้ชนะกัน จึงถอยทัพออกมาตั้งห่างกำแพงเมืองห้าร้อยเส้น และส่งข่าวให้จิวยี่ยกทหารมาช่วย จิวยี่จึงให้ เทียเภา ทหารเอก กับ โลซกซึ่งเป็นที่ปรึกษา ยกทัพมาหนุนซุนกวนที่เมืองหับป๋า พอเตียวเลี้ยวรู้ข่าวก็ใช้ทหารถือหนังสือมาให้ซุนกวนมีใจความว่า เมื่อได้ทหารเพิ่มเติมมากขึ้นแล้ว ก็ให้ยกมารบกันเถิด

ซุนกวนก็โกรธจึงตอบไปว่า พรุ่งนี้จะไม่เอาทหารที่มาใหม่เลย จะใช้แต่ทหารพวกเก่าออกไปรบกับเตียวเลี้ยว ให้สิ้นฝีมือสักครั้งหนึ่ง

พอถึงเวลาสามยามเศษ ซุนกวนก็จัดแจงพาทหารออกจากค่ายกะว่าจะกินอาหารเช้ากลางทาง พอดีเจอกองทัพของเตียวเลี้ยวซึ่งยกมาแต่ดึกเหมือนกัน เลยไม่ต้องเจี๊ยะปึ้งเจี๊ยะม้วยกันทั้งสองฝ่าย เตียวเลี้ยวก็รำทวนออกมาท้าทายซุนกวนให้รบ ไทสูจู้ ทหารเอกของซุนกวนก็ออกมารบแทน ฟาดฟันกันได้ถึงแปดสิบเพลง ก็ยังไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำ ซุนกวนดูนายทหารเอกที่มีฝีมือรบ กันจนเพลินไปไม่ทันระวังตัว งักจิ้นก็ควบม้าเงื้อดาบเขาไปจะฟันซุนกวนซึ่งกำลังเผลอ ทหารองครักษ์ของซุนกวนชื่อ ซงเขียม กับแกหัว ก็ช่วยกันเอาทวนขึ้นรับดาบ ทวนทั้งสองเล่มก็หักเหลือแต่ด้าม ทั้งสองก็ใช้ด้ามทวนรุมตีงักจิ้นจนต้องถอยหนี ซงเขียมคว้าทวนจากมือทหารที่อยู่ใกล้ ควบม้าไล่ตามงักจิ้นไป ลิเตียนจึงยิงเกาทัณฑ์ถูกอกซงเขียมตกม้าตาย

ไทสูจู้ก็ตกใจละจากเตียวเลี้ยวควบม้าหนี เตียวเลี้ยวขับทหารไล่ตามรบพุ่งติดพันเข้าไปในกองทัพของซุนกวน จนแตกกระเจิงไป เตียวเลี้ยวก็ควบม้าไล่ตาม ซุนกวน จนเจอเทียเภาซึ่งคุมทหารใหม่จากค่ายออกมารบสกัดกั้นไว้ทันท่วงที ซุนกวนจึงรอดกลับเข้าค่ายไปได้

ที่ปรึกษาของซุนกวนจึงว่า

"....ซึ่งเหตุทั้งนี้เพราะท่านทะนงตัวดูหมิ่นแก่ข้าศึก มิได้รักษาตัว อันประเพณีการสงคราม ควรจะให้ทหารซึ่งมีฝีมือออกรบพุ่งให้สามารถก่อน อันแม่ทัพจะยกออกรบก่อนนั้นไม่ควร ตัวท่านเป็นใหญ่ไม่พิเคราะห์ดู ว่าควรและมิควร ออกสู้รบกับเตียวเลี้ยวอันเป็นแต่นายทหาร จึงได้รับความอัปยศเสียทหารเอกฉะนี้...."

ซุนกวนก็ยอมรับว่าตนผิดเอง ไทสูจู้ก็มาอาสาว่า จะขอยกทหารไปทำการแก้แค้นแทนซงเขียม โดยได้ส่ง โกเตง ลิ่วล้อของตนปลอมเป็นทหารของเตียวเลี้ยว ไปร่วมมือกับญาติชื่อ อาวโจ ซึ่งเป็นคนเลี้ยงม้าของเตียวเลี้ยวในเมืองแล้ว ซุนกวนก็จัดทหารให้ไทสูจู้พันหนึ่งยกออกไปทำการ แม้จะมีผู้คัดค้านว่าเตียวเลี้ยวมีสติปัญญา ทั้งมีฝีมือเข้มแข็ง เห็นจะไม่ประมาท ควรจะคิดอ่านตรึกตรองให้ดี อย่าเพิ่งดูหมิ่นเตียวเลี้ยว ไทสูจู้ก็ไม่ตอบโต้ คงเร่งดำเนินการไปตามแผนที่ได้วางไว้

ฝ่ายเตียวเลี้ยวเมื่อมีชัยชนะแก่ข้าศึกกลับเข้าเมือง ก็มิได้ประมาท ถึงเวลาค่ำจัดการเลี้ยงดูทหารทั้งปวงฉลองกันพอแล้ว ก็สั่งให้คิดอ่านป้องกันรักษาตัวจงหนัก ให้ใส่เกราะนอนทุกคน ทหารทั้งหลายก็ว่า เราได้ตีทัพซุนกวนแตกหนีไปแล้วจะให้ระวังรักษาตัวด้วยเหตุใด เตียวเลี้ยวจึงว่า

"...อันธรรมดาผู้เป็นนายทัพนายกองจะทำการสงคราม ถ้าแพ้ก็อย่าเพ่อเสียใจ แม้ได้ชัยชนะก็อย่าเพ่อทะนง เวลาวันนี้เราได้ชัยชนะแก่ซุนกวนก่อน ครั้นประมาทเกลือกซุนกวนมีใจเจ็บแค้น คิดเห็นว่าเราเลินเล่อ ยกทหารมาโจมตี เรามิขัดสนเสียหรือ เราจึงบังคับท่านทั้งปวงด้วยเหตุฉะนี้....."

ขณะที่เตียวเลี้ยวพูดกับทหารอยู่นั้น โกเตงกับอาวโจก็จุดกองฟางให้ไฟ ลุกสว่างขึ้น แล้วร้องว่าข้าศึกเข้าเมืองได้แล้ว พลเมืองก็แตกตื่นวุ่นวาย เตียวเลี้ยวก็ขึ้นม้าพาทหารสี่คนออกมายืนขวางทาง กำชับทหารทั้งหลายว่า มันแกล้งทำทั้งนี้หวังจะให้คนทั้งปวงตกใจ ผู้ใดวุ่นวายจะตัดศีรษะเสีย แล้วให้ทหารช่วยกันจับตัวคนที่เป็นต้นเหตุให้ได้ พอเวลาประมาณทุ่มครึ่ง ลิเตียนก็จับตัวโกเตงกับอาวโจมาได้ เตียวเลี้ยวซักถามแจ้งในเนื้อความแล้วก็ให้เอาตัวไปฆ่าเสีย

ขณะนั้นภายนอกกำแพงเมือง ก็มีทหารตีม้าล่อฆ้องกลองโห่ร้องอื้ออึงอยู่เตียวเลี้ยวจึงบอกกับทหารทั้งปวงว่า กองทัพของซุนกวนยกมาคอยทำการ ตามที่ตกลงกับโกเตงแล้ว จึงให้ทหารจุดเพลิงให้มากขึ้นอีก แล้วเปิดประตูให้ข้าศึกเข้าเมือง ไทสูจู้ก็นึกว่าไส้ศึกของตนทำการสำเร็จแล้ว จึงควบม้านำทหารเข้าไปในเมือง เตียวเลี้ยวก็สั่งให้ทหารระดมยิงเกาทัณฑ์ทั้งสองข้างทาง ถูกไทสูจู้หลายแห่งต้องชักม้าหันหลังกลับ ข้างเตียวเลี้ยวก็ให้งักจิ้นไล่ตามไทสูจู้ออกจากเมือง ไปจนถึงหน้าค่ายของซุนกวน และฆ่าฟันทหารข้าศึกตายเป็นอันมาก จนนายทหารในค่ายต้องออกมาสกัดกั้นไว้ แล้วพาไทสูจู้เข้าไปในค่ายได้ แต่ก็ป่วยอาการหนักอยู่

ซุนกวนจึงยกกองทัพลงเรือถอยกลับไปยังเมืองลำซี พอถึงเมืองไทสูจู้ก็สิ้นใจตาย

จากการสงครามครั้งนั้นแล้ว เตียวเลี้ยวก็ได้ปกครองเมืองหับป๋าต่อมาอีกประมาณเจ็ดปี ซุนกวนยกทัพไปตีเมืองอ้วนเสีย จูก๋ง ผู้รักษาเมืองรีบแจ้งเตียวเลี้ยวให้ยกทหารไปช่วย แต่ไม่ทันการเมื่อมาถึงซุนกวนตีเมืองอ้วนเสียได้แล้ว จูก๋งก็ตายคากำแพงเมือง จึงยกทหารกลับมารักษาเมืองหับป๋าไว้

ซุนกวนก็ยกกองทัพเลยมาตีเมืองหับป๋าอีกครั้ง เตียวเลี้ยวก็กะเกณฑ์ทหารขึ้นรักษาเชิงเทินไว้ให้มั่นคง ก็พอดีทหารได้นำเอาหนังสือของโจโฉมาให้ มีความว่าถ้าซุนกวนยกมาตีเมือง ก็ให้เตียวเลี้ยวกับ ลิเตียนคุมทหารออกสู้รบด้วยซุนกวน ให้งักจิ้นอยู่รักษาเมือง

เตียวเลี้ยวก็ชวนลิเตียนออกรบกับซุนกวน งักจิ้นก็ท้วงว่าซุนกวนยกมาคราวนี้มีทหารเป็นอันมาก เมืองเรามีทหารน้อยชอบจะรักษาเมืองไว้ดีกว่า อย่าให้ข้าศึกเข้าเมืองได้ เตียวเลี้ยวก็ว่าถ้าทำอย่างนั้นก็จะขัดกับคำสั่งของโจโฉ

"....ผู้ใดจะอยู่ก็ตามเถิด แต่เราผู้เดียวจะคุมทหารออกไปทำสงครามด้วยซุนกวน...."

ลิเตียนกับงักจิ้นจึงว่า

"....ถ้าฉะนั้นตัวเราร่วมทุกข์ร่วมสุข ผิดชอบด้วยกัน จะขอออกไปด้วย ให้แต่ทหารอยู่รักษาเมืองไว้...."

เตียวเลี้ยวก็ให้ลิเตียนคุมทหาร อ้อมไปทำลายสะพานเสียวเกียวทางทิศใต้ ในเวลาสามยาม แล้วนำทหารกลับมาซุ่มอยู่ พอรุ่งเช้าเตียวเลี้ยวก็ให้งักจิ้นคุมพล ออกไปเป็นกองล่อ ตนเองซุ่มทหารไว้คอยโจมตี พอซุนกวนกับทหารเอกสามคน ยกทหารล่วงเข้ามา งักจิ้นก็เข้ารบได้สิบเพลง แล้วก็ถอยไปทางที่เตียวเลี้ยวซุ่มอยู่ แต่รีบควบม้าหนีไปในทางแยก ซุนกวนตามมาถึงก็ถูกเตียวเลี้ยวกับลิเตียน เข้าตีกระหนาบทางด้านข้าง ฆ่าฟันทหารเมืองกังตั๋งล้มตายแตกตื่นไป

ซุนกวนเหลือทหารเพียงสามร้อยก็ถอยไปทางสะพานเสียวเกียว เตียวเลี้ยวก็ไล่ติดตามไป ซุนกวนขับม้าขึ้นสะพานไปแล้ว จึงเห็นว่าเชิงสะพานฟากโน้นขาดอยู่ประมาณเก้าศอกสิบศอก จะไปก็ไม่ได้จะถอยก็ไม่ได้ ทหารของเตียวเลี้ยวไล่หลังมาใกล้แล้ว ทหารคนหนึ่งจึงแนะให้ถอยม้าไปถึงกลางสะพาน แล้วควบเต็มที่ โจนข้ามสะพานที่ขาดไปถึงแผ่นดิน แล้วจึงลงเรือพวกเดียวกันหนีรอดไปได้อีก

ส่วนทหารเอกทั้งสามคน ก็พยายามสู้รบทั้ง เตียวเลี้ยว ลิเตียน และงักจิ้น เป็นสามารถ แต่ก็ต้านทานไม่ไหว บ้างก็ต้องอาวุธหลายแผล จนเหลือทหารเพียงสิบสี่สิบห้าคน ต่างก็ทิ้งม้าโจนลงน้ำว่ายหนีไปขึ้นเรือของซุนกวน แล้วพาทหารที่เหลือหนีไปทางปากน้ำญี่สูแดนเมืองกังตั๋ง

การรบครั้งนี้ท่านว่าได้ทำให้ทหาร และชาวเมืองกังตั๋ง กลัวฝีมือของเตียวเลี้ยวเป็นอันมาก ถ้าเด็กเล็กร้องไห้ มีผู้ขู่ออกชื่อเตียวเลี้ยวเด็กก็จะเงียบด้วยความกลัวทีเดียว

เตียวเลี้ยวได้ชัยชนะแล้ว ก็มิได้นิ่งนอนใจ มีหนังสือไปบอกโจโฉให้ยกมาคอยช่วยป้องกันเมืองหับป๋า โจโฉก็ยกกองทัพมีกำลังสี่สิบหมื่น มาตั้งอยู่ที่ชายแดนเมืองกังตั๋ง กะว่าจะพิชิตศึกกับซุนกวนให้เด็ดขาดไป แต่รบกันอยู่หลายยก โดยมี เตียวเลี้ยว ลิเตียนและงักจิ้น เป็นกองหน้าคอยร้องด่าท้าทาย และเข้ารบก่อนทุกคราว เป็นเวลาถึงเดือนเศษ ก็ยังไม่รู้แพ้ชนะได้อย่างเด็ดขาด

ที่ปรึกษาของซุนกวนจึงแนะนำว่า โจโฉนั้นชำนาญการสงครามมากเห็น จะเอาชนะไม่ได้ อันจะตั้งรบกันไปฉะนี้ ทหารเราก็จะยิ่งตายลงอีก ควรจะแต่งทหารไป ขออ่อนน้อมต่อโจโฉ ถึงกำหนดก็แต่งเครื่องบรรณาการไปคำนับตามธรรมเนียม ซุนกวนก็เห็นด้วย จึงจัดขุนนางผู้ใหญ่ออกไปเจรจา โจโฉก็ตกลงแต่เกี่ยงให้ซุนกวนถอยทัพไปก่อน แล้วโจโฉก็เลิกทัพกลับเมืองฮูโต๋ และให้เตียวเลี้ยวอยู่รักษาเมื่อหับป๋าต่อไปตามเดิม

ต่อมาอีกหนึ่งปี พระเจ้าเหี้ยนเต้ได้แต่งตั้ง ให้โจโฉเป็น เจ้าวุยอ๋อง มีเกียรติยศเทียบเท่าพระเจ้าแผ่นดิน แต่อยู่ในตำแหน่งได้เพียงสี่ปี โจโฉผู้ยิ่งใหญ่ก็เสียชีวิตด้วยโรคปวดศีรษะเรื้อรัง เมื่ออายุได้หกสิบหกปี เตียวเลี้ยวก็ยังคงเป็นเจ้าเมืองชายแดนอยู่ตามเดิม

ปีต่อมาโจผี บุตรชายคนโตของโจโฉ ซึ่งได้เป็นมหาอุปราชแทนบิดาก็ยึดอำนาจการปกครอง บีบบังคับให้พระเจ้าเหี้ยนเต้มอบราชสมบัติให้ แล้วก็เนรเทศไปอยู่ที่ตำบลซินเอี๋ยงจนสิ้นพระชนม์ เตียวเลี้ยวก็รับราชการกับพระเจ้าโจผีต่อไปอีกประมาณสี่ห้าปี พระเจัาโจผีจึงยกทัพใหญ่ไปตีเมืองกังตั๋งอีกครั้ง โดยมีเรือรบใหญ่บรรทุกทหารได้สองพันคนจำนวนสิบลำ เรือรบเบาสามพันลำ กำลังพลทั้งสิ้นสามสิบหมื่น ให้ โจจิ๋น เป็นแม่ทัพหน้า เตียวเลี้ยว เตียวคับ บุนเพ่ง ซิหลง เป็นกองสอดแนม

กองทัพเรือของพระเจ้าโจผี มาถึงปากแม่น้ำใหญ่ ก็เกิดลมพายุพัดหนักเกิดคลื่นใหญ่ซัดกระหน่ำ เรือแตกล่มไปประมาณสามสิบลำ จึงต้องถอยเข้ากำบังลม กองทัพเรือของกังตั๋งก็ติดตามโจมตี จนต้องยกพลขึ้นบก และเผาเรือทิ้ง ซุนเสียว หลานของซุนกวน ก็ยกทัพบกของเมืองกังตั๋งเข้าโจมตีซ้ำอีก ทหารของพระเจ้าโจผีก็ถูกฆ่าตายบ้าง ตกน้ำตายบ้างสูญเสียไปเป็นอันมาก

พระเจ้าโจผีก็พาทหารแตกหนีไป ซุนเสียวก็ไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด เตงฮอง ทหารเอกของซุนกวนก็เข้ามาสมทบ เตียวเลี้ยวซึ่งระวังรักษาพระเจ้าโจผีอยู่ ก็ขับม้าเข้ามารบป้องกันเจ้านาย จึงถูกเตงฮองยิงด้วยเกาทัณฑ์ถูกบั้นเอว ซิหลงต้องเข้ามาช่วยกัน รบพลางถอยพลาง จนพาพระเจ้าโจผีหนีพ้นข้าศึกมาได้ แต่เตียวเลี้ยวก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว ถึงแก่ความตายไป

ชีวิตของเตียวเลี้ยว จึงเป็นตัวอย่างของลิ่วล้อชั้นดี ซึ่งเป็นเพียงนายทหารธรรมดาสามัญ ไม่มีอะไรเด่นดังอย่างโลดโผนพิศดาร มีแต่ความซื่อสัตย์ จงรักภักดี มีวินัย ปฏิบัติตามคำสั่งและรับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างเคร่งครัด ตราบตั้งแต่ต้นเมื่อได้มาอยู่กับโจโฉ จนถึงวาระสุดท้ายรวมเวลาประมาณสามสิบปี

แม้จะมิได้รับบำเหน็จความชอบเลื่อนยศตำแหน่งสูงขึ้นไปเท่าใดนัก แต่ก็ได้ตายในท่ามกลางสมรภูมิ เยี่ยงชายชาติทหาร ด้วยการกระทำหน้าที่ ปกป้องรักษาชีวิตเจ้านายของตนไว้ อย่างสมเกียรติของนายทหารรักษาพระองค์ ที่น่าสรรเสริญยิ่ง.

##########




 

Create Date : 23 เมษายน 2559    
Last Update : 23 เมษายน 2559 8:58:31 น.
Counter : 374 Pageviews.  

ทบทวนสามก๊ก (๑๖)

ทบทวนสามก๊ก (๑๖)

คุณป้ากุ๊กไก่ขอดู หน้า ๕๐๐ ของเล่ม ๒ ครับ





การรบระหว่าง โจหยิน กับ เล่าปี่ นั้น อยู่ในชุด ตันฮก หรือ ชีซี...ที่ปรึกษายอดกตัญญู ครับ.


เสี้ยวสามก๊ก

ที่ปรึกษายอดกตัญญู

“เล่าเซี่ยงชุน"

ในบรรดาก๊กทั้งสาม ที่ช่วงชิงกันเป็นใหญ่ของแผ่นดินจีนยุคสามก๊ก เป็นเวลาเกือบร้อยปีนั้น เล่าปี่ เป็นผู้อาภัพที่สุด เพราะ โจโฉ ได้เป็นมหาอุปราชมีอำนาจ
มากของ พระเจ้าเหี้ยนเต้ อยู่ที่ราชธานีฮูโต๋ มีความชอบธรรมที่จะจัดการกับก๊กใดก็ได้ที่
ไม่ยอมอ่อนน้อมอยู่ในปกครอง มีที่ปรึกษาและทหารเอกมากมาย มีกำลังพลนับร้อยหมื่น

ส่วน ซุนกวน นั้น แม้ต้นตระกูลจะเป็นเพียงเจ้าเมืองเล็ก ๆ แต่พี่ชายก็เป็นคนมีฝีมือ ได้ครอบครองเมืองกังตั๋ง ซึ่งเป็นแควันใหญ่ มีเมืองรองขึ้นอยู่ด้วยถึงหกหัวเมือง มีกำลังทหารเข้มแข็ง และเสียชีวิตเมื่ออายุยังน้อย ซุนกวนจึงได้ครอบครอง สมบัติทั้งหมดตั้งแต่หนุ่ม สามารถตั้งตนเป็นใหญ่ ไม่มีใครเอาชนะได้ถึงห้าสิบสามปี

ฝ่ายเล่าปี่นั้น แม้จะมีเชื้อสายราชวงศ์ฮั่น แต่ก็เป็นคนยากจน เมื่อเลิก จากการทอเสื่อขายมาคบกับ กวนอู เตียวหุย จนสาบานเป็นพี่เป็นน้อง ร่วมกันปราบโจรโพกผ้าเหลืองแล้ว ก็ไม่ได้รับบำเหน็จรางวัลอย่างใด ต้องพเนจรไปเที่ยวอาศัยญาติที่แซ่เดียวกัน ตามหัวเมืองต่าง ๆ อยู่ถึงสามสิบกว่าปีจึงตั้งตัวได้ ทั้งนี้เพราะขาดผู้ร่วมคิด ที่มีสติปัญญามาช่วยเหลือ แม้ได้มาแล้วก็อยู่ด้วยกันไม่ค่อยยืด ดังเช่นที่ปรึกษาคนแรกที่ชื่อ ชีซี เป็นต้น

ชีซีผู้นี้เป็นศิษย์เอกของอาจารย์ สุมาเต็กโช รุ่นราวคราวเดียวกันกับ บังทอง หรือฮองซู และจูกัดเหลียง หรือ ขงเบ้ง ซึ่งมีฉายาว่าฮกหลง เดิมชีซีอยู่ที่เมือง
เองจิ๋ว เมื่อสมัยหนุ่มสนใจใคร่ศึกษาหาวิชาความรู้ แต่ความที่มีเพื่อนฝูงมาก ก็เที่ยวไป
โดยมิได้ยั้งคิด จึงเกิดมีเรื่องฆ่าคนตาย ครั้นถูกเจ้าหน้าที่จับได้ก็แกล้งทำเป็นบ้าบอ ถูก
เจ้าหน้าที่ไต่สวนลงโทษโบยตีก็ไม่ยอมพูดจา จนถูกจับมัดใส่เกวียนตระเวนตีฆ้องร้องเป่า หาผู้ที่จะมาเป็นพยานชี้ตัวจำเลย ก็ไม่มีใครยอมร่วมมือเพราะเป็นคนรู้จักชอบพอกันทั้งนั้น จนมีเพื่อนฝูงมาช่วยชิงตัวหนีคดีไปได้ จึงหลบไปเก็บตัวเล่าเรียนวิชาหาความรู้ กับท่านอาจารย์สุมาเต๊กโช อยู่เป็นเวลานาน โดยเปลี่ยนชื่อเป็น ตันฮก

ต่อมาได้ทำราชการอยู่กับ เล่าเปียว เจ้าเมืองเกงจิ๋ว แต่เห็นว่าเป็นคนไม่รู้จักใช้สอยผู้มีสติปัญญา และไม่สามารถกำจัดคนพาลที่แวดล้อมอยู่ใกล้ตัวได้ จึงไม่ ยอมอยู่ด้วย จนมาเจอเล่าปี่เข้าที่ตลาดเมืองซินเอี๋ย เมืองเล็กที่ขึ้นอยู่กับเมืองเกงจิ๋ว
ซึ่งขณะนั้นเล่าปี่เป็นเจ้าเมืองอยู่ ชีซีก็แกล้งร้องเพลงเป็นปริศนา มีเนื้อความแปลกว่า

"....แผ่นดินจะกลับก็เหมือนไฟดับสิ้นแสง ถ้ากบทูจะหักจะเอาไม้อันน้อยค้ำ ก็มิอาจทานกำลังไว้ได้ ชาวบ้านนอกผู้มีปัญญา ย่อมจะแสวงหานายที่มีน้ำใจโอบอ้อมอารี แต่ผู้ที่จะแสวงหาผู้มีปัญญา ก็หารู้จักเราไม่...."

เล่าปี่เข้าใจผิด คิดว่าเป็นฮกหลงหรือฮองซู ที่อาจารย์สุมาเต๊กโชได้แนะนำไว้ จึงลงจากหลังม้าเข้าไปคำนับ พากลับมาที่อยู่ ยกย่องให้นั่งในที่สมควรแล้วก็ซักถามชื่อแซ่ตามธรรมเนียม ชีซีก็บอกว่าชื่อตันฮก อยู่ตำบลเองซง มีความปรารถนาจะ
มาอยู่กับเล่าปี่ แต่ไม่อาจจะเข้าไปหาได้ จึงต้องคอยดักเพื่อทำความรู้จัก เล่าปี่ก็ยินดีที่
จะรับไว้เป็นที่ปรึกษา เพราะถึงอย่างไรก็เป็นลูกศิษย์อาจารย์เดียวกัน กับคนที่มีชื่อเสียง อยู่แล้ว

ชีซีก็แกล้งดูลักษณะม้าคู่ขาของเล่าปี่แล้วทักว่า ม้าเต๊กเลาตัวนี้มีลักษณะร้าย แม้จะมีกำลังฝีเท้ารวดเร็ว แต่มักจะทำให้เกิดอันตรายแก่เจ้าของ เล่าปี่ก็แย้งว่า
ถ้าเป็นม้าร้าย ทำไมจึงพาหนีศัตรูข้ามแม่น้ำตันเข ซึ่งกว้างถึงสิบวารอดมาได้เมื่อไม่นานมานี้เอง ชีซีก็ย้ำว่าแม้คราวนี้รอด แต่คราวหน้าอาจมีอันตรายก็ได้ ควรจะยกให้คนที่ไม่ชอบขี้หน้าไปเสีย จะได้เป็นอันตรายตายเสียก่อน แล้วค่อยเอาคืนมาขี่ใหม่ เล่าปี่ก็โกรธ ว่าเจรจาแนะนำไม่เป็นธรรม ไม่อยากได้ยิน

ชีซีก็หัวเราะแล้วว่า

".......ข้าพเจ้าว่ากล่าวทั้งนี้ ใช่จะจริงอย่างนั้นหามิได้ ด้วยได้ยินกิตติศัพท์เขาลือไปว่า ท่านนี้มีน้ำใจเป็นสัตย์เป็นธรรม ก็ยังมิแจ้งประจักษ์ก่อน ซึ่งว่าทั้งนี้เพื่อจะลองน้ำใจท่าน บัดนี้สมเหมือนหนึ่งคำเขาลืออยู่แล้ว...."

เล่าปี่ก็ถ่อมตัวว่า

"....เขาเล่าลือไปนั้นก็ชอบอยู่ แต่ที่จริงตัวเราก็พอประมาณ จะเหมือนคำเขาว่าทีเดียวนั้น ก็หามิได้ บัดนี้ท่านมาอยู่ด้วยเราแล้ว จงช่วยสั่งสอนทำนุบำรุงแต่ที่ชอบ....."

แล้วเล่าปี่ก็ตั้งให้เป็นใหญ่บังคับบัญชาทหารทั้งปวงของเมืองซินเอี๋ย ตั้งแต่บัดนั้น

ตันฮกหรือชีซี ได้แสดงความคิดสติปัญญาให้ประจักษ์ ด้วยการแนะนำให้เล่าปี่ตีโต้กองทัพของโจโฉ ซึ่งยกมาตั้งที่เมืองห้วนเสีย โดยใช้กำลังทหารสองพัน ปะทะ
กับกองทหารสามหมื่นของ โจหยิน ครั้งแรกกวนอูเตียวหุยก็ฆ่านายทหารเอกเสียสองนาย และทหารเลวสองพันเศษ โจหยินจึงคุมกำลังที่เหลือสองหมื่นเศษ เข้าตีเล่าปี่อีกเป็นครั้งที่สอง ชีซีก็ให้กวนอูคุมทหารดอดไปตีเมืองห้วนเสียไว้ได้โดยง่าย ส่วนกองทัพที่โจหยินคุมมาเอง ก็ถูกเตียวหุยกับ จูล่ง ทหารเอกของเล่าปี่ตีแตก เสียทหารไปอีกหมื่นเศษ และเมื่อถอยมาถึงเมืองห้วนเสีย ก็โดนกวนอูตีซ้ำเติมเข้าอีก ต้องยกกองทัพที่เหลือหมื่นเศษ กลับไปหาโจโฉที่เมืองฮูโต๋

โจโฉไม่ได้เอาโทษฐานแตกทัพแก่โจหยิน เพราะเป็นญาติพี่น้องร่วมแซ่
เดียวกัน แต่ก็สงสัยว่าเล่าปี่มีทหารน้อยกลับเอาชนะได้ เพราะความคิดของใคร โจหยิน
ก็บอกว่าที่ปรึกษาของเล่าปี่ชื่อตันฮก ซึ่ง เทียหยก ที่ปรึกษาของโจโฉ ก็รู้จักว่าที่แท้คือ ชีซี

โจโฉถามว่าชีซีมีปัญญาเสมอเทียหยกหรือ เทียหยกถ่อมตัวว่า อันปัญญาความคิดของชีซีนั้นดีกว่ามาก โจโฉจึงอยากได้ตัวเอามาไว้เพื่อตัดกำลังเล่าปี่ เทียหยกก็อาสาจะจัดการให้ เพราะมารดาของชีซีซึ่งชราแล้ว อยู่ตัวคนเดียวที่เมืองฮูโต๋นี่เอง

โจโฉจึงให้คนไปรับมารดาชีซีมาเลี้ยงไว้เป็นอย่างดี แล้วก็ปลอบโยนว่า

".....บัดนี้เราแจ้งว่า บุตรของท่านคนหนึ่งดีมีสติปัญญา ไปอยู่ด้วยเล่าปี่อันเป็นกบฏต่อแผ่นดินหาควรไม่ ประดุจหนึ่งแก้วไปทิ้งไว้ในที่ตมสำหรับจะอับเฉาไป ทุกวันนี้เราคิดเสียดายมิรู้แล้ว อนึ่งก็มีใจเอ็นดูแก่ท่านนัก จึงให้ไปรับมาหวังจะให้มีหนังสือไปถึงชีซีบุตรท่าน ให้มาทำราชการด้วยเราในเมืองหลวง จะช่วยเพ็ดทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้เป็นขุนนางสืบไป...."

มารดาชีซีถามว่าเล่าปี่นี้เป็นบุตรผู้ใด โจโฉก็ว่าเล่าปี่นั้นเป็นชาวเมืองตุ้น ก้วน เป็นคนอนาถาหาตระกูลมิได้ โกหกเจรจาหลอกลวง ให้คนเชื่อว่าเป็นเชื้อสายพระเจ้าเหี้ยนเต้ แกล้งทำว่าเป็นคนใจอารี แต่น้ำใจมิได้ซื่อตรงต่อผู้ใด

มารดาชีซีก็ตวาดเอาว่า

"....มึงเป็นคนชั่วหาความอายมิได้ แสร้งใส่โทษเล่าปี่ว่าเป็นคนมิดี อันเล่าปี่นี้กูรู้มาแต่เดิมว่า เป็นเชื้อสายพระเจ้าเหี้ยนเต้ แล้วมีน้ำใจสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน โอบอ้อมอารีแก่อาณาประชาราษฎรแต่เด็กอมมือก็รู้ว่าเล่าปี่เป็นคนดี บัดนี้ลูกกูไปอยู่ด้วยเล่าปี่ ก็เป็นที่สำนักอันใหญ่หลวงอยู่แล้ว...."

และไม่ยอมเขียนหนังสือถึงบุตร โจโฉก็โกรธให้เอาตัวไปฆ่าเสีย เทียหยกก็ขอไว้ว่า ที่นางทำหยาบช้าต่อโจโฉ ก็เพราะปรารถนาที่จะตาย ให้ปรากฏชื่อว่าเป็นหญิง ที่สามารถว่ากล่าวต่อมหาอุปราชได้ไม่ยำเกรง ถ้าฆ่าเสียคนก็จะนินทาว่าฆ่าผู้หญิงหาควรไม่ ขอให้เลี้ยงดูเอาไว้ก่อน ตนเองจะคิดอุบายภายหลัง โจโฉก็เห็นชอบด้วย จึงเลี้ยงไว้อย่างเดิม

วันหลังเทียหยกก็เข้าไปเยี่ยมมารดาชีซี แล้วบอกว่าตนเองเป็นเพื่อน สนิทที่รักใคร่กับชีซีมาก มารดาชีซีก็เหมือนมารดาของตน แล้วก็เขียนหนังสือฝากให้คนเอาของไปให้เนือง ๆ มารดาชีซีก็เขียนหนังสือตอบทุกคราว เทียหยกก็หัดเขียนลายมือ จนเหมือนลายมือมารดาชีซี แล้วก็ปลอมหนังสือให้คนสนิทเอาไปส่งให้ชีซีที่เมืองซินเอี๋ย ชีซีอ่านหนังสือนั้นมีใจความว่า

".......ตัวแม่เป็นคนชรา หาผู้ใดจะเลี้ยงรักษาพยาบาลมิได้ โจโฉจับเอาแม่มาทำโทษ แล้วจะให้เอาไปฆ่าเสีย เพราะเหตุเจ้ามาอยู่ด้วยเล่าปี่ คิดจะทำร้าย โจโฉ....แม้ว่าเจ้ามีความกตัญญูเอ็นดูแม่ มาหาโจโฉแล้ว ชีวิตแม่ก็จะไม่มีอันตราย แม้เจ้าไม่อาลัยถึงแม่ มิได้มาตามหนังสือนี้เมื่อใด แม่ก็จะตายเพราะอาญาโจโฉ เป็นมั่นคง......"

ชีซีจำได้ว่าเป็นลายมือของมารดาก็ร้องไห้ เข้าไปหาเล่าปี่ เล่าความหลังให้ฟังและขอลากลับไปบ้าน โดยเสริมว่า

"..ถ้าข้าพเจ้ามิไปบัดนี้ น่าที่โจโฉจะฆ่ามารดาเสีย โทษก็จะมีแก่ตัวข้าพเจ้าไปภายหน้าเป็นอันมาก มารดาเลี้ยงมายังมิได้แทนคุณ แล้วมิหนำจะซ้ำโทษให้เล่ามิควรนัก ขอท่านได้กรุณาข้าพเจ้าให้ไปหาโจโฉเถิด เหมือนได้แทนคุณมารดาอย่าให้ตายเสีย ข้าพเจ้าไปแล้วจึงจะคิดแก้ไข กลับมาสนองคุณท่านให้จงได้....."

เล่าปี่ก็ร้องไห้สงสารชีซี และอนุญาตให้กลับไปได้ แล้วพรุ่งนี้จะจัดโต๊ะเลี้ยงส่ง พอชีซีไปแล้ว ซุนเขียน คนสนิทของเล่าปี่ก็เตือนว่า ชีซีนั้นรู้ตื้นลึกหนักเบาในเมืองซินเอี๋ยหมดแล้ว แม้ปล่อยให้ไปอยู่กับโจโฉ พอได้รับการเลี้ยงดูถึงขนาด ก็จะเป็นภัยแก่เล่าปี่ ถ้าเอาตัวไว้ไม่ปล่อยไป โจโฉก็จะฆ่ามารดาชีซีเสีย ชีซีจะมีความพยาบาท อยู่ช่วยกำจัดโจโฉต่อไป

เล่าปี่ไม่เห็นด้วยว่า

".....อันจะให้พรากแม่กับลูกไว้มิให้ไปหากัน ให้มารดาจำตายเพราะลูกนั้น ก็จะเป็นบาปกรรมไปภายหน้า...."

รุ่งเช้าเล่าปี่ก็จัดโต๊ะเลี้ยงส่งชีซี ทั้งสองต่างร้องไห้รำพันรักกัน แล้วขึ้นม้าเดินเคียงกันไปถึงประตูเมือง ชีซีลงจากม้าคำนับเล่าปี่ขอบคุณที่ออกมาส่ง เล่าปี่ก็ลงจากม้าจับมือชีซีอาลัยอาวรณ์เป็นอันมาก แม้ชีซีจะขึ้นม้าออกจากเมืองไปแล้ว เล่าปี่ก็ยังขี่ม้าตามไปอีกพักหนึ่ง ชีซีขอร้องให้เล่าปี่พาทหารกลับเข้าเมือง เล่าปี่ก็ยึดข้อมือชีซีไว้แล้วว่า

".......ตัวท่านกับข้าพเจ้า แต่นี้นับวันจะไกลกันแล้ว เมื่อไรเลยจะได้กลับมาเห็นกัน...."

ว่าแล้วก็ร้องไห้ซบลงกับหลังม้า ชีซีก็กลั้นน้ำตาไว้มิได้รีบชักม้าควบไป พอเลี้ยวลับพุ่มไม้แลไม่เห็นตัว เล่าปี่ก็สั่งให้ทหารตัดพุ่มไม้นั้นเสีย เพื่อจะดูชีซีให้สุดสายตา พอดีชีซีชักม้าหวนกลับมาหาเล่าปี่อีกครั้ง ทำให้ดีใจนึกว่าจะไม่ไปแล้ว แต่ชีซีกลับมาแนะนำให้ไปหาผู้มีปัญญา ที่นอกเมืองซงหยง เล่าปี่ถามว่า คนนั้นมีสติปัญญาเสมอท่านหรือ ชีซีตอบว่า

".....ตัวข้าพเจ้าอุปมาเหมือนหนึ่งกา จะมาเปรียบพญาหงส์นั้นไม่ควร อนึ่งม้าอาชามีกำลังอันน้อย หรือจะมาเปรียบกับพญาราชสีห์ได้ อันคน ๆ นี้มีปัญญาลึกซึ้งกว้างขวางนัก อาจสามารถที่จะหยั่งรู้การในแผ่นดินและอากาศ เป็นเอกอยู่แต่ผู้เดียว...."

เล่าปี่ถามว่าชื่อใด ชีซีจึงบอกว่าชื่อ ขงเบ้ง แซ่จูกัด ทำไร่ไถนาเลี้ยงชีวิตอยู่บนเขาโงลังกั๋ง ตำบลลงเสีย ชาวบ้านเรียกว่าอาจารย์ ฮกหลง ว่าแล้วก็ควบม้ารีบไป

ครั้นเดินทางผ่านเขาโงลังกั๋ง ก็แวะเข้าไปหาขงเบ้ง คำนับเล่าเรื่องที่อยู่กับเล่าปี่ให้ฟังทุกประการ

ขงเบ้งก็โกรธว่า

".....ท่านจะไปจากเล่าปี่นั้น ไม่มีสิ่งใดให้เล่าปี่หรือ จึงมาเอาเราไปเป็นเครื่องเซ่น...."

แล้วก็เดินกอดอกเข้าบ้านไป ชีซีก็จำต้องเดินทางเลยไปเมืองฮูโต๋

ชีซีคำนับโจโฉแล้วก็ไปเยี่ยมมารดาถึงที่พัก คุกเข่าคำนับร้องไห้หมอบ อยู่ตรงหน้า มารดาตกใจว่ากลับมาทำไม ชีซีก็เล่าเรื่องหนังสือที่มารดาส่งไปให้ มารดา
ตบเก้าอี้แล้วด่าว่า

".....อ้ายจัญไรโฉดเขลาหาปัญญามิได้ ธรรมเนียมมีหรือ เกิดเป็นชายมิได้พินิจพิเคราะห์ ได้แต่หนังสือแล้วก็เชื่อฟังเอา เสียแรงเที่ยวเรียนวิชามาแต่น้อยคุ้มใหญ่ คิดว่าจะดีเทียมคนมิรู้เลยว่าจะกลับซ้ำร้ายไปอีก กูจะอยู่ให้คนเห็นหน้าก็จะพลอย อายด้วย....."

ด่าแล้วก็ลุกเข้าไปผูกคอตายเสียข้างในห้อง ชีซีมัวแต่ก้มหน้าหมอบอยู่หารู้ไม่ จนคนใช้วิ่งมาบอก ก็แก้ไขไม่ทันเสียแล้ว ชีซีก็ร้องไห้สลบไป เมื่อฟื้นแล้วก็จัดแจงนำศพมารดาไปฝังไว้ ทางทิศใต้ของเมืองฮูโต๋ แล้วทำที่พักรักษาศพมารดาอยู่ที่นั้น แม้โจโฉรู้ข่าวจะแต่งข้าวของให้คนเอามาช่วยก็ไม่ยอมรับ

การกระทำด้วยความตั้งใจดีของชีซี จึงกลายเป็นบาปติดตัวไปอย่างที่มิได้คาดคิด ทั้งนี้ก็เพราะความกตัญญูกตเวทีต่อมารดา โดยมิได้ไตร่ตรองให้รอบคอบ สมกับที่เป็นผู้มีสติปัญญา จากสำนักของอาจารย์สุมาเต๊กโชที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และชีวิตของ เขาก็อับเฉาไปตั้งแต่บัดนั้น

ส่วนเล่าปี่เชื้อพระวงศ์ผู้อาภัพ ก็ดั้นด้นไปหาขงเบ้ง จนได้ตัวมาเป็นที่
ปรึกษาคู่ใจ และภายหลังก็ได้ บังทอง มาอีกคนหนึ่ง แต่อยู่ได้ไม่นานก็ตายไปในการรบที่เมืองเสฉวน เหลือแต่ขงเบ้งที่ได้ใช้สติปัญญากระทำทุกวิถีทาง ทั้งที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรม เพื่อให้เล่าปี่เป็นฮ่องเต้ของจ๊กก๊ก ได้สมความปรารถนาในที่สุด

แต่แล้วก็ต้องสิ้นพระชนม์ลง ภายหลังจากขึ้นครองราชย์ได้เพียงสองปีเท่านั้น ไม่คุ้มกับที่ได้ตรากตรำทำศึกมาร่วมสี่สิบปีเลย


##############




 

Create Date : 21 เมษายน 2559    
Last Update : 21 เมษายน 2559 13:10:45 น.
Counter : 367 Pageviews.  

ทบทวนสามก๊ก (๑๕)

คุณป้ากุ๊กไก่ อยากดู สามก๊ก เล่ม ๑ หน้า ๓๐๐








อยู่ที่นี่ครับ


สามก๊กฉบับลิ่วล้อ

ชุดที่ ๓ ผู้เป็นใหญ่ฝ่ายเหนือ

ตอนที่ ๒ นายทัพที่ไม่ยอมรบ

เล่าเซี่ยงชุน

หลังจากที่ เล่าปี่ ได้ข่าวว่า อ้วนเสี้ยว รบชนะ กองซุนจ้าน และจะรวมพลกับ อ้วนสุด น้องชาย ก็ออกอุบายขออาสา โจโฉ ยกทหารออกจากเมืองหลวง เพื่อจะไปสกัดอ้วนสุดไม่ให้ติดต่อกับอ้วนเสี้ยวผู้พี่ชายได้ แต่ในใจจริงแล้วก็คิดจะหนีไปให้ ไกลโจโฉ เพราะได้ร่วมมือกับ ตังสิน เพื่อกำจัดโจโฉอยู่ กลัวความแตกตัวจะตายเสียเปล่า โจโฉเกิดหลวมตัวยอมมอบทหารห้าหมื่นให้เล่าปี่ไปตามคำขอ แต่พอที่ปรึกษาทักท้วงว่าจะเหมือนปล่อยเสือเข้าป่าหรือปล่อยจรเข้ลงน้ำ โจโฉก็ได้คิดให้ทหารเอกยกตามไป เล่าปี่ก็ไม่หันหลังกลับเสียแล้ว จึงต้องยกทหารตามไปปราบปรามเสีย ก่อนที่จะมีกำลังกล้าแข็งกว่านี้

เล่าปี่ได้ปะทะกับกองทัพของอ้วนสุดตามที่อาสามา และตีกองทัพอ้วนสุดแตกพ่าย จนตัวอ้วนสุดแค้นใจตายไป ครั้นได้ข่าวว่าโจโฉกำลังจะยกทัพมาเล่นงานตนบ้างก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ต้องมีหนังสือไปขอให้อ้วนเสี้ยวช่วย อ้วนเสี้ยวก็ไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองแทนน้องชายที่ตาย กลับคิดว่าควรจะร่วมมือกับเล่าปี่ รบกับโจโฉดีกว่า

เตียนห้อง นายทหารเอกซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้วยให้ความเห็นว่าอ้วนเสี้ยวนั้น ยกทหารไปทำสงครามอยู่ทุกปี ทหารก็อิดโรยเสบียงก็ร่อยหรอ ขืนยกไปอีกก็คงจะมีความลำบากยากแค้น ควรจะมีหนังสือกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้ห้ามโจโฉไม่ให้ยกทัพไปทำร้ายหัวเมืองอื่น ถ้าโจโฉไม่เชื่อฟัง จึงค่อยยกกองทัพใหญ่ ไปร่วมมือกับกองทัพของหัวเมืองต่าง ๆ เข้าล้อมเมืองหลวง และเกลี้ยกล่อมขุนนางในเมืองให้ร่วมมือด้วย ก็จะสามารถกำจัดโจโฉได้ ภายในสามปี

ฝ่าย สิมโพย ที่ปรึกษาอีกคนหนึ่งแย้งว่า อ้วนเสี้ยวมีนายทหารล้วนแต่ฝีมือดีเป็นอันมาก ถ้าจะคิดกำจัดโจโฉก็ง่ายดาย เหมือนพลิกฝ่ามือคว่ำลง เหตุใดจึงต้องวางแผนให้ยอกย้อนยาวนานถึงเพียงนั้น

จอสิว นายทหารอีกคนหนึ่ง ก็สนับสนุนความคิดของเตียนห้องว่า การสงครามนั้น มิได้แพ้ชนะกันด้วยทหารมากหรือน้อย โจโฉมีความคิดชำนาญการสงครามลึกซึ้งยิ่งนัก คงจะไม่สามารถเอาชนะได้ง่าย ๆ เหมือนอย่างชนะกองซุนจ้านหรอก

กัวเต๋า ที่ปรึกษาอีกคนหนึ่งกลับสนับสนุนสิมโพยว่า ควรจะรีบร่วมมือกับ เล่าปี่ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ กำจัดโจโฉเสียโดยเร็ว พระมหากษัตริย์กับขุนนางและราษฎร จะได้อยู่เย็นเป็นสุขกันเสียที

อ้วนเสี้ยวเห็นว่าสี่คนแบ่งออกเป็นสองฝ่ายไม่ลงเอยกัน ก็ชักลังเลใจ พอดี เขาฮิว กับ ซุนขาม นายทหารเอกเข้ามาในที่ประชุม อ้วนเสี้ยวจึงขอให้ทั้งสองนั้นเข้าร่วมพิจารณาด้วย เขาฮิวกับซุนขามเกิดมีความเห็นตรงกันว่า ควรจะไปช่วยเล่าปี่ อ้วนเสี้ยวเห็นว่าตรงกับความคิดของตน ก็เลยตกลงใจแต่งหนังสือให้ผู้ติดต่อของเล่าปี่นำข้อตกลงร่วมรบไปแจ้งให้นายทราบ และให้ยกทัพมารวมกัน

แล้วอ้วนเสี้ยวก็จัดแจงแต่งกองทัพให้ งันเหลียง กับ บุนทิว ทหารเอก เป็นทัพหน้า สิมโพย กับ ฮองกี๋ เป็นปลัดทัพ อ้วนเสี้ยวคุมทัพหลวงมีทหารม้าสิบห้าหมื่นกับทหารเดินเท้าสิบห้าหมื่น ให้เตียนห้อง เขาฮิว ซุนขาม เป็นที่ปรึกษา รอคอยฤกษ์ดีที่จะยาตราทัพไป

ก่อนจะไปก็มีผู้แนะนำว่า ควรประกาศแจ้งแก่หัวเมืองต่าง ๆ อย่าให้เข้า
ร่วมมือกับโจโฉ โดยแต่งหนังสือเวียนส่งไปให้หัวเมืองทั้งสิบแปดหัวเมือง

อ้วนเสี้ยวจึงให้ ตันหลิม ซึ่งเคยเป็นอาลักษณ์เก่า ของ พระเจ้าฮั่นเต้ปู่ของพระเจ้าเหี้ยนเต้ และได้หนี ตั๋งโต๊ะ มาอยู่ด้วย เป็นผู้ร่างหนังสือให้มีข้อความตามประวัติศาสตร์ ยืดยาวถึงสามแผ่นดินว่า

บ้านเมืองจะเดือดร้อนเป็นอันตรายได้ต่าง ๆ นั้น มาจากสาเหตุหลายประการ เช่น

พระมหากษัตริย์อ่อนแอขุนนางทั้งปวงตกอยู่ในอำนาจของผู้หยาบช้า ดังเมื่อครั้ง พระเจ้าจิ๋นซีอ๋อง เสวยราชสมบัติตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ เตียวโก๋ ขุนนางผู้ใหญ่คิดจะชิงราชสมบัติ จึงทดลองใจขุนนางทั้งปวง โดยเอากวางเข้ามาในที่ประชุมสองตัวแล้วบอกว่าได้ม้ามาสองตัว ขุนนางสอพลอก็พลอยว่าม้าถึงเจ็ดส่วน แต่ขุนนางผู้ซื่อสัตย์ยืนยันว่ากวางมีเพียงสามส่วน เตียวโก๋จึงกำเริบทำการหยาบช้าต่าง ๆ จนมีผู้คบคิดกันจับฆ่าได้สำเร็จ ความชั่วของเตียวโก๋จึงได้จารึกอยู่จนทุกวันนี้

หรืออย่างเมื่อครั้ง พระเจ้าฮั่นโกโจ เชื่อคำสตรีคือ นางลิเฮา ผู้เป็นมเหสีทูลสิ่งใดก็เชื่อฟังทุกประการ ถึงกับแต่งตั้งน้องชายสองคนเป็นขุนนางผู้ใหญ่ซ้ายขวาจนมีอำนาจมากก็ข่มเหงราษฎรให้ได้รับความเดือดร้อนทั้งแผ่นดิน ผู้ใดมาร้องทุกข์ก็จะถูกนางลิเฮาขัดขวาง จนพระเจ้าฮั่นโกโจสวรรคต ทั้งสองคนก็ตั้งตัวเป็นเจ้า เสวยราช สมบัติต่อ ขุนนางอื่นทนไม่ได้จึงชักชวนกันจับตัวสองพี่น้อง และสมัครพรรคพวกฆ่าเสียสิ้นแล้วก็ยก อันบุนเต้ พระราชบุตรขึ้นเสวยราชย์แทน

อีกครั้งหนึ่งเมื่อ พระเจ้าฮั่นเต้ ปู่ของพระเจ้าเหี้ยนเต้นี้เอง เชื่อถือคนพาลคือขันทีทั้งปวง และ โจเท้ง ขุนนางผู้ใหญ่ซึ่งเป็นปู่ของโจโฉ ก็เข้าเป็นพวกของขันทีเหล่านั้นด้วย ร่วมกันทำการหยาบช้าต่าง ๆ ธรรมเนียมทั้งหลายก็ฟั่นเฟือนแปร ปรวนไป จนมาถึงบัดนี้พระเจ้าเหี้ยนเต้เสวยราชสมบัติ ก็มีโจโฉเป็นผู้ว่าราชการ ที่คอยทำให้เดือดร้อนพระทัยมาหลายครั้ง เพราะโจโฉมีทหารมากมีคนเกรงกลัว จึงคิดกำเริบจะทำอันตรายต่อราชสมบัติ จึงขอให้เจ้าเมืองทั้งสิบแปดหัวเมือง ร่วมมือกับอ้วนเสี้ยวกำจัดโจโฉ แทนคุณพระเจ้าเหี้ยนเต้ต่อไป

อ้วนเสี้ยวก็ให้เอาประกาศนี้ ไปปิดไว้จนทั่วทุกหัวเมือง พอได้ฤกษ์ดีก็ยกทัพสามสิบหมื่น ไปตั้งค่ายที่ตำบลตันลิมหยงปลายแดนเมืองฮูโต๋ ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่โจโฉยึดครองอยู่

โจหอง ญาติผู้น้องของโจโฉ ก็เอาหนังสือที่อ้วนเสี้ยวประกาศ ไปให้โจโฉดู ขณะที่ยังป่วยอยู่ โจโฉอ่านแล้วก็เหงื่อแตกทุกเส้นขนด้วยความโกรธแค้นเพราะถูกด่าย้อนหลังไปถึงปู่ ถามหาตัวคนเขียนแล้วก็ปรารภว่า เสียดายตันหลิมเป็นคนมีปัญญามาเข้าพวกอ้วนเสี้ยว เห็นจะไม่มีทางเจริญแน่ ว่าแล้วก็ลุกขึ้นไปประชุมกับที่ปรึกษาทั้งหลาย เพื่อคิดการสงครามกับอ้วนเสี้ยวต่อไป

ขงหยง ให้ข้อคิดว่ากองทัพของอ้วนเสี้ยวครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก มีที่ปรึกษาชั้นดีสี่คน มีทหารเอกถึงเจ็ดคน มีเมืองขึ้นมากมาย เสบียงอาหารก็บริบูรณ์ ทหารเลวก็มีเป็นจำนวนมาก เห็นท่าจะสู้ไม่ไหว ควรเจรจาด้วยไมตรี ให้เลิกทัพกลับไปจะดีกว่า

ซุนฮก แย้งว่าลิ่วล้อของอ้วนเสี้ยวนั้น ถึงจะมีฝีมือแต่ก็นิสัยไม่ค่อยดีเช่น เตียนห้องก็เป็นคนหยาบช้าดื้อดึง เขาฮิวนั้นมีปัญญาแต่เป็นคนโลภ สิมโพยนั้นเป็นคนอวดรู้ใครพูดถูกก็ว่าผิด ฮองกี๋นั้นดีแต่โวหารเอางานไม่ได้ ที่ปรึกษาก็ไม่ค่อยจะลงรอยกันเอง ทหารเอกก็มีแต่ฝีมือไม่รู้จักทีได้ทีเสีย ทหารเลวถึงจะมีมาก ก็เพียงแต่พลอยแพ้หรือชนะด้วยเท่านั้น

โจโฉชอบใจ ชมเชยว่าซุนฮกคิดถูก จึงให้ทหารเอกสองนาย คุมทหารห้าหมื่นไปสกัดทัพเล่าปี่ที่เมืองชีจิ๋วไว้ แล้วโจโฉก็ยกพลยี่สิบหมื่นไปตั้งค่ายที่ตำบล กัวต๋อให้ห่างจากค่ายอ้วนเสี้ยวประมาณแปดร้อยเส้น

ข้างอ้วนเสี้ยวรู้ว่าโจโฉยกมาประจันหน้าแล้ว ก็ปรึกษากับลิ่วล้อชั้นดีว่าจะทำอย่างไร ก็ไม่เป็นที่ตกลง เพราะเขาฮิวน้อยใจว่าสิมโพยได้เป็นปลัดทัพใหญ่กว่าตน จอสิวก็น้อยใจอ้วนเสี้ยวว่าให้ความคิดเห็นอะไรก็ไม่เอาด้วยสักอย่าง กองทัพอันใหญ่โตของทั้งสองฝ่าย จึงตั้งรอกันอยู่ถึงสองเดือนโดยไม่ได้รบกันเลย โจโฉเห็นอ้วนเสี้ยวไม่ออกรบ เกรงว่าจะแบ่งทหารแอบไปตีเมืองฮูโต๋ จึงให้ โจหยิน คุมพลประจันหน้าข้าศึกต่อไป ส่วนตนเองกลับไปดูแลเมืองฮูโต๋ พอถึงเดือนสิบสองเข้าหน้าหนาวอ้วนเสี้ยวก็เลยยกทัพกลับเมืองกิจิ๋วบ้าง เป็นอันว่าคราวนี้เพียงแต่แสดงแสนยานุภาพอวดกันเท่านั้น

ต่อมาเมื่อโจโฉจับ ตังสิน และพรรคพวกซึ่งคิดจะทำการโค่นล้มได้และประหารชีวิตหมดแล้ว จึงรู้ว่าเล่าปี่ร่วมคิดด้วย แต่หาหนทางเอาตัวรอดหนีไปตั้งหลักอยู่ที่เมืองชีจิ๋วแล้ว จึงยกทัพจะไปปราบปรามให้สิ้นเสี้ยนหนาม ก่อนที่จะมีปีกกล้าขาแข็งกว่านี้

เล่าปี่เมื่อรู้ข่าวก็ใช้ให้ ซุนเขียน ถือหนังสือไปขอให้อ้วนเสี้ยวช่วยตามเคย ซุนเขียนก็รับหนังสือไปถึงเมืองกิจิ๋ว แล้วก็แวะไปหาเตียนห้องที่ปรึกษา ให้ช่วยพาไปหาอ้วนเสี้ยว พออ้วนเสี้ยวอ่านหนังสือรู้เรื่องแล้วก็ทำเป็นทุกข์โศกเสียเต็มที เตียนห้องก็ถามว่า ท่านไม่สบายมีวิตกกังวลอะไรหนักหนาหรือ อ้วนเสี้ยวจึงว่าเรานี้ใกล้จะตายอยู่แล้ว ไม่รู้จะตายวันตายพรุ่ง วิตกอยู่แต่บุตรทั้งหลายไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร เจ้าคนสุดท้องนั้นก็พอจะมีสติปัญญาอยู่บ้าง แต่อายุยังน้อยนักและกำลังป่วยอยู่ด้วยก็เลยคิดอ่านอะไรไม่ออก

เตียนห้องก็สงสัยเป็นกำลัง จึงว่า

".....คนทั้งปวงก็ลือชาปรากฎว่าท่านเป็นใหญ่อยู่หัวเมืองฝ่ายเหนือ เหตุใดท่านมาคิดย่อท้อจะมาตีตนตายก่อนไข้นั้นไม่ควร บัดนี้โจโฉก็ยกทัพไปตีเมืองชีจิ๋ว เมืองฮูโต๋นั้นหามีผู้ใดอยู่รักษาไม่ เล่าปี่ก็ให้หนังสือมาขอกองทัพท่านไปช่วย ถ้าท่านยกกองทัพไปตีเมืองฮูโต๋ครั้งนี้เห็นจะได้โดยง่าย....."

อ้วนเสี้ยวก็ว่า ความจริงก็รู้อยู่แล้วว่ามีโอกาสชนะ แต่ตอนนี้กำลังเป็นห่วงบุตร ถ้ายกทัพไปทางโน้นแล้วบุตรเกิดเป็นอันตรายภายหลัง เราก็คงจะตายด้วยเป็นแน่ และถ้ายกไปครั้งนี้ทั้ง ๆ ที่ไม่สบายใจ ก็คงจะเอาชนะข้าศึกไม่ได้ ดังนั้นจึงของดไว้ก่อน ถ้าเล่าปี่ขัดสนอย่างไรก็บอกมา จะได้ช่วยเหลือภายหน้า

เตียนห้องก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เสียดายโอกาสที่ครั้งนี้จะได้ทีอยู่แล้ว เกิดจะมาเป็นห่วงลูกเล็กเด็กน้อยขึ้นมาเสียอีก ส่วนซุนเขียนเมื่อได้ฟังดังนั้น ก็ไม่รู้จะทำประการใดต่อไป จำเป็นต้องลากลับไปบอกเล่าปี่ ให้ช่วยตัวเองตามกำลังของตนต่อไป.

##########




 

Create Date : 20 เมษายน 2559    
Last Update : 21 เมษายน 2559 8:22:12 น.
Counter : 91 Pageviews.  

1  2  3  4  

เจียวต้าย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




เชิญหารายละเอียดได้ ที่หน้าบ้านชานเรือนครับ
Friends' blogs
[Add เจียวต้าย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.